ไลฟ์สไตล์
100 year

อนาคต "บิตคอยน์" พุ่งทะลุล้านได้อีก ตีคู่ "ทองคำ" เป็น safe haven ใหม่

ไทยรัฐออนไลน์
5 ม.ค. 2564 05:30 น.
SHARE

"นักลงทุน" ทั้งหลายพร้อมหรือยัง?

ต้อนรับปีใหม่ 2564 ด้วยการพุ่งทะยานของ "บิตคอยน์" (Bitcoin) ที่ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ราคาพุ่งไปที่ 33,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 990,000 บาท (*อัตราแลกเปลี่ยน 29.91 บาท ณ 4 ม.ค.) บางช่วงแตะสูงถึง 1 ล้านบาท!!

ข่าวแนะนำ

หลังก่อนหน้านั้นค่อยๆ แตะระดับจนขึ้นไปสูงถึง 29,292 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 876,000 บาท และปิดท้ายปี 2563 ด้วยการทำสถิติตัวเลขสวยๆ ที่ 29,043 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 867,000 บาท ที่หากเทียบการเปลี่ยนแปลงรายเดือน มูลค่าบิตคอยน์ในเดือนธันวาคมก็เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ทีเดียว ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562

และหากเทียบทั้งปี บิตคอยน์ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

นับได้ว่า "บิตคอยน์" เป็น "สกุลเงินดิจิทัล" ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานี้

จนมีการคาดการณ์กันว่า "บิตคอยน์" จะกลายเป็น safe haven หรือหลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุน ตีคู่กับ "ทองคำ"

บ่งชี้ได้ว่า ปี 2564 บิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินกระแสหลักมากขึ้นอย่างแน่นอน

ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไร?

และอนาคตจะแตะถึงระดับไหน?

ไปย้อนต้นตอสาเหตุการพุ่งทะยานครั้งนี้ก่อน...

:: "บิตคอยน์" หลุมหลบภัยแห่งใหม่ที่แสนเย้ายวน

หนึ่งในต้นตอสำคัญคงไม่หนีไปจาก "ทองคำ" สักเท่าไร นั่นคือ การแพร่ระบาด โควิด-19 (Covid-19) ที่ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศต้องประกาศล็อกดาวน์ ส่งผลต่อการเติบโต เป็นชนวนให้เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก และธนาคารกลางต้องงัดมาตรการมาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

อย่างในสหรัฐอเมริกา ธนาคารกลาง หรือ "เฟด" (Fed) หั่นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเกือบ 0% ทันที รวมถึงพิมพ์ธนบัตรมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยหวังว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ล้มครืนได้ พร้อมกันนี้ CARES ACT หรือบัญญัติกฎหมายประกันสุขภาพ ยังจ่ายเงินก้อนโตช่วยเหลือตลาดพันธบัตรและฟื้นชีพตลาดหุ้น

แน่นอนว่าเมื่อ "ตลาดหุ้น" กระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนบอบช้ำ นักลงทุนก็ย่อมหาที่ใหม่ในการหลบภัย อันดับแรกคงหนีไม่พ้น "ทองคำ" ที่ปีที่ผ่านมาแตะทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้วเช่นกัน และตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจก็คือ "บิตคอยน์"

โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น บรรดานักวิเคราะห์มองว่า "บิตคอยน์" มีโอกาสแตะถึง 318,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 นี้

เหมือนกับช่วงยุครุ่งเรืองของ "ตลาดทองคำ"

ที่ต้นทศวรรษ 1970 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (*เทียบอัตราเงินเฟ้อ ~1,048 บาท) แต่ปัจจุบัน ราคาทองคำทะยานมากกว่า 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57,000 บาท บางช่วงแตะถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในประเทศไทยก็แตะถึงราคา 30,000 บาท

เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ "ราคาทะยาน" ขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่า "มูลค่าทองคำ" เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อ (inflation hedge) ได้

เช่นกัน "บิตคอยน์" ก็กำลังอยู่ในบทบาทนั้นในทศวรรษนี้

กราฟราคาที่เหมือนกับเล่นเครื่องเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนหอบเงินไปหาที่นี่มากแค่ไหนในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา จนมีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคต "บิตคอยน์" อาจแทนที่ "ทองคำ" แล้วกลายเป็น "หลุมหลบภัย" แห่งใหม่

ซึ่งปัจจุบัน บิตคอยน์ถูกเก็บรักษาไว้กว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11 ล้านล้านบาท ขณะที่ ทองคำมีการเก็บรักษามากกว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากเทียบมูลค่ากันแล้ว บิตคอยน์ยังถือว่ามีขนาดเล็กนัก

แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ "บิตคอยน์" ยังเป็นทิศทางในเชิงบวกต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ว่า บิตคอยน์มีโอกาสเติบโตมากกว่าทองคำ และต่อไปอาจดึงดูดเม็ดเงินก้อนโตจากบรรดานักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนสูง

:: อนาคต "บิตคอยน์" พุ่งแรงปี 2564

เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชำระเงินออนไลน์ PayPal อนุญาตให้ลูกค้าซื้อ ถือครอง และขายคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency) ได้ รวมถึงบิตคอยน์ด้วย และยังอนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายกับบรรดาธุรกิจต่างๆ มากกว่า 26 ล้านแห่ง

ขณะที่ ช่วงต้นปี 2563 บริษัท Fidelity ก็ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (SEC) ในการเปิดกองทุนบิตคอยน์ใหม่ ที่ชื่อว่า Wise Origin Bitcoin Index Fund I ในส่วนนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อยก็สามารถเข้าถึงบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ได้ โดยผ่าน Grayscale Investments ที่มีกองทุนเรือธงอย่าง Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งจากข้อมูลของ Wall Street Journal พบว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท พุ่งทะยานมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการเติบโตและบทบาทอันสำคัญของ "บิตคอยน์" และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ โดยจากการสำรวจพบว่า กว่า 36% ของผู้ลงทุนสถาบันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล และอีก 60% เชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์การลงทุน

บ่งชี้ได้ว่า สกุลเงินเสมือจริงเหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งติดตรึงถาวรของโลกการเงินในเร็วๆ นี้

แต่ช้าก่อน!! แม้ "บิตคอยน์" จะลงเอยด้วยการแทนที่บทบาท "ทองคำ" แล้วกลายเป็น safe haven ใหม่ ก็ยังต้องระมัดระวังในการลงทุน

ดังนั้น นักลงทุนปกติทั่วไปควรก้าวอย่างนุ่มนวลกับกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และอย่างน้อยก็ควรมีสินทรัพย์พื้นฐานสำรองไว้ เช่น กองทุนฉุกเฉินและกองทุนวัยเกษียณ.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข่าวน่าสนใจ:

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บิตคอยน์ทองคำsafe havenรายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 5 สิงหาคม 2564 เวลา 12:07 น.