วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อินเดียจี้ศาลสั่งไล่โรฮีนจา 40,000 คนพ้นประเทศ อ้างภัยความมั่นคง

กระแสกดดันปัญหาโรฮีนจาในเมียนมาเริ่มมากขึ้น เมื่อกลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ (HRW) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกคว่ำบาตรเมียนมา หลังใช้ความรุนแรงกวาดล้างกลุ่มชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ฝั่งตะวันตกของประเทศ ด้วยมาตรการที่พวกเขาเรียกว่า “กวาดล้างชนกลุ่มน้อย” ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องอพยพออกจากพื้นที่ข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน จนถึงขณะนี้แล้วกว่า 400,000 คน ทำให้ต้องเร่งช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเด็กเล็ก ขณะที่ชายชราและทารกชาวโรฮีนจา 2 คนเสียชีวิตเมื่อ 18 ก.ย. หลังโขลงช้างป่าอาละวาดเข้าไปเหยียบบริเวณที่พักพิงในบังกลาเทศ และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 ราย

ทั้งนี้ นายจอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียของ HRW เรียกร้องให้สมัชชาแห่งสหประชาชาติตั้งเป็นปัญหาวิกฤติอันดับแรกของการประชุมครั้งที่ 72 ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ในวันจันทร์ 18 ก.ย. พร้อมให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และอีกหลายประเทศที่เป็นห่วงสถานการณ์ครั้งนี้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรขึ้นมา เช่น ห้ามการเดินทางและยึดทรัพย์สินเจ้าหน้าที่เมียนมาที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำร้ายผู้อื่น รวมถึงขยายการห้ามซื้อขายอาวุธสงคราม ขณะที่นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐควบรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเตรียมแถลงออกอากาศทั่วประเทศเกี่ยวกับเหตุวิกฤตินี้เป็นครั้งแรกในวันอังคารที่ 19 ก.ย.

ขณะเดียวกัน ทางการเมียนมาซึ่งกล่าวเป็นนัยไว้ว่าอาจจะไม่รับชาวโรฮีนจากลับคืนประเทศ เพราะมองว่าโยงใยกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธโรฮีนจา ที่ก่อเหตุบุกโจมตีค่ายทหารและป้อมตำรวจเมียนมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งแนวคิดที่จะสกัดกั้นกลุ่มผู้อพยพของเมียนมานั้น สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ของบังกลาเทศ ที่เตรียมเรียกร้องให้สมัชชาแห่งสหประชาชาติช่วยกันกดดันเมียนมารับตัวชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศกลับไปให้หมด

ด้านศาลสูงสุดอินเดียเริ่มพิจารณาไต่สวนตามข้อเรียกร้อง เพื่อตัดสินว่าเห็นควรเนรเทศชาวโรฮีนจาที่หนีมาจากเมียนมามากถึง 40,000 คนหรือไม่ โดยรัฐบาลอินเดียเผยว่า ชาวโรฮีนจาบางคนเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง เพราะมีภูมิประวัติเกี่ยวข้องกับกองกำลังโรฮีนจา

ส่วนบรรยากาศบริเวณคาบสมุทรเกาหลีเต็มไปด้วยการแสดงแสนยานุภาพในการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ขณะที่จีนกับรัสเซียก็เริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทะเลร่วมกัน บริเวณพื้นที่ไม่ไกลจากพรมแดนรัสเซียกับเกาหลีเหนือ.