ดัชนีหุ้นวันที่ 8 ก.พ. 53 ปิดที่ 688.09 จุด ลดลง 3.32 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 12,723.75 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,829.50 ล้านบาท
หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด BANPU ปิดที่ 536 บาท ลดลง 4 บาท, PTTEP ปิดที่ 131.50 บาท ลดลง 0.50 บาท, PTTCH ปิดที่ 76.50 บาท ลดลง 2 บาท, PTT ปิดที่ 217 บาท ลดลง 1 บาท และ BBL ปิดที่ 107.50 บาท ลดลง 4 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวง มองตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง รวมทั้งตลาดหุ้นไทย โดยได้รับปัจจัยลบกดดันจากราคาสินค้าในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลกระทบให้ราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานและหุ้นโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง
ขณะที่ตลาดยังกังวลกับปัญหาหนี้สินในกลุ่มประเทศยุโรป ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโรและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย และทำให้เม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาลงทุนในเอเชียชะลอตัวลง
ทั้งนี้ มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น คาดว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อ โดยด้านเทคนิค มองแนวรับไว้ที่ 680 จุด แต่การเคลื่อนไหวจะขึ้นอยู่กับทิศทางของดัชนีดาวโจนส์ หากปรับขึ้นในแดนบวก ประเมินว่าดัชนีจะสามารถยืนที่ระดับ 680 จุด แต่หากดาวโจนส์ปรับตัวลง แนวรับของตลาดหุ้นไทยอาจลงไปอยู่ที่ 660 จุด ขณะที่มองแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 695 จุด นอกจากนี้ ยังประเมินทิศทางหุ้นไทยในระยะกลางอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากมีตัวแปรเชิงลบกดดันจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ
แนะกลยุทธ์การลงทุน ช่วงนี้ให้ชะลอการลงทุน หรือหากคันไม้คันมืออยากซื้อหุ้น ก็แนะให้ลงทุนในหุ้น Defensive และหุ้นจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราสูง เช่น CPF และ ADVANC
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า มีโอกาสปรับตัวลดลง โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 675-690 จุด เนื่องจากภาวะตลาดระยะนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกที่โดดเด่นเข้ามากระตุ้นการลงทุนอย่างชัดเจน อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงกดดันจากปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะที่จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงช่วงก่อนหรือหลังวันที่ 26 ก.พ. ที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี
กลยุทธ์การลงทุน ให้เทรดดิ้งซื้อขายเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง และทยอยซื้อหุ้นเมื่อดัชนีร่วงลงแตะ 680 จุด โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 675 จุด ส่วนประเมินแนวต้านอยู่ที่ 690 จุด.
อินเด็กซ์ 51





















