advertisement

ตำนานพระเครื่อง หลวงตามหาบัว

โดย 3 ก.พ. 2554 05:00

อุตสาหะพากเพียรฝึกฝนจิตของ... "หลวงตา

มหาบัว ญาณสัมปันโน"  วัดป่าบ้านตาด  จ.อุดรธานี  ในห้วงธรรม  ควรหนัก...ต้องเบา  ควรเบา...ต้องเบา  ซึ่งเปิดเผยไว้ในหนังสือหยดน้ำบนใบบัว

กล่าวถึงการที่นั่งโหมภาวนาตลอดรุ่ง 9-10 คืน แม้ว่าจะไม่ทำติดๆ หรือเว้นไปบ้าง...ก็แสดงผลให้เห็นว่าผิวหนัง ร่างกาย ช้ำระบม พอง แตก กระทั่งนานวันเข้า ท่านอาจารย์มั่นก็เมตตาเตือนแย็บออกมาว่า...

"กิเลสมันไม่ได้อยู่กับร่างกายนะ มันอยู่กับจิต"

แล้วก็ยกเอาเรื่องการฝึกม้ามาเตือนว่า "ม้าที่เวลามันกำลังคึกคะนองมันไม่ยอมฟังเสียงเจ้าของเลย ต้องทรมานมันอย่างเต็มที่ ไม่ควรให้กินหญ้าก็ไม่ให้มันกินเลย ทรมานมันอย่างหนัก เอาจนมันกระดิกไม่ได้...

ทีนี้พอมันยอมลดพยศลงก็ผ่อนการทรมาน เมื่อมันผ่อนความพยศ

ลงมาก การฝึกทรมานก็ผ่อนกันลงไป"

ถือเป็นจุดเริ่มไปสู่เส้นทางพระวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง ที่มีลูกศิษย์

ลูกหามากมายทั้งในและนอกประเทศ...ทำให้หลายคนอดถามถึงไม่ได้ว่า หลวงตาฯปลุกเสกพระเครื่อง...พระบูชาเอาไว้กี่รุ่นแล้วบ้าง?

สกู๊ปหน้า 1 ลองสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ค้นหาคำว่า "วัตถุมงคล หลวงตามหาบัว" หลายเว็บไซต์แนะนำพระเครื่องเอาไว้หลายต่อหลายรุ่น บางเว็บนำรูปออกมาโชว์นับดูแล้ว น่าจะมีเกือบ 50 รุ่นเห็นจะได้

เว็บแรก www.inform.collection9.net อ้างอิงที่มาจากพระยอดนิยมอุบลราชธานีและของดีลุ่มแม่น้ำโขง...มรดกพระเครื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่

พระกริ่งนาคปรกรุ่นแรก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน กองบิน 23 อุดรธานี ว่ากันตามความนิยมอยู่ที่หลักพันต้นๆ...พระบูชานาคปรกรุ่นแรก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน กองบิน 23 อุดรธานี ขนาดหน้าตัก 3 นิ้ว ค่านิยมอยู่ที่หลักหมื่นต้นเช่นเดียวกัน

และพระบูชานาคปรกรุ่นแรกฯ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ค่านิยมอยู่ที่หลักหมื่นกลาง

ถัดมา...ล็อกเกต รุ่นแรกปี 2534...เหรียญหลวงตามหาบัว รุ่นแรกช่วยชาติ ปี 2540 ค่านิยมอยู่ที่หลักพันกลางๆ

เหรียญเนื้อทองคำลงยาปี 2547 ค่านิยมก็จะสูงขึ้นอีกหน่อย อยู่ที่หลักหมื่นกลางๆ...กริ่งพระธรรมวิสุทธิมงคล รุ่นเมตตาบารมีปี 2547 ค่านิยมเนื้อทองคำอยู่ที่หลักหมื่นกลาง เนื้อเงินก้นทองคำอยู่ที่หลักหมื่นต้น ถ้าเป็นเนื้อเงินอยู่ที่หลักพันปลาย

เหรียญล้อแมครุ่นแรกปี 2547 เนื้อทองคำค่านิยมอยู่ที่หลักหมื่นกลาง เนื้อเงินอยู่ที่หลักพันกลาง เนื้อนวโลหะอยู่ที่หลักพันต้น เนื้อทองแดงอยู่ที่พันกว่าบาท ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีเหรียญ รูปหล่อ ล็อกเกต หลวงตามหาบัว...ตามมาอีกหลายรุ่น...สะท้อนตลาดถือว่าอยู่ในกระแส มีผู้สนใจสืบค้น เก็บข้อมูล รวมถึงเข้ามาสอบถามอยู่เรื่อยๆ

ถึงวันนี้...ค่านิยมที่ว่านี้ น่าจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก

คนหนึ่งใช้นามว่า "เด็กวัด" โพสต์ไว้ในเว็บบอร์ด www.amulet2u.com หลายปีมาแล้ว บอกว่า เท่าที่พยายามสืบค้นอยู่นาน พระของหลวงตาจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท...ประเภทแรก สร้างและนำเข้าพิธีปลุกเสกหมู่ โดยมีองค์หลวงตาอยู่ในพิธีด้วย

ประเภทที่สอง...สร้างโดยศิษย์คนสำคัญ นำเข้าพิธีทุกพิธีเป็นปีๆ และนำพระไปไว้ที่กุฏิท่านนานเป็นเดือนๆ จึงนำมาแจกกัน เท่าที่คุณเด็กวัดรู้มีแค่ 7 รุ่น...แต่ละรุ่นมีจำนวนหลักร้อยเท่านั้น

"พระประเภทนี้ นอกจากมีน้อยแล้ว ยังไม่แพร่หลาย ต้องไปรับจากครูบาอาจารย์โดยตรง และแจกเป็นรายบุคคลเท่านั้น"

ประเภทสุดท้าย...ผ่านการอธิษฐานจิตจากหลวงตาโดยตรง บอกตรงๆว่าหายากสุดๆ ใครมีก็เงียบ ไม่ค่อยบอกกัน คนให้ก็มักกำชับว่าห้ามบอกใครว่าได้มาจากไหน...เพราะของมีน้อย

"ไม่ขุด...ไม่คุ้ย...ไม่ตื๊อ หมดสิทธิ์ได้ เท่าที่ทราบก็มีล็อกเกตสาม...สี่รุ่น รูปหล่ออีกนิดหน่อย จำนวนก็หลักสิบ...หลักร้อยทั้งนั้น

ใครที่ทำแล้วจะไม่ทำซ้ำสอง เพราะทุกครั้งหลวงตาท่านจะตำหนิอย่างรุนแรงมาก ทุกคนจะกลัวกันหมด...พระประเภทนี้ ต้องตื๊อกันเป็นปีๆเท่านั้นถึงจะได้"

ตรงกันบางคนที่ให้ทรรศนะไว้ว่า...หลวงตาบัวท่านไม่มีวัตถุมงคลเลย แต่ช่วงผ้าป่าช่วยชาติ มีลูกศิษย์สร้างกันเยอะ

"ท่านไม่นิยมให้คนสร้าง ถ้าท่านรู้จะตำหนิ คนที่จะนำมาให้ท่านเสก...บางรุ่นลูกศิษย์จะทำขึ้นแล้ว (แอบ) นำไปไว้คราวที่ท่าน ทำน้ำมนต์ ซึ่งทำปีละครั้ง"

มุมมองส่วนตัว "พระเนื้อผง" สำหรับหมู่ลูกศิษย์น่าเก็บ เพราะศิษย์สร้างขึ้น ได้ชานหมาก ไม้สีฟัน เกศา นำมาผสมไว้เยอะ...ลำพังของเหล่านี้ศิษย์ก็แย่งกันเก็บเพื่อเป็นสิริมงคลอยู่แล้ว

เรื่อง "ชานหมาก" มีโยมผู้หนึ่งเคยพูดกับหลวงตาว่า "หลวงตาครับ...ขอชานหมาก"

หลวงตาก็บอกไปว่า "อย่ายุ่งๆ ของไม่เป็นประโยชน์ สิ่งใดเป็นประโยชน์เราสอนแล้ว นั่นมาขออะไร...ของเศษๆเดนๆ ของทิ้ง...

ศาสนาพุทธเราเป็นศาสนาที่เลิศ เราคอยแต่จะเอาของปลอมๆเข้าไปแทรก...ชานหมากนี่น่ะของปลอม"

โยมอีกคนก็ถาม... "หลวงตาขา ไม่ทราบหลวงตามีเหรียญแจกหรือเปล่าคะ?"

หลวงตาตอบกลับไปว่า "มีเหรียญเดียว ดูเอานี่...ออกสนามก็เหรียญนี้ ขึ้นเทศน์ก็เหรียญนี้ เหรียญอื่นไม่เห็นมี

เหรียญไหนเก่งเอามาแข่งสิ เหรียญไหนเก่งเอามาแข่ง...เหรียญนี้น่ะ ถ้าเก่งก็ไม่ต้องเอาเหรียญ สู้เหรียญนี้ไม่ได้ ว่างั้นเถอะ...."

.....??????.....ฟังจบทำเอาโยมคนนี้ นั่งนิ่งไปทีเดียว

แสงธรรมส่องทางที่หลวงตามหาบัวพร่ำสอนลูกศิษย์ "....ภาค ปฏิบัติก็คืองานอันหนึ่งของเรา ทำไมงานเรามีด้วยการประพฤติปฏิบัติ ผลทำไมจะไม่มีได้เล่า เหตุกับผลเป็นของคู่เคียงกันมาแต่ไหนแต่ไร ทำไมเราทำมันจะไม่มีผล เมื่อเหตุเป็นไปสมควรแก่ผล จะพึงเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว..."

หลวงตาจะย้ำอยู่เสมอว่า การทำความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ จะยากลำบากเพียงไร ก็ให้ถือว่าเป็นงานอันตนจะพึงทำ หลีกเลี่ยงไปไม่ได้ ถ้าต้องการพ้นจากทุกข์ซึ่งกีดขวางกดถ่วงจิตใจอยู่ตลอดเวลานี้ ให้จิตใจเป็นอิสระ...

"อย่าพึงท้อถอยทางความเพียร อย่าไปคำนึงว่าวาสนามาก วาสนาน้อยในขณะที่จะทำความดี..."

ถ้าจะคิดว่าอำนาจวาสนาน้อยในขณะที่จิตเลื่อนลอยเผลอตัวออกไป พอระลึกได้ก็ให้ทราบว่านี่เป็นการสั่งสมในการตัดทอนนิสัยวาสนาของตนให้ด้อยลงไปโดยลำดับ...ถ้ามากกว่านี้นิสัยวาสนาก็จะขาดสูญไป เพราะความชั่วเป็นสิ่งทำลายหรือเผาผลาญให้วอดวายไป

"การทำความดีอยู่ตลอดเวลา ก็คือการสร้างอำนาจวาสนาขึ้นภายในจิต  เพื่อจะปราบปรามสิ่งที่เป็นข้าศึกมีอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปนั่นแล

ใครจะไปสร้างวาสนาที่ไหน...ถ้าไม่สร้างที่ใจ วาสนาจะมากน้อยเพียงไรก็เกิดขึ้นที่ใจเป็นผู้สร้างได้"

คำว่า "ธรรมะ" จะสูงขั้นไหนซึ่งเป็นฝ่ายผล...ธรรมฝ่ายเหตุคือข้อปฏิบัตินี้จะพึงติดแนบกันไปในทุกขั้นทุกภูมิ เพราะผู้ที่จะก้าวเข้าถึงธรรมขั้นนั้นๆก็ต้องเป็นไปตามธรรมขั้นเหตุ คือทางดำเนิน

หลวงตามหาบัวท่านถือเรื่องของจิตใจ เป็นสมบัติล้ำค่า...น่าจะมากกว่าพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง วัตถุปลุกเสกใดๆที่มีชื่อ "หลวงตามหาบัว" สลักรอยเอาไว้.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement