ข่าว

วิดีโอ

"ยิ่งลักษณ์"ก้าวข้ามการเมือง บูรณาการประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


ไม่ใช่แต่เราๆท่านๆเท่านั้น ที่เป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวในอัตราต่ำ จนทำให้กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยในสังคมซึ่งจน เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และด้อยโอกาส หรือแม้แต่จะเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็อาจอยู่ยาก หากกิจการบางกลุ่ม เช่น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เรียกว่าเอสเอ็มอี อยู่ไม่ได้และมีอันต้องล้มหายตายจากไปอีกครั้ง!

ด้วยเหตุเพราะเศรษฐกิจเติบโตได้เพียง 3% ไม่มากพอจะดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่อค่าครองชีพ และต้นทุนต่างๆปรับตัวเพิ่มขึ้น
แต่นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอง ก็แสดงความวิตกกังวลกับเรื่องนี้ และออกปากบอกกับพวกเราใน ทีมเศรษฐกิจ ว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอต้องทำงานหนักและเดินสายไปโรดโชว์ต่างประเทศตลอดเวลา เพื่อนำนักธุรกิจไทยเอาสินค้าของตนและของประเทศไทยในรูปแบบต่างๆออกไปขาย พร้อมกับชักชวนผู้คนให้เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้เงินตราต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ก็เดินสายไปขอรับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจหลักๆ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เพื่อช่วยรัฐในการทำให้ผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากในประเทศ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ด้วยวิธีที่รัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะบรรดาธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ร่วมด้วยช่วยกันทำ ทั้งในการแก้ไขกฎ กติกาที่เป็นอุปสรรค และเรื่องสำคัญอื่นๆ

ความห่วงใยต่อตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจข้างต้นนี้ เป็นเหตุผลให้นายกรัฐมนตรี ตอบรับการขอสัมภาษณ์พิเศษกับ ทีมเศรษฐกิจ แบบเปิดอกและตรงไปตรงมา

และเปิดฉากกับเราด้วยความยืนยันหนักแน่นว่า ตัวเธอและคณะรัฐบาลชุดนี้ ต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3.8–4.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งอาจจะสูงกว่าตัวเลขที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

จริงๆแล้วท่านนายกฯมองภาพรวมเศรษฐกิจเวลานี้อย่างไร

อย่างที่เคยเรียนไว้ว่า เราเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่ทันไร ก็เกิดสภาวะน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศเกือบครึ่งค่อนปี และนั่นทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเกือบจะติดลบ พอเข้าสู่ปี 2555 การผลิตรวมถึงกำลังซื้อ ก็ดีดกลับขึ้นมาเป็นบวกได้ และทำให้จีดีพีขยายตัว 6.7%

เพราะรัฐบาลอัดฉีดเงินจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยในการฟื้นฟูสภาพหลังน้ำท่วม สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ปีต่อไป ทั้งโรงงานและเรือกสวนไร่นาจะไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นปีนั้นอีก

แต่มาปีนี้ ถ้าเรามองสถานการณ์รอบตัวเราและประเทศต่างๆ ก็จะพบว่า ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์เดียวกัน คือ การส่งออกปรับตัวลดลง เพราะเศรษฐกิจตลาดหลักของโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะพวก Big Three ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึง จีน

โฟกัสเข้ามาดู Growth (การเติบโต) ในอาเซียนเอง ก็ปรับตัวลดลงในหลายประเทศ ส่วนของประเทศไทยจะเห็นชัดเจนว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกลดลงอย่างหนักก็คือ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นไปเป็นระยะเวลานานจนกระทั่งถึง 28 บาทกว่าต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เหตุนี้ทำให้การส่งออกในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวลดลงในลักษณะที่ติดลบ ซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้สินค้าของประเทศไทยแข่งขันกับใครไม่ได้

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การทำงานเชิงรุกของรัฐบาลในทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาสและรายได้ต่ำ เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ก็ทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เติบโตได้ประมาณ 4.1%

ไม่ใช่ไม่เติบโตเลย หรือ ติดลบนะคะ!!

เพราะฉะนั้น ครึ่งหลังของปี ดิฉันคิดว่า เรายังมีโอกาสที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไปได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นักธุรกิจโดยเฉพาะที่มาจากสมาคมธนาคารไทยคิดอย่างไร

เขาคิดแบบเดียวกับเรา คือ เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้ทั้งใน 2 ทาง คือ ทั้งในกรณีที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังไม่ได้เริ่มปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ลง นั่นอาจทำให้มีเงินทุนไหลกลับ ถ้ากลับมาคราวนี้ รัฐบาลและภาคเอกชนจะร่วมมือกันดึงเงินเหล่านั้นไปลงทุนในทางตรงที่ทำให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ

ขณะที่อีกกรณี ถ้าเฟดเริ่มปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณลง เราคิดว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลง ส่วนจะเป็นเท่าไหร่ คงไปพูดก่อนล่วงหน้าไม่ได้ และเมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวลง โอกาสการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น และดึงให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น เพราะการส่งออกมีสัดส่วนราว 70% ของจีดีพีประเทศ

จริงๆแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี รัฐบาลวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไว้ในเรื่องของการลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 350,000 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน

การลงทุนในโครงการนี้จะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ขึ้นในหมู่ประชาชน และนั่นก็จะทำให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ

ทำไมเราจึงพยายามทำคลอดแผนบริหารจัดการน้ำออกมาให้เร็วรู้ไหม ก็เพราะเรากลัวว่า บรรดาประเทศที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยจะยกทัพย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศอื่น หรือประเทศรอบบ้านเรากันหมด เราจึงให้ทำแผนยุทธศาสตร์นี้ขึ้น เพื่อให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบและวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยใหม่

ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ วันนั้น เขาคงตัดสินใจไปกันหมดแล้ว!

แต่เมื่อโครงการนี้ถูกหยุดไว้ด้วยคำสั่งศาล แม้ปัจจุบันจะขอให้สถาบันการศึกษาต่างๆเร่งรัดการทำประชาพิจารณ์ แต่ดิฉันไม่อาจบอกได้ว่า รัฐบาลจะเริ่มลงมือโครงการนี้ได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่?!

นายแบงก์ถามถึงโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทด้วยหรือไม่

ถามค่ะ และเขาเห็นด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องทำโครงการขนาดใหญ่เหมือนประเทศอื่นๆบ้าง หลังจากที่ไม่มีหรือไม่ได้ลงทุนโครงการขนาดใหญ่ๆมาหลายปี นับแต่การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ

โครงการขอกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจากรัฐสภา เป็นอีกยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลคาดหวังว่า จะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี หรือในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า และปีต่อๆไปอีก 7 ปีข้างหน้า

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับโครงการนี้ เช่นว่า ทำไมเราไม่ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี

ดิฉันว่า จริงๆทุกฝ่ายรับรู้กันดีว่างบประมาณรายจ่ายที่นำเสนอเป็นพระราชบัญญัติสู่รัฐสภานั้น มีเงินเหลือให้รัฐบาลนำไปลงทุนมากน้อยเพียงใด...แทบไม่มีเลย!!

ลองไปเปิดงบประมาณดูจะพบว่า งบรายจ่ายประจำที่ต้องใช้จ่ายไปในเรื่องของเงินเดือนข้าราชการ ลูกจ้าง รวมถึงองค์กรอิสระ ค่าพัสดุภัณฑ์ต่างๆ และค่าซ่อมบำรุงของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระนั้น มีสัดส่วนสูงราว 70-80% ของงบประมาณรายจ่าย ส่วนที่เหลือต้องเอาไปใช้หนี้ และเหลืออีกที ก็จะมีเงินให้รัฐบาลไปลงทุนแสนกว่าล้านบาท รวมรายการที่มีงบผูกพันข้ามปีจากหน่วยงานต่างๆเข้ามากินสัดส่วนนี้ไปด้วย
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องนำเสนอโครงการนี้ หลุดพ้นออกจากงบประมาณแผ่นดินออกมา แล้วขอรัฐสภากู้เงินทีเดียว แต่ใช้ไปได้อย่างต่อเนื่องถึง 7 ปี

เพราะเป็นโครงการใหญ่ที่จัดได้ว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบการคมนาคมและการขนส่งของประเทศ เป็นระบบโลจิสติกส์หลักที่จะใช้ “ราง”  เข้ามาช่วยในการลดต้นทุนการขนส่งของประเทศซึ่งสูงมากถึง 15% ลง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งทั้งหลายมีสัดส่วนเรื่องค่าขนส่งต่ำกว่าประเทศไทยมาก

ผู้คนสงสัยว่า ถ้าต้องการเช่นนั้นจริงๆ ทำไมถึงทำระยะทางสั้นมาก

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่า เราต้องการวาง “เส้นเลือดใหญ่” อย่างเช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งจะมีรถไฟรางคู่รับผู้คนเอาไปส่งตามเมืองต่างๆ พร้อมกับมีเครือข่ายถนนที่จะเป็น “เส้นเลือดเล็กๆ” กระจายสู่ท้องถิ่น เช่นเดียวกับเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง หรือ เส้นทาง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา (โคราช)

ถ้ารัฐบาลจีนทำเส้นทางรถไฟจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวเข้ามาเชื่อมกับประเทศไทยที่หนองคาย รัฐบาลไทยก็สามารถทำเส้นทางเชื่อมต่อจากโคราชไปจนถึงหนองคายได้

มันก็เหมือนเส้นเลือดใหญ่ในตัวเราที่ต้องมีเส้นเลือดฝอยไปหล่อเลี้ยงร่างกายในส่วนต่างๆนั่นเอง!

ต้องไม่ลืมด้วยว่า รัฐบาลใช้เงินลงทุนเพียง 2 ล้านล้านบาท วัตถุประสงค์ของการใช้เงินจึงต้องชัดเจนว่า เราจะทำอะไร ลองหลับตานึกภาพดู เมื่อมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงตัดผ่านเมืองต่างๆเกิดขึ้น นั่นจะนำพาความเจริญของเมืองใหม่จำนวนมาก เกิดขึ้นตามรายทางที่รถไฟตัดผ่านด้วย และสิ่งที่จะตามมาอีกก็คือ เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่แท้จริงของท้องถิ่นและชนบทเอง

ถ้าเส้นทางของรถไฟความเร็วสูงนั้นๆมีความต้องการเพิ่มขึ้น และรัฐบาลหน้าเห็นว่าความต้องการมีมากพอ จะสร้างส่วนต่อขยายยาวออกไปอีก ก็ย่อมทำได้ไม่ยาก เพราะเรามีโครงสร้างหลักวางไว้ให้อยู่แล้ว

ก็เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้สร้าง เขาประเมินว่าจะมีผู้คนไม่มาก แต่เมื่อสร้างเสร็จ จำนวนผู้โดยสารกลับเพิ่มขึ้นสูงมาก

จนสุวรรณภูมิแน่นขนัด ต้องเร่งดำเนินการส่วนต่อขยายโดยเร็ว และเอาผู้โดยสารในประเทศย้ายมาอยู่ที่สนามบินดอนเมืองก่อน

ฟังอย่างนี้แล้ว สมาคมธนาคารไทยเลยขอให้รัฐบาลประสบผลสำเร็จจากการขออนุมัติรัฐสภากู้เงินมาลงทุนให้ได้

กรณีเลวร้ายสุดในสภาวะการณ์ที่อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงเช่นนี้ มีแผนอื่นไหม

เราไม่พยายามเอาประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงาน ไม่งั้นก็ทำงานไม่ได้ ดิฉันมองว่า ประเทศชาติจะต้องเดินหน้าต่อไปไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร...

จริงๆนะ ดิฉันอยากขอให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาร่วมมือกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ ดีกว่าจะมาสกัดกั้นการทำงานหรือนโยบายของรัฐบาล ตัวดิฉันเองก็พร้อมเสมอที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำไปปฏิบัติและแก้ไข...

เรื่องที่ใครทำอะไรไม่ถูก ประชาชนก็สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ที่สำคัญ เรามีองค์กรอิสระมากมายที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ตั้งแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะผู้ตรวจการ แผ่นดิน ศาล หรือแม้แต่องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน ของคุณประมนต์ สุธีวงศ์

ส่วนที่ถามว่า กรณีเลวร้ายสุด ถ้ารัฐบาลไม่ได้ทำโครงการนี้ เราก็ต้องกลับมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่าที่มีอยู่ ก็อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า รัฐบาลคงใช้อะไรไม่ได้มาก เพราะมีค่าใช้จ่ายประจำเต็มไปหมด

ที่รัฐบาลจะทำได้อีกเรื่องก็คือ เร่งรัดการเบิกจ่ายของหน่วยราชการต่างๆ และรัฐวิสาหกิจเพื่อช่วยกระตุ้นสภาพคล่องทางการเงิน และเกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ

ดิฉันก็อาจจะต้องเดินทางออกไปต่างประเทศมากขึ้นอีก เพื่อชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น หันไปปรับเปลี่ยนกฎ กติกาที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการที่ภาคสถาบันการเงินจะให้เงินกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็กอย่างเอสเอ็มอี เพื่อให้มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้มากขึ้น

อีกเรื่องที่สำคัญและต้องทำก็คือ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิตและเทคโนโลยีของประเทศใหม่ ดิฉันยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยที่การผลิตของประเทศไทยตามไม่ทัน เมื่อไม่ทันก็สู้เขาไม่ได้

นายกฯไปต่างประเทศบ่อย ควรอธิบายให้ผู้คนเข้าใจมากกว่านี้ไหมว่าไปทำอะไร

ดีเลย ทำไมต้องไปต่างประเทศบ่อยๆใช่ไหม? ตอนต้นๆก็ได้ตอบไปแล้ว ว่าพานักธุรกิจไปขายของและไปดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยเยอะๆ

แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปที่ไม่เคยพูดกับใครเลยก็คือ ตลอดช่วงเวลาของการปฏิวัติรัฐประหาร 7–8 ปีที่ผ่านมา สัญญาซื้อขายก็ดี การเจรจาการค้าหรือข้อตกลงต่างๆ แม้แต่เรื่องของ FTA (Free Trade Area) เขตการค้าเสรีระหว่างประเทศของประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยเฉพาะที่ต้องทำกับยุโรปก็ดี ถูกระงับไว้สิ้นเชิงในทุกรายการ เพราะเขาไม่เจรจากับประเทศที่มีรัฐประหาร!

การไม่เดินหน้าเลยหรือหยุดอยู่กับที่ แปลว่า ถอยหลังและติดลบ ใช่ไหมคะ!!

เหตุผลเดียวกันนี้ คือสิ่งที่ทำให้ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 เพื่อเปิดให้รัฐบาลทำข้อตกลงการค้าเสรีได้โดยอัตโนมัติ เพราะเป็นงานที่ต้องทำเร่งด่วน เป็นเรื่องการค้าขายที่เอารายได้เข้าประเทศ ซึ่งไม่ควรมีอุปสรรคและไม่ใช่เรื่องที่ต้องนำไปผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ขึ้นปีที่ 3 ของการทำงานแล้ว เคยประเมินผลงานตัวเองหรือไม่


ไม่เคยเลยนะ เราจะประเมินตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นประเมิน ที่ผ่านมาก็มีโพลของมหาวิทยาลัยต่างๆออกมามากมาย นั่นบอกให้เรารู้ว่า ประชาชนจับตาดูเราอยู่ ทุกครั้งถ้าโพลออกมาไม่ดี เราก็จะต้องเร่งปรับปรุงการทำงานให้เร็วขึ้นและดีขึ้น ส่วนเรื่องที่ถูกโจมตีและต้องเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ตลอด ก็เพราะเรามัวแต่มุ่งมั่นทำงานเชิงรุกของเราไป และก็ใช้ความอดทนเป็นที่ตั้ง

จริงๆแล้วทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่สงบในภาคใต้ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร ข้าว หรือยางอยู่ในใจดิฉันมาตลอดว่าจะต้องแก้ไขให้ได้

...ส่วนเรื่องที่การเมืองทั้งในและนอกสภาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลอาจอยู่ไม่ครบเทอม หรือต้องยุบสภากลางคันนั้น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ส่งยิ้มพิมพ์ใจให้กับเรา แล้วตบท้ายบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ว่า เธอยังคงมุ่งมั่นจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้.


ทีมเศรษฐกิจ

22 ก.ย. 2556 13:15 22 ก.ย. 2556 13:15 ไทยรัฐ