วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สรยุทธนอนคุก คดีบ.ไร่ส้ม 'ศาลอุทธรณ์' ยืนโทษ-13 ปี 4 เดือน ฎีกายกขอประกัน (คลิป)

“สรยุทธ สุทัศนะจินดา” นอนซังเต พร้อมผู้ต้องหาหญิง ในคดีทุจริตเงินโฆษณาเกินเวลารายการข่าวของ บ.ไร่ส้ม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่งคำร้องปล่อยชั่วคราวให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง ก่อนถูกยกคำร้อง ทนายแจงหากจะยื่นประกันตัวใหม่อีกครั้ง ต้องหาผู้พิพากษา หรืออัยการเซ็นรับรองอนุญาตให้ฎีกาคดีโดยมีเหตุอันควร

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันที่ 29 ส.ค. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด มหาชน, บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา หรือพักตร์วรา ธีระเดช พนักงานบริษัทไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4 ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6, 8 และ 11 กรณีทุจริตเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท กว่า 138 ล้านบาท นัดนี้ นายสรยุทธเดินทางมาพร้อมจำเลยทั้งหมด เข้าห้องพิจารณาโดยใช้ประตูด้านหลังศาล มีทีมงานรายการข่าวของนายสรยุทธเดินทางให้กำลังใจจำนวนมาก รวมทั้ง น.ส.พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ หรือน้องไบร์ท

ภายหลังศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมานั้นชอบแล้ว พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้นางพิชชาภา อดีตพนักงานบริษัท อสมท มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ จำคุก 20 ปี ปรับบริษัท ไร่ส้ม จำกัด เป็นเงิน 80,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา มีความผิดฐานสนับสนุน จำคุก 13 ปี 4 เดือน หลังฟังคำพิพากษานายสรยุทธ ยังรักษาอาการสงบ ยืนตรงกุมมือตัวเอง พร้อมกล่าวว่าจะยื่นฎีกาต่อสู้ ทุกประเด็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งจะยกประเด็นข้อต่อสู้ขึ้นใหม่แต่ขอปรึกษาทนายความก่อน

ต่อมาเวลา 14.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายสรยุทธและจำเลยร่วมทั้งหมด หลังยื่นหลักทรัพย์เงินสดและบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านบาท ว่าเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งประกัน โดยศาลออกหมายขัง ทั้งหมดก่อนส่งตัวไปควบคุมที่ใต้ถุนศาล ระหว่างรอฟังคำสั่งการประกันตัวจากศาลฎีกากระทั่งเวลา 16.30 น. ศาลฎีกามีคำสั่งเกี่ยวกับการประกันตัวถึงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่จำเลยทั้งหมดยื่นคำร้องหลักทรัพย์คนละ 4 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว ศาลฎีกาพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์การประกันตัวของจำเลย แล้วเห็นว่ายังไม่ให้ประกันตัวจำเลยในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง ก่อนควบคุมนายสรยุทธ นางพิชชาภาและ น.ส.มณฑา ขึ้นรถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์ ทะเบียน ฮข 4001 กรุงเทพมหานคร ไปแยกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง

นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความนาย สรยุทธ เปิดเผยเหตุผลที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นนี้ เนื่องจากเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 บัญญัติว่าในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

“คดีนี้นายสรยุทธกับพวกถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หากจะยื่นฎีกาจำเลยต้องดำเนินการตาม ม.221 ที่บัญญัติว่าหากจำเลยมีผู้พิพากษาพิจารณาคดีหรือผู้พิพากษาที่ทำความเห็นแย้งคดีนั้นไว้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุด ลงชื่อรับรองในฎีกาว่ามีปัญหาสำคัญที่ศาลสูงควรพิจารณาและอนุญาตให้ฎีกา โดยมีเหตุอันควร แต่คดีของนายสรยุทธขณะนี้ยังมิได้ดำเนินการในส่วนนี้ หากมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็สามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวได้ใหม่อีกครั้ง” นายมนต์อนันต์กล่าว

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีการควบคุมตัวนายสรยุทธว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รับหมายขังจากศาล จะนำตัวนายสรยุทธมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเพื่อปฏิบัติตามขั้นตอนการควบคุมตัวก่อนเข้าเรือนจำ คือทำประวัติ ตรวจร่างกาย ถ่ายรูป เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย พิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมชี้แจงกฎการปฏิบัติตัวตามระเบียบ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพในเรือนจำได้ เช่นเดียวกับนางพิชชาภาและนางมณฑาที่ถูกนำตัวไปขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรณีของนายสรยุทธคาดจะถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไม่ต้องย้ายไปเรือนจำอื่น เนื่องจากรับโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี ส่วนขั้นตอนการเข้าเยี่ยมสามารถกระทำได้ตามปกติ ในเวลา 08.00-15.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันเสาร์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดให้เข้าเยี่ยมถึงเวลา 12.00 น.