วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความสำเร็จของ “อาร์ซา”?

ต้านซูจี-ชาวมุสลิมในอินเดียชูโปสเตอร์นางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา โดยมีรองเท้าแตะแขวนคล้องบนภาพ ระหว่างการชุมนุมประท้วงที่เมืองโกลกาตา เรียกร้องให้เมียนมาหยุดเข่นฆ่าชาวมุสลิมโรฮีนจา (เอพี)

ปัญหาชนไร้รัฐชาวมุสลิม “โรฮีนจา” ในรัฐยะไข่ ที่หมักหมมมายาวนาน กลายเป็นไฟแผดเผารัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2534 อีกระลอก ถึงขั้นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องเปิดประชุม ฉุกเฉินแล้ว 2 รอบ

วิกฤติรอบใหม่ปะทุขึ้น หลัง “กองทัพปลดปล่อยโรฮีนจาแห่งอาระกัน” (อาร์ซา) บุกโจมตีค่ายตำรวจ 30 แห่งเมื่อ 25 ส.ค. จากนั้นกองทัพเมียนมาก็บุกกวาดล้างยะไข่อย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,000 คน ชาวโรฮีนจาลี้ภัยเข้าบังกลาเทศแล้วเกือบ 400,000 คน และอาจพุ่งขึ้นอีกหลายแสนคน

ประชาคมโลกและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 12 คน รวมทั้งองค์ดาไล ลามะ น.ส.มาลาลา ยูซูฟไซ ต่างเรียกร้องให้ซูจีปกป้องชาวโรฮีนจา ห้ามกองทัพให้ยุติความรุนแรง อีกทั้งมีกระแสเรียกร้องให้ริบรางวัลโนเบลสันติภาพของซูจี แต่ซูจียังปกป้องกองทัพว่ากำลังต่อสู้กับ “ผู้ก่อการร้ายเบงกาลี” เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ซูจียังอ้างว่าข่าวมากมายเป็น “ข่าวลวง” ใส่ร้ายรัฐบาลและกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาทหารเผาหมู่บ้าน ข่มขืนผู้หญิง ขับไล่และยิงชาวโรฮีนจาไม่เลือกหน้า ฝังกับระเบิดตามทางผู้ลี้ภัยใช้หลบหนี ไปจนถึงมีกลุ่มชาวพุทธหัวรุนแรงรวมทั้งพระสงฆ์ผสมโรงเข่นฆ่าชาวโรฮีนจาด้วย จนหลายฝ่ายรวมทั้งยูเอ็นชี้ว่าเข้าข่าย “ล้างเผ่าพันธุ์” ชาวโรฮีนจา ซึ่งเดิมอยู่ในรัฐยะไข่กว่า 1.1 ล้านคน

แต่ชาวพุทธพม่าชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนซูจีและกองทัพอยู่มาก เห็นได้จากกระแสเชียร์ในโซเชียลมีเดีย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าซูจีมอง “การเมืองภายใน” เป็นหลัก เพราะถ้ามีท่าทีปกป้องชาวโรฮีนจาจะถูกประชาชนต่อต้านทันที ซูจียังควบคุมกองทัพซึ่งมีอำนาจสูงสุดไม่ได้ ขณะที่กองทัพก็ใช้ยุทธการแบบเดิมๆกวาดล้างศัตรูของรัฐอย่างโหดเหี้ยมเช่นที่เคยทำกับกบฏชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งในเมียนมามีกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 135 กลุ่ม

วิกฤติครั้งล่าสุด ยังส่งผลให้ชื่อ “อาร์ซา” รู้จักไปทั่วโลก และมีเสียงเตือนว่า ซูจีกำลัง“ชักศึกเข้าบ้าน” ดึงโลกมุสลิมให้เป็นศัตรูเข้าทางกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ เช่น “อัลเคดา” และ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ที่อาจแทรกซึมเข้าเมียนมาขนานใหญ่

กลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (ไอซีจี) ระบุว่า “อาร์ซา” เริ่มก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มชาวโรฮีนจาพลัดถิ่นในซาอุดีอาระเบีย หลังเกิดจลาจลรุนแรงต่อต้านชาวมุสลิมที่ยะไข่ในปี 2555 แรกๆเรียกตัวเองว่า “ฮาราคาห์ อัลยาคิน” (ขบวนการแห่งศรัทธา) มีผู้นำชื่ออัตตุลเลาะห์ อามาร์ จูนูนี หรืออะตาร์ อุลเลาะห์ เขาเกิดในครอบครัวชาวโรฮีนจาที่เมืองการาจีในปากีสถานและไปเติบโตที่นครเมกกะในซาอุฯ

อาร์ซามีแกนนำเป็นชาวโรฮีนจาพลัดถิ่นราว 20 คน มีข้อบ่งชี้ว่าส่งนักรบไปฝึกในปากีสถานและอัฟกานิสถาน ได้รับเงินจากชาวโรฮีนจาพลัดถิ่นกับผู้บริจาคในซาอุฯ และชาติอื่นๆในตะวันออกกลาง แต่อาร์ซายืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับพวก “ญีฮัด” หรือกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ แต่ต่อสู้เพื่อช่วยชาวโรฮีนจาผู้ถูกกดขี่ข่มเหงเท่านั้น

อาจพูดได้ว่ารัฐบาลเมียนมานั่นเองที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดกลุ่มอาร์ซาขึ้น เพราะปฏิเสธที่จะให้สิทธิขั้นพื้นฐานและสถานะพลเมืองแก่ชาวโรฮีนจา ด้วยเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากบังกลาเทศซึ่งคนพม่าเรียกว่า “เบงกาลี” แม้ชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ในยะไข่หรืออาระกันมาหลายชั่วอายุคน ขณะที่บังกลาเทศก็ไม่ยอมรับชาวโรฮีนจาเช่นกัน

ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธพม่ากับพวก “แขก” จากเอเชียใต้ มีประวัติศาสตร์ซับซ้อนยาวนานโดยเฉพาะในยุคอังกฤษยึดครองพม่า ชาวพุทธพม่าจึงชิงชังรังเกียจชาวโรฮีนจา ชี้ว่าไร้การศึกษา ขี้เกียจ ไม่ทำงาน ขยันแต่ผลิตลูกออกมายั้วเยี้ย สักวันจะกลืนประเทศของชาวพุทธ

การไร้ทางออกทางการเมือง โดยเฉพาะหลังเกิดจลาจลที่ยะไข่ในปี 2555 ช่วยหว่านเมล็ดพันธุ์ให้เกิดกลุ่มกบฏติดอาวุธขึ้น จากนั้น การกีดกันไม่ให้ชาวโรฮีนจามีสิทธิเลือกตั้งใหญ่ในปี 2558 และการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาค ซึ่งตัดเส้นทางหลบหนีทางทะเลของชาวโรฮีนจาไปมาเลเซียและอินโดนีเซีย ยิ่งทำให้ชาวโรฮีนจาจนมุมหนักขึ้น

อาร์ซาเริ่มโจมตีครั้งแรกเมื่อ 9 ต.ค.ปีที่แล้ว โดยกลุ่มชายโรฮีนจาหลายร้อยคนซึ่งมีปืนทำเอง มีดดาบ และหนังสติ๊ก บุกโจมตีค่ายตำรวจ 3 แห่งที่ยะไข่ ตำรวจเสียชีวิต9 นาย ทำให้กองทัพเมียนมาบุกกวาดล้างยะไข่หลายเดือน ทหารถูกกล่าวหาว่าเผาหมู่บ้าน ข่มขืนผู้หญิง เข่นฆ่าชาวโรฮีนจาไม่เว้นเด็กและทารก มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ลี้ภัยนับแสนคน คล้ายๆกับครั้งนี้ แต่วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่าปี 2559 หลายเท่า

เป็นไปได้ว่ากลุ่มอาร์ซาซึ่งคาดว่ามีนักรบไม่มากนักและมีอาวุธทำเองเป็นส่วนใหญ่ อาจเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ จากเดิมที่โจมตีเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐแบบเล็กๆ หันมาโจมตีใหญ่โตถึง 30 จุดและอาจเผาหมู่บ้านเองด้วย ซึ่งอาจเป็นแผนยั่วยุให้กองทัพเมียนมาโกรธกริ้วตอบโต้รุนแรงที่สุด เพื่อดึงดูดความสนใจและยกระดับการต่อสู้ที่ยะไข่ให้เป็นปัญหาระดับนานาชาติ เพื่อให้ชาวโลกหันมาใส่ใจในชะตากรรมของชาวโรฮีนจามากขึ้น

ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง “อาร์ซา” ก็ประสบความสำเร็จในระดับสูงแล้ว!

บวร โทศรีแก้ว