บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัพเดทกองทัพไทย รับสงครามไซเบอร์

โดย

ไม่ได้มีให้ชมกันแค่ในหนังแนวไฮเทคของฮอลลีวูดเท่านั้น วันนี้ “สงครามไซเบอร์” ในโลกภาพยนตร์ ได้กลายเป็นเรื่องจริงนอกจอที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งวงการทหาร อุตสาหกรรม การค้าการเงินและการธนาคาร

คำว่า “สงครามไซเบอร์” หรือ Cyber Warfare ซึ่งถูกนิยามขึ้นโดย ริชาร์ด เอ. คลาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

หมายความถึง การที่รัฐหรือชาติใดก็ตาม ได้ทำการแทรกซึมเข้าไปยังเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ของเป้าหมาย เพื่อหวังทำลายหรือสร้างความแตกแยก โดยใช้อาวุธทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเครื่องมือทำลาย หรือล้วงตับข้อมูลจากอีกฝ่าย

กรณีดังกล่าวจึงถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง ต่อปฏิบัติการทางทหาร ทั้งทางภาคพื้นดิน อากาศ และทะเล

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่า เมื่อปี 2552 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า ระบบพื้นฐานดิจิตอลของสหรัฐอเมริกา ถือเป็น “สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ของชาติ”

จากนั้น เมื่อเดือน พ.ค.2553 เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้จัดตั้ง “กองบัญชาการไซเบอร์” (Cyber Command) ขึ้น เพื่อหวังเอาไว้ใช้ป้องกันเครือข่ายทางทหารของอเมริกัน และจู่โจมตอบกลับระบบของประเทศอื่น ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ

ด้าน อังกฤษ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขึ้นบ้าง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สำนักงานใหญ่ด้านการสื่อสารและคมนาคมของประเทศ

มังกรยักษ์แห่งเอเชียอย่าง จีน เองก็ใช่ย่อย มีแผนจะพัฒนาไปเป็น “เจ้าแห่งสงครามไซเบอร์ “กับเขาให้ได้ภายในกลางศตวรรษที่ 21 นี้ เช่นเดียวกับ อิหร่าน ที่เกทับหลายประเทศว่า อีกไม่ช้าจะขอเป็น “กองทัพไซเบอร์ใหญ่สุดเป็นลำดับ 2 ของโลก” ให้ดู

ยังไม่นับ รัสเซีย อิสราเอล และ เกาหลีเหนือ ต่างดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับหลายประเทศที่กล่าวมา เพื่อมิให้ตกขบวนในยุคที่โลกกำลังหันมาทำการยุทธ์แนวใหม่กันทางอินเตอร์เน็ต

เป็นอันว่า ณ บัดนี้ “สงครามไซเบอร์” ซึ่งมุ่งโจมตี หรือ “ก่อวินาศกรรมกันทางสื่อสารสนเทศ” ได้อุบัติขึ้นมาแล้วอย่างโจ๋งครึ่มบนโลกใบนี้

วันก่อน ในงาน Defence & Security 2013 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี กระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพ ได้มีการถกกันในหัวข้อ“สงครามไซเบอร์ สิ่งที่ท้าทายความร่วมมือในอนาคตของชาติอาเซียน”


Dr.Marwan Jamal หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยแห่งชาติกลาโหม ไอคอลเลจ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับเชิญมาบรรยายในหัวข้อ “สงครามไซเบอร์ เป็นอย่างไร?”

ดร.มาร์วัน เปิดประเด็นว่า การทำสงครามไซเบอร์นั้น สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ โดยที่ไม่ต้องสู้รบกันแบบเผชิญหน้าเหมือนในอดีตจึงทำให้เวลานี้เกิดความวิตกกังวล และปั่นป่วนไปทั่วโลก

เขายกตัวอย่าง การทำสงครามสมัยก่อน ถ้าข้าศึกต้องการจะโจมตีระบบสื่อสารของฝ่ายเรา ก็อาจใช้วิธีทำลายระบบสื่อสาร ด้วยการลักลอบเข้ามาตัดสายเคเบิล หรือนำระเบิดมาทิ้ง จนระบบสื่อสารของเราใช้การไม่ได้

แต่ทุกวันนี้ข้าศึกในยุคสงครามไซเบอร์ อาจไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แค่เพียงหาทางโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์บัญชาการของฝ่ายเรา เพื่อให้เกิดความสูญเสีย หรือใช้การไม่ได้ เท่านี้ระบบการติดต่อสื่อสารก็พังยับไม่เป็นท่าแล้ว...นี่คือตัวอย่างรูปแบบการรบสมัยใหม่ ที่เรียกว่า สงครามไซเบอร์

มาร์วัน บอกว่า ในสงครามไซเบอร์ อาจมีชาติหนึ่งชาติใดแฝงตัวอยู่เบื้องหลัง ทุกวันนี้การโจมตีกันด้วยช่องทางนี้ เกิดขึ้นทั่วโลกนับล้านครั้งต่อเดือน ฝ่ายที่โจมตีไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูง แค่เชี่ยวชาญในระบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต สามารถเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัย จนสามารถเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของอีกฝ่ายได้

เขายกตัวอย่าง ผู้โจมตีบางราย อาจเลือกใช้วิธี รบกวนเรดาร์หรือ ระบบเตือนภัยของอีกฝ่าย ขโมย ทำลาย หรือ ดัดแปลงแก้ไขข้อมูลเพื่อให้เกิดความสับสน เข้าใจผิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

หนึ่งในวิธีที่นิยมใช้กันมาก...โจมตีไปที่ เซิร์ฟเวอร์ (server) หรือระบบปฏิบัติการซึ่งทำหน้าที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่เครื่องคอมพิวเตอร์ จนเซิร์ฟเวอร์ทำงานหนักมาก จนเครื่องร้อนจัด ไหม้หรือต้องปิดตัวเอง

ใครก็ตามที่เคยคิดว่า เรื่องทำนองนี้ คงมีแต่ให้อ่านเล่นเอาสนุกในนิยายเหนือจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือหนังแนวโลกเหนือจินตนาการของฮอลลีวูด นาทีนี้ต้องรีบคิดใหม่

เพราะ มาร์วัน บอกว่า เดี๋ยวนี้ข้าศึกในโลกแห่งสงครามไซเบอร์ยังสามารถพัฒนาวิธีการโจมตีแบบแปลกๆ เช่น สามารถส่งผ่านคำสั่งระยะไกล เข้าไปเปิดสวิตช์ หรือทำให้การแก้ไขตัวเซ็นเซอร์ต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่เซ็นเซอร์ภายในรถยนต์ ถูกขัดขวาง จนก่อปัญหา

เช่น สั่งเปิดตัวเซ็นเซอร์ เพื่อให้ไปทำลายแบตเตอรี่ของอุปกรณ์เหล่านั้น เป็นต้น

“บางทีเขาอาจใช้วิธีโจมตีดาวเทียมของฝ่ายตรงข้าม โดยผู้โจมตีจะส่งสัญญาณเข้าไปปิดสวิตช์การทำงานของดาวเทียม หรือไม่ก็อาจใช้วิธีแฮกฯเข้าไป ทำให้ภาพการติดตามเครื่องบินต่างๆ ทางเรดาร์ซึ่งเป็นระบบการป้องกันภัยทางอากาศถูกคุกคาม โดยทำให้ภาพเครื่องบินลำจริงหายไปจากจอเรดาร์แล้วใส่ภาพลำปลอมที่ถูกสร้างภาพขึ้นมา ไปปรากฏบนจอเรดาร์แทน”

ปัญหาก็คือ ถ้าเป็นเครื่องบินรบของฝ่ายตรงข้าม ที่ลักลอบเข้ามาโจมตี แต่เรดาร์จับภาพไว้ไม่ได้ เพราะภาพจริงถูกทำให้หายไปจากจอ กลายเป็นภาพปลอมขึ้นมาแทนที่ กรณีเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ มาร์วัน บอกว่า อีกสิ่งที่น่ากลัวก็คือ บางระบบของโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพารุ่นต่างๆ ที่สามารถทำการอัพเดท หรือปรับปรุงข้อมูลได้เอง ถือว่า ยิ่งมีความเสี่ยงสูงมาก

ทั้งนี้ เพราะหากต้องไปเจอกับ “มัลแวร์” (Malware) หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกชนิด ที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย บุกรุกเข้าไปในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เหล่านั้น โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวย่อมสร้างความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายนั้นๆ

ยกตัวอย่าง สมมติว่า ฝ่ายจู่โจมส่งผ่านมัลแวร์เข้าไป แล้วระบบของคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือสามารถทำการอัพเดทตัวเองได้ หากเกิดขึ้นกับในทางการทหาร จะมีความเสี่ยงสูงมาก

เพราะรูปแบบการจู่โจมในสงครามไซเบอร์ ตามตัวอย่างข้างต้นล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อศักยภาพในการสู้รบ ระบบควบคุม หรือการออกคำสั่ง หรือไม่ก็ทำให้ข้อมูลที่ส่งกลับเกิดความผิดพลาดอย่างมหันต์

มาร์วัน สรุปว่า ทางแก้หนึ่งที่ได้ผล ก็คือ นอกจากต้องมีการอัพเดทข้อมูลต่างๆของฝ่ายเราเป็นประจำ นานาชาติต้องมีมาตรการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ มียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมสงครามไซเบอร์ แสวงหาความร่วมมือกับชาติอื่นๆ ในอาเซียนด้วยกัน หมั่นพัฒนาตัวเองจนถึงระดับที่เท่าเทียม หรือเหนือกว่าพวกแฮกเกอร์ทั้งหลายและควรดึงเอกชนเข้ามามีบทบาทพัฒนาร่วม ถ้ามีโอกาส

สงครามไซเบอร์ จะลงเอยอย่างไร ณ วันนี้คงไม่มีใครตอบได้ที่ทำได้อย่างเดียวก็คือ อยู่กับมันอย่างทันเกม หรือรู้เท่าทัน จะได้ทุกข์กับมันน้อยลง.