สัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่คนไทยยังค้างคาใจ หลายประเด็นที่สังคมยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน วันนี้ผมเลยเอาปัญหาเหล่านั้นมาถามไถ่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เผื่อจะได้คำตอบเพื่อคลายข้อข้องใจของท่านผู้อ่านได้บ้าง
เรื่องแรกก็คือ การเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ ที่จนถึงวันนี้แผนบริหารจัดการน้ำยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่พอจะทำให้ทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติวางใจ ไม่เจอกับวิกฤติ “เอาอยู่” เหมือนปีที่แล้ว
แถมยังเกิดเหตุน้ำที่ระบายจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ เอ่อล้นตลิ่งท่วมไร่นาและบ้านเรือนประชาชนใน จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ยิ่งทำให้ความไม่มั่นใจเพิ่มอีกเป็นทวีคูณ
เพราะถ้าหากปีนี้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนปีที่แล้ว เชื่อได้ว่านักลงทุนต่างชาติมีหวังถอนยวงย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น
ในขณะที่คนไทยทั้งรากหญ้าและรากแก้ว ก็คงถอดใจไม่เอารัฐบาลนี้แน่
เรื่องที่สองก็คือ กรณีที่มีชายฉกรรจ์ไปทำร้าย นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินและเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ไม้เบื่อไม้เมา
อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
หลัง นายเอกยุทธ บังเอิญไปเจอะ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ถนนราชดำริ เมื่อบ่ายสองโมง วันพุธที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา บอกตรงๆว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจที่ นายเอกยุทธ โดนชกหน้าแหก
แต่สงสัยว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไป “ว.5” อะไรที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ในวันและเวลาราชการ ในขณะที่มีการประชุมสภาฯ ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้นำประเทศควรไปนั่งรับฟังปัญหาทุกข์ร้อนของชาวบ้าน ที่สะท้อนผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แม้ นายกฯยิ่งลักษณ์ จะอ้างว่า “เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไร และไม่ได้ไปประชุม ส่วนสถานที่นั้นเป็นสถานที่ที่เปิดเผย ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ไม่มีอะไรจริงๆ ในฐานะนายกฯ สามารถเจอกับใครก็ได้ และที่สำคัญไปสถานที่เปิดเผย ไม่ได้เสียหายอะไร”
“ดิฉันเองก็อดทน เชื่อว่าผู้ที่ฟังอยู่จะพิจารณาเอง เราเองเป็นผู้หญิง ก็ยืนยันเราไม่ทำอะไรเสียหาย”
แต่สังคมก็ยังมีคำถามว่า ราชการลับอะไรในโรงแรมห้าดาว ที่นายกฯ บอกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และ “ใคร” ในความหมายของนายกฯคืออะไร
หากนายกฯยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ก็คงหนีคำครหาเสียๆหายๆไม่พ้น
ส่วนเรื่องที่สามและสี่นั้นเกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออก นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับล่วงละเมิดสถาบัน
ที่แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงจะยืนยันเสียงแข็งว่าขอแก้ไขเฉพาะรัฐธรรมนูญ ไม่แตะต้องมาตรา 112 แต่การที่คณะนิติราษฎร์และ ครก.112 ไปตั้งโต๊ะล่ารายชื่อที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว แหล่งชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็ทำให้คนสงสัยว่าจะเป็นการสลับหน้ากันเล่น แต่สุดท้ายก็เดินไปสู่จุดหมายเดียวกัน
ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็อ้างความปรองดองสมานฉันท์ ทุ่มเงินนับสิบล้านจัดงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาเป็นประธาน
มีอาหารค็อกเทลรสเลิศจากโรงแรมหรู มีเสียงเพลงบรรเลงจากวงออเคสตราดังกระหึ่มไปทั่วทำเนียบฯ มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ
แต่มีคำถามว่าทำไมคำกล่าวเปิดงานของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ ขอบคุณทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร และมิตรประเทศ ที่มีไมตรีช่วยเหลือคนไทย ที่ประสบมหาอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว จึงหลงลืมที่จะเอ่ยถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายยอมเหนื่อยยากอย่างแสนสาหัส เพื่อลงไปช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของเหล่าพสกนิกร
ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติราชภารกิจอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อยโดยไม่หวังผลตอบแทน ในขณะที่นักการเมืองและบางหน่วยงานแย่งกันเสนอหน้าออกสื่อ ทำเหมือนว่าได้ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบมหาอุทกภัย
ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ลืมที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้ได้อย่างไร แต่ก็เข้าใจดีว่าเรื่องนี้จะไปตำหนิตัวนายกฯ ก็คงไม่ถูก เพราะเป็นที่รู้กันว่าทุกคำของนายกฯ ล้วนมีคนคอยเขียนบทให้อ่าน
ดังนั้น คนที่ควรจะถูกตำหนิติเตียนมากที่สุด ก็คือคนที่เขียนโพยให้นายกฯยิ่งลักษณ์.
“ลมสลาตัน”




















