บริการข่าวไทยรัฐ

ไทย กับ ประชาคมอาเซียน 2 กูรูตรวจความพร้อม AEC ก่อนเปิดเสรี

ศรีรัตน์ - ดร.อัทธ์


2 กูรูตรวจความพร้อม AEC ก่อนเปิดเสรี

ณ วันนี้ ถ้าถามคนไทยทั้งประเทศว่ารู้จักและเข้าใจ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ ASEAN Economic Community ที่ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นอีก 9 ประเทศรวมกลุ่มกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ภายในปี 2558 แล้ว

เชื่อแน่ว่าคงมีน้อยคนนักที่จะตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “รู้จัก” และ “เข้าใจ”

คนส่วนใหญ่คงยังงงอยู่ว่า “AEC”  คืออะไร และยังไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรในชีวิตประจำวัน หรือจะได้ประโยชน์อะไร ทั้งที่เมื่อไทยก้าวเข้าสู่การเป็นเออีซีแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายภายในประเทศ

โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ระหว่างสมาชิก 10 ประเทศที่จะทำได้โดยเสรีมากขึ้น แต่ยังอยู่ภายใต้ ข้อกำหนดและข้อตกลงที่มีร่วมกัน

การเปิดเสรีดังกล่าวจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล สำหรับผู้มีความพร้อมจะแข่งขันกับนักลงทุนหรือแรงงานจากอาเซียนด้วยกันเอง ขณะเดียวกันจะนำมาซึ่งความเสีย เปรียบและผลกระทบมากมาย สำหรับกลุ่มคนหรือกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่มีความพร้อม และยังไม่ได้ปรับตัวรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น

จนถึงขณะนี้ มีใครหรือบริษัทใดบ้างที่ปรับตัวรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแล้ว?

คำตอบคงไม่ต่างจากคำถามแรก คงมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ตื่นตัว และปรับตัวแล้ว ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลย

ณ นาทีนี้ รัฐบาลชุดใหม่กำลังเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า โดยมุ่งสร้างสมดุลประเทศไทย ด้วยการดำเนินนโยบายประชานิยมสุดขั้ว จนอาจทำให้ประชาชนหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งต่างๆที่รัฐบาลกำลังทยอยประเคนให้

แต่ตรงกันข้ามรัฐบาลกลับยังไม่ได้เริ่มสร้างความตื่นตัวให้ประชาชน นักธุรกิจ และเกษตรกร ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย หรือแม้กระทั่งการเตรียมความพร้อมให้กับทุกภาคส่วนได้ก้าวเข้าสู่การเป็นเออีซี โดยได้รับประโยชน์มากที่สุด และเสียประโยชน์น้อยที่สุด

ทีมเศรษฐกิจ มีโอกาสสัมภาษณ์ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการเตรียมประเทศเข้าสู่การเป็นเออีซี และ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อตีแผ่ความเป็นเออีซี ประโยชน์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

************

เป้าหมายร่วม “เออีซี”

แผนงานภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 กำหนดเป้าหมายให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว เป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน และบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบัน อาเซียนได้ดำเนินงานตามแผนการจัดตั้งเออีซีแล้ว โดยในการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวนั้น ได้เปิดเสรีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 โดยสมาชิกเดิม 6 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน) ได้ลดภาษีนำเข้าภายในอาเซียนแล้วเป็น 0% ส่วนอาเซียนใหม่ (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ได้ลดภาษีมาอยู่ที่ 0-5% แล้ว รวมถึงยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และอำนวยความสะดวกทางการค้าต่างๆด้วยเช่นกัน

ส่วนการเปิดตลาดการค้าและบริการ อาเซียนได้จัดทำข้อผูกพันเพื่อเปิดตลาดการค้าไว้ 7 ชุด เน้น 4 บริการสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ท่องเที่ยว สุขภาพ และการเงินภายในปี 2553 ส่วนโลจิสติกส์ จะเปิดเสรีภายในปี 2556 และบริการอื่นๆ ภายในปี 2558 โดยจะอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจบริการทุกสาขาได้ไม่น้อยกว่า 70%

ขณะที่การลงทุนจะเน้นเปิดเสรีในสาขาอุตสาหกรรมที่ตกลงกัน และให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) แต่ไทยมีสาขายกเว้นการเปิดเสรีภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ภายในปี 2558 สำหรับแรงงานฝีมือได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมในคุณสมบัติวิชาชีพ 7 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ นักบัญชี วิศวกร พยาบาล สถาปนิก และนักสำรวจ

ส่วนการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับการเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น ได้จัดทำแนวทางร่วม และคู่มือด้านนโยบายแข่งขันสำหรับธุรกิจ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดตั้งกลไกการเยียวยาผู้บริโภคข้ามพรมแดน จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วย ASEAN Power Grid เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และการเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ซึ่งได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเอสเอ็มอีอาเซียนเพื่อเสริมสร้างความสามารถการแข่งขันและปรับตัวด้วย

สุดท้าย การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกนั้น อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) และความตกลงทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่ง (CEP) กับประเทศต่างๆนอกอาเซียน ทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆอีก เช่น สหรัฐฯ แคนาดา สหภาพยุโรป

โอกาส-ความท้าทายที่รออยู่

“แน่นอนว่า การเป็นเออีซี เป็นการสร้างพันธมิตรภายในภูมิภาค ให้เกิดความเข้มแข็งในทุกด้าน เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ตักตวงเอาผลประโยชน์จากกันและกัน โดยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต้องพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่าย ที่เรียกว่าเป็นการสร้างสมดุลผลประโยชน์” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

สำหรับผลประโยชน์ของไทยนั้น ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดสินค้าและบริการไปยังอาเซียนอื่นที่มีประชากร 590 ล้านคน...โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่มีศักยภาพ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ข้าว ยางพารา ผัก และผลไม้สด อาหารสำเร็จรูป การท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร บริการสุขภาพ เช่น สปา นวดแผนโบราณ

อีกทั้งยังมีโอกาสขยายการลงทุนและร่วมทุนในสาขาที่อาเซียนได้เปรียบในการแข่งขัน เข้าถึงปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น วัตถุดิบ แรงงาน และเงินทุน สามารถนำเข้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากอาเซียนโดยไม่มีภาษี รวมถึงการใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งในอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก จากการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกัน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับอาเซียนอื่น

“การเป็นเออีซี ทำให้อาเซียนใหญ่ขึ้น น่าสนใจมากขึ้นในแง่เศรษฐกิจ ทำให้ประเทศต่างๆสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น ต้องยอมรับว่ากระแสการค้าโลกทุกวันนี้ มีการรวมกันภายในภูมิภาคมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และอำนาจต่อรอง เพราะประเทศเดียว หากไม่ใหญ่จริง และมีเศรษฐกิจเข้มแข็งจริง อย่างสหรัฐฯ หรือจีน ก็จะไม่มีใครสนใจ...

ยิ่งอาเซียนทำเอฟทีเอกับประเทศอื่น เช่น อาเซียน+3 (อาเซียน+จีน อินเดีย ญี่ปุ่น) อาเซียน+6 (อาเซียน+จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) ก็จะยิ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น น่าดึงดูดมากขึ้น เศรษฐกิจจะเติบโตเร็วมาก สุดท้ายอาเซียนจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ทำให้อาเซียนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ”

ในทางกลับกัน เออีซีก็เป็นความท้าทายด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ยังไม่ปรับตัว หรือพร้อมรับการแข่งขัน ซึ่งจะเสียเปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในสาขาที่อาเซียนอื่นแข็งแกร่งกว่า

เช่น ปิโตรเลียมจากมาเลเซียและพม่า เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติกจากมาเลเซีย ข้าวจากเวียดนาม น้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย กาแฟจากเวียดนาม ชาจากอินโดนีเซีย มะพร้าวจากฟิลิปปินส์ ส่วนธุรกิจบริการของอาเซียนอื่นที่ได้เปรียบในการแข่งขันอาจเข้ามาตั้งธุรกิจในไทย เช่น โรงพยาบาล โทรคมนาคม และโลจิสติกส์ จากสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนแรงงานไทยก็อาจแข่งขันไม่ได้กับแรงงานสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ที่ได้เปรียบด้านภาษา

แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่พร้อมรับการแข่งขัน รัฐบาลมีกองทุนเพื่อช่วยเหลืออยู่แล้วเช่น กองทุนช่วยเหลือการปรับโครงสร้างด้านการเกษตร ของกระทรวงเกษตรฯ และกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ มี พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หากการเปิดเสรีทำให้นำเข้าสินค้ามากจนกระทบต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการภายในประเทศ


เร่งสร้างจุดแข็งปิดจุดอ่อน

ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักเตรียมประเทศให้พร้อมเข้าสู่การเป็นเออีซีตั้งแต่ปี 2550 กรมจึงเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตื่นตัวให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และเล็ก ภาคเกษตร ภาคประชาชน วิสาหกิจชุมชน ผู้นำท้องถิ่น อาจารย์ นักศึกษา นักการเมือง กลุ่มองค์กรภาคเอกชน (NGOs) ฯลฯ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์เออีซีและเอฟทีเอกับการสร้างภูมิคุ้มกันและการเยียวยาผลกระทบด้วย

ถือเป็นการเร่งเสริมจุดแข็ง ลดจุดอ่อน ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดปรับตัวได้อย่างเหมาะสม!!

ทำให้ล่าสุด ภาคส่วนต่างๆมีความรู้ ความเข้าใจเออีซี และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับมากขึ้น “ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ปรับตัวมาเป็นลำดับแล้ว ตั้งแต่เริ่มเปิดเสรีทางการค้า เพราะมีศักยภาพพอ และขยายกิจการไปลงทุนในอาเซียนอื่นๆแล้ว เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ลงทุนโรงงานอาหารสัตว์และบรรจุภัณฑ์ กลุ่มปูนซีเมนต์ไทย ทำโรงงานกระดาษในเวียดนามและมาเลเซีย ส่วนน้ำตาลขอนแก่น และราชาชูรส ก็ปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลทรายในกัมพูชา”

กรมจึงต้องการให้ผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ดำเนินการเชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อหาโอกาสในการประกอบธุรกิจ โดยต้องศึกษาและเสาะแสวงหาแหล่งวัตถุดิบในอาเซียน ที่มีความได้เปรียบด้านราคาและคุณภาพ ศึกษารสนิยมและแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค เพื่อผลิตและให้บริการตรงตามความต้องการ

ต่อไปนี้จะต้องมอง CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ใหม่ ไม่มองว่าเป็นแค่ตลาด แต่ต้องคิดว่า จะใช้ CLMV เป็นฐานส่งออกไปนอกเออีซีได้หรือไม่ เพื่อใช้ประโยชน์จากสถานะประเทศด้อยพัฒนาที่ได้รับสิทธิพิเศษในตลาดต่างๆ เช่น อียู อย่างไร หากไทยไปลงทุนผลิตสินค้าในประเทศเหล่านี้ได้ ก็จะได้รับสิทธิพิเศษส่งออกไปประเทศพัฒนาแล้วโดยไม่เสียภาษีด้วย

ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งคู่แข่งเพื่อ พร้อมรับการแข่งขัน เพราะจะเกิดคู่แข่งใหม่ๆจากอาเซียน และลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้แข่งขันให้ได้ด้วย

“ยอมเสียประโยชน์บางส่วน เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่มากกว่า ฉะนั้นคนที่ยังไม่พร้อม

ก็ต้องเร่งปรับตัวเพราะเมื่อถึงปี 2558 จะได้ใช้ ประโยชน์อย่างเต็มที่ และเสียประโยชน์น้อยที่สุด และเมื่อถึงเวลานั้น อาเซียนก็จะเข้มแข็งมากขึ้น และขณะนี้อาเซียนก็มองเลยไปถึงปี 2593 ว่าจะรวมเป็นตลาดเดียวและเงินสกุลเดียวเหมือนอียูแล้ว”

นักวิชาการค้านไม่รู้จักเออีซี

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย ให้ความเห็นต่าง ในเรื่องการรับรู้เออีซีของคนไทยว่า จากการสำรวจของศูนย์ฯ พบว่าเกษตรกร 100% ยังไม่เข้าใจว่าเออีซีคืออะไร ส่วนเอสเอ็มอี ไม่เข้าใจถึง 85% ขณะที่แรงงานในวิชาชีพต่างๆ เช่น สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร ฯลฯ ยังไม่เข้าใจถึง 80% และหากคิดเป็นคนไทยทั้งประเทศ ที่ไม่เข้าใจจะมีมากถึง 90%

“สาเหตุที่ไม่เข้าใจ แม้หน่วยงานราชการได้จัดอบรมให้ความรู้ เพราะคนที่เข้าร่วมสัมมนา ไม่มีความสนใจอย่างแท้จริง รูปแบบการให้ความรู้ หรือการนำเสนอไม่น่าสนใจ ใช้ภาษายาก ไม่พูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนเฉพาะกลุ่ม พูดถึงแต่ประโยชน์ในภาพรวม ที่ประเทศจะได้รับเท่านั้น”

ที่สำคัญ ในแผนยุทธศาสตร์จังหวัดไม่นำเอาเรื่องเออีซีเข้าไปบรรจุไว้ด้วย จึงทำให้แต่ละจังหวัดมองไม่เห็นความสำคัญ ผลประโยชน์ และผลกระทบ จึงควรมีเออีซี และอาเซียน+1 บรรจุในยุทธศาสตร์ด้วย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แบ่งงานให้ทุกภาคส่วนช่วยกันเตรียมความพร้อม

นอกจากนี้ ศูนย์ฯยังพบอีกว่ามีสินค้าและบริการไทยหลายอย่างที่ไม่พร้อมแข่งขัน และจะไม่สามารถแข่งขันได้เลย อย่างสินค้าเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน กาแฟ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีและผลิตภัณฑ์ สินค้าบริการ เช่น โลจิสติกส์ เป็นต้น

เพราะไทยไม่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และไม่ลดต้นทุนการผลิต เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ขณะที่อาเซียนอื่น อย่างเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ทำกันหมดแล้ว เชื่อแน่ว่า ภายหลังการเป็นเออีซี ข้าวจากเวียดนาม และปาล์มน้ำมันจากอินโดนีเซียและมาเลเซียจะแย่งตลาดของไทยไปหมด เพราะราคาที่ถูกกว่า และคุณภาพสินค้าที่ใกล้เคียงกันและดีกว่า

ส่วนอีกกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากคือเอสเอ็มอี เพราะขาดเงินทุน และเทคโนโลยีในการพัฒนาตนเอง รัฐบาลจึงต้องหาแนวทางช่วยเหลือในการปรับตัว เช่น ทำโครงการพี่เลี้ยง เหมือนเกาหลีใต้ หรือมาเลเซีย ที่ให้บริษัทใหญ่ๆเป็นพี่เลี้ยงทางธุรกิจ เวลาจะไปทำธุรกิจในประเทศใด จะพาเอสเอ็มอีไปด้วย ซึ่งจะเป็นช่องทางในการขยายธุรกิจ เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ปูทางเอาไว้เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต ถ้าประเทศไทยทำได้จะดีมาก

อีกเรื่องที่กังวลคือ กฎเกณฑ์การลงทุน ที่กำหนดให้ชาติอื่นนอกอาเซียน ที่เข้าไปตั้งบริษัทในอาเซียนหนึ่งจะได้สิทธิเข้าไปลงทุนในอาเซียนอื่น เสมือนเป็นชาติอาเซียน หรือการเป็น “อาเซียนเทียม” เช่น สหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ โดยให้สิงคโปร์ถือหุ้นข้างมาก บริษัทนี้จะมีสัญชาติสิงคโปร์ และจะสามารถเข้าไปลงทุนในอาเซียนอื่นได้โดยได้รับสิทธิเท่ากับอาเซียน

“ไม่เป็นธรรมสำหรับอาเซียน เพราะการแข่งขันกับอาเซียนด้วยกันเองยังพอฟัดพอเหวี่ยง แต่ถ้าจะแข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ หรือบางประเทศในอียู คงแพ้แน่ รัฐบาล

ต้องหารือกับอาเซียน ขอแก้ไขข้อกำหนดนี้ และยังกังวลที่รัฐบาลอื่นในอาเซียนมีกองทุนมั่งคั่ง ที่นำไปลงทุนในประเทศอื่น อย่างมาเลเซีย มี 2-3 กองทุน หรือสิงคโปร์ มีกองทุนเทมาเสก ซึ่งเอสเอ็มอีไทยจะต้องสู้ให้ได้ด้วย”

อยากร้องขอในช่วง 3 ปี 3 เดือนนับจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัว และเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ เพราะเออีซีจะเป็นประโยชน์มาก หากผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวได้ก่อน โดยภาครัฐจะต้องชี้แจงลงลึกไปถึงแต่ละสาขาว่าจะได้ หรือจะเสียอย่างไร โดยเตือนภัยเป็นระยะๆ แต่ก็น่าเสียดายที่ยังไม่เห็นภาครัฐดำเนินการเช่นนั้น

ต่างจากมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ที่กำหนดแล้วว่า สาขาใดจะได้ประโยชน์ และต้องแข่งขันให้ได้ อย่างมาเลเซีย มี 12 สาขา เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อาหาร พลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจบริการ ส่วนอินโดนีเซีย มีมากถึง 22 สาขา เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา พลังงาน อาหาร แต่ไทยยังไม่ได้ทำอะไรเลย

ดังนั้น จำเป็นต้องฝากให้รัฐบาลใหม่เห็นความสำคัญของเออีซี และกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ตื่นตัวและร่วมกันทำงาน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนสามารถเดินตามแผนได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากเออีซีมากที่สุด ไม่ใช่เสียประโยชน์จากเออีซีมากที่สุด

“เออีซีเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมาก แต่อยู่ที่ว่าเราเห็นประโยชน์ และใช้ประโยชน์

ได้มากน้อยแค่ไหน เราวางตำแหน่งประเทศอย่างไร อยากจะแข่งขันกับอาเซียนได้หรือไม่ หรือยังนิ่งเฉย เพราะตอนนี้อาเซียนอื่นเตรียมพร้อมกันแล้ว ทั้งในสาขาบริการและสินค้า ตอนนี้อย่าว่าแต่ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือเอสเอ็มอี ยังไม่เข้าใจเออีซีเลย...แม้แต่ข้าราชการบางคนในหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ”.


ทีมเศรษฐกิจ