วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยน้ำมันรั่ว ปตท. ดูกรณีศึกษา "มอนทารา"

ทหารไทยในชุดป้องกันสารเคมีใช้กระดาษซับคราบน้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลอ่าวไทย ซึ่งถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เมื่อ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคัล (PTTGC) คาดว่าน้ำมันดิบที่รั่วไหลลงสู่ทะเลอาจมีมากกว่า 50,000 ลิตร (รอยเตอร์)

เหตุการณ์น้ำมันรั่วในทะเลอ่าวไทยถือเป็น “เรื่องใหญ่” และมีผู้สนใจติดตามใกล้ชิด เพราะเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบตามมาได้อีกหลายด้าน และคงต้องใช้เวลาอีกนานในการเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น

แม้ว่า บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคัล (พีทีทีจีซี) บริษัทย่อยของ ปตท. ผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ครั้งนี้จะยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ควบคุมได้” แต่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและขบวนการภาคประชาชนจำนวนหนึ่งอาจยังมีคำถามถึงหลักการและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของพีทีทีจีซี เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีก็เพิ่งจะเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลครั้งใหญ่ที่ออสเตรเลีย และเป็นกรณีที่เกี่ยวพันกับบริษัทย่อยของ ปตท.ในต่างประเทศด้วย

สื่อมวลชนจำนวนมากเรียกขานเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “กรณีน้ำมันรั่วมอนทารา” หรือ Montara Oil Spill ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ส.ค.2552 หลังเกิดเหตุระเบิดที่แท่นขุดเจาะ “เวสต์แอตลาส” บริเวณแหล่งน้ำมัน “มอนทารา” ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลติมอร์ ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย

โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุระเบิดดังกล่าว แต่ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลราว 2,000 บาร์เรลต่อวัน กว่าจะหาทางสกัดน้ำมันรั่วไหลได้ต้องใช้เวลานานถึง 74 วัน โดยที่ความพยายามอุดรอยรั่วใต้ทะเลล้มเหลวถึง 4 ครั้ง จนกระทั่งประสบความสำเร็จในครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2552

บริษัทผู้รับผิดชอบหลักในกรณีน้ำมันรั่วมอนทารา คือ “พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย” หรือ PTTEP AA บริษัทในเครือ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ “ปตท.สผ.” ซึ่งได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันมอนทารา โดยภายหลัง พีทีทีอีพีเอเอ ได้แถลงแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกระทรวงทรัพยากรและพลังงานของออสเตรเลียได้มอบหมายให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์มอนทาราสืบหาต้นตอเรื่องราวทั้งหมด

ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม “กองทุนสัตว์ป่าโลก” (WWF) ซึ่งติดตามกรณีน้ำมันรั่วมอนทารามาตั้งแต่ต้น เผยแพร่ภาพสัตว์น้ำและสัตว์ปีกที่ตายเพราะคราบน้ำมัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้พีทีทีอีพีเอเอและหน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลียศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลเพิ่มเติม


ด้วยเหตุนี้ กระทรวงความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม น้ำ ประชากร และชุมชน แห่งรัฐบาลออสเตรเลีย (DSEWPaC) ได้เรียกร้องให้พีทีทีอีพีเอเอร่วมกันรับผิดชอบการศึกษาผลกระทบจากคราบน้ำมันรั่วที่มีต่อระบบนิเวศในทะเลติมอร์อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2-5 ปี รวมถึงจัดทำโครงการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆในระยะยาว นอกจากนี้ พีทีทีอีพีเอเอจะต้อง เป็น “ผู้รับผิดชอบ” ค่าใช้จ่ายในการกำจัดและทำความสะอาดคราบน้ำมัน รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วมอนทารา

กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทะเลติมอร์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และสำนักงานกำกับดูแลความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออสเตรเลีย (NOPSEMA) ได้เปิดเผยในภายหลังว่าสาเหตุระเบิดที่แท่นขุดเจาะเวสต์แอตลาสเป็นผลจากระบบฉนวนป้องกันท่อลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติด้อยประสิทธิภาพ จึงไม่สามารถป้องกันการระเบิดและน้ำมันดิบรั่วไหลได้ ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงติดอันดับต้นๆครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย

นอกจากนี้ รายงานของ NOPSEMA ระบุด้วยว่าจะต้องปฏิรูปการทำงานของหน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบมาตรฐานการขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาบางหน่วยงานก็บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายดังกล่าวได้ ทั้งยังเสนอให้มีการร่างแนวทางรับมือและจัดการภัยพิบัติซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินมีประสิทธิภาพสูงสุด และจะช่วยลดทอนความเสียหายในด้านต่างๆได้

จนกระทั่งวันที่ 31 ส.ค.2555 ศาลออสเตรเลียตัดสินว่าพีทีทีอีพีเอเอมีความผิด 4 ข้อหา ซึ่งรวมถึงการละเมิดกฎหมายการขุดเจาะปิโตรเลียมนอกชายฝั่งออสเตรเลีย เป็นเหตุให้ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย ทั้งยังสั่งปรับเงินจากพีทีทีอีพีเอเออีก 510,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 14,280,000 บาท) ซึ่งองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ว่าเป็นเงินค่าปรับที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มพิจารณาแก้ไขบทลงโทษผู้กระทำความผิดที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้มงวดกว่าที่เป็นอยู่

แม้จะเชื่อได้ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่มอนทาราหรือที่ทะเล อ่าวไทย แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีกรณีตัวอย่างชัดเจนว่า “มาตรฐาน” ในการจัดการกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังมีอยู่ และ “พีทีทีจีซี” จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่ “พีทีทีอีพีเอเอ” เคยทำไว้ที่ออสเตรเลีย.

ตติกานต์ เดชชพงศ

3 ส.ค. 2556 09:47 ไทยรัฐ