เมื่อความจนอย่างเดียว ไม่พอให้ได้เรียนต่อ “กลุ่มนักศึกษา” ร้องเกณฑ์ใหม่ กยศ.เปลี่ยนนิยามผู้กู้รายใหม่-จำกัดโควตา เน้นสาขาความต้องการหลักก่อน ทำเด็กด้อยโอกาสสาขาอื่นอดกู้ เสี่ยงหลุดระบบการศึกษา
จากกรณีวันที่ 26 ส.ค. 69 นายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ นักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ร่วมกับกลุ่มนักศึกษา บุกสภาฯ ยื่นเรื่องร้องเรียน หลัง กยศ. ปรับเกณฑ์คุณสมบัติผู้กู้-จำกัดโควตา เผยผลสำรวจจาก 15 สถานศึกษาทั่วประเทศ พบว่า 47% กู้ไม่ผ่าน หวั่นทำเด็กด้อยโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากแบกรับค่าเทอมไม่ไหว
วันนี้ (28 ส.ค. 69) ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นดังกล่าวกับแหล่งข่าว กยศ. กล่าวว่า การจัดสรรโควตาจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้กู้ยืม ทั้งผู้กู้ยืมรายเก่าต่อเนื่อง (อิงจากฐานนักศึกษาเดิมที่กู้ยืมอยู่แล้วและยังคงศึกษาอยู่ในสถานศึกษาเดิม และจำนวนนักศึกษาผู้ยื่นกู้รายใหม่ ซึ่งในแต่ละสถานศึกษาจะได้รับโควตาต่างกันไป โดย กยศ.ได้แบ่งผู้กู้ออกเป็น 3 ลักษณะ และจัดสรรโควตาจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้น (WATERFALL MODEL)
ประเภทผู้กู้ยืม 3 ลักษณะ
ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ครอบครัวมีรายได้ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด) ได้แก่
- กลุ่มสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม
- กลุ่มสาธารณสุข
- กลุ่มเกษตร
- กลุ่มสังคมศาสตร์ เช่น ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ เป็นต้น
- หลักสูตรนอกเหนือจากลักษณะ 2 และ 3
ลักษณะที่ 2 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่
- เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- เซมิคอนดักเตอร์ และ ควอนตัม
- เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming)
- แพทยศาสตร์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์
- พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กายภาพบำบัด
- กลุ่มพลังงานสีเขียว (Green Energy) และพลังงานทดแทน (Alternative Energy)
ลักษณะที่ 3 สาขาฯ ที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ
- กลุ่มที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ เช่น นาฏศิลป์ไทย จิตรกรรมไทย ดนตรีไทย เป็นต้น
การจัดสรรโควตาตามหลักเกณฑ์
1. ลำดับ 1 กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3 เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์
- เคยเป็นผู้ได้รับทุน จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้ขอกู้ยืม/ครอบครัว) หรือเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ (รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี)
2. ลำดับที่ 2 ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3
3. ลำดับที่ 3 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1
- เคยเป็นผู้ได้รับทุน กสศ.หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้ขอกู้ยืม/ครอบครัว)
4.ลำดับที่ 4 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1
- เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ (รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี)
เมื่อสถานศึกษาได้รับวงเงินรวมจาก กยศ. มาแล้ว จะทำการจัดโควตาตามหลักเกณฑ์ Waterfall Model นี้ โดยวงเงินโควตาที่มีอย่างจำกัดจะถูกมอบให้ผู้กู้ในลำดับแรกสุดก่อน เมื่อลำดับแรกได้รับการอนุมัติจนครบแล้ว เงินโควตาที่เหลือจึงจะไหลลงมาสู่ลำดับถัดไป ทำให้กลุ่มผู้กู้ในลำดับหลังๆ มีโอกาสถูกตัดสิทธิ์สูงมากเนื่องจากโควตาเต็มก่อน
นายพลาธิป ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาผู้ได้รับผลกระทบ เผยคำร้องเรียน 5 ข้อ ใจความสำคัญว่า
1. การจัดสรรโควตา มีจำนวนไม่เพียงพอต่อผู้มีความประสงค์กู้ยืม สถานศึกษาได้รับโควตากู้ยืมเฉลี่ยเพียงร้อยละ 47.47 ของจำนวนผู้ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลเบื้องต้นจากการสำรวจ 15 สถานศึกษา ระดับอุดมศึกษา)
จากการสอบถามกับสถานศึกษา พบว่า การจัดแบ่งโควตาในปีการศึกษา 2569 คาดว่าใช้อัตราส่วน 0.5 เท่า ของจำนวนการอนุมัติคำขอกู้ยืมในปีการศึกษา 2568 (เน้นจำกัดการอนุมัติเฉพาะกลุ่มที่ตรงเกณฑ์สาขาขาดแคลน/ความต้องการหลัก หรือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและขาดแคลนทุนทรัพย์ก่อน ทำให้โควตารวมถูกบีบให้แคบลง)
โดยปัญหางบประมาณ ปี 2569 คือ กยศ. ได้รับงบอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568) เพียง 5,100 ล้านบาท (ข้อมูลสืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2569) ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับความต้องการใช้เงินจริงในปีที่ผ่านมา มีที่สูงถึงกว่า 37,000 ล้านบาท สะท้อนถึงภาวะการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงของ กยศ. ซึ่งสถานการณ์นี้บังคับให้ กยศ. จำเป็น ต้องใช้มาตรการจำกัดโควตา ตัดสิทธิ์ผู้กู้ และนำเกณฑ์การคัดกรองที่เข้มงวด (Waterfall Model) มาใช้ในการจัดสรรสิทธิ์ที่เหลืออยู่อย่างจำกัด
2. ปัญหาภาระทางการเงินของผู้ปกครอง กระทบความสามารถในการชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่อง ร้อยละ 31.42 ของผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงิน ต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบหรือหาเงินมาสำรองจ่ายค่าเทอมล่วงหน้า ตามระเบียบของสถานศึกษา หากไม่มีจ่ายอาจถูกตัดสถานภาพนักศึกษาหรือไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและภาระผูกพันแก่ครอบครัวอย่างมาก โดยที่สถานศึกษายังไม่มีมาตรการช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มนี้
3. ปัญหานักศึกษาเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก มีนักศึกษาต้องลาออก หรือดรอปเรียน ร้อยละ 45.28 หากยื่นกู้ไม่ผ่าน สะท้อนความรุนแรงของปัญหาอย่างมาก นอกจากนี้ ร้อยละ 6.23 ยังได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะเครียด ซึมเศร้า หรืออยู่ในความเสี่ยงว่าอาจเป็น เนื่องจากระบบการจัดสรรโควตา ซึ่งไม่เพียงพอต่อผู้มีความประสงค์ยื่นกู้ และความไม่ชัดเจนในแนวทางปฏิบัติของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในการประสานงานชี้แจงกับนักศึกษาผู้ยื่นกู้
4. ปัญหากระบวนการการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์กู้ยืมที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอ้างอิงตามหลักเกณฑ์ Waterfall Model ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ปีการศึกษา 2569 การให้ความสำคัญกับผู้กู้ยืมลักษณะที่ 2 และ 3 (สาขาความต้องการหลักและสาขาที่กองทุนส่งเสริม) เป็นลำดับแรก ทำให้ผู้กู้ลักษณะที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วไป ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากโควตาถูกจัดสรรจนเต็มก่อนถึงลำดับของตน
นอกจากนี้การเปลี่ยนนิยาม/เพิ่มเกณฑ์ผู้กู้ยืมรายใหม่ คือผู้ที่เปลี่ยนระดับการศึกษา รวมถึงย้ายสถานศึกษา แม้จะเคยกู้อยู่แล้วจะกลายเป็นผู้กู้รายใหม่ และต้องผ่านการตรวจสอบคัดกรองลำดับขั้นอีกครั้ง จากเดิมที่ผู้กู้รายเก่าจะสามารถกู้ต่อได้เลยโดยไม่ต้องมีเกณฑ์การคัดกรองเป็นการสร้างความซับซ้อนและทำให้ผู้กู้รายเก่าถูกตัดโอกาสทางการศึกษาจำนวนมากเนื่องจากไม่ได้รับการจัดสรรโควตา
5. ปัญหาบางสาขาวิชาไม่สามารถยื่นกู้ได้ จากความผิดพลาดด้านการประสานงานระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รายงานจากเจ้าหน้าที่ กยศ. ของสถานศึกษาแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่สามารถยื่นคำขอ กู้ยืมในระบบ Pre-Approve ได้ เนื่องจากไม่มีในประกาศกำหนดลักษณะผู้กู้ยืมของกองทุน ซึ่งแม้จะมีการ ทักท้วงไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงและกองทุนฯ ก็ยังไม่ได้รับแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งพบกรณีเดียวกันนี้ ในอีกหลายสถานศึกษา
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้พยายามติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก กยศ. โดยทาง กยศ. เผยวัตถุประสงค์ของการปรับเกณฑ์ในปีนี้ว่า ต้องการมุ่งเน้นส่งเสริมนักศึกษาที่เรียนในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ,กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ ,เคยเป็นผู้ได้รับทุน กสศ., มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้ขอกู้ยืม/ครอบครัว) หรือเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ (รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี) แต่ข้อมูลและคำชี้แจงต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ จะทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อแจ้งให้ทราบต่อไป