advertisement

15 ปีที่คิดถึง 'ย.โย่ง' เผยโฉมทายาท 'คัมภีร์ฟุตบอล' เมืองไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มี.ค. 2555 07:30

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย หากกล่าวถึงชื่อ "เอกชัย นพจินดา" หรือ ในนามปากกา "ย.โย่ง" อดีตผู้ประกาศข่าวกีฬา, ผู้บรรยายเกมฟุตบอล บรรณาธิการและคอลัมนิสต์ชื่อดัง ชาวกีฬาอย่างพวกเรา ก็ยังคงจดจำในความเชี่ยวชาญและความรอบรู้แตกฉานในเกมกีฬา โดยเฉพาะ "ฟุตบอล" ของเขาได้เป็นอย่างดี จนถึงขนาดได้รับการขนานนาม ยกย่องให้เป็นตำนาน "คัมภีร์ลูกหนัง" ของเมืองไทย

 

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี การจากไปของ สุดยอดปูชนียบุคคลด้านกีฬาของไทย วันนี้ "ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ขอรำลึกและแสดงความเคารพถึง คุณเอกชัย ผ่านทางทายาทคนเดียวของท่าน "น้องแตงโม" นางสาวทวีพร นพจินดา ซึ่งให้โอกาสเราได้มาพูดคุยถึงเรื่องราวตั้งแต่อดีตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และความเป็นไปที่เกิดขึ้นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน อย่างเป็นกันเอง ภายในบ้านอันแสนอบอุ่นของเธอ

น้องแตงโม ซึ่งขณะนี้ อายุ 21 ปี และกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาภาพยนตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ ศาลายา ออกมาต้อนรับพวกเรา ด้วยสีหน้าร่าเริงและกระฉับกระเฉง จนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอ ต้องอยู่โดยปราศจาก ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว รวมถึงมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาซ้ำเติมอีกครั้ง เมื่อคุณแม่ ยุรี นพจินดา ก็ต้องมาจากโลกนี้ไปอีกท่าน เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว

 

ลางสังหรณ์ ก่อนคุณพ่อเสีย

 

 

สาวน้อยทรวงทรงสูงผอมชะลูด ไม่ผิดเพี้ยนจากผู้เป็นบิดา เล่าย้อนหลังให้เราฟังถึงเหตุการณ์ตอนที่สูญเสียคุณพ่อได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าตอนนั้น เธอจะมีอายุเพียง 6 ขวบก็ตาม ซึ่ง "น้องแตงโม" เปิดเผยว่า มีความรู้สึกแปลกๆ ก่อนที่เรื่องร้ายดังกล่าว จะบังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันด้วย

"ตอนคุณพ่อเสีย ก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คุณแม่เป็นคนบอก วันนั้น คุณพ่อไปส่งหนูที่ ร.ร.สาธิตเกษตรฯ ตามปกติทุกเช้า ช่วงนั้นเป็นวันที่หนูสอบป. 1 พอดี ปกติเขาก็จะบ๊ายบายเฉยๆ หนูก็จะสวัสดีคุณพ่อ และเดินขึ้นตึกไปเลย แต่วันนั้นเป็นวันที่แปลก เขาบอกหนูว่า พยายามนะลูก และเราหันมามองพ่อขับรถออกไป หลังจากนั้นวันต่อมา คุณพ่อไปเล่นเทนนิสกับ คุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์) แล้วก็เสียชีวิตเย็นวันนั้น"

"ตอนแรก คุณแม่นึกว่าแค่เข้าโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่า ไปตอนเช้า แม่มาบอกตรงๆว่า "โมพ่อหนูตายนะ" หนูร้องไห้อยู่วันหนึ่ง เพราะว่าตกใจ แต่เพราะความเป็นเด็ก เลยไม่ได้คิดมาก แต่เหมือนแม่ห่วงจิตใจหนูมาก เลยพยายามให้พี่ป้าน้าอาคอยมารุมล้อมดูแล และแม่เองก็เป็นพยาบาล มีจิตวิทยาเด็ก เขาเลยช่วยประคับประคองเราช่วงที่พ่อเสียชีวิต ทำให้จิตใจหนูโอเค ไม่มีปมด้อยจุดนั้น"

 

ยังเข้มแข็ง แม้เสียเสาหลักคนที่สอง

 

 

นับตั้งแต่สูญเสียคุณพ่อไป ชีวิตของน้องแตงโม มักจะอยู่กับคุณแม่ยุรี ชนิดที่ไปไหนก็แทบจะไม่ห่างกัน กระทั่งวันหนึ่งข่าวร้ายมาเยือน เมื่อท่านตรวจพบเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ในขณะที่น้องแตงโม กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเธอยอมรับว่ารู้สึกช็อกมากกับเหตุการณ์นี้ แต่ในที่สุดแล้ว เธอก็ยังสามารถผ่านจุดวิกฤติในชีวิตของตัวเองไปได้อีกครั้ง ด้วย "ธรรมมะ"

"คุณแม่เสียไป 5 ปีแล้ว ตอนหนูอายุ 16 ปี คุณแม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แล้วมันลามไปที่ตับ ตอนนั้น หนูตกใจมาก เพราะหลังจากที่คุณพ่อเสียไปแล้ว หนูจะเป็นคนที่รักคุณแม่มาก พอรู้ว่าเขามาเป็นแบบนี้ ก็ทำใจไม่ได้ร้องไห้ แต่เพราะคุณแม่เป็นคนที่ธรรมะธัมโม เขาเลยสอนธรรมะพาหนูไปปฏิบัติธรรมด้วย และในปีนั้น หนูได้ทำอะไรให้คุณแม่เยอะมาก เหมือนเป็นปีที่เราได้พิจารณาตัวเอง ได้ทบทวนสิ่งต่างๆ และเราได้ดูแลแม่ จนถึงจุดที่มันเต็ม (น้ำตาคลอ) เหมือนกับได้ดูแลเต็มที่แล้ว พอเขาเสียไป มันเลยยังมีความเข้มแข็งอยู่"

"คุณแม่เป็นคนที่ใช้ชีวิตคุ้มมาก แม้จะอายุสั้นก็จริง แต่เขาได้ทำอะไรมากมายมหาศาล คุณพ่อก็เช่นกันได้ทำอะไรเต็มที่แล้ว ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตไม่ต้องยาว ไม่ต้องอยู่นานก็ได้ แค่ให้ได้ทำอะไรที่อยากทำจริงๆ ก็พอ ตอนคุณพ่อเสีย เราได้ไปเที่ยว มีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะมาก สนิทกันมากเหมือนเพื่อนสาว เขารักหนูมาก หนูก็รักเขามาก เวลานึกย้อนกลับไป ก็ไม่มีจุดที่จะต้องเสียใจอะไร เพราะเราได้ทำทุกอย่างให้เขาแล้ว" (ร้องไห้)

 

เป็นคนมองโลกในแง่ดี

 

 

กับปัญหาดูเหมือนจะหนักอึ้งสำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่น้องแตงโม ยืนยันว่า ชีวิตของตัวเองไม่ได้รู้สึกขาดอะไรเลย โดยกล่าวว่า "หลักๆ หนูก็ต้องมองโลกในแง่ดี มันพูดง่าย แต่ทำจริงๆ มันไม่ง่าย ต้องมองโลกในแง่ดีคือ เห็นในสิ่งที่มี ถ้าเรามัวแต่ย้ำว่า เราไม่มี มันจะทำให้คิดแต่เรื่องไม่ดี ถ้าเรานึกว่าเรามีอะไรบ้าง เราอยู่ตรงนั้น และทำให้ขยายใหญ่ ทำในสิ่งที่เรามีให้ใหญ่ขึ้นสำหรับเรา เราก็จะรู้สึกเต็ม"

"หนูรู้สึกว่า คนที่อ้างว่าไม่มีพ่อแม่ อ้างเพื่อที่จะว่าทำสิ่งไม่ดี หนูว่ามันไม่จริง มันไม่ถูก คนเรามันมีทางเลือกที่จะคิด ทุกวันนี้ ยังคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ ในแง่ของการให้เป็นกำลังใจ เวลาเราจะทำอะไร ก็จะนึกถึงพ่อถึงแม่ หรือเราเจอเรื่องแย่ๆ นึกแล้วก็จะมีพลังขึ้นมา"

อย่างไรก็ตาม น้องแตงโมก็ไม่ลืมที่จะขอบพระคุณผู้มีพระคุณทุกคน ที่ช่วยกันเลี้ยงดูเธอด้วยความรักและความอบอุ่นมานับสิบปี ไม่ว่าจะเป็นคุณน้า น้องชายของคุณแม่ยุรี, คุณยาย และคุณอาดาว ลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อ ที่เป็นคอยเป็นห่วงเป็นใย รักใคร่ไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อแม่ของเธอจริงๆ

"โดยรวมเขาดูแลเราดีมาก ให้อิสระพร้อมกับความอบอุ่นเต็มที่ พร้อมสนับสนุนๆ ทุกอย่าง แต่ไม่ถึงกับประคบประหงม มันจะมีพื้นที่ส่วนตัวให้เราโตเป็นผู้ใหญ่เอง ทำให้หนูไม่มีความรู้สึกขาด และเมื่อเราไม่รู้สึกขาด เราก็ไม่คิดจะไปทำเรื่องที่มันไม่ดี อยากบอกพวกเขาว่า ขอบคุณที่สุด หนูว่าหนูเป็นคนที่โชคดีมาก ในความโชคร้าย ก็มีความโชคดีสุดๆ เพราะส่วนมากคนที่คุณพ่อคุณแม่เสีย ชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย แต่ของหนู มันกลายเป็นว่า มีสิ่งดีๆ อื่นๆ เข้ามาประคับประคอง ทำให้มันไม่ใช่เรื่องยาก"

 

'เรามีความหลงใหล...เหมือนกัน'

 

 

แม้น้องแตงโม จะยอมรับว่า เธอไม่ได้มีความชื่นชอบ หรือพรสวรรค์ในด้านเกมกีฬาอย่าง คุณเอกชัย ที่หลายคนซูฮกให้เป็นปรมาจารย์ แต่เธอเปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว เธอและคุณพ่อมีบางสิ่งบางอย่างส่วนลึกเหมือนกัน คือ ความหลงใหลอะไรสักอย่าง และทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นอย่างจริงๆ จังๆ รวมไปถึงอุปนิสัยมองโลกในแง่ดีที่ถ่ายทอดปลูกฝังมาให้เธอตั้งแต่วัยเยาว์อีกด้วย

"หนูเหมือนคุณพ่อ เกี่ยวกับนิสัยส่วนลึก ในความหลงใหลอะไรสักอย่าง เมื่อชอบอะไร รักอะไร ก็จะชอบมากจริงๆ เหมือนคุณพ่อรักในฟุตบอลมาก ส่วนหนูก็จะชอบศิลปะ ภาพยนตร์ หนังสือ แต่จริงๆ แล้ว คุณพ่อเองก็เป็นคนชอบดูหนังมากเช่นกัน และเขาคือคนนำเราเข้าสู่โลกนี้ และอีกเรื่องที่เหมือนกับพ่อ คือ ไม่คิดค่อยมากในชีวิต คือเขามองโลกในแง่ดี ชอบให้กับคนอื่น เป็นคนชิลชิลสบายๆ หนูก็เป็นอารมณ์นั้น"

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของศิลปะ ภาพยนตร์ หนังสือวรรณกรรม ฯลฯ ที่น้องแตงโม หลงเสน่ห์แล้ว ไม่น่าเชื่อว่า สาวเอวบางร่างน้อยอย่างเธอ จะชื่นชอบกีฬาโลดโผนโจนทะยาน อย่างแนวเอ็กซ์ตรีม เช่น ขี่จักรยานเสือภูเขา หรือ พาราชู้ตติ้ง เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ สไตล์แอดเวนเจอร์ โดยให้เหตุผลว่า เพราะตัวเองเป็นคนชอบและรักการท่องเที่ยวด้วย

 

เด็กแนว หัวใจธรรมะ

 

 

จะว่าไปแล้ว น้องแตงโมเอง ก็ยอมรับว่า ตัวเธอดูจะแปลกประหลาดจากวัยรุ่นทั่วไป เพราะนิสัยความชอบเรื่องราวเกี่ยวกับธรรรมะ และปรัชญา จนนำมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องของ "สติ" ท่ามกลางชีวิตปาร์ตี้เฮฮาสร้างสรรค์กับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งเธอเผยว่าได้รับอิทธิพลนี้มาจาก เมื่อครั้งที่คุณแม่ไม่สบาย และมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรม

"ตอนที่คุณพ่อเสีย คุณแม่ช็อกมาก และมีคนชวนคุณแม่ไปเดินจงกรม ก่อนหน้านั้น เขาก็เหมือนชาวพุทธทั่วไป ไปวัด สวดมนต์ แต่เขาไม่เคยไปปฏิบัติธรรมจริงๆ พอไปก็ทำให้เขาเห็นว่าจริงๆแล้วมันแค่นี้เอง คุณแม่บอกตั้งแต่เด็กๆ ว่า เรื่องทุกข์ใจทั้งหมดที่แม่มี ตอนนี้ มันเหลือแค่นิ้วโป้งเท้าแม่ เรากำหนดแค่ว่าเราเดิน เห็นหัวแม่เท้าตัวเอง แล้วทุกอย่างมันก็เหลือแค่นั้นจริงๆ"

"มันแปลกๆ ตรงที่เราเป็นคนชอบเที่ยวกลางแจ้ง และชอบปฏิบัติธรรมด้วย เพื่อนไม่ค่อยเชื่อว่าเราชอบธรรมะ แต่เวลาคุยก็จะรู้ว่าส่วนลึกๆ ฐานจิตของเราก็จะเป็นธรรมะ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดอะไรง่ายๆ แต่หนูไม่ค่อยสวดมนต์ หนูจะเป็นอารมณ์แบบว่า ถ้าว้าวุ่น จะเดินจงกรม แล้วมันจะหาย เหมือนกับส่วนมาก คนเราจะฟุ้งซ่านกับปัญหาที่มี จนลืมไปว่า จุดที่ต้องแก้ มีอยู่แค่นิดเดียว เวลาที่เราเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ เราจะนึกออก มันเคลียร์หมดเลย เรื่องที่หนักอกหนักใจ"

 

อนาคตว่าที่นักเขียน-ผู้กำกับ

 

 

และอีกเพียงไม่กี่เดือน เราก็จะได้ต้อนรับบัณฑิตรุ่นใหม่ไฟแรง โดยขณะนี้ น้องแตงโม กำลังทำภาพยนตร์สั้น ซึ่งเป็นโปรเจกต์ ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยรอติดตามชมฝีมือของเธอในฐานะผู้กำกับและเขียนบทกันได้ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ (www.youtube.com) หรือ เว็บไซต์เฟซบุ๊ก (www.facebook.com) เสิร์ชคำว่า Slade Film

"เรื่องที่จะทำจบเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ (หัวเราะ) เป็นหนังผี แต่ไม่ใช่หนังผีหลอก เป็นหนังผีแฝงปรัชญา เหมือนกับเด็กที่ไปเกิดไม่ได้ เป็นดวงวิญญาณที่ตายไปแล้วมาเจอกับคน ที่สื่อกับเขาได้ เป็นคนแก่ที่กำลังจะตายเหมือนกัน แต่มันจะออกมาเป็นอารมณ์ผจญภัย แต่มันจะมีปรัชญาแทรกๆ อยู่ อารมณ์แบบ แคสเปอร์ส ผีน้อยผจญภัย ไม่หนัก เบาๆ โทนขำๆ แต่ลึกๆ ก็มีแง่คิด"

ส่วนอนาคตต่อไปหลังจากเรียนจบ น้องแตงโม ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ขอทำงานออฟฟิศ เพราะตัวเองเป็นคนอยู่กับที่ไม่ได้ ทำให้เธออาจเลือกทำงานฟรีแลนซ์ ให้กับบริษัทในเครือของสยามกีฬา อดีตที่ทำงานของคุณพ่อสมัยยังมีชีวิต หลังจากเคยมีประสบการณ์ฝึกงานปีที่แล้ว แต่คงไม่ใช่เรื่องกีฬา โดยอาจเป็นเบื้องหลังทำรายการโทรทัศน์, รายการเด็ก หรืองานเขียนหนังสืออย่างที่ตนเองถนัด รวมทั้งอาจทำฟรีแลนซ์กองถ่าย ซึ่งตอนนี้ มีบริษัทจากต่างประเทศ มาชักชวนเธอไปร่วมงานแล้วด้วย

 

'ไม่ต้องห่วงหนู' ชีวิตต้องเดินต่อไป

 

 

ผ่านมาแล้ว 15 ปี นับตั้งแต่ที่ครอบครัว "นพจินดา" สูญเสียคุณเอกชัย นพจินดา สื่อมวลชนสายกีฬาระดับตำนาน ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2540 ด้วยวัย 44 ปี และคุณยุรี ภรรยา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2550 ด้วยวัย 46 ปี แต่เราก็เชื่อว่าดวงวิญญาณของท่านทั้งสอง จะยังคอยจ้องมองอนาคตของลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวอยู่ไม่ห่าง พร้อมกับความปลาบปลื้มใจ

"อยากบอกพวกท่านว่า ไม่ต้องเป็นห่วงหนู ไม่อยากให้กังวล หนูเป็นคนที่ก้าวไปข้างหน้า อย่างที่คุณพ่อคุณแม่สอน ต้องอยู่กับปัจจุบัน เดินต่อไปข้างหน้า มีจุดหมายก็ทำ ตอนนี้ ถามว่าทำได้หรือยัง ก็กำลังทำอยู่ กำลังอยู่บนเส้นทางไปเรื่อยๆ ไม่ต้องห่วงเลย เพราะอยู่ได้มีความสุขดี พี่ป้าน้าอารายล้อม พวกเขาก็ทำให้หนูอบอุ่นมาก"

ขณะเดียวกัน น้องแตงโม ยังได้ฝากให้กำลังใจถึงคนที่อาจประสบชะตากรรมเดียวกับเธอด้วยว่า "อยากให้เข้มแข็ง เพราะว่าสิ่งมีชีวิต เมื่อเราเกิดมามีชีวิตแล้ว ก็ต้องมีชีวิต สู้ต่อไป ต้องอย่ายอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร ทุกอย่างมันจะผ่านไป และมันจะมีเรื่องใหม่เกิดขึ้น "โร้ด โก ออน" เหมือนถนนก้าวเดินต่อไป"

"(ร้องไห้) หนูเคยคิดเหมือนกันว่า อยากกลับไปในอดีต ไปหาความสุุขที่เราเคยมี เหมือนกับว่า จุดมุ่งหมายในชีวิตของเรามันไม่มีแล้ว ตอนเด็ก แม่เสียใหม่ๆ หนูคิดแค่นั้น รู้สึกอย่างนั้น หมดอะไรตายอยาก ไม่มีกำลังใจ แต่จริงๆ โลกมันไม่ได้มีแค่นั้น เราเกิดมาในโลก เขาให้เราเกิดมาแล้ว มันมีเรื่องอะไรมากมายที่น่าสนใจ โลกมันเป็นอะไรที่น่าอยู่ ถ้าเรามองในจุดที่ถูก หนูเลยรู้สึกว่า ต่อให้ชีวิตเราเลวร้ายแค่ไหน มันก็มีทางให้เดินต่อไปข้างหน้า"


ต้องยอมรับเลยว่า แม้น้องแตงโม จะอายุเพียงแค่ 21 ปี และต้องผ่านกับอุปสรรคต่างๆ มามากมาย แต่โลกทัศน์ และจิตใจของเธอแข็งแกร่ง มากกว่าผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเสียอีก ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนสำคัญเป็นผลจากการเลี้ยงดู ด้วยความรัก,ความอบอุ่น ของคนในครอบครัวของเธอ ซึ่ง "ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ก็ขอเอาใจช่วยให้ สาวน้อยคนนี้ ได้เดินตามความฝัน และกลายเป็น "ความภาคภูมิใจ" ให้กับ ตระกูล "นพจินดา" ต่อไป.


ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คุณเอกชัย นพจินดา

ชื่อ-นามสกุล : เอกชัย นพจินดา
นามปากกา : ย.โย่ง (มาจากรูปร่างที่ผอมสูง)
วันเดือนปีเกิด : วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2495
สถานที่เกิด : ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
จบการศึกษา : วชิราวุธวิทยาลัย

ชีวิตสมรส :
สมรสกับนางยุรี นพจินดา (นามสกุลเดิม : วีระสุคนธ์) พยาบาลประจำโรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี พ.ศ.2532 และมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน คือ นางสาวทวีพร นพจินดา หรือชื่อเล่นว่า แตงโม

เสียชีวิต : คุณเอกชัย เสียชีวิตอย่างกะทันหัน วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2540 ในวัย 44 ปี ด้วยอาการหัวใจวาย ขณะนำส่งโรงพยาบาล ระหว่างการเล่นเทนนิส โดยหลังจากนั้น นางยุรี ภรรยา ได้ก่อตั้งมูลนิธิเอกชัย นพจินดา ขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักกีฬาเยาวชน และกิจการกีฬาของไทยด้วย

หน้าที่การงาน : เข้าสู่วงการสื่อมวลชนสายกีฬา เพราะความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลตั้งแต่ยังเด็ก โดยเริ่มจากการเป็นนักแปลข่าวกีฬาที่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2517 ก่อนแปลข่าวฟุตบอลโลก 1978 ให้กับสยามสปอร์ตฯ จากนั้น รับงานเขียนคอลัมน์ และเป็นบรรณาธิการหนังสือในเครือสยามสปอร์ตอีกหลายฉบับ ต่อมายังเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬา ในข่าวภาคค่ำประจำวัน และผู้บรรยายกีฬาทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 รวมถึงงานพิธีกรรายการโทรทัศน์

เกียรติประวัติ : ถูกยกย่องว่าเป็นผู้บรรยายฟุตบอลที่มีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่ง เนื่องจากมีความรอบรู้ในเรื่องฟุตบอลอย่างแตกฉาน จากผลงานทั้งหมด จนได้รับฉายาจากแฟนฟุตบอลผู้อ่านและผู้ชมว่า คัมภีร์ลูกหนัง หรือ คัมภีร์ฟุตบอล ของเมืองไทย

 

ข้อมูลจาก wikipedia
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก เอกชัย นพจินดา


Twitter : Thairath_sport

 

ปล.หากใครต้องการระลึกถึง คุณเอกชัย นพจินดา สามารถเข้าไปได้ที่ เฟซบุ๊ก เสิร์ชคำว่า เอกชัย นพจินดา จัดทำโดย น้องแตงโม ซึ่งนอกจากมีประวัติโดยย่อและรูปภาพน่ารักๆ หายากของครอบครัวในอดีตแล้ว เธอจะยังโพสต์คำพูดของคุณ ย.โย่ง ที่ให้แง่คิดและกำลังใจเอาไว้ด้วย

โหวตข่าวนี้