ถกใหญ่แก้ปัญหา “กยศ.” หนี้เสีย 2.2 แสนล้าน-เด็กกู้ไม่ผ่านเพียบ กมธ.ชงยืดจ่ายค่าเทอมรอปรับเกณฑ์ให้เหมาะสม ส่งรุ่นพี่เบี้ยวหนี้ติดเครดิตบูโร ด้าน นศ.เดินหน้าร้องต่อ จี้รัฐหาเงินมาเติมให้พอ
สืบเนื่องจากกรณี “กยศ.” ปรับหลักเกณฑ์คัดกรองและจัดสรรโควต้าใหม่ โดยใช้หลัก WATERFALL MODEL เป็น 4 ลำดับ จัดสรรให้กลุ่มสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักก่อน รวมถึงปรับระบบยื่นและคุณสมบัติผู้กู้ใหม่ ทำให้มีผู้กู้ยืมจำนวนมากไม่สามารถกู้ยืมเงินได้ จนเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา ทางสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ยื่นเรื่องต่อสภาฯ พร้อมเผยสำรวจ 15 สถานศึกษาทั่วประเทศ พบว่า 47% กู้ไม่ผ่าน เสี่ยงหลุดระบบการศึกษา ในขณะที่ ทางกยศ. มีหนี้เสียถึง 220,000 ล้านบาท และยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน (อ่านต่อได้ที่ : เกณฑ์ใหม่ กยศ.จำกัดโควตา “สาขาเรียน” เหนือ “ความจน” บีบเด็กหลุดระบบ)
วันที่ 3 ก.ย. 69 นายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ นักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ร่วมกับเครือข่ายคือสภาเด็กและเยาวชน และ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อมูลและความคิดเห็น โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงตัวแทนจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เข้าร่วมการประชุมและเสนอแนวทางแก้ไข
แนะ กยศ.ปรับเกณฑ์คัดกรอง-จ่อส่งรุ่นพี่เบี้ยวหนี้ติดเครดิตบูโร
น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และ น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม ในฐานะโฆษก กมธ.การศึกษา เผยว่า ในการประชุมครั้งนี้มี 2 ฝ่ายเข้ามาชี้แจง คือผู้ร้องเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไม่สามารถกู้ยืม กยศ.ได้ โดยได้นำข้อมูลตัวเลขของผู้ที่หลุดจากระบบเนื่องจากหลักเกณฑ์ WATERFALL MODEL หรือการจัดสรรโควตาจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้น รวมถึงการกำหนดนิยามผู้กู้รายใหม่-รายเก่า
และอีกฝ่ายคือฝ่าย กยศ. ที่ได้เข้ามาชี้แจงว่าหลักเกณฑ์ใหม่นี้ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหางบประมาณที่มีอยู่จำกัด และปัญหาหนี้เสีย (NPL) เกิน 50% จากบัญชีผู้กู้ทั้งหมด โดยรุ่นพี่ที่กู้ยืมไปราว 4 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้จ่ายหนี้เพียง 2 ล้านคนเท่านั้น ทำให้กองทุนมีข้อติดขัดในการจัดสรรงบประมาณมาให้นักศึกษาปัจจุบันกู้ยืม
น.ส.วงศ์อะเคื้อ เผยว่า ทาง กมธ.ได้มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาต่อ กยศ. ประเด็นแรก คือให้พิจารณาปรับหลักเกณฑ์คัดกรองใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในผู้กู้ยืมลำดับที่ 3 (ไม่ได้เรียนในสาขาวิชาความต้องการหลัก มีบัตรคนจน) และลำดับที่ 4 (ไม่ได้เรียนในสาขาวิชาความต้องการหลัก รายได้ครอบครัวไม่เกิน 3.6 แสน) ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และเสี่ยงไม่ได้รับการจัดสรรโควต้า เพื่อให้เด็กตกหล่นน้อยที่สุด และในเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี อาจเป็นตัวเลขที่ไม่เหมาะสม เพราะบางครัวเรือนอาจมีรายได้เกินจำนวนนี้ แต่มีภาระต้องเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวหลายคน ทำให้ไม่เพียงพอใช้จ่าย ซึ่งทาง กยศ.ก็รับปากว่าจะมีการพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้ ในเรื่องเกณฑ์ลำดับสาขาวิชา น.ส.จินณ์ตวรรณ เผยว่า เป็นไปตามแนวทางใหม่ของ กยศ. คือ “เรียนดี มีงานทำ มีความพร้อมชำระหนี้” เน้นสายวิชาที่เป็นความต้องการหลัก เช่น เอไอ อีวี เซมิคอนดักเตอร์ สาธารณสุข ที่เป็นกลุ่มที่จำเป็นและบุคลากรยังขาดแคลน สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้เป็น New S-Curve หรือกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ประเด็นที่สอง คือ การติดตามหนี้ของรุ่นพี่่ น.ส.วงศ์อะเคื้อ เผยว่า มีมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาวที่จริงจัง เบื้องต้นที่มีการพูดคุยกันคือในระยะสั้น ปี 2569 นี้มีการจ้างเหมาบริษัทเอาท์ซอร์ซเอกชนติดตามทวงหนี้ และเริ่มนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) และเข้าสู่ระบบของที่ทำงานผู้กู้ต่อไป ในระยะกลาง จะมีการใช้งานระบบเครดิตบูโรเต็มรูปแบบเพื่อให้เชื่อมต่อกับหน่วยงาน และการทำงานของผู้กู้
ประเด็นที่สามคือปัญหาเร่งด่วน เด็กที่กู้ไม่ผ่านและกำลังจะหลุดจากระบบในปีการศึกษานี้ น.ส.จินณ์ตวรรณ เผยว่า ทาง กมธ.เสนอให้ กยศ.แจ้งไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ที่ขอยื่นกู้เข้ามาในระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve) เพราะเด็กจำนวนหนึ่งต้องการให้สถานศึกษาแจ้งให้ชัดเจนว่าจะได้รับการจัดสรรโควตาหรือไม่ เพื่อวางแผนด้านการศึกษาต่อไป
นอกจากนี้ยังเสนอให้ กยศ.เข้าไปพูดคุยกับมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาที่เข้าร่วม กยศ.ทั้ง 4,000 แห่งทั่วประเทศ ให้มีการผ่อนผันและขยายระยะเวลาการชำระค่าเทอมออกไปในปีการศึกษานี้ ที่เพิ่งเกิดปัญหาจากการบังคับใช้หลักเกณฑ์ใหม่ โดย กยศ.ได้เสนอต่อ กมธ.ว่า อาจมีการปรับลดเงินจำนวนกู้ยืมในส่วนของ “ค่าครองชีพ” และโยกมาจ่ายเป็น “ค่าเล่าเรียน” เพื่อกระจายสู่นักศึกษาได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กยศ.ได้มีการปล่อยกู้ ค่าครองชีพ-ค่าเล่าเรียน ในอัตราประมาณ 80:20 หรือ 70:30 กล่าวคือค่าครองชีพมีจำนวนเงินที่มากกว่า
สำหรับการเพิ่มงบประมาณ หรือดึงงบจากส่วนอื่นเข้ามาแก้ไขปัญหานั้น อาจไม่ทันในงบประมาณ 2570 ที่ผ่านการพิจารณาแล้ว แต่ในส่วนที่ กยศ.ได้ยื่นขอวงเงินงบกลางเพิ่มเติมประมาณ 4,800 ล้านบาท สำหรับปีการศึกษา 2569 ทาง กมธ.ก็ได้รับทราบและพิจารณาประสานต่อไป
โฆษก กมธ.การศึกษา ชี้ว่าทาง กมธ.จะมีการผลักดันเพิ่มงบประมาณในปีงบประมาณถัดไป แม้อาจจะไม่ได้เต็มจำนวนแต่อย่างน้อยต้องไม่ให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ในที่ประชุมยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการดำเนินการแก้ไขปัญหาของ กยศ.ที่แน่ชัด แต่ยืนยันว่าจะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
“การศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนเพื่อผลิตบุคลากรเข้ามาพัฒนาประเทศ จึงอยากให้น้องๆ นักเรียนนักศึกษามั่นใจว่า กมธ.จะให้ความสำคัญ ติดตามและทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ปัญหาเรื่องเงินเข้ามาทำให้ความหวัง และความฝันที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่จะได้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงักไป”
นศ.เดินหน้าร้องต่อ จี้ กยศ.เติมงบ-ปรับเกณฑ์โดยด่วน
นายพลาธิป ตัวแทนนักศึกษาผู้ได้รับผลกระทบ เผยว่า จากการที่ตนและเครือข่ายได้ร่วมผลักดันเรียกร้องการแก้ไขปัญหา กยศ.มาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ทาง กมธ.การศึกษา ก็ได้รับทราบและเชิญมาให้ข้อมูล และหารือร่วมกับทาง กยศ.โดยทางกลุ่มได้รายงานปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขไป
- แนะรัฐบาล-กยศ. เติมงบให้เพียงพอ
ประการแรก ปัญหาเด็กกำลังจะหลุดจากระบบการศึกษาเพราะไม่ได้รับโควต้ากู้ยืมในปีการศึกษานี้ เนื่องจากกองทุนไม่มีเงินเพียงพอให้ผู้กู้ทุกราย จนต้องปรับหลักเกณฑ์คัดกรองเป็นแบบ WATERFALL MODEL เปลี่ยนระบบการยื่นเป็น Pre-Approve ซึ่งก็มีปัญหาว่าตัวเลขผู้ยื่นกู้ที่แท้จริงมีกี่คนกันแน่
ทั้งนี้ กยศ.ระบุว่ามีเป้าหมายให้กู้ยืม 780,000 คน ต้องใช้งบประมาณเพิ่มอีก 2.2 หมื่นล้านบาทจึงจะเพียงพอ แต่ทางกลุ่มฯ มองว่าจำนวนผู้ที่ต้องการกู้ที่แท้จริงอาจมีมากกว่านี้ และแม้เพิ่มงบอีก 2.2 หมื่นล้านก็อาจยังไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ กยศ.ไปสำรวจจำนวนผู้กู้และงบประมาณที่แน่ชัดมาก่อน และภาครัฐต้องไปหาเงินมาเติมให้เพียงพอ
“รัฐบาลมีเงินเพื่อนำไปทำอย่างอื่นได้อย่างมากมาย แต่ กยศ.กลับ ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 70 เพียง 9,000 ล้านบาท หากเทียบกับงบประมาณปี 69 ได้รับจัดสรรประมาณ 4,500 ล้านบาท ปี 68 ได้รับงบประมาณสนับสนุนทั้งสิ้น 19,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขยังย้อนแย้งกันอยู่ เพราะแม้งบปี 70 จะมากกว่าปี 69 เป็นเท่าตัว แต่ก็ยังน้อยกว่าปี 68 เป็นปีที่ไม่เกิดปัญหาอยู่เท่าตัวเช่นกัน”
นอกจากนี้ในระบบ Pre-Approve เองก็ควรมีการแสดงผลให้ชัดเจน ว่าผู้กู้ได้รับการจัดสรรโควต้าหรือจะได้รับเงินหรือไม่เพื่อที่จะได้วางแผนด้านการศึกษาต่อไป เพราะตอนนี้จำนวนมากขึ้นแสดงผลว่ากำลังตรวจสอบเอกสาร ทำให้เกิดความเข้าใจว่ายังมีโอกาสได้รับเงินอยู่
- ปรับเกณฑ์รายได้สอดคล้องความจริง
ประการที่ 2 คือ ผู้กู้รายเก่ากู้ต่อไม่ได้จากการปรับเกณฑ์คัดกรอง โดยทางกลุ่มฯ เสนอว่า ในเกณฑ์รายได้ 3.6 แสนบาทที่เป็นรายได้ครัวเรือน ควรหารเฉลี่ยเป็นรายหัวหรือดูภาระรับผิดชอบก่อน
“ตัวอย่างครอบครัวของเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งพ่อทำงานคนเดียว ทำโอทีจนได้รายได้เกิน 3.6 แสนบาท แต่ต้องเลี้ยงถึง 5 ชีวิตในครอบครัว แต่ลูกที่เป็นผู้กู้ยื่นไม่ผ่านเกณฑ์รายได้ และกำลังจะถูกตัดสิทธิ”
ในส่วนของการจัดลำดับตามเกณฑ์ WATERFALL MODEL ก็มีข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งการที่เด็กมีทุนทรัพย์ สามารถยื่นกู้ได้หากศึกษาในสาขาความต้องการหลักและได้รับการจัดสรรโควต้าก่อนเด็กในสาขานอกความต้องการหลักแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือการใช้เกณฑ์บัตรคนจน แม้ว่าการคัดเลือกบัตรคนจนปี 2565 จะมีปัญหาก็ตาม
“ในความเป็นจริงแล้ว ทาง กยศ.ไม่จำเป็นต้องเพิ่มหลักเกณฑ์คัดกรองเองก็ได้ อาจใช้ฐานข้อมูลเด็กยากจนจากกระทรวงศึกษาธิการหรือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ) ก็ได้ เพราะเกณฑ์ที่ กยศ.คิดขึ้นมาเอง ก็ทำให้เด็กยากจนจริงๆ หลุดจากระบบจำนวนมาก”
- ขยายเวลาจ่ายค่าเทอม
ประการที่ 3 ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างรอแนวทางที่ชัดเจน ทางกลุ่มฯ ได้เสนอให้ กยศ.ไปพูดคุยกับทุกสถานศึกษา ว่าแต่ละแห่งสามารถขยายกรอบเวลาการจ่ายค่าเทอมได้หรือไม่ หรือมีทุนการศึกษาใดที่เข้ามาเสริมได้ เพราะตอนนี้ผู้กู้จำนวนมากต่างเป็นกังวล ในกลุ่มโอเพ่นแชตที่ทางกลุ่มเปิดขึ้นเพื่อพูดคุย รับข้อร้องเรียน ก็มีหลายคนเข้ามาแชร์ว่าตอนนี้เกิดปัญหาสุขภาพจิต บางคนถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง
นายพลาธิป เผยว่า บรรยากาศในการประชุมก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจในการอยากช่วยเหลือจาก กมธ.หลายๆ ท่าน แต่ในหลายคำถามก็ยังได้รับคำตอบที่คลุมเครือหรือไม่ได้คำตอบเลย ทั้งนี้ทาง กมธ.ก็รับปากว่าจะนำเรื่องไปผลักดันให้ ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะยาวต้องมีการประสานกับอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ทาง กยศ.ยังไม่ได้รับปากและระบุกรอบเวลาในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ซึ่งทางกลุ่มฯ ก็รับรู้ว่ามีปัญหาสะสมเยอะและเห็นใจผู้จัดการกองทุนที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง แต่ก็อยากให้ กยศ.เห็นความเดือดร้อนและรับข้อมูลและรับข้อเสนอไปพิจารณา ยืนยันว่าข้อมูลที่จัดทำเป็นความจริงไม่มั่วขึ้นมาแน่นอน
จากนี้ ทางกลุ่มฯ จะเดินหน้าเรียกร้องต่อไป โดยได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักปลัด อว. สำนักนายกฯ ที่ประชุมอธิการบดี สำนักงบประมาณ เพื่อให้มาประชุมกำหนดทิศทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และจะมีการหารือที่กระทรวง พม.ในวันที่ 11 ก.ย.นี้
นายพลาธิป กล่าวทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่ที่ตนออกมาเคลื่อนไหวก็ได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่าย และพอมีช่องทางให้ยื่นขอทุนการศึกษาอยู่บ้าง ในขณะที่นักศึกษาอีกหลายคน สิ้นหวังไปแล้ว ยืนยันว่าจะไม่หยุดเคลื่อนไหวจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข
“หน่วยงานบอกว่าจะให้การดูแลเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าหมายความว่ายังไง แต่ก็ขอบคุณ แต่ว่าเรื่องนี้ผมไม่จบ จนกว่าเพื่อนๆ จะได้ ตัวผมได้มันก็ได้แค่ตัวผม แต่หลายๆ คนที่รับเรื่องร้องเรียนมา เจอปัญหาหนักกว่านี้”
ดัน “เรียนฟรี” ทุกระดับชั้น แก้ปัญหาระยะยาว
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.การศึกษา กล่าวว่า กยศ. มีปัญหาเรื้อรังมายาวนานที่ต้องถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ ในส่วนของการติดตามทวงหนี้จากรุ่นพี่นั้น มาตรการของรัฐยังมีข้อจำกัดหรือระบบไม่สามารถดำเนินการอย่างราบรื่น อย่างไรก็ดีรุ่นพี่ควรมีจิตสำนึกในการพยายามหาวิธีใช้หนี้ ต้องนึกถึงรุ่นต่อไปที่ต้องการกู้เงินไปใช้
สำหรับการแก้ปัญหาโดยถาวร ควรต้องปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดูแลพลเมืองไม่ให้เป็นลักษณะของการให้ หรือแม้กระทั่งการกู้ยืม แต่เป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม เป็น “สวัสดิการแห่งรัฐ” เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นภาระของประชาชน ตัวอย่างในหลายประเทศ เรียนฟรีได้ถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรพัฒนาให้ไปถึง จากปัจจุบันที่มาตรฐานการศึกษาขั้นต่ำคือมัธยมศึกษาเท่านั้น