จากจังหวัดยามากาตะ คณะของผมกลับคืนสู่มหานครโตเกียวอีกครั้ง โดยขบวนรถด่วนหัวกระสุนชิงกันเซ็นเหมือนเดิม และใช้เวลาเดินทางเท่าเดิม คือประมาณ 3 ชั่วโมงก็มาถึงสถานีโตเกียวเท่าๆกับขาไปเป๊ะ
จากสถานีโตเกียวเราเดินลากกระเป๋าไปต่อรถใต้ดินสู่สถานีชินจูกุ เพื่อกลับสู่โรงแรมเดิมที่เราจับจองไว้และยังฝากข้าวของส่วนใหญ่ไว้ที่นั่น
การเดินลากกระเป๋าขึ้นรถใต้ดินโตเกียวนับเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งของคณะเรา ซึ่งส่วนใหญ่ อายุเลย 60 ปีกันหมดแล้ว
นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงที่พวกเราทุกคนสามารถใช้มือข้างหนึ่งลากกระเป๋าและมืออีกข้างหนึ่งโหนราวด้านบนเพื่อให้ยืนได้สะดวกๆ ในท่ามกลางผู้โดยสารที่แออัดยัดเยียด จนหายใจรดต้นคอบ้าง รดลำคอบ้างไปตลอดเส้นทาง
ในที่สุดเราก็กลับมาที่สถานีชินจูกุโดยไม่มีใครบอบช้ำ และก็ตัดสินใจเดินลากกระเป๋าลงอุโมงค์ใต้ดินอันยาวเหยียดและคดเคี้ยวไปสู่โรงแรม
ระยะทางอาจจะประมาณกิโลเศษๆ กระมัง จะไปโผล่ที่ใต้ถุนโรงแรมของเราพอดิบพอดีเลย
ตลอดเส้นทางในถนนใต้ดินของญี่ปุ่นก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งใหญ่อีกแหล่งหนึ่ง...มีของค้าของขายสารพัดอย่างรายเรียงตั้งแต่ต้นอุโมงค์ไปจนถึงปลายอุโมงค์
ระหว่างเดินมาเรื่อยๆนั้น ผมก็นึกถึงข้อสังเกต ของผมข้อหนึ่งที่มาโตเกียวเที่ยวนี้ และตั้งใจไว้ว่าจะต้องหาคำตอบให้จงได้
นั่นก็คือผมรู้สึกว่าผู้คนที่เหมือนมดปลวกในสถานีรถใต้ดิน และบนขบวนรถไฟใต้ดินของญี่ปุ่นวันนี้...อ่านหนังสือน้อยลง!
เมื่อ 3-4 ปีก่อน เราจะเห็นร้านหนังสือที่สถานีรถใต้ดิน วางหนังสือกองสูงเป็นตั้งๆ และกว่าครึ่งหนึ่งเป็นหนังสือการ์ตูน
จะเห็นผู้คนที่ยืนเข้าแถวรอรถขบวนต่างๆ ยืนถือหนังสืออ่านแบบคนเว้นคน หรือบางแถวแทบจะอ่านครบทุกคน ทั้งการ์ตูน, นิตยสาร และหนังสือพิมพ์รายวันฯลฯ
แต่มาเที่ยวนี้คนยืนอ่านหนังสือรอรถใต้ดินน่าจะหายไปสักครึ่งหนึ่ง...พอๆกับจำนวนหนังสือที่แผงหรือที่ร้านที่กองเล็กลงกว่าเมื่อก่อน
เกิดอะไรขึ้นกับคนญี่ปุ่นวันนี้ เขาไม่อ่านหนังสือ กันแล้วหรือ? ชาติที่ชอบอ่านหนังสือติดอันดับสูงของโลกเลิกอ่านหนังสือกันแล้วหรือ?
แล้วผมก็ไปได้คำตอบจากเพื่อนชาวญี่ปุ่นของพวกเราหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเพื่อนที่ทำธุรกิจด้านลิขสิทธิ์หนังสือญี่ปุ่นที่ผมเคยเขียนถึงเอาไว้ทั้งในข้อเขียนวันก่อน และเมื่อครั้งที่มาคราวก่อนๆ
คุณชิกูสะบอกผมว่า คนญี่ปุ่นมิได้อ่านหนังสือหรือดูหนังสือน้อยลง เพียงแค่รูปแบบการอ่านหนังสือเปลี่ยนไปเท่านั้น
โดยเฉพาะในสถานีรถใต้ดินที่เราเคยเห็นคนญี่ปุ่นยืนอ่านหนังสือเป็นเล่มๆนั้นเหลือน้อยมากแล้ว
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเลิกอ่าน เพราะจริงๆแล้วเขากำลังอ่านกันอยู่อย่างขะมัก เขม้น คุณ "ซูม" มิได้สังเกตหรือว่าพวกเขาก้มลงดูฝ่ามือตัวเองตลอดเวลา
คนญี่ปุ่นทุกวันนี้หันมาอ่านการ์ตูนและหนังสือที่เขานำมาโหลดใส่ "โทรศัพท์มือถือ" กันเป็นจำนวนมากแล้ว
เธอบอกผมว่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งมีสารพัดเรื่องสารพัดรส ทั้งของเด็ก ทั้งของผู้ใหญ่ ทั้งมีเซ็กซ์ และไม่มีเซ็กซ์ ทั้งเรื่องประเภทไอ้มดดำไอ้มดแดง หรือแม้แต่เรื่องซามูไรในประวัติศาสตร์ ถูกย่อส่วนลงมือถือเกือบทั้งหมด
ในตอนแรกก็เป็น E-Book คือ เอาไปอ่าน กับคอมพิวเตอร์ก่อน แต่พอปรับให้มาอ่านในมือถือ ได้เท่านั้นแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างก็บูมเปรี้ยงทันที
จากตัวเลขกลมๆ ประมาณ 500 ล้านเหรียญ สำหรับธุรกิจใหม่ธุรกิจนี้ ในปี 2008 หรือคิดเป็น เงินไทยประมาณ 16,500 ล้านบาท กระโดดพรวดขึ้นกว่า 130 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2009 เพียงปีเดียว
แถมยังคาดกันว่า ยอดรายได้จากการจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และโหลดหนังสือลงมือถือจะพุ่งถึง 1,500 ล้านเหรียญ หรือเกือบๆ 50,000 ล้าน บาท อีกไม่นานช้า
นี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้การ์ตูนญี่ปุ่นที่พิมพ์ เป็นเล่มๆ เริ่มลดลงบ้าง เพราะเขาส่งเข้าไปอยู่ในมือถือเสียเป็นส่วนใหญ่
และเนื่องจากขนาดความกว้างของจอมือถือญี่ปุ่นเหมาะสำหรับหนังสือการ์ตูนมากที่สุด การ์ตูนญี่ปุ่นจึงฮิตที่สุดในมือถือคนญี่ปุ่นขณะนี้
ที่กำลังมาแรงก็เห็นจะเป็นหนังสือที่เขียนสำหรับเข้าจอมือถือ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงและค้นคว้าให้เหมาะสมอยู่ เนื่องจากจอมือถือยังเล็กเกินไปสำหรับการที่จะอ่านข้อความยาวๆ
แต่ก็มีนิยายหลายเรื่องแล้วที่ประสบความสำเร็จแม้หนังสือจะตัวเล็กๆจิ๋วๆก็เถอะ
คำบอกเล่าของเพื่อนชาวญี่ปุ่นทำให้ผมไปถึงบางอ้อเอาที่ใจกลางกรุงโตเกียวนั่นเอง
มิน่าล่ะคนโดยสารรถใต้ดินญี่ปุ่นวันนี้ถึงเพ่งสายตาไปที่จอมือถือตัวเองตลอดเวลา
แน่นอนบางส่วนอาจจะอ่านเมสเสจ หรือข้อความอะไรอื่นๆ หรืออาจเล่นเกมอยู่บ้าง
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นผสมผสานกับนวนิยายบางเรื่องที่จัดพิมพ์ลงเครื่องได้แล้ว
ปกติที่โน่นเขาจะห้ามพูดโทรศัพท์ในรถสาธารณะ ไม่ว่ารถใต้ดินหรือรถเมล์ เพราะถือเป็นการรบกวนผู้อื่น (ต่างจากของบ้านเรา พอขึ้นรถเมล์ หรือรถไฟฟ้าจะควักโทรศัพท์ออกมาพูดทันที เหมือนจะโอ่ว่าฉันพูดมาจากรถไฟฟ้านะยะ)
ผมไม่แน่ใจว่าทางการญี่ปุ่นเขาจะถึงขั้นจับและปรับสตางค์หรือไม่ถ้าใครบังอาจพูดโทรศัพท์ในรถใต้ดิน...แต่แน่ใจได้เลยว่าทุกๆขบวนรถเขาจะมีป้ายวงกลมขีดแดงๆ คล้ายๆป้ายห้ามสูบบุหรี่ นั่นแหละแปะไว้อย่างเด่นชัด
เปลี่ยนรูปวาดบุหรี่มาเป็นรูปโทรศัพท์มือถือแทนซึ่งแปลว่าห้ามพูดโทรศัพท์นั่นเอง
แต่การเปิดมือถืออ่านการ์ตูนไม่มีเสียงดังไม่รบกวนใคร จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ ซึ่งคนญี่ปุ่นก็กำลัง นิยมทำอยู่และน่าจะทำมากขึ้นเรื่อยๆ
นึกแล้วก็ชักเป็นห่วงสำนักพิมพ์หนังสือบ้านเรา โดยเฉพาะสำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนที่มี การ์ตูนดีๆเยอะเลยในสมัยนี้
ถ้าการ์ตูนไทยเข้าไปอยู่ในมือถืออย่างญี่ปุ่น กันซะหมด...สำนักพิมพ์การ์ตูนไทยจะเป็นยังไง บ้างก็ไม่รู้ซิ? เตรียมตัวหาคำตอบกันไว้บ้างเน้อ?
"ซูม"




















