เรียกว่ากำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า สำหรับราคาพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ยิ่งมาเกิดสงครามระหว่างประเทศ รัสเซีย-ยูเครน อีก ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ผู้ใช้รถยนต์ในภาคประชาชน หรือแม้แต่จะเป็นภาพการขนส่งย่อมได้รับความเดือดร้อน โดยช่วงที่ผ่านมา เราต้องเติมน้ำมันในราคามหาโหด สูงสุดในรอบ 14 ปี
สิ่งที่รัฐบาลทำได้ ในเวลานี้ คือ การพยายามตรึงราคา “ดีเซล” ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร โดยกองทุนน้ำมัน ปัจจุบันมีกระแสเงินสดอยู่ราว 20,000 ล้าน และอยู่ระหว่างขอกู้เพิ่ม นี่ยังไม่รวมเรื่องค่าไฟฟ้า ที่กำลังจ่อขึ้นราคา ตามมา
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานที่ปรึกษา สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า เวลานี้ถือเป็นช่วงวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซึ่งโควิดเราเผชิญมา 2 ปีกว่า เข้าสู่ปีที่ 3 ช่วงนั้นเราใช้มาตรการเข้มข้น “ล็อกดาวน์” ทำให้เกิดวิกฤติในส่วนของภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ
ในขณะที่วิกฤติพลังงานที่กำลังเผชิญในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสงคราม ระหว่าง รัสเซียไปบุกยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เพราะรัสเซียถูกสหรัฐฯ และ ยุโรป Sanction โดยเฉพาะมาตรการทางการเงิน การช่วย และการติดต่อทางการค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อพลังงานในประเทศไทย เนื่องจาก เดิมเราซื้อน้ำมันจากหลายประเทศ อาทิ คูเวต ซาอุฯ รวมถึงรัสเซีย ด้วย แต่ตอนนี้ก็ต้องตัดรัสเซียออก ทำให้ราคาน้ำมันดิบมันสูงขึ้น สาเหตุที่รัสเซีย มีความสำคัญ เพราะรัสเซียขายน้ำมันดิบในระดับต้นๆ ของโลก เทียบเป็นประมาณกว่า 20% ของน้ำมันดิบที่มีขายในโลก
...
“ในมุมมองผม ช่วงวิกฤติพลังงานแบบนี้ รัฐบาลควรพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือดีเซล ซึ่งหากประเทศไทย อยากเป็นผู้นำเศรษฐกิจ หรือ เสือตัวที่ 5 อย่างที่สมัยก่อนได้ตั้งเป้าหมายไว้ เราก็ต้องปรับโครงสร้าง ซึ่งเวลานี้ หากมองไปประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม เวลานี้เขาสามารถผลิตรถยนต์ EV เป็นแบรนด์ของตัวเองได้แล้ว...ทำไมไทยไม่เอาวิกฤติตรงนี้มาปรับเปลี่ยน”
ดร.ทองอยู่ กล่าวต่อว่า ยังมองไม่ออก ว่าสงครามยูเครน-รัสเซีย จะจบลงเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าเต็มที่ก็ 3 เดือน แต่หากสงครามจบ ทุกอย่างมันไม่ได้จบตาม เพราะต้องมีการเจรจากันใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่ลงมติคว่ำบาตรเขา เชื่อว่าต้องใช้เวลาในการพูดคุย
“สงคราม 3 เดือนจบ แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูบ้านเมือง คุยเรื่องการค้าต่างๆ เป็นปี ดังนั้น ปัญหาเรื่องพลังงาน จะไม่จบตามภาวะสงคราม”
การปรับโครงสร้างพลังงาน...รื้อทั้งระบบ
ฉะนั้น รัฐบาลเองควรใช้วิกฤติที่เกิดขึ้น ด้วยการปรับโครงสร้าง รื้อทั้งระบบ ตั้งแต่ระบบการจัดซื้อวัตถุดิบ การกลั่น รวมไปถึงการสำรวจขุดเจาะในประเทศมากขึ้น จาก 20% เป็น 30%
1. โรงกลั่น : ประเทศเราอุ้มโรงกลั่นมาตั้งแต่ พ.ศ.2532 ตั้งแต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งค่าการตลาดหน้าโรงกลั่น เราไม่ควรไปอุ้มแล้ว เพราะทุกวันนี้กำไร กินอิ่มจนอ้วนแล้ว
2. ส่วนผสมน้ำมัน : การใช้น้ำมันผสม ยังจำเป็นอยู่ไหม อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล หรือ น้ำมันดีเซล ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มพวกเราพยายามกดดันเข้าไป เพื่อให้ลดสัดส่วน “ไบโอดีเซล” ซึ่งเมื่อก่อนมี B20 เมื่อถูกกดดัน ก็ลดมาเหลือ B10 กระทั่งเหลือ B7 ซึ่งความเป็นจริง ควรจะเหลือ B3 ด้วยซ้ำ
“ในวิกฤติแบบนี้ มันควรจะเป็นน้ำมันดีเซล 100% ซึ่งเวลานี้ ไม่มีผลด้านราคาเลย เพราะเวลานี้ปาล์มดิบ กิโลกรัมละ 10 บาทแล้วนะ เพราะราคาน้ำมันปาล์มเวลานี้ถือว่าเดินไปตามกลไกการตลาดแล้ว รัฐบาลไม่ต้องอุ้มแล้ว แตกต่างจากสมัยก่อน ที่ราคา 2.70 บาท แต่วันนี้ 10 บาท”
ประธานที่ปรึกษา สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า เวลาเราซื้อปาล์มมา 10 บาท กลั่นเป็นน้ำมันเหลือง (CBO) เดิมราคา 18 บาท ตอนนี้ขึ้นมา 25 บาท แล้ว จากนั้นเอาน้ำมันเหลือง มาปั่นมาเป็นน้ำปาล์ม 100% หรือ B100 ราคาทะลุไป 56 บาทแล้ว
“เรามีน้ำมันดิบสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น ราคาอยู่ที่ 21-25 บาท เราจะเอาของถูก 21 บาท มาผสมกับของแพง 56 บาท ถามว่า คุณจะผสมหา...อะไร” กล่าวพลางหัวเราะ
ส่วนเอทานอล ที่ราคาแพงอยู่ในเวลานี้ส่วนหนึ่งเพราะเก็บเงินเข้ากองทุน จากนั้นก็เอาเงินไปอุ้ม LPG (แก๊สหุงต้ม) ดังนั้น หากมีการปรับโครงสร้าง ลดส่วนผสม และให้เดินหน้าลงมติโดย คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) แล้วค่อยมาบังคับใช้ โดยตรงนี้เราจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้โรงกลั่นมีเวลา ในการปรับสายงานการผลิต โดยการลดส่วนผสมลงมา จาก B7 เหลือ B3 หรือไม่ต้องผสม ในขณะที่ เอทานอล ก็ไม่ต้องผสม เพราะทุกวันนี้โรงงานน้ำตาล รวยอยู่แล้ว
...
3.ภาษีสรรพสามิต : เวลาน้ำมันดิบในตลาดโลกราคาถูก รัฐเก็บภาษีในอัตราสูง 5 -10 บาท ไม่เป็นไร ถือว่าประชาชนยังรับได้ แต่ในเวลาที่น้ำมันดิบตลาดโลกสูงขึ้น คุณควรลดการเก็บภาษีลง เพื่อให้ราคาเป็นธรรมกับประชาชน รัฐบาลควรจะหารายได้จากทางอื่น เช่น การท่องเที่ยว ชวนนักธุรกิจต่างประเทศมาลงทุน หรือเดินหน้าเรื่องการส่งออก
“รัฐบาลควรจะเร่งหาเงินจากทางอื่น ไม่ใช่ใช้วิธี “ขูดรีดภาษีจากประชาชน” ทางเดียว แบบนี้มันผิดหลัก... ภาษีจากสรรพสามิต นี่คุณเก็บ 2 ครั้งนะ หน้าโรงกลั่น 1 ครั้ง หน้าหัวจ่าย เก็บอีก 1 ครั้ง ประชาชนก็แบกหนัก เป็นไปได้ควรลดภาษีให้เป็นศูนย์ หรือเก็บแค่ 10 สตางค์ เพราะรัฐบาลอื่นเขายังทำได้เลย ทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้แต่รัฐบาลขิงแก่ ก็ลดราคาลงมา”
4.กองทุนน้ำมัน มีเงินประมาณ 17,000-18,000 แต่หากตามที่รัฐบาลบอกว่า จะทำการอุ้มดีเซล ไม่ให้เกิน 30 บาท เงินเท่านี้คงใช้ได้แค่ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งในความเป็นจริงที่ กลุ่มสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย แจ้งไปว่า ท่าน โอนเงินจำนวน 2 หมื่นกว่าล้าน ไป ฝาก ที่ ก.คลัง คุณควรเอาเงินตัวนี้คืนมา เพื่อเอากลับไปใส่กลับเพื่อรักษาเสถียรภาพ และอาจจะขยายเวลาเพิ่มอีก 2-3 เดือน แบบนี้รัฐบาลควรทำ
...
หรือ จะแก้แบบที่ชาวบ้านเสนอ แบบกำปั้นทุบดิน ที่ชาวบ้านเสนอให้ใช้น้ำมันของสิงคโปร์ ที่ถูกกว่าบ้าน เรา แบบนี้ไม่ต้องไปยุ่งกับโรงกลั่นเลย ลองหยุดกลั่นสัก 6 เดือน ดูสิจะเป็นยังไง เหมือนกับว่าเราผลิตของใช้เองแล้วแพง ก็ซื้อจากจีนมาใช้
ดร. ทองอยู่ กล่าวในช่วงท้ายว่า เพื่อหาพลังงานต่างๆ มาช่วยทดแทนในการนำเข้ามากขึ้น ซึ่งความจริง ประเทศไทย มีน้ำมันจำนวนมาก ตั้งแต่กำแพงเพชร นครปฐม สุพรรณบุรี ล่าสุด ไปสำรวจที่เขตทวีวัฒนา ยังมีเลย เราต้องกลับทบทวนว่าเราควรพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศหรือกลุ่มอาเซียนด้วยกัน หรือไม่ เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งลง
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
อ่านสกู๊ปที่น่าสนใจ
ADB ประเมิน ภูมิภาคอาเซียนกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 คาดปีนี้โต 5.1%
หลักฐาน แน่นหนักกว่า คำโกหก ย้อนรอยคดี “ฆาตกรรมกลางทะเล”
บทเรียน “คิวเท” ความไว้ใจไร้ราคา ฉกขายข้อมูลบริษัท อาจมีมูลค่าที่ต้องจ่าย
ปมวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน EP.12 เศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไปหลังสงคราม (คลิป)
ถอดบทเรียนคดีแตงโม อะไรคือสิ่งที่ควรแก้ไข เพื่อให้ศพมีโอกาสพูดความจริง
...