ผลชันสูตรชี้ “พะยูนไร้หัว” ป่วยตายก่อนถูกมือดีตัดหัวเอาเขี้ยว “ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล” ตั้งข้อสันนิษฐาน “2 สาหร่ายพิษ” อาจเป็นต้นเหตุ หลังน้ำเสีย-โลกร้อนทำแพร่หนักยึดพื้นที่หญ้าทะเล

จากกรณีสุดสลดเมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา เมื่อศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบนพบซากพะยูน เกยตื้นที่หาดบนเกาะยาวน้อย จ.พังงา ในสภาพถูกตัดหัว เชือกมัดหางถ่วงซากทิ้งไว้กับหินใต้น้ำ ชิ้นส่วนจมูกถูกตัดทิ้งไว้กลางทะเล เกิดเป็นข้อสงสัยว่า นี่เป็นฝีมือมนุษย์เพื่อนำกะโหลกและเขี้ยวไปเป็นเครื่องลางของขลังตามความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือไม่?

อย่างไรก็ดีต่อมา ผลการชันสูตรพบว่า พะยูนดังกล่าวมีภาวะป่วยทางลำไส้ ไม่สามารถกินอาหารได้ โดยเป็นพะยูนเพศผู้โตเต็มวัย ความยาวไม่รวมหัวอยู่ที่ 2.20 เมตร หนักโดยประมาณ 120 กิโลกรัม

สัตวแพทย์ประจำศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร บรรยายสรุปรายงานผลการชันสูตร คาดว่าพะยูนเกยตื้นตายก่อนมีการตัดหัว เนื่องจากไม่พบรอยช้ำหรือการคั่งเลือดในเนื้อเยื่อ และคาดว่าถูกตัดหัวหลังจากตายแล้ว 2-24 ชั่วโมง เนื่องจากรอยตัดยังมีขอบคมไม่เปื่อยยุ่ย อย่างไรก็ดีไม่ใช่การล่าเพื่อตัดหัว เพราะไม่พบภาวะกล้ามเนื้อสลาย รวมถึงไม่พบน้ำในทางเดินหายใจ ซึ่งบ่งชี้ว่าสัตว์ไม่ได้จมน้ำก่อนเสียชีวิต

สันนิษฐานว่าคนตัดหัวน่าจะมีความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากหัวถูกตัดตรงตำแหน่งระหว่างข้อกระดูกคอพอดี และมีรอยแผลที่คม อุปกรณ์ที่ใช้ตัดต้องมีความยาวพอจะตัดหัวขนาดใหญ่ได้ และมีรอยแผลบริเวณอกทั้งสองข้าง เป็นร่องรอยของการใช้ของแข็งยึดร่างไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการตัด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตามหาตัวผู้กระทำมาดำเนินคดีตามกฎหมาย 

...

สงสัย “สาหร่ายพิษ” ต้นเหตุพะยูนตาย

ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง สังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ผู้ทำงานวิจัยเรื่องอนุรักษ์พะยูนมาอย่างยาวนาน เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ผลการชันสูตรที่พบว่ากระเพาะของพะยูนไม่มีอาหาร และมีลักษณะป่วยทางลำไส้นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนโรคเพิ่มเติม โดยมีการส่งเนื้อเยื่อไปตรวจว่าเกิดจากแบคทีเรียหรือสารพิษตัวใดเป็นพิเศษ

มีข้อสงสัยว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับการที่ “หญ้าทะเล” ซึ่งเป็นอาหารหลักของพะยูนในธรรมชาติลดน้อยลง และมี “สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน” เพิ่มขึ้นในพื้นที่ ซึ่งอาจมีผลก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ เพราะปกติแล้วการไม่พบหญ้าทะเลในกระเพาะอาหารของพะยูน บ่งบอกว่าพะยูนน่าจะป่วยมามากกว่า 7 วัน แต่สภาพภายในช่องปากยังปกติ ไม่พบอาการป่วยทางกายภาพที่ทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้ จึงมุ่งประเด็นไปยังสารพิษในธรรมชาติ ซึ่งอาจมีผลทำให้พะยูนไม่กินอาหารและตายในที่สุด อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยว่ามีความเชื่อมโยงกันถึงระดับที่มีผลทำให้เกิดโรคในพะยูนจริงหรือไม่

ดร.ก้องเกียรติ เปิดเผยต่อว่า กลุ่มสาหร่ายมีพิษต้องสงสัยมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) ที่สามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า ไมโครซิสติน (Microcystins) ที่เป็นพิษต่อตับอย่างรุนแรง และสารพิษเซ็กซิโอซิน (Saxitoxins) ที่มีผลต่อระบบประสาท อีกกลุ่มคือไดอะตอม (สาหร่ายเซลล์เดียว) บางชนิด ที่สามารถผลิตสารที่ชื่อว่ากรดโดโมอิก (Domoic Acid) ซึ่งมีความเป็นพิษทำลายระบบประสาท ซึ่งการศึกษาประเด็นเหล่านี้ในไทยยังน้อย

“ทั้งหมดนี้ยังต้องหาความเชื่อมโยงของสารพิษและพะยูนเคสที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ป่วยจนไม่กินอาหารหรือไม่”

“มลพิษ-โลกร้อน” ทำสาหร่ายพิษบลูม

ดร.ก้องเกียรติ เผยว่า การบลูมของสาหร่ายเหล่านี้ เกิดจากการมี นิวเทรียนท์ (Nutrients) หรือสารอาหารของสาหร่ายเพิ่มขึ้นในธรรมชาติ ซึ่งอาจได้จากน้ำใช้ในครัวเรือนไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ, การที่อุณหภูมิที่สูงขึ้น, การหายไปของหญ้าทะเลที่ทำให้สาหร่ายมีพื้นที่เจริญเติบโตแทนที่ได้

...

“ในการแก้ปัญหาสาหร่าย ก็ต้องทำให้หญ้าทะเลกลับเข้ามาหรือมีปริมาณเพิ่มขึ้นในพื้นที่ นอกจากนี้ต้องดูแลเรื่องภาวะมลพิษ ควบคุมน้ำเสีย ก็จะช่วยลดทอนปัญหาได้”

หญ้าทะเล
หญ้าทะเล


สำหรับสภาพแวดล้อมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2567 พบปัญหาหญ้าทะเลเสื่อมโทรมและหายไปจากพื้นที่ ทำให้พะยูนต้องอพยพเนื่องจากขาดแหล่งอาหาร แต่ล่าสุดพบสัญญาณที่ดีขึ้นคือหญ้าทะเลฟื้นฟูขึ้นแต่ยังไม่กลับมาเต็มที่ โดยแนวทางที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพยายามดำเนินการ คือปกป้องแหล่งหญ้าทะเลตามธรรมชาติเดิม และการเร่งฟื้นฟู โดยมีการล้อมคอกเพื่อให้คืนสู่จุดสมดุลได้เร็วขึ้น เป็นต้น

ขณะเดียวกันมีแหล่งอาหารใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทำให้พะยูนเริ่มอพยพกลับมาบริเวณเดิม โดยเมื่อปี 2567 พบพะยูนในพื้นที่ จ.ตรัง หลักสิบกว่าตัว จากนั้นในปี 2568 พบประมาณ 50 ตัว และในปีนี้จากการสำรวจล่าสุดพบว่าเพิ่มขึ้นมาเป็น 70 กว่าตัว และยังพบพะยูนคู่แม่ลูกในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี แต่จากการตายของพะยูนครั้งนี้สะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบกับชีวิตพะยูนยังคงมีอยู่ ทำให้ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

...

ดร.ก้องเกียรติ ชี้ว่า ถึงแม้จะเป็นการป่วยตามธรรมชาติ แต่ต้องติดตามดูว่าจำนวนการป่วยในลักษณะนี้มีมากน้อยแค่ไหน หากเคสนี้เป็นกรณีเฉพาะก็อาจไม่เป็นไร แต่หากเพิ่มมากขึ้นก็อาจเป็นปัญหาที่น่ากังวล

ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์
ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์


แม้ไม่ล่าแต่ความเชื่อ “เขี้ยวพะยูน” ยังอยู่

ดร.ก้องเกียรติ มองว่า การตัดจมูกพะยูนทิ้งไว้ในพื้นที่นั้น เป็นการตัดชิ้นส่วนส่วนเกินออกจากกระโหลกพะยูนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ผู้ก่อเหตุจะได้ขนย้ายหัวพะยูนได้สะดวกและไปแยกชิ้นส่วนเขี้ยวต่อไป อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ในปัจจุบันการล่าพะยูนลดลงมากจนแทบไม่มีแล้วหากเปรียบเทียบกับสมัยก่อนที่การล่าพะยูนคิดเป็นสาเหตุการตายมากกว่า 20-30% แต่อยู่ในลักษณะไปเจอซากและละเมิดซากนั้นมากกว่า เห็นได้จากร่องรอยการกระทำเกิดขึ้นหลังพะยูนตายไปแล้ว

ปัญหาคือที่ผ่านมาแม้จะรู้ตัวผู้ต้องสงสัย แต่ไม่มีหลักฐานในเชิงประจักษ์เพื่อดำเนินการเอาผิด เช่น จับได้คาหนังคาเขา ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก มองว่าควรหันไปสร้างกระบวนการทางสังคม ใช้คนรุ่นใหม่ รุ่นลูกหลานทำงานเชิงความคิด สร้างความเชื่อใหม่น่าจะมีส่วนช่วยได้มากกว่า

...