วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตรียมรับมือไฟฟ้าดับ


ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า กรุงเทพมหานครจะเสี่ยงต่อไฟฟ้าดับใน 4 พื้นที่ โดยเฉพาะวันที่ 5 เมษายน วันแรกที่พม่าหยุดส่งก๊าซขายไทย แม้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกรายการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ปลอบใจว่า จะมีแค่ไฟฟ้าตกในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร แต่ในความเป็นจริง พื้นที่เสี่ยงเหล่านี้ ทุกวันนี้ก็ตกอยู่ในสภาพไฟตกไฟดับตลอดเวลา สัปดาห์ที่แล้ว ก็ไฟตกแบบดับไปเลยนานกว่า 1 ชั่วโมง

คนกรุงเทพฯจึงไม่ควรประมาท ต้องเตรียมตัวรับไฟฟ้าดับอันยาวนานถึง 10 วัน ในเดือนเมษายนที่เป็นหน้าร้อนแต่เนิ่นๆทุกวิถีทาง

คุณธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ก็ออกมายอมรับว่า พื้นที่เสี่ยงต่อไฟตกไฟดับมีอยู่ 4 พื้นที่ คือ สถานีรับส่งไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว ถนนวิภาวดีรังสิต สถานีไฟฟ้าแรงสูงรัชดาฯ และ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบางกะปิ กินอาณาเขตในวงกว้าง เพราะไฟฟ้าที่ส่งไปยัง 4 พื้นที่มีแรงดันไฟฟ้าตํ่า

ผมเองก็อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงคือ ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ ไฟฟ้าในย่านนี้จะตกดับและกระตุกเป็นประจำ บางช่วงไฟตกเกือบทุกวัน สัปดาห์ที่แล้วก็เกิดอาการไฟตกไฟดับถึงสองวัน ไฟตกแต่ละครั้งกินเวลานานกว่าชั่วโมง แล้วมีอาการไฟกระตุกตลอดเวลา ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย

เมื่อ นายกฯยิ่งลักษณ์ และ คุณธนา รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ออกมายืนยันเช่นนี้ ผมเชื่อว่าอาการไฟตกและไฟดับใน 4 พื้นที่เสี่ยงเดือนเมษายน จะยิ่งแย่กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แน่นอน

ทุกวันนี้ชีวิตคนกรุงผูกติดกับไฟฟ้าจนแยกไม่ออก แสงสว่างในบ้าน แอร์คอนดิชั่นที่เย็นฉํ่า โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เตารีด อินเตอร์เน็ต ไวไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ครัว  เตาไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องต้มนํ้าร้อนไฟฟ้า ฯลฯ

ผมเชื่อว่าคนกรุงที่อยู่บ้าน อยู่คอนโดมิเนียม คงไม่มีใครหุงข้าวด้วยก๊าซ ต้มนํ้าร้อนด้วยก๊าซอีกแล้ว ทุกครัวเรือนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ากันหมด หากไฟฟ้าดับในช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องทำอาหารเช้าและอาหารเย็น ผมว่าเดือดร้อนสาหัสแน่นอน

จึงควรคิดหาทางรับมือเสียตั้งแต่บัดนี้

การลดกำลังจ่ายไฟฟ้า ซึ่งทำให้ไฟตกไฟดับช่วงวันที่ 5-14 เมษายน คุณธนา บอกว่า ตามแผนจะเน้นในพื้นที่ชานเมืองรอบนอกเป็นหลัก จะไม่ใช้กับพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่ชั้นใน คนที่อยู่ชานเมืองก็ต้องรับกรรมแทนไป แต่หากทำทุกอย่างแล้วยังขาดไฟฟ้าอีก 3,000-4,000 เมกะวัตต์ คุณธนาบอกว่า ก็ต้องดับไฟในบางพื้นที่ แต่ก็จะไม่ให้กระทบต่อกรุงเทพฯชั้นใน ช่วงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯวางแผนจะดับไฟคือช่วงเวลา 13.00-14.00 น. และเวลา 19.00-20.00 น.

แต่ผมเชื่อว่าวันจริงจะดับนานกว่านี้แน่นอน และไฟตกในวงกว้างกว่าแผน

อย่าง วันที่ 5 เมษายน วันแรกที่พม่าหยุดส่งก๊าซ เป็นวันวิกฤติ ที่สุด คุณธนา ก็สารภาพว่า กำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งมีปริมาณ 33,056 เมกะวัตต์ แต่กำลังผลิตจริงเพียง 31,166 เมกะวัตต์ หายไป 1,890 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต บวกกับโรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซเป็นนํ้ามันเตาหรือดีเซลได้ ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าเหลืออยู่ในระบบจริงเพียง 27,067 เมกะวัตต์ หายไปถึง 6,000 เมกะวัตต์ เท่ากับปิดโรงไฟฟ้าไป 6 โรง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด วิกฤติไฟฟ้า ในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วประเทศ ก็มาจาก กลุ่มเอ็นจีโอ ที่คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้า ทำให้โรงไฟฟ้าหลายโรงสร้างไม่ได้ ยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินยิ่งถูกต่อต้านหนัก ทั้งที่เอ็นจีโอก็ใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน

ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต การวางแผนตั้งแต่วันนี้จึงจำเป็น ที่สำคัญต้องทำเป็น “วาระแห่งชาติ” และดึง “เอ็นจีโอ” เข้ามาร่วม เพื่อพูดกันให้รู้เรื่องไปเลย จะเอายังไงกับอนาคตไฟฟ้าไทย ไม่ใช่ปล่อยให้เย่อกันไปอย่างนี้.


“ลม เปลี่ยนทิศ”