การประชุม SEA Health Summit 2026 ปิดฉากอย่างประสบความสำเร็จ ผนึกกำลังเปิดตัว SEA HI Hub และ SPARK Southeast Asia มุ่งผลักดันไทยสู่ 'Switzerland of Healthcare' ตั้งเป้าเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคน

พลิกโฉมสาธารณสุขอาเซียน มุ่งสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก

การประชุม SEA Health Summit 2026 ครั้งแรกได้ปิดฉากลงอย่างประสบความสำเร็จ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำกว่า 400 คนจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมงาน นับเป็นงานประชุมระดับเรือธงครั้งแรกของภูมิภาคที่มุ่งเน้นประเด็น AI in Health and Longevity เพื่อเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสุขภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งานในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง RISE, SeaX Ventures และ กรุงเทพธุรกิจ (เครือเนชั่น) โดยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างเวทีระดับโลกของภูมิภาค เพื่อร่วมกำหนดอนาคตของระบบสุขภาพ เปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และความร่วมมือ ที่จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนนับล้าน พร้อมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับเศรษฐกิจ  โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก

...

เปิด 4 เสาหลักดันไทยเป็น "Switzerland of Healthcare"

ภายในงานได้มีหมุดหมายสำคัญผ่านการประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ศูนย์การแพทย์ในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเอกชน และหน่วยงานด้านสุขภาพ ภายใต้เครือข่าย SEA Health Innovation Hub (SEA HI Hub) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เครือข่ายพันธมิตรครั้งนี้ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน จากทุกภูมิภาค อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA), สถาบันวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งชาติ (TILSNA), บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS), กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, กลุ่มโรงพยาบาลเมดพาร์ค, โรงพยาบาลวิมุต, บริษัท เมดีช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท เมดิทอป จำกัด และ บริษัท แคร์มอร์ พลัส จำกัด  

ยุทธศาสตร์ของ SEA HI Hub ได้ถูกสร้างขึ้นบน 4 เสาหลักสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง

  1. การเข้าถึงเครือข่ายคลินิกและผู้ป่วย (Clinical Access): ผ่านโรงพยาบาลพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อรองรับการทดลองทางคลินิก การสร้างข้อมูลผู้ป่วยจริง ในต้นทุนที่แข่งขันได้  
  2. เงินทุน (Capital): เชื่อมโยงสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีสุขภาพที่มีศักยภาพจากทั่วโลกเข้ากับนักลงทุนและกองทุน Deep Tech   
  3. Regulatory Fast-Track: สนับสนุนกลไก Sandbox และแนวทางเร่งรัดการอนุมัตินวัตกรรมสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค   
  4. การเข้าถึงตลาด (Market Access): สร้างความร่วมมือทางธุรกิจ ช่องทางการจัดจำหน่าย และเครือข่ายพันธมิตรทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้ง SEA HI Hub ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการประกาศร่วมกันของระบบสาธารณสุขไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาผู้ป่วย แต่จะเป็นสถานที่สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เนื่องจากไทยมีโรงพยาบาลมาตรฐาน JCI นักวิจัยระดับสากล และมีต้นทุนการวิจัยทางคลินิกที่ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 3-5 เท่า การสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและก้าวสู่การเป็น Switzerland of Healthcare จึงไม่ใช่ความฝันแต่เป็นแผนงานที่กำลังสร้างร่วมกัน  

...

ดึงโมเดลสแตนฟอร์ดเปิดตัว SPARK Southeast Asia แก้โจทย์โรคที่ยังรักษาไม่ได้

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว SPARK Southeast Asia โครงการต่อยอดนวัตกรรมสุขภาพ (Translational Health Innovation) แห่งแรกในภูมิภาค ซึ่งเป็นการเข้าร่วมเครือข่าย SPARK GLOBAL อย่างเป็นทางการ  โดยโครงการนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดย ดร.ดาเรีย มือคลี-โรเซน (Dr. Daria Mochly-Rosen) ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี พ.ศ. 2549 ภายใต้แนวคิด “นักวิจัยต่อยอดไร้พรมแดน” (Translational Scientists Without Borders)  

SPARK Southeast Asia จะเปิดโอกาสให้นักวิจัย แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์เข้าถึงการคำปรึกษาด้านการพัฒนายา การพัฒนาวิธีวินิจฉัยโรคใหม่ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์จากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ทั้งยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่ริเริ่มโดยผู้วิจัย (Investigator-Initiated Trial: IIT) โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มโรคที่ยังรักษาไม่ได้หรือได้ผลไม่ดี (Unmet Medical Needs) เป็นอันดับแรก เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคสมองเสื่อม

...

นพ.สุวินัย จิระบุญศรี นักนวัตกรรมยาและผู้อำนวยการร่วมของ SPARK Southeast Asia กล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิภาคนี้มีงานวิจัยคุณภาพสูงและบุคลากรที่มีความสามารถ แต่ยังขาดระบบสนับสนุนในการแปรเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรม  การนำโมเดลของ SPARK มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมาใช้ จะช่วยสร้างระบบสนับสนุนนี้ขึ้นมา และตั้งเป้าหมายที่จะเห็นการฉลองการขึ้นทะเบียนยาตัวแรกของโครงการในภูมิภาค เช่นเดียวกับความสำเร็จของสแตนฟอร์ดที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจาก อย. สหรัฐฯ (USFDA)

ปักหมุดอนาคต เข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนในภูมิภาค

เป้าหมายระยะยาวของความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงระดับประเทศ แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาวของภูมิภาค โดยปัจจุบันเครือข่าย SEA HI Hub สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้มากกว่า 25 ล้านคน  และได้ตั้งเป้าหมายยกระดับการเข้าถึงผู้ป่วยให้ได้ถึง 100 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2571 (ค.ศ. 2028)   

ทั้งนี้ SEA HI Hub อยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  โดยคาดว่าจะมีการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2569 นี้ เพื่อผลักดันให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกอย่างแท้จริง