ในเพลานี้คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักคำว่า "Social-Network" หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารในอินเตอร์เน็ตรูปแบบใหม่
เว็บไซต์ชนิดดังกล่าวมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่โด่งดังเป็นพลุแตกเห็นจะหนีไม่พ้นบล็อก (Blog) ทวิตเตอร์ (Twitter) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เฟซบุ๊ก (Facebook)" ที่มีผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนทั่วโลก...หากนำจำนวนดังกล่าวมาคิดเป็นประชากรของประเทศ ก็จะถือว่าเฟซบุ๊กเป็นชาติ
ที่มีพลเมืองมากเป็นอันดับสามของโลกเลยทีเดียว
ประกอบกับรูปแบบของตัวเว็บไซต์ที่ทำให้คนมีความรู้สึกคล้ายกับการได้รับข่าวแบบ "ปากต่อปาก" ซึ่งในบางกรณีอาจดึงความสนใจได้มากกว่าข้อเท็จจริงเสียอีก
อย่างเวลาเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น เหตุความรุนแรงในการประท้วงที่อิหร่านเมื่อปีก่อน หรือในไทยที่ผ่านมาไม่นาน ข้อมูลที่สื่อมวลชนต่างชาติทั้งบีบีซี ซีเอ็นเอ็น หรืออัลจาซีรา นำมาเผยแพร่นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากเว็บเครือข่ายดังกล่าวทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่หลากหลายองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานรัฐพยายามใช้เครือข่ายสังคมเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์
เนื่องด้วย "ความน่าเชื่อถือ" ที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทั่วโลกจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรองรับปรากฏการณ์นี้เช่นกัน หนึ่งในนั้นได้แก่ "กองทัพสหรัฐอเมริกา"
ระหว่างการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นเว็บเครือข่ายสังคมกับกลุ่มนายทหารระดับสูงประจำศูนย์บัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Command) หรือเพคอม (PACOM) ในเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวายนั้น หลายคนระบุว่ากองทัพแทบจะให้ความสำคัญอันดับต้นๆกับเรื่องนี้ เพราะสามารถนำมาขยายผลได้มากมาย
พันโทแดเนียล คิง รองผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์เพคอม สังกัดกองทัพบก เผยว่า เมื่อไม่นานมานี้สหรัฐฯได้ตั้งหน่วยงานสำหรับดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ละศูนย์บัญชาการภาคพื้นทวีปก็จะมีทีมของตนเอง มีเป้าหมายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับประชาชนในภูมิภาคนั้นๆ เผยแพร่ข้อเท็จจริงรวมถึงการโปรโมตกิจกรรมต่างๆผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอื่นๆ...
ซึ่งขณะเดียวกันยังสามารถรับรู้ได้ว่าผู้คนคิดเช่นไรกับกองทัพ
"สถิติผู้เข้าชมและแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพคอมขณะนี้มีสูงถึง 60,000-100,000 รายต่อวัน โดย 55 เปอร์เซ็นต์เป็นพลเรือนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ อเมริกัน ฯลฯ อีก 45 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าหน้าที่กองทัพประเทศต่างๆในภูมิภาค"
อย่างไรก็ตาม พันโทคิงยอมรับว่าถึงข่าวสารในเครือข่ายสังคมจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถนำมาทำเป็นผลสำรวจความคิดเห็นได้ ความเห็นในเว็บมีลักษณะเหมือน "ปรอท" เปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามอารมณ์ส่วนใหญ่ของคน
งานนี้ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่หากมองในด้านยุทธศาสตร์ช่วงชิงความได้เปรียบแล้ว ถือว่ากองทัพสหรัฐฯสอบผ่านเต็มๆ! เพราะสามารถใช้ช่องทางการสื่อสารในเว็บเครือข่ายสังคมทำสงครามข่าวสารกับต่างชาติได้ตลอดเวลา ด้วยการปลุกปั่นกระแสสร้างข่าวลือปล่อยข่าวลวง (ถ้ามองในแง่ลบ!) อีกทั้งยังสามารถใช้ในการเช็กเรตติ้งของตัวเอง ด้วยการตั้งหัวข้อสนทนาในลักษณะ "โยนก้อนหินถามทาง" ดูว่า ณ เวลานั้น...ลมพัดไปทางทิศใด
และดูเหมือนประเทศที่สหรัฐฯจับตาอย่าง "จีน" ก็จะคิดเช่นนั้น โดยคณะทำงานระดับมันสมองของรัฐบาลเผยแพร่รายงานประจำปีว่า "เครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ถูกชาติตะวันตกรวมถึงสหรัฐอเมริกา นำมาใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นกระแสล้มล้างระบอบการปกครอง เห็นได้จากเหตุการประท้วงในเขตปกครองตนเองซินเจียงเมื่อปีที่ผ่านมา "เฟซบุ๊ก" ถูกใช้เป็นจุดรวมพลของผู้บงการกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเหวยอู๋ร์ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและใช้ความพยายามในการเข้าควบคุม เพื่อป้องกันอันตรายที่แอบแฝงอยู่"
แน่นอนว่ารายงานของประเทศคอมมิวนิสต์นั้น มักใช้ข้อความที่รุนแรงเกินจริง และมุ่งเน้นที่จะโจมตีบั่นทอนความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้ามไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาบางส่วนมีความเป็นไปได้เช่นกัน?
วีรพจน์ อินทรพันธ์




















