- เทียบตัวเลขพิสูจน์ ไทยไม่ได้แย่สุดในอาเซียน แต่ตอนนี้คาดการณ์ GDP อยู่ที่ -7.3% ถึง -7.8% หนักกว่าใครเพื่อน
- เวียดนาม ยังคงเศรษฐกิจดีที่สุดในบรรดาเพื่อนบ้าน ตัวเลขคาดการณ์ GDP ยังคงเป็นบวก
- เงินบาทแข็ง ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาในปี 2564 เพราะกระทบหลายส่วน ที่น่ากังวลคือ การฟื้นฟูการส่งออก
เดินทางมาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2563 กันแล้ว ตลอดปีที่ผ่านมา เรียกว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย แต่ที่เผชิญเหมือนๆ กันทั้งโลก ก็คงหนีไม่พ้น "วิกฤติโควิด-19" ที่บอบช้ำกันถ้วนหน้า นับตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงปลายปี สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลาย เกิดการระบาดระลอกใหม่ บางประเทศเป็นคลื่นลูกที่ 3 แล้ว ส่วนประเทศไทยเองก็เจอคลื่นลูกที่ 2 รุนแรงกว่าคลื่นลูกแรกมาก เพราะเป็นแบบ "คลัสเตอร์!!"
ซึ่งพอเห็นตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่แต่ละวันๆ แล้ว ก็ตึงเครียดไม่น้อย เพราะนั่นหมายความว่า อนาคตการเปิดประเทศย่อมเป็นไปได้ยาก อย่างญี่ปุ่นที่ออกมาประกาศสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา งดรับเที่ยวบินต่างชาติทุกประเทศจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะดีขึ้น และแม้ไทยไม่ได้ปิดจนถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้สบายใจเท่าไร เพราะถึงไม่ปิด แต่เที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อการท่องเที่ยวก็ยังเปิดไม่ได้อยู่ดี แถมพอมีข่าวการติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มเข้ามา คนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะออกไปเที่ยวกันอีก พอจบวิกฤตินี้... ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายเล็ก รายน้อย ไปจนถึงกลางๆ อาจต้องจากลา...
ย้อนกลับไปช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ผู้เขียนนึกถึงคำพูดหนึ่งของ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่กล่าวปาฐกถาภายในงาน SHARING OUR COMMON FUTURE ร่วมแรง เปลี่ยนแปลง แบ่งปัน ในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยปี 2564" ไว้ว่า...
"รายงานล่าสุดของ IMF มีการปรับการพยากรณ์การถดถอยทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ของประเทศไทยให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประเทศเดียวในอาเซียน ที่เหลือปรับลดลงหมดเลย... ถ้าเป็นไปตามทิศทางที่กล่าวมา เชื่อว่าน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า ดีและดีกว่าในอาเซียน... หากยังจำกันได้ หลายคน นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน เคยบอกว่า ประเทศไทยจะมีการเติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน วันนี้ผมคิดว่าไม่ใช่ ถึงสิ้นปีเดี๋ยวเรารอดูกัน"
ผู้เขียนขอเน้นประโยคเด็ดอันน่าสนใจที่ว่า "ประเทศไทยจะมีการเติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน วันนี้ผมคิดว่าไม่ใช่..." หากสรุปง่ายๆ ความหมายก็คือว่า "ไทยไม่ได้แย่ที่สุดในอาเซียน (แน่นอน ฟันธง!!)"
แถมท่านยังบอกอีกว่า "ถึงสิ้นปีเดี๋ยวเรารอดูกัน"
เมื่อท่านบอกมาแบบนี้ ผู้เขียนก็เลยคิดอยากเปิดย้อนดูสถิติตัวเลขกันหน่อยว่า ตลอดปี 2563 นี้ (1 ม.ค.-27 ธ.ค.) ไทยไม่ได้แย่ที่สุดในอาเซียนอย่างที่คนเขาสบประมาท และตรงตามที่ท่านรองนายกฯ บอกไว้ไหม...
:: เช็กตัวเลขท้ายปี 2563 พิสูจน์...ไทยไม่ได้แย่สุดในอาเซียน
ก่อนอื่นเรามาดูเทรนด์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศแท้จริง หรือ Real GDP ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เก็บรวบรวมตั้งแต่ปี 2523-2563 สักหน่อย
หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า ปี 2563 ประเทศไทยที่เป็นเส้นสีเขียวเข้มนั้น ปลายแหลมพุ่งลงมาล่างสุดของบรรดาเส้นประเทศอื่นๆ ในอาเซียนทั้งหมด อยู่ที่ -7.1% โดยมีเพื่อนบ้านตามมาติดๆ 2 ประเทศ คือ มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ต่าง -6% เท่ากัน และแม้จะมีบางประเทศที่พ้นเส้นติดลบ เช่น เวียดนาม (1.6%) เมียนมา (2%) ลาว (0.2%) บรูไน (0.1%) แต่ทั้งหมดล้วนปลายแหลมพุ่งลงดิ่งทั้งสิ้น
ซึ่งหากมองแค่นี้... ก็อาจแย้งคำพูดข้างบนได้ว่า "นี่ไง...ไทยแย่ที่สุดในอาเซียน!!"
แต่...เราจะไม่รีบด่วนสรุปขนาดนั้น
จากกราฟข้างบน เราก็พอจะคัดเลือก "ผู้ท้าชิง" ประเทศที่เศรษฐกิจแย่ที่สุดในอาเซียน ปี 2563 แข่งกับไทยได้ด้วยกัน 2 ประเทศ นั่นคือ "มาเลเซียและสิงคโปร์" ส่วนเวียดนามนั้น...แม้จะเป็นคู่แข่งกันในทุกๆ เรื่อง (ปีนี้ถูกจับเทียบกันบ่อยมาก) แต่สำหรับตำแหน่งนี้คงต้องตัดรายชื่อทิ้งไปได้เลย เพราะถึง GDP ไตรมาส 3 เราจะดีขึ้นจากไตรมาส 2 คือ จาก 12.1% ซึ่งหนักที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2541 ช่วงวิกฤติการเงินเอเชีย (-12.5%) มาเป็น 6.4% แต่เขากลับเติบโตขึ้น 2.6% ยังยากที่จะไล่ตามในเวลานี้...
แต่ก่อนจะไปเทียบกับ 2 ประเทศนั้น เรามาเช็กตัวเลขของประเทศไทยกันก่อน ซึ่งจากภาพรวม GDP ไตรมาส 3 ที่ดีขึ้น แน่นอนว่า ในส่วนอื่นๆ ก็ย่อมดีขึ้นตาม เริ่มตั้งแต่การจับจ่ายการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลง 0.6% ดีขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ลดลง 6.8% ขณะที่ กิจกรรมการบริการที่พักและอาหาร หลังไตรมาส 2 หดตัว 50.2% พอมาไตรมาส 3 มีการหดตัวลดลง อยู่ที่ 39.6%
และเมื่อในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ทั่วโลกมีสัญญาณการฟื้นตัว ก็ทำให้การส่งออกสินค้าเริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยไตรมาส 3 ลดลงเพียง 7.7% ดีกว่าไตรมาส 2 ที่หดตัวถึง 15.9% สวนทางกับการส่งออกภาคบริการที่หดตัวอย่างหนัก 73.3% มากกว่าไตรมาส 2 ที่หดตัว 68%
อย่างไรก็แล้วแต่...ก็ยังพอพยากรณ์เศรษฐกิจไทยได้ว่า ทั้งปี 2563 อาจหดตัว 6.0% จากที่เคยคาดการณ์ว่า อาจหดตัวมากถึง 7.3-7.8% และมองว่า ปี 2564 จะกลับมาเติบโตอีกครั้งได้ 3.5-4.5%
ทีนี้...ตัวเลขมาเลเซียกับสิงคโปร์เป็นอย่างไร?
เริ่มกันที่ "มาเลเซีย"
จากการหดตัวอย่างหนัก 17.1% ในไตรมาส 2 ปี 2563 (Q1: -16.4%) พอมาถึงไตรมาส 3 แม้จะยังติดลบอยู่ แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก พยุงขึ้นมาอยู่ 2.7% โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ไตรมาส 3 ของมาเลเซียฟื้นกลับมา คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่เติบโตขึ้น 3.3% เทียบกับไตรมาสที่แล้ว 18.3% ในส่วนการส่งออกสินค้ายังคงหดตัว 4.7% แต่ก็ถือว่าดีขึ้นจากไตรมาส 2 มากๆ เพราะตอนนั้นหดตัวถึง 21.7% ทีเดียว
ในภาพรวมไตรมาส 3 ของมาเลเซีย ถือว่าดีขึ้นมาก ไม่ได้หนักหนาเท่าไตรมาส 2 ที่ติดลบเลข 2 หลักเกือบทุกอย่าง เหลือเพียงภาคการก่อสร้างที่ยังติดลบเลข 2 หลักอยู่ คือ 12.4% จากไตรมาส 2 หดตัว 44.5% นั่นทำให้ทั้งปี 2563 มีการประมาณการ GDP ไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 4.5-3.5%
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจมาเลเซียนั้นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไตรมาส 3 ปีที่แล้วขยายตัว 4.4% โดยมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2564 จะกลับมาโต 6.5-7.5% เลยทีเดียว
ต่อกันที่ "สิงคโปร์"
ไตรมาส 3 หดตัว 7% ดีขึ้นจากไตรมาส 2 ที่หดตัวถึง 13.3% ในส่วนอื่นๆ อย่างภาคบริการลดลง 8% จากปีก่อนหน้า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มขึ้น 2% และภาคการก่อสร้างลดลง 44.7% ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า GDP ทั้งปี 2563 อาจหดตัว 5-7% จากปี 2562
นี่เป็นตัวเลขคร่าวๆ ที่ยังเหลือไตรมาส 4 อีกที่ต้องลุ้น ซึ่งเท่าที่ดูตัวเลขเบื้องต้นนี้ ไทยกับสิงคโปร์นั้นเป็นคู่แข่งที่สูสี แต่หากเทียบสถานการณ์ปลายปีนี้ ที่ไทยพบคลัสเตอร์สมุทรสาครขนาดใหญ่ ขณะที่ สิงคโปร์มีข่าวเริ่มฉีดวัคซีน ก็มีแววว่า... เศรษฐกิจไทยอาจจะและแย่ที่สุดในอาเซียนก็เป็นได้ (หรือคุณผู้อ่านคิดอย่างไร?)
:: ย้อนภาพ... "เศรษฐกิจ" ที่ต้องตามต่อในปีหน้า
ในปี 2564 มีหลายเรื่องที่เราต้องติดตาม บางอย่างเป็นประเด็นร้อนอยู่แล้ว และบางอย่างเป็นเรื่องใหม่ หากเราพลาดหรือชักช้า ...อาจตกขบวนได้
1. การถูกจับตา "บิดเบือนค่าเงิน"
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไทยต้องถูกจับไปอยู่ในรายชื่อต้องจับตาบิดเบือนค่าเงิน ก็คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรุนแรง จนส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ระดับ 30 บาท และเมื่อ 17 ธันวาคม ก็ร่วงลงต่ำกว่า 30 บาท เป็นครั้งแรกในปีนี้ ที่น่ากังวลในเรื่องนี้ คือ อาจเสี่ยงต่อการฟื้นฟูการส่งออก ดังนั้น ปีหน้าหากไม่แก้ไขเรื่องค่าเงิน อาจส่งผลกระทบหนักได้
อ่านเพิ่มเติม: สหรัฐฯ กลัวเสียเปรียบไทย ยัดข้อหาเดิม จับตามอง "บิดเบือนค่าเงิน"
2. สนามเงินดิจิทัล
ปี 2563 นี้ เราได้เห็นการผลักดันการเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มกำลัง ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดีมากทีเดียว และภาพที่เห็นไกลกว่านั้นคือ จีนกำลังผลักดันการใช้หยวนดิจิทัลในการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนการค้า ในมุมไทยเองก็เคยมีแว่วอนาคตมาให้เห็นในเรื่องของ "บาทดิจิทัล" เช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม: "หยวนดิจิทัล" GAME CHANGER ท้าชนยักษ์ใหญ่ ลดอำนาจผูกขาด "ดอลลาร์"
3. บริษัทซอมบี้ล้นตลาด
ภาพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ คือ บริษัทซอมบี้ ที่จำนวนมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ก่อนที่จะไปถึงไตรมาส 2 ปีหน้า ต้องเร่งเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ หากรายได้ไปไม่ไหวก็ต้องยอมปล่อยให้ออกจากตลาด เพราะถ้าขืนปล่อยไว้จะเป็นการตัดโอกาสในการสร้างงานให้กับคนที่มีศักยภาพได้ โดยคาดว่า ปี 2563 จะมีสัดส่วนบริษัทซอมบี้ถึง 11%
อ่านเพิ่มเติม: สัญญาณอันตราย ธุรกิจไทยกลายเป็น "ซอมบี้" ย้อนบทเรียน "ทศวรรษที่หายไป"
4. ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
เทรนด์ EV ปี 2564 ที่มาแรง คือ ภาคการขนส่งสาธารณะและการเป็น Sharing Economy ซึ่งในส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนไทยยังถือว่าน้อยมาก หนึ่งในเหตุผลคือ ราคาและสถานีชาร์จ ที่จริงๆ แล้วมีการกระตุ้นต่อเนื่อง แต่มันยังไม่พอ และการจีบให้เทสล่ามาลงหลักปักฐานการผลิตในไทยก็น่าลุ้น แม้ว่าช่วงหลังจะเงียบๆ ไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็แล้วแต่ในปีหน้าหวังว่าจะมีการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นกว่านี้ เพราะมลพิษทางอากาศเริ่มเยอะมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะ PM 2.5
อ่านเพิ่มเติม: จับตา "รถยนต์ไฟฟ้า" แข่งเดือด "เทสล่า" มีดีอะไร ทำไมไทยจีบตั้งฐานผลิต
5. การแข่งขันตลาดเสรี
หลังจากผ่านก้าวแรกข้อตกลง RCEP ไปแล้ว ก็รอเพียงแต่การอนุมัติใช้ร่วมกัน แต่ในส่วนนี้ที่น่าติดตาม คือ การค้าเสรี ที่หากใครมัวชักช้าไม่ปรับตัวให้ทันประเทศอื่นแล้ว อาจต้องเสียตลาดให้ประเทศเหล่านี้ไปได้ คำย้ำเตือนจาก 2 นักเศรษฐศาสตร์ไทย คือ การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นแน่ หากใครยังทำเหมือนเดิม อาจต้องหายไปจากตลาด ง่ายๆ ว่า “เจ๊ง!!" และที่น่าจับตาอีกอย่างคือ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ จะมีแผนต่อข้อตกลงการค้าเสรีอย่างไร โดยเฉพาะ CPTPP หรือ TPP เดิม ที่ไทยเองก็โดนประชาชนในประเทศต่อต้านไม่หนัก
อ่านเพิ่มเติม: ไทยเข้า RCEP เปิดตลาด แข่งเดือด สินค้าทะลัก ใครไม่ปรับตัวรอวันเจ๊ง
สุดท้าย ใกล้ถึงช่วงเวลาฉลอง ปีใหม่ 2564 แล้ว ก็ขอให้ทุกท่านระมัดระวังตนเอง สุขสันต์ไร้โรคภัย ปีหน้ากลับมาเริ่มใหม่ ปรับตัวให้ทันโลก รวมถึงท่านๆ ฟากรัฐบาลบางอย่างอย่ามัวรีรอ ทำได้ทำเลย เพราะปีหน้าความรุนแรงของการแข่งขันหนักกว่าปี 2563 เป็แน่แท้.
ผู้เขียน : เหมือนพระอาทิตย์
กราฟิก : sathit chuephanngam
ข่าวน่าสนใจ:
- ทำความรู้จัก "เมียนมา" ทิศทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19 จับตาเมกะโปรเจกต์
- "ยักษ์ธุรกิจช่วยตัวเล็ก" กลยุทธ์ฟื้นเศรษฐกิจ ทางรอดปี 2564
- CPTPP กับการเปลี่ยนผ่าน 3 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
- "อาเซียน" โรงละครแห่งความขัดแย้ง ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง "สหรัฐฯ vs จีน"
- เมื่อ "เวียดนาม" ผู้ชนะสงครามการค้า ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ถูกสหรัฐฯ ตั้งข้อหา