ข่าว

วิดีโอ

อาชา ในหน้าประวัติศาสตร์

ม้าไม้เมืองทรอย

คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนพิเศษสัปดาห์นี้ขอนำเสนอเรื่องสัตว์โลกยอดนักวิ่งที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มาแต่โบราณ เพราะโลกเรานี้เปลี่ยนแปลงมาได้ก็ด้วยม้ามีส่วนช่วยมนุษย์มากอย่างที่ใครหลายคนคิดไม่ถึง

โดยเฉพาะชนชาตินักรบทั้งหลาย อย่างชาวมองโกลนั้นผูกพันกับม้ามาก ขนาดที่ว่ากันว่านอนบนหลังม้าก็ได้ เพราะเดิมเป็นชนเผ่าในทุ่งกว้างที่ต้องเดินทางบนหลังม้าเป็นเวลานานๆ อีกทั้งขุนศึกแห่งมองโกลไปจนถึงท่านข่านนั้นก็โปรดปรานม้าพันธุ์ดีเป็นอย่างมาก เป็นที่รู้กันว่าถ้าจะถวายบรรณาการให้ถูกพระทัยละก็ ม้าพันธุ์ดีสักตัวเป็น “เอาอยู่”

ในยุโรปเมื่อพูดถึงม้า เรามักนึกถึงการยุทธ์บนหลังอาชาอย่างที่อัศวินใส่ชุดเกราะขาววาววับขี่ม้าถือทวนพุ่งตรงเข้าหากัน แต่จริงแล้วยังมีเรื่องราวของม้าที่มากกว่าการสู้รบอีกมากครับ บางเรื่องเป็นต้นกำเนิดของศาสนาเอกแห่งโลก และบางเรื่องก็เป็นตำนานที่มีผลต่อพวกเราทุกคนในทุกวันนี้

เรามาดูเรื่องม้าระดับ “เซเลบ” ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์กันดีกว่าครับ

ม้ากัณฐกะ ม้าทรงของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นม้าที่มีลักษณะพิเศษคือเป็นสหชาติ (เกิดในวันเวลาเดียวกันกับพระพุทธเจ้า) พระคัมภีร์ปฐมสมโพธิ (อ่าน ปะถมสมโพด) ได้บรรยายไว้ว่า “สีขาวบริสุทธิ์ดุจสังข์อันขัดใหม่ศีรษะนั้นดำดุจสีแห่งกา มีเกศาในมุขประเทศ (หน้า) ขาวผ่องดุจไส้หญ้าปล้องงามสะอาด กอปรด้วยพหล กำลังมาก แลยืนประดิษฐานอยู่บนแท่นแก้วมณี”

ม้าไม้เมืองทรอย ม้าไม้นี้หาใช่ม้าของชาวโทรจันดังชื่อไม่ หากแต่เป็นม้าลวงของฝ่ายกรีกที่ต่อขึ้นมาเพราะว่าเบื่อในการรบที่ยืดเยื้อไม่แพ้ชนะเสียที เลยออกอุบายต่อม้าไม้ขึ้นมาโดยซ่อนขุนทหารไว้ข้างใน จากนั้นก็ทำทีพากันขึ้นเรือออกไปบางส่วนว่าเลิกรบกลับบ้าน พลตระเวนชาวโทรจันเดินมาพบเข้าพร้อมกับค่ายรบที่ดูร้างเลยพากันตื่นเต้นดีใจลากเอาม้าไม้ประหลาดที่พบเข้าไปฉลองในเมือง และนั่นก็คือหายนะแห่งกรุงทรอย

ม้าบูเซฟาลัสของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แรกเริ่มเดิมทีบูเซฟาลัสเป็นม้าที่ไม่มีใครเข้าใจ จนเกือบถูกขายทิ้งเอาไปใช้เป็นม้าทาสทำงานหนัก แต่เจ้าชายอเล็กซานเดอร์ทรงมีพระอัจฉริยภาพมองปราดเดียวก็ทราบว่า “ม้ากลัวแสง” ไม่กล้าหันหน้าไปทางตะวันออก จึงทรงชักอาชาให้หันไปทางย้อนแสงตะวัน จากนั้นบูเซฟาลัสก็กลายเป็นม้าประจำองค์ของจอมกษัตริย์ตลอดมา จนเมื่อตายลงองค์กษัตริย์ถึงแก่มีรับสั่งให้นำชื่อไปตั้งให้เมืองใหม่เพื่อเป็นเกียรติแก่ “บูเซฟาลัส”

ม้าเซ็กเทาของลิโป้ คนจีนถือกันว่ายอดขุนพลต้องมียอดอาชาคู่ใจ ลิโป้เป็นขุนทัพยิ่งใหญ่ที่เป็นยอดฝีมือในทางบู๊ท่านหนึ่งในสามก๊ก ได้รับตำแหน่งใหญ่จากตั๋งโต๊ะผู้ลิโป้ปฏิญาณว่าจะรักเสมือนบิดา โดยตั๋งโต๊ะหาม้าลักษณะดีสีแดงดั่งเพลิงมาให้เป็นของล่อใจ แค่นี้ก็ทำให้ลิโป้แปรพักตร์สังหารบิดาบุญธรรมเดิมมาหาบิดาบุญธรรมใหม่ได้ คำว่าเซ็กเทานี้เชื่อว่าไม่ใช่ชื่อม้า แต่เป็นชื่อพันธุ์ที่แข็งแรงฝีเท้าดีวิ่งได้ถึงวันละกว่าพันลี้ (520 กิโลเมตร)

ม้าสีหมอกของขุนแผน ครานี้มาถึงม้าของยอดขุนศึกไทยบ้าง “สีหมอก” ออกจะเป็นม้าไฮบริดอยู่สักหน่อย เพราะมีแม่เป็นม้าเทศแต่พ่อดันเป็น “ม้าน้ำ” ขุนแผนเห็นสีหมอกคึกโลดอยู่ก็รู้สึกถูกชะตาอยากได้ จึงใช้หญ้าเสกให้ม้าหลงและจ่ายเงินเป็นจำนวน 15 ตำลึงจึงได้ม้ามา กลายเป็นม้าคู่บุญของพ่อขุนแผนยอดชายมาแต่นั้น

ทัพม้าดินเผาของจิ๋นซี จอมจักรพรรดิผู้รวมชาติจีนที่บั้นปลายชีวิตกลัวความตายยิ่งชีพนี้ได้ทรงบัญชาให้สร้าง มหาสุสาน ไว้ให้พระองค์ในโลกหน้า โดยใช้เวลาถึง 38 ปีกว่าจะสร้างเสร็จ เพราะต้องบรรจุไว้ด้วยเมืองจำลอง และกองทัพไพร่พลรวมถึงอาชาศึกและรถศึกไว้อย่างพร้อมสรรพภายในเมืองกงเต๊กนั้นมีหุ่นดินเผาของม้าที่สง่าเหมือนจริงอยู่นับเป็นกองทัพเลยทีเดียว

ม้าบรอนซ์แห่งเวนิส หรืออาชาแห่งนักบุญมาระโก ถ้าไม่นับว่านี่เป็นประติมากรรมม้า ก็คงจะว่าเป็นม้าที่เดินทางไกลมาก เรื่องของเรื่องก็คือ เริ่มหล่อจากทองแดงในสมัยโรมันเรืองอำนาจ ถูกตั้งอยู่ในฮิปโปโดรมของกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ประเทศตุรกี) แล้วก็ถูกปล้นมาประดับที่จัตุรัสเซนต์มาร์คในนครเวนิส อิตาลี เมื่อปี 1204 จากนั้นเมื่อนโปเลียนยาตราเข้าเวนิส ม้าก็ถูกนำกลับไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประดับประตูชัยด้วย จนที่สุดก็ถูกพากลับคืนบ้านที่เวนิสเมื่อปี 1815 ครับ

ม้าแห่งประตูชัยแบรนเดนบูร์ก เป็นม้าเผ่นสี่ตัวแบบเดียวกับม้าที่เวนิส รูปแบบม้าเช่นนี้ละตินเรียกว่า “ควอดริกา (Quadriga)” ซึ่งแปลว่ารถศึกเทียมม้าสี่ ในที่นี้บนประตูชัยในกรุงเบอร์ลิน ผู้ที่ถือบังเหียนม้าทั้งสี่คือ “วิคตอเรีย” เทพีแห่งชัยชนะ มีเรื่อง สำคัญที่เล่ากันต่อมาว่าเมื่อนโปเลียนเข้ายึดกรุงเบอร์ลินได้แล้วนั้นได้เสด็จเลียบพระนครโดยลอดผ่านซุ้มประตูนี้ในปี 1806 แล้วก็ทรงโปรดให้ “ยก” ม้าทั้งสี่กลับไปยังปารีส แต่ต่อมาเมื่อนโปเลียนทรงพ่ายแพ้ ก็ถึงคราว “เอาคืน” ม้าทั้งสี่จึงได้กลับบ้าน จนมาถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นาซีเรืองอำนาจ ประตูแบรนเดนบูร์กถูกถล่มอย่างหนักจนประติมา– กรรมม้าทั้งสี่ต้องส่งเข้าโรงซ่อมยกใหญ่โดยเพิ่งเปิดใหม่เมื่อปี 2002

ม้านิลมังกร ที่สุนทรภู่รจนาไว้ในพระอภัยมณีนั้น มีลักษณะพิเศษคือ “เขี้ยวเป็นเพชรเกล็ดเป็นนิลลิ้นเป็นปาน ถึงเอาขวานฟันฟาดไม่ขาดรอน...”  ว่ากันว่าท่านได้เค้าเรื่องมาจากวรรณคดีโบราณเก่าก่อนอย่าง ไตรภูมิพระร่วง และจากเรื่องต่างประเทศอย่างอาหรับราตรี และไซ่ฮั่น ซึ่งในอาหรับราตรีก็มีกล่าวถึงสัตว์วิเศษเอาไว้มาก หากจะมีม้าประหลาดสักตัวก็เห็นจะไม่ใช่เรื่องแปลกนัก ม้านิลมังกรอาจได้เค้ามาจากม้าอาหรับก็เป็นได้

ม้าทรงของเทพโพไซดอน (เนปจูน) ทรงเป็นจอมเทพแห่งมหาสมุทร, แม่น้ำ ตลอดจนห้วยหนองคลองบึงและการเกิดน้ำท่วมน้ำแล้ง ส่วนเรื่องที่ว่าทรงเป็นเทพผู้ให้กำเนิดม้านี้ไม่ค่อยมีพูดถึงนัก โพไซดอนทรงเนรมิตม้าตัวแรกขึ้นมาในโลก เรื่องของเรื่องคือพระสมุทรทรงตกหลุมรักโพสพเทวีดีมีเตอร์เข้าเลยจัดการครีเอตของขวัญมีชีวิตให้นางประทับใจ นั่นก็คืออาชาตัวแรกของโลกครับ ส่วนม้าที่ทรงใช้ส่วนพระองค์เองนั้นเป็นม้าที่เหมาะกับงานมากครับคือเป็นม้าครึ่งบกครึ่งน้ำ ตัวเป็นม้าแต่หางเป็นปลาเรียก “ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus)” ซึ่งพระองค์มักจะทรงม้าสะเทินน้ำสะเทินบกนี้ไปในที่ต่างๆ

จะเห็นว่าม้าผูกพันกับมนุษย์มาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ บุคคลสำคัญหลายท่านก็มีม้าตัวโปรดที่ช่วยสร้างวีรกรรม สมกับวลีที่จารึกไว้ในสวนม้าแห่งเคนตักกีว่า

“ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ถูกจารึกจากหลังม้า.”


โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุซ และ
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

 

1 ก.ย. 2555 10:59 1 ก.ย. 2555 11:07 ไทยรัฐ