ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เบื้องลึก "ราคาทอง" พุ่งนิวไฮ นักลงทุนผวา เข้า SAFE HAVEN (คลิป)

    ไทยรัฐออนไลน์8 ส.ค. 2563 05:30 น.
    SHARE

    สารพัดวิกฤติเขย่าโลก ทุบเศรษฐกิจทรุด ทำ ‘นักลงทุน’ หวาดผวา หอบ ‘เงินสด’ หา ‘ที่หลบภัย’ ดัน ‘ราคาทองคำ’ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ไม่มีใครคาดคิดว่า ‘ราคาทองคำ’ ในไทย จะทะยานแตะระดับ 30,000 บาทต่อบาททองคำ และอยู่ระดับ 29,000-30,000 บาทมาตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ (5 ส.ค.) ซึ่งเป็นผลจาก ‘ราคาทองคำ’ ในตลาดโลกที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ‘ราคาทองคำ’ ทะยานสูงถึง 2,047 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก แล้ว...อะไรคือ ‘ปัจจัย’ ของ ‘นิวไฮ’ ครั้งนี้?

    คำตอบสั้นๆ ก่อนไล่ลำดับเรื่องราวก็คือ ‘ความกลัว’ ของ ‘นักลงทุน’

    การมาเยือนของ "คลื่นโควิด-19 (COVID-19) ลูกที่ 2" ที่ถล่มไปทั่วโลก และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของ 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ‘สหรัฐอเมริกา-จีน’ ทำให้ ‘นักลงทุน’ ขวัญผวา จนถึงขนาดรีบกรูกันไป "ซื้อทองคำ" ด้วยความมั่นใจว่า นี่คือ ‘ที่หลบภัย’ ที่จะสามารถเก็บรักษา ‘ความมั่งคั่ง’ ของพวกเขาเอาไว้ได้

    หากเทียบตั้งแต่ต้นปี ‘ราคาทองคำ’ เพิ่มขึ้นกว่า 34%

    โดยจากข้อมูลของ ‘สมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน’ (London Bullion Market Association-LBMA) แค่วันที่ 30 กรกฎาคมเพียงวันเดียว ‘ทองคำ’ ก็มีการเปลี่ยน ‘ผู้ถือครอง’ มากถึง 89.36 ล้านออนซ์ มีมูลค่ารวมกว่า 1.74 แสนล้านดอลลาร์

    และนับจากนั้นจนถึงวันที่ 3 สิงหาคม ระยะเวลา 5 วัน ก็มีการเปลี่ยน ‘ผู้ถือครอง’ กว่า 251 ล้านออนซ์ มูลค่ารวม 4.9 แสนล้านดอลลาร์

    ปกติแล้วเป็นที่รู้กันว่า หากมี ‘ปัจจัย’ ให้น่าหวาดวิตก ก็จะมีการย้าย ‘เงิน’ จากธนาคารและตลาดหุ้น เข้าสู่ ‘โลหะมีค่า’ อย่าง ‘ทองคำ’

    และครั้งนี้ก็เช่นกัน ความสับสนอลหม่านทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ได้ว่า ‘ทองคำ’ คือ ‘ที่หลบภัย’ หรือ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ (Safe Haven) ตัวเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ไม่มีความมั่นคงและความไม่แน่นอนสูง

    เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘นักลงทุน’ ต่างแห่ "ซื้อทองคำ" บน ‘กองทุนอีทีเอฟ’ (ETF) หรือกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก คล้ายกับการ "ซื้อ-ขายหุ้น" ของบริษัท แต่อันนี้จะเป็นการถือครอง ‘ทองคำแท่ง’ ร่วมกัน เหมือนอย่าง ‘รัฐบาลสหรัฐฯ’ ที่ทำใน ‘ฟอร์ท น็อกซ์’ (Fort Knox) ซึ่งเป็นแหล่งเก็บทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    โดยวันที่ 3 และ 4 สิงหาคม ‘กองทุนเอสพีดีอาร์’ (SPDR) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทหนึ่งใน ‘กองทุนอีทีเอฟ’ ได้ซื้อ ‘ทองคำ’ มาถือครองกว่า 15 ตัน รวมแล้วมีถึง 1,258 ตัน มากกว่า ‘เงินสำรอง’ ของธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ถึง 4 เท่า

    ทั้งหมดนั้นเก็บรักษาความปลอดภัยอยู่ที่ ‘ห้องนิรภัย’ ใน ‘ธนาคารเอชเอสบีซี’ (HSBC) ของ ‘ลอนดอน’

    จากข้อมูลของ ‘กองทุนเอสพีดีอาร์’, ‘สภาทองคำโลก’ (World Gold Council) และ ‘ธนาคารกลางแห่งบอสตัน’ แสดงให้เห็นว่า ปีนี้มี ‘นักลงทุน’ กลับเข้ามากว่า 33% เทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ที่ประสบกับการติดลบ "เลข 2 หลัก" หรือติดลบอย่างน้อย 10%

    ซึ่งจากรายงานวิจัยของ ‘สภาทองคำโลก’ เห็นได้ว่า ‘กองทุนอีทีเอฟ’ ถือครอง ‘ทองคำ’ กว่า 3,800 ตัน มูลค่าประมาณ 2.4 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ ‘รัฐบาลสหรัฐฯ’ ถือครอง ‘ทองคำสำรอง’ ทั้งหมด 8,130 ตัน กลายเป็น ‘ผู้ถือครอง’ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

    แน่นอนว่า ‘ราคาทองคำ’ ที่ทะยานพุ่งสูงขึ้น ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ความหวาดผวา’ จากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ ‘โควิด-19’ และเมื่อ ‘อัตราดอกเบี้ย’ ยังคงอยู่ระดับต่ำ ‘นักลงทุน’ จึงต้องพิจารณาหาสินทรัพย์มีค่าที่หลากหลาย

    ช่วงเวลาที่ไม่มีความแน่นอนนี้ ถามว่า "ทำไม ‘พวกเขา’ ถึงมุ่งไปที่ ‘ทองคำ’...?"

    ลองคิดดูว่า ในสภาวะที่ ‘อัตราดอกเบี้ย’ ต่ำเตี้ย หากอยากฝาก ‘เงินสด’ ไว้ในธนาคาร ก็แทบมองไม่เห็นกำไรเลย และก็มีความเป็นไปได้อีกว่า ธนาคารจะเรียกเก็บ ‘ค่าธรรมเนียม’ การดูแลจากคุณ

    การแห่ ‘ซื้อทองคำ’ ไม่ว่าจะเป็น ‘ทองคำแท่งจริง’ ที่นักลงทุนเอเชียและแอฟริกานิยม หรือผ่าน ‘กองทุนอีทีเอฟ’ ที่นักลงทุนอเมริกาเหนือและยุโรปนิยม ก็เป็นตัวดันให้ ‘ราคาทองคำ’ สูงมากขึ้นไปอีกได้เรื่อยๆ เช่นกัน

    ส่วนใครที่กังวลและไม่มั่นใจ ‘หัวหน้าทีมวิจัย’ แห่งสภาทองคำโลก ก็แนะนำว่า "สามารถ ‘ซื้อทอง’ ได้ตั้งแต่ตอนนี้"

    ‘ความหวาดกลัว’ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงแค่ ‘นักลงทุน’ แต่ยังรวมถึง ‘มหาเศรษฐีระดับโลก’ ที่ถึงขั้น ‘ซื้อพื้นที่ว่าง’ ภายในห้องนิรภัยของบริษัทไอบีวี (IBV) เพื่อเก็บรักษา ‘ทองคำแท่ง’

    นั่นหมายความว่า "อนาคตอยู่ในมือคุณ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายหน้า"

    มาถึงตรงนี้ เรารู้แล้วว่า ‘นักลงทุน’ มีส่วนในการสนับสนุน ‘ทองคำ’ ในช่วงเวลาที่เปราะบาง หากจะบอกเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะ ‘ทองคำ’ คือ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ที่สามารถรักษาไว้และมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน

    หลายคนสงสัย "ราคาทองคำจะพุ่งสูงไปได้อีกแค่ไหน?"

    จากรายงาน ‘สภาทองคำโลก’ พบว่า ‘ราคาทองคำ’ ได้ทำลายสถิติสูงสุดในเงื่อนไขดอลลาร์ไปแล้ว แต่หากเทียบ ‘เงินเฟ้อ’ มันคงไม่ได้มากเท่าระดับที่เคยเห็นในเดือนมกราคม 2523 ที่เป็นภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ก็ทะยานถึง 2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    กลับมาปัจจุบัน จากการคาดการณ์ของ ‘ธนาคารแห่งอเมริกา’ (Bank of America) มีความเป็นไปได้ว่า ‘ราคาทองคำ’ อาจแตะถึงระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงต้นปี 2565

    และในปี 2568 ก็อาจทะยานถึง 15,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก็เป็นได้

    แม้จะยังประเมินไม่ได้ว่า ‘ราคาทองคำ’ จะหยุดอยู่ที่เท่าไร หาก ‘ความกลัว’ ของ ‘นักลงทุน’ ลดลง แต่ปี 2563 ก็ถูกเรียกขานไว้ว่า "ปีแห่งการตื่นทอง" (Gold Rush)

    ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

    ข่าวอื่นๆ :

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ราคาทองทองคำการลงทุนSAFE HAVENทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 02:36 น.