ตอนที่ 11
ปาริชาติจ้องรมิดาเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รมิดาจ้องตอบอย่างเอาเรื่อง กลับถูกปาริชาติท้าหาเรื่อง ตะคอกถาม
"จ้องหน้าฉันทำไมนังแม่ค้าต้นทุนต่ำ"
"อย่าเสียเวลาพูดกับมันเลยพี่ปา ตบมันให้เละไปเลย" เดือนฉายยุ
แต่พอปาริชาติเข้าไปยกมือจะตบและเดือนฉายช่วยล็อกตัวรมิดานั่นเอง สุริยนก็พรวดออกมาร้องเสียงดังดุดัน
"หยุด นะคุณเดือน อย่าทำอย่างนี้" พลางเข้าไปดึงเดือนฉายออกมา แต่ปาริชาติยังจะตบรมิดาอยู่ยิกๆ แต่พอตบหน้าได้ไม่ทันเงื้ออีกครั้ง ก็ถูกรมิดาตบเพียะเอาคืนอย่างสะใจ
เมื่อเจ้าของร้านทั้งสองตบตีกัน ลูกน้องในร้านก็กลุ้มรุมกันเข้าช่วย โดยสมบูรณ์พุ่งเข้ามาจับตัวสุริยนไว้
เดือนฉายเข้าไปช่วยปาริชาติตบรมิดาอีก ส่วนโป้งต่อยกับแมน ฝนตบกับฟ้ามุ่ย ช่างลุยกันได้ถูกคู่จริงๆ
ทันใดนั้นติ๋มกับจูดี้เดินเข้ามาเห็นมีการตะลุมบอนกันอุตลุดก็ชะงัก ติ๋มวี้ดว้ายขึ้นว่า
"ตายแล้ว...ตายแล้ว สงครามชะนีมีลิงด้วย ตะลุมบอนกันใหญ่แล้ว" แล้วจูดี้ก็วิ่งเข้าไปกระชากเดือนฉายออกมา ส่วนติ๋มวิ่งเข้าไปช่วยรมิดา
"หยุด นะนังปาปิรันย่า ออกไปจากร้านน้องดาเดี๋ยวนี้" ติ๋มแว้ดใส่ กลับถูกปาริชาติหันมาทำหน้ายักษ์ ถามว่าอยากโดนมั่งรึไงจะได้จัดให้ พลางยกมือตบหน้าติ๋มเพียะ!
ติ๋มเซไปร้องลั่นแต่พอหันกลับมาก็ซัดคืน ฉาดใหญ่ ปาริชาติร้องเหมือนอะไรถูกเชือด พอติ๋มจะตามซ้ำ ปาริชาติก็คว้าไม้ถูพื้นขึ้นมาฟาดโครม! เสียงร้องของติ๋มทำให้จูดี้หันมาช่วยกระชากไม้กับปาริชาติ เดือนฉายเลยได้จังหวะตบหน้ารมิดาอีกฉาด
รมิดาชะงักกึกหันจ้องเดือน ฉาย อยากต่อยสักเปรี้ยงแต่พอคิดได้ว่าเป็นน้องก็ไม่อยากทำ เดือนฉายคิดว่ารมิดาไม่กล้าสู้ ย่ามใจเลยเข้าไปบีบคอทันที
ที่หน้า ร้าน ศัลย์ ไพลิน และตะวันเดินเข้ามาพอดี ศัลย์ร้องถามอย่างตกใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ตะวันก็ตะโกนให้เดือนฉายหยุด แต่ไม่มีใครฟังใคร ตะวันจึงวิ่งเข้าไปกระชากเดือนฉายออกมา
"ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้!" ศัลย์เสียงเฉียบขาดดุดัน แต่ก็ไม่อาจทำให้สงครามย่อยๆหยุดลงได้ ศัลย์เลยตะโกน "ตำรวจมา!!"
ได้ผล ทุกคนชะงักกึก หันมองศัลย์เป็นตาเดียว ปาริชาติรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนศัลย์อ้อน
"พี่ ศัลย์ขา พี่ศัลย์ต้องจัดการให้ปานะคะ ดูสิ รมิดามาหาเรื่องปา แล้วก็สั่งให้ลูกน้องรุมทำร้ายปากับยัยเดือนค่ะ ปาเจ็บไปหมดทั้งตัวเลย..."
"คุณดาหาเรื่องคุณปา...ในร้านของตัวเองเนี่ยนะ?" ไพลินถามอย่างสมเพชจนทุกคนหันมองปาริชาติเป็นตาเดียว
ooooooo
หลัง เหตุการณ์สงบ ศัลย์กลายเป็นเสมือนผู้พิพากษาที่ต้องมาพิจารณาคดีความของสองฝ่าย โดยคนของปาริชาตินั่งอยู่ฟากหนึ่งและคนของรมิดานั่งอยู่อีกฟากหนึ่ง ศัลย์ถอนใจหนักหน่วงพูดเหมือนบ่น
"ที่จริงร้านก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ น่าจะคุยกันดีๆนะครับ"
แมน คนของร้านปาริชาติเถียงว่าจะคุยดีๆได้อย่างไรในเมื่อโป้งกับฝนเอาหนูกับ แมลงสาบไปปล่อยในร้านของปาริชาติ ส่วนเจ้าตัวปาริชาติเองก็ฉอดๆเสริมว่าจริง ลูกค้าวิ่งหนีกันกระเจิงเลย
ฝนทนไม่ได้โต้ขึ้นมาว่า ตนเห็นฟ้ามุ่ยเอาหนูกับแมลงสาบมาปล่อยที่ร้านกุหลาบขาวก่อน
"จริง เหรอฟ้ามุ่ย" ศัลย์หันมองหน้าฟ้ามุ่ยเขม็ง จนฟ้ามุ่ย อึกอักไม่กล้าพูดแต่ก็หันมองไปทางปาริชาติ ถูกปาริชาติจ้องจิกขยิบตาใส่ทำนองไม่ให้พูด ทั้งยังทำท่าบุ้ยใบ้ให้ออกไปเสีย ฟ้ามุ่ยหันมองแมนแล้วรีบพากันออกจากร้านไป ดวงกับสมบูรณ์ ก็ตามไปติดๆ
"เฮ้ย...เดี๋ยวสิ ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย" ศัลย์เรียกและลุกตามไป ไพลินตามพี่ชายไปบ้าง ปาริชาติเห็นดังนั้นร้องเรียกให้รอตนด้วยพลางหันไปเร่งเดือนฉายให้ลุกตามไป อีกคน
ในที่สุด คนจากร้านปาริชาติก็กลับไปกันหมด จึงเหลือแต่จูดี้ ติ๋ม รมิดา ฝน และโป้งนั่งอยู่ในร้านกุหลาบขาว จูดี้ร้องโอดโอยว่าเจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว ติ๋มเองก็ทำท่าระบมไปเหมือนกัน บ่นกระปอดกระแปดว่า
"ฮึ...ยัยปานะยัยปา ชะนีบ้าอะไรยะ มือหนักชะมัด เฮ้อ...นี่ตกลงร้านโน้นเขามาหาเรื่องน้องดาก่อนใช่ไหมคะ"
"ก็ อย่างที่ฝนบอกนั่นแหละค่ะ เด็กเขาแกล้งเอาหนูเอาแมลงสาบมาปล่อยในร้านดา" พูดแล้วรมิดาหันมองโป้งกับฝน ตำหนิว่า "เธอสองคนก็ไม่ควรจะไปแกล้งเขากลับ ถ้าเราเฉยเสียมันก็จบ"
ฝนขอโทษเพราะตนทนไม่ไหวจริงๆ ส่วนโป้งยอมรับผิดรับโทษถ้ารมิดาจะตัดเงินเดือนพวกตนก็ยอม รมิดากับสุริยนมองหน้ากันเชิงขอความเห็น แล้วสุริยนก็เอ่ยขึ้นเป็นการเป็นงานว่า
"ครั้งนี้พี่จะยกให้...แต่ อย่าให้มีครั้งต่อไปนะ วันหลังจะทำอะไรก็ควรปรึกษาพี่กับคุณดาก่อน" เมื่อฝนกับโป้งรับคำอย่างเข้าใจ สุริยนอนุญาตให้กลับไปทำงานเสีย
พอทั้งสองไปแล้ว ตะวันหันมองรมิดาอย่างเป็นห่วงถามว่าเจ็บไหม รมิดายิ้มบางๆบอกว่าไม่ ตะวันถอนใจทำหน้าเซ็งๆขณะบ่น
"พี่เดือนกับพี่ปานี่แย่จริงๆ ชอบหาเรื่องคุณดาอยู่เรื่อย"
ooooooo
ปาริชาติ เดือนฉาย ศัลย์ และไพลินกลับมานั่งที่ร้านของปาริชาติ ศัลย์เอ่ยขึ้นว่า
"เด็กของปาเป็นฝ่ายไปหาเรื่องเขาก่อน ปาควรจะเรียกเด็กมาเตือนนะ"
ปาริชาติ ทำเป็นยอมรับว่าเด็กของตนผิด หันไปถามเดือนฉายว่าไล่ออกเลยดีไหม เดือนฉายทำเสียงหืม...ไม่เห็นด้วยในคอติงว่าแรงไปแค่ตัดเงินเดือนก็พอ ศัลย์เองก็เห็นด้วยว่าอย่าถึงกับไล่ออกเลย ให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นความผิดก็พอ วันหลังจะได้ไม่ทำอีก
"อย่าง งั้นก็ได้ค่ะ" ปาริชาติรีบเห็นด้วย บอกเดือนฉายให้ไปช่วยกันจัดของว่างมาเลี้ยงศัลย์กับไพลินหน่อย แล้วหันไปบอกศัลย์ให้คุยกับไพลินไปก่อน แล้วเธอเองก็ลุกไปพร้อมกับเดือนฉาย
พอสองคนไปแล้ว ไพลินบ่นกับพี่ชายว่าปาริชาตินี่สุดยอดจริงๆ ขยันสร้างเรื่องไม่เลิก
"นี่ลินคิดว่าเป็นฝีมือปาอีกแล้วเหรอ" ศัลย์ถามแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ
"พี่ศัลย์ลองคิดดูสิคะ ถ้าเจ้านายไม่สั่ง ลูกน้องจะกล้าทำเรื่องแย่ๆอย่างนี้เหรอคะ"
พอน้องสะกิดเท่านั้น ศัลย์ก็ถอนใจ สีหน้าคิดหนักขึ้นมา...
ooooooo
นัยนาตกอยู่ในความทุกข์กังวลอย่างหนัก วันนี้เธอนั่งคุยกับพนักงานชายคนหนึ่งในโรงแรม พนักงานชายคนนั้นพูดอย่างหนักใจหน้าเครียดว่า
"เดือนที่แล้วเราก็จ่ายเงินเดือนพนักงานเลตไปเป็นอาทิตย์ เลยนะครับท่านประธาน นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว"
นัยนา ขอดูบัญชี เมื่อพนักงานคนนั้นเอาแฟ้มให้ดู เธอดูรายละเอียดแล้วถอนหายใจพึมพำว่า "เดือนนี้เราติดลบอีกแล้วเหรอ...ขอเวลาสักหน่อยนะ ฉันจะรีบหาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ทันสิ้นเดือน คุณกลับไปทำงานต่อเถอะ"
เมื่อพนักงานคนนั้นถือแฟ้มงานลุกไปแล้ว นัยนาถอนใจคิดหนัก เสียงของพนักงานธนาคารที่ยื่นคำขาดวันนั้นยังก้องอยู่ในความรู้สึก..."เรา ช่วยไม่ได้จริงๆครับ ถ้าคุณนัยนายังไม่ ชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ อีก 3 วันทางธนาคารจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย หวังว่าคงเข้าใจนะครับ..."
คิดถึงเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาแล้วนัยนาหน้าเครียดจัด ถามตัวเองว่า..."ฉันจะหาเงินมาจากไหน...ฉันจนปัญญาแล้วจริงๆ"
ooooooo
นัยนาเดินไปที่มุมหนึ่งของสวนในโรงแรมด้วยความรู้สึกมืดมน เจ็บปวด ท้อแท้ ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร
ขณะนั้นเอง รมิดาเห็นนัยนา เดินเข้าไปทัก นัยนาหันมองพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าให้เป็นปกติ รมิดาถามว่ายังไม่กลับหรือ นัยนาพยักหน้า ชวนนั่งด้วยกัน
"มีเรื่องไม่สบายใจเหรอคะ" รมิดาถามอย่างเกรงใจ
"ฉัน รู้สึกแย่เหลือเกิน ภาระที่ฉันแบกรับไว้มันหนักอึ้ง...หนักจนฉันรับมือไม่ไหวแล้ว" รมิดาฟังแล้วปลอบใจว่าอย่าเพิ่งท้อ แต่นัยนายังพูดด้วยสีหน้าเครียดจัดว่า "มันเกินท้อแล้วล่ะ ปัญหารอบด้านเข้ามารุมเร้า ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ฉันพยายามต่อสู้กับมัน...แต่...ฉันก็พ่ายแพ้ ฉันเหนื่อยล้ากับชีวิตเหลือเกิน...มันหมดหวัง หมดกำลังใจ...ชีวิตที่สิ้นหวังมันก็ไม่ต่างอะไรกับร่างกายที่ไร้จิต วิญญาณ...เหลือแค่ลมหายใจในร่างที่รอวันตายเท่านั้น..."
"ดิฉันพอจะช่วยอะไรคุณได้บ้างไหมคะ" รมิดามองนัยนาน้ำตาคลอด้วยความสงสาร
"ฉัน ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้ ฉันจะได้เจอหน้าลูกสาวฉันที่เกิดกับสุเทพหรือเปล่า...ถ้าลูกสาวฉันมาตามหา ฉันที่นี่แล้วหนูได้มีโอกาสเจอเขา ฝากบอกลูกสาวฉันด้วยนะว่าฉันรักเขามาก ฉันไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเขากับพ่อของเขาเลย เคราะห์กรรมทำให้ฉันต้องโดนพรากลูกไปจากอก..."
นัยนาร้องไห้ กุมมือรมิดาได้ พูดอย่างน่าเห็นใจว่า
"หนูดา...ฉันเคยคิดนะว่าหนูเป็นลูกสาวฉัน...แต่แล้วก็ไม่ใช่...แต่ฉันก็ดีใจนะ ที่ได้เจอหนู ฉันรู้สึกถูกชะตากับหนูมาก ...เสียดายนะ ช่วงเวลาที่เราได้รู้จักกันมันช่างสั้นนัก...ชีวิตนี้เราคงไม่ได้เจอกัน อีก...ลาก่อนนะหนู..."
รมิดาชะงักงัน จนเมื่อนัยนาลุกเดินไปเธอมองตามน้ำตาคลอด้วยความสงสารเห็นใจ ครู่หนึ่ง ฉุกคิดอะไรได้กับคำพูดที่เป็นปริศนาของนัยนาที่ว่า "ไม่ได้เจอกัน...ลาก่อน..." รมิดา ตกใจอุทานเรียก "คุณนัยนา..." แล้วลุกตามไปทันที
รมิดาเดินอ้าวตามไป เห็นนัยนากำลังจะเข้าลิฟต์พอดี รีบตามไปแต่ไม่ทันประตูลิฟต์ปิดก่อน แม้รมิดาจะระดมกดให้รอแต่ช้าไปแล้ว เธอร้อนใจมาก
ขณะนั้นเองศัลย์มา เห็นรมิดาเขามองอย่างสงสัย ยิ่งเมื่อเห็นรมิดาตัดสินใจวิ่งไปทางบันไดหนีไฟเขาก็ยิ่งสงสัยว่าเธอจะไปไหน ศัลย์วิ่งตามไปทั้งด้วยความสงสัยและเป็นห่วง
ooooooo
นัยนาขึ้นไปที่ดาดฟ้าของโรงแรมซึ่งมีตาข่ายกั้นขึ้นไปสูงแค่เอว นัยนาเดินไปยืนริมดาดฟ้ามองลงไปข้างล่าง...
รมิดาวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟแม้จะเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน แต่เธอแข็งใจต้องวิ่งไปแข่งกับเวลาที่เธอคิดว่าเป็นเวลาแห่งความเป็นความตาย
วิ่งไปถึงดาดฟ้า เห็นนัยนากำลังชะโงกมองลงไปข้างล่าง รมิดาตกใจมากคิดว่านัยนากำลังจะกระโดดลงไป เธอร้องสุดเสียง
"คุณ นัยนา...อย่า!" แล้ววิ่งเข้าไปกระชากตัวนัยนาออกห่างจากริมดาดฟ้า นัยนาที่กำลังปวดหัวรุนแรงตาพร่ามัวเหมือนจะเป็นลม ชะงักหันมองรมิดาที่ถามอย่างตระหนกว่า "ทำไมคุณคิดสั้นแบบนี้"
"ฉัน...เออ...ฉันเปล่า..."
"ก็ฉันเห็นคุณกำลังจะโดดลงไป" รมิดามองอย่างจับพิรุธ
ศัลย์วิ่งตามขึ้นมาแล้ว เขาชะงักเมื่อเห็นรมิดากับนัยนากำลังคุยกันอยู่อย่างตึงเครียด เขายืนอยู่ห่างๆเงียบๆ
รมิดามองหน้านัยนานิ่งด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เอ่ยอย่างเข้าใจนัยนาว่า
"ดิฉัน รู้ว่าคุณกำลังเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิต...ถึงคุณศิริจะสร้างปัญหาทำให้คุณ ทุกข์ใจแสนสาหัส แต่คุณก็ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้...การฆ่าตัวตายมันเป็นการแก้ปัญหาของคน โง่! คนโง่ที่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต...คุณคิดเหรอว่าถ้าคุณตายแล้วปัญหาทุกอย่าง มันจะจบ..."
เห็นนัยนานิ่ง รมิดาพูดต่อด้วยความเจ็บปวดกดดันจนร้องไห้ว่า
"คิด ไหมว่าคนที่อยู่ข้างหลังคุณเขาจะเจ็บปวดกันแค่ไหน ตอนที่คุณหมดสติอยู่โรงพยาบาล ตะวันบอกว่าสงสารแม่ที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง เขาอยากเห็นรอยยิ้มของแม่ อยากเห็นแม่มีความสุข...ถ้าแม่เป็นอะไรไป ตะวันจะอยู่ได้ยังไง...ลูกชายคุณรักคุณมากขนาดนี้ คุณอยากเห็นเขาเจ็บปวดไปทั้งชีวิตใช่ไหม"
"หนูดา..." นัยนาจับมือรมิดาไว้ "หนูกำลังเข้าใจผิดนะ ฉันไม่เคยคิดสั้น"
รมิดาเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้นมาทันที สะบัดมือจากนัยนา พูดอย่างแข็งกระด้างว่าตนไม่เชื่อ ขอให้เลิกสร้างภาพหลอกลวงคนอื่นเสียที แล้วอดพูดถึงเรื่องที่ตัวเองเจ็บปวดไม่ได้ว่า
"ขนาดคุณสุเทพกับ ลูกสาวเขาที่คุณพร่ำบอกว่ารักเขามาก คุณยังใจดำทิ้งพวกเขามาได้ลงคอ นับประสาอะไรกับตอนนี้ ดิฉันเห็นคุณกำลังจะกระโดดลงไป ยังมาโกหกว่าไม่ได้คิดสั้นอีกเหรอ"
"ฟังนะหนูดา! ถึงชีวิตฉันจะย่ำแย่ ตกต่ำถึงที่สุดแล้ว แต่คนอย่างฉันก็ไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตาย หนูดา...หนูกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่" นัยนาเปลี่ยนเป็นมองรมิดาอย่างเอะใจ ทำให้รมิดาชะงักเฉไฉถามว่าปิดบังอะไรหรือ
นัยนาพูดอย่างตรึกตรองว่า "ฉันเคยบอกหนูว่าฉันถูกพรากจากคนรักและลูก แต่หนูก็ยังตอกย้ำว่าฉันทอดทิ้งพวกเขา ฉันรู้สึกว่าหนูรู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับสุเทพ...หนูเจ็บปวดเจ็บแค้นแทน พวกเขา หนูเป็นใครกันแน่...หนูเป็นลูกสาวของสุเทพกับฉันใช่ไหม?"
ศัลย์ที่ยืนเงียบๆอยู่ห่างๆมานานเดินเข้าไปขัดจังหวะทันที ทำเป็นร้องทัก
"อ้าว...คุณนัยนา สวัสดีครับ มืดค่ำแล้วขึ้นมาทำอะไรบนนี้กันเหรอครับ"
นัยนา ปรับสีหน้าปกปิดความรู้สึกที่มีอยู่ ทำสีหน้าให้เป็นปกติบอกเขาว่าขึ้นมารับลมและกำลังจะลงไปพอดี พูดแล้วขอตัวเดินเลี่ยงไป ศัลย์ยิ้มแล้วหันไปจ้องรมิดาถามอย่างเครียดขรึมว่า
"มีอะไรจะอธิบาย...หรือแก้ตัวไหม"
"อย่ามาจ้องหน้าฉันอย่างนี้...ฉันไม่ใช่จำเลย!" รมิดาเดินปึงๆออกไปทันที ศัลย์มองตาม พึมพำอย่างหมายมาด
"นึกเหรอว่าจะปล่อยไปง่ายๆ"
ooooooo
ศัลย์ จ้ำอ้าวตามไปกระชากแขนรมิดาหันกลับมาถามว่าจะไปไหน มานี่ก่อน รมิดาหันจ้องหน้าเขาทั้งที่น้ำตาซึมอยู่ ขอร้องเสียงเครือว่า "อย่ามายุ่งกับฉันได้ไหม?"
"ไม่ได้! บอกมาซะดีๆว่าคุณคุยอะไรกับคุณนัยนา" ถามแล้วรมิดานิ่ง ศัลย์คาดคั้น "คุณกำลังปิดบังความลับอะไรไว้?"
"มันเรื่องส่วนตัวของฉัน คุณไม่จำเป็นต้องรู้" จ้องหน้าศัลย์ทั้งที่น้ำตายังคลอ
"ไม่ ยากหรอกถ้าผมจะสืบจริงๆ แต่ผมอยากรู้จากปากคุณ...เท่าที่ผมรู้ ก่อนแต่งงานกับคุณศิริ คุณนัยนาเคยมีครอบครัวมาก่อน...พฤติกรรมของคุณกับคุณนัยนาน่าสงสัยมาก! หรือว่า ...คุณเป็นลูกสาวคุณนัยนาที่เกิดกับสามีเก่า"
รมิดาชาวาบไปทั้งตัว ตกใจจนพูดไม่ออก ในขณะที่ศัลย์รุกอย่างมั่นใจยิ่งขึ้นว่า
"ใช่ไหมรมิดา...ไม่ตอบเหรอ! ฮึ! ดูซิว่าวิธีนี้จะทำให้คุณยอมบอกความจริงกับผมไหม"
พูด ไม่ทันขาดคำศัลย์คว้าร่างเธอเข้าไปกอดไว้แน่น รมิดาร้องไห้ออกมาสีหน้าเครียดสับสนจนศัลย์เองตกใจค่อยๆคลายวงแขนออก จ้องหน้าเธอนิ่ง ถามเสียงอ่อนลง "รมิดา...เธอร้องไห้ทำไม?"
"อย่า บังคับฉันได้ไหม ขอร้องนะ ฉันเครียด ฉันสับสนไปหมดแล้ว...สิ่งที่คุณอยากรู้มันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคุณเลย... แต่มันจะยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวด ชีวิตฉันเจ็บปวดมามากพอแล้ว...อย่าตอกย้ำให้ฉันเจ็บมากไปกว่านี้เลย..." พูดแล้วเธอเดินจากเขาไปช้าๆ
"รมิดา...ถึงความจริงจะทำให้คุณเจ็บปวด...แต่คุณก็ต้องกล้าเผชิญกับความจริง!"
ศัลย์พูดตามหลังรมิดาไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อบอุ่น
ooooooo
เมื่อ ลงจากดาดฟ้าแล้ว นัยนาเดินมาตามทางเดินในโรงแรม ตะวันมาเจอเข้าถามว่าคุณแม่ไปไหนมา นัยนาฝืนยิ้มบอกลูกว่าไปเดินเล่นมา แต่พอเดินต่อไปอีกสองสามก้าวก็รู้สึกเวียนหัวทำท่าจะล้ม ตะวันรีบประคองแม่ไว้ พอรู้ว่าแม่เวียนหัวก็รีบพากลับไปพักผ่อนที่บ้าน
พา แม่กลับมาถึงห้องนอน ตะวันประคองแม่ไปนอนแล้วหายาให้ทาน บอกแม่ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้นก็ให้หยุดงานสักวัน พลางจะถือถาดยาออกไป
"ตะวัน..." นัยนาเรียกเสียงเศร้าสีหน้าหม่นหมอง เมื่อตะวันชะงักหันมอง เธอเอ่ย "แม่..." แล้วหยุดแค่นั้นไม่อาจพูดความทุกข์ใจให้ลูกฟังได้ เลี่ยงไปว่า "เออ...แม่รักลูกมากนะตะวัน"
"ผมก็รักคุณแม่ครับ..." ตะวันกลับมาดึงผ้าห่มคลุมให้แม่แล้วถือถาดยาออกไป
"ตะวัน...แม่ เหนื่อยล้าเหลือเกิน แม่หมดแรงที่จะสู้ต่อไปแล้ว ถ้าไม่มีแม่ ลูกจะเป็นยังไง...ตะวันต้องเข้มแข็ง อย่าอ่อนแออย่างแม่นะลูก" นัยนาพึมพำ นอนนิ่งน้ำตาไหลเป็นทาง...
ooooooo
กลับถึงบ้านคืนนี้ รมิดาเล่าเรื่องนัยนาให้สุริยนฟัง สุริยนไม่เชื่อว่านัยนาจะคิดฆ่าตัวตายแบบนั้น แต่รมิดาก็ยังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่านัยนาก้มศีรษะไปข้างหน้าเหมือนจะ กระโดดลงไปจริงๆ
เมื่อรมิดาบอกว่านัยนาก็บอกตนอย่างนั้นเหมือนกัน สุริยนเลยสรุปว่าเธอคิดไปเองจริงๆ แล้วตั้งข้อสังเกตว่า "ผมว่าลึกๆแล้วคุณเป็นห่วงแม่คุณมากนะ"
"ก็ไม่อยากเห็นผู้หญิงคนนั้นคิดสั้น...แค่อยากเห็นเธอ เจ็บปวดเหมือนอย่างที่พ่อกับดาเจ็บ"
"แค่ นี้คุณนัยนาก็เจ็บปวดมากแล้วนะครับ...สามีติดการพนัน...ผลาญทรัพย์สินจนเธอ แทบไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้ว...ผมสงสารคุณนัยนาจริงๆ" สุริยนรำพึง ทำให้รมิดาพลอยคิดตามไปด้วย...
ooooooo
กลับเข้าห้องนอนอยู่ ตามลำพังแล้ว รมิดาอดคิดถึงคำพูดที่เป็นปริศนาทำให้เธอคิดว่านัยนาจะคิดสั้นไม่ได้ โดยเฉพาะที่นัยนาคิดว่าเธอเป็นลูก แต่ถึงไม่ใช่ก็ดีใจที่ได้เจอได้รู้จักกัน
คิดแล้วก็ถามตัวเองว่า "คุณนัยนาไม่คิดจะฆ่าตัวตาย แต่ทำไมพูดจาแปลกๆ"
ขณะกำลังคิดหาคำตอบอยู่นั่นเอง แมนยูก็แง้มประตูเข้ามาดู พอเธอถามว่ายังไม่นอนอีกหรือ แมนยูเลยถามว่าแม่ดาลืมอะไรหรือเปล่า เธอคิดอยู่นานจนสุดท้ายแมนยูต้องเฉลยว่า "แม่ดาลืมเล่านิทานให้แมนยูฟังไงครับ"
รมิดาบอกว่าลืมสนิทเลย แล้วขยับจะลุกขึ้น แมนยูรีบบอกว่าไม่ต้องลุกคืนนี้แมนยูจะเล่านิทานให้แม่ดาฟังเอง เพราะแม่ดาเหนื่อยมากแล้ว
แมน ยูตั้งอกตั้งใจเล่านิทานทำเหมือนอย่างที่รมิดาเล่าให้ตนฟัง แต่ครู่เดียวรมิดาก็หลับไปแล้ว แมนยูมองตาปรอยๆ บ่น "ว้า...แม่ดาหลับปุ๋ยไปแล้ว แมนยูยังเล่านิทานไม่จบเลย...ฝันดีนะครับแม่ดา แมนยูไปนะครับ"
แมนยูดึงผ้ามาคลุมให้รมิดาอย่างอ่อนโยน หอมแก้มแม่ดาทีหนึ่งก่อนเดินออกไป
ooooooo
ที่ ร้านปาริชาติ วันนี้มีลูกค้ามานั่งรออยู่ที่โต๊ะหลายคน ปาริชาติกับเดือนฉายเพิ่งจะเข้ามา ฟ้ามุ่ยเข้าไปบอกหน้าตาไม่ดีว่าแย่แล้ว จนป่านนี้ดวงกับสมบูรณ์ยังไม่มาเลย
"จะบ้าเหรอ! นี่จะเที่ยงแล้วนะ แม่ครัวยังไม่โผล่หัวมาอีก" ปาริชาติด่า เดือนฉายบอกให้โทร.ไปตาม แมนบอกว่าโทร.หลายครั้งแล้ว แต่ทั้งสองคนไม่รับสายสงสัยปิดเครื่อง
"เอาไงดีล่ะคะคุณปา ลูกค้ามารอตั้งนานแล้วนะคะ นี่ค่ะออเดอร์ลูกค้า" ฟ้ามุ่ยยื่นออเดอร์ให้ดู
ปาริชาติ ดูแล้วทำท่าปวดหัวถามว่าตนจะทำยังไง อาหารยากๆทั้งนั้น แค่ไข่เจียวตนยังทอดไม่เป็นเลย ถามแมนกับฟ้ามุ่ยว่าทำเป็นไหม ทั้งสองก็นิ่ง พอหันไปถามเดือนฉาย นั่นก็ส่ายหน้าดิก แต่แนะว่า
"ไม่ต้องมองค่ะพี่ปา เดือนเคยเข้าครัวเสียที่ไหนล่ะ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเดือนจัดการเองค่ะ"
วิธี "จัดการ" ของเดือนฉายคือไปขอโทษลูกค้าบอกว่าแม่ครัวยังไม่มา ถูกลูกค้าบ่นกันขรมก่อนเดินหัวเสียออกไป มีลูกค้าหญิงคนหนึ่งแนะนำว่าถ้าจะปิดร้านก็เอาป้ายแขวนไว้ หน้าร้านด้วย อย่าปล่อยให้ลูกค้ารอกันเก้อแบบนี้
เดือนฉายรับคำหงอๆ แล้วครู่เดียวก็ให้แมนเอาป้าย "ปิด" ไปแขวนหน้าร้าน
ooooooo
เจ๊ติ๋มกับจูดี้กรีดกรายผ่านหน้าร้านของปาริชาติ เห็นแขวนป้าย "ปิด" ก็เอะใจแฉลบเข้าไปดูเห็นทั้งปาริชาติ เดือนฉาย ฟ้ามุ่ย กับแมนคุยกันอยู่ที่เคาน์เตอร์ หน้าตาเคร่งเครียดเลยแอบฟัง
ปาริชาติ พยายามโทร.เข้ามือถือของดวงกับสมบูรณ์ ปรากฏว่าปิดเครื่องทั้งคู่เลยยิ่งสงสัยเพราะถ้าไม่อยากทำงานที่ร้านก็มาลา ออกดีๆ ไม่จำเป็นต้องหลบลี้หนีหน้าแบบนี้
แมนฉุกคิดได้เล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนอาจจะหนีไปแล้วก็ได้ เพราะตนเห็นท่าทางสองคนแปลกๆ ดวงมักฝากเงินสมบูรณ์ไปเข้าธนาคารบ่อยๆ บางวันดึกๆก็แอบงุบงิบเช็กรายการของที่ซื้อกันในครัว
"พี่ปา! ไอ้ผัวเมียคู่นี้มันต้องแอบยักยอกเงินเราแน่ๆเลย ไม่งั้นไม่หายหน้าไปอย่างนี้หรอก"
ฟัง เดือนฉายแล้วปาริชาติเอะใจลองเช็กยอดในบัญชีดู ปรากฏว่าตั้งแต่เปิดร้านมาไม่มีเงินเข้าบัญชีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งปาริชาติและเดือนฉายแทบช็อก รู้ตัวว่าถูกโกงแน่แล้ว ปาริชาติประกาศอย่างหัวเสียว่าปิดร้านเลยไม่ทำมันแล้ว ด่าสองคนแล้วจะแจ้งตำรวจลากคอเข้าตะรางให้ได้
เจ๊ติ๋มกับจูดี้แอบฟัง อยู่ พอรู้ปัญหาก็ลอยหน้าเข้าไป เยาะเย้ยอย่างสะใจว่า ป่านนี้เจ้ากรรมนายเวรของปาริชาติหนี ข้ามตะเข็บชายแดนไปแล้ว ให้ถือว่าทำบุญเสียเถอะชาติหน้าจะได้สวยแล้วก็โง่กว่านี้อีก
"ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้นังกะเทยสะตอ" ปาริชาติตวาดไล่
ไหนๆ ก็เข้ามาแล้ว ทั้งเจ๊ติ๋มและจูดี้ก็ต้องเยาะเย้ยให้สะใจทำให้คุ้มกับที่เสี่ยงเข้ามา เจ๊ติ๋มแนะนำปาริชาติให้อ่านหนังสือธรรมะชื่อ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" แล้วทั้งเจ๊ติ๋มและจูดี้ก็ระเบิดหัวเราะเยาะลั่นร้านปาริชาติแล้วกรีดกรายจะ ออกไป
"นังติ๋ม! แกนึกว่าจะออกไปได้ง่ายๆเหรอ" ปาริชาติแค้นแทบกระอักเลือด
"เอามันเลยพี่ปา! เดือนทนไม่ไหวแล้ว" เดือนฉายยุ
พริบตานั้น ปาริชาติปราดไปกระชากผมเจ๊ติ๋มจนเซถลาร้องลั่น ปาริชาติพลิกหน้าเจ๊ติ๋มกลับมาถาม
"จะรีบไปไหน! อยู่รับกรรมก่อนสินังติ๋ม ฉันนี่แหละเจ้ากรรมนายเวรของพวกแก!" สิ้นเสียงปาริชาติตบหน้าเจ๊ติ๋มฉาดใหญ่ เจ๊ติ๋มเอาคืน เดือนฉายเลยเข้าไปตบจูดี้ที่จะมาช่วยเจ๊ติ๋ม
แมนกันฟ้ามุ่ยเห็นดังนั้น พุ่งเข้าไปล็อกเจ๊ติ๋มกับจูดี้ ไว้คนละคนให้เจ้านายตนตบเอ๊า...ตบเอา
โดนรุมขนาดนี้เจ๊ติ๋มกับจูดี้สู้สุดฤทธิ์ ดิ้นหลุดไปได้ ก็ตบปาริชาติเซไปชนเดือนฉายล้มไปทั้งคู่ แมนเข้ามาช่วยถูกเจ๊ติ๋มกำหมัดต่อยหน้าหงายไปทันที พอเล่นงานพวกปาริชาติจนคางเหลืองไปตามกันแล้วเจ๊ติ๋มกับจูดี้ก็เผ่นแน่บไป เหมือนกัน
ooooooo
พอไปเล่าให้รมิดากับสุริยนฟังที่ร้าน กุหลาบขาว รมิดาพูดขำๆแกมบ่นว่าไปหาเรื่องเขาทำไมก็ไม่รู้ เจ๊ติ๋มบอกว่า "แค่จะเข้าไปเย้ย...เอ๊ย...ปลอบใจเท่านั้นแต่ไม่นึกว่าปาริชาติจะคลั่งได้ ขนาดนี้"
"น่าสงสารคุณเดือนนะครับ เธอคงเสียใจ" สุริยนเปรยๆขึ้น จูดี้มองขวับถามว่าสงสารทำไมหรือว่าแอบปิ๊งเดือนฉายเข้าแล้ว!
สุริยน ถูกถามจี้ใจดำก็ทำหน้าไม่ถูก จูดี้หันไปถามรมิดาว่าจริงไหม รมิดาโบ้ยให้ถามเจ้าตัวเองทำให้สุริยนยิ่งเขิน เจ๊ติ๋มได้ทีแซวว่าผู้ชายอะไรเขินจนหน้าแดง แบบนี้ต้องใช่แน่ๆเลย
"ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็คนรู้จักกัน เขาโดนโกงอย่างนี้น่าสงสารออก" สุริยนชี้แจงยิ้มเขิน
"ทีแรกเจ๊ก็สะใจนะที่เห็นยัยปารับกรรมอย่างนี้ เฮ้อ... แต่มาคิดๆดูก็น่าเห็นใจแม่นั่นเหมือนกันนะ เงินตั้งห้าหกล้านไม่ใช่น้อยๆเลย เห็นชีบอกว่าจะไม่ทำร้านแล้วนะคะ" เจ๊ติ๋มเอ่ยขึ้น
"ปิดร้านเลยเหรอ!" รมิดาถามอย่างคาดไม่ถึง
ooooooo
ตก เย็น ปาริชาตินั่งปรับทุกข์อยู่กับศัลย์ ไพลิน และดุสิตที่คอฟฟี่ช็อปโรงแรมเจสเตอร์ เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดแล้ว เธอบอกว่าจะปิดร้านเพราะไม่มีกะจิตกะใจจะทำร้านต่อไปอีกแล้ว
ศัลย์ถามว่าแล้วแจ้งความหรือยัง ปาริชาติพูดอย่างเจ็บใจว่า
"แจ้งแล้วค่ะ ตำรวจบุกไปที่บ้านเช่านายสมบูรณ์ แต่ก็คว้าน้ำเหลว เขาคงหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ"
ไพลินรำพึงว่าคนเราเดี๋ยวนี้ไว้ใจกันยาก ปาริชาติตำหนิตัวเองว่าพลาดไปเองที่ปล่อยให้ผู้จัดการร้านกับแม่ครัวไปซื้อ ของกันเอง มิหนำซ้ำยังไว้ใจให้เอาเงินไปเข้าบัญชีอีก
"บทเรียนราคาแพงเลยยัยปาเอ๊ย...แล้วนี่คุณพ่อทราบเรื่องรึยัง" ดุสิตถาม
"ยังค่ะ...คุณพ่อน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่คุณปู่นี่สิ พี่ดุสิตห้ามบอกคุณปู่นะคะ ถ้าคุณปู่รู้มีหวังปาโดนเล่นงานอานแน่ๆ"
"อย่าคิดมากนะปา คนเราพลาดกันได้ แต่ต่อไปปาจะทำอะไรก็ต้องระวัง ต้องรอบคอบมากกว่านี้" ศัลย์ปลอบโยนอย่างเห็นใจ ให้กำลังใจ ทำให้ปาริชาติรู้สึกดีขึ้นบ้าง
ooooooo
เย็นวันเดียวกัน เดือนฉายนั่งคุยอยู่กับตะวันในห้องทำงานของนัยนาซึ่งวันนี้ป่วยไม่ได้มา ทำงานเดือนฉายเล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องฟัง ตะวันถามอย่างคาดไม่ถึงว่าถึงกับปิดร้านเลยหรือ
"ใช่ ผู้จัดการร้านมันโกงเงินไปตั้งหลายล้าน พี่ปาเขายัวะก็เลยสั่งปิดร้าน...ฮือๆ พี่ลงไปตั้งห้าแสน ไม่ได้คืนเลยสักบาท!"
ตะวันพลั้งปากสมน้ำหน้าที่ตนห้ามแล้วไม่เชื่อ แต่พอรู้สึกตัวก็ขอโทษพี่สาวปลอบว่า คิดเสียว่าเป็นบทเรียนก็แล้วกัน ถามว่า "พี่เดือนมีอะไรจะให้ผมช่วยก็บอกนะ"
เดือนฉายถามว่าคุณแม่ไปไหน พอรู้ว่าอยู่บ้านพักผ่อนเพราะไม่ค่อยสบาย ทำให้เดือนฉายยิ่งเครียดบ่นว่า "คุณพ่อก็ยังไม่กลับ...พี่ไม่มีเงินติดตัวเลย"
ตะวันจึงเอาเงินของตัวเองที่มีติดกระเป๋าอยู่ 500 บาทให้พี่สาวเอาไปใช้ เดือนฉายรับเงินจากน้องไปด้วยความรู้สึกซึ้งน้ำใจของน้อง
ooooooo
ศิริอยู่ที่บ่อน เขาเล่นเสียไปสองล้านในพริบตาเดียว แต่พอจะกลับก็ถูกลูกน้องของเสี่ยกวงสองคนมาดักไว้ ไม่ยอมให้กลับ บอกว่าเสี่ยมีเรื่องจะคุยด้วย ศิริถามสีหน้าไม่ดีว่า "เรื่องอะไร?"
ครู่เดียว เมื่อเข้าไปพบเสี่ยกวง ศิริก็ได้รับคำตอบโดยไม่ต้องถาม เมื่อเสี่ยกวงพูดขึ้นก่อนว่า
"สายอั๊วรายงานมาว่าโรงแรมลื้อจะเจ๊งแล้ว!" ศิริปฏิเสธว่าไม่จริง เมียตนบริหารดีแขกมาพักเต็มทุกวันจะเจ๊งได้ยังไง เสี่ยมองหน้าศิริสั่ง "งั้นก็โทร.บอกให้เมียลื้อโอนเงินมาใช้หนี้อั๊ว 10 ล้าน"
"10 ล้าน เมียอั๊วจะไปหามาจากไหน"
"ลื้อเพิ่งบอกหยกๆว่าโรงแรมไม่เจ๊ง เมียลื้อก็ต้องมีเงินสิวะ จ่ายมาเสียดีๆ ไม่งั้นลื้อออกไปจากบ่อนอั๊วไม่ได้!" พูดแล้วเสี่ยกวงเอาปืนขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างคุกคามข่มขู่
ooooooo
นัยนานอนพักอยู่ที่บ้าน ปิ่นเข้ามาดูแลถามเรื่องอาหารเธอก็ไม่เอาบอกว่าไม่หิว ถามเรื่องจะไปหาหมอไหม นัยนาก็บอกว่าตนดีขึ้นเยอะแล้วไม่ต้องห่วง มีอะไรก็ไปทำเสีย
ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของนัยนาดังขึ้น ปิ่นจะเดินไปหยิบให้ นัยนาบอกว่าไม่เป็นไรตนรับเอง พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เธอเห็นชื่อศิริ สีหน้าเครียดทันที
"สวัสดีค่ะ...คุณก็รู้ว่าตอนนี้ฉันไม่มีเงินแล้ว..."
ปิ่นไปหยุดที่ประตูแต่ไม่กล้าอยู่ฟังจึงเดินออกไป
ศิริบอกนัยนาว่าตนกำลังแย่ ขอให้โอนมาให้สัก 10 ล้าน ไม่อย่างนั้นเสี่ยกวงเอาตายแน่ๆ
"ฉันจะไปหาเงินมาจากไหนตั้ง 10 ล้าน เงินที่จะจ่ายดอกเบี้ยแบงก์ จ่ายเงินเดือนพนักงานยังหาไม่ได้เลย ฉันช่วยคุณมามากแล้วนะ จนฉันไม่เหลืออะไรติดตัวแล้ว"
"อีกครั้งเดียวน่า ผมขอร้องนะ ไปขอยืมคุณพ่อคุณก่อนก็ได้ ท่านรักคุณมากนะ ท่านต้องให้อยู่แล้ว" ศิริจำต้องอ้อนวอนเสียงอ่อน
"เสียใจค่ะ! คุณพ่อสุขภาพไม่ดี ฉันไม่อยากให้ท่านรับรู้เรื่องแย่ๆแบบนี้ แค่นี้นะคะ" นัยนาตัดบทแล้วตัดสายปิดเครื่องทันที เธอทิ้งตัวลงนั่งสีหน้าเครียดจัด พูดกับตัวเองน้ำตาคลอ...
"ไม่ไหวแล้ว...พอแล้ว...จบแล้ว..."
เสียงนัยนาเครือสะท้านด้วยความขมขื่นเจ็บปวด จากนั้นเธอหยิบกระดาษและปากกาลูกลื่นมาเขียนจดหมาย...เขียนไปร้องไห้ไป...
ooooooo
ศิริอยู่กับเสี่ยกวง เขาหงุดหงิดมากที่นัยนาปิดเครื่อง แต่พอหันไปทางเสี่ยกวงก็อ้อนวอนขอเวลาอีกหน่อย เสี่ยไม่ยอม สั่งต้องเอามาใช้หนี้ตนเดี๋ยวนี้!
"ผมขอร้องนะเสี่ยให้เวลาผมสักอาทิตย์หนึ่ง เมียผมหาเงินไม่ทันจริงๆ"
"ได้! อั๊วจะให้เวลาลื้ออาทิตย์นึง" เสี่ยหยิบปืนขึ้นมา
ถือไว้ "ถ้าลื้อไม่รักษาคำพูด ชีวิตลื้อก็มีค่าแค่กระสุนนัดเดียว! แต่อั๊วก็ต้องขอมัดจำลื้อเอาไว้ก่อน" แล้วเสี่ยก็หันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้อง แต่สั่งลูกน้อง "อย่าให้ถึงตายนะเว้ย...เดี๋ยวหนี้อั๊วจะสูญ...มีแผลติดตัวลื้อจะได้สำนึก ไม่กล้าเบี้ยวอั๊วะ!" เสี่ยหัวเราะเหี้ยม
ลูกน้องเสี่ยสองคนกลุ้มรุมกันเข้าเตะต่อยศิริทันที คนหนึ่งล็อกตัวเขาไว้ อีกคนทั้งเตะทั้งต่อยทั้งเข่าทั้งศอกราวกับเล่นอยู่กับกระสอบทราย สุดท้ายศิริทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ...
ooooooo
ก่อนที่จะนอน ตะวันเดินมาดูแม่ที่ห้องอีกครั้ง เขารู้สึกผิดปกติที่ห้องเงียบและไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย เดินไปดูที่ห้องน้ำประตูห้องไม่ได้ปิด ชะโงกเข้าไปดูก็ไม่มีใคร เขาเริ่มร้อนใจเดินกลับมาที่ห้องนอน อีกครั้ง เหลือบเห็นจดหมายวางอยู่บนโต๊ะ มีโทรศัพท์ มือถือวางทับอยู่ ตะวันปราดไปหยิบอ่านทันที
อ่านจดหมายจบตะวันช็อก ร้อง "คุณแม่!!" แล้วตะโกนเรียกเดือนฉายสุดเสียง "พี่เดือนๆๆ"
ครู่หนึ่งเดือนฉายเปิดประตูเข้ามาอย่างเร็วถามว่ามีอะไรหรือเรียกเสียเสียง ดัง ตะวันน้ำตาคลอบอกพี่สาวว่า "คุณแม่ ทิ้งเราไปแล้วครับพี่เดือน..."
"หา!" เดือนฉายช็อก รับจดหมายจากตะวันไปอ่านด้วยสีหน้าตระหนก
"เดือนฉาย...ตะวัน ลูกรัก...แม่รู้สึกแย่เหลือเกิน... แม่ทนแบกรับภาระหนี้สินต่อไปไม่ไหวแล้ว โรงแรมกำลังจะโดนยึด...บ้านเราก็ติดจำนอง สมบัติที่แม่พอจะมีติดตัวอยู่บ้าง ตอนนี้ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว...แม่แก้ปัญหาไม่ตกจริงๆ หันหน้าไปพึ่งใครก็ไม่ได้...ชีวิตแม่เดินมาถึงทางตันแล้ว...เดือนและวันโกรธ แม่หรือเปล่าลูก ที่แม่ตัดสินใจหนีไปแบบนี้...เดือนต้องใช้เงินให้น้อยลงนะลูก เราจนแล้ว ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเมื่อก่อน... ตะวันก็ต้องเข้มแข็งนะ มีกันแค่สองคนพี่น้อง ดูแลกันให้ดีนะ... ถ้าพึ่งคุณพ่อไม่ได้ลูกต้องไปหาคุณตาทรงยศนะลูก แม่เชื่อว่า ยังไงคุณตาก็ไม่ทอดทิ้งหลาน...รักเดือนกับตะวันเสมอ...แม่"
อ่านจดหมายแม่จบ เดือนฉายร้องไห้โฮคร่ำครวญ "คุณแม่...แม่ทิ้งเดือนไปแล้ว เพราะเดือนกับคุณพ่อแท้ๆที่ทำให้คุณแม่ต้องหนีไปแบบนี้...เดือนขอโทษ... ขอโทษ..."
ตะวันน้ำตาเอ่อ หยิบมือถือของนัยนาขึ้นมาดู พึมพำ "คุณแม่ไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปด้วย แสดงว่าคุณแม่ไม่อยากติดต่อใคร ไม่อยากให้เรารู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน"
"เราจะทำยังไงต่อไปล่ะวัน พี่คิดอะไรไม่ออกแล้ว" เดือนฉายร้องไห้หนัก สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยความเป็นห่วงแม่...
ปิ่นตกใจเมื่อรู้ว่านัยนาหนีไปแล้ว ตะวันถามว่าคุณแม่ สั่งอะไรไว้หรือเปล่า ปิ่นส่ายหน้าแต่เล่าว่า
"เมื่อเย็น ปิ่นเห็นคุณผู้หญิงคุยโทรศัพท์กับคุณผู้ชาย ท่าทางคุณผู้หญิงดูเครียดๆนะคะ"
"ต้องเป็นเรื่องเงินแน่ๆ ทำไมคุณพ่อไม่สงสารคุณแม่ บ้างนะ...ไปตามหาคุณแม่กันเถอะพี่เดือน"
ตะวันชวนพี่สาว แต่พอเดือนฉายถามว่าตามที่ไหนล่ะ ตะวันก็ไม่รู้ ได้แต่พยายามคิดคาดเดาว่าแม่จะไปที่ไหนบ้าง...
ooooooo
ที่แท้ นัยนายังไม่ได้ไปไหนไกล เธอไปนั่งที่สวนรื่นรมย์...สวนที่เคยนัดพบกับสุเทพตอนหนีไปอยู่ด้วยกัน ในบรรยากาศค่ำคืนเช่นนี้ ช่างเหมือนเมื่อครั้งกระโน้นเสียจริงๆ...
นัยนายังจำรายละเอียดเวลานั้นได้ว่าตัวเองถูกทรงยศผู้เป็นพ่อตบหน้าฉาดใหญ่ ด่าว่าเลวมาก...เวลานั้นเธอได้แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวด โดยมีวัลลภยืนอยู่ใกล้ๆ เขาแอบยิ้มสะใจเมื่อเห็นน้องถูกพ่อลงโทษ ทรงยศด่าอย่างเกรี้ยวกราดว่า
"แอบไปคบหากับไอ้เชฟกระจอกจนท้องไส้ขึ้นมา ใครรู้เข้าพ่อแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พ่อเคยห้ามแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับมัน"
"แต่สุเทพเขาเป็นคนดีนะคะคุณพ่อ นารักเขา" แม้จะเจ็บปวดแต่นัยนายังมั่นใจในตัวสุเทพ กลับถูกทรงยศเงื้อมือจะตบอีกครั้ง แต่ชะงักกำมือแน่นตวาดลั่น
"ลูกไม่รักดี ใฝ่ต่ำ หลงผู้ชายจนไม่ลืมหูลืมตา ฉันผิดหวังในตัวแกจริงๆ ฟังนะนัยนา ถ้าแกยังเห็นว่าฉันเป็นพ่อ แกต้องเลิกยุ่งกับมัน ฉันจะส่งแกไปอยู่เมืองนอก คลอดลูกเมื่อไหร่ค่อยกลับมา และแกจะต้องแต่งงานกับคนที่ฉันเลือกให้เท่านั้น!"
"ไม่ค่ะคุณพ่อ! นาจะแต่งงานกับสุเทพ เราจะสร้างครอบครัวด้วยกัน"
"เลิกฝันลมๆแล้งๆ นิยายรักน้ำเน่าของแกมันจบไปแล้ว" ทรงยศจ้องเขม็ง แล้วหันไปสั่งวัลลภ "ลภ เอาน้องสาวแกกลับบ้าน สั่งคนเฝ้าไว้แล้วก็ไล่ไอ้เชฟนั่นไปให้พ้นๆหน้าฉัน"
วัลลภยิ้มสะใจแล้วพานัยนาไปพูดเบาๆ "แกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแน่"
เหตุนี้เอง นัยนาจึงนัดให้สุเทพมารับและหนีไปด้วยกัน จุดนัดพบคืนนั้นคือที่สวนรื่นรมย์แห่งนี้...
คิดถึงอดีตแล้ว นัยนาน้ำตาไหลพรากบอกตัวเองอย่างเจ็บปวดว่า
"ถึงมันจะเป็นนิยายน้ำเน่าที่คุณพ่อท่านปรามาส แต่ฉันก็ไม่เคยลืมอดีตของเราเลย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะต่อสู้เพื่อความรักของเราให้ถึงที่สุด...แต่...ทุกอย่างมันก็สายเกินไป แล้ว..."
นัยนานั่งปล่อยใจให้จมอยู่กับอดีตที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว...
ooooooo
เมื่อเหลือกันอยู่สองพี่น้องไม่รู้จะทำอย่างไร เดือนฉายกับตะวันจึงไปที่บ้านทรงยศเจอวัลลภก่อนจึงเล่าให้ฟัง วัลลภทำเป็นตกใจที่นัยนาหายตัวไป มองสองพี่น้องถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ
เดือนฉายกับตะวันต่างมองหน้ากันอึกอักไม่กล้าเล่าให้ฟัง แต่ที่มุมหนึ่งในห้องลัดดาแอบฟังอยู่
วัลลภเห็นสองพี่น้องอึกอักก็พูดเตือนว่านี่ลุงนะ ไม่ไว้ใจลุงหรือ เดือนฉายจึงตัดสินใจบอกว่าคุณแม่กำลังแย่หมุนเงินไม่ทัน ท่านเครียดมากเลยหนีไป
"ผมเป็นห่วงคุณแม่ครับ เลยอยากมาเรียนถามคุณตา บางทีคุณตาอาจจะทราบว่าคุณแม่อยู่ที่ไหน" ตะวันพูดต่อ
วัลลภบอกหลานทั้งสองว่าดึกแล้วคุณตาคงหลับไปแล้ว รับปากว่าพรุ่งนี้จะรีบถามท่านให้ ได้เรื่องอย่างไรจะรีบโทร.ไปบอก สองพี่น้องหลงเชื่อขอบคุณแล้วลากลับ แต่พอทั้งสองกลับไปแล้ว วัลลภยิ้มเจ้าเล่ห์ พูดกับตัวเองอย่างหมายมาดว่า
"ยัยนาเอ๊ย! เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ ฮื่อ...หายเข้ากลีบเมฆไปเลยนะน้องรัก อย่ากลับมาอีก โรงแรมสยามคอสโมจะได้เป็นของพี่เสียที!"
ลัดดาพึมพำกับตัวเองหน้าเครียดเมื่อเห็นความลิงโลดของวัลลภ...
"คุณลภนะคุณลภ...ทำไมใจร้ายใจดำอย่างนี้..."
ooooooo
ตะวันกระวนกระวายใจจนอยู่เฉยไม่ได้ เขาไปหา รมิดาที่บ้านในคืนนี้เลย เล่าเรื่องแม่ให้รมิดากับสุริยนฟัง รมิดาปลอบให้ใจเย็นๆคาดว่าคุณแม่เขาคงอยากอยู่คนเดียวสักพักเท่านั้น แมนยูฟังอยู่ด้วยมีแก่ใจปลอบตะวันว่าเดี๋ยวคุณยายก็กลับมา ตะวันบอกแมนยู ว่าคุณยายคงไม่กลับมาแล้ว
"ทำไมคุณวันคิดอย่างนั้นล่ะครับ" สุริยนถาม
"คุณแม่ท่านเขียนจดหมายลาเอาไว้ ท่านบอกให้ผมกับพี่เดือนดูแลกันให้ดี ถ้าอยู่กับคุณพ่อไม่ได้ก็ให้ไปหาคุณตาครับ...ผมเป็นห่วงคุณแม่จังเลยครับ" ตะวันเสียงสะอื้น
รมิดาเห็นใจตะวันมาก เธอเอื้อมมือไปบีบไหล่ตะวันเบาๆอย่างให้กำลังใจ แมนยูก็จับแขนตะวันไว้มองหน้าตะวันด้วยแววตาที่เศร้าหมอง
ooooooo
ไม่ทันข้ามคืน ก็มีเรื่องให้ต้องตระหนกอย่างสุดขีดอีกครั้ง เมื่อศิริกลับมาในสภาพสะบักสะบอมพอมาถึงหน้าบ้านก็ทรุดฮวบหมดสติ ปิ่นเป็นคนมาเจอร้องเรียกเดือนฉายให้มาช่วยกันพาส่งโรงพยาบาล
หลังจากนั้น เดือนฉายโทร.ตามตะวันให้รีบไปที่โรง พยาบาลเพราะพ่อโดนคนที่บ่อนซ้อมจนหมดสติไปแล้ว พอรมิดารู้ก็บอกตะวันว่าจะขับรถไปส่งเขาดีกว่า บอกแมนยูให้อยู่กับอายนก่อน
เมื่อศิริรู้สึกตัวขึ้นมา รู้จากเดือนฉายว่าแม่หนีไปแล้ว เขาพึมพำอย่างรู้สึกผิดว่า
"โธ่...คุณนา...เพราะผมแท้ๆ"
"เดือนเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้คุณแม่ต้องหนีไปแบบนี้ คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดอะไรมากนะคะ รักษาตัวให้หายก่อน" เดือนฉายกุมมือพ่อมองด้วยความเป็นห่วง
"ป่านนี้แม่เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ..." ศิริพึมพำด้วยความเป็นห่วงนัยนา
จู่ๆคืนนี้ศัลย์ก็มาที่บ้านรมิดาเจอแมนยูนั่งอยู่ถามว่าทำไมยังไม่นอน จึงรู้จากแมนยูว่ารมิดาไปโรงพยาบาล เขาตกใจพอดีสุริยนเดินออกมา เขาถามว่ารมิดาไปทำอะไรที่โรงพยาบาล
"เรื่องมันยุ่งๆน่ะครับ คุณนัยนาหนีออกจากบ้าน ลูกๆตามหากันให้วุ่น คุณศิริก็ไปโดนนักเลงที่บ่อนซ้อมอีก น่าสงสารครอบครัวคุณนัยนานะครับ"
ฟังแล้วศัลย์หน้าเครียดขึ้นมาทันที
ooooooo
แต่พอตะวันเดินเข้าไปในห้องพักคนไข้ รมิดาตามไปห่างๆหยุดยืนที่ประตูอย่างคนนอก ศิริเห็นตะวันก็เรียกเสียงแผ่วอย่างรู้สึกผิด เสียใจ แต่ตะวันจ้องหน้าพ่ออย่างแข็งกร้าว ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
"สาแก่ใจคุณพ่อแล้วใช่ไหมที่ทำให้คุณแม่หนีเตลิดไปอย่างนี้ ถ้าคุณแม่เป็นอะไรไป ผมจะไม่มีวันให้อภัยคุณพ่อ!" เดือนฉายตกใจเรียกปรามน้องชายเตือนสติว่าคุณพ่อกำลังเจ็บอยู่ แต่ตะวันหยุดไม่ได้แล้ว เขาสวนไปทันทีด้วยสีหน้าขึ้งเครียดว่า
"แล้วคุณแม่ไม่เจ็บใช่ไหม...คุณพ่อโดนอย่างนี้มันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ พี่เดือนก็เหมือนกันคอยสร้างแต่ปัญหาให้คุณแม่ หลงระเริงไปกับความฟุ้งเฟ้อจอมปลอม คุณพ่อเองก็หลงมัวเมาบ้าการพนัน รีดไถสมบัติคุณแม่ไปถลุงในบ่อน จนคุณแม่ไม่เหลืออะไรแล้ว...รู้กันมั่งไหมว่าคุณแม่ต้องแบกรับภาระอะไรบ้าง...คุณพ่อกับพี่เดือนทำร้ายคุณแม่มาตลอด เคยหันไปมองไหมว่าคุณแม่เจ็บปวดกับสิ่งที่พวกคุณทำมากขนาดไหน! น้ำตาของคุณแม่ไม่ได้ทำให้พวกคุณมีจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชอบขึ้นมาเลยใช่ไหม พวกคุณทำให้คุณแม่เจ็บช้ำ พวกคุณคือฆาตกร! ฆ่าคุณแม่ให้ตายทั้งเป็น ผมเกลียดพวกคุณ!!"
ตะวันระเบิดความกดดันทั้งหมดออกมา แสดงถึงความชิงชังที่มีต่อพ่อและพี่ที่กระทำกับแม่ตลอดมา ทำให้เดือนฉายและศิริต่างรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง...
ตะวันพรวดออกจากห้องอย่างทนอยู่ตรงนั้นไม่ได้แล้ว เขาชกกำแพงอย่างบ้าดีเดือด จนรมิดาต้องเข้าไปเตือนสติ บอกให้เขากลับไปขอโทษคุณพ่อเขาเสีย เพราะท่านเป็นผู้ให้ กำเนิด ถึงท่านจะหลงผิดทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร แต่ท่านก็ได้ ชื่อว่าเป็นพ่อ
ตะวันเบือนหน้าหนีอย่างรับไม่ได้ รมิดายังพยายามหว่านล้อมเขาว่า
"มองอีกมุมหนึ่งสิตะวัน พ่อคุณเป็นแค่คนคนหนึ่ง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบที่สุดหรอก คุณพ่อคุณหลงผิดเดินทางผิด แต่ตอนนี้ท่านก็ได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดแล้ว ยิ่งคุณนัยนาหนีไปแบบนี้ ฉันเชื่อว่าคุณพ่อต้องเสียใจที่ท่านเป็นต้นเหตุ..."
เมื่อตะวันเริ่มอารมณ์สงบลง รมิดามองหน้าเขา บอกเขาว่า "อย่ามีทิฐิเลยค่ะ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังแย่ อย่าทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้เลย ให้อภัยท่านเถอะค่ะ ไม่มีความผิดใดในครอบครัวที่ยากเกินการอภัยนะ"
ในที่สุดตะวันรับคำทั้งน้ำตา รมิดาให้กำลังใจเขาให้ เข้มแข็งไว้ กอดและลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยน
ศัลย์ตามมาเห็นภาพนั้นพอดี! เขาจ้องตาไม่กะพริบ พึมพำลอดไรฟัน
"รมิดา! ฮึ! กอดกันกลมไม่รู้จักอายคนอื่น" พูดแล้วยังแอบดูอยู่ เห็นตะวันแยกไปทางหนึ่งและรมิดาก็แยกไปอีกทางหนึ่ง
ooooooo
พอรมิดาเดินออกมา ศัลย์ก็เข้าไปพูดแขวะทันที "เห็นโรงพยาบาลเป็นสวนสาธารณะหรือไง ตอนแม่ป่วยก็กอดกันเสียแน่น นี่พ่อเขาเจ็บก็กอดกันกลมดิก คุณนี่มันเหลือเกิน ชอบให้ผู้ชายกอดรึไง"
รมิดาฉุนกึกที่ถูกแขวะเลยกวนประสาทกลับไปว่าใช่ แล้วไง ศัลย์ขู่ว่าอย่ามากวนเดี๋ยวจะโดนไม่น้อย เธอท้าอีกว่ากลัวจนตัวสั่นแล้วนะเนี่ย เลยโดนศัลย์ดึงเข้าไปกอดไว้แน่น รมิดาตกใจโวยวายให้ปล่อย ถูกศัลย์กวนประสาทว่าตะวันกอดเธอนานแค่ไหนเขาก็จะกอดนานเท่านั้นหรือมากกว่า
สุดท้ายรมิดาจึงต้องบอกว่าที่เขาเห็นนั้นเธอทำเพื่อปลอบใจให้กำลังใจตะวันเท่านั้น ศัลย์จึงยอมปล่อยพูดแก้เกี้ยวว่าแล้วไม่บอกแต่แรก
พอศัลย์ปล่อย รมิดาก็เดินหนีทันที เขาวิ่งตามพลางร้องให้รอ ตามไปถึงลานจอดรถก็อ้อนว่าขอติดรถไปด้วยเพราะรถตนแบตฯอ่อนจอดอยู่ที่บ้านเธอ รับรองว่าจะไม่มีการ ยั่วประสาทหรือแต๊ะอั๋งเธอแน่ถ้าไม่จำเป็น รมิดาฟังแล้วค้อนอย่างหมั่นไส้แต่ก็จำต้องยอมเพราะศัลย์ถือวิสาสะขึ้นมานั่งบนรถแล้ว
ooooooo
เมื่อตะวันกลับไปที่ห้องพักคนไข้อีกครั้ง เขา เข้าไปขอโทษพ่อขอโทษพี่ที่พูดก้าวร้าวเมื่อครู่นี้ ศิริบอกลูกอย่างสำนึกผิดว่ามันก็สมควรแล้วอย่างที่ตะวันพูดจริงๆเพราะตลอดเวลามาตนทิ้งครอบครัวทำร้ายแม่และลูก ไม่เคยดูแล กว่าจะสำนึกก็สายไปแล้ว ตะวันให้กำลังใจว่ายังไม่สาย
"แต่แม่เขาทิ้งพ่อไปแล้ว เขาคงเกลียดพ่อมากนะลูก"
"ไม่ค่ะ คุณแม่ไม่เคยเกลียดคุณพ่อเลย คุณพ่ออย่าร้องไห้นะคะ" เดือนฉายปลอบพ่อแต่ตัวเองก็ร้องไห้ ยอมรับผิดกับตะวันว่าที่ผ่านมาตนเป็นลูกที่แย่มาก เป็นพี่สาวที่ไม่เคย ดูแลน้องเลย ให้สัญญาว่า "ต่อไปนี้พี่จะไม่ทำตัวเหลวไหลอีก พี่จะเป็นลูกที่ดีของพ่อ เป็นพี่สาวที่ดีของน้อง พี่รักน้องนะตะวัน อภัยให้พี่ได้ไหม"
ตะวันบอกว่าตนก็รักพี่เดือน ครู่หนึ่งเธอหันไปมองและจับมือพ่อบอกว่าไม่ต้องห่วงตนกับตะวันจะช่วยกันตามหาคุณแม่ให้เจอ
"ขอบใจลูก...พ่อสัญญานะลูก พ่อจะไม่หันกลับไปเล่น การพนันอีก พ่อจะสร้างครอบครัวของเราขึ้นมาใหม่ ครอบครัวที่อบอุ่น ขอเพียงให้แม่เขากลับมา..."
สามพ่อลูกจับมือและสบตาเป็นสัญญาต่อกันอย่างมีความหวัง...
ooooooo
ฝ่ายศัลย์เมื่อได้ขึ้นนั่งรถของรมิดาแล้วก็ปากเสียอีกจนได้ นั่งแซวว่าสบายจังมีโชเฟอร์สาวสวยขับรถให้ พอถูกรมิดาว่าเอาก็เปลี่ยนเป็นพูดจริงจังว่าสงสารนัยนาไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงแล้ว เธอคงห่วงนัยนามากเพราะเห็นสนิทสนมกันแอบคุยกันบ่อยๆ สุดท้ายก็ยิ้มกวนๆ ถามว่า
"ตกลงคุณจะบอกความจริงผมได้รึยัง...คุณเป็นลูกสาวคุณนัยนาใช่ไหม"
รมิดาตกใจเหยียบเบรกทันที ศัลย์เสียหลักหัวทิ่มไปข้างหน้าแต่กลับจงใจเด้งกลับมาจมูกชนแก้มรมิดาเข้าจนได้ พอถูกด่าก็เฉไฉว่า เธอยังไม่ตอบคำถามตนเลย ครั้นเห็นรมิดาสีหน้าอึดอัดใจก็ตัดบทว่า
"โอเค...ผมเข้าใจ ไม่อยากเซ้าซี้คุณแล้ว ฮื้อ...ง่วงจังเลย ขับรถดีๆนะขอหลับสักงีบ" พูดจบก็เอนหัวพิงไหล่รมิดาทำเป็นหลับไปทันที รมิดาเอ็ดว่ารู้นะว่าแกล้งหลับ ศัลย์ก็ยังพูดไปได้น้ำขุ่นๆว่า "ใครว่าแกล้ง...กำลังหลับอยู่" แล้วซบไหล่รมิดายิ้มอย่างมีความสุข
แต่พอกลับถึงคอนโดฯ เล่าให้ไพลินฟัง ไพลินเปรยๆว่าสงสารตะวัน เลยถูกพี่ชายจับพิรุธว่าแอบคิดอะไรกับตะวันหรือเปล่า ทำเอาไพลินตีหน้าไม่ถูกปฏิเสธตะกุกตะกักว่าเปล่าแล้วทำเป็นบ่นว่า เด็กบ้านั่นร้ายจะตายเดี๋ยวเรียกตนว่าเจ๊ เดี๋ยวก็เรียกป้า ผู้ชายแบบนี้ตนไม่สนหรอก
"ไม่สนน่ะดีแล้ว จะได้ไม่โดนเพื่อนฝูงล้อว่าชอบกินเด็ก" ศัลย์ทำเหมือนไม่สนใจ แต่ไพลินแอบถอนใจโล่งอกที่แก้ตัวจนพี่ชายเชื่อ
ooooooo
วัลลภกับปาริชาติและดุสิตเป็นพ่อลูกที่พ่อก็เลวลูกก็ร้าย เมื่อวัลลภเล่าเรื่องนัยนาหนีไปให้ทั้งสองฟัง บอกว่าตอนนี้สยามคอสโมกำลังจะล้มแล้ว กำชับว่าเรื่องนัยนาหนีไปนี้อย่าบอกให้คุณปู่รู้เป็นอันขาด
ปาริชาติถามว่ากลัวคุณปู่จะช่วยนัยนาหรือ วัลลภชมว่าลูกฉลาดขึ้นมาก เพราะถ้าคุณปู่ช่วยนัยนาโรงแรมสยามคอสโมก็ต้องหลุดมือเราไปแน่ๆ เพราะฉะนั้นทั้งดุสิตและปาริชาติจะต้องช่วยกันปกปิดเรื่องนี้ให้ดี
ระหว่างนั้นเอง เดือนฉายโทร.หาปาริชาติบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย วัลลภเสี้ยมลูกว่า
"เดือนฉายกำลังเดือดร้อน แกรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง"
"อืม...เขาว่าขาดแม่เหมือนแพแตก ตอนนี้ยัยเดือนกำลังจะจมน้ำ ปาคงต้องช่วยน้องนะคะ...แต่จะช่วยให้น้องจมน้ำเร็วขึ้น" ปาริชาตยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินออกไป ดุสิตมองตามยิ้มอย่างชื่นชมพูดอย่างสมใจว่าสมเป็นลูกพ่อจริงๆ
ooooooo
เมื่อไปพบเดือนฉายแล้ว ปาริชาติเล่นบทหน้า เนื้อใจเสือทำเป็นเห็นอกเห็นใจเดือนฉาย แต่พอเดือน-ฉายเอ่ยปากขอเงินที่ลงหุ้นกันเปิดร้านอาหารคืนเพราะตอนนี้ไม่มีเงินใช้เลย ปาริชาติก็ชักสีหน้าใส่ทันที อ้างว่าร้านขาดทุนย่อยยับตนลงไปล้านห้ายังไม่ได้อะไรคืนสักบาท ทั้งเงินต้นและกำไรถูกสมบูรณ์โกงไปหมดแล้ว
ไม่เพียงไม่ให้เงินลงทุนคืนเท่านั้น ปาริชาติยังทวงที่เดือนฉายยืมไปอีกหนึ่งแสนด้วยอ้างว่าตอนนี้ตนกำลังแย่เหมือนกัน
เดือนฉายชะงักอึ้ง มองปาริชาติอย่างผิดหวังมาก นั่งอึดอัดกันอยู่อีกครู่หนึ่งเดือนฉายก็ลุกไป ความสับสนเสียใจ ทำให้เธอลืมกระเป๋าถือไว้ที่เบาะนั่ง จนไปเข้าห้องน้ำจึงนึกได้รีบย้อนกลับมา เห็นกระเป๋ายังอยู่ แต่ปาริชาติกำลังนั่งคุยกับศัลย์ที่โต๊ะเดิม เดือนฉายจึงไปนั่งใกล้ๆได้ยินทั้งสองคุยกันถนัดชัดเจน ได้ยินศัลย์พูดกับปาริชาติว่า
"พี่เพิ่งรู้ข่าวเมื่อคืนนี้ ครอบครัวคุณนัยนากำลังแย่นะ ปาเองก็สนิทกับเดือนฉาย ปาต้องดูแลน้องนะ คอยให้กำลังใจน้องบ้าง"
"ค่ะ ปารักยัยเดือนเหมือนน้องสาวแท้ๆนะคะ เห็นน้องกำลังเดือดร้อนปาก็สงสาร เมื่อกี้ปาก็เซ็นเช็คให้ยัยเดือนไปตั้งสามแสนทั้งๆที่ร้านเราโดนโกง แต่ปาก็อดสงสารน้องเดือนไม่ได้ หนี้เก่าที่ยัยปาเคยหยิบยืมสองสามแสนปาก็ยกให้น้องนะคะ"
ศัลย์ชมว่าเธอทำถูกแล้วคนเราจะเห็นน้ำใจกันก็ยามทุกข์นี่แหละ แต่เดือนฉายฟังปาริชาติแล้วเจ็บปวดจนน้ำตาคลอพึมพำ "ธาตุแท้ของพี่ปา!"
ยิ่งคิดถึงคำสอนของแม่เดือนฉายก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ตลอดเวลามานอกจากไม่เคยทำงานแล้วยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ถึงเวลานี้แล้วเธอบอกตัวเองอย่างเสียใจว่า
"คุณแม่กลับมาหาเดือนเถอะค่ะ เดือนจะไม่เถียงคุณแม่อีก เดือนจะเป็นลูกที่ดี จะช่วยคุณแม่ทำงานทุกอย่าง กลับมานะคะ เดือนคิดถึงคุณแม่เหลือเกิน..."
รมิดาเดินเข้ามาจากอีกมุมหนึ่งเห็นเดือนฉายนั่งร้องไห้ เธอชะงักมองด้วยความเห็นใจ...
ooooooo
เมื่อกลับมาที่ร้านกุหลาบขาว รมิดาทำอาหารสองกล่องเอามาให้แมนยูเอาไปให้เดือนฉายกล่องหนึ่งบอกแมนยูว่าตอนนี้น้าเดือนกำลังเดือดร้อน เราควรมีน้ำใจให้เขา แมนยูรับคำอย่างว่าง่ายทั้งที่เคยถูกเดือน-ฉายแสดงความรังเกียจไม่ชอบหน้า ส่วนอีกกล่องให้ สุริยนขอให้เขาไปนั่งกินเป็นเพื่อนเดือนฉายเธอจะได้ ไม่เขิน สุริยนยินดีทำตามคำแนะนำทั้งที่ตัวเองอิ่มแล้ว
ในยามทุกข์ใจแสนสาหัสนี้ ได้รับน้ำใจจากรมิดาเพียงข้าวกล่องเดียว เดือนฉายก็ซึ้งใจจนน้ำตาคลอ ทั้งยังเป็นฝ่ายขอโทษแมนยูที่เคยพูดจาไม่ดีด้วย
"ไม่เป็นไรครับ แมนยูลืมไปหมดแล้ว" แมนยูยิ้มกว้าง จับมือเดือนฉายปลอบใจ "น้ำเดือนอย่าร้องไห้นะครับ เดี๋ยวคุณยายก็กลับมา"
ส่งข้าวกล่องให้เดือนฉายแล้วแมนยูขอตัวกลับ รมิดาแอบดูรอรับแมนยูอยู่ชมลูกว่าเก่งมากแล้วชวนกันกลับไปทำงานของเราต่อ ส่วนสุริยนก็ถือข้าวกล่องของตัวเองไปนั่งกินเป็นเพื่อนเดือนฉาย ระหว่างนั้นก็พูดปลอบใจให้กำลังใจว่า
"อย่าคิดมากนะครับ ผมเชื่อว่าคุณนัยนาต้องกลับมา ผมกับคุณดาจะช่วยตามหาคุณแม่คุณนะครับ"
"ขอบคุณนะคะ" เป็นคำขอบคุณที่ซึ้งใจจริงๆ
ส่วนไพลินก็ซื้อขนมไปปลอบใจตะวัน บอกกับตะวันที่กำลังสับสนเสียใจอย่างคนมีประสบการณ์ว่า
"เรื่องนี้คุณควรปิดเป็นความลับนะคะอย่าให้พนักงานในโรงแรมรู้เป็นอันขาด ถ้าพวกเขารู้เขาก็จะเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน ปัญหาต้องตามมาไม่หยุดหย่อนแน่ๆ"
"เจ๊นี่ก็ฉลาดนะ" ตะวันยิ้มนิดๆ ไพลินบอกว่ารู้จักคิดมากกว่าเพราะตนทำธุรกิจต้องคิดอะไรรอบคอบเสมอแล้วบอกให้กินขนมเสียเดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อย ตะวันเปิดเห็นเป็นขนมจีบกับซาลาเปา ถามว่าเอาขนมจีบมาให้ เจ๊คิดอะไรกับตนรึเปล่า ทำเอาไพลินเขินบอกว่าซื้อมาเยี่ยมเป็นน้ำใจเท่านั้น
"ยังไงก็ขอบใจนะป้า "ตะวันยิ้มนิดๆ ตามเคย ไพลินทำหน้าเมื่อยบ่นเบาๆว่า
"เซ็ง! เมื่อไหร่จะเลิกเรียกฉันว่าเจ๊ว่าป้าเสียที กินสิจ๊ะน้องชายเดี๋ยวไม่มีแรงตามหาคุณแม่นะ"
ooooooo
นัยนาไปหาสุเทพที่สุสานในวัด วางกุหลาบขาวดอกหนึ่งที่หน้ารูปเขาบอกกล่าวว่า
"ฉันมาเยี่ยมคุณค่ะ เส้นทางชีวิตใหม่ของฉันช่างอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าฉันจะต้องเจออะไรบ้าง สุเทพ...ฉันคิดถึงคุณ" มองรูปสุเทพแล้วก็คิดถึงอดีตที่เคยสู้ชีวิตมาด้วยกัน แล้วก็บอกว่า "ถึงจะเป็นอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ แต่ฉันไม่เคยลืมความรู้สึกดีๆที่คุณมีต่อฉันเลย ฉันรักคุณนะสุเทพหลับให้สบายนะ แล้วฉันจะมาเยี่ยมคุณอีก"
ที่อีกมุมหนึ่ง รมิดา สุริยนและแมนยูถือช่อกุหลาบขาวเดินมาทางนี้พอดี รมิดาเห็นแว้บๆว่านัยนากำลังเดินเลี้ยวไปที่ทางแยก เธอพึมพำ "คุณนัยนา..." สุริยนถามว่าอยู่ไหนไม่เห็นมีใครเลย รมิดายืนยันว่าตนเห็นจริงๆ สุริยนถามว่าตาฝาดรึเปล่า แมนยูก็พูดว่าอาจเป็นเพราะแม่ดาคิดถึงคุณยายมากชวนไปไหว้ คุณตากันดีกว่า รมิดาจึงเดินตามกันไปที่เจดีย์บรรจุอัฐิของสุเทพ
และแล้วรมิดาก็ขนลุกซู่ เมื่อเห็นกุหลาบขาวดอกหนึ่งวางอยู่หน้ารูปสุเทพ เธอหยิบขึ้นดู
"ยังสดอยู่เลย คุณนัยนามาที่นี่..." รมิดาบอกอย่างตื่นเต้น สุริยนกับแมนยูพากันมองหาลุ้นกันว่าต้องได้เจอนัยนาแน่ๆ...
ooooooo










