วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก่อนจะถึงนิทาน พระราชาผู้เป็นที่รัก

นำบุญ นามเป็นบุญ นักเขียนฟรีแลนซ์ เขียนนิทานเด็กกว่า 415 เรื่อง ลงในหนังสือขวัญเรือนมา 17 ปี

ตอนมัธยมนำบุญจบสายวิทย์ที่เตรียมอุดม สอบเทียบติดคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกเรียนวิชาการแสดงหุ่นเป็นวิชาเลือก เพราะชอบศิลปะมาก

ตอนปี 3 ไปเรียนหุ่นกับป้าชื้น สกุลแก้ว ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงด้านหุ่นกระบอกไทย

วันหนึ่งไปค้นห้องเก็บของสาขาการละคร เจอหุ่นเก่า ไปหาข้อมูลในห้องสมุดได้คุยกับอาจารย์วันดี ลิมปิวัฒนา ชวนไปสืบหาหุ่น อาจารย์ขอทุนจากศูนย์วัฒนธรรมแล้วไปตามจังหวัดต่างๆ หาหุ่นที่เลิกเล่นได้เกือบ 10 คณะ ชักชวนกลับมาจัดการแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรม

อาจารย์วันดียังชวนนำบุญและเพื่อนที่เรียนสาขาการละคร ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่อเมริกา นำบุญตั้งใจเอาความรู้กลับมาทำสารนิพนธ์

ก่อนเรียนจบ นำบุญไปเล่นเกมโชว์มาตามนัด อยากได้เงินและประสบการณ์ ปรากฏว่าชนะได้มาสองแสนบาท จบรายการมีคนชวนให้ไปเป็นพิธีกรรายการทิศทางคนเก่ง ทำได้ 10 เทป ก็ไปประกวดโครงการสร้างฝันกับกันตนา ได้เงิน 5 หมื่นบาท มาทำสารนิพนธ์หนังสั้นเกี่ยวกับเด็ก

หลังเรียนจบพี่รหัสที่ธรรมศาสตร์ชวนไปออดิชั่นรายการทีวีเกี่ยวกับเด็ก บ้านน้อยซอยเก้า

ปรากฏว่าผ่านได้เป็นพิธีกรในชุดมาสคอตนาฬิกา ชื่อพี่ติ๊กตอก คู่กับอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร ถือเป็นประสบการณ์พิธีกรในสตูดิโอเป็นครั้งแรก

ตอนเช้าก่อนเวลางาน นำบุญช่วยดูแลเด็ก พอจะเริ่มรายการนำบุญวิ่งออกนอกสตูดิโอไปเปลี่ยนชุดมาสคอต ก่อนไปบอกเด็กว่ามีธุระ พอเปลี่ยนเป็นชุดมาสคอต เด็กก็เข้ามาจับมือ เข้ามากอด นำบุญรู้สึกดีมาก คิดว่าเมื่อครู่เพิ่งทำให้เด็กมีความสุขแบบหนึ่ง พอกลับมาในชุดมาสคอตก็ทำให้เด็กมีความสุขอีกแบบหนึ่ง

“เรารับรู้ได้จากการมองเด็กยิ้มผ่านรูสายตาในชุดมาสคอต เด็กมองเราด้วยสายตาบริสุทธิ์ เราเองก็มีความสุข แม้ข้างในจะร้อนก็ตาม”

นำบุญยังมีส่วนในการเขียนบทและแต่งนิทานในบางตอน พี่วุฒิขอให้ลองเล่านิทาน แต่นำบุญคิดว่าคงทำไม่ได้ เพราะใส่ชุดมาสคอต ไม่ได้แสดงสีหน้า พี่วุฒิแนะนำให้ใช้น้ำเสียงและท่าทาง

รายการไปออนทัวร์ตามโรงเรียนต่างจังหวัด เด็กมารุมเห็นพี่ติ๊กตอกก็กรี๊ด นำบุญรู้สึกตื่นเต้น แม้จะร้อนเกือบตาย แต่ด้วยสปิริตมาสคอตจะไม่ถอดหัวต่อหน้าเด็ก พอเข้าไปในรถตู้ก็ติดเพราะหัวใหญ่ หายใจลำบาก ต้องบอกให้คนขับรถรีบไป

จนถึงวันสุดท้ายของรายการ สิ่งที่สัมผัสได้คือ หนึ่ง เด็กมีความสุขกับโลกตรงนั้น สอง เห็นพี่ผู้หญิงในรายการ 3 คนทำงานหนัก คิดว่าทำไมเมืองไทยไม่มีผู้ชายทำรายการเด็กบ้าง ตั้งแต่วันนั้นตั้งเป้าว่าจะทำงานเพื่อเด็ก

วันหนึ่งอาจารย์วันดีบอกว่า มีการแสดงละครหุ่นนานาชาติจากสวีเดนมาแสดงที่เมืองไทย มีศาสตราจารย์ไมเคิล เมชเก้ ดังมาก เคยแสดงหุ่นเรื่องรามเกียรติ์ เจ้าชายน้อย สนใจอยากดูและไปเรียนไหม

นำบุญไม่รู้จักว่าเป็นใครและไม่เคยคิดจะไปเรียนเมืองนอก อาจารย์วันดียกตัวอย่างว่า สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้กำกับที่ดังมากในโลกภาพยนตร์ ไมเคิล เมชเก้ ก็ดังที่สุดในโลกละครหุ่น

พอไปเห็นการแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรม ที่ดูอลังการมาก นำบุญตัดสินใจไปเรียนหุ่นที่สวีเดน เพราะคิดว่าถ้ามีความรู้เรื่องหุ่นแล้ว ก็มีอะไรไปเล่นและทำให้เด็กยิ้มได้ แต่ปัญหาคือต้องเขียนจดหมายไปคุย ต้องซื้อตั๋วเองแต่เรียนฟรี มีที่พักให้อยู่ในโรงละคร ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

หกเดือนก่อนไป ทุกวันนำบุญไปเรียนปั้นหุ่นกระบอกด้วยดินน้ำมันกับอาจารย์กฤษฎากร สอนประเสริฐ ระหว่างนั้นอาจารย์วันดีไม่ยอมบอกว่าป่วยเป็นมะเร็งที่สมอง จนสุดท้ายอาจารย์เสียชีวิต

ช่วงนั้นนำบุญต้องหาเงิน เห็นประกาศประกวดพิธีกรไอทีวีอวอร์ดครั้งที่สอง และประกวดรูปแบบรายการโทรทัศน์วาไรตี้ รางวัลละ 50,000 บาท ตัดสินใจสมัครสองรายการ คิดว่าน่าจะพอไหว แต่ประกวดพิธีกรคนเยอะมาก มีสายสวรรค์ ขยันยิ่ง ประกวดอ่านข่าว นำบุญประกวดรุ่นเดียวกับพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์

นำบุญมั่นใจในส่วนการทำรายการมาก แต่พิธีกรไม่มั่นใจเลย คิดว่าตกตั้งแต่รอบส่งวีดิโอ ปรากฏว่าผ่านเข้ารอบสองไปให้กรรมการดูตัว มีแต่คนหน้าตาดีๆ นำบุญขอน้องชายช่วยแต่งตัวให้ ถึงเวลาให้ทำอะไรก็ทำ ก็ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย

ถึงวันประกาศผลนำบุญได้ที่สามได้เงิน 20,000 บาท และได้ที่หนึ่งประกวดรูปแบบรายการทีวีวาไรตี้ เลือกกลุ่มผู้สูงอายุ ได้เงิน 50,000 บาท

หลังประกวดนำบุญไปเรียนต่อที่สวีเดน เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต

ไปอยู่โรงละครหุ่นแห่งชาติ ทุกคนมาต้อนรับ แต่พูดภาษาสวีเดน นำบุญเข้าไปก็ยังไม่รู้จะทำอะไร เขาไม่มีเวลาสอนต้องสังเกตเรียนรู้เอง

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปยังไม่มีงาน นำบุญเอากระป๋องไปเช็ดผนังโรงละคร คิดว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปรากฏว่าฝรั่งตกใจทั้งโรงละคร เพราะกฎหมายสวีเดนห้ามใช้งานคนฟรี

จากนั้นมีคนมอบงานให้เป็นช่างเทคนิค ดูแลระบบไฟ แสงเสียงของการแสดงหุ่น นำบุญไม่มีความรู้เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ทุกอย่างเป็นภาษาสวีเดน และภาษาเยอรมัน เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ สายไฟที่รุงรังอยู่ที่พื้นหรือระโยงระยาง เส้นไหนไม่จำเป็นก็ดึงออกให้เหลือดูเป็นระเบียบที่สุด

มีคนแนะนำสอนคิวเปิดปิดเสียงเทป พอถึงคำนี้มือขวาเปิดม่าน มือซ้ายดึงไฟขึ้นแล้ว เอามือขวาที่เปิดม่านเสร็จมาเขย่ากระดิ่ง จากนั้นก็สร้างเสียงฟ้าร้องคำราม นำบุญจดเสียงคำพูดไว้ในกระดาษเป็นภาษาไทย

ได้ประสบการณ์จากการออนทัวร์หลายประเทศ รู้จักคนหลากหลายชาติ เห็นการแสดงหุ่นดีๆ จากที่เคยเรียนรู้จากกลุ่มผู้หญิงงานเด็กเป็นแนวอ่อนหวาน แต่มาสวีเดนได้เรียนรู้ว่างานเด็กจากกลุ่มผู้ชายต้องมีตื่นเต้นบ้าง

หมดสัญญานำบุญกลับเมืองไทยสมัครงานสอนวิทยาศาสตร์ในแบบสนุกสนาน เรียกว่าวิทยาศาสตร์หรรษา เป็นการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง หนึ่งหัวเรื่องมี 10 กิจกรรม เป้าหมายทำให้เด็กรักวิทยาศาสตร์ ได้ทดลองจริง เด็กรู้สึกแฮปปี้กับวิทยาศาสตร์

บางครั้งทำโชว์ นำบุญไม่สบายมากเป็นหวัดลุกไม่ไหว พอถึงเวลาก็ขึ้นโชว์ได้ พอเสร็จก็มานอนพักอยู่หลังฉาก พอถึงเวลาก็โชว์ใหม่ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย งานยากแค่ไหน ถ้าเป็นเด็กก็ทำ รู้สึกมีความสุขเวลาเห็นเด็กยิ้ม

ช่วงนั้นนำบุญไปร้านหนังสือเล็กๆ เจอพี่นักเขียนคนหนึ่งแนะนำให้ไปเขียนหนังสือนิทานที่ขวัญเรือน และสอนวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน ทำงานห้าวัน จนป่วยเป็นภูมิแพ้ หมอให้กินยาแล้วแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก โทร.ไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นหมอแนะนำให้หยุดยา ทำอาหารกินเองแบบไม่มีสารเคมี ปรากฏสองสัปดาห์หาย

ทำไปสักระยะก็ลาออกมาเขียนนิทานอยู่บ้าน มีรุ่นพี่มาชวนไปทำงานเด็ก เป็นพิธีกร เขียนบทรายการให้ไทยพีบีเอส ชื่อรายการกล่องนักคิด ทำได้ 40 เทป ก็ลาออกมาเขียนหนังสือการ์ตูน ชื่อดินแดนรูปหัวใจ มีเพื่อนๆนักเขียนการ์ตูนชื่อดังมาวาดรูป มีครูมาลา คำจันทร์ และพัชรศรี เบญจมาศ กาละแมร์ มาเขียนคำนิยมให้

ช่วงเข้าวัดเห็นคนทำหนังสือสวดมนต์แจก รู้สึกเป็นความคิดดีก็ชวนเพื่อนๆแฟนเพจทำบุญ ออกหนังสือเพื่อนเอย เพื่อนรัก เอาไปแจกให้เด็กๆได้รับการตอบรับที่ดี

นำบุญเอาเงินกำไรที่เหลือจากการขายหนังสือก้อนสุดท้าย ทำนิทานชื่อพระราชาผู้เป็นที่รัก ร่วมกับสำนักพิมพ์มะลิ เพื่อแจกฟรีในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา

หนังสือเล่มนี้จะทำให้คนไทยรุ่นต่อๆไป ได้รู้จักในหลวงรัชกาลที่เก้า และไม่อยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นแค่นิทาน อยากให้คนรุ่นต่อไปทำตามรอยในหลวงรัชกาลที่เก้า

นำบุญทิ้งท้ายให้คิดว่า รักงานเขียนนิทาน อาจไม่ได้ดูสูงส่ง มีคุณค่าในสายตาคนมากมาย หวังเพียงว่าอ่านแล้วจะยิ้มได้บ้างเท่านั้น.