17-23 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่ค้ารวม 27 ประเทศที่ภูเก็ต นำร่องก่อนที่จะมีการประชุมผู้นำอาเซียน+3+6 ราวเดือน ต.ค. ซึ่งก็จะใช้สถานที่เดียวกันในการจัดประชุม
ต้องไม่ลืมว่าการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยาเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของบ้านนี้เมืองนี้เสียหายย่อยยับมาแล้ว เนื่องจากในระหว่างการประชุมโดยมีผู้นำอาเซียน ผู้นำประเทศระดับมหาอำนาจเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้อยู่ด้วยต้องเผ่นหนีตายกันจ้าละหวั่น
นั่นเพราะถูก "ม็อบเสื้อแดง" บุกเข้าไปทำลายการประชุม จนต้องยกเลิกเพราะมิอาจจะเดินหน้าต่อไปได้
ลำพังหนีเอาตัวรอดได้ก็ทุลักทุเลแล้ว
ผลจากการนี้ทำให้เกิดปัญหาอย่างหนักต่อประเทศไทยในเรื่องความเชื่อมั่น เชื่อถือ และความสามารถในการปกครองประเทศของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็คือมีปัญหาในการลงทุน การท่องเที่ยว ขนาดผู้นำประเทศของเขายังโดนแบบนั้น แล้วพลเมืองธรรมดาจะ
ต้องพบกับอะไร
หลายประเทศเตือนคนของเขาว่าอย่ามาเมืองไทยเพราะอันตราย แม้แต่ทุกวันนี้ต่างก็ยังหวาดหวั่น ก็ต้องบอกว่าเป็นผลต่อเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมือง ปิดสนามบินจนกระทั่งมาถึงจลาจลสงกรานต์ ยิ่งกรณีประชุมอาเซียนที่พัทยายิ่งไปกันใหญ่
แต่เนื่องจากเป็นภารกิจสำคัญในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน การประชุมต่างๆในฐานะเจ้าภาพจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ต้องล้มไปที่พัทยา ทำให้หัวข้อการเจรจาในเรื่องต่างๆ ค้างเติ่งและเสียโอกาสไปหลายอย่าง
ดังนั้น การประชุมที่ภูเก็ตจึงเป็นอีกคำถามหนึ่งว่าไทยมีความพร้อมจริงๆหรือ จะให้ความปลอดภัยผู้ร่วมประชุมได้จริงหรือ เสื้อแดงจะไม่ไปรังควานอีกหรือ
ใครจะรับผิดชอบ...และจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร
ว่าที่จริงแล้วการประชุมอาเซียนที่พัทยา ซึ่งต้องล้มเลิกไปนั้นยังไม่มีใครรับผิดชอบที่แท้จริง มีแต่ตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น ที่ต้องรับผิดชอบ ว่าที่แล้วเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างนี้ จะว่าแค่รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเท่านั้น แม้แต่นายกฯก็เก้าอี้ร้อนแล้ว
ยิ่งผู้กระทำก็ยิ่งจะต้องถูกลงโทษสถานหนักด้วย เพราะมันทำลายชาติชัดๆ
อย่างไรก็ดี การประชุมที่ภูเก็ตดูเหมือนว่ารัฐบาลคงได้บทเรียนที่เกิดจากความประมาทตั้งแต่การหาสถานที่แล้ว ประเมินสถานการณ์ผิดทำให้ไม่ได้เตรียมกองกำลังเพื่อป้องกันเหตุ จึงมีการเตรียมการป้องกันตัว ตั้งแต่เนิ่นถึงขั้นจะให้กฎหมายความมั่นคงมากำกับ
แค่เริ่มต้นก็ยังไม่สามารถให้ความเชื่อมั่นแก่ต่างชาติได้ต้องประกาศว่าพื้นที่ไม่ปลอดภัยต้องทำให้ปลอดภัยด้วยกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเด็ดขาด ขั้นต่อไปก็คือพิสูจน์ว่าปลอดภัยจริงๆและสามารถจัดประชุมได้อย่างราบรื่น
เหนืออื่นใดในสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ ยังมีเรื่อง
ไข้หวัด 2009 ซึ่งล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเป็น 21 คนแล้ว เรียกว่าลํ้าหน้าเอเชียด้วยกันทั้งหมด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องป้องกันอย่างคู่ขนานอย่าให้รัฐมนตรีหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งต่างชาติและไทยเอง "ติดหวัด" เข้าไปอีก
เพราะมันยิ่งจะซํ้าเติมสถานการณ์ที่ชี้วัดว่า รัฐบาลไทยนั้นอ่อนแอเกินไปกับการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหวัด 2009 และหวัดการเมืองที่ลามลุกจนทำให้เห็นไร้นํ้ายา
ขณะเดียวกับที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่จะต้องเป็นตัวจักรสำคัญในการประชุมกำลังเกิดปัญหาการเมือง เนื่องจากถูกตั้งข้อหาร้ายแรง "ก่อการร้าย" ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยแรงเคลื่อนไหวและกดดันอย่างหนัก เป็นเงื่อนไขที่กระทบกับการประชุมแน่
ก็ต้องวัดดวงกันอีกแหละครับ...
"สายล่อฟ้า"





















