10-16 ตุลาคม สัปดาห์นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กับ ธนาคารโลก ได้จัดประชุมประจำปีที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ โดยมี รัฐมนตรีคลัง และ ผู้ว่าการแบงก์ชาติทั่วโลก ไปร่วมประชุมด้วย นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ไอเอ็มเอฟจะออกรายงานปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2566 ซึ่งเดิมคาดว่าจะมีการเติบโต 2.9% เป็นการปรับลดครั้งที่ 4 เนื่องจาก ความเสี่ยงภาวะถดถอยเพิ่มขึ้น และความไม่มั่นคงทางการเงิน แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกกำลัง “มืดลง” จากสถานการณ์โควิด-19 สถานการณ์ยูเครน และภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในทุกทวีปฟังแล้วก็จิตตก ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ที่เราฟังกันเพลินๆ วันนี้กำลังมาถึงแล้วผู้จัดการไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เรากำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก จากโลกที่สามารถคาดการณ์ได้ไปสู่โลกที่มีความเปราะบางมากขึ้น มีความไม่แน่นอนมากขึ้น มีความผันผวนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น การเผชิญหน้าทางภูมิศาสตร์การเมือง และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ประเทศขนาดใหญ่ จีน สหรัฐฯ และ ยุโรป กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว จึงมีความต้องการสินค้าจากประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาลดลง ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังได้รับผลกระทบจาก ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ได้พูดคุยกับ ข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐ ฉบับเมื่อวานนี้ถึง คำเตือนของกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ ที่น่าสนใจ 5 เรื่องนี้1.เศรษฐกิจโลกกำลังทรุดตัวอย่างน่ากังวลใจ โอกาส Global Recessions ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งโลก กำลังเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก จะเข้าสู่การหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกันภายในปีนี้และปีหน้า ความเสียหายจาก out put loss เศรษฐกิจที่ควรเติบโต แต่ไม่โตสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับจีดีพีเยอรมนีทั้งประเทศ2.ประเทศต่างๆต้องระวัง “การเดินนโยบายผิดพลาด” เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง นโยบายการเงินยังต้องเดินหน้าต่อไป ต้องไม่ใจอ่อน ต้องไม่หยุดก่อนเวลาอันควร แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว ไม่เช่นนั้นจะนำมาซึ่งความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในอนาคต3.ประเทศต่างๆควรระวังการออกนโยบายการคลังท่ี “ไม่เหมาะสม” นโยบายการเงินและการคลังต้องไปด้วยกัน อย่าไปคนละทางอย่างอังกฤษ ต้องไม่ช่วยเป็นการทั่วไป ถ้าช่วยทุกคน จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ บ่อนทำลายการสู้ศึกเงินเฟ้อ สิ่งที่ควรทำ คือ ช่วยเป็นจุดจุดเน้นกลุ่มเปราะบาง และเป็นการช่วยชั่วคราว4.มรสุมการเริ่มผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets Debt Crisis) กำลังก่อตัวจากเงินดอลลาร์แข็งค่า ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น เงินที่ไหลออกทำให้ประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มเซ โอกาสที่เงินจะไหลออกเพิ่มขึ้นเป็น 40% มากกว่า 25% ได้ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้กู้ยากต่อไป ถ้าเจาะลึกลงไปพบว่า กลุ่มประเทศรายได้ตํ่าเกินครึ่งหรือ 60% กำลังมีหรือจะมีปัญหา Debt Distress พันธบัตรราคาตก ดอกเบี้ยพุ่งสูง มีปัญหาการกู้ยืมเงิน5.ต้อง Work together จะรอดจากปัญหานี้ได้ จะลดความเสียหายให้น้อยลงได้ ทุกประเทศต้องทำงานร่วมกัน ไม่ไปคนละทิศละทาง เหมือนช่วงการสู้กับโควิดดร.กอบศักดิ์ ได้ยกตัวอย่าง ตัวเลขการส่งออกของไทย ว่า เป็นตัวเลขที่แปลกๆ ที่ประกาศว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกเดือน เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่เมื่อมาดูตัวเลขปรับฤดูกาลแล้วของเดือนนี้กับเดือนก่อนหน้า พบว่าติดลบมา 3 เดือนแล้ว ก.ค. ติดลบ 3% ส.ค.ติดลบ 4% สองเดือนติดลบ 7% ทั้งที่วิกฤติยังมาไม่ถึง รวมทั้ง ตัวเลขแปลกๆการบริโภคหลังโควิดที่เพิ่มขึ้น 16-17% แต่เมื่อไปดูยอดขายกลับเพิ่ม 0% อ่านแล้วก็ละเหี่ยใจ ถ้ารัฐบาลคิดจะหาเสียงด้วยการโกหกตัวเองแบบนี้ ก็น่าเป็นห่วงนะครับลุงตู่.“ลม เปลี่ยนทิศ”