ข่าว

วิดีโอ

เมื่อสลัดคืนสู่สมุทร

สลัดเคราดำออกศึก

สลัด (Pirate) โดยทั่วไปหมายถึงอาชญากรรมผู้ปฏิบัติการปล้นสะดมในท้องทะเล หากทว่าก็ยังอาจกระทำการครอบคลุมรวมถึงบนแผ่นดินหรือแม้กระทั่งบนท้องฟ้า (เช่นสลัดอากาศ) และมักเป็นการบุกรุกข้ามเขตแดนโดยบุคคลที่มิใช่คนของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐจะใช้คำว่า Privateer เช่นในกรณีการปล้นเรือฝ่ายตรงข้ามในยามสงคราม)

สลัดท้องทะเลมีมาแต่โบราณกาล แล้วก็เลือนหายไปเป็นเวลานาน แต่บัดนี้ได้หวนกลับคืนมาและอาละวาดหนักมือยิ่งกว่าเดิม จนเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการค้าหรือขนส่งทางเรือในทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสลัดอาจย้อนกลับไปแต่ครั้ง 1,400 ปีก่อน ค.ศ. เมื่อท้องทะเลย่านเอเจียน (Aegean) และเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ถูกก่อกวนโดยสลัดโด่งดังสองพวก คือชนเผ่าอิลลีเรียน (liiyrian) กับไทร์เรเนียน (Tyrrenian) ที่ปล้นสินค้าของขบวนเรือฟีนีเชียน (Phoenician) เป็นประจำ แถมยังจับเอาเด็กทั้งชายและหญิงไปขายเป็นทาสอีกด้วย

ราว 300 ปีก่อน ค.ศ. สลัดอิลลีเรียนซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรบัลข่าน (Balkan Peninsula) ได้อาละวาดในย่านทะเล อะเดรียติก (Adriatic) เสียจนอาณาจักรโรมันทนไม่ไหว ในปี 168 ก่อน ค.ศ. โรมันจึงยกกำลังไปปราบดินแดนอิลลีเรียจนราบ คาบ และยึดเป็นเมือง ขึ้นทำให้ขบวนการสลัดสงบลงชั่วขณะ

กระทั่งล่วงถึง 100 ปี ก่อน ค.ศ.  ได้มีแหล่งโจรสลัดชุมนุมอยู่แถบชายฝั่งอนาโตเลีย (Anatolian coast) คอยดักปล้นเรือสินค้าโรมันทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และในปีที่ 75 ก่อน ค.ศ.นั้นเองก็ได้ทำการอุกอาจ โดยสลัดชาวซิลิเชีย (Cilician) ได้จับเอาจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ผู้มีอำนาจแห่งโรมันในขณะที่เขาแล่นเรือข้ามทะเลเอเจียนเพื่อเอาตัวไปเรียกค่าไถ่ โดยประสงค์เรียกจากโรมันเป็นจำนวนทองคำ 20 ทาเลนท์ (Talent ประมาณ 32 กิโลกรัม) แต่ซีซาร์มิได้หวั่นไหวแม้ตกเป็นเชลย เขาทักท้วงว่าค่าตัวของเขานั้นอย่างน้อยก็ต้อง 50 ทาเลนท์ขึ้นไป เหล่าสลัดจึงเปลี่ยนเป็นเรียกค่าไถ่ 50 ทาเลนท์ พอได้รับค่าไถ่แล้วก็ปล่อยซีซาร์เป็นอิสระ เขากลับไปโรมแล้วจัดกองทัพเรือออกไล่ล่าสลัด จับเอามาตรึงกางเขนซะ

กาลต่อมาก็ยังคงมีสลัดปฏิบัติการปล้นเป็นครั้งคราวเรื่อยมา และมาโด่งดังเอาในช่วงศตวรรษที่ 8 และ 12 เมื่อเหล่านักรบไวกิ้ง (Viking) จากแถบสแกนดิเนเวีย แล่นเรือเข้ามาปล้นรุกรานทั่วแถบชายฝั่งตะวันตกของยุโรป แล้วก็ยังระรานตลอดลงไปถึงแอฟริกาเหนือ ย่านทะเลบอลติก (Baltic Sea) เลื้อยตามแม่น้ำไปถึงยุโรปตะวันออกจดทะเลดำ (Black Sea) กับเปอร์เซีย ด้วยว่ายุโรปขณะนั้นยังไม่รวมตัวเป็นพลังที่พอจะต้านทานสลัดไวกิ้งที่เหี้ยมหาญได้

แต่จอมสลัดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของเด็กๆทั่วโลกนั้นแน่นอนว่าคือ สลัดเคราดำ (Blackbeard) ผู้มีพฤติกรรมในรูปแบบ “ไพรเวเตียร์” คือกึ่งอาชญากรกึ่งทหารรับจ้างของรัฐนั่นเอง สลัดประเภทนี้ปรากฏตัวขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 ระหว่างเกิดสงครามของเหล่าประเทศล่าอาณานิคมในอเมริกา และประเทศคู่สงครามก็ได้ว่าจ้างให้กองเรือสลัดออกก่อกวนโจมตีเรือของอริ เช่น อังกฤษที่ทำศึกกับฝรั่งเศสและสเปน ก็ได้ออกใบอนุญาตให้เหล่ากัปตันเรือทั้งหลายออกตระเวนค้นหาเรือสินค้าทั้งสองประเทศนี้ และปล้นสะดมได้ตามใจชอบ

แต่ครั้นเมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1713 บรรดาสลัดรับจ้างก็หมดสัญญากับทางรัฐ จึงออกทำการปล้นอย่างเสรีเพื่อหาเลี้ยงชีพ จัดว่าเป็นยุคทองของเรือสลัดทั้งหลายก็ว่าได้

โดยเฉพาะ “สลัดเคราดำ” ที่แม้แต่เด็กๆก็ยังหวาดกลัว ด้วยเคราดกดำและเรือนร่างสูงตระหง่านหกฟุตสองนิ้ว ทำให้ยิ่งข่มคนทั่วไปที่มีความสูงเฉลี่ยเพียงห้าฟุตหกนิ้ว

ชื่อจริงของจอมสลัดเชื้อชาติอังกฤษผู้นี้คือ เอ็ดวาร์ด  ดรัมมอนด์ (Edward Drummond) แต่อีกกระแสก็ว่าชื่อเอ็ดวาร์ด ทีช  (Edward Teach) เรือบัญชาการของโจรสลัดเคราดำมีชื่อว่า  “The Queen Anne’s Revenge” และมีกองเรืออีกอย่างน้อย 45 ลำที่อยู่ใต้การบัญชาของเขา

ความยิ่งใหญ่ของสลัดเคราดำทำให้เขาเหิมเกริมและพาตนเองไปสู่จุดจบ โดยในราวเดือนพฤษภาคม  ค.ศ. 1718  กองเรือสลัดเคราดำได้ปิดกั้นอ่าวเมืองชาร์จสตัน แล้วปล้นเรือที่แล่นเข้า-ออกอ่าวรวมเบ็ดเสร็จถึงแปดลำ เหตุนี้ทำให้รัฐบาลสุดทน จึงส่งทัพเรือหลวงมาจัดการปราบปราม ผลจากการสู้รบอย่างดุเดือดทำให้จอมสลัดเคราดำโดนกระสุนปืนคาบศิลาเข้าไปห้านัด รวมกับถูกแทงด้วยดาบพรุนกว่ายี่สิบแผล หัวของเขาโดนตัดออกจากร่างแล้วนำไปแขวนประจานไว้ที่แฮมพ์ตันโรดส์ (Hampton Rhodes) สถานที่นี้จึงได้ชื่อว่า “จุดสลัดเคราดำ (Blackbeard’s Point)” ปิดฉากเรื่องราวอื้อฉาวของสลัดแห่งแคริบเบียนไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตามอีกซีกหนึ่งของโลกก็กลับมีสลัดโผล่ขึ้นมาราวดอกเห็ดและอยู่ยั่งยืนยาวนานหลายศตวรรษ นั่นคือสลัดแห่งเมดิเตอร์เรเนียน หรือรู้จักกันดีในชื่อ “บาร์บารี คอร์แซร์ (Barbary Corsair)” ทั้งนี้เพราะแหล่งปฏิบัติการของสลัดพวกนี้คือ บริเวณชายฝั่งบาร์บารีทางตอนบนของแอฟริกาเหนือ การปล้นสะดมได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดาเรือสินค้าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรืออเมริกันที่กำลังเริ่มสร้างเส้นทางค้าขายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เนื่องจากพวกมันมิได้ปล้นยึดแต่เพียงสินค้า หากยังจับตัวนายพาณิชหนุ่มๆที่กำลังสร้างตัวไว้เรียกค่าไถ่อีกด้วย โรเบิร์ต เดวิส นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 19 มีชาวยุโรปถูกสลัดบาร์บารีจับตัวนำไปขายเป็นทาสในแอฟริกาและอาณาจักรออตโตมาน ถึง 1-1.25 ล้านคน!

สลัดที่โด่งดังที่สุดได้แก่ ออตโตมาน เฮย์เรดดิน (Ottoman Hayreddin) กับพี่ชายชื่อโอรุก  รีส (Oruc Reis) หรือสมญาว่า “สลัดเคราแดง”

กระทั่งเมื่อ ถึงจุดหนึ่งซึ่งลูกนาวีอเมริกันนับพันๆคนโดนสลัดบาร์บารีจับไป รัฐบาล สหรัฐฯก็ทนไม่ไหว จึงร่วมมือกับนาวีอังกฤษสร้างเรือรบขนาดใหญ่ความเร็วสูงขึ้นแล้วออกตระเวนไล่ล่าสลัดบาร์บารี จนถึงแม้กระทั่งยกพลขึ้นบกที่เมืองตริโปลี (Tripoli) บนฝั่งทวีปแอฟริกาเหนือเพื่อตามจับสลัดเหล่านี้ พอจับได้ก็ไม่ต้องมีการไต่สวนใดๆทั้งสิ้น ใช้ศาลเตี้ยตัดสินแขวนคอทันที

ด้วยเหตุนี้จึงได้ถือว่าในปี ค.ศ. 1830 บรรดาสลัดทั้งหลายในย่านน้ำทั่วโลกก็เหลืออยู่ในเพียงตำนานเท่านั้น

เหตุการณ์สลัดมาโด่งดังอีกครั้งก็ล่วงเข้าปี ค.ศ.1974  เมื่อสหรัฐฯถอนกำลังทัพออกจากเวียดนาม ทำให้ประชาชนญวนนับแสนลี้ภัยออกนอกประเทศ หนีอันตรายจากคอมมิวนิสต์  ซึ่งหนทางเดียวที่หนีได้ก็ด้วยประดาเหล่าเรือหาปลาเก่าๆผุๆที่มีอยู่ ทุกคน ขนเอาทรัพย์สินสมบัติเงินทองที่มีค่าติดตัวไปด้วยเพียบ และแล้ว...ธงหัวกะโหลกกระดูกไขว้ก็ถูกชักขึ้นเสาอีกครั้ง

ทันทีที่เหล่าเรือญวนแล่นออกมาไกลพ้นน่านน้ำเวียดนาม พวกเขาก็โดนโจมตี หลายพันคนถูกฆ่าและโยนทิ้งลงทะเล หลายพันถูกข่มขืน หลายพันถูกทรมานทรกรรม

จากรายงาน “คนเรือแตก” ปี 1981 เพียงปีเดียว ระบุว่ามีเรือญวนอพยพจำนวน 455 ลำแล่นมาถึงฝั่งดินแดนประเทศ ไทย สามในสี่ของเรือทั้งหมดโดนบุกรุกปล้นตีชิงโดยเรือสลัด คนญวน 600 คน ถูกฆ่าทิ้ง และข่มขืนจำนวนพอๆกัน เหล่าสลัดชั่วช้างัดแงะเอาทองที่อุดฟัน หรือกระทั่งจากที่ติดตัวเด็กทารก

ครั้นแล้วก็มาถึงยุคของโจรสลัดในยุคปัจจุบันทุกวันนี้  เมื่อการขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มขึ้นทั่วทุกมุมโลก กลายเป็นเหยื่อชิ้นงามที่

สลัดทะเลจ้องเขมือบ ภายในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา มีเรือสลัดอุบัติขึ้นตามชายฝั่งหลายประเทศ ไม่ว่าฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ โซมาเลีย ไนจีเรีย แอฟริกาตะวันตก บราซิล โคลอมเบีย ตลอดจนบางประเทศริมเมดิเตอร์เรเนียน อาณาเขตชายฝั่งเหล่านี้ถูกเป็น “เขตสลัดอันตราย (Pirate Hot Zones)”

สลัดยุคใหม่มักใช้เรือเล็กแต่อุปกรณ์ทันสมัยเพียบ ทั้งมือถือดาวเทียม จีพีเอส ระบบโซนาร์ เฉพาะจาก ม.ค.ถึง ก.ย. ปี 2009 มีสถิติเรือสินค้าที่แล่นในแถบอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) และนอกฝั่งโซมาเลีย (Somalia) ได้ถูกสลัดโจมตีถึง 306 ลำ ซึ่งในบางกรณีสลัดจะไม่สนใจสินค้าที่บรรทุกมา แต่จะมุ่งฉกฉวยทรัพย์สมบัติของผู้โดยสาร ตลอดจนตู้เซฟของเรือที่เก็บเงินก้อนใหญ่ไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย บางกรณีสลัดจะไล่ลูกเรือไป แล้วนำเรือเข้าฝั่งไปแปลงโฉมเป็นเรือลำใหม่เพื่อขายหรือใช้ต่อไป  ยิ่งกว่านั้นที่นิยมทำอยู่ในขณะนี้คือ การคุมตัวเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของเรือไว้แล้วเรียกค่าไถ่อย่างได้ผลตอบแทนสูงแทบทุกราย

จากการประเมินในปี ค.ศ.2011 ระบุว่า อนาคตจะมีเรือสลัดโซมาเลีย เพิ่มขึ้นปีละ 400 ลำ โดยมีสิ่งจูงใจก็คือ มูลค่าจากการปล้นที่สูงถึง 8,000 ดอลลาร์ฯเฉพาะปี 2010 ปีเดียว ซึ่งเฉลี่ยแล้วรายได้สลัดแต่ละคนอยู่ราวปีละ 80,000 ดอลลาร์ฯ (2,400,000 บาท) สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของคนโซมาเลียประมาณ 150 เท่า

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากสารคดีเรื่อง Return of the Pirates ของ TRUE VISION ช่อง HISTORY ครับ.


โดย ไอแสค อาศิระ และทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

 

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสลัดอาจย้อนกลับไปแต่ครั้ง 1,400 ปีก่อน ค.ศ. เมื่อท้องทะเลย่านเอเจียน (Aegean) และเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ถูกก่อกวนโดยสลัดโด่งดังสองพวก คือชนเผ่าอิลลีเรียน (liiyrian) กับไทร์เรเนียน (Tyrrenian) ที่ปล้นสินค้าของขบวนเรือฟีนีเชียน (Phoenician) เป็นประจำ ... 3 มี.ค. 2555 10:54 3 มี.ค. 2555 11:00 ไทยรัฐ