advertisement

วิธีดับทุกข์ประเทศไทย

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 28 ก.ค. 2555 05:00

วันนี้เป็นวันมหามงคลของพสกนิกรชาวไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา ข้าพระ-พุทธเจ้า นสพ.ไทยรัฐ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า

เวลา 07.00 น. นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 161 รูป ณ ท้องสนามหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เวลา 23.30 น. มีพิธี เจริญพระพุทธมนต์ข้ามคืน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

นอกจากการถวายพระพรแล้ว ผมเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้ สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสบายพระทัยที่สุดก็คือ การทำให้ประชาชนมีความสุข ประเทศมีความสุข คนไทยรักกัน ไม่ทะเลาะ เบาะแว้งฆ่าฟันกัน

วันเสาร์สบายๆ ในวันมหามงคลวันนี้ ผมจึงไปค้นหนังสือธรรมะเพื่อนำมาเล่าสู่กันฟัง ก็ไปพบหนังสือชื่อ พุทธทาสในทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดย คุณอรุณ เวชสุวรรณ หนังสือเล่มนี้ได้ลงปาฐกถาพิเศษของ คุณทักษิณ เรื่อง “พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง” ซึ่งพูดไว้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2542 เป็นปาฐกถาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงขอนำบางส่วนบางตอนมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณทักษิณบอกว่า “ผมอยากให้คนไทยทุกคน ชาวพุทธทุกคน ได้มีโอกาสเห็น พระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธองค์ได้เคยตรัสกับพระวักกลิว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” เพราะฉะนั้น การเห็นธรรมจึงถือเป็นหัวใจสำคัญมากของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมไทยทุกวันนี้ เป็นสังคมที่วิกฤติในหลายด้าน เรากำลังต้องการธรรมะที่ถูกต้อง ไม่ต้องการธรรมะที่เป็นลักษณะบิดเบือนหรือชักจูงไปในทางที่ผิด เราต้องการธรรมะที่ทำให้คนไทยสามารถดับทุกข์ได้ โดยคนไทยปราศจากซึ่ง ตัวกูของกู คือการปราศจากกิเลสนั่นเอง...”

“...ท่านพุทธทาสได้มองการเมืองว่า การเมืองคือธรรมะ ธรรมะคือการเมือง เพราะการเมืองเป็นหน้าที่ การเมืองคือการจัดให้คนในสังคมหมู่มากได้อยู่กันอย่างสันติ โดยไม่ต้องใช้อาชญา มันตรงกับทฤษฎี Social contract theory หรือทฤษฎีสัญญาประชาคมที่นักปราชญ์รุ่นเก่าอย่าง มองเตสกิเออร์,รุสโซ, จอห์น ล็อค ฯลฯ ได้พูดไว้

...สิ่งที่ท่านมักเน้นโดยวกเข้าสู่การเมืองคือ ธรรมะเป็นความถูกต้อง ที่อยู่บนรากฐานของความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตย ถ้าผู้คนในระบอบประชาธิปไตยมีความเห็นแก่ตัว ท่านบอกว่าจะเป็นประชาธิปไตยในแบบที่เรียกว่า ประชาธิปตาย

คนเราถ้าขาดคุณธรรมแล้วสังคมจะยุ่งเหยิง การเมืองที่มีธรรมะคือการเมืองของสัตบุรุษ ท่านยังบอกว่า สภานั้นคือที่ชุมนุมของสัตบุรุษ หรือที่ชุมนุมของนักการเมืองที่มีธรรมะ แต่ถ้าสภาใดมีการทะเลาะกัน ด่าทอกัน หรือทำลายล้างกัน มัวแต่ปกป้องผลประโยชน์ของตนนั้น ไม่น่าจะเป็นการเมืองของสัตบุรุษ ที่นั้นจึงไม่น่าจะเรียกว่าสภา...”

คุณทักษิณ ได้พูดถึงหนังสือ Danger of I หรือ อันตรายซึ่งตัวกู และบอกว่า เคยป่วยเป็นโรคทางวิญญาณ ช่วงที่เป็นรองนายกฯ โดยภรรยาเป็นคนบอกว่าป่วย “ป่วยตรงนั้นคือ ผมมีคำว่า Self ภาษาละตินเรียกว่า Ego ภาษากรีกเรียกว่า เซนทีกอน ที่แปลว่า Center คือคนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คนที่มีความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู” จึงได้ไปหาแพทย์ที่ชื่อ พระอิสระมุนี รักษาจนหาย และ “ตาสว่างเลยครับ”

แล้ว คุณทักษิณ ก็สรุปในตอนท้ายของปาฐกถาอย่างน่าฟังว่า

“เพราะฉะนั้น ถ้านักการเมืองทุกคนสามารถหยุด ตัวกูของกู ปราศจากตัวกูของกูได้ ประเทศชาติจะมีความสุขมาก ถ้าเราทำอะไรเพื่อคนอื่น เพื่อเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมเกิด ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตายได้นั้น ย่อมทำให้สังคมมีสุขและสันติสุขตลอดไป” สาธุ ขอฝากต่อไปยังนักการเมืองและคนไทยทุกคนครับ.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

โหวตข่าวนี้