ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เคหาสน์สีแดง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

เคหาสน์สีแดง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ เคหาสน์สีแดงคร่ำที่ดูขรึม ขลัง บัดนี้ยิ่งวังเวง เมื่อทั่วทั้งเคหาสน์มีแต่เสียงคร่ำครวญของรุจ เด็กชายวัย 6 ขวบ ที่พร่ำร้องเรียกแม่ อ้อนวอนแม่อย่าทิ้งตนไป โดยมีพลตรีพลแสนเสนีณรงค์ผู้เป็นบิดามองอย่างสะเทือนใจ

ก่อนที่แม่จะลาจากไป แม่มองไปที่พลตรีพลแสนฯผู้เป็นสามี เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาก่อนหลับตาแน่นิ่ง

"น้องลา...ฝากลูก..."

รุจซบหน้ากับตัวแม่ไม่มีเสียงใดๆนอกจากกายที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น...

นั่นคืออดีตเมื่อ 15 ปีก่อนที่ยังฝังอยู่ในความทรงจำ

ที่เจ็บปวดของรุจ ซึ่งบัดนี้เขาคือรุจในวัย 20 เศษ นายแพทย์ ผู้มีความรู้ความสามารถยอดเยี่ยมจากประเทศอังกฤษ เขากลับมาแล้ว และไปที่บางปู สถานที่แห่งความทรงจำในอดีตที่บิดาเคยพามาพักผ่อน

รุจน์ได้ยินเสียงเพลงเต้นรำ มีสาวๆหนุ่มๆเต้นรำกันอย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน แต่เขามายืนที่สะพานสุขตา มองน้ำทะเลเบื้องล่าง คิดถึงวันที่บอกแม่ว่า...

"คุณแม่...รุจจะเรียนแพทย์ จะเป็นหมอ จะรักษาคนนะครับคุณแม่ จะช่วยคนไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายนะครับ"

แม้ปณิธานนั้นจะช่วยแม่ไว้ไม่ทัน แต่บัดนี้เขาสำเร็จแล้วและจะกลับมาทำตามปณิธานที่ตั้งไว้

ooooooo

รุจน์ยังจำได้ดีว่าเมื่อเขาอายุได้ 10 ขวบ บิดาก็รับอัมพากับอารยาลูกสาววัย 4 ขวบเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์สีแดง หรือ "บ้านรุจิโรจน์" เวลานั้นรุจแอบดูผู้มาใหม่ ได้ยินคุณพ่อพูดเบาๆกับอัมพาว่า

"บ้านรุจิโรจน์ขอต้อนรับแม่อัมพาอยู่ให้สบายไม่ต้องเกรงใจ" และบอกเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องนอนของรุจว่า "ให้อารยาอยู่ห้องนี้ ฉันจะให้ช่างมาใส่เครื่องเรือนของเด็กเล็กๆให้"

รุจแอบมองความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ทั้งสองที่ค่อนข้างสนิทสนมกันด้วยความสงสัย ค้นหา...

หลังจากนั้นไม่นาน รุจก็เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เด็กชายในวัย 10 ขวบแต่งตัวโก้ แต่สีหน้าเรียบนิ่ง ราวกับไร้ความรู้สึก เดินไปลาแม่ทั้งสามที่เลี้ยงดูตนมาแต่อ้อนแต่ออก คือแม่ละม่อม แม่พร้อม และแม่พิน ทั้งสามแม่พากันเช็ดน้ำตาป้อยๆ พลตรีพลแสนฯมองดูความห่วงหาอาลัยของบรรดาแม่ ทั้งสามแล้ว เอ่ยขึ้นว่า

"ลากันให้พอ 15 ปีถึงจะได้พบกับคุณหนูอีก"

บิดาแตะแขนรุจเบาๆ เชิงเตือนอะไรบางอย่าง รุจลังเลอยู่อึดใจจึงหันไปจะไหว้ลาอัมพา เธอเข้ามากอดรุจไว้อย่างอ่อนโยน ในขณะที่รุจเองยืนตัวแข็งทื่อมือทั้งสองทิ้งอยู่ข้างตัว เมื่ออัมพาปล่อยรุจจึงยกมือไหว้ลา อัมพาบอกอารยาหรือน้อยในวัย 4 ขวบว่า

"น้อย ไหว้คุณพี่สิลูก"

"ไปแล้วกลับมาเร็วๆนะคะ" น้อยไหว้ส่งเสียงใส รุจมอง ด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนอารยาที่ยิ้มแจ่มใสค่อยๆ เจื่อนลงเก้อๆ

ooooooo

วันเดียวกันนี้ อารยาในวัยแรกรุ่นกำลังยืนเศร้าน้ำตาคลออยู่ที่อีกมุมหนึ่งของสะพาน แต่ทั้งรุจและอารยาไม่เห็นกัน จนเมื่ออารยาหันกลับเดินเร็วๆ แต่ เพราะน้ำตาเต็มตาทำให้มองเกือบไม่เห็นทาง เธอจึงชนเข้าอย่างแรงกับรุจจนตัวเองเสียหลักเซจะล้ม ดีที่รุจคว้าแขนไว้ทัน เธอเบือนหน้าซ่อนน้ำตาและสะบัดแขนอย่างแรง แต่รุจก็ปราดเข้าไปคว้าไว้อีก มองหน้ากันนิ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดเสียงเรียบสนิทว่า

"ไม่มีใครสอนหรือว่าเมื่อชนคนแล้วควรจะขอโทษ"

"ขอโทษค่ะ" อารยาเอ่ยอย่างเร็ว เมื่อเขาบอกว่าไม่เป็นไร เธอพูดต่อทั้งที่กำลังสะอื้น "แต่คุณควรจะบอกตัวเองว่าคุณเป็นสุภาพบุรุษเพียงพอหรือไม่ ที่จะทวงแค่คำขอโทษจากผู้หญิงที่กำลัง..." พูดได้แค่นั้นก้อนสะอื้นก็แล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอจนพูดไม่ออก

"ไม่เกี่ยวกับการเป็นสุภาพบุรุษหรือไม่ เราอยู่ในสังคมที่มีกติกา จะอารมณ์ยังไง เราก็ต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีกติกา แค่คำขอโทษคำเดียวคงไม่ทำให้คุณเศร้าโศกไปยิ่งกว่านี้" รุจหยุดนิดหนึ่ง "ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะทวงถามอะไร เห็นแล้วว่าคุณกำลังร้องไห้ แต่ถ้าคุณไม่ทำกิริยาดูหมิ่น..."

"ฉันไม่ได้ดูหมิ่นคุณ" อารยามองขวับ "ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะคิดหรือทำอย่างนั้น ดิฉันไม่รู้จักคุณ ไม่เคยเห็นหน้าคุณ จะดูหมิ่นคุณไปทำไม"

"คุณไม่คิดจะทำ แต่กิริยาของคุณผมพูดได้เต็มปากว่าคุณกำลังดูหมิ่น"

"คุณหาเรื่อง คุณหาเรื่องอย่างที่ไม่น่าจะมีเรื่อง ดิฉันไม่มีมารยาททางสังคม...ใช่...แต่ไม่ใช่เพราะดิฉันดูหมิ่นคุณ แท้จริงแล้ว ดิฉันไม่เคยคิดดูหมิ่นใครเลย ทุกคนเป็นมนุษย์

เท่ากัน แม่ของดิฉัน...สอนดิฉันเสมอให้นับถือความเป็นคน ไม่ให้คิดว่าใครต่ำกว่าเราเป็นอันขาด"

พูดถึงแม่แล้วอารยาน้ำตาไหลพราก แต่ยังพยายามกลั้นสะอื้นพูดต่อ

"แต่คุณ...คุณคงจะคิดเรื่องสูงเรื่องต่ำตลอดเวลา คุณถึงมาว่า...มาว่าดิฉันด้วยเรื่องที่ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าสำคัญ" เธอพนมมือไหว้เขา พูดย้ำ "ถ้าแม่ดิฉันอยู่ตรงนี้ แม่จะบอกให้ดิฉันขอโทษคุณอีกครั้งหนึ่ง หรือจะอีกกี่พันครั้งก็ได้ ถ้าคุณต้องการ"

"ไม่ต้อง" รุจเสียงห้วน เย็นชา มองตามอารยาที่หันเดินผละไปอย่างไม่ฟังเสียงอะไรอีกแล้ว

แต่เดินไปไม่ถึงอึดใจเธอก็เซตัวอ่อนยวบลง รุจพรวดไปถึงตัวประคองขึ้นมา อุ้มไปนั่งพิงราวสะพานแล้วปฐมพยาบาล ทำรวดเร็วคล่องแคล่วอย่างหมอมืออาชีพ เปิดดูเปลือกตา ปลดกระดุมคอเสื้อเม็ดหนึ่งและปลดตะขอกระโปรง

แต่พออารยารู้สึกตัว เธอคว้าคอเสื้อปิดมิดรีบติดตะขอกระโปรง รุจขอโทษและกำลังจะชี้แจง ถูกเธอตัดบทว่าไม่ต้องขอโทษ แค่บอกตัวเองว่าอย่าเที่ยวจาบจ้วงล่วงเกินอย่างนี้กับผู้หญิงอื่นอีก ถามประชดว่า

"อย่างนี้หรือมารยาททางสังคมที่คุณว่า...ฉวยโอกาส ทราม!"

เธอลุกพรวดไปแต่ก็สะดุดจะล้มอีก รุจคว้าแขนไว้ก็ถูกสะบัดจ้องหน้าอย่างไม่พอใจ รุจชี้แจงว่าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด อารยาสวนไปทันทีว่าไม่เชื่อ พูดเสียงสั่นว่าต่อไปก็หัดดูหมิ่นตัวเองบ้างได้แล้ว ทำเอารุจหน้าเครียดจ้องหน้าเธอดุๆ แต่เธอก็ยังสู้ตา จนเขาเอ่ยว่า

"คุณยังเด็กมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ว่าอย่าตัดสินใครเพียงแค่เห็น"

"แค่นี้ก็พอแล้ว ฉันรู้แล้ว" อารยาสะบัดมือสุดแรงแล้วผละไป รุจได้แต่มองตาม

ooooooo

กลับถึงเคหาสน์สีแดง "บ้านรุจิโรจน์" อารยาวิ่งเข้าบ้าน ขึ้นตึก ตรงไปที่ห้องนอนของอัมพาที่นอนป่วยอยู่ เข้าไปขอโทษแม่ที่ทิ้งไปนาน เล่าว่าไปบางปูมา ไปพบคนไม่ดี เป็นคนไม่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา อารยา เล่าจนอัมพาต้องเอามือแตะปากลูก ส่ายหน้าไม่อยากให้พูดต่อ อารยาซบหน้ากับแขนแม่ ตัดพ้อ...

"แม่ไม่ว่าใคร แม่เห็นทุกคนดี แต่ทำไม...ทำไมแม่ต้องไม่สบายมากขนาดนี้ น้อยไม่เข้าใจ"

อัมพาไม่พูดต่อแต่ถามว่าเมื่อไหร่รุจจะกลับมา แม่อยากพบรุจ อารยาบอกว่าเขากลับมาแล้ว แต่ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ ทราบว่าเพราะอะไร

เวลาเดียวกันนั้น ที่ข้างล่าง ขุนประจญคดีทนายความ บ้านรุจิโรจน์เอาซองเงินเดือนมาให้แม่ทั้งสาม ถูกรุมถามว่าคุณหนูของพวกตนอยู่ไหน รู้ว่าคุณหนูกลับมาแล้ว อย่าปิดบังกันนะ รุมถามกันเสียจนขุนประจญคดีต้องบอกให้พูดทีละคน

เมื่อพูดทีละคน ทั้งสามแม่ก็ถามเหมือนกันว่าคุณหนูไปซ่อนตัวอยู่ไหน ขุนประจญฯจำต้องบอกว่า

"คุณหนูกลับมาแล้ว อยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งและยังไม่กลับบ้าน"

"ทำไม" สามแม่ถามพร้อมกัน ขุนประจญคดีตอบไม่ออก แต่พอออกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ข้างนอกขับออกไป ครู่เดียวก็จอดรับรุจที่ยืนรออยู่ เขาก้าวขึ้นรถเงียบๆ ขุนประจญคดีจึงบอกว่า

"ถ้าไม่รีบออกมา แม่แกสามคนคงจะเอามีดมาง้างปากผมให้พูดว่าคุณหนูจะกลับรุจิโรจน์เมื่อไหร่" พูดแล้วเห็นรุจนั่งนิ่งเงียบ ขุนประจญฯพยายามหว่านล้อม ขอร้องเขาก็ยังคงนิ่งและยิ้มนิดๆเป็นบางครั้ง กระทั่งสุดท้ายถามว่าจะร่อนเร่ไปถึงไหนทำไมยังไม่ยอมกลับบ้าน เขาก็ยังคงนิ่งตามเคย

ooooooo

5 ปีสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย รุจ รุจิโรจน์รู้จักกับเสาวรสที่เรียนอยู่ที่อังกฤษเหมือนกัน ทั้งคู่คบหากันฉันคนรัก จนเมื่อกลับเมืองไทยก็นัดพากันไปเที่ยวชายทะเลประสาคนรัก

แม้จะคบหากันมา 5 ปี แต่เสาวรสก็รับรู้เรื่องราวของเขาน้อยมาก แม้แต่ที่คุณพ่อเขาส่งหนังสือไทยไปให้อ่านเพื่อไม่ ให้ลืมภาษาไทยเขาก็ไม่เคยเล่าให้เธอฟัง เธอตัดพ้อนิดๆว่า

"ห้าปีที่ลอนดอน รุจไม่เคยบอกเสาวรสสักคำว่าต้องทำอะไรๆอย่างที่ว่านี่"

"ก็นี่ไง กลับมาบอกที่กรุงเทพฯแล้วไง ยังดีกว่าไม่บอกที่ไหนเลย ไม่ว่าเป็นลอนดอนหรือกรุงเทพฯ"

เสาวรสฉะอ้อนถามว่ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกอีกไหม เขาตอบเรียบๆว่ามีและสำคัญมากด้วย แต่ต้องรอตอนไปส่งที่บ้านเธอก่อนแล้วจะบอกเมื่อกลับถึงบ้าน เสาวรสแนะนำรุจแก่พระศัลยแพทย์ พิสุทธิ์ผู้เป็นบิดาว่า

"หมอรุจค่ะคุณพ่อ กลับจากลอนดอนมาพร้อมกับลูก"

หลังจากนั้นหนุ่มสาวแยกไปนั่งคุยกันที่สวนหน้าบ้าน เธอทวงว่าบอกได้หรือยัง รุจจึงพูดเป็นการเป็นงานว่า "อีก 6 เดือนผมจะขอหมั้นเสาวรสและการแต่งงานจะตามมา"

"ทำไมต้อง 6 เดือนคะรุจ" เสาวรสไม่ชอบใจ

รุจตอบนิ่งๆ ว่า ตนจะไม่อยู่ในพระนครเป็นเวลาเท่านั้น เพราะจะไปอยู่ต่างจังหวัด เสาวรสถามอย่างรับไม่ได้ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ก็ยังคงได้รับคำตอบนิ่งๆ เรียบๆ ว่าเพราะอยากให้เป็นอย่างนั้น เธออ้อนว่า

"แต่เสาวรสอยากให้เป็นอีกอย่าง เราแต่งงานกันก่อน จัดงานให้หรูหรา ให้ชาวพระนครตะลึงประทับใจกับงานแต่งงานแบบตะวันตกแท้ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วต่อจากนั้น..."

"เสาวรส" รุจขัดขึ้น "ฟังผมนะ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมคิดและไตร่ตรองเหตุผลทุกอย่างแล้ว...ขอบคุณ..." เขาเอ่ย เมื่อเห็นเธอตั้งใจฟัง "ผมเพิ่งเรียนจบในวิชาการแพทย์ที่แทบไม่มีใครเรียนในประเทศไทย ผมอยากทำงานในวิชาที่ผมเรียนมาอย่างเต็มที่ก่อนที่จะต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัว เพราะ..."

เสาวรสทำท่าจะพูด รุจรีบห้าม

"เดี๋ยว กรุณาฟังผมก่อน เพราะถ้าผมมีครอบครัว ผมนิยมความเป็นแฟมิลี่แมน จนใจที่ไม่ทราบคำในภาษาไทย แต่ผมจะเป็นผู้ชายของครอบครัว ผมจะเห็นครอบครัวสำคัญที่สุด ผมจะรักภรรยา ซื่อสัตย์ต่อภรรยา ผมจะรักลูกและเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ฉะนั้น ผมขอเวลา 6 เดือน ที่จะทำตัวผมให้มั่นคงกับงานอาชีพก่อน ผมจึงจะเป็นอิสระในเวลาดังกล่าว"

เสาวรสทนฟังจนจบ เธอแค่นหัวเราะถามว่า "พูดจา เป็นภาษาหนังสือมากเลยท่องมาเหรอ" เมื่อเขายอมรับว่าใช่ เขียนและท่องมา เธอถามงงๆ ว่าต้องขนาดนั้นเชียวหรือ ตั้งใจอะไรขนาดนั้นเชียว

"นั่นแสดงว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผมถือเป็นเรื่องจริงจังและผมตั้งใจบอกคุณ เพราะผมถือว่าคุณเป็นคนสำคัญ" แม้จะพูดด้วยสีหน้านิ่ง น้ำเสียงเรียบ แต่มีความจริงจังในที

เสาวรสไม่พอใจลุกขึ้นหันหลังให้ ถามว่าเขารักตนมากแค่ไหน เขาตอบทันทีมิพักต้องคิดว่ารักมาก เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ตนรักและหวังจะเป็นคนสุดท้ายด้วย

เสาวรสหันกลับโผเข้าซุกไซ้เขาหมายใช้ไฟอารมณ์ หลอมใจเขาให้อ่อนลง แม้รุจจะกอดตอบมองด้วยความรักใคร่ แต่เมื่อเธอขอให้แต่งงานกันก่อนแล้วอยู่ในพระนครสักพักค่อยว่ากัน เขากลับดันตัวเธอออก สีหน้าแววตากลับขรึมนิ่งเหมือนเดิม บอกเธอว่า

"ทุกอย่างที่ผมพูดกับคุณ ผมคิดแล้วและไม่ขอเปลี่ยนแปลง"

เสาวรสกรี๊ดออกมาอย่างทนไม่ได้ พอดีพระศัลยแพทย์ พิสุทธิ์โผล่มาเห็นตกใจรีบผลุบหายไป

"คุณเป็นคนแปลกประหลาดที่สุด คุณบอกรักฉัน รักมากเสียด้วย แต่คุณปัดข้อเสนอของฉันไม่ไยดี คุณไม่อยากได้ฉันเหรอ ไม่ต้องการฉันเหรอ ฉันพร้อมที่จะเป็นเมียคุณ" เสาวรสเสียงดังขึ้นทุกที

"เสาวรส ผมต้องการคุณยิ่งกว่าผู้หญิงคนไหนในโลก" รุจย้ำ เธอถามว่าแล้วยังไง เขาตอบเรียบๆ หนักแน่นตามเคยว่า "ผมหวังว่าคุณจะเป็นภรรยาของผมในอีก 6 เดือนข้างหน้า"

ooooooo

ในการไปดื่มน้ำชาด้วยกันที่โรงแรมราชธานี ขุนประจญคดีถามรุจว่ามีเหตุผลอะไรถึงไม่กลับบ้านหรือไม่มีเหตุผล เขาตอบสั้นๆว่า "มีครับ" แล้วความคิดเขาก็หวนกลับไปสู่อดีตที่แอบเห็นอัมพาไปพบกับนายชิดชายโฉดที่รมยาจนคนทั้งบ้านหลับแล้วข่มขืนเธอ เวลานั้นรุจเห็นนายชิดท่าทางเร่งร้อน ก็ได้แต่สงสัย

"ตอนคุณพ่อสิ้น คุณหนูก็ไม่ยอมกลับมาดูใจท่าน ท่านคอย ท่านคิดถึงคุณหนู ท่านเพ้อถึงคุณหนูจนสิ้นใจ" เสียงขุนประจญคดียังคงเล่าต่อ รุจนิ่งฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนยากจะอ่านความรู้สึกได้

สุดท้ายขุนประจญคดีขอร้องให้เขากลับบ้าน กลับได้รับคำตอบที่ทำให้อึ้งสนิทว่า

"ผมพร้อมจะไปทุกแห่งในโลก นอกจากรุจิโรจน์ เพราะรุจิโรจน์มีคนที่ผมไม่ประสงค์จะอยู่ด้วย"

เป็นเวลาเดียวกับที่อัมพาเข้าไปจุดธูปในห้องพระ ภาวนาด้วยความรุ่มร้อนใจว่า

"ขอคุณพระดลใจให้คุณรุจกลับมา ให้ลูกได้พูดกับเธอ บอกเธอถึง..." อัมพาพูดไม่ออกมีแต่สีหน้าที่บ่งบอกถึงความ เจ็บปวดใจ เว้นไว้แล้วจึงพูดต่อ "บาปกรรมจะได้หมดสิ้นเสียที ลูกจะได้ตายตาหลับ"

ooooooo

ณ สถานที่ท่องเที่ยวทางเหนือ วันนี้ภาคินัยเจ้าของไร่รวงผึ้ง พี่ชายคนโต มีน้องสาวคนรองคือภคินีและน้องสาวฝาแฝดอีกคู่หนึ่งคือ ดาริกากับกุมารี ทั้งหมดมีน้าสังวาลย์เป็นคนคอยดูแลอย่างดี ทุกคนพากันไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวทางเหนือ

หลังจากไหว้พระแล้ว ก็พากันไปเล่นน้ำตก ขี่ช้างเล่น ระหว่างนั้นภคินีรู้สึกเวียนหัวจึงพากันลงจากหลังช้าง ภคินีหน้ามืดเป็นลมจนต้องพาไปนอนพักที่ผ้าปูซึ่งน้าสังวาลย์รีบไปปูไว้ ภาคินัยถามหายาลม น้าสังวาลย์ไม่ได้เอามา จึงเรียกดาริกา กับกุมารีมานั่งจับมือภคินีนวดคนละข้าง

มีนักท่องเที่ยวผู้มีน้ำใจมาเจออาสาจะไปหายาลมมาให้ รุจมาเจอพอดี เขาบอกว่าตนเป็นหมอแล้วรีบลงมือปฐมพยาบาล

คืนนี้ รุจจึงได้ไปทานขันโตกที่ไร่รวงผึ้งร่วมโตกเดียวกับภาคินัยและภคินีรวมทั้งเพื่อนชาวเหนืออีกสองสามคน ได้ชมฟ้อนสะล้อซอซึง และเต้นรำกันสบายๆในหมู่คนกันเอง รุจออกไปเต้นรำกับภคินี เด็กสาววัยใสที่ไร้มารยา

เสร็จจากทานขันโตก พากันไปนั่งคุยที่ห้องนั่งเล่นบ้านรวงผึ้ง จนครู่ใหญ่รุจจึงขอตัวกลับเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าเวรแต่เช้า

"อยู่อีกครึ่งชั่วโมงเถอะนะคะ เดี๋ยวจะปล่อยโคมลอยแล้ว" ภคินีชวนยิ้มใสซื่อ รุจจึงนั่งลง

ooooooo

ที่เคหาสน์สีแดง อารยาเล่นซอเพลงหวานเศร้าให้แม่ฟัง เธอเล่นอย่างสุดฝีมือเพื่อแม่ แต่อัมพาก็อ่อนแรงลงไปทุกทีค่อยๆหลับตาลง อารยาตกใจวิ่งลงไปร้องเรียกแม่ทั้งสามให้ช่วยแม่ตนด้วย

แม่ละม่อมแม่บ้านใหญ่ไปถึงก่อนเพื่อน ตามด้วยแม่พินคนดูแลความเรียบร้อยของเสื้อผ้าเครื่องเรือน และสุดท้ายคือแม่พร้อมที่ดูแลเรื่องอาหารของรุจกับอารยาตลอดมา ทุกคนรีบเข้าไปดูอัมพา พูดให้กำลังใจ แม่พร้อมบอกให้อารยาหรือน้อยปิดหน้าต่างสักบานเพราะลมแรง แต่อัมพาขอให้เปิดไว้อย่างนั้นเพราะเย็นสบาย ตนอยากหลับ บอกกับอารยาว่า "น้อยอยู่กับแม่ก็ได้ลูก"

ระหว่างนั้นสามแม่ออกไปคุยกันเองอย่างหนักใจว่า อัมพาอยากพบคุณหนูเหลือเกิน แม่ละม่อมพึมพำว่าคุณหนูเธอไม่อยากพบ ไม่รู้อัมพาอยากพบเรื่องอะไรเห็นพูดเป็นร้อยครั้งแล้วว่าอยากพบก่อนตาย

"คุณหนูไม่ให้พบหรอกฉันรู้...ใจแข็งเป็นหินขนาดนั้น" แม่พร้อมเชื่ออย่างนั้น

"เก็บความโกรธความแค้นฝังใจตั้งแต่เด็ก ดูทีรึ บ้านของเธอแท้ๆอยู่มาแต่เล็กแต่น้อยยังไม่ยอมกลับ" แม่พินบ่นงึมงำ

ooooooo

อารยาอยู่กับแม่ในห้อง อัมพาบอกลูกว่าอยากฟังเสียงซอ อารยาหันไปหยิบซอ อัมพาบอกว่า

"ไปเล่นที่ห้องน้อย ให้เสียงลอยตามลมมาหาแม่" อารยา ถามว่าทำไมหรือ "แม่อยากฟังเสียงซอที่แว่วมาจากห้องน้อย จะได้หลับ"

เมื่ออารยาไปเล่นซอที่ห้อง อัมพาฟังเสียงซอน้ำตาไหล พึมพำอย่างปวดร้าวใจ...

"แม่ทำบาปกับลูกเหลือเกิน...ตายไปยังทิ้งให้ลูกรับกรรม... น้อย...น้อยยกโทษให้แม่ด้วย..." อัมพามือไขว่คว้าในความว่างเปล่า จนแม่ละม่อมเปิดประตูเข้ามารีบปราดเข้าหาอย่างตกใจ

อัมพาพร่ำพูดกับลูกในขณะที่เสียงซอยังแว่วอยู่ไม่ ขาดสาย

"น้อย...ยกโทษให้แม่ด้วย..." แม่ละม่อมจะพาไปหาหมอ อัมพาบอกว่าไม่ต้อง พยายามลืมตามองแม่ละม่อมพูดเสียงขาดเป็นห้วง "ฉันกำลังจะหมดลม หายใจไม่ได้...น้อยจะทุกข์หนักถ้าเห็น...ฝาก...ขอโทษคุณรุจ..."

เสียงอัมพาขาดหายไป พร้อมกับลมหายใจสุดท้าย...

เป็นเวลาที่รุจกำลังปล่อยโคมลอย...แสงโคมลอยลิบๆและดับไปท่ามกลางความมืดของรัตติกาล...

อัมพาสิ้นใจอย่างสงบ อารยาเปิดประตูเข้ามาผวาเข้าหาแม่ เห็นสภาพของแม่ก็เข้าใจทันทีว่า แม่ได้จากไปแล้ว เธอเหมือนหัวใจแตกสลายจะโถมเข้ากอดแม่ แม่ละม่อมยึดไว้บอกว่าอย่ารบกวนท่านเลย ท่านไปอย่างสงบแล้ว เธอตัดพ้อแม่ละม่อมว่าทำไมไม่ตามตนมา

"คุณแม่อยากฟังคุณน้อยเล่นซอ" แม่ละม่อมบอก จากนั้นให้อารยาห่มผ้าให้คุณแม่ เธอห่มผ้าและกอดซบร่างแม่ ร้องไห้สะอึกสะอื้น แม่ละม่อมก้มหน้าซับน้ำตาก่อนเดินห่างออกไปมองอารยาน้ำตาริน

"แม่จ๋า...ทำไมแม่ทิ้งน้อย..." อารยาคร่ำครวญเหมือนแม่ฟังตนอยู่ "น้อยจะอยู่กับใคร เราไม่เคยจากกันแม้แต่วันเดียว ตอนนี้แม่ไม่อยู่ น้อยจะอยู่ได้ยังไง น้อยจะอยู่กับ...

กับใครก็ไม่รู้ เขาจะทำให้น้อยเป็นทุกข์แค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วน้อยจะบอกกับใคร ใครจะปลอบน้อยได้เหมือนแม่...น้อย

อยากตายตามแม่ จะตายได้ยังไง...น้อยจะตายตามแม่ได้ยังไง..."

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น อารยาในชุดดำมาที่ท่าน้ำบ้าน

รุจิโรจน์ มีแม่ทั้งสามตามมาหว่านล้อมด้วยความห่วงใย แม่ละม่อมบอกว่าถ้าเธอตายตามคุณแม่ไป คุณแม่จะนอนตายตาไม่หลับ เป็นบาปเป็นกรรมยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

แม่พินย้ำเตือนว่า คุณแม่ไปอย่างสงบเพราะสอนทุกอย่างน้อยไว้หมดแล้ว ความดีทั้งหลายทั้งปวงเธอกล่อมเกลา ไว้จนถึงวันต้องจากไปเธอก็ไปอย่างสบายใจ

ส่วนแม่พร้อมอ้อนว่า "คุณน้อยทิ้งป้าสามคนไปได้ ลงคอ ดีล่ะ ป้าโกรธคุณน้อยไปจนตายเลย"

อารยามองแม่ทั้งสามน้ำตาปริ่ม ก้าวลงเรือพายออกจากท่าน้ำท่ามกลางสายตาที่มองตามอย่างเป็นห่วงของแม่ทั้งสาม...

ooooooo

ตอนที่ 2

ด้วยความรู้สึกที่อ้างว้าง อารยาพายเรือไปบ้านพนาเวสที่อยู่ใกล้กัน เธอสนิทสนมกับชาลีที่โตมาด้วยกัน แต่เวลานี้เขากำลังจะจบเป็นเรือตรีแล้ว อีกทั้งทุกคนในบ้าน ทั้งคุณนายพนาเวสและวัฒนา

พี่สาวของชาลีก็เอ็นดูเธอเหมือนคนในครอบครัว

หลังจากเล่าความอัดอั้นให้ฟังแล้ว ชาลีบอกว่าถ้าอยู่ที่บ้านรุจิโรจน์ไม่ได้ก็ให้มาอยู่ที่พนาเวสด้วยกัน อารยาขอบคุณ รำพึงรำพันถึงแม่ คร่ำครวญว่าอยากตายตามแม่ไป

ชาลีปลอบจนค่อยคลายหายโศก จึงพายเรือมาส่งที่ท่าน้ำบ้านรุจิโรจน์

รุจเริ่มทำงานแล้ว เมื่อเขาอยู่กับคนไข้ เขามีมนุษยสัมพันธ์ ดีเยี่ยม มีน้ำใจมีเมตตา จนคนไข้ทุกคนรักมาก แต่แล้วเขาก็ต้องกลับกรุงเทพฯ เมื่อขุนประจญคดีมาแจ้งว่าอัมพาเสียชีวิตแล้ว เขาจำเป็นต้องกลับไปเป็นประมุขของรุจิโรจน์

วันต่อมา อารยาก็ได้รับโทรเลขจากขุนประจญคดีว่ารุจจะกลับบ้านรุจิโรจน์สัปดาห์หน้า

พอแม่ทั้งสามได้ข่าวพากันดีอกดีใจ อารยาพลอยยิ้มดีใจไปด้วย

ระหว่างที่รุจนั่งรถไฟกลับ เจอกับภาคินัยที่กำลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปทำธุระ ทั้งสองจึงนั่งมาด้วยกันจนถึงสถานีหัวลำโพง เจอเสาวรสมารับ รุจจึงแนะนำให้เธอรู้จัก กับภาคินัยว่า เขาอยู่เชียงรายเป็นเจ้าของไร่ยาสูบ เสาวรสสนใจ มากชมกับรุจขณะไปนั่งดื่มน้ำชากันว่า ท่าทางโก้ดีแต่เสียดายอยู่บ้านนอก ถามรุจว่าเขาจะไปไหนต่อ เขาบอกว่ากลับบ้าน เธอถามอย่างตื่นเต้นว่าบ้านอยู่แถวไหน สาทรหรือสีลมละแวกบ้านตนหรือเปล่าจะได้กลับด้วยกัน

"บ้านผมอยู่ปากน้ำ" รุจตอบนิ่งๆ เสาวรสทำหน้าผิดหวัง บ่นว่าบ้านนอกจัง ถามว่าบ้านที่กรุงเทพฯไม่มีหรือ

เมื่อเธอกลับถึงบ้าน ยังบ่นกับพ่อว่ารุจไม่มีบ้านในกรุงเทพฯ ตอนอยู่เมืองนอกก็สปอร์ตดี แต่ที่เมืองไทยเขาอยู่ถึงปากน้ำ บ้านนอกแท้ๆ ตนเห็นจะไม่ไหวด้วยแล้ว พ่อเธอฟังแล้วก็เออ ออห่อหมกกับลูกด้วย

ooooooo

ทุกคนที่เคหาสน์สีแดงพากันตื่นเต้นดีใจมากเมื่อรุจกลับถึงบ้าน ระหว่างนั้นอารยามองจากหน้าต่างชั้นบนลงมาไม่เห็นหน้าเขา จนเมื่อเขาจะเข้าชายคาเขาเงยหน้ามองขึ้นไปที่หน้าต่าง อารยาตกใจหลบแว้บใจเต้นระทึกเมื่อเห็นหน้าเขาเต็มตา! ใจสั่นหวิวครู่หนึ่งจึงบอกตัวเองว่าต้องไม่กลัวผู้ชายคนนี้

บรรดาแม่ทั้งสามตื่นเต้นดีใจมาก รุมกันถามว่าจำตนได้ไหม จนรุจต้องบอกว่าให้ถามทีละคน ทุกคนถามว่าจำตนได้ไหม รุจจำได้ทุกคน บรรยายแม่แต่ละคนละเอียดยิบ จนแม่ทั้งสามยิ้มแก้มแทบปริ สุดท้ายเขาบอกว่า

"หนูจำได้ทุกอย่างยังปฏิบัติไม่เคยเปลี่ยน ขอเปลี่ยนอย่างเดียวขอไม่เรียกตัวเองว่าหนูนะจ๊ะ"

แม่ทั้งสามร้องพร้อมกันอย่างเสียดายราวกับสูญเสียคุณหนูของตนไป

ooooooo

แม่พร้อมเตรียมทำอาหารเย็นให้คุณหนูของตนทานพร้อมคุณน้อย อารยาแอบได้ยินทำหน้าสยองส่วนรุจสีหน้าเรียบเฉย แม่ละม่อมบอกว่าห้องนอนของเขาอยู่ที่ห้องเดิมของคุณพ่อ กำชับว่า

"เข้าห้องต้องล้างมือก่อนนะคะ แล้วไปห้องพระไหว้พระเรียนคุณพ่อด้วยว่ากลับมาแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ไปไหนอีก"

"ขอพวงมาลัยพวงหนึ่ง ฉันจะไหว้พระ" รุจบอกแล้วเดินขึ้นบันได อารยาที่กำลังชะโงกแอบดูอยู่ถอยหลบแทบไม่ทัน

ระหว่างขึ้นบันได เขานึกถึงอดีตที่พ่อบอกให้เขาย้ายไปนอนห้องแม่และจัดห้องของเขาให้น้องคนใหม่ ซ้ำยังไม่ให้เอาเจ้าเงาะลูกสุนัขขนปุกปุยไปอยู่ด้วยอ้างว่าเสียงดังน่ารำคาญ เวลานั้นเขาสะอื้นในอกถามพ่อว่าทำไมถึงฟังเสียงหมาของตนไม่ได้ แล้วทำไมเสียงเด็กเล็กๆ ลูกของอัมพาคุณพ่อถึงทนฟังได้

และแม้วันนี้ 15 ปีผ่านไป ความคับข้องใจของเขาก็มิได้ลดหย่อนผ่อนเบาลงเลย ยังฝังใจว่าอัมพากับลูกมาแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากเขาไป บอกแม่ละม่อมที่พาขึ้นห้องไปว่า เกลียดทั้งแม่ทั้งลูก เกลียดเด็กคนนั้น

ooooooo

เมื่อขึ้นไปที่ระเบียงดาดฟ้า เจออารยาในชุดดำยืนอยู่ เขาจำได้ว่าคือหญิงสาวที่โต้เถียงกับเขาอย่างเผ็ดร้อนที่บางปู เธอหันมาไหว้เอ่ยเสียงอ่อน เชิญให้ตรวจดูบ้านให้ทั่วและขอโทษเขาสำหรับวันนั้นที่บางปู เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องพูดถึง ตนไม่ได้สนใจจะจำ แล้วเดินจากไปทันที

อารมณ์พลุ่งพล่านทำให้เขาไม่รู้ว่าอารยาเดินตามมา จนเขาไปหยุดยืนดูรูปที่แขวนอยู่นานจนเธอเอ่ยขึ้นว่า

"คุณได้ยืนดูอยู่นาน...มันถูกแขวนอยู่ตรงนี้นานแล้ว ด้วยคำสั่งของคุณลุงท่าน เอ้อ...คุณพ่อของคุณ แต่...ดิฉันจะปลดลงค่ะ"

"ไม่จำเป็น ปลดลงก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปได้" น้ำเสียงเขาเย็นชาประชดในทีจนอารยานิ่งงัน

ทันใดนั้นชาลีมาร้องเรียกที่ท่าน้ำ อารยาหันมอง ชาลีบอกว่าอาหารพร้อมแล้วทุกคนคอยเธออยู่คนเดียว รุจได้ยินเดินมาดูที่ระเบียง ชาลีหยุดกึก รุจมองอย่างไม่ชอบใจถามว่านั่นเป็นใคร

อารยาบอกว่าชื่อชาลีเป็นเพื่อนบ้านกับเรามาตั้งแต่เด็ก วันนี้มีนัดทานข้าวเย็นกัน แล้วขออนุญาตเขาจะไปบอกชาลีว่าไม่ไปแล้ว รุจขัดขึ้นทันทีว่า


"ไม่จำเป็น วันแรกที่กลับมาเมืองไทย ฉันอยากจะทานอาหารคนเดียว" พูดแล้วเมินไปทางอื่น จนอารยานิ่งอึ้ง

เมื่ออารยาลงไปหาชาลี ทั้งสองพูดอะไรกันสองสามประโยค ชาลีเงยหน้าขึ้นมองแล้วพายเรือจ้ำพรวดไปอย่างเร็ว

รุจยืนมองตามเรือลำนั้นไปด้วยสายตาเหยียดหยัน

ooooooo

คืนนี้รุจเข้าไปในห้องพระ จุดธูป 3 ดอก ไหว้พระ และวางพวงมาลัยที่หน้าโกศกระดูกของบิดาบอกกล่าวว่า

"คุณพ่อครับ ผมกลับมาแล้วครับ รุจิโรจน์ยังเหมือนเดิม เหมือนเมื่อวันที่ผมจากไป ผมขอโทษที่ทิ้งคุณพ่อไปนานมาก แต่ถึงอย่างไร ผมทราบว่าคุณพ่อก็มีความสุขดี"

แม่ละม่อมกับแม่พินที่อยู่ด้วยมองหน้ากัน แม่ละม่อมติงเบาๆว่าอย่าพูดอย่างนั้นกับคุณพ่ออีกรู้ไหม เพราะว่า...

"ถ้านับวันที่คุณพ่อทุกข์เพราะคิดถึงคุณหนู แม่ม่อมยืนยันว่า มีมากกว่า...มากกว่าวันที่คุณพ่อมีความสุขอย่างที่คุณหนูคิด"

รุจแย้งทันทีว่าไม่จริง อย่ามาพูดหลอกกัน ตนรู้และเข้าใจเรื่องชีวิตดี พูดเสียงเครือน้อยๆว่า

"เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะมีความหมายอะไรกับผู้ชายที่ยังมีเลือดเนื้อ มีความเหงามีความต้องการ"

แม่พินติงว่าอย่าพูดดูถูกคุณพ่ออย่างนั้น รุจสวนไปว่าตนเข้าใจทุกอย่าง ตนไม่โทษใคร แต่จะห้ามตนรู้สึกโกรธ รู้สึกเสียใจ รู้สึกผิดหวังนั้นห้ามไม่ได้ แม่พินพยายามแก้ต่างให้เจ้านายแต่รุจไม่อยากฟัง แม่ละม่อมจึงขัดขึ้นว่ายังไงตน

ก็ต้องพูดเพราะคุณหนูเข้าใจผิดมา 15 ปี คิดว่าท่านไม่รักแต่รักคนอื่นมากกว่า

แม่พินเห็นบรรยากาศอึดอัด ตัดบทว่าเราไม่น่าพูดกันในวันแรกที่คุณหนูกลับมา เอ่ยขอโทษเขา

เมื่อสองแม่กลับไปที่ห้องนั่งเล่นของตัวเอง ยังปรารภกันด้วยความกังวลกับความฝังใจของรุจ เกรงว่าทุกอย่างจะไปลงที่อารยาคนเดียว

"อย่าเพิ่งลงโทษคุณหนูของฉัน รอดูไปก่อน คุณน้อยน่ะ ต่อให้คนที่ใจแข็งเป็นเหล็กยังไงก็ต้องอ่อนเมื่อพบเธอ" แม่พินมั่นใจในความเพียบพร้อมที่เป็นเสน่ห์ของอารยาจะเอาชนะใจรุจได้

ooooooo

ชาลีรับอารยาไปถึงบ้านพนาเวส เล่าเรื่องที่เจอรุจให้แม่กับพี่สาวฟัง ทั้งสองจำรุจได้ วัฒนาพูดแหยงๆว่าตอนเด็กๆมาเล่นกันเจอนัยน์ตาคมกริบของเขาทีไรตนกลัวจนบอกไม่ถูกทุกที

หลังทานข้าวเย็นแล้ว เกือบสามทุ่ม ชาลีจึงพายเรือไปส่งอารยาที่บ้านรุจิโรจน์ ย้ำกับเธอว่าถ้าไม่สบายใจอะไร คนแรกที่เธอต้องบอกคือตัวเขา อารยาให้สัญญาด้วยความเต็มใจที่สุด

เมื่อมาถึงท่าน้ำบ้านรุจิโรจน์ ทั้งคู่หยอกล้อกันเล็กน้อยประสาคนสนิทที่เคยเล่นด้วยกันมาแต่เด็ก หารู้ไม่ว่ารุจมอง

อยู่ที่ข้างบน เขาเขม้นมองอย่างไม่พอใจ

เมื่ออารยาเดินเข้าตัวตึก ทันใดนั้น มีเสียงโทรศัพท์

ดังขึ้น เธอจะไปรับสาย เขาบอกว่าไม่ต้องแล้วเดินไปรับเอง

ปรากฏว่าเป็นสายจากเสาวรส ทักทายกันอย่างหวานหยดย้อย รุจนัดว่าสัปดาห์นี้จะไปหาเพราะสัปดาห์หน้าเขาจะเริ่มทำงานแล้ว

คุยโทรศัพท์เสร็จ เสาวรสเดินตามหาพ่อ ไปเจอพ่อกำลัง นัวเนียอยู่กับนวลสาวใช้วัยขบเผาะ เสาวรสโกรธจี๊ด ตบตีนวล จนสลบหาว่ามาให้ท่าพ่อหวังกอบโกย

พระศัลยแพทย์พิสุทธิ์เป็นคนกลัวลูกจนหงอ พอเสาวรสเดินไปจึงรีบโผเข้าไปดูแลนวลที่สลบอยู่ หลังจากนั้นพระศัลย์ฯโอ๋ลูกว่าไม่เคยเห็นใครดีกว่าลูกเลย แต่พอเอ่ยถึงแม่ เธอตัดบททันทีว่าไม่อยากฟังเรื่องของเขา พูดอย่างเลือดเย็นว่า

"ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ของใครทั้งสิ้น ต่อให้เขาไปมีลูกอีกกี่คนเขาก็ทิ้ง เพราะเขาไม่มีความเป็นแม่ให้ใครเลย"

ระหว่างนั้นนวลมาขอลาออก เสาวรสถามประชดว่าได้ไปเท่าไรแล้วล่ะ นวลบอกว่าตนไม่เคยได้อะไรเลยเสียอย่างเดียว พูดแล้วมองหน้าพระศัลย์ฯบอกเสาวรสว่า "ท่านรู้ดี" เสาวรสเริ่มรู้สึกผิดบอกพ่อว่าอย่าเพิ่งให้นวลไป

รุ่งเช้าเสาวรสเอาซองเงินให้พ่อฝากให้นวลด้วย พระศัลย์ฯ เดินออกไปครู่เดียวก็กลับมาบอกว่านวลไปแล้ว ส่วนตัวเองก็จะออกข้างนอกบอกเสาวรสว่าจะไปแสดงตัวเพื่อรับบำนาญ ถามลูกสาวว่านัดหมอรุจไว้รึเปล่า เธอบอกอย่างไม่ยี่หระว่า

"รุจยังไม่ใช่ชอยส์ในขณะนี้ค่ะ นอกจากหนูจะไม่มั่นใจเรื่องฐานะบ้านช่องของเขาแล้ว เขายังทำให้หนูโกรธมากตั้งแต่ เพิ่งกลับมา เพราะเขาทำเหมือนหนูไม่มีความหมาย"

"เขาเป็นรุจิโรจน์นะลูก รุจิโรจน์ตระกูลเก่าแก่...สมบัติมากมาย" พระศัลย์ฯติงเสียงอ่อน

ooooooo

คืนนี้ขณะที่อารยาเอาแจกันดอกไม้ไปวางที่หน้ารูปอัมพาและพูดคุยกับรูปแม่ระบายความอัดอั้นอยู่นั้น รุจมายืนฟังอยู่ เขาพูดเยาะเย้ยที่เธอคุยกับรูป แล้วถามว่าอัมพาแม่ของเธอคิดอย่างไรกับตน

"ท่านบอกว่าคุณรุจเป็นคนดี เนื้อแท้ของคุณรุจเป็นคนมีเมตตา และยุติธรรม ดิฉันไม่ทราบว่าทำไมแม่ถึงคิดอย่างนั้น ในเมื่อแม่ก็รู้ว่าคุณเกลียด..." พูดได้แค่นั้นเธอก็เสียงสั่นก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาเป็นริ้วจนพูดไม่ออก รุจยืนมองเฉย สุดท้ายบอกเธอไปได้แล้ว พออารยาไป เขากลับเป็นฝ่ายยืนอย่างครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น

รุ่งเช้า หลังจากใส่บาตรแล้ว อารยาเห็นสุคนธ์หลานสาวของแม่ละม่อมกำลังร่ำลาบรรดาแม่ๆ เธอบอกให้รอเดี๋ยวจะฝากเสื้อให้ไปช่วยใส่ด้วย ว่าแล้ววิ่งขึ้นไปที่ห้องเพื่อเอาเสื้อให้สุคนธ์และเอาเสื้อปักลายที่แม่พินวาดมาให้ดูด้วย พอวิ่งก็ชนเข้ากับรุจที่เดินอ่านหนังสือลงมาจนตัวเองเซรุจคว้าไว้เลยถลำเข้าไปในอ้อมอกเขา เธอขอบคุณเขาเสียงประหม่าถามว่า เจ็บไหม รุจนิ่งไม่ตอบเดินลงบันไดไปเลย

จนเข้าไปในห้องแล้วอารยายังใจเต้นไม่เป็นส่ำกับสัมผัสเมื่อครู่นี้ ต้องสะบัดหน้าไล่ความรู้สึกนั้นหยิบเสื้อที่จะให้สุคนธ์รีบลงไป เจอแม่พินถามหาเสื้อลายปักที่วาดให้ อารยาบอกว่าลืมแล้วจะวิ่งขึ้นไปเอา

"คุณน้อยไม่ต้องหรอกค่ะ คุณหนูคงคอยรับของเช้าอยู่แล้วค่ะ รีบไปเถอะ" แม่พินห้ามไว้

"น้อยไม่ไปหรอกค่ะ คุณรุจไม่ทานข้าวกับน้อยหรอกค่ะป้า เธอชอบรับทานคนเดียว"

กลายเป็นเรื่องทันที เมื่อแม่พร้อมกับแม่พินพูดกันอย่างไม่สบายใจว่าทำไมอารยาพูดอย่างนั้น แม่พินจะไปถามให้รู้เรื่อง รุจห้ามไว้บอกว่าไม่ต้องตามใครทั้งนั้น บอกแม่พินว่า

"ฉันขอห้ามเด็ดขาด ในเมื่อเขาไม่อยากมาทานกับฉันก็ไม่ต้องบังคับเขา และต่อไปนี้จัดให้ฉันทานข้าวคนเดียว" พูดแล้วยกกาแฟจิบ เห็นแม่พินขยับตัวเขาสั่งเสียงเข้ม "แม่พิน ฉันห้ามแล้วนะ"

ooooooo

สามแม่แอบไปต่อว่าอารยาจนได้ คาดคั้นถามว่ามีอะไรในใจกับรุจ รู้ไหมพูดอย่างนั้นทำให้คุณหนูของตนเสียใจ ทำไมถึงว่าคุณหนูชอบทานข้าวคนเดียว อารยานิ่งอยู่นานสุดท้ายบอกว่าตนทราบก็แล้วกัน

ความอึดอัดคับข้องใจทำให้อารยาไม่ไปเรียนทำขนมกับคุณแม่ของชาลี เมื่อชาลีมารับ เธอฝากเขาไปขอโทษด้วย แล้วเธอก็ไปหารุจที่ห้องหนังสือซึ่งเขาใช้เป็นที่ทำงานด้วย พรวดเข้าไปเลยถูกตำหนิว่าทำไมไม่เคาะก่อน เธอออกไปเคาะแล้วเข้ามาใหม่ รุจทำหน้าหน่ายถามว่ามีเรื่องอะไรให้รีบพูด เดี๋ยวท่านขุนประจญคดีจะมาพบด้วยเรื่องสำคัญกว่าเรื่องของเธอ

เมื่ออารยาถามเรื่องที่เขาบอกว่าอยากทานข้าวคนเดียว เขายอมรับว่าใช่ อารยาจึงเล่าอย่างอัดอั้นว่าพอตนบอกแม่ทั้งสามไปเช่นนั้น ก็ถูกตำหนิว่าทำในสิ่งที่ไม่สมควรกับคุณหนูของแม่เหล่านั้น รุจบอกให้เธอบอกไปเลยว่าเขาเป็นคนพูด อารยาเกี่ยงให้เขาพูด เธอพูดเสียงสั่นว่า

"คุณควรจะบอกว่าเป็นความประสงค์ของคุณ คุณควรจะพูดเอง เพราะแค่ดิฉันบอกเพียงว่าคุณชอบรับประทานอาหารคนเดียวดิฉันก็ยังโดนดุมากมาย ถ้าดิฉันบอกว่าคุณเป็นคนพูด แต่คุณไม่ยอมรับ ดิฉันจะโดนขนาดไหน"

"อย่างนั้นหรือ"  รุจถามอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว  ทำให้ อารยายิ่งว้าวุ่นที่ทำอะไรเขาไม่ได้ รุจเห็นดังนั้นย้อนถามว่าเธอโมโหใครมา อารยาไม่หลงประเด็นย้ำถามว่าทำไมเขาไม่พูดเอง เขากลับก้มหน้าอ่านหนังสือ ทำให้อารยาเคว้งอยู่ตรงนั้น สุดท้ายต้องออกจากห้องไปเองอย่างกดดันมาก

ooooooo

ครู่ใหญ่ ขุนประจญคดีมาพบรุจ เอาเอกสารเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของบ้านรุจิโรจน์ รวม ทั้งทรัพย์สินอื่นมาให้เขา แจกแจงรายละเอียดแล้ววางโฉนดกับเอกสารทั้งหมดลงย้ำกับเขาว่าต้องดูด้วย

รุจไม่แยแสชวนว่าเดี๋ยวไปหาข้าวทานที่บางปูกันดีกว่า ขุนประจญคดีเริ่มหงุดหงิดเสียงเข้มขึ้น บอกให้เขาต้องดู ย้ำถึงความยากเย็นกว่าจะได้สมบัติเหล่านี้มาของบรรพบุรุษ อย่าดูถูกความเหนื่อยยากของท่านเหล่านั้น รุจจึงจำต้องไปเปิดตู้เซฟดู

ในตู้เซฟมีกล่องเครื่องเพชร เครื่องทองอยู่มากมาย แต่เปิดดูทุกกล่องว่างเปล่า รุจอารมณ์พลุ่งขึ้นทันที นึกถึงนายชิดที่มาแอบพบกับอัมพา และเสียงหัวเราะของอารยาที่หยอกล้อกับชาลีขึ้นมาทันที

เมื่ออารยากลับขึ้นมาที่หน้าตึก เจอรุจลงมาพอดี สายตาที่เขาจ้องเธอนั้นเหมือนจะให้ทะลุถึงหัวใจ ทีแรกอารยาก็หวั่นๆ แต่สุดท้ายเธอฮึดจ้องตอบทั้งยังถามว่า "ดิฉันทำอะไรผิดอีกหรือคะ"

รุจมีแววเยาะในสีหน้าแล้วจะเลี่ยงไป อารยาพรวดไปขวางไม่ยอมให้ไป ถามย้ำซ้ำๆว่า "ทำไม...ทำไมคะ...ทำไม คุณต้องบอกว่ามีเรื่องอะไรอีก" รุจสั่งให้หลีก เธอไม่ยอมหลีกจ้องหน้าเขาเขม็ง พูดเสียงแข็ง "ดิฉันไม่หลีก คุณยังไปไม่ได้"

ทั้งสองยืนจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

รุจปักใจเชื่อว่าของที่หายไปต้องเป็นฝีมือของอัมพาและอารยา เขายิ่งชิงชังแสดงความรังเกียจเหยียดหยาม เมื่ออารยาถามเขาก็บอกว่า ถ้าไม่ได้ทำอะไรปิดบังซ่อนเร้นไว้ก็ไม่ต้องทุกข์ร้อน

อารยาระบายความกดดันว่าตนอยู่ที่นี่เหมือนทำอะไร ก็ผิดไปหมดทั้งต่อตัวเขาและแม่ทั้งสาม เขาตัดบทว่าเธอจะทำอะไร เขาไม่เกี่ยว เราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวกันและไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอ พูดแล้วไล่ให้ไปได้แล้ว ทำให้อารยาหน้าจ๋อยเดินตัวลีบไป

วัฒนาพี่สาวของชาลีเห็นถึงความผิดปกติของอารยาถามว่าเป็นอะไร เมื่ออารยาเล่าให้ฟัง วัฒนาตั้งข้อสังเกตว่า หรือจะเป็นเรื่องสมบัติที่เขาระแวง เพราะเขาไม่รู้ว่าพ่อของเขาให้อะไรอารยาไว้บ้าง

ooooooo

เสาวรสอ่อยภาคินัยหวังจับปลาสองมือ ภาคินัยเริ่มพอใจในความฉอเลาะของเธอ แต่หลังนัดทานอาหารกันแล้วเขาจำต้องรีบกลับ เพราะมีธุระสำคัญจึงไม่ได้ไปส่งเธอที่บ้าน

แต่พอเสาวรสกลับถึงบ้านไม่นาน รุจก็ไปหาด้วยความคิดถึง เธอดีใจโผเข้าเบียดลูบไล้กอดหอมอย่างไม่แคร์กับสายตาใคร จากนั้นพากันไปเต้นรำที่บางปู แล้วพาเธอมาส่งที่บ้าน

พระศัลยแพทย์พิสุทธิ์ถือโอกาสเลียบเคียงถามถึงฐานะและการศึกษาของเขา เมื่อรุจกลับไปแล้วเสาวรสพึมพำอย่างกระหยิ่มใจว่า "รุจนั้นเป็นของตาย แต่ของตายอาจไม่ใช่ของที่ถูกเลือก"

"เขาเป็นทายาทตระกูลเก่าแก่นะลูก เป็นแพทย์อนาคตไกล ไม่ลองไปดูบ้านเขาที่ปากน้ำล่ะลูก"

"ไม่หรอกค่ะ ปากน้ำ...บ้านนอกอย่างนั้น คุณพ่อหวังว่าจะมีคฤหาสน์ใหญ่โตขนาดไหนคะ เขาไม่เคยชวนลูกไป นั่นไม่แสดงหรือคะว่าบ้านเขาต้องเก่าโทรมจนเขาอายไม่กล้าพาไป" เสาวรสยิ้มเหยียด

แต่เมื่อส่งเสาวรสแล้ว รุจโทรศัพท์สั่งแม่พร้อมให้เตรียมต้อนรับแขกพิเศษที่เขาจะพามาทานอาหารที่บ้าน กำชับว่าต้องเป็นอาหารฝรั่งด้วย

เกิดความวุ่นวายทันที เพราะแม่พร้อมทำอาหารฝรั่ง ไม่เป็น ครั้นตามหาอารยาก็ไม่รู้หายไปไหน สุดท้ายแม่พินตามไปเจอที่บ้านพนาเวส รีบพากลับมาทำอาหารฝรั่งตามคำสั่งของรุจ

อารยาทำอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็เสร็จทันเวลา มีสลัด น้ำสลัด พาสต้า ซอสครีม มันทอด และไก่อบ ทำเสร็จบอกลำดับการเสิร์ฟและพิธีตามธรรมเนียมฝรั่งแก่แม่พร้อมแล้วตัวเองก็รีบวิ่งออกไปจากบ้าน

เจอรุจพาแขกมาพอดี ตัวเขาไม่เห็นอารยา แต่ภาคินัย เห็นหลังเธอวิ่งไวๆไปทางท่าน้ำ

แขกพิเศษของรุจคือ ภาคินัยและภคินีนั่นเอง

รุจแนะนำแม่ทั้งสามแก่ภาคินัยและภคินี จากนั้นบอกแม่ละม่อมให้ไปตามอารยามาร่วมโต๊ะด้วย นายสุขคนรับใช้บอกว่าอารยาอยู่ในครัวแล้ว รุจเสียงเข้มว่า "แต่ตอนนี้อยู่ที่ท่าน้ำ" นายสุขวิ่งไปที่ท่าน้ำ เห็นอารยากำลังจ้ำพายออกจากท่าน้ำ เขาตะโกนเรียก เธอทำหูทวนลมเร่งฝีพายเร็วขึ้นไปอีก ปล่อยให้ นายสุขตะโกนโหวกเหวกอยู่ที่ท่าน้ำ

ooooooo

ปรากฏว่าอาหารอร่อยมากจนภาคินัยชมว่าแม่ ครัวที่นี่ฝีมือดีมาก มากจนอยากจะเห็นแม่ครัวเสียแล้ว ภคินีแซวพี่ชายว่าจะขโมยแม่ครัวที่นี่หรือ ภาคินัยถามหยอกรุจว่าได้ไหมครับ เขาตอบยิ้มๆว่ารอให้พบตัวก่อนแล้วค่อยตัดสินใจดีกว่า

ระหว่างไปนั่งเล่นที่ท่าน้ำ ภาคินัยถามรุจว่าอยู่คนเดียวหรือ เขาบอกว่ามีอีกคนหนึ่ง แต่วันนี้ไม่อยู่ ภาคินัยร้องอ๋อบอกว่าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อมาถึง ถามว่าน้องสาวเขาหรือ

รุจไม่ทันตอบอะไร แม่ทั้งสามก็พากันเดินตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเข้ามาพร้อมขนมหวาน รุจแนะนำแม่ทั้งสาม ภาคินัยชม

ว่าอาหารอร่อยมาก แม่พร้อมขอบคุณ ยิ้มหน้าบาน แต่บอกว่าตนไม่ได้ทำเองหรอก พอจะบอกว่าใครทำ รุจก็ขัดขึ้นว่า

"เขาไม่อยู่ครับ...แม่จ๊ะขอบใจจ้ะ" แม่ทั้งสามรู้ใจ คุณหนูเลยพากันชักแถวกลับ รุจเลื่อนจานขนมเชิญชิมกัน

ooooooo

ตอนที่ 3

ระหว่างหลบไปที่บ้านพนาเวส อารยาปรารภกับวัฒนาว่าที่จริงไม่อยากทำอย่างนี้เลย แต่ไม่อยากเห็นหน้ารุจ วัฒนาคาดว่าเขาคงโกรธ แต่ก็พึมพำว่า

"คุณรุจจะรู้ตัวไหมว่าพอเขาก้าวเข้ามาในเคหาสน์สีแดงแห่งนี้ ชีวิตคนคนหนึ่งก็ไร้ความสุขทันที"

ที่บ้านรุจิโรจน์ รุจต้อนรับแขกพิเศษอย่างดีเยี่ยม โดย เฉพาะกับภคินี เขาถามอย่างห่วงใยในสุขภาพของเธอ แนะนำให้ออกกำลังกาย เขาอบอุ่นอ่อนโยนจนภคินีหัวใจหวั่นไหว เมื่อลากลับเธอหวังว่าเราคงได้พบกันอีก รุจตอบอย่างอ่อนโยนว่า

"ครับ รุจิโรจน์พร้อมต้อนรับภคินีเสมอ เชิญมาอีกเมื่อมีโอกาส"

แต่พอส่งแขกแล้วเท่านั้น สีหน้าที่ยิ้มแย้มอ่อนโยนของเขาก็กลับกลายเป็นเครียดเมื่อนึกถึงอารยา เดินจ้ำกลับมาคาดคั้นกับแม่พินว่าอารยาไม่ได้ยินที่นายสุขไปเรียกหรือ แม่ทั้งสามเชื่อไหม

แม่พิน แม่ละม่อม และแม่พร้อมต่างลำบากใจแต่ก็พยายามพูดปกป้องอารยาว่าไม่ได้ยิน รุจบอกว่าเดี๋ยวเธอกลับมาตนจะเป็นคนถามเอง ทำเอาแม่ทั้งสามหน้าจ๋อย ตกเย็นก็พากันไปดักรออารยาที่ท่าน้ำ

อารยากำลังจะกลับพอดี เธอปรารภกับวัฒนาว่าไม่รู้จะโดนพวกป้าๆเอ็ดรึเปล่าเพราะพอทำอาหารเสร็จก็หนีมานี่เลย วัฒนาคาดว่าป้าพร้อมอาจจะโกรธ แต่อีกสองป้าจะมาโกรธเธอเรื่องอะไร

"ป้าทุกคนพร้อมจะโกรธคนที่คุณรุจโกรธ" อารยาพูดหน้าเจื่อนๆ

ooooooo

พอกลับมาถึงท่าน้ำบ้านรุจิโรจน์ อารยาก็ถูกแม่ทั้งสามรุมกันถาม รุมกันต่อว่าที่ทิ้งพวกตนไป อารยา รีบขอโทษ แม่ละม่อมบอกว่าไม่ต้องขอโทษแต่วันหลัง จะทำอะไรคิดให้ดีก่อนว่าทำถูกต้องเหมาะสมไหม

แม่พินตัดบทว่าให้อารยาไปฟัง รุจถามเองดีกว่า เธอปฏิเสธอย่างเร็วว่าตนไม่อยากฟังขอไม่พบคุณรุจ เลยถูกแม่พินเตือนสติว่า

"คุณน้อย คุณหนูเป็นผู้ปกครองคุณน้อย ไม่ฟังวันนี้วันต่อๆไปก็ต้องฟัง" แต่พออารยาจะเดินไป แม่พินก็เรียกไว้ ถามอย่างมีเจตนาว่า "คุณน้อยไม่ได้ยินที่นายสุขเรียกใช่ไหมคะ"

แม่พินถามนำจนถูกแม่ละม่อมเรียกปราม แต่แม่พินก็ยังตามไปยืนประจันหน้าอารยา จ้องตาย้ำ

"ไม่ได้ยินใช่ไหมคะคุณน้อย ไม่ได้ยินอะไรเลย"

เมื่ออารยาไปพบรุจที่ห้องทำงานของเขา รุจบอกว่าวันนี้เธอตั้งใจขัดคำสั่งเขา ทั้งที่เธอเป็นคนพูดเองว่ามีอะไรให้บอก อารยายืนยันว่าตนไม่ได้ตั้งใจจะขัดคำสั่งเขา แต่ไม่ได้ ยินนายสุขเรียกจริงๆ

"ถ้าอย่างนั้น  ฉันจะลงโทษเธอ  ต่อไปนี้ให้เธอมารับประทานกับฉันทุกมื้อ จนกว่าฉันจะไปทำงาน" อารยาทำเสียงประหลาดใจว่าทุกมื้อ? เขายืนยันว่า "หลังจากอาทิตย์หน้าที่ฉันไปทำงานแล้ว ยกเว้นแค่มื้อที่ฉันไม่ได้รับทานที่บ้าน สรุปคือ ทุกมื้อที่ฉันอยู่บ้าน เข้าใจที่ฉันสั่งเธอหรือไม่ จะทำตามคำสั่งหรือไม่"

"เข้าใจค่ะคุณรุจ ทุกมื้อที่คุณอยู่บ้าน" อารยาฝืนใจพูด เดินไปถึงประตูก็หันกลับมาถาม "ในเมื่อคุณอยากทานอาหารคนเดียว ทำไมคุณถึงให้ดิฉันร่วมโต๊ะ" แต่เขาทำหูทวนลมก้มหน้าอ่านหนังสือซะงั้น จนอารยาต้องเดินออกไปอย่างกดดันมาก

เดินผ่านรูปอัมพาที่แขวนอยู่ อารยาหยุดมองรูปแม่พูดกับรูปอย่างอัดอั้นว่าไม่รู้จะทำตัวอย่างไรกับการอยู่บ้านนี้โดยไม่มีแม่ บอกรูปแม่เสียงเครือว่า

"น้อยไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงใจร้าย  แต่น้อยก็จะอดทน อย่างที่แม่ขอน้อยไว้"

อารยาไม่รู้ว่ารุจมายืนฟังเงียบๆอยู่ข้างหลัง พอหันมองเขาหน้านิ่งสนิทแล้วเดินผ่านไป เธอใจหายวาบ แล้วก็โล่งใจที่ไม่มีเรื่อง

ooooooo

จนถึงเวลาอาหารเช้า อารยามานั่งตามคำสั่ง เธอทำท่าจะพูดอะไรแล้วไม่พูด พอเขาถามเธอบอกว่าต้องขอโทษที่ไม่อาจทำตามคำสั่งให้มาร่วมทานอาหารกับเขาได้ เขาขอเหตุผล เธอตอบกลัวๆกล้าๆ

"เพราะดิฉันไม่คิดว่าคุณอยากให้ดิฉันร่วมโต๊ะ พอๆกับที่ดิฉันก็ไม่สบายใจที่จะร่วมโต๊ะกับคุณรุจ"

"คำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่งอยู่ดี ไม่ว่าเธอจะสบายใจหรือไม่สบายใจ ถ้าเธอไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องหนีหน้าฉัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือ" ถามจ้องหน้าเหมือนจะให้ตอบ แต่พอเธอทำท่าจะพูด เข้าก็ตัดบท "และฉันไม่ต้องการให้มีการโต้เถียงระหว่างเวลารับประทานอาหารอีก"

อารยาลุกพรวดอย่างสุดที่จะทนกับการกดดันได้ แต่เขาก็ยังคงนั่งทานอาหารไม่สนใจอะไรเลย

หลังจากอารยาไปเก็บมะลิเสร็จ ขุนประจญคดีมาถึงพอดีถามหารุจ เธอบอกว่าไม่ทราบ เห็นสีหน้าเธอไม่ดีท่านเดาได้ว่าไม่สบายใจเรื่องอะไร ปลอบใจว่า

"คุณน้อย คนเราไม่เคยอยู่ด้วยกัน ต้องปรับตัว คุณหนูไม่มีอะไรน่ากลัวมากหรอก เชื่อลุง" เมื่อเธอรับคำ ท่านย้ำ "เชื่อลุง... เหมือนที่ลุงเชื่อมั่นในตัวคุณน้อย" อารยายกมือไหว้ ท่านมองอย่างเห็นใจ

ครั้นคุยกันต่อขุนประจญคดีจึงรู้ว่าเธอไม่สบายใจเพราะรู้ว่ารุจไม่ชอบหน้าตน คาดว่าจะเป“นเรื่องสมบัติเพราะไม่น่า

จะมีเรื่องอื่น แล้วเธอก็ตัดปัญหา บอกขุนประจญคดีว่า จะไม่ขอเกี่ยวข้องกับสมบัติของรุจิโรจน์แม้แต่ชิ้นเดียว ไม่อยากได้ของคนอื่น ไม่อยากชุบมือเป”บ ย้ำกับขุนประจญคดีว่า

"น้อยยังต้องอยู่ที่บ้านนี้เพราะแม่สั่งไว้ก่อนตาย ไม่ว่าจะเป“นตายร้ายดีอย่างไรให้น้อยทนอยู่จนกว่าจะมีเรื่องที่ทำให้ เสื่อมเสียเกียรติยศน้อยถึงจะไปจากบ้านนี้ แต่ทรัพย์สมบัติน้อยไม่อยากได้ เงินเดือนที่ลุงขุนให้กับน้อยตามคำสั่งของคุณลุง น้อยก็ขอไม่รับค่ะ และต่อไปนี้คุณรุจคงไม่คิดว่าน้อยมีเรื่องป”ดบังซ่อนเร้นเขาอีก"

ooooooo

กลางวันวันนี้ รุจนัดเล่นเทนนิสกับเสาวรส ทั้งคู่ฝีมือสูสีกัน แต่สุดท้ายรุจก็ตีชนะ เธอโมเมว่า คนชนะต้องถูกปรับเลี้ยงข้าว รุจขำๆแกมเอ็นดูกับกติกาของเธอ แต่เพียงครู่เดียวเธอก็จะรีบกลับอ้างว่านัดเพื่อนไว้ รุจจะไปส่งก็ไม่ยอมให้ไป ถามว่าเป็นใครก็ไม่ยอมบอก รุจไม่ขัดใจแต่ติดใจสงสัย

ที่แท้เธอนัดภาคินัยพบกันที่บ้าน เธอกลับไปถึงปรากฏว่าเขามารออยู่แล้ว เธอขอโทษอ้างว่ามาช้าเพราะติดธุระ สนทนากันอย่างสดชื่นด้วยภาษาไทยคำฝรั่งคำ จากนั้นชวนไปหาอะไรแพงๆทานกัน

ระหว่างขึ้นไปแต่งตัว พระศัลยแพทย์พิสุทธิ์ถามว่าคนนี้หรือที่ลูกเลือกแล้ว ดูๆ ไม่น่าจะดีกว่าหมอรุจ เธอบอกว่ายังไม่ใช่แต่เขาเร้าใจกว่ารุจ แต่งตัวเสร็จลงมาเธอชวนไปรถของตนดีกว่า อาสาจะขับรถให้สุภาพบุรุษชาวไร่นั่งสักวัน

ระหว่างทาน เที่ยว และเต้นรำกันนั้น เสาวรสหวานเสียจนภาคินัยเคลิ้ม ยิ่งเธอปล่อยตัวตามอารมณ์เขา ภาคินัยก็แทบจะหลง

ooooooo

ท่านขุนประจญคดีรอจนรุจกลับมาถามว่าเปิดเซฟหรือยัง เช็กของหรือยัง เขาตอบว่าเปิดแล้วและเช็กแล้วด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ปกติมาก ท่านขุนฯจึงเอาพินัยกรรมให้ดู รุจถามว่าทำไมเพิ่งเอามาให้ ท่านขุนฯบอกให้เขาอ่านพินัยกรรมเสียก่อนก็จะรู้    แต่ไม่ว่าจะอ่านเมื่อไรเขาก็เป็นทายาทคนเดียวมีสิทธิ์ตามกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว

รุจไม่อ่านและขอตัว เขาไปดูที่เซฟอีกครั้ง ความคิดพุ่งไปสู่อัมพากับชิด และอารยากับชาลีอีกครั้ง เขากระแทกตัวลงนั่งอย่างเจ็บแค้น

การไม่อ่านพินัยกรรมของรุจ ยังความงุนงงและว้าวุ่นใจแก่ท่านขุนประจญคดีและบรรดาแม่ทั้งสามมาก ไม่มีใครกล้าถามว่าทำไมไม่อ่าน ทุกคนอยากรู้ความสำคัญในพินัยกรรมแต่ท่านขุนซึ่งเป็นผู้ร่างก็ไม่ยอมแย้มด้วยเหตุผลว่า เป็นความประสงค์ของท่านนายพลสั่งลูกชายท่านให้ดำเนินการ ฉะนั้น ควรให้คุณหนูรู้ก่อนใคร

จนวันต่อมารุจก็ยังไม่ยอมอ่านพินัยกรรม แต่เมื่อมาเจอแม่พินกลับบอกให้ช่วยซ่อมผ้าปักที่ถูกตัวอะไรแทะจนชำรุดให้ด้วย บอกแม่ทั้งสามว่าจะเข้าพระนครไม่รับทานข้าวเย็น พูดแล้วออกไปเลย

แม่ทั้งสามและท่านขุนฯพากันนิ่งอึ้ง ต่างรู้สึกสงสัยที่รุจเข้าพระนครบ่อยมาก บ่อยจนผิดสังเกต ต่างเชื่อว่าไปหาผู้หญิง แต่เป็นผู้หญิงที่ไหนไม่มีใครตอบได้

ooooooo

แม่พินพาอารยาที่มีฝีมือในการเย็บปักถักร้อยเข้าในห้องรุจเพื่อหาผ้าปักผืนนั้น เจอรองกรอบรูปถ่ายเสาวรสอยู่ แม่พินกับอารยามองดูรูปอย่างพินิจพิจารณา อารยาถามว่าสวยไหม แม่พินตอบเสียงดังฟังชัดว่าไม่สวย อารยาหัวเราะกิ๊กบอกว่าสมมติว่าเอาหมวกออกให้แม่พินดูใหม่

ระหว่างนั้นรุจเข้ามาเงียบกริบไม่มีใครรู้ตัว อารยาทำท่าเปิดหมวกถามแม่พิน

"เอ้า เอาหมวกออกแล้ว เธอสวยมากนะคะ สมกันกับ..." อารยาหยุดกึกหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นรุจยืนฟังอยู่ แม่พินเองก็หน้าเจื่อน

เป็นเรื่องทันที รุจดุด่าอารยาอย่างเกรี้ยวกราดรุนแรงที่เข้ามาในห้องเขาโดยไม่มีหน้าที่ แม้แม่พินจะพยายามชี้แจงว่าเป็นคนชวนมา เขาก็ยังตะแบงว่า ชวนแล้วถ้ามีความยั้งคิดก็จะไม่ไปตามคำชวน แล้วบอกแม่พินว่า

"ฉันจะเข้าไปในพระนคร วันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อน ฉันอาจจะกลับค่อนข้างดึก แม่ทั้งสามควรจะนอนก่อน อย่าคอยฉัน เดี๋ยวจะไม่สบาย" พูดแล้วเดินออกไปพร้อมกับกล่องของขวัญผูกโบว์ในมือ

ooooooo

รุจเอาของขวัญไปเซอร์ไพรส์วันเกิดเสาวรส หารู้ไม่ว่าเธอนัดกับภาคินัยไว้แล้วว่าจะไปฉลองวันเกิดที่บ้านเขา เธอปฏิเสธการชวนไปกินดื่มกับรุจ อ้างว่านัดกับเพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมไว้แล้วล้วนแต่เป็นหญิงจึงไม่อยากชวนเขาไป  รุจไม่ติดใจอวยพรให้เธอสนุกกับปาร์ตี้เฉพาะผู้หญิงของเธอให้เต็มที่แล้วลากลับ

เสาวรสไปฉลองวันเกิดตัวเองที่บ้านภาคินัยซึ่งเป็นบ้านหรูหราร่ำรวยถูกใจเธอมาก น้าสังวาลย์เป็นคนจัดการดูแลเรื่องอาหารให้เป็นพิเศษ 3 ที่ คือภาคินัย ภคินี และเสาวรส

เสาวรสพอใจมากกับการจัดงานที่สมบูรณ์แบบนี้ ส่วนภคินีแอบมองเพื่อนสาวของพี่ชายอย่างพิจารณา จนดึกเธอปรารภกับน้าสังวาลย์ว่าไม่ชอบเพื่อนของพี่คนนี้เลย ดูจงใจโปรยปรายเสน่ห์ และพี่ชายก็วิ่งตามเก็บเสน่ห์ของเธอตั้งแต่โต๊ะกินข้าวไปถึงเฉลียง น้าสังวาลย์หัวเราะขำๆ แต่ภคินีไม่ขำ ย้ำว่า

"น้องดูไม่ผิดหรอกคุณน้า เชื่อเถอะว่า พี่ชายน่ะเป็นคนที่เท่าไหร่ของเขาไม่รู้ ผู้หญิงสวยที่บริหารเสน่ห์อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้เหรอจะไม่มีคู่รัก"

ooooooo

ถูกรุจด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย ไม่ว่าจะขยับทำอะไรเหมือนจะผิดไปหมด ทำให้อารยาเสียใจอัดอั้นใจ หายตัวไปจนพวกแม่ตามหากันวุ่น แม่พร้อมเป็นคนไปตามที่บ้านพนาเวส ชาลีรีบมาช่วยตามหา ยิ่งเมื่อรู้จากแม่พร้อมว่าอารยาร้องไห้หนักอย่างที่ไม่เคยร้องมาก่อน เขาก็ยิ่งเป็นห่วง

เวลาเดียวกัน รุจกลับมาอย่างผิดหวัง พอเข้าห้อง เขาหยิบรูปเสาวรสวางไว้บนโต๊ะโดยไม่มีผ้ารอง เขาไม่รู้ว่าบรรดาแม่ๆกำลังวุ่นวายกับการตามหาอารยาที่หายตัวไป

อารยาไปฟุบหน้าร้องไห้อยู่ในสวนตั้งแต่บ่ายจน

กระทั่งกลางคืนชาลีจึงตามไปเจอ เขาปลอบโยนอย่างอบอุ่นเช่นเดียวกับที่เคยทำกับเธอสมัยเด็ก ถามจนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเธอบอกชาลีว่า

"น้อยโกรธตัวเองที่ละลาบละล้วงเรื่องของเขา เขาเป็นผู้ใหญ่ น้อยเป็นเด็ก น้อยไม่ควรอย่างยิ่งชาลี น้อยผิดจริงๆ"

ชาลีชวนอารยาไปที่บ้านเขา เธอติงว่าค่ำแล้ว ชาลีเร่งว่าช่างเถอะไปกินข้าวกันแล้วรีบกลับ พูดอย่างมั่นใจว่า "เขาไม่อยู่ ชาลีรู้ ไปหาคู่รักเขามั้ง...ใช่ไหม"

ชาลีพาอารยารีบเดินไปทางท่าเรือ เขาเร่งให้เดินเร็วๆ เดี๋ยวผู้ปกครองกลับมาจะอดเสียเปล่าๆ แต่หารู้ไม่ว่ารุจยืนมองกิริยาของทั้งสองอยู่หน้ามุขที่ห้อง

เห็นความสนิทสนมของอารยากับชาลี เขานึกเห็นภาพอัมพาแอบพบกับชิดขึ้นมาอีก ความแค้นพลุ่งพล่านขึ้นมา เขาเดินกลับเข้าห้องอย่างเร็ว ผ่านรูปเสาวรสที่เพิ่งเอามาวางจับคว่ำลงอย่างแรง

ครู่หนึ่งเขาลงไปที่ท่าน้ำ นายสุขตามไปอยู่ใกล้ๆชี้ให้ดูแปลงดอกไม้เล่าว่า

"คุณน้อยขอรับคุณหนู เธอปลูกคนเดียวขอรับดอกไม้ หมดเนี่ย มือเย็นขอรับ ปลูกอะไรก็งาม" รุจพูดแค่ว่างั้นรึ นายสุขบ่นว่า "เสียดายอีกหน่อยอาจจะไปปลูกบ้านพนาเวสแล้วมั้ง"

รุจบอกให้นายสุขจะไปไหนก็ไปพลางเขาก็หันหลังจะเดินกลับ แต่เห็นเงาตะคุ่มๆกลางคลอง แต่ยังดูออกว่าเป็นอารยากับชาลี เขม้นมองเห็นเรือหยุดและมีการเคลื่อนไหวคล้ายปลอบประโลมกันในเรือ เขาหันหลังเดินตัวตรงกลับไปทันที

เป็นเรือที่ชาลีพายพาอารยามาส่งนั่นเอง เมื่อมาถึงท่าน้ำ ต่างโบกมือลากันหย็อยๆ แต่พออารยาเงยหน้ามองขึ้นไป เธอยืนตัวแข็งทื่อแทบกลายเป็นหิน เมื่อเจอสายตาเย็นชาของรุจจ้องอยู่

ooooooo

อารยาตัดสินใจขึ้นไปหารุจเอ่ยขอโทษเขาที่ทำในสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เขาตอบอย่างเย็นชาว่าเมื่อรู้แล้วก็อย่าทำอีก เขายังตำหนิไปถึงอัมพาว่าไม่ อบรมมารยาทที่ดี ทำให้อารยารับไม่ได้ที่ลามปามไปถึงแม่ พยายามชี้แจงถึงการอบรมของแม่ที่ให้เคารพนับถือเขา มีอะไรที่ทำได้ก็ให้ทำสุดความสามารถ

แต่อคติฝังใจลึกเกินกว่าจะลบเลือน รุจยิ้มหยันกับคำชี้แจงของอารยา จนเธอโพล่งออกมาว่า

"ทำไมคุณตัดสินคนแค่พบกันไม่กี่วัน คุณตัดสินคนอย่างนี้เสมอหรือคะ คนนะคะไม่ใช่ใครที่เจ็บป่วยดูอาการแล้วจะบอกได้เลยว่าเป็นโรคอะไร" พูดแล้วหันหลังเดินไปทันที

รุ่งขึ้นเมื่อพบกันที่โต๊ะอาหาร อารยาขอโทษเรื่องเมื่อคืนนี้อีก เขาถามว่าถ้าพูดใหม่เธอจะพูดว่าอย่างไร อารยาตอบทันทีว่าพูดเหมือนเดิม รุจโพล่งไปทันทีว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องขอโทษเพราะตนก็เชื่อมั่นในคำพูดของตัวเองเหมือนกัน ว่าแล้วลุกไปเลย

พอนายสุขขับรถพารุจออกไปเท่านั้น ยายจ้วนอดีตคนใช้ที่ถูกให้ออกก็โผล่หน้าเข้ามา ตรงดิ่งไปที่ครัว ไปหาแม่พร้อมขอกลับมาทำงานใหม่ แม่พร้อมไม่รับก็ไปหาแม่พินคร่ำครวญถึงความลำบากสัญญาว่าจะเลิกเล่นไพ่จะตั้งใจทำงาน แม่พินตอบอย่างเย็นชาว่าไม่ได้ สุดท้ายไปหาแม่ละม่อมก็ไม่สำเร็จอีก ยายจ้วนเจ็บใจนักบอกว่าคุณหนูของตนกลับมาแล้ว ตนจะขอคุณหนูและจะต้องกลับมาอยู่ที่นี่ให้ได้

ooooooo

วันนี้รุจไปทำงานเป็นวันแรก เขาไปหาเสาวรสเพื่อขอกำลังใจจากคนรักแต่เสาวรสยังไม่ตื่น เขาจึงไปที่โรงพยาบาล

ตกเย็นกลับมาพบขุนประจญคดีมารออยู่แล้วด้วยความมุ่งมั่นว่าเป็นตายอย่างไรก็ต้องให้รุจรับรู้ข้อความในพินัยกรรมให้ได้

ต่อหน้าแม่ทั้งสาม ขุนประจญคดีแจ้งแก่รุจว่า ท่านนายพลมีความประสงค์ให้เขาสมรสกับอารยา รุจฟังอย่างเย็นชาแย้งว่าท่านไม่ได้แสดงความประสงค์นั้นอย่างชัดเจนไม่ใช่หรือ ขุนประจญคดีย้ำว่าท่านไม่เคยพูดชัดแต่ท่านแสดงอย่างชัดแจ้งในพินัยกรรมของท่าน

"เรื่องนี้ขอยุติแค่นี้" รุจตัดบทเหตุผลของเขาคือเพราะอารยาเป็นลูกของอัมพา ระบายความอัดอั้นจนแม่ทั้งสามตะลึงอึ้งว่า "ทำไมคุณพ่อจึงต้องการให้ผมแต่งงานกับลูกคุณอัมพา ใจคอคุณพ่อจะทำลายจิตใจผมซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือ ผมไม่มีเรื่องอะไรที่จะรังเกียจอารยา

แต่ผมแต่งงานด้วยไม่ได้ ผมจะไม่ยอมจมอยู่กับลูกของผู้หญิงที่ผมเกลียดจนตลอดชีวิตเป็นอันขาด"

เสียงรุจดุดันเด็ดขาดจนทุกคนในห้องเงียบกริบ

รุจยืนยันไม่มีการแต่งงานระหว่างตนกับอารยาเด็ดขาดเพราะตนเกลียดอัมพาและอารยาเป็นลูกอัมพา ขุนประจญคดีอ้างว่าท่านนายพลต้องการให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด

ไม่ว่าใครจะหว่านล้อมอย่างไรอ้างพินัยกรรมอย่างไร รุจก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวไม่พูดเรื่องนี้อีกขอให้เรื่องนี้จบแค่ในห้องนี้เท่านั้นพอ นั่นคือคำขาดที่ใครก็ไม่กล้าโต้แย้งอีกเลย

ooooooo

อารยาไปเก็บดอกไม้กลับมาได้ยินเสียงขุนประจญคดีเอ่ยชื่อตนอยู่แว่วๆ แต่พอถามก็ไม่มีใครยอมเล่าอะไรให้ฟัง   เธอระบายความอัดอั้นว่าตนอยู่ที่นี่อย่างมืดมนทำอะไรก็ไม่ถูกไปหมด แต่ไม่มีใครบอกก็ไม่เป็นไรสักวันตนต้องรู้อยู่ดี

ส่วนขุนประจญคดีก็ถูกสามแม่รุมซักไซ้ที่ศาลาในสวน ถามอะไรก็บอกแต่ว่าไม่รู้ จนสุดท้ายถามเรื่องการแต่งงานของรุจ จึงร้องอ๋อ บอกว่า

"ท่านเขียนไว้ในพินัยกรรมให้คุณหนูแต่งงานกับคุณน้อย เธอเป็นคนดี ถ้าคุณหนูได้ครองคู่กับคุณน้อย คุณหนูจะมีความสุขมาก แต่ที่ฉันไม่บอกแม่ทั้ง 3 คนเพราะว่าฉันอยากได้คำตอบจากคุณหนูก่อนว่าเธอจะว่ากระไร"

พูดแล้วรีบขอตัวเพราะนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกรุจเรื่องอารยาไม่ขอรับเงินเดือน แม่พินกับแม่ละม่อมบอกให้อารยาไปพูดเองอย่างมีเจตนา สุดท้ายท่านขุนฯเห็นด้วยอย่างเข้าใจ เจตนาของสองแม่

ครั้นท่านขุนฯไปบอกอารยา เธอถามว่าทำไมต้องให้พูดเอง ท่านขุนฯอ้างว่าเพราะรุจเป็นผู้ปกครองของเธอ ตัดบทแล้วกลับไปเลย ทำเอาอารยาหน้าเครียด

จนกระทั่งเช้า ขณะรุจอยู่ในห้องทำงาน อารยาไปยืนลังเลที่หน้าประตู รุจเงยหน้าเห็นลุกมาที่ประตูถามว่ามีธุระอะไร อารยาอึกอักกำลังจะพูด เขาก็ตัดบทว่าถ้าไม่มี...แล้วปิดประตูเลย

รุจแสดงความห่างเหินเย็นชาต่ออารยาจนเธอตัวลีบ แม้แต่แยมเปลือกส้มที่เธอทำเขาก็ไม่แตะ แต่เธอก็ยังหาทางจะบอกเขาเรื่องไม่รับเงินเดือน เดินตามไปใกล้รถที่เขาจะออกไปทำงาน พอดีได้ยินเขารับโทรศัพท์ พูดหวานกับปลายสาย

"เฮลโล...รุจพูด คิดถึงเสาวรสนะครับ จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ"

รุจไปหาเสาวรสทันทีจนเธองง พูดหวานกันสองสามคำ เธอเร่งให้รีบไปทำงานเดี๋ยวสาย เขาบอกว่าเสาร์อาทิตย์นี้จะมารับ เธอปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้ จะไปบ้านพักที่หัวหินกับคุณพ่อ ครั้นเขาขอขับรถให้เธอก็ไม่เอาอ้างว่าไม่รู้ทางเหมือนคุณพ่อ และ "เราไปกันสองพ่อลูกจะเร็วกว่า"

ที่แท้เธอโกหกทั้งเพ ครั้นพระศัลย์ถามว่าแล้วเธอจะไปไหนแน่ ไปกับใคร   เธอลอยหน้าบอกว่าบางคนที่ลึกซึ้ง

พระศัลย์หันกลับมาก็เจอพิศสาวใช้ที่ส่งสายตามาอย่างมีความหมายก็ตาพราวขึ้นมาทันที

ooooooo

เสาวรสมีนัดกับภาคินัยนั่นเอง ภคินีถามพี่ชายว่ารักผู้หญิงคนนี้หรือ พูดอย่างน้อยใจว่าพี่ชายไป

พบเขามากกว่าน้องเสียอีก ภาคินัยปลอบน้องว่าไม่เคยรักใครมากไปกว่าน้อง ขอร้องว่าอย่าพูดอะไรแบบนี้กับ

พี่อีก ถามว่าน้องไม่ชอบเสาวรสตรงไหน ภคินีบอกว่า ไม่จริงใจ ที่สำคัญเชื่อว่าเธอจงใจล่อพี่ชายให้รัก

แต่เมื่อพี่ชายบอกว่าถ้าเขารักพี่จริง น้องก็ต้องยอมรับเพราะนั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับพี่ ภคินียอมรับ แต่ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าเสาวรสทำเพราะเหตุอื่นเล่า ภาคินัยรับรองว่าไม่มีเหตุผลอื่น มีเหตุผลเดียวนี้แหละ

หลังจากนั้นเธอยังปรับทุกข์กับน้าสังวาลย์ว่าเป็นห่วงพี่ชายเรื่องนี้

วันเวลาเดียวกันนั้น ระหว่างที่เสาวรสกำลังกินดื่มเที่ยวซื้อของแพงหรูๆและพากันเข้าโรงแรมกับภาคินัยนั้น หมอรุจ รุจิโรจน์ กำลังมุ่งมั่นกับการรักษาคนเจ็บป่วยจนถึงกลางคืนก็เหนื่อยแทบหมดแรง

จนดึกขณะนั่งพักเอาแรง เมื่อพยาบาลมาตามหมอรุจก็คว้าเสื้อกาวน์ใส่ออกไปอย่างเร็ว

เวลาเดียวกัน ภาคินัยก็ประคองเสาวรสพาไปส่งบ้าน เธอหอมเขาฟอดหนึ่งจนชายหนุ่มเคลิ้มตาปรอย...

ooooooo

ตอนที่ 4

หลังจากเห็นรูปเสาวรสในห้องนอนของรุจแล้ว แม่พินอัดอั้นอยู่นาน จนคืนนี้ทนไม่ได้เลยเล่าให้ แม่พร้อมกับแม่ละม่อมฟังว่าคุณหนูมีคู่รักแล้ว ตนเห็นรูปในห้องนอน คุณน้อยก็เห็นด้วย

"อย่างนี้ คุณชาลีของฉันก็มีหวัง" แม่พร้อมที่เอาใจช่วยชาลีอยู่ยิ้มย่อง

เวลาเดียวกัน ที่ท่าน้ำ ชาลีพายเรือมาส่งอารยา พอขึ้นท่าเธอมองไปที่ตึกทันที ชาลีถามว่ากลัวหรือ เธอบอกว่าไม่ เขาไม่อยู่ไปอยู่เวร ชาลีจึงนัดพรุ่งนี้จะมาใส่บาตรด้วย

รุ่งเช้า ชาลีมาตามนัด ทั้งสองใส่บาตรแล้วคุกเข่าคู่กันไหว้พระรูปสุดท้าย นายสุขขับรถพารุจกลับจากอยู่เวรที่ โรงพยาบาลพอดี ชายหนุ่มมองด้วยสายตาคมกริบ สีหน้าเครียดนิดๆ นายสุขหันมองหน้าอย่างขอความเห็น เมื่อรุจพยักหน้านายสุขจึงขับรถเข้าไป

อารยาเห็นเขากลับมาก็ดึงแขนชาลีพาไปหา แต่นายสุขออกรถแล้ว อารยาพึมพำเบาๆว่า ไม่ทัน...ไปแล้ว แต่ชาลีเชื่อว่าเพราะเขาเห็นเราเลยไป เขาไม่อยากทักตน

"ไม่ใช่ ชาลีอย่ามองเขาในแง่ไม่ดีนะจ๊ะ เขาไม่มีอะไรที่ไม่ชอบชาลีนี่" อารยาพูดอย่างมีจิตใจงามบริสุทธิ์ แต่ชาลีขมวดคิ้วมองตามรถไปไม่วางตา

เมื่อกลับถึงบ้านพนาเวส ชาลีเล่าให้พี่สาวกับแม่ฟังว่า

"เขาหยิ่ง ถือตัว ดูถูกคน มองเราเหมือนเราเป็นเศษดินเศษหินหล่นอยู่ตามถนน" คุณนายมองหน้ากันกับวัฒนาอย่างไม่สบายใจ วัฒนาทักท้วงว่าเขายังไม่ได้พูดกับชาลีเลยไปว่าเขาอย่างนั้นได้ไง "แค่เห็นสายตาก็รู้ สายตาเขาน่ะพี่หนูนา" ชาลีมั่นใจมากกับความรู้สึกของตัวเอง

ooooooo

ถึงเวลาอาหารเช้า รุจนั่งจ้องอารยาจนเธอตัวลีบ เขาพูดขึ้นก่อนว่า "ฉันกำลังรอฟังอยู่" แต่ไม่ทันที่อารยาจะพูดอะไร เสียงแม่พร้อมก็เข้ามาพร้อมชามข้าวต้มกุ้งบอกให้ทานเสีย ทานแล้วอาบน้ำนอนเลยเพราะคุณหนูไม่ได้นอนมาทั้งคืน

พอรุจรับคำ แม่พร้อมก็หันไปทางอารยาบอกว่าชาลีโทร.มาว่าจะชวนไปบางปู สีหน้ารุจเข้มขึ้นทันที แม่พร้อมยังบอกอีกว่า ชาลีให้ถามด้วยว่าคุณน้อยว่างไปกี่โมงให้โทรศัพท์ บอกเขาด้วย

รุจหงุดหงิดขึ้นมาทันทีทะลุกลางปล้องบอกแม่พร้อมว่าข้าวต้มเค็มไปหน่อยเลยต้องหยุดทานกลางคัน ขอโทษแล้วลุกไปเลย อารยาผิดหวังมากลุกตามไปจนถึงบันได เธอเรียกเขา พอเขาหยุดเธอก้าวเข้าไปจนใกล้ รุจหันมาเห็น เขาถอยห่างออกไปด้วยกิริยาที่บ่งบอกถึงความรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด

อารยาหน้าเสีย ใจสั่นหวิวพูดไม่ออก จนเขาบอกว่ารอฟังอยู่ เธอจึงรวบรวมความกล้าบอกว่า

"เรื่องเงินค่ะ เงินเดือนค่ะ เงินเดือนหนึ่งร้อยบาท คุณรุจไม่ต้องจ่ายเงินนั้นแล้ว ต่อไปนี้ดิฉันไม่ขอรับเงินเดือนนะคะ ขอบพระคุณที่อุปการะดิฉันตลอดมา" อารยายกมือไหว้นอบน้อม

"เพราะอะไรฉันอยากรู้เหตุผล"

"ค่ะ...เหตุผลคือ ครั้งหนึ่ง คุณรุจพูดว่าดิฉันมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้น ดิฉันไม่ทราบว่าคุณรุจหมายถึงอะไร พยายามคิดหลายครั้ง ปรึกษากับพี่หนูนา คิดกันเองนะคะว่าคงเป็นเรื่อง...เอ้อ...ทรัพย์..."

อารยาหยุดนิดหนึ่งมองหน้ารุจเห็นจ้องเขม็ง เธอรวบรวมกำลังใจรีบพูดต่อ "ทรัพย์สมบัติ ดิฉันจึงอยากยืนยันกับคุณรุจว่าดิฉันไม่...ไม่...ไม่ได้อยากได้ทรัพย์สินของคุณรุจ"

เธอผ่อนลมหายใจเบาๆอย่างโล่งใจที่พูดได้จนจบ รุจถามห้วนๆว่า จบหรือยัง เธอบอกว่าจบแล้ว เท่านั้นเองเขาก็หันเดินขึ้นบันไดไปเฉยๆ อารยายืนเหวอกับท่าทีเย็นชาของเขา

ooooooo

ความสับสน ว้าวุ่น อัดอั้น ทำให้อารยาหนีไปที่สวน พรวนดินไปร้องไห้ไป แม่พร้อมมาเห็นกลับไปบอกแม่ละม่อมกับแม่พิน คาดว่าเธอเสียใจที่ถูกคุณหนูเอ็ด แต่เอ็ดเรื่องอะไรไม่รู้ แม่พินนึกได้บอกว่า

"ยายจ้วน ฉันรู้ว่าใครที่มาพูดให้คุณหนูเชื่อ จำได้ไหมที่นายสุขบอกว่ายายจ้วนมาคุยกับคุณหนูที่ประตูบ้าน นั่นแหละไม่ผิดหรอก...ยายจ้วน"

จากนั้น นายสุขไปตามหายายจ้วนเจอที่ตลาดกำลังวางเขื่องมาเก็บค่าเช่าจากพวกแม่ค้าอยู่ พอบอกว่าแม่ละม่อมบอกให้ไปพบ ยายจ้วงก็เชิดหน้าจนเหนียงสะบัด บอกว่าถ้าแม่ม่อมอยากเจอให้มาหาตนเอง ตนไม่ลดตัวไปหาหรอก

รุจทานกลางวันเสร็จ มณียกจานผลไม้เข้ามาวางกระซิบบอกว่า คุณน้อยเป็นคนปอกทิ้งไว้ ตัวไปไหนไม่รู้ เขาทำเฉย แต่ครู่หนึ่งก็ลุกไปที่สวนเจออารยาถือเสียมเล็กๆพรวนดินอยู่ อย่างเศร้าสร้อย

เขามองไปรอบๆถามว่าใครดูแลสวนตรงนี้ อารยาเฉยเขาถามเสียงดังว่าไม่ได้ยินหรือ เธอบอกว่าได้ยินแต่ไม่คิดว่าเขาต้องการคำตอบจริงๆ

เกิดเล่นลิ้นกันอีกตามเคย รุจบอกว่าตนในฐานะเจ้าของบ้านเห็นบริเวณนี้สวยเป็นระเบียบเลยถาม พูดประชดว่า

"เธอคงมีคนช่วยคิดหลายคน คงมีเวลาว่างกันมากถึงได้นั่งคิดกันถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือเรื่องที่ไม่มีเหตุผลสมควร เธอควรจะคิดอะไรที่มีประโยชน์ยิ่งกว่านี้ ถ้าคิดได้จริงๆเธอจะไม่ทำและไม่พูดอย่างที่เธอทำอยู่ขณะนี้"

อารยาเงยขวับมองหน้าเขางงๆกับคำพูดที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ

"ฉันเห็นใจที่เธอไม่เข้าใจ คนอายุเท่าเธอ หรือเท่ากับเพื่อนของเธอ ก็คงคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้หรอก" รุจพูดๆๆ ว่าๆๆแล้วหันหลังกลับไป

เขานึกแล้วว่าเดี๋ยวอารยาจะต้องออกมา ไปยืนมองที่ห้องหน้ามุข แล้วเธอก็มาจริงๆ เธอวิ่งไปทางท่าน้ำพายเรือไปอย่างเร็ว

ooooooo

ในยามอัดอั้นตันใจ ที่พักพิงใจของเธอคือบ้านพนาเวส เธอไปเล่าความอัดอั้นให้วัฒนากับชาลีฟัง บ่นตัวเองว่าฟังรุจพูดไม่ค่อยเข้าใจรู้สึกว่าตัวเองโง่จริงๆพูดปนสะอื้นว่าทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

ชาลีโพล่งขึ้นว่าให้มาอยู่ที่นี่เสีย ถูกวัฒนาปรามจึงหยุด ปรับทุกข์ปลอบใจกันจนค่อยคลายทุกข์ลง อารยาเตรียมกลับ เธอไม่อยากให้ชาลีไปส่งกลัวรุจจะเห็น แต่ชาลีเป็นห่วงไปส่งเธอจนได้

เมื่อขึ้นท่าแล้วอารยาบอกชาลีว่า "ชาลีรีบกลับนะจ๊ะ น้อยต้องรีบ เมื่อกลางวันหนีทานข้าว เดี๋ยวมื้อเย็นน้อยไม่กล้า..."

"โชคดีคุณน้อย เจ้าชายมัมมี่อาจจะคอยบีบคออยู่ รีบๆไปซะเร็วๆ" ชาลีเร่งแล้วตัวเองก็ลงเรือพายไป

แต่พออารยาหันกลับจะวิ่งไปก็ชะงักกึกตัวเย็นวาบ เมื่อรุจโผล่ออกมาจากหลังพุ่มไม้บอกว่ามีเรื่องจะพูดกับเธอ

อึดใจเดียวชาลีก็พายเรือกลับมาบอกว่าเธอลืมขนม เจอรุจเข้าอย่างจังชาลีรีบยกมือไหว้  รุจถามเสียงเย็นเยียบว่า คุณแม่สบายดีหรือ ชาลีตอบอย่างแปลกใจว่าครับ ก็ได้ยินเขาฝากความว่า

"เรียนท่านว่าเจ้าชายมัมมี่จะไปกราบท่านในวันหนึ่งที่มีโอกาส" น้ำเสียงเขาราบเรียบ แต่ทำเอาชาลีเย็นวาบเปลี้ยไปทั้งตัว รุจมองทั้งสองสายตาคมกริบแล้วบอกอารยาว่า "ฉันจะคอยเธอที่ห้องทำงาน" พูดแล้วหันหลังเดินไปทันที ชาลียังไม่หายตกใจ อึดใจเดียวก็ยืนโงนเงนเข่าอ่อนทรุดฮวบลง

พออารยาช่วยพาเขาลงเรือ ชาลีพูดอย่างไม่หายขวัญหนีดีฝ่อว่าไม่เคยระทึกขวัญเท่านี้มาก่อนเลย  กระซิบบอกอารยาว่าอย่าเพิ่งไปหาเขาวันนี้เลย น่ากลัวมาก

อารยาไปหารุจตามคำสั่ง เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่ไปหาตามคำสั่งจะน่ากลัวกว่า ปรากฏว่าเขาต้องการรู้เหตุผลที่เธอไม่รับเงินเดือนหนึ่งร้อยบาท เธอบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เขาชมว่าเธอมีใจเข้มแข็งมาก สมควรที่คุณพ่อตนจะเมตตา แต่นั่นเป็นความประสงค์ของคุณพ่อ ท่าน สั่งว่า

"เธอจงชี้แจงเหตุผลกับท่านขุนประจญคดีเป็นลายลักษณ์อักษร"  อารยาเงยมองขวับ  เขาตัดบท  "ไปได้แล้ว"

อารยาน้ำตาคลอกับท่าทีแข็งกระด้างเกรี้ยวกราดดุดันของเขาที่เธอต้องเจอครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่เมื่อเป็นคำสั่ง เธอจึงกลับมาเขียนที่ห้องนอน แต่เขียนแล้วขยำทิ้ง จนกระดาษกองเต็มโต๊ะก็ยังไม่สำเร็จ กดดันจนร้องไห้ออกมา

นับวัน  อารยาก็ยิ่งรู้สึกถึงความเกลียดชังของรุจที่มีต่อตน แต่จำต้องทน...ทนรอวันที่จะพ้นร่มเงาที่เจ้าของบ้านไม่ต้องการเผื่อแผ่มาถึงนี้...

ooooooo

เสาวรสยังหว่านเสน่ห์จนรุจหลงใหล แต่

สำหรับเธอแล้ว รุจเป็นเพียงไก่รองบ่อนเพราะเขา "ไม่เร้าใจ" เท่าคนอื่นที่เธอคบหา

ไปเที่ยวทะเลสุขสำราญกับเสาวรสทั้งวัน แต่เมื่อกลับถึงเคหาสน์สีแดง เขาก็กลับเข้าสู่ภาวะนิ่งขึง ดังนั้น เช้านี้ที่โต๊ะอาหาร ทั้งเขาและอารยาจึงต่างคนต่างทานอาหารกันเงียบๆ เงียบจนน่าอึดอัด

"อารยา" รุจเรียกเมื่ออิ่มและดื่มน้ำเสร็จ

แค่เสียงเรียก อารยาก็สะดุ้งเฮือก เขาทวงจดหมายที่ให้เธอเขียนเรื่องไม่รับเงินเดือน พอรู้ว่าเขียนยังไม่เสร็จ เขากำชับว่า

"วันนี้ฉันนัดท่านขุนไว้ เธอเขียนเสร็จมอบให้ท่านขุนเลยนะ จะได้จบเรื่องนี้เสียที"

เมื่อนายสุขขับรถจะพาเขาไปส่งที่โรงพยาบาล เจอยายจ้วนมาด้อมๆมองๆที่ประตูบ้าน รุจสั่งให้นายสุขจอดรถ เขาลงจากรถไปหายายจ้วน นายสุขยืนห่างๆเห็นแต่ยายจ้วนพูดไม่หยุด ในขณะที่รุจฟังนิ่งๆหน้าขรึม จนเมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้ว รุจก็ยังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ฟังจากยายจ้วนอยู่

วันนี้เอง  รุจก็ต้องรักษาคนบาดเจ็บที่ถูกฟันแขนเหวอะมา คนนั้นคือชาญลูกชายของชิด ถูกฟันเพราะไปขโมยของ เจ้าของบ้านมาเจอเลยฟันเสียเหวอะ

รุจเย็บแผลสดให้เพราะเส้นประสาทถูกทำลาย คนเจ็บจะไม่มีความรู้สึกตรงนั้นแล้ว แต่ชาญแผดเสียงร้องลั่น ชิดโกรธรุจหาว่าทารุณลูกชายตน ขู่ว่าถ้าลูกตนเป็นอะไรไปหมอตายแน่

รุจบอกว่า ชาญจะต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการอีกสองสามวัน ชาญคิดหนักถามพ่อว่าจะเอาเงินที่ไหนมาเสียค่าโรงพยาบาล แล้วก็นึกได้บอกให้ไปเอากับคนที่พ่อเคยไปเอา ชิดบอกว่าคนนั้นตายไปแล้ว ชาญแนะว่าให้ไปเอากับลูกสาวเขา ฟังแล้วชิดมีความหวังขึ้นมา

ooooooo

อารยามุเขียนเอกสารจนเสร็จ เมื่อมาเจอท่านขุน เธอมอบให้ท่านขุนแล้วขอรบกวนเวลาคุยด้วย เธอบอกท่านขุนว่าจะหางานทำ ท่านขุนไม่เห็นด้วย แต่เมื่อรุจรู้ เขากลับบอกว่า

"ไม่เป็นไรครับท่านขุน อารยาเธอไปทำงานได้ ได้งานเมื่อไหร่ท่านขุนหยุดจ่ายเงินเดือนทันที"

เมื่ออารยาไปบอกแม่ทั้งสาม ถูกค้านเสียงขรม แม่พินถามว่า "คุณน้อยเป็นผู้หญิงจะไปทำงานข้างนอกได้ยังไง" แม่พร้อมก็ว่า "ไม่มีผู้หญิงดีๆที่ไหนเขาทำกันนะคุณน้อย"

แม่ทั้งสามค้านเสียงแข็ง แต่อารยาเสียงแข็งกว่ายืนกรานว่า "น้อยจะไปค่ะ" แล้วเธอก็อ้างว่า รุจอนุญาตแล้ว

แม่ทั้งสามมองไปเห็นรุจยืนฟังอยู่  กรูกันเข้าไปแย่งกันพูด ไม่ยอมให้อารยาไปทำงานนอกบ้าน

"เขาอยากจะไปเอง อายุ 20 ปีแล้ว แม่ๆจะให้ฉันตอบเขาว่าเธอไม่มีความคิด ฉันไม่อนุญาต แม่จะให้ฉันตอบเขาอย่างนั้นหรือ"

แม่ทั้งสามยืนอึ้ง พูดไม่ออก ส่วนอารยาฟังแล้วหน้าเสีย เจ็บปวดราวกับหัวใจจะสลาย...

เช้าวันต่อมา อารยานัดชาลีไปพบกันที่สวนริมน้ำขอความช่วยเหลือเขาให้ช่วยหางานให้ทำ ชาลีพยายามท้วงติงบอกให้มาอยู่ที่บ้านตน หรือตนเรียนจบแล้วไปอยู่ที่บ้านพักทหารก็ได้

"น้อยไม่รบกวนชาลีขนาดนั้นหรอก แค่ให้ชาลีแนะนำงานให้เท่านั้นเอง งานอะไรก็ได้"

หลังจากนั้นก็พากันตระเวนสมัครงานจนเย็น  ทำได้ แค่เขียนใบสมัครทิ้งไว้ก่อน เพราะเขายังไม่มีนโยบายรับคนใหม่

ทั้งสองตระเวนสมัครงานวันแล้ววันเล่า แต่ก็ผิดหวังออกมาทุกแห่ง...อารยาขอบใจและบ่นเกรงใจชาลี แต่เขาบอกว่า "เพื่อคุณน้อยชาลีทำได้ทุกอย่าง..."

ooooooo

สามแม่ร้อนใจในความขัดแย้งระหว่างรุจกับอารยา  สุดท้ายสองแม่ลุ้นให้แม่ละม่อมที่เป็นแม่บ้านใหญ่ให้ไปหว่านล้อมรุจ พยายามพูดให้เห็นถึงความดีของเธอและความหวังของคุณพ่อเขาที่ให้เขาดูแลเธอ ย้ำว่าถ้าท่านทราบว่าอารยาต้องออกไปหางานทำท่านคงไม่สบายใจ

แม่ละม่อมพูดจนรุจนิ่งอึ้ง ก็รำพึงว่า "ออกไปทุกวันตั้งแต่เช้ากลับมาเย็นย่ำ เธอไม่เคยต้องออกไปผจญโลกภายนอก ป้าเป็นห่วงเธอจริงๆนะคะคุณหนู"

ชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมจนเหนื่อย แต่เห็นรุจยังนิ่งอยู่ แม่ละม่อมเลยได้แต่ถอนใจยาว...

แต่เมื่อเขาไปนั่งจิบชากับเสาวรส เขาเอ่ยถึงเรื่องทำงาน เธอขัดขึ้นทันทีว่าเขาพูดได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องงานเพราะคนอย่างตนไม่จำเป็นต้องทำงาน ถ้าจะให้ตนไปเป็นลูกจ้างรอรับคำสั่ง ให้ตนกลั้นใจตายเสียดีกว่า

เมื่อเธอฉุนเฉียวถึงขนาดนี้ รุจจึงไม่เซ้าซี้อะไรอีก แต่ในใจเขาคิดอย่างไร สุดที่จะเดา

ooooooo

ชาลีทุ่มเทช่วยอารยาหางานเต็มที่ แต่แล้วความก็มาแตกเมื่อทั้งสองพากันไปเข้าร้านอาหารเจออาจารย์มาทานร้านเดียวกัน เลยถูกจับได้ว่าเขาปลอมลายเซ็นแม่เขียนใบลาป่วยเพื่อมาช่วยอารยาหางาน ถูกทำโทษห้ามกลับบ้านหนึ่งเดือน

คุณนายพนาเวสตำหนิลูกชายว่าอยากช่วยอารยานั้นแม่เข้าใจแต่ขนาดนี้มันเกินไป ส่วนอารยาก็รู้สึกเสียใจและสงสารเขามากที่ต้องมามีปัญหาเพราะตน

แม้จะถูกตำหนิ ถูกลงโทษ แต่ชาลีก็พยายามสดชื่นเพื่อให้อารยาสบายใจ  บอกเธอว่าพรุ่งนี้เช้าก่อนเข้าโรงเรียนจะไปลา

เช้าวันรุ่งขึ้นเขาไปลาจริงๆ เขาพายเรือไปที่ท่าน้ำบ้านรุจิโรจน์ เห็นอารยายืนรออยู่ ร่างที่ต้องแสงแดดอ่อนๆช่างงามนัก เขาชมว่าดูเหมือนนางฟ้าเลย

แม่ทั้งสามมาส่งด้วย ชาลีเอ่ยลาหน้าจ๋อย "ชาลีไปก่อนนะ ไม่ได้เจอกันเป็นเดือนเลย คุณน้อยดูแลตัวเองดีๆนะ ป้าๆครับฝากคุณน้อยด้วยนะครับ" แล้วเขาก็กระซิบกับอารยา "ถ้าพระองค์เจ้ามัมมี่ดุ อย่าไปยอมนะ...ไปก่อนนะ"

ชาลีไหว้ลาแม่ๆทั้งสามแล้วพายเรือออกไป อารยามองตามซึมๆ ก็พอดีมณีวิ่งมาบอกว่า

"คุณรุจให้เชิญคุณน้อยไปพบค่ะ"

ooooooo

รุจเรียกไปพบที่ห้องทำงานที่บ้านบอกว่า ที่ตนอนุญาตให้เธอไปทำงานนั้นทำให้หลายคนวิตกเป็นทุกข์ อารยาตกใจรีบบอกว่าเรื่องชาลีนั้นตนไม่ได้ตั้งใจให้เกิด เลยทำให้รุจรู้เรื่องชาลีไปด้วย แต่เขาไม่พูดเรื่องนี้ บอกว่าหมายถึงป้าทั้งสามและดูเหมือนจะรวมถึงคุณพ่อตนด้วย  วกกลับมาตำหนิเธอว่า  แต่เธอคงไม่ได้คิดถึงเขาเหล่านี้

"ไม่ใช่นะคะ ดิฉันออกไปหางานทำเพื่อให้คุณรุจสบายใจว่าดิฉันไม่มีวันที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินใดๆทั้งสิ้น เพราะถ้าคุณรุจสบายใจ ทุกคนในบ้านนี้ก็จะมีความสุขไปด้วย โดยเฉพาะป้าๆทั้งสาม"

รุจตัดบทว่าเธอไม่ต้องไปทำงานข้างนอกเพื่อความสบายใจของทุกคนในบ้านนี้ ขอให้ทุกเรื่องจบสิ้นกันเสียที พลางเขาหยิบกล่องในตู้ใกล้ตัวส่งให้ บอกว่านี่คือเงินเดือนเดือนนี้อยู่ในกล่องนี้แล้ว อารยาไหว้ขอบคุณและรับไป   เขาพูดตอนท้ายว่า

"ต่อไป ให้เธอมารับเงินที่ฉัน ฉันจะเป็นคนจ่าย ถ้าเธอไม่ใช้เงินใส่ไว้ในกล่องใบนี้ วันหนึ่งถ้ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน จะได้ไม่ต้องไปขอใคร"

พออารยายกกล่องกลับไป แม่ทั้งสามรุมกันถามว่ากล่องอะไร พออารยาเล่าให้ฟัง แม่ละม่อมพูดอย่างภูมิใจว่า "อย่างที่ป้าบอกคุณน้อยจริงไหมล่ะคะ นี่แหละคุณหนูตัวจริงแหละค่ะ"

"ค่ะ...ป้า..." อารยาเสียงแผ่ว มองกล่องในมือด้วยแววตาอ่อนละมุนลง

ooooooo

ถึงวันนี้ เสาวรสทุ่มสุดตัวเพื่อจับภาคินัยให้ได้ เธอล่อจนเขาหลง แม้ภคินีจะติงพี่ชายว่าทุ่มเทให้เสาวรสมาก แต่ก็ไม่อาจทำให้ภาคินัยลังเลได้

วันนี้นอกจากเอาของขวัญราคาแพงไปให้เธอแล้ว ยังพาไปซื้อเพชรลูกให้เธอด้วย

เมื่อพระศัลย์ฯถามว่าเจอรุจบ้างไหม เธอก็เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ปรามพ่อว่าอย่าถามแบบนี้อีกตนไม่อยากฟัง ไม่อยากตอบ

เหตุนี้เอง เมื่อรุจไปหาเธอที่บ้าน ทั้งพระศัลย์ฯผู้เป็นพ่อและพิศที่มีความสัมพันธ์พิเศษกันก็ช่วยกันโกหกรุจว่าเสาวรสออกไปแล้ว ครั้นเขาถามว่าไม่ได้เอารถไปหรือ ก็โกหกว่าเพื่อนมารับไป

เมื่อรุจกลับไปแล้ว พระศัลย์ฯถามว่าทำไมไม่พูดกับรุจให้เด็ดขาดเสีย เธอบอกว่ายังไม่ถึงเวลาพ่อจะรู้ดีไปกว่าลูกได้ยังไง จนพระศัลย์ฯต้องขอโทษหน้าจ๋อย

ooooooo

รุจไปถึงโรงพยาบาล ก็ต้องเจอกับอารมณ์ เกรี้ยวกราดอาฆาตของชิด  หาว่าเขาทำให้ลูกชายตนยกแขนไม่ได้ ทำให้พิการ แม้ว่าเขาจะชี้แจงถึงขั้นตอนการรักษาและเวลาในการทำกายภาพ แต่ชิดไม่เข้าใจโวยวาย  ด่าหมอประกาศไม่รอ  ไม่ทำตามที่หมอแนะนำ  จนรุจบอกว่าถ้าไม่ทำตามนั้นก็จะขยับแขนไม่ได้ไปตลอดชีวิต  พอรุจออกไป พยาบาลช่วยชี้แจงอีกคน   ชิดกลับกระโจนเข้ารวบตัวพยาบาลขู่อาฆาต

"นี่แม่คุณพยาบาล ถ้าลูกชายข้าเป็นอะไรไป ไอ้หมอนั่นตายก่อน และแกจะตายตาม"

ความบ้าบิ่นของชิด ทำเอาวุ่นกันไปหมด แต่ก็จำต้องปล่อยพยาบาลเมื่อเธอจะเรียกยามมาจัดการ และถ้าถึงขั้นนั้นเขาก็จะไม่มีสิทธิ์มาเหยียบที่นี่อีกเลย

ส่วนรุจ เมื่อเดินหน้าเครียดออกจากห้องคนป่วย ความคิดถึงเสาวรสก็แว่บเข้ามา ทำให้เขายิ่งเครียด

ooooooo

ความลุ่มหลงและปรนเปรออย่างไม่อั้นทำให้เสาวรสตัดสินใจจะแต่งงานกับภาคินัย เขาวางแผนหลังแต่งงานจะไปอยู่ที่ไร่ด้วยกัน ซึ่งเธอไม่มีวันยอมไปแต่ก็ไม่ท้วงติง ส่วนภาคินัยก็มั่นใจว่าอย่างไรเสียเธอก็จะไปอยู่กับเขา

พระศัลย์ฯซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว ลุ้นสุดตัวอาสาช่วยเรื่องนี้เต็มที่ บอกว่า

"พ่อจะได้ภูมิใจว่ามีส่วนในอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่งของลูกสาวที่พ่อฟูมฟักมา"

"เสาวรสจะต้องเลือกคนที่ดีที่สุด...คนที่มีให้เสาวรสได้ทั้งความรัก ความร่ำรวย ความสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง แบบที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะกล้ามาเทียบได้ค่ะ" เธอบอกพ่ออย่างผยองลำพองใจมาก

ooooooo

การจัดการเรื่องอารยาของรุจได้รับคำชมเชยจากขุนประจญคดีว่าทำถูกจริงๆและดีใจด้วย พูดสะกิดให้คิดว่า ลูกสาวพระศัลยแพทย์นั้น เธอคงสนใจเรื่องเกี่ยวกับสมบัติของเขามากกว่า

"เสาวรสไม่เคยรู้เรื่องทรัพย์สมบัติของผม" รุจเบรกเสียงห้วน

ด้วยความเสียดายของและเห็นใจแม่พิน อารยาอาสาจะช่วยซ่อมผ้าปักรองรูปที่ชำรุด แต่ขอให้ตนบอกกับรุจเองก่อน แต่เมื่อเข้าไปบอกเขาว่าจะซ่อมให้ กลับถูกเขาปฏิเสธอย่างไม่พอใจว่า

"ฉันบอกเธอแล้วว่าไม่ต้องยุ่งเรื่องของฉัน ผ้าของฉัน ซ่อมไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันก็ไม่ใช้แค่นั้นเอง"

อารยาเสียดายยังพยายามพูด เขาบอกว่าไม่จำเป็นที่เธอจะต้องมาลำบากทำอะไรให้ตน แล้วมองอย่างเย็นชาจนอารยาตอบรับเบาๆแล้วเดินตัวลีบออกไป

ไปพบแม่พินเธอยังมีแก่ใจจะสอนให้ทำ แต่แม่พินหูตาฝ้าฟางเกรงจะทำเสียมากกว่า   สุดท้ายเธอตัดสินใจบอกแม่พินว่า

"คุณรุจคงอยากเห็นแค่...ผ้าถูกแก้เสร็จแล้ว ใครทำก็ได้ ป้าว่าไหมคะ"

อารยาซ่อมผ้าจนเสร็จ แม่พินดีใจมากรีบเอาไปให้ เขาขอบใจชมว่างานละเอียดจนแทบไม่เห็นรอยแก้ ทั้งยังหยอกว่าตอนแรกยังบอกว่าแก้ไม่ได้ แต่นี่ทำเสียสวยเชียว แม่พินยิ้มทำหน้าไร้พิรุธแล้วขอตัวไปทำงาน

ปรากฏว่ารุจถือผ้าผืนนั้นเดินตามหาอารยาจนเจอกำลังเก็บดอกไม้ในสวน ยกผ้าให้ดูพูดอย่างไม่พอใจว่า

"ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกับชีวิตฉัน อย่ามายุ่งกับของของฉัน อย่ามายุ่งกับผ้าผืนนี้"

ไม่เพียงเท่านั้นยังหาว่าเธอจุ้นจ้าน อย่าหมายว่าจะหลอกล่อให้ตนชอบได้ พูดให้สะเทือนใจว่า "ฉันไม่ใช่พ่อฉันที่ไปหลงแม่ของเธอ ฉันไม่มีวันที่จะหลงไปกับมารยาต่างๆนานาของผู้หญิงอย่างเธอ"

รุจยิ่งพูดอารยาก็ยิ่งงง ในที่สุดเขาตัดบทอย่างเกรี้ยวกราดเสียงดังว่า

"ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน เราต่างคนต่างมีชีวิตอยู่ร่วมกันในบ้านหลังนี้เท่านั้น ไม่ต้องหวังที่จะมาเกี่ยวข้องเป็นญาติอะไรกับฉัน เข้าใจที่ฉันพูดไหม หา!"

อารยาน้ำตาไหลพรากอย่างกดดันกับความเกรี้ยวกราด ของเขา พยายามชี้แจงทั้งที่สะอื้น

"ดิฉันไม่ได้คิดอยากเป็นญาติกับคุณ ไม่ได้ที่จะพยายามเข้าไปอยู่ในวิถีทางของคุณเลยด้วย ดิฉันไม่รู้ว่าดิฉันไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจบ้าง  แต่ที่ทำที่ซ่อมผ้าผืนนี้ ก็แค่เสียดายผ้าที่สวยงาม  มันจะน่าเสียดายมากที่ต้องทิ้งไปด้วยรอยขาดเพียงนิดเดียว ดิฉันไม่ได้อยากให้คุณรู้ว่าดิฉันเป็นคนซ่อม  คุณรุจไม่ต้องใส่ใจสิคะว่าใครทำ  ตอนนี้คุณแค่มองผ้าผืนนี้แล้วมันสวยถูกใจก็เพียงพอ ไม่ต้องมาสนใจว่าดิฉันเป็นคนทำมัน คุณไม่ต้องสนใจอะไรเลย แค่มองผ้าผืนนี้ของคุณ อย่างที่คุณเคยเห็นก่อนที่มันจะขาด"

อารยาพูดเร็วจนแทบจะไม่ได้หายใจ ถูกเว้นด้วยเสียงสะอื้นเป็นระยะเท่านั้น รุจอึ้งไปอย่างคิดไม่ถึงว่าเธอจะพูดได้ยาวขนาดนี้ อารยารีบพูดต่อ

"ต่อไปดิฉันจะไม่อยู่ในสายตาของคุณรุจ ดิฉันจะพยายามให้คุณเห็นดิฉันในบ้านนี้ให้น้อยที่สุด ดิฉันจะไม่ไปขวางทางให้คุณต้องอารมณ์เสีย หรือรำคาญใจอีกต่อไป" พูดเสร็จก็วิ่งปาดน้ำตาไปอย่างเร็ว

รุจยังยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาแว่บหนึ่ง

ooooooo

เย็นนี้ รุจทานอาหารคนเดียวเงียบๆ แม่พร้อมจะไปตามหาอารยา เขาบอกไม่ต้องเธออาจจะยังไม่หิว หลังจากนั้นเขาไปยืนที่หน้ามุขมองไปที่ทางเดินในบ้านเหมือนคอยอะไรอยู่ สีหน้ารู้สึกผิด...

เขาคอยอยู่จนกลางคืนจึงเห็นอารยาเดินก้มหน้าเข้ามาจะขึ้นบ้าน เขาออกไปยืนที่หัวบันได เมื่ออารยาเดินมาเห็นเขา เธอหันหลังกลับเดินลงบันไดไปเงียบๆ รุจยืนมองอึ้งอยู่ตรงนั้น

จนกระทั่งเช้า ถึงเวลาอาหารอารยาไม่มาตามเคย แม่พร้อมบ่นๆ แล้วจะขึ้นไปดู

"ไม่ต้อง มณีตักข้าวได้เลย" รุจบอกแล้วพูดต่อ "อารยาไม่ได้เป็นอะไรหรอกแม่พร้อม"

แม่พร้อมได้แต่มองหน้าคุณหนูของตนอย่างฉงนอยู่เงียบๆ

ooooooo

สายๆ รุจออกไปหาเสาวรสโดยขับรถไปเอง เจอเธอแต่งตัวสวยกำลังจะออกจากบ้านพอดี ถามว่าจะไปไหนแต่เช้า เธอพูดห้วนๆว่าไปธุระ ครั้นเขาจะไปส่งเธอบอกว่าจะขับรถไปเอง แล้วเดินหลีกเขาไป รุจคว้ามือเธอถามว่า ตนทำอะไรผิด เธอบอกว่าไม่มี รุจโพล่งไปว่า "อย่าโกหกผม"

เสาวรสโกรธที่ถูกหาว่าโกหกบอกว่าถ้าหาว่าตนโกหกก็อย่ามาถาม ตนรำคาญคนพูดไม่รู้เรื่องสั่งให้เขาปล่อย รุจดึงไว้เธอเลยสะบัดอย่างแรงจนหลุด

ทั้งคู่ต่อว่าตัดพ้อกันอย่างรุนแรง สุดท้ายเสาวรสบอกให้เขาไปทำงานเสีย พูดประชดว่า

"ยังมีคนเจ็บป่วยอนาถาน่าเวทนารอความเมตตาจากคุณหมอรุจอยู่นับไม่ถ้วนเลยนี่คะ" ว่าแล้วยิ้มเหยียดก่อนผละไป รุจมองตามด้วยความรู้สึกที่บาดใจนัก

รุจกลับไปที่โรงพยาบาลก็ต้องปวดหัวกับเรื่องของชิดกับชอบ สองพ่อลูกที่จะหนีออกจากโรงพยาบาลหาว่าหมอรักษาไม่ดีดูแลไม่ดี จนพยาบาลต้องช่วยกันจับตัวชาญไว้ รุจเตือนว่าถ้าไปตอนนี้แผลติดเชื้ออาจทำให้ถึงตายได้ สุดท้ายชาญก็ยอมกลับไปรักษาตามเดิม

ตกบ่าย รุจไปหาเสาวรสที่บ้านอีก เจอพิศอยู่บ้านบอกว่าเสาวรสไม่อยู่

"ขอผมเข้าไปได้ไหม ผมจะรอ" รุจจึงได้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จนกระทั่งเย็น พระศัลย์ฯพ่อของเสาวรสจึงมาบอกว่าเธออาจกลับดึก ถามว่าหมอจะรอหรือ

รุจขอรอเพราะมีธุระจะคุยกับเธอ ครู่เดียวเสาวรสก็ส่งเสียงใสเข้ามา พระศัลย์ฯออกไปดักบอกว่ารุจมารอ อยู่ตั้งแต่บ่าย แล้วขอตัวเลี่ยงไป เสาวรสเดินเข้าไปในห้องถามรุจขึ้นก่อนว่า

"เมื่อเช้าเราคุยกันยังไม่จบอีกหรือคะ"

รุจนิ่ง มองเธอด้วยแววตาเจ็บปวด...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:11 น.