“ทูตอิสราเอล” เผยเหตุผลโจมตี “อิหร่าน” ลั่นต้องปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ก่อการร้าย ชี้ระบอบอิหร่านเป็นอันตรายต่อโลก ตอบไม่ได้สงครามยุติเมื่อใด ⁣⁣

จากกรณีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ที่เริ่มปะทุรอบใหม่เมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเวลาได้ล่วงเลยมากว่า 10 วัน และสถานการณ์ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ (10 มี.ค.) เวลา 11.00 น. นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (H.E. Alona Fisher-kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้จัดแถลงข่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันถึงความจำเป็นในการโจมตีอิหร่าน

นางอโลนา เผยสาเหตุในการเปิดฉากโจมตีว่าเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะกวาดล้างระบอบการปกครองภายในอิหร่าน เพราะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลอิหร่าน และกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนระบอบของอิหร่าน มีความอ่อนแอมากที่สุดในรอบหลายปี ส่วนการเปลี่ยนระบอบปกครองเป็นหน้าที่ของคนอิหร่านที่จะกำหนดชะตากรรมตนเอง

นางอโลนา ยืนยันว่า อิสราเอลไม่ได้มีปัญหากับอิหร่านหรือชาวอิหร่าน แต่เห็นว่าระบอบการปกครองของอิหร่านนับตั้งแต่ปี 1979 เป็นภัยคุกคามถาวรของอิสราเอล โดยอ้างว่าตลอด 47 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม ระบอบการปกครองของอิหร่านต้องการที่จะกำจัดอิสราเอล

“ภายหลังสงครามศึกครั้งนี้ นี่คือการปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องที่อิสราเอลมีมาตลอด เราต้องแข็งแกร่งเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะเมื่อเห็นภัยคุกคามภายนอกอย่างอิหร่าน เราจึงต้องปกป้องตัวเองและต้องรีบปฏิบัติการก่อนที่จะสายเกินไป”

...

นอกจากนี้ ทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยยืนยันว่า การโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนมินับ ทางตอนใต้ของอิหร่านนั้นอยู่ในกระบวนการสอบสวน ว่า เป็นอิสราเอลหรือสหรัฐฯที่ปฏิบัติการโจมตี จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 170 คน และส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน

“ปฏิบัติการของเราเน้นไปที่การตอบโต้ภัยคุกคามของอิหร่าน ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ที่รองรับการโจมตีอิสราเอล เป็นเป้าหมายของเรา แน่นอนว่าโรงเรียนไม่ใช่เป้าหมายของเรา” ทูตอิสราเอลกล่าว

นางอโลนา ระบุว่าอิสราเอลจะทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดภัยคุกคาม 3 ด้านของอิหร่านที่มีต่ออิสราเอลและตะวันออกกลาง คือ ภัยคุกคามนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกล และ กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธ และจะหยุดเมื่อ 3 เป้าหมายนี้หมดสิ้นสภาพ ไม่สามารถปฏิบัติการได้ ส่วนสงครามในครั้งนี้จะยุติเมื่อใดนั้นยังไม่สามารถตอบได้ และไม่สามารถให้คำตอบแทนสหรัฐฯ ที่ตั้งเป้าหมายการจบสงครามในเวลาไม่กี่สัปดาห์

เอกอัครราชทูตอิสราเอล ยืนยันว่าอิสราเอลไม่ได้มีความทะเยอทะยานจะเป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลาง เพราะมีแต่เพียงภารกิจปกป้องพลเรือนจากภัยคุกคาม ในทางตรงกันข้ามการมีอยู่ของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามต่ออิสราเอลและภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น แต่เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของโลก

เอกอัครราชทูตอิสราเอล กล่าวถึงแรงงานไทย ราว 5 หมื่นชีวิตที่ทำงานในอิสราเอล ว่าส่วนใหญ่ยังไม่อยากกลับประเทศเพราะมั่นใจในการจัดการของทางการอิสราเอล โดยแรงงานเหล่านี้เข้าใจว่าอิสราเอลพยายามจะปกป้องพวกเขา รวมถึงได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมในฐานะชาวต่างชาติในอิสราเอลจากอุปสรรคด้านภาษา

ส่วนการปิดน่านฟ้าส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวที่ติดในเมืองไทยนั้น เอกอัครราชทูตอิสราเอล ได้ยกตัวเลขเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมาว่า มีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยกว่า 425,000 คน หรือคิดเป็น 5% ของประชากร ดังนั้นการปิดน่านฟ้าจึงได้รับผลกระทบ แต่เชื่อว่าในเวลาอันใกล้เราสามารถพาชาวอิสราเอลที่ตกค้างกลับประเทศได้หมด

“ชาวอิสราเอลที่หนีภัยคุกคาม(แล้วพำนักอยู่ไทย)ไม่ได้มีความรุนแรง แต่อาจมีคนชาติอื่นที่อาจจะนำความรุนแรงมาได้ ซึ่งหวังว่าไทยและอิสราเอลจะทำงานร่วมกัน เพื่อให้ชาวอิสราเอลมีความปลอดภัย(ขณะอยู่ในไทย) และเมื่อจบการสู้รบ จะได้เห็นนักท่องเที่ยวอิสราเอลจำนวนมากเดินทางมาไทย ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องรายได้จากการท่องเที่ยว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทยและอิสราเอลแข็งแกร่งมากขึ้น”

นางอโลนา เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง จะสามารถให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองชาวอิสราเอล ขณะพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ โดยระบุว่าทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันมายาวนานและต่อเนื่อง ทั้งในยามปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทูตอิสราเอล ระบุว่า คนไทยและคนทั่วโลกต้องโทษอิหร่านมากกว่า เพราะอิหร่านคือฝ่ายที่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง โจมตีบ่อน้ำมัน พื้นที่พลเรือน โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเชื่อว่าอิหร่านจะใช้เครื่องมือ อาวุธ และ กลไกทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่มี เพื่อสร้างผลกระทบแก่โลกให้มากที่สุด ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าระบอบของอิหร่านที่ไม่ได้สนใจโลกหรือผลกระทบที่ตามมา

...

ขณะเดียวกันการแต่งตั้ง นายโมจตาบา คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ เป็นการยืนยันชัดเจน ว่า ระบอบการปกครองในอิหร่านยังคงมีจุดยืนเดิมคือทำลายล้างอิสราเอล ส่วนเป้าหมายในการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่านนั้น อิสราเอลสนับสนุนให้เกิดขึ้นแต่เป็นหน้าที่ของคนอิหร่านที่จะกำหนดชะตากรรมของตัวเอง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 ดร.นัสเชเรดดิน ไสดารี (H.E.Dr.Nassereddin HEIDARI) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทย ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดและจุดยืนต่อเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ระบุว่า การรุกรานระลอกใหม่ไม่มีการยั่วยุและไม่มีความชอบธรรม และถือเป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน นอกจากนี้รายงานการโจมตีเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตีโรงเรียนถือเป็นอาชญากรรมสงคราม

เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ระบุว่า อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการทางการทูตด้วยความสุจริตใจและจริงจัง ทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม สงครามรุกรานต่ออิหร่านก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดคือปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้นำสูงสุดส่งผลให้ในปัจจุบันอิหร่านอยู่ใน “สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ” (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ ในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อของการรุกราน อิหร่านจึงมีสิทธิทุกประการที่จะป้องกันตนเองด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าสงครามรุกรานนี้จะยุติลง (อ่านฉบับเต็ม : “ทูตอิหร่าน” แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ)

...