เหลือเพียงเถ้ากระดูกสำหรับชีวิตของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือจ่าเพียร ผกก.สภ.บันนังสตา จังหวัดยะลา ที่เปรียบเสมือนตำนานสีกากีนักสู้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ปิดฉากลงจากเหตุคนร้ายวางระเบิดถล่มพร้อม ด.ต.โสภณ อินทรบวร ลูกน้องคนสนิท
เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สูญเสียอย่างอเนกอนันต์สำหรับประเทศ ไทยและชาวบ้าน 3 จังหวัดภาคใต้
กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ทุกฝ่าย ไม่เว้นกลุ่มม็อบ นปช. กระหน่ำซ้ำเติมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ก.ตร.หาคำตอบใครจะรับผิดชอบกับความสูญเสียครั้งนี้
คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมกับ พล.ต.อ.สมเพียร ที่ได้เรียกร้องขอความเป็นธรรมจากขอโยกย้ายไปอยู่นอกพื้นที่ชายแดนภาคใต้
ในช่วงบั้นปลายชีวิต ทั้งที่เสี่ยงภัยทุ่มเททำงานในพื้นที่ แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
จนต้องเข้ารอพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธาน ก.ตร. เพราะทราบดีว่าอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายสุดท้ายอยู่ที่ใครกันแน่
สุดท้ายก็ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ที่ไม่ได้เป็นตัวจริง ไม่มีสิทธิ มีเสียงไปสั่งการอะไรในคำสั่ง
รู้ทั้งรู้ ผบช.แทบทุกตำแหน่งที่มีอำนาจเต็มในคำสั่งระดับ รอง ผบก.ลงมาถึง สว. ล้วนเป็นคนในสายการเมือง
เป็นความเจ็บปวดของ พล.ต.อ.สมเพียร เพราะไม่คิดว่าชีวิตที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ต้องเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง มีผลงานเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่ เป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ทำงานรับใช้มาแทบทุกรัฐบาล
จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่น่าน้อยใจอย่างมาก ผลงานตลอดชีวิตที่ทุ่มเทของ พล.ต.อ.สมเพียร ได้เป็นที่รู้จักของคนไทย หรือนักการเมืองใหญ่ระดับประเทศ ในตอนที่เข้ามาร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรมในเรื่องคำสั่งโยกย้าย ทั้งที่อยู่ในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ยาวนาน 30 ปี มีการเข้าปะทะต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบนับครั้งไม่ถ้วน ได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินกว่า 8 ครั้ง
แต่ไม่เคยมีรัฐบาลยุคไหนให้ความสนใจ หรือตอบแทนความทุ่มเทเสียสละของ พล.ต.อ.สมเพียร
แค่ขอเวลาได้อยู่กับครอบครัวนอกพื้นที่ชายแดนใต้ ช่วงบั้นปลายชีวิตก่อนเกษียณ ไม่เกิน 18 เดือน ยังไม่ได้
สุดท้ายชีวิต พล.ต.อ.สมเพียรต้องจบลงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ปิดตำนานนายตำรวจที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ตำรวจ สมเกียรติยศ และสมศักดิ์ศรี ของคำว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
เป็นตำรวจที่ทุกคนที่ได้เห็นประวัติรับราชการแล้ว ยอมรับว่าเป็น "วีรบุรุษ" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ชีวิตที่อยู่กับอุดมการณ์ที่แน่วแน่ เพื่อต้องการทำให้แผ่นดินใต้สงบร่มเย็น แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่เคยท้อถอย
ไม่มีใครคิดว่าช่วงสุดท้ายชีวิตรับราช- การ จ่าเพียรกลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ได้มีชื่อ พ.ต.อ.สมเพียรเสนอขึ้นจากภาค 9 ให้ไปลงในตำแหน่งที่ร้องขอ ทั้งที่อดีต พล.ต.ท.วีร ยุทธ สิทธิมาลิก ผบช.ภ.9 เคยเป็น ผบก.ภ. จ.ยะลา ได้สัมผัสผลงานของ พล.ต.อ.สมเพียร
พล.ต.อ.ปทีป ไม่กล้าพอที่จะทุบโต๊ะต่อรองฝ่ายการเมือง เพราะตั๋วฝากสายการ เมืองที่อัดแน่นลงมาเต็มทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาค 8 และภาค 9
จนมีการร้องเรียนเข้ามา จึงได้แค่อาศัย ก.ตร.มาเป็นตัวช่วย แต่ไม่ทันได้ทำให้จ่าเพียรได้สมหวัง
ทุกอย่างไม่ได้ทำให้ชีวิต พล.ต.อ.สมเพียรฟื้นคืนมา
คงเหลือแต่ชีวิตรับราชการที่เทียบได้กับตำนานของจ่าเพียร พ.ต.อ.สมเพียร พล.ต.อ.สมเพียร นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด ที่ได้รับการยกย่อง และประกาศเกียรติคุณจากทุกหน่วยงาน
โดยเฉพาะได้รับโปรดเกล้าฯเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร ทั้งที่ขณะนั้นมียศ จ.ส.ต. และเป็นตำรวจคนเดียวในปีนั้น
หลังเกิดเหตุต้องยอมรับว่า พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกสำนักงาน ได้ออกมาแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการแถลงรับผิดชอบในนามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันการเยียวยาให้กับ พ.ต.อ.สมเพียร ในเรื่องตำแหน่ง และช่วยเหลือครอบครัว เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของ พ.ต.อ.สมเพียร
แม้ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น และไม่ใช่เรื่องที่เป็นอำนาจเด็ดขาดของ พล.ต.อ.ปทีป แต่เป็นความสำนึกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเสียงเพรียกหาความเป็นธรรมของจ่าเพียร สะท้อนภาพความอัปยศของคำสั่งโยกย้าย ทั้งการแทรก แซงฝ่ายการเมือง มีนักการเมืองใหญ่และคนสนิทเข้ามาเกี่ยวข้องคำสั่งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม
เพราะอำนาจโยกย้ายตำรวจยุคนี้ไม่ได้ อยู่ที่ ผบช. หรือ ผบ.ตร. ไม่ได้มีปากมีเสียงในการแต่งตั้งโยกย้าย
ผบ.ตร.ไม่มีอำนาจพอที่จะต่อรอง ผบช.ที่เป็นคนมีอำนาจแต่งตั้งตามกฎหมาย เพราะคนที่คุมเกมแต่งตั้ง ผบช.เป็นอำนาจฝ่ายการเมือง
โดยไม่ได้มีความเข้าอกเข้าใจผู้ปฏิบัติ ผู้บังคับบัญชาตำรวจ มองหาแต่ผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง ไม่ได้คิดถึงจิตใจของผู้ปฏิบัติที่ ทำงานท่ามกลางความเสี่ยง ทุกครั้งที่เกิดปัญหาต่างพากันลอยตัวโยนความผิดลงมาที่ตำรวจ แต่ เป็นปัญหาที่ฝังรากมานานกับการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด เป็นที่อึดอัดของตำรวจ
ยิ่งมาในยุคนี้ตำรวจไม่ได้อยู่ในสายตาของรัฐบาล ไม่คิดแต่งตั้ง ผบ.ตร. มองตำรวจเป็นปัญหา อาศัยตำรวจมาเป็นเครื่องมือประหัต-ประหารฝ่ายตรงข้าม
น่าจะได้เวลาที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องร่วมแรงร่วมใจวางกฎเกณฑ์ให้เป็นบรรทัดฐาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเสี่ยงภัยทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
อย่าทำให้การเสียชีวิตของ พล.ต.อ.สมเพียรต้องสูญเปล่า......
เพราะยังมีสายตาอีกนับไม่ถ้วนของตำรวจหลายหน่วยที่ต้องทำงานอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อย่าทำให้ตำรวจที่เหลือเชื่อว่ารัฐบาลไม่มี ความจริงใจ ไม่เข้าใจจิตใจผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เสี่ยงภัย ไม่คิดตอบแทนคนที่ทุ่มเททำงาน
นำเอาความอัปยศครั้งนี้มาเป็นบท เรียน ช่วยทำให้เกิดขวัญกำลังใจของตำรวจที่ทุ่มเทเสียสละเสี่ยงภัย
สังคมส่วนใหญ่เข้าใจสภาพความอึดอัดกดดันของตำรวจที่ถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมจากฝ่ายการเมือง ตำรวจทุกคนรู้ดีว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลัง ใครที่เข้ามาล้วงลูกคำสั่งโยกย้ายตำรวจ
คนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือ ผู้นำหน่วย ที่ต้องก้มหน้ารับกรรม แต่ไม่เคยปริปากบ่น เพราะไม่มีอำนาจที่แท้จริง
แต่ต้องเป็นฝ่ายก้มหน้ารับกรรมแทบทุกเรื่อง....
เพราะอย่าหวังให้นักการเมืองยืดอกยอมรับความผิดพลาด.
ทีมข่าวอาชญากรรม




















