ที่มาภาพ : youtube Kyutae Oppa

กลายเป็นเรื่องดราม่า และเป็นที่พูดถึงในสังคม สำหรับ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง “คิวเท โอปป้า” ที่ออกมาแฉถึงอดีตลูกน้องในประเด็นต่างๆ มากมาย ซึ่งหนึ่งใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ การทำผิดกฎหมาย คือการ “ลักทรัพย์” และฉก “ข้อมูล” บริษัทออกมาด้วย จะทำจริงหรือไม่ คงต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย

ปัญหาการ แอบนำ “ข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ข้อมูลบริษัท” ไปขาย ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และถือเป็น “เรื่องใหญ่” โดยเฉพาะในต่างประเทศ มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมูลค่ามหาศาล แต่สำหรับในประเทศไทยกลับไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องนี้เท่าที่ควร

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักวิชาการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ในประเด็นนี้ว่า ประเทศไทย เจอปัญหาการนำข้อมูลบริษัทไปขายค่อนข้างเยอะ สาเหตุ ส่วนมากมาจากอดีตพนักงานบริษัท ได้ลาออก แต่ก่อนออกก็ได้ “ก๊อบปี้” ข้อมูลบริษัทออกไป โดยมากก็เอาไปใช้กับบริษัทคู่แข่ง หรือ อาจจะเป็น “หุ้นส่วน” ที่เคยเป็นคณะกรรมการ เอาข้อมูลออกไป แล้วนำข้อมูลไปใช้เพื่อเปิดบริษัทเอง...ประเด็นแบบนี้ คือปัญหามากว่า 20 ปีแล้ว มีการฟ้องร้องคดีเป็นประจำ

...

ความผิดทางอาญา - แพ่ง

นายไพบูลย์ อธิบายว่า หากข้อมูลที่นำไป เป็นข้อมูล “ความลับ” ที่ไม่รู้กันทั่วไป และมีมาตรการเก็บรักษา เช่น เก็บในตู้เซฟ การนำออกไปจะผิดกฎหมาย 3 เรื่อง ประกอบด้วย
1. กฎหมายความลับทางการค้า ตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าเชิงพาณิชย์
2. การเอาไปซึ่งเอกสารผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา
3. ถ้ามีข้อมูล ที่เป็นฐานข้อมูล มีการเรียงลำดับ อาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์

นายไพบูลย์ อธิบายว่า ตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า นอกจากนี้ ยังมี ประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหา “เอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นเอกสารของบริษัท” หากสิ่งที่เอาไป มีหัวจดหมายของบริษัทด้วย... อาจจะเข้าข่าย ความผิดนำข้อมูลความลับและเอกสาร หรือ ถ้าก๊อบปี้ “ฐานข้อมูล” ไป ก็อาจจะเข้าข่ายการ “ละเมิดลิขสิทธิ์”

กฎหมายทั้ง 3 นั้น มีการประกาศใช้แล้ว แต่ยังมีอีก 1 ข้อ ที่ยังไม่ประกาศใช้ โดยจะมีการประกาศใช้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ คือ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล หากนำข้อมูลลูกค้าที่เก็บไว้ แล้วแอบไปใช้ก็อาจจะมีความผิดนี้ เนื่องจากคนที่ให้ข้อมูลเขา ได้อนุญาตแก่บริษัทนี้ ไม่ได้อนุญาตให้กับบริษัทอื่น ที่อาจจะขโมยไปใช้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้จริง ก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้

มูลค่าของ “ข้อมูล” และการคำนวณค่าเสียหาย

ทีมข่าวถามว่า มูลค่าของข้อมูลขึ้นอยู่กับอะไร และการคำนวณเรียกค่าเสียหายอย่างไร นายไพบูลย์ บอกว่า มูลค่าข้อมูล ขึ้นอยู่กับความลับของข้อมูล ว่าผลได้หรือเสียหายขนาดไหน ซึ่งปกติแล้วจะมีการมาคำนวณความเสียหายในชั้นศาล สมมติว่า “ข้อมูลสำคัญหลุดไป” เขาก็จะมาดูมูลค่าที่ทำได้ หรือขายได้ในแต่ละปี มีมูลค่าเท่าใด โดยดูจากรายได้ที่บริษัทนี้จะได้ และการที่ข้อมูลดังกล่าวหลุดไป รายได้ลดลงเท่าใด

สำหรับตัวอย่างดังกล่าว คือ การคำนวณในเชิงบัญชีแบบกว้างๆ แต่ถ้าจะให้ลงลึกในรายละเอียดนั้น คงต้องถามผู้เชี่ยวชาญ หรือกลุ่มการตลาด ซึ่งเขามีเรตราคา โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่ม Influencer ว่าแต่ละงานมีค่าตัวหรือมูลค่าเท่าไร

นายไพบูลย์ ยังได้ยกตัวอย่าง หลักเกณฑ์การคำนวณของต่างประเทศ 3 หลักเกณฑ์ ประกอบด้วย
1. income approach : คำนวณจากมูลค่าของรายได้ที่เข้ามา..แล้วมาดูว่า มีส่วนที่หายไปเท่าไร 
2. cost approach : คำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเท่าไร 
3. Marketing approach : คำนวณมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการตลาด

ในต่างประเทศ จะเลือกใช้วิธีที่ที่ 3 ยกตัวอย่าง Facebook ที่มีมูลค่าแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ Netflix เหมือนจะขาดทุนเยอะ ไม่ค่อยมีกำไร แต่หากคำนวณจากฐานข้อมูล Database จะทราบว่ามูลค่าทางการตลาดมีมหาศาล ยกตัวอย่างง่ายๆ หากนำละคร หรือหนังเรื่องหนึ่งไปขาย เขาก็จะดูมูลค่าทางการตลาดของหนังหรือละครเรื่องนี้มีอยู่เท่าไร... โดยบริษัทระดับโลกที่ใช้งานกัน อาทิ big four, PricewaterhouseCoopers เป็นต้น

...

ขายข้อมูล...มูลค่าที่ได้เป็นเงินที่สูงมาก

การขายข้อมูล เขาตั้งราคากันยังไง ? นายไพบูลย์ อธิบายว่า ขึ้นอยู่ว่า “ข้อมูล” เกี่ยวกับอะไร สมัยก่อนที่เคยหาข้อมูลเมื่อ 15 ปีก่อน พบว่ามีการขายข้อมูลเว็บไซต์ดังๆ 1 เว็บไซต์ ที่มูลค่า 70-80 ล้านบาท

“ดังนั้น หากมีการขาย ฐานข้อมูลเว็บไซต์สมัยนี้ มูลค่าน่าจะสูงกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งถ้าเว็บไซต์นั้น มีฐานข้อมูลผู้ใช้เยอะ มูลค่าของการขายก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น หากเป็น Influencer ที่มีฐานแฟนเยอะ ข้อมูลเยอะ การขายก็จะมีราคาสูง แต่เขาก็จะเช็กข้อมูลก่อน ว่าคนที่ติดตามนั้นเป็นคนจริงๆ หรือไม่ หรือเป็นแค่ตัวเลขที่ทำขึ้นมา”

ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักวิชาการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักวิชาการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์


ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไซเบอร์ ระบุว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะประเทศไทยไม่มีหน่วยงาน “ประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา” เลย! ถ้ามีคลิปและข้อมูลต่างๆ จะมีมูลค่ามากกว่านี้มาก

...

ส่วนใหญ่ ประเทศไทย คนไทย มักจะประเมินจาก “income approach” ซึ่งมันไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เพราะมูลค่าของเอกสารข้อมูล หากไม่ได้ใช้ มีค่าแค่ “ศูนย์” แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้ มันจะเพิ่มมูลค่ามหาศาล

“การไม่มีหน่วยงานตรงนี้ ส่งผลให้ “นวัตกรรม” หรือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ใหม่ๆ ไม่เกิด...ดังนั้น เมื่อใครคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ เขาจึงนำไปขายยังต่างประเทศแทน เพราะ “หน่วยงาน” ในประเทศไทย “ไม่มีหลักการประเมิน” ที่ชัดเจน” นายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ 

อ่านสกู๊ปที่น่าสนใจ 

20 ปีคดีในตำนาน อุบัติเหตุ วางยา และประกันชีวิตมูลค่า 40 ล้าน

โควิด-19 ระบาดครบรอบ 2 ปี ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือยัง?

มะนาวแพง กินอะไรแทน ย้อนคำตอบ 2 นายกฯ-พาณิชย์ ฟังแล้วเปรี้ยวจี๊ด!

ทัวร์รัสเซียลดฮวบ ยูเครนหยุดชะงัก สงครามซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย