“ยศชนัน” ชู AI การแพทย์ เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อน GDP ประเทศ พร้อมรับฟังเสียงค้านปมเปิดคณะแพทย์ใหม่-ผลิตเพิ่ม 2 หมื่นคน มีการศึกษารองรับ-กระจายแพทย์ทั่วถึง ย้ำต้องมีหมอเพียงพอรองรับ Wellness Economy
วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) มีการจัดการประชุม “SEA Health Summit 2026 : AI in Health and Longevity” ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำกว่า 400 คนจากประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมงาน มุ่งเน้นประเด็น AI in Health and Longevity ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสุขภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแขกคนสำคัญ ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเทคโนโลยีร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ (พลิกโฉมสาธารณสุข! เปิดตัว SEA HI Hub ดันไทยสู่ 'Switzerland of Healthcare')
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมบรรยายในหัวข้อ “Thailand Health Tech: The Next Economic Engine” ยกระดับการแพทย์ไทยให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ขับเคลื่อน GDP ของประเทศ
...
ในประเด็นการเปิดคณะแพทย์เพิ่ม โดยตั้งเป้าว่าจะผลิตแพทย์ 22,000 คนใน 10 ปี และมีแพทย์บางกลุ่มไม่เห็นด้วยและเตรียมยื่นรายชื่อคัดค้านนั้น ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ประเด็นที่ถูกคัดค้านนั้นเกิดจากความกังวลในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เพียงพอและปัญหาการกระจายแพทย์ ชี้แจงว่าแผนของรัฐบาลเป็นผลจากการศึกษาหลายขั้นตอน โดยเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนที่จำนวนจะเข้าสู่สมดุล
ภาครัฐจะทำคู่ขนานกันไป คือการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็มีโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท (CPIRD) เพื่อกระจายแพทย์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ทั่วถึง และทำให้แพทย์ของไทยรองรับการรักษาสมัยใหม่
“การที่วันนี้เราพยายามจะบอกว่า เราจะมี Wellness Economy ก็จำเป็นต้องมีแพทย์ที่เพียงพอ เพื่อดูแลทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ดังนั้นนี่เป็นเรื่องที่ไม่ทำไม่ได้ แต่ในการดำเนินการก็ต้องรับฟังทุกๆ เสียง และพร้อมที่จะปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย”
เมื่อสอบถามถึงก่อนหน้านี้ ที่ได้กล่าวบนเวทีโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ว่า หากได้ทำงานครบ 4 ปี ประเทศไทยจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้าน AI ทางการแพทย์นั้น รมว.อว. เผยว่า ตัวเลข 4 ปีต้องการสื่อถึงความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัจจุบันก็มีหลายโครงการด้าน AI ที่ดำเนินการอยู่แล้ว และจะเชื่อมโยงในเรื่องของเครื่องมือแพทย์ สังคมผู้สูงอายุ การเก็บฐานข้อมูลต่างๆ ต่อไป
ศ.ดร.ยศชนัน เผยว่า หลายคนมองว่าประเทศไทยเป็นหมุดหมายที่สำคัญในเรื่องการแพทย์ มีระบบนิเวศทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จึงอยากใช้สิ่งนี้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ด้วยในตัว
ในส่วนของเศรษฐกิจ Wellness (ความเป็นอยู่ที่ดี) และ Longevity (การมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี) หากปรับให้อยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์ มีงานวิจัยรองรับ จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องมือแพทย์ การบริการ การแพทย์แม่นยำ (Precision Health :การดูแลสุขภาพที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละคน) การอำนวยความสะดวกในการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) การทดลองในสัตว์ รวมไปถึงการผลักดันเรื่อง Telemedicine (การแพทย์ทางไกล) ทันตกรรม กายภาพบำบัด เวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นต้น
เหล่านี้สามารถเชื่อมโยงไปถึงการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) การใช้ข้อมูลต่างๆ ที่ลึกลงไปถึงข้อมูลเชิงจีโนมิกส์ ดีเอ็นเอ ซึ่งการทำเรื่องเหล่านี้ ประเทศเดียวไม่สามารถทำได้ต้องอาศัยความร่วมมือกับหลากหลายประเทศ และการที่ได้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศชั้นนำเข้ามาร่วมลงทุนเรื่องของสุขภาพที่ประเทศไทย จะทำให้ไทยสามารถขยาย GDP ในส่วนของภาคบริการมูลค่าสูง ด้าน Wellness และ Longevity และเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ
ในส่วนงบประมาณในการทำการวิจัยนั้น ขณะนี้พยายามทำให้หลายๆ ภาคส่วนเห็นคุณค่าของการเพิ่มงานวิจัย โดยงบประมาณนั้นมาจาก 2 ภาคส่วนหลัก คือภาครัฐและเอกชน ปัจจุบันอยากให้ภาคเอกชนหันมาทำงานวิจัยให้มากขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็พยายามดึงดูดฐาน R&D (Research and Development : การวิจัยและพัฒนา) ของบริษัทใหญ่ๆ ให้มาอยู่ที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อทำงานร่วมกับภาคมหาวิทยาลัยและเอกชน หรือในการจัดซื้อของในปริมาณมาก รัฐบาลก็ยินดีที่จะเข้าไปเจรจาเพื่อให้มีองค์ความรู้บางอย่างกลับเข้าสู่ประเทศ ที่เรียกว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
...
ในประเด็นของการทดลองทางคลินิกนั้น ยืนยันว่าจะเป็นการทำบนพื้นฐานของความปลอดภัยและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งประเทศไทยมีระเบียบในการควบคุมดูแลเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่จะมีการเข้าไปปรับปรุงในเรื่องที่เกี่ยวกับ Clinical Trial Agreement (CTA) หรือ สัญญาทางกฎหมายในการทดลองทางคลินิก เพื่อให้สามารถอนุมัติได้รวดเร็ว โดยอาจออกมาเป็น “รูปแบบกลาง” ของประเทศ ที่ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามในการทดลองทางคลินิกถือเป็นขั้นตอนช่วงท้ายสุด ทำให้อุปกรณ์หรือยาต่างๆ ส่วนมากมักผ่านการตรวจสอบจนได้รับมาตรฐานเกือบสูงสุดอยู่แล้ว เชื่อว่าคนไทยจะได้ใช้ยาหรือเครื่องมือดีๆ กว่าใครในราคาที่เหมาะสม
“เราจะใช้ Wellness เป็นตัวกลาง รอบๆ คือ Nature Tech (เทคโนโลยีธรรมชาติ) ทั้งเทคโนโลยีทางด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีด้าน Cell and Gene Therapy (การรักษาด้วยเซลล์และยีน) เครื่องมือแพทย์ ยา ชุดตรวจ สมุนไพร ที่เราต้องทำให้ครบทั้งระบบนิเวศ”
ดร.ยศชนัน เผยว่า ตอนนี้มีเอกชนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาลงทุนในเรื่องการทดลองทางคลินิกในไทย และมีจำนวนมากที่ให้ความสนใจ เพียงแต่ว่าหลายอย่างหากเข้ามาทดลองในไทยและสามารถใช้งานในประเทศไทยได้ด้วยก็จะเป็นประโยชน์ ภาคเอกชนก็จะได้เห็นว่ามีความต้องการซื้อ และดึงดูดให้มี R&D เข้ามามากขึ้น
...