advertisement

ไหว้เจ้าแบบจีน

โดย บาราย 10 ก.พ. 2556 05:00

ลูกหลานจีนในไทยรู้จักการไหว้เจ้าปีละครั้ง ในวันตรุษจีน แต่คนจีนรุ่นเก่าที่ยึดมั่นใน ธรรมเนียมประเพณีนั้น มีการไหว้เจ้าถึงปีละ 8 ครั้ง

จิตรา ก่อนันทเกียรติ เขียนไว้ในหนังสือ “ตึงหนั่งเกี้ย” ว่า การไหว้เจ้าเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีนปฏิบัติสืบทอดกันมา ตามความเชื่อว่าจะต้องไหว้เจ้าที่ และไหว้บรรพบุรุษ เพื่อให้เป็นสิริมงคล นำความสุขความเจริญมาถึงครอบครัว

การไหว้เจ้าครั้งแรกของปี ไหว้เดือน 1 วัน 1 คือ วันตรุษจีน คนจีนเรียกการไหว้ครั้งนี้ว่า “ง่วงตั้งโจ่ย” ไหว้ครั้งที่ 2 ไหว้ในเดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า “ง่วงเซียวโจ่ย” ไหว้ครั้งที่ 3 เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่าไหว้เช็งเม้ง ลูกหลานจะต้องนำของไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย

ไหว้ครั้งที่ 4 เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่าโหงวเหว่ยโจ่ย เทศกาลไหว้ขนมจ้าง ไหว้ครั้งที่ 5 เดือน 7 วันที่ 15 ไหว้สารทจีน เรียกว่าตงง้วงโจ่ย ไหว้ครั้ง ที่ 6 เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่าตงชิวโจ่ย คนทั่วไปรู้จักกันว่าไหว้พระจันทร์ ไหว้ครั้งที่ 7 ไหว้ในเดือน ที่ 11 ไม่มีกำหนดวันแน่นอน เรียกว่าไหว้ตังโจ่ย

ไหว้ครั้งที่ 8 เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือก๊วยนี้โจ่ย

นอกจากการไหว้เจ้า 8 เทศกาลนี้ คนจีนบางบ้านอาจมีวันไหว้พิเศษกับเจ้าบางองค์ที่นับถือศรัทธา เช่น ไหว้เทพยดาฟ้าดิน เรียกว่ากีกงแซ หรือทีกี่แซ ตรงกับวันที่ 9 เดือน 1

ไหว้อาเนี้ยแซ วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ปีหนึ่งมี 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 เดือน 2 วันที่ 19 เดือน 6 และวันที่ 19 เดือน 9

ไหว้แป๊ะกงแซ วันที่ 14 เดือน 3 ไหว้อาพั้ว คือ พ่อซื้อแม่ซื้อ ผู้คุ้มครองเด็ก วันกิดอาพั้ว หรืออาพั้วแซ คือวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี ไหว้เจ้าเตา วันที่ 24 เดือน 12 เรียกว่าไหว้เจ๊าซิ้ง

การไหว้เจ้าพิเศษนี้แล้วแต่ศรัทธาและความจำเป็น เช่น บ้านไม่มีเด็ก ก็ไม่ต้องไหว้อาพั้ว หรือบ้านไม่มีที่ดินทำนาทำไร่ ก็ไม่ต้องไหว้โท้วตี่ซิ้ง หรือไหว้เทพยดาฟ้าดิน

แต่การไหว้ทีกงแซนิยมไหว้กันแทบทุกบ้าน เช่นเดียวกับการไหว้เจ้าเตา

จิตรา ก่อนันทเกียรติ เขียนว่า การไหว้เจ้ามีความหมายถึงการไหว้เจ้าที่ และไหว้บรรพบุรุษ เครื่องเซ่นไหว้เจ้าที่ จะจัดเป็นชุดหนึ่ง แต่เครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะต้องแยกจัดเป็นอีกชุดหนึ่ง

การไหว้จะเริ่มตอนเช้า ไหว้เจ้าที่ก่อน พอสาย ก็จะตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ ของไหว้จะมีของคาว ของ หวาน ผลไม้ และเครื่องดื่ม มีของคาวเพิ่มเข้ามาสำหรับไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งมีธรรมเนียมต้องให้มี 1 อย่าง เช่น แกงจืด

การจัดไหว้ ถ้าจัดใหญ่นิยมเป็นตัวเลข 5 คือ มีของคาว 5 อย่าง ของหวาน 5 อย่าง ผลไม้ 5 อย่าง แต่ถ้าจัดเล็ก ก็เป็นชุดละ 3 อย่าง หรือจะมีแค่อย่างเดียวก็ได้

ของคาวชุดใหญ่ เรียกว่าโหงวแซ มีหมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร แต่เนื่องจากกุ้งมังกรนั้นราคาแพง ทั้งยังหายาก จึงนิยมไหว้ด้วยปลาหมึกแห้ง หรือเป็ดแทน

ของหวานถ้ามี 5 อย่าง เรียกว่าโหงวเปี้ย อาจเป็นซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ

ผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่าโหงวก้วย นิยมชนิดที่มีมงคลในตัว เช่น ส้ม จีนเรียกว่าไต้กิก แปลว่า โชคดี องุ่น คำจีนเรียกพู่ท้อ หมายถึงงอกงาม สับปะรด คำจีนเรียกว่าอั้วไล้ แปลว่าโชคมาหา กล้วยมีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล

กระถางธูปไหว้เจ้าบางคนนิยมใส่โหงวจี้ ไว้ปักธูป ประกอบด้วยเมล็ด 5 อย่าง คือ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วเขียว ถั่วดำ และเชื้อแป้ง (ยีสต์) ถือกันว่าเมล็ดทั้ง 5 คือ บ่อเกิดการเจริญเติบโต อุปมาอุปไมย ให้การไหว้เจ้านำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง

แต่การใช้โหงวจี้ปักธูป มีข้อจำกัดให้ใช้แต่ในบ้าน เพราะหากนำไปไหว้นอกบ้าน เชื้อแป้งเมื่อถูกความชื้น เช่น ฝนหรือน้ำค้าง จะทำให้แข็งตัว ปักธูปไม่ลง...จึงต้องใช้ข้าวสารหรือทรายปักธูปแทน

ปิดท้ายรายการด้วยการเผากระดาษเงินกระดาษทอง จึงถือว่าการไหว้เจ้าเสร็จสิ้นสมบูรณ์

และคนละเรื่องเดียวกันกับการไหว้เจ้าก็คือ การจุดประทัด เสียงประทัดที่อาจเข้าใจกันว่าเป็นสัญญาณการไหว้เจ้าเสร็จสิ้น แท้จริงแล้วเป็นการไล่ผี

อาจารย์ถาวร สิกขโกศล เล่าที่มาของเทศกาลตรุษจีน ไว้ในหนังสือตำนานเทศกาลจีนว่า เทศกาลตรุษจีนเริ่มจากประเพณีฉลองผลการเก็บเกี่ยว ตอนสิ้นปีเก่าต่อต้นปีใหม่ ในยุคราชวงศ์ชาง และราชวงศ์โจว

มีตำนานหลายเรื่อง เรื่องหนึ่ง...เล่ากันว่า ในอดีตกาลนานโพ้น มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อหมู่บ้านดอกท้อ แต่ละปีชาวบ้านจะถูกรบกวนด้วยสัตว์ประหลาด เรียกกันว่า “เหนียน” ปกติมันอยู่ใต้ทะเลแต่พอถึงวันสิ้นปีมันจะออกมาจับคนและสัตว์กินเป็นอาหาร

วันสิ้นปีปีหนึ่ง...เวลาหัวค่ำ ขณะชาวบ้านลนลานปิดประตูบ้าน ก็มีขอทานชราคนหนึ่งเดินทางมาขอพัก ชาวบ้านหวังดีแนะนำให้หนีไปไกลๆ แต่ขอทานชรากลับหัวเราะใส่หน้า

“ให้ข้าพักที่นี่สักคืนเถอะ” ขอทานชราว่า “ข้าย่อมมีวิธีการรับมือ”

ชาวบ้านยอมให้เขาพักอยู่ในบ้านแม่เฒ่านางหนึ่ง ตกดึกเจ้าตัวเหนียนก็ออกมา เจอประตูบ้านแม่เฒ่าติดกระดาษแดง ในบ้านมีแสงไฟสว่าง ทันทีนั้นก็มีเสียง “ไผ่ระเบิด” เสียงดังเปรี้ยงปร้างออกมา เจ้าตัวเหนียนตกใจ รีบหนีไปทันที

รุ่งเช้าชาวบ้านรู้ว่าไม่มีใครเป็นอันตราย ต่างก็ดีอกดีใจ วิ่งบอกข่าว และอวยพรกันไปทั่วหมู่บ้าน

นับแต่นั้น เมื่อถึงวันสิ้นปี ทุกบ้านก็จะติดกระดาษสีแดง เขียนกลอนคู่ไว้ที่ประตูบ้าน แล้วเอาปล้องไม้ไผ่โยนใส่กองไฟ ทำให้เกิดระเบิดเสียงดัง ปล้องไผ่ระเบิดนี้ ต่อมาได้พัฒนาเป็นประทัด

กิจกรรมนี้คนจีนเรียกว่ากั้วเหนียน แปลว่าข้ามปี ซึ่งมีความหมายว่าข้ามจากปีเก่าไปสู่ปีใหม่ และเป็นที่มาของเทศกาลตรุษจีนจนถึงวันนี้.

 

บาราย

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement