“ผมถูกฝั่งตรงข้าม ตราหน้าเป็นทนายโจร" เปิดเส้นทางชีวิต สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หลังถูกลอบสังหาร เผยความอัดอั้นภายใน ทำไมไม่รับว่าความคดียาเสพติดตลอดชีวิต สำรวจจุดยืน "ดับไฟใต้” ในสงครามไอโอ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ เดินทางมาถึง จ.นราธิวาส ช่วงบ่าย หลังผ่านไป 1 เดือนในเหตุการณ์ลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หรือ ทนายแวยูแฮ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ

บริเวณหน้าบ้านพักยังมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ ภายในบ้าน สส.กมลศักดิ์ ส่งยิ้มทักทายตั้งแต่แรกเจอ เขาชี้ร่องรอยบาดเจ็บจากการลอบยิงบริเวณคอ แม้เขาไม่บาดเจ็บมาก แต่บุคคลที่มาด้วยบาดเจ็บหนักถึง 2 ราย

ทนายแวยูแฮ คือชื่อที่ชาวบ้านละแวกนี้รู้จัก สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งได้เปิดใจเล่าถึงเส้นทางชีวิต จากความฝันที่จะเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ แต่กลับสอบได้ติดเป็นตำรวจสำรอง ไปจนถึงช่วงชีวิตที่สำคัญที่ได้เจอกับ "ทนายสมชาย นีละไพจิตร" ผู้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต



...

ความฝันนายร้อยตำรวจสู่เส้นทางกฎหมาย


นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เล่าถึงชีวิตในวัยเรียนว่า ปี 2527 หลังเรียนจบระดับพื้นฐานที่ จ.นราธิวาส ยุคนั้นจะมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ในการเข้าเรียนนายร้อยตำรวจ และได้ผ่านคัดเลือกในระดับจังหวัด จนได้ไปสอบ ติดสำรองคนที่ 1 ในส่วนของคนที่ใช้สิทธิ แต่ก็ไม่มีคนสละสิทธิ เลยไปลงเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ ขณะนั้นยังคิดว่าจบปริญญาตรี จะไปสอบเทียบนักเรียนนายร้อยอีกครั้ง

เมื่อจบปริญญาตรี ปี 2533 ก็ได้มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ตอนนั้นก็อยากไปทำงานต่างประเทศ เลยไปลงเรียนภาษาอังกฤษ ขณะนั้นก็ทำงานประจำเป็นโอเปอเรเตอร์ประมาณ 1 ปี ด้วยความที่พ่อ-แม่ เป็นครู ก็อยากให้กลับมาที่บ้าน


สมัยนั้นคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะเรียนนิติศาสตร์ มีน้อยมาก ทำให้ไม่มีรุ่นพี่มาคอยแนะนำ จนมาเจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน แนะนำให้ไปต่อเนติบัณฑิตต่อ เลยได้บอกกับที่บ้านว่าจะขอลาออกจากงานประจำ เพื่อไปมุ่งกับวิชาชีพทางกฎหมาย ซึ่งได้ไปฝึกที่สำนักทนายความแถวพระโขนง จากนั้นก็ไปร่วมเปิดสำนักงานทนายความ

มาถึงจุดหักเหสำคัญในชีวิต เมื่อมาพบ “ทนายสมชาย นีละไพจิตร” ปี 2540 ได้ทำงานด้านกฎหมายร่วมกันจนได้ซึมซับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และทุกเสาร์-อาทิตย์ ก็จะไปร่วมกิจกรรมกับ ทนายสมชาย โดยจะช่วยว่าความกับผู้ที่ถูกดำเนินคดีในสามจังหวัดชายแดนใต้

จนเกิดเหตุการณ์ “ทนายสมชาย” หายตัวช่วง 12 มีนาคม 2547 พวกเราได้สานต่ออุดมการณ์ของทนายสมชาย และในปีเดียวกันมีเหตุการณ์ปล้นปืนในช่วงต้นปี ซึ่งได้กลับมาในพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อสมัครเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่แพ้เลือกตั้ง

จากนั้นตัดสินใจตั้งสำนักงานทนายความในพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยตอนนั้นก็เดินทางจากกรุงเทพฯ มาในพื้นที่นราธิวาส เกือบทุกเสาร์-อาทิตย์ ด้วยความที่ยุคนั้นคนรู้กฎหมายในพื้นที่สามจังหวัดมีน้อย ซึ่งก่อนที่พี่ทนายสมชาย ก็ได้เทรนด์น้องๆ เรื่องการอบรมกฎหมาย

“ผมเป็นมุสลิมใน จ.นราธิวาส คนแรกที่จบเนติบัณฑิต ทำให้มีชาวบ้านในพื้นที่มาหาเพื่อปรึกษากฎหมายจำนวนมาก สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่ทนายสมชาย คือความเสียสละ สิทธิมนุษยชน ผิดถูกอย่างไรก็ว่าไปตามกฎหมาย โดยศาลจะเป็นผู้ตัดสิน”

...


ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อทำงานด้านสิทธิทางกฎหมายให้กับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็จะถูกอีกฝั่งผลักไปอยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายคนไม่เคารพการตัดสินของศาล และหลายคนก็พิพากษาก่อนที่ศาลจะตัดสิน ก็มองว่าพวกผมที่เป็นทีมทนายเป็นคนที่กีดขวางทำให้เขาไม่พอใจ แต่ในกระบวนการยุติธรรมการจับกุมเป็นเพียงต้นทาง

คดีที่ช่วยชาวบ้านแล้วรู้สึกประทับใจคือ คดีหมอแว เป็นคดีความมั่นคงเมื่อปี 2546 เมื่อศาลยกฟ้องน้ำตาทุกคนไหล มันเป็นความตื้นตันใจอยู่ภายใน


ด้วยความที่เป็นทนายความ และช่วยชาวบ้านในพื้นที่ทำให้ต้องเปิดบ้านรับปรึกษาเรื่องกฎหมายอยู่ตลอดโดยไม่ได้คิดค่าปรึกษา ไม่จำกัดเวลา แต่จะไม่รับว่าความคดียาเสพติด ผมไม่เคยมีใบแต่งทนายความคดียาเสพติด เพราะโดยส่วนตัวต่อต้านเรื่องยาเสพติดมาก ส่วนตัวมีความรู้สึกไม่ดีกับกรณียาเสพติด ทำให้แม้แต่จะรับเป็นทนายว่าความให้ในคดียาเสพติดยังไม่รับทำให้

“เคยมีคนที่จะให้ช่วยว่าความคดียาเสพติด ในราคาที่สูง แต่ผมปฏิเสธ บอกเขาว่า ผมเป็นหมอรักษาโรคอื่น แต่คุณต้องไปหาหมอที่รักษาตรงกับโรค”

...


จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง


จุดเริ่มต้นเส้นทางการเมือง หลังเปิดให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย ทำให้มีประชาชนในพื้นที่ จ.นราธิวาส เริ่มรู้จักมากขึ้น ได้เริ่มลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ยังไม่ได้เข้าสภาฯ ในการเลือกตั้งต่อมา ได้ลงสมัครในนามพรรคมาตุภูมิ นำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับแชมป์เก่า หลังจากนั้นก็มาลงในพื้นที่ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย จากนั้นก็มาลงในนามพรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ หลังจากนั้นมีการก่อตั้งพรรคประชาชาติ ปี 2560

ปี 2562 มีการเลือกตั้ง และชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก จากนั้นก็มีการเลือกตั้งอีกครั้งปี 2566 และล่าสุด2569 ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. โดยในยุคของพรรคประชาชาติ มีการพูดถึงสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในสภาฯ มากที่สุด

...

สมัยผมเป็น สส.สมัยแรก มีชาวบ้านที่ถูกจับด้วยกฎหมายพิเศษ พอกลับมาแล้วเป็นโรคหวาดผวาและคลั่ง ก็นำประเด็นนี้ตั้งเป็นกระทู้ถามในสภา โดยเน้นย้ำปัญหาของชาวบ้านเป็นหลัก

“ผมเคยถูกตราหน้าตั้งแต่สมัยเป็นทนายให้กับชาวบ้านว่า เป็นทนายโจร แต่ก็ไม่ได้สนใจ ซึ่งเราไม่ได้เข้าข้างใครข้างหนึ่ง เพียงแต่เราเป็นทนายตามกฎหมายบัญญัติไว้ และเราไม่ใช่คนตัดสิน สมมติถ้ายกฟ้องก็เป็นหน้าที่รัฐที่จะไปสานต่อทำความเข้าใจกับเขา ไม่ใช่หน้าที่ของทนาย เราแค่ทำหน้าที่การว่าความในศาล แต่สิ่งสำคัญชาวบ้านไม่เคยมีใครเรียกผมว่าเป็นทนายโจร ซึ่งคนที่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงาน…”



สงครามไอโอ เมื่อไฟใต้เริ่มเปลี่ยนทิศ


หลังเกิดเหตุการณ์ลอบยิง ในโลกโซเชียลเริ่มมีการทำไอโอ ทั้งฝั่งที่เห็นด้วยกับภาครัฐและฝั่งที่เห็นต่าง สส.กมลศักดิ์ มองว่า เป็นสงครามแนวใหม่ที่น่ากลัว ฝั่งภาคประชาชนน่าจะปรับตัวไม่ทัน แล้วค่อนข้างเสียเปรียบ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก รัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงดิจิทัล ควรเร่งเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง

สงครามไอโอ เมื่อเกิดเหตุลอบยิงผมขึ้นมาในพื้นที่ จ.นราธิวาส ทำให้คนที่เห็นต่าง และอาจเกิดความหวาดระแวง เหมือนตอนสมัยหลังปล้นปืน แล้วเราหมดเงินไปกว่า 5 แสนล้านในการฟื้นฟูสันติภาพสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่สุดท้ายเราต้องมาเริ่มต้นใหม่ก็น่าเสียดาย

กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ที่ผ่านมา ล้มด้วยการเมืองมาตลอด ไม่ไปไหนสักที สมัยที่แล้วเลยตั้งใจจะยื่นญัตติเข้าไปในสภาฯ เพื่อให้สภาตั้งคณะกรรมการวิสามัญ พิจารณากระบวนการสันติภาพ และได้ทำการศึกษามา 2 ปี จนได้รายงานที่ดีมาก เมื่อทำเสร็จก็เตรียมนำเสนอเข้าห้องประชุมใหญ่ เพื่อนำเสนอฝ่ายบริหาร แต่ยุบสภาเสียก่อน จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาสานต่อ




อ่านเรื่องอื่นที่ : เปิดใจ สส.กมลศักดิ์ ใครผู้บงการสังหาร เบื้องหลัง “สมพร” มือวางแผน