ตอนที่ 9
อัลบั้ม: เรื่องราวของ 3 สาวพี่น้อง ต่างพ่อแม่ แต่อยู่ในครอบครัวเดียวกันใน "สามใบไม่เถา"
ศศิพิมลกลับไปที่บ้านบุษบาบัณ ถูกเพื่อนด่าว่าขี้แพ้ ยังสู้ไม่ทันครบยกก็ประเคนผู้ชายให้เด็กทอมนั่นแล้ว
“ฉันเหนื่อยที่จะสู้” ศศิพิมลตอบอย่างหมด อาลัยตายอยาก ถามบุษบาบัณว่า “เธอล่ะ...ตัดสินใจยังไงเรื่องหย่า” ถูกฝ่ายนั้นแว้ดใส่ทันทีว่าเป็นแค่คนอาศัยอย่ายุ่งเรื่องส่วนตัว
ที่แท้แล้ว บุษบาบัณกำลังเครียด คิดหนักว่าจะยอมเซ็นใบหย่าหรือไม่เลยพาลอารมณ์เสียไปหมด
รุ่งขึ้นเมื่อไปที่สำนักงานทนายความ หลังจากด่าทอต่อว่าภิสิตว่าได้อิสรภาพจากตนไปด้วยวิธีสกปรกแล้วจึงยอมเซ็นใบหย่า แต่พูดทิ้งไว้อย่างอาฆาตว่า
“อย่าคิดว่าชีวิตใหม่กับนังหนูอินจะราบรื่น มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก!”
“ผมไม่ได้หย่าเพราะหนูอิน ผมต้องการหย่าเพราะเกินจะอดทนแล้ว”
บุษบาบัณปึงปังออกไป ภิสิตมองใบหย่า ยิ้มในนาทีสำคัญที่ได้ชีวิตและอิสรภาพกลับคืนมา
พอกลับถึงบ้านได้รับโทรศัพท์จากป้าอัปสร น้ำเสียงแจ่มใสของเขาทำให้ป้าอัปสรทักว่าอารมณ์ดีเชียว
พอป้าอัปสรรู้ว่าเขาหย่ากับบุษบาบัณแล้ว ก็เฮฮากับป้าแต๋ว ป้าต้อย บอกว่าอย่างนี้ต้องฉลอง ป้าต้อยเสนอ
ต้องเลี้ยงโต๊ะจีนร้อยโต๊ะ ป้าอัปสรบอกว่า “จะไปเลี้ยงโต๊ะจีนลิงที่ลพบุรีด้วย” แล้วพากันหัวเราะกรี๊ดกร๊าดประสา สาวรุ่นใหญ่
ooooooo
หลังจากบุษบาบัณเซ็นหย่ากับภิสิตแล้ว คืนนี้เธอพบกับพงษ์ชัยในผับบอกเขาว่าตนกำลังหาเพื่อนคุยอยู่พอดี นั่งดื่มจนได้ที่แล้วก็พากันขึ้นห้องที่โรงแรมของพงษ์ชัยนั่นเอง
หญิงร่านกับชายหื่นนอนคุยกันบนเตียง พงษ์ชัยถามว่าเธอมากับตนวันนี้ประชดใคร สามีหรือ? เธอพูดอย่างอารมณ์เสียว่าอย่าพูดถึงผู้ชายเฮงซวยนั่นเลย หลงเด็กจนฟ้องหย่าตน พงษ์ชัยจึงรู้ว่าภิสิตติดอินทุอร เมื่อพงษ์ชัยมีเป้าหมายเคลมอุรวสา และบุษบาบัณก็อ่อยแสงฉาน พงษ์ชัยถามว่า
“เราสองคนต้องแยกผัวเมียคู่นี้...แล้วทำไมเราถึงไม่...”
“ร่วมมือกัน...” บุษบาบัณพูดต่อให้อย่างใจตรงกัน
“ถ้าทุกอย่างสำเร็จ คุณจะได้แสงฉาน ส่วนผมได้อุรวสา เราจะเอาผลประโยชน์ทั้งหมดในบริษัทของอัษฎามาแบ่งกัน” บุษบาบัณยิ้มร้าย บอกว่าเราได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ แล้วทั้งสองก็เริงรักฉลองกันอีกครั้ง
ooooooo
สามป้าวางแผนนัดภิสิตกับอินทุอรมาช่วยกันจัดพิพิธภัณฑ์เพลงที่บ้าน ป้าอัปสรแอบกระซิบภิสิตว่าเดี๋ยวให้ขับรถไปส่งหนูอินที่บ้าน อย่าทำเสียแผน
“ผมเชื่อในเรื่องคู่แท้ครับ ผมกับบุษแต่งงานกันมาหลายปียังเลิกกันได้ ถ้าหนูอินเป็นผู้หญิงของผม เราสองคนจะกลับมาพบกันวันหนึ่ง แต่ถ้าไม่ใช่ ผมจะเก็บความรักไว้ในใจตลอดไปครับ” ภิสิตพูดอย่างผ่อนคลายสบายๆ ถูกสามป้าพูดอย่างหมั่นไส้พร้อมกันว่า
“จ้ะ...พ่อพระเอก!!”
ooooooo
วันนี้ขณะอินทุอรกำลังเปิดดูกล่องลายวินเทจแล้วยิ้มหวานอยู่ในห้องนั้น อุรวสาและอันตราในชุดกีฬามาชวนน้องไปตีแบดเห็นน้องดูกล่องปริศนานั่นอีกแล้ว
อันตราอยากรู้มากถามน้องว่ามีอะไรอยู่ในกล่องนั้น อินทุอรทำหน้าอำๆว่า
“ไม่บอก...อินไม่ไปตีแบดด้วยนะคะ ต้องไปช่วยคุณแม่ลิสต์รายการของที่ต้องเอาไปอเมริกา” ยิ้มให้พี่ๆ แล้วออกไป อันตราทำตาโตบอกอุรวสาว่า หนูอินลืมล็อกกล่อง! มองหน้ากันอย่างอยากรู้ อุรวสาติงว่าอย่าเลยเดี๋ยวหนูอินงอนเอา
“ก็อย่าบอกหนูอินสิว่าเราแอบดู คุณวสาอยากรู้ไหมล่ะคะว่าในกล่องมีอะไร” พอพี่สาวบอกว่าอยากรู้แต่เรารู้กันแค่สองคนนะ อันตราก็โอเค แตะมือกันแล้วค่อยๆ เปิดกล่องลายวินเทจ พลันก็มองกันหน้าเหวอ!
ความแปลกใจทำให้ลืมไปเลยว่ามาแอบดูของของน้อง อันตราถือกล่องไปห้องโถงที่บราลีกับอินทุอรกำลังลิสต์รายการของอยู่โวยน้องว่า
“ร้ายนักนะหนูอิน แกล้งให้พวกพี่อยากรู้ว่าในกล่องมีอะไร” บราลีถามว่าแล้วน้องเก็บอะไรไว้ล่ะ
“Nothing ไม่มีอะไรค่ะคุณแม่” อุรวสาตอบพลางเอากล่องให้คุณแม่ดู ปรากฏว่าภายในกล่องว่างเปล่า! อินทุอรบอกว่าในกล่องนี้มีความลับของตน ทุกคนมองอย่างไม่เข้าใจ อินทุอรจึงเอากล่องจากอุรวสาไปเปิดฝากล่องที่มีกระจกเงาส่องตรงหน้า บอกทั้งพี่ๆ และคุณแม่ว่า
“ทุกครั้งที่อินเผลอใจ อินจะพูดกับตัวเองบนกระจกบานนี้ เตือนตัวเองให้ห้ามคิด ห้ามยุ่ง บอกกับใครไม่ได้เลยต้องบอกกับตัวเอง”
อันตราถามโพล่งว่าหนูอินพูดเหมือนไปแอบรักใครเข้า อินทุอรบอกบราลีว่า ตนยังไม่พร้อมบอกคุณแม่ บราลีพยักหน้าอย่างเข้าใจ พออินทุอรถือกล่องออกไป บราลีกับอุรวสานิ่งไปเพราะรู้ว่า “เขา” ที่ว่านั้นหมายถึงใคร แต่อันตราไม่รู้ถามอุรวสาว่าหนูอินแอบรักใครหรือ อุรวสาทำหน้าเอือมทำนองว่า น้องพูดชัดขนาดนี้แล้วยังไม่เก็ตอีก
บราลีนิ่งไปอย่างกังวล ไม่เห็นเลยว่าความรักของอินทุอรกับภิสิตจะลงเอยได้ดี เพราะภิสิตเป็นเพื่อนรุ่นน้องของอัษฎา ผู้ที่หวงลูกคนเล็กอย่างที่สุด
ooooooo
ที่ร้านแสงฉาน หลังจากปิดร้านแล้ว สามหนุ่ม อันได้แก่แสงฉาน ภิสิต และเวศม์ นั่งดื่มน้ำผลไม้กันอย่างครึกครื้น
ภิสิตชูแก้วชวนดื่มให้ร้านอาหารที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าของแสงฉาน แสงฉานชูแก้วดื่มให้กับอิสรภาพของอาสิต ส่วนเวศม์ชูแก้วดื่มให้กับตัวเองที่ว่าที่แม่ยายไม่รังเกียจ
สามหนุ่มสรวลเสเฮฮากันอย่างครึกครื้น จนภิสิต บอกว่าอีก 10 นาทีตนต้องกลับเพราะพรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้า
“อย่าเพิ่งสิครับ คืนนี้มีบอลแมตช์สำคัญ กลับไปดูที่บ้านเดี๋ยววสารำคาญเอา” แสงฉานชวน เวศม์เห็นด้วยเร่งให้เปิดทีวีด่วนเลย แสงฉานลากภิสิตให้นั่งดูบอลด้วยกัน
แสงฉานกับเวศม์เชียร์บอลกันคนละทีม เถียงและเชียร์บอลกันมันจนข้าวของในร้านกระจัดกระจาย ภิสิตที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน มองแล้วส่ายหัวกับคนโตที่ทำตัวเหมือนเด็กทั้งสอง
ดูบอลจนจบ พอจะกลับเห็นสภาพร้านแล้วมองกันอึ้ง ต้องช่วยกันเก็บกวาดวุ่นวายกว่าจะได้กลับ
ooooooo
แสงฉานยังถูกอุรวสาลงโทษให้นอนโซฟานอกห้อง เพราะเหนื่อยจากเก็บกวาดร้านเมื่อคืนทำให้นอนตื่นสาย พอลุกขึ้นเห็นกระดาษบนหลังตู้เขียนด้วยลายมืออุรวสา ก็รีบหยิบอ่าน
“เมื่อคืนคุณกลับดึก...ดูเหนื่อยมาก วสาเลย ไม่ปลุก วสาไปดูงานรีโนเวทโรงแรมที่เกาะช้างนะคะ”
“ไอ้พงษ์ชัย!” แสงฉานคำรามหายเมื่อยหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง คว้ามือถือโทร.หาอุรวสาทันที เธอเดินเลี่ยงจากพงษ์ชัยไปคุย บอกว่าตนไปไม่กี่วันเอง แสงฉานจะไปด้วยให้ได้ จนเธอบอกว่า ตนให้อันตราไปเป็นเพื่อนแล้ว เพราะเห็นเขาเพิ่งเปิดร้านไม่อยากให้ทิ้งร้านไป
อุรวสายังบอกด้วยว่า ตนให้อันตรามาเป็นเพื่อน ทำให้แสงฉานเบาใจ เธอยังพูดให้เขาสบายใจว่า
“ถึงเกาะช้างแล้ว วสาจะโทร.บอกคุณค่ะ”
อันตราสะพายเป้ขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านจะไปสมทบกับอุรวสาเดินทางไปเกาะช้าง แต่พอออกมาก็เจอเวศม์ยืนพิงรถยนต์รออยู่ เธอทำเฉยจะบิดรถผ่าน ถูกเวศม์โดดขวางบอกให้คุยกันก่อน อันตราไม่ยอมคุยแต่เวศม์ก็พูดจนได้ว่า
“วันนั้นคุณต้องเห็นผมกับพี่ศิแน่ๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่มีอะไร” เวศม์ตรงเข้าจับไหล่อันตรา ถูกเธอสะบัดแล้วบิดคันเร่งหนีไปเลย เวศม์ตามไม่ทันยืนมองจนมอเตอร์ไซค์ลับตาไป แล้วถอนใจเฮือก...
อันตราขี่มอเตอร์ไซค์บ่ายหน้าไปยังจุดนัดพบ ระหว่างทางถูกรถตู้คันหนึ่งปาดหน้าให้หยุด แล้วชายสองคนสวมหมวกไหมพรมก็พรวดลงจากรถตู้พุ่งเข้าจับอันตรายัดเข้าไปในรถตู้เอาหมวกไอ้โม่งคลุมหัวทันทีเพื่อไม่ให้เห็นคนในรถ แล้วคนร้ายที่สวมหมวกไหมพรมก็ถอดหมวกออก หนึ่งในนั้นคือ อนุวัติ! พวกมันเอามือถือของอันตราไปปิดเครื่องทันที
อุรวสารอน้องนานผิดปกติโทร.เข้ามือถือก็ปิดเครื่อง สงสัยว่าน้องลืมนัด ถูกพงษ์ชัยเร่งให้รีบไปเดี๋ยวขึ้นเครื่องไม่ทัน อุรวสาลังเลเพราะไม่อยากไปกับพงษ์ชัยตามลำพัง แต่ถูกเขากดดันว่า คนงานไปรอที่เกาะช้างแล้ว ถ้าเธอไม่ไปก็ไม่มีใครคุมงาน อุรวสาจึงตัดสินใจไป
“รีบไปสนามบิน” พงษ์ชัยสั่งคนขับรถ แอบกระหยิ่มกับแผนขั้นต้นที่สำเร็จอย่างง่ายดาย
ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากอนุวัติรายงานว่า “จับตัวเรียบร้อยแล้วครับ” แล้วอนุวัติก็สั่งลูกน้อง “กักตัวไว้สองสามวันแล้วค่อยปล่อยไป”
ooooooo
อันตราถูกใส่หมวกไอ้โม่ง มัดมือ พาไปที่บ้านซอมซ่อหลังหนึ่ง แล้วลากตัวเธอลงจากรถจะพาเข้าไปในบ้านหลังนั้น
อันตราดิ้นสุดชีวิต ต่อสู้จนหมวกไอ้โม่งหลุดเชือกคลาย เธอเตะคนร้ายทั้งสองกระเด็นไปฟุบกับพื้น อันตราพุ่งไปเปิดประตูรถดึงกุญแจรถปาทิ้งแล้ววิ่งหนีสุดฝีเท้า พอคนร้ายทั้งสองลุกขึ้นจะขับรถตามปรากฏว่าไม่มีกุญแจรถมันจึงพากันวิ่งตามทุลักทุเล
เวศม์ขับรถตามหาอันตรา มาเจอรถมอเตอร์ไซค์เธอล้มอยู่ข้างทาง เขาดึงกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกงแล้วขับรถตามหา จนเจออันตราวิ่งหนีคนร้ายมา เวศม์เปิดหน้าต่างรถตะโกนเรียก “อันตรา!”
อันตราเห็นรถเวศม์ก็วิ่งไปเปิดประตูกระโดดขึ้นไป หนีคนร้ายที่ตามมาได้อย่างเฉียดฉิว
เวศม์พาอันตราที่เหงื่อแตกซกและยังเหนื่อยหอบไปนั่งที่ร้านกาแฟ สั่งกาแฟเย็นแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าบอกให้เช็ดหน้าเช็ดตาก่อน แล้วดื่มอะไรเย็นๆ จะรู้สึกดีขึ้น
“ขอบคุณนะ...ทั้งสำหรับผ้าเช็ดหน้าแล้วก็ขอบคุณที่มาช่วยฉันด้วย” เวศม์บอกให้เธอแจ้งตำรวจ “ไม่ดีกว่า ฉันคิดว่าน่าจะเป็นคนที่ฉันไปสืบเรื่องเขาแล้วไม่พอใจ จะสั่งสอนฉันมากกว่า แจ้งไปก็เท่านั้น”
เวศม์พยายามชี้แจงเรื่องที่ศศิพิมลไปหาตนวันนั้นแล้วเธอเห็นจนเกิดเข้าใจผิดกันว่า วันนั้นศศิพิมลไปกู๊ดบายคิสตน ซึ่งตนก็ไม่ชอบแต่ห้ามไม่ทัน อันตราบอกว่าตนไม่อยากรู้ แต่เห็น
“ผมไม่ขอให้คุณเชื่อตอนนี้ แต่ผมขอโอกาสให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองว่าผมจริงใจกับคุณและไม่มีคนอื่นมาเกี่ยวข้องในชีวิตผมอีกแล้ว นอกจากคุณคนเดียว” อันตราถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ได้มาหลอกตนเล่น “ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผมมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วคุณจะรับรู้ถึงความจริงใจของผม”
อันตรามองเวศม์อย่างชั่งใจ สุดท้ายก็พยักหน้า เวศม์ดีใจมาก รีบเอามือพัดให้เธอคลายร้อนดูแลอย่างน่ารัก
ooooooo
เวศม์มาส่งอันตราถึงหน้าบ้าน เธอขอร้องเขาอย่าบอกให้อุรวสากับแสงฉานรู้ ตนไม่อยากให้รู้ถึงคุณพ่อคุณแม่ท่านต้องไม่สบายใจมากแน่ๆ เวศม์รับปาก เธอขอบคุณอีกครั้งแล้วเดินเข้าบ้าน เวศม์มองจนเห็นเธอปลอดภัยแน่แล้วจึงไป
อันตรารีบเข้าบ้านหมายชำระร่องรอยก่อนที่ใครจะเห็น แต่อินทุอรเห็นเวศม์มาส่งเดินตามมาถามถึงในห้องว่าทำไมมากับเวศม์ อันตราอึกอัก อินทุอรย้ำสัญญาที่พี่น้องมีต่อกันว่า มีปัญหาอะไรจะเล่าให้ฟัง อันตราจึงเล่าให้ฟังว่าตนโดนลักพาตัว
หลังจากนั้นอันตราโทร.เล่าให้อุรวสาฟัง อุรวสาแค้นใจประกาศจะลากพวกมันมาติดคุกให้หมด
“อย่าดีกว่าค่ะมันจะเสียงานอันไปกันใหญ่ อันไม่อยากแจ้งความด้วยค่ะ เรื่องแบบนี้คนนอกรู้ก็พูดกันไปจนเลยเถิด” แล้วถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วงว่าพงษ์ชัยลามปามอะไรหรือเปล่า อุรวสาบอกว่าไม่ต้องห่วงตนเอาตัวรอดได้ เตือนน้องว่า
“ต่อไปเราต้องระวังตัว เวลาไปข้างนอกมองหน้ามองหลังให้ดี”
“ค่ะ อันจะไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว แค่นี้นะคะคุณวสา”
พงษ์ชัยแกล้งถามอุรวสาว่าน้องสาวเป็นอะไรหรือ อุรวสาบอกสั้นๆ ว่าไปเจอคนไม่ดีทำร้ายแต่ปลอดภัยแล้ว ชวนเริ่มงานกันเลยดีกว่า งานเสร็จจะได้รีบกลับกรุงเทพฯ
เพื่อยุแหย่และก่อความแตกแยกระหว่างอุรวสาและแสงฉานให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น พงษ์ชัยหลอกล่อให้อุรวสาถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก แรกๆก็ยืนห่างๆ แล้วใกล้เข้าจนไหล่เกยกัน ถ่ายเสร็จก็ส่งไปให้บุษบาบัณ บุษบาบัณเอาไปให้แสงฉานดู
เป็นเรื่องทันที! แสงฉานฝากร้านให้ผู้จัดการช่วยดูแลพรุ่งนี้ตนจะไม่เข้า แค่นี้บุษบาบัณก็หัวเราะสะใจที่แผนบิ๊วด้วยรูปถ่ายได้ผลชะงัด
เวศม์กำลังจะมาเล่าเรื่องอันตราถูกแก๊งรถตู้ฉุดขึ้นรถ มาเจอแสงฉานหน้าบึ้งท่าทางรุ่มร้อนถามว่ามีเรื่องอะไรหรือ แสงฉานเล่าว่าพงษ์ชัยเอางานบังหน้าพาอุรวสาไปเกาะช้าง ถึงเธอจะเอาอันตราไปเป็นเพื่อนแต่ตนก็ไม่ไว้ใจ
“คุณอันไม่ได้ไปเกาะช้าง ที่ผมมาหาคุณจะมาคุยเรื่องเขานี่แหละ อยากให้คุณช่วยดูแล วันนี้คุณอันถูกแก๊งรถตู้ฉุดขึ้นรถ แต่คุณอันเอาตัวรอดมาได้”
แสงฉานมองทะลุทันทีว่าต้องเป็นแผนของพงษ์ชัยกันไม่ให้อันตราไปเกาะช้างด้วย ทั้งเรื่องอุรวสาและเรื่องอันตราทำให้แสงฉานยิ่งอยู่ไม่ได้ เขาขับรถออกไปทันที เวศม์มองตามเพื่อนไปอย่างเป็นห่วง
ooooooo
บราลีกับอินทุอรช่วยกันจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จ บราลีมองลูกสาวตัดสินใจพูด
“หนูอิน แม่ถามอะไรอย่างหนึ่ง ตอบแม่มาตรงๆ นะลูก หนูอินรู้สึกยังไงกับอาสิตคะ”
อินทุอรอึ้งที่แม่ถามเรื่องที่เก็บลึกอยู่ในใจ แต่ก็ตอบแม่ตรงๆอย่างผ่าเผยว่า
“อินรู้สึกดีกับอาสิตค่ะคุณแม่ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้ อินยังต้องไปเรียนต่อ ชีวิตอินยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ...อินทำอะไรตอนนี้ก็ไม่เหมาะค่ะคุณแม่ ทั้งอาสิต ทั้งอินจะดูไม่ดีทั้งคู่”
“หนูโตขึ้นมาก รู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอก”
“ก็อินลูกแม่นี่คะ” อินทุอรกอดแม่อย่างแสนรัก บราลีกอดลูกทั้งรักทั้งเอ็นดูและสบายใจที่ลูกคิดรอบคอบ
อัษฎาพยายามปกปิดอาการป่วยของตน แม้บราลีจะสงสัยแต่ก็ไม่รู้ความจริง วันนี้ได้ยินอัษฎาคุยโทรศัพท์กับหมอ พอเขาเห็นเธอมาก็รีบตัดบทวางสาย ยิ่งทำให้บราลีสงสัย หลอกให้เขาไปคุยกับอินทุอรที่จะเดินทางในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว อัษฎาหลงกล พอเขาออกไป บราลีเช็กเบอร์โทร.ออกสุดท้ายแล้วโทร.ไป
พอรู้ว่าเป็นโรงพยาบาล เธอแสดงตัวว่าเป็นภรรยาของอัษฎาและถามอาการป่วยของสามี
“ไม่ทราบค่ะ คุณต้องถามคุณหมอ”
คำตอบของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทำให้บราลียิ่งกังวล ไม่รู้ว่าอัษฎาเจ็บป่วยเป็นอะไรและทำไมไม่ยอมบอกคนในครอบครัว
ooooooo
แสงฉานไปถึงท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะช้างในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาเครียดมากทั้งเพราะไม่ได้นอนทั้งคืนและร้อนใจเป็นห่วงอุรวสา พอข้ามฟากไปถึงเกาะช้างก็ตรงไปที่โรงแรมของพงษ์ชัยถามหาอุรวสาทันที
หัวหน้าคนงานบอกว่าอุรวสาไปกับพงษ์ชัยแต่ไม่รู้ว่าไปไหน แสงฉานโทร.เข้ามือถือก็โทร.ไม่ติด หัวหน้าคนงานบอกว่าบางจุดบนเกาะสัญญาณไม่ดี แสงฉานร้อนใจแทบจะบ้า ไม่รู้ว่าพงษ์ชัยพาอุรวสาไปไหน
พงษ์ชัยพาอุรวสาไปยังไซต์ก่อสร้างรีสอร์ตอีกแห่งหนึ่ง อ้างว่าให้เธอดูโลเกชั่นไว้ก่อน เสร็จเมื่อไรก็จะใช้บริการออกแบบของเธอ จะได้มีจินตภาพ แม้อุรวสาจะติงว่าที่นี่ไม่เกี่ยวกับข้อตกลงที่ตนมาครั้งนี้ พงษ์ชัยก็ตะแบงว่าในเมื่อมาแล้วก็ดูให้ทั่วจะได้ไม่เสียเที่ยว
ไม่เพียงเท่านั้น พงษ์ชัยยังพาเธอไปที่หมู่บ้านชาวประมงที่ท้ายเกาะอ้างว่ามาหาซื้อของฝากกัน อุรวสา บอกว่าตนไม่อยากซื้อของฝากให้ใครแต่อยากกลับที่พัก พงษ์ชัยก็ทำหูทวนลม เดินไปเรื่อยจนอุรวสาจำต้องเดินตาม
แสงฉานที่ลมเพชรหึงขึ้นถึงขีดสุด ขับรถตามหาจนเจอทั้งสองกำลังเดินซื้อของมองไกลๆเหมือนจู๋จี๋กัน แสงฉานพรวดเข้าไปหน้าตาบึ้งตึงจนอุรวสาตกใจ
“กลับกรุงเทพฯ” แสงฉานเข้าฉุดแขนทันที อุรวสาบอกว่างานยังไม่เสร็จ แสงฉานไม่ฟังเสียงหาว่าเอางานมาอ้างทั้งที่มาเดินเที่ยวกัน ทั้งสองโต้เถียงกันเสียงดังจนชาวบ้านพากันมอง แสงฉานเลยประจานให้ชาวบ้านฟังว่า
“ฟังนะครับทุกคน ผู้ชายคนไหนมีภรรยาแล้วให้ระวังผู้ชายคนนี้” เขาชี้ไปที่พงษ์ชัย “ผู้ชายคนนี้ชอบยุ่งกับภรรยาชาวบ้าน!” ป่าวประจานแล้วลากแขนอุรวสาออกไป
พงษ์ชัยโกรธจนหน้าแดงที่อยู่ๆก็ถูกประจานต่อหน้าชาวบ้าน ตามไปด่า
“คุณอุรวสาดูเป็นผู้ดี ทำไมถึงไปคว้าผู้ชายข้างถนนมาเป็นสามีล่ะครับ”
“อยากโดนต่อยข้างถนนไหมล่ะ!” แสงฉานหันไปจะต่อย พงษ์ชัยเองก็พร้อมจะมีเรื่อง อุรวสาเห็นท่าเรื่องจะบานปลายจึงลากแสงฉานไป กระนั้นแสงฉานก็ยังหันไปชี้หน้าพงษ์ชัยก่อนขึ้นรถพาอุรวสากลับ
ooooooo
ป้าอัปสรและคู่หูทั้งสองยังมุ่งมั่นที่จะจับคู่อินทุอรกับภิสิตให้ได้ วางแผนนัดภิสิตมากินข้าวเย็นที่บ้าน และนัดอินทุอรมาด้วยแต่อุบไว้ไม่ให้ทั้งสองรู้
แผนของป้าทั้งสามคือต้องตีตราจองอินทุอรก่อนที่เธอจะไปเรียนเมืองนอก ป้าอัปสรเอาแหวนมาอวดเพื่อนทั้งสองเล่าอย่างภูมิใจว่า
“แหวนวงนี้ฉันหวงมาก ยัยบุษบาบัณอยากได้ใจจะขาด ถึงกับเคยเอ่ยปากขอ แต่ฉันไม่ให้ ฉันประกาศไว้แล้วว่าแหวนวงนี้ฉันจะให้หลานสะใภ้คนที่ฉันรักเท่านั้น”
สามป้าดี๊ด๊ากันอย่างมีความหวัง
ส่วนภิสิตก็เข้าร้านขายเครื่องประดับเพื่อซื้อเป็นของฝากอินทุอรก่อนไปเมืองนอก เขาขอดูเครื่องประดับอื่นๆ ยกเว้นแหวนที่มีความหมายพิเศษ ระหว่างนั้นศศิพิมลเดินผ่านมาเธอมองภิสิตอย่างสนใจ
ไม่ทันข้ามวัน เธอก็เล่าให้บุษบาบัณฟังขณะกินข้าวกลางวันกัน บุษบาบัณเจ็บใจด่าว่าน้ำหมึกใบหย่ายังไม่ทันแห้งก็คิดจะแต่งงานใหม่แล้ว ศศิพิมลบอกให้เธอปล่อยภิสิตไปเสียเถิด
“เลิกแค้นงั้นเหรอ หึ! ไม่มีวันหรอก ฉันไม่มีความสุขกับความรักของฉันก็เพราะเขา ภิสิตก็ต้องไม่มีความสุข!”
“แต่ตอนนี้ เป็นเธอเองนะที่ไม่มีความสุข ถ้าเธอปล่อยวางได้ เธอจะสงบ พอสงบแล้ว ความสุขก็จะผุดขึ้นมาเองในใจเรา”
“โถ...แม่พระ! สวดมนต์ให้ตัวเองบ่อยๆนะ ชีวิตจะได้เจริญขึ้น!” บุษบาบัณประชดอย่างสมเพช
ooooooo
เมื่อถึงเวลานัด ภิสิตมาเจออินทุอรที่บ้านป้าอัปสร ทักอย่างแปลกใจว่าบังเอิญจังที่ได้เจอกัน
สามป้ามองหน้ากันอย่างมีเลศนัย พอทานอาหารเสร็จก็เอาของหวานที่ป้าแต๋วบอกว่าเตรียมไว้เป็นพิเศษ โดยเอาแหวนใส่ไว้ในขนมหวานให้อินทุอรตักเจอ แต่เจ้ากรรม! ดั๊น...เสิร์ฟผิดถ้วย ถ้วยที่มีแหวนไปอยู่ที่ป้าแต๋ว เลยแผนแตก แต่ป้าอัปสรก็ให้ภิสิตมอบให้อินทุอรอ้างว่า ป้าอัปสรให้เป็นรางวัลที่เธอสอบเข้าสถาบันบัลเล่ต์ได้
ป้าอัปสรกับป้าแต๋วป้าต้อยช่วยกันลุ้นให้อินทุอรใส่ พอเธอใส่ ป้าอัปสรก็พูดเป็นนัยว่า
“แหวนวงนี้ ป้ามั่นใจว่ามันควรคู่กับหนูอินคนเดียวเท่านั้น...ใช่ไหมตาสิต” ถามแล้วมองหน้าภิสิตทำตาปริบๆ
ภิสิตไม่ตอบแต่มองอินทุอรที่ยิ้มอย่างใสซื่อ เพราะรู้ไม่เท่าทันเพทุบายของบรรดาป้าๆทั้งสาม
อินทุอรขับรถกลับถึงบ้านเจอบุษบาบัณนั่งคุยกับบราลีที่โต๊ะในสวน เธอเกรงเสียมารยาทจึงเดินเข้าไปไหว้ บุษบาบัณเห็นแหวนที่นิ้วจำได้ว่าเป็นวงเดียวกับที่ตนเคยขอป้าอัปสร แกล้งทักว่าแหวนสวยดี อินทุอรบอกว่าป้าอัปสรให้ แล้วขอตัวไป บุษบาบัณจิกตาตามอย่างรู้ทันว่าไม่ใช่ป้าอัปสรให้แน่
กลับไปแล้วบุษบาบัณโทร.นัดอินทุอรออกไปคุยกันที่ร้านกาแฟแถวบ้านอ้างว่ามีเรื่องเกี่ยวกับหนูอินโดยตรงไม่อยากพูดทางโทรศัพท์ แต่พออินทุอรออกไปพบ บุษบาบัณเห็นว่าเธอไม่ได้ใส่แหวนแล้ว ถามว่าทำไม อินทุอรบอกว่ามันคับต้องเอาไปแก้
บุษบาบัณได้ช่องโมเมว่าให้ภิสิตไปแก้ให้ บ่นว่าคนอะไรซื้อแหวนให้ไม่ดูให้พอดีนิ้วของหลาน แม้อินทุอรจะบอกว่าภิสิตไม่ได้ซื้อให้ ก็ถูกด่าว่าทำใสซื่อแต่ไม่ธรรมดา ด่าจนอินทุอรทนไม่ได้ลากลับ บุษบาบัณทิ้งระเบิดทันทีว่า
“ผู้ชายมีตั้งเยอะแยะไม่เอา มาแย่งสามีอา”
“อาบุษน่าจะรู้ดีกว่าใครนะคะว่าทำไมอาสิตถึงฟ้องหย่า” บุษบาบัณร้อนตัวถามว่ารู้อะไรมา อินทุอรไม่อยากพูด แต่ถูกด่าว่าทำครอบครัวตนแตกแยกแล้วยังตีหน้าซื่อโยนความผิดให้เมียหลวง อินทุอรโกรธจนทนไม่ได้ โพล่งไปว่า
“อาบุษทำลายชีวิตคู่ของตัวเองต่างหาก อาบุษมีชู้!”
บุษบาบัณตบหน้าอินทุอรฉาดใหญ่ คนทั้งร้านพากันมอง อินทุอรอายจนวิ่งออกจากร้าน พอขึ้นรถขับออกไป อินทุอรคลำแก้มที่ถูกตบยังแดงเป็นปื้น รู้สึกตัวเองไม่เคยอับอายขายหน้าครั้งไหนมากเท่าครั้งนี้ อัดอั้นจนร้องไห้โฮ...
ooooooo
แสงฉานกับอุรวสากลับมาถึงห้องพักวิลล่า แสงฉานกวาดเสื้อผ้าข้าวของของอุรวสาใส่กระเป๋า ทั้งคู่โต้เถียงกันอย่างรุนแรง
พงษ์ชัยตามมาขู่อุรวสาว่าเธอทิ้งงานไม่ได้นะ อุรวสาบอกว่าตนจะโทร.บอกหัวหน้างานว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
“เลิกเอางานบังหน้าเสียที! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภรรยาผมจะไม่ทำงานให้คุณ!” แสงฉานประกาศแล้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามือหนึ่งอีกมือจูงอุรวสาออกไป พงษ์ชัยทำอะไรไม่ได้ก็ระบายอารมณ์เตะข้าวของในห้องกระจุยกระจาย
ลงเรือเฟอร์รี่แล้ว แสงฉานกับอุรวสายังโต้เถียงกันไม่จบด้วยอารมณ์หึงหวงของแสงฉานและความอับอายของอุรวสา ตอนหนึ่งเธอต่อว่าแสงฉานที่ตำหนิตนอย่างรุนแรงว่าทำไมไม่ถามชาวบ้านก่อน “คุณไม่ไว้ใจวสาเลยทำอย่างนี้” แสงฉานสวนทันควันอย่างมีอารมณ์ว่า “แล้วสิ่งที่คุณทำมันน่าไว้ใจไหม!”
สุดท้ายต่างก็แยกกันไปนั่งมองไปในทะเลที่สวยงามด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
กลับถึงคอนโดก็ยังมึนตึงกัน อุรวสาคว้ากระเป๋าเข้าห้องนอนปิดประตูอย่างไม่ต้องการคุยอะไรทั้งนั้น แต่พอเข้าห้องแล้วก็ทรุดนั่งพิงประตูเศร้า
แสงฉานจะเคาะประตูเรียกมาคุยกัน แต่คิดว่าในอารมณ์นี้คงคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยนั่งพิงประตูเศร้าอยู่หน้าห้อง
ooooooo
หลังจากอันตราถูกอุ้มขึ้นรถตู้ครั้งนั้นแล้ว เธอเปลี่ยนมาใช้รถยนต์เพื่อความปลอดภัย แต่เวศม์ก็เป็นห่วง เทียวขับรถตามทุกวันจนเธอบอกว่า ไม่ต้องขับตามหรอกถ้าเห็นไม่ชอบมาพากลก็ล็อกรถได้
หมอตรวจอาการของอัษฎาแล้วเสนอว่าทางที่ดีเขาควรผ่าตัดภายในอาทิตย์นี้ อัษฎาคิดเครียด พอออกจากห้องเจอบราลีนั่งรออยู่ อัษฎาตกใจถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร ขณะเดินคุยกันออกมานั้น อัษฎาบอกบราลีว่าตนเป็นเนื้องอกแต่อาจไม่ใช่มะเร็งก็ได้ หมอแนะนำว่าต้องผ่าตัด แต่ตนยังมีปัญหาเรื่องงานอยู่ และก็ไม่อยากบอกลูกๆ อีกทั้งหนูอินก็กำลังจะไปเรียนต่อด้วย อัษฎาบอกว่าตนไม่บอกลูกๆเพราะไม่อยากเห็นน้ำตาลูก
“ลูกๆจะไม่รู้ จนกว่าผลตรวจชิ้นเนื้อจะออก ถึงวันนั้น ฉันจะเป็นคนบอกลูกเอง คุณให้หมอนัดผ่าตัดเลย ฉันจะโกหกลูกว่าคุณไปต่างประเทศหาหุ้นส่วนร่วมทุน ส่วนฉันจะแอบมาเฝ้าคุณที่โรงพยาบาล”
อัษฎาฟังแล้วเบาใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก ที่มีภรรยาร่วมทุกข์ร่วมสุข เข้าใจ และช่วยแก้ปัญหา
ดังนั้น เช้านี้ระหว่างทานอาหารเช้ามีอุรวสาที่มานอนค้างที่บ้านร่วมโต๊ะด้วย อัษฎาเสนอขึ้นว่า
“อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้เราไปปิกนิกกันดีไหม” อันตราเสนอไปขี่จักรยานกันดีกว่าเพราะเราไม่ได้ไปนานแล้ว อัษฎาเห็นด้วย บราลีบอกอุรวสาให้ชวนแสงฉานไปด้วย อุรวสาจำต้องออกไปโทร.เพื่อไม่ให้มีพิรุธ แต่พอโทร.ไปบอกว่าคุณแม่ชวนเขาไปปั่นจักรยานด้วย แสงฉานถามว่า
“แล้วคุณอยากให้ผมไปไหมล่ะ”
“เอ๊ะ แสงอย่าหาเรื่องนะ”
“ผมไม่ได้หาเรื่อง แค่ถามว่าอยากให้ไปไหม”
“คุณจะมาไม่มาก็เรื่องของคุณสิ” อุรวสาตอบไปอย่างมีทิฐิทั้งที่ใจอยากให้เขามาบรรยากาศจะได้ดีขึ้น
“งั้นผมไม่ไป คุณโทร.ชวนลูกค้ากิตติมศักดิ์ของคุณไปแทนก็แล้วกัน” แสงฉานประชด ทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแย่ลงพอกลับเข้าไปที่โต๊ะ อันตราถามว่า
แสงฉานไปไหม อุรวสาปดว่า ติดงานที่ร้าน ชวนพวกเราไปกันเลย แล้วเดินนำออกไป
ทั้งหมดพากันไปปั่นจักรยานที่สวนรถไฟ เป็นครอบครัวที่อบอุ่น น่ารัก อินทุอรคิดถึงสมัยเด็กๆที่คุณพ่อคุณแม่พามาพักผ่อนกันอย่างนี้
“ต่อไป พ่ออาจจะมาปั่นจักรยานกับพวกหนูไม่ได้อีกแล้ว” อัษฎาเอ่ยขึ้น พอถูกบราลีเรียกเตือนอัษฎาก็พูดเหมือนสั่งเสียว่า ถ้าพ่อมาไม่ได้คุณวสาต้องดูแลน้อง เจ้าอันก็ต้องปกป้องทุกคน ส่วนหนูอินก็ดูแลคุณแม่กับพี่ๆนะ”
บรรยากาศเริ่มเศร้า บราลีพยายามกลบเกลื่อนชวนทุกคนมาเล่นเกมกันดีกว่าใครแพ้ต้อง...
“โดนจั๊กจี้!” ทุกคนพูดพร้อมกันกับเกมที่เล่นกันเป็นประจำ
ทุกคนหัวเราะร่าเริง ทำให้ลืมคำพูดที่เป็นลางของอัษฎาไปชั่วขณะ บรรยากาศผูกพันอบอุ่นของครอบครัวกลับมาอีกครั้ง...
ooooooo
พงษ์ชัยแกล้งอุรวสาด้วยการยกเลิกสัญญารีโนเวทโรงแรมที่เกาะช้างและเรียกค่าเสียหายเกือบห้าสิบล้านหาว่าอุรวสาทิ้งงาน
บอสที่เป็นชาวต่างชาติบอกอุรวสาว่า พงษ์ชัยเป็นลูกค้าสำคัญของบริษัทเราเธอต้องดึงเขากลับมาให้ได้ อุรวสาเครียด โทร.หาพงษ์ชัย เขาสั่งอนุวัติไม่ต้องรับสาย ถึงเวลาที่ต้องใช้ไม้แข็งกับเธอแล้ว บอกอนุวัติแววตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจว่า
“อุรวสาจริงจังกับงาน ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันกลับไปจ้างบริษัท เตรียมตัวรอรับ Working Woman คนนี้บุกมา”
จริงดังที่พงษ์ชัยคาด อุรวสาไปขอพบเขาที่บริษัท อนุวัติบอกว่าพงษ์ชัยไม่สะดวก
“ช่วยไปเรียนคุณพงษ์ชัย ดิฉันมาขอโทษเรื่องที่เกิดที่เกาะช้าง หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันจนจบโครงการ”
“ผมขออนุญาตแนะนำคุณอุรวสา เจ้านายผมชอบดอกกุหลาบสีแดง หากคำขอโทษมาพร้อมกับดอกไม้โปรด คำขอโทษนั้นก็มีน้ำหนักมากขึ้นครับ”
พูดแล้วอนุวัติเดินแยกไป อุรวสายืนเครียด ในขณะที่พงษ์ชัยแอบดูอยู่ กระหยิ่มยิ้มสะใจ
อุรวสาทำตามคำแนะนำของอนุวัติ เธอซื้อกุหลาบแดงในแจกันผูกริบบิ้น เขียนการ์ดด้วยลายมือสวยงามว่า
“ขอโทษค่ะ อุรวสา” แต่เมื่อนั่งมองแจกันแล้วรู้สึกสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่ตัวเองเลย ตนไม่ใช่คนที่จะต้องยอมคนขนาดนั้น
อุรวสาตัดสินใจวางแจกันดอกไม้ไว้หลังโต๊ะทำงาน กดโทรศัพท์บอกบอสว่าตนมีวิธีขอโทษพงษ์ชัยแล้ว
ooooooo
แม้แสงฉานจะไม่สบายใจเพราะมีปัญหากับอุรวสาแต่ร้านยังต้องเปิด วันนี้ ขณะเขายกสปาเก็ตตีขี้เมาไปเสิร์ฟลูกค้าด้วยตัวเองนั้น ได้ยินลูกค้าหญิงพูดเหน็บลูกค้าชายว่า ขี้เมาเหมือนใครก็ไม่รู้
ลูกค้าชายทำเสียงอ่อยง้อ “โธ่..ผมขอโทษ สัญญาว่าจะไม่เมาขนาดนั้นอีกแล้ว”
“แค่นี้ก็จบแล้ว ทำไมไม่รู้จักขอโทษตั้งแต่เนิ่นๆ”
แสงฉานฉุกคิดได้ คืนนี้เขาจึงฝากงานเชฟอื่นให้ทำแทน ตัวเองลิ่วไปที่ทำงานของอุรวสาด้วยใจหมายมุ่งที่จะขอโทษเธอ แต่พอไปถึงไม่เห็นเธอ มองไปเห็นแจกันดอกกุหลาบแดงพร้อมการ์ดที่เธอวางไว้หลังโต๊ะทำงาน พอได้อ่านการ์ดเท่านั้น แสงฉานคิดถึงอดีตที่ตนเคยซื้อดอกไม้ให้ เวลานั้นเธอขอบคุณแต่ไม่รับ บอกว่า “น้ำเน่า”
อารมณ์ที่จะขอโทษมลายหายสิ้น แสงฉานถามเพื่อนร่วมงานของเธอที่เอาแฟ้มมาวางว่ารู้ไหมว่าอุรวสาไปไหน หลังจากนั้นเขาคว้าแจกันกุหลาบแดงใบนั้นลิ่วออกไปที่ร้านอาหารหรู ถามพนักงานว่าคนชื่อพงษ์ชัยจองห้องไหน พนักงานตรวจดูแล้วบอกว่าไม่มี เขาถามว่า แล้วอุรวสาล่ะ จึงรู้ห้องที่จอง
พอเจอห้องแสงฉานผลักประตูเข้าไปเห็นอุรวสากำลังนั่งคุยกับพงษ์ชัยอยู่ เขากระแทกแจกันกุหลาบแดงลงบนโต๊ะปัง! จนทั้งสองสะดุ้ง อุรวสาบอกว่ามีอะไรไปคุยกันที่บ้านเพราะตนกำลังคุยงาน ส่วนพงษ์ชัยพูดยั่วโทสะแสงฉานว่า
“ผู้ชายที่หึงภรรยา เกิดจากสองสาเหตุ หนึ่งไม่มั่นใจในความรักของภรรยา กับสองไม่มั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองไม่ดีพอ เลยกลัวโดนภรรยาทิ้งไปหาผู้ชายที่เหนือกว่า”
ถูกหยามซึ่งหน้าขนาดนี้ แสงฉานกระชากคอเสื้อพงษ์ชัยขึ้นมาทันที เป็นจังหวะที่บอสฝรั่งเข้ามา บอสดึงแสงฉานออก แสงฉานกำลังเลือดขึ้นหน้าไม่ทันดูสะบัดแขนอย่างแรงจนบอสล้ม อุรวสารีบขอโทษบอสแทนสามี พอแสงฉานได้สติก็พูดออกตัวว่าไม่รู้ว่าบอสมาด้วย บอกอุรวสาว่าคุยงานต่อเถอะ แล้วหันหลังเดินดุ่มไปที่รถ
อุรวสาตามมาตำหนิ แต่ในอารมณ์นี้แม้แสงฉานจะขอโทษแต่ก็เป็นคำขอโทษที่พูดส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง
เมื่อกลับถึงคอนโด ต่างก็ยังโกรธกันไม่หาย อุรวสาเข้าห้องนอนปิดประตู และแสงฉานก็ต้องนอนโซฟาต่อไป
ooooooo
ขณะที่อุรวสากำลังมีปัญหากับแสงฉานนั้น อัษฎาอาการปวดหลังกำเริบจนหมดสติต้องส่งโรงพยาบาล อันตราและอินทุอรตกใจมากเพราะไม่รู้อาการเจ็บป่วยของคุณพ่อมาก่อน
บราลีปลอบลูกว่าคุณพ่อเป็นเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต หมอต้องตัดเนื้องอกออกมาก่อนถึงจะวินิจฉัยได้ว่า
เป็นเนื้องอกหรือเนื้อมะเร็ง บอกลูกๆว่าอย่าเพิ่งใจเสีย อุรวสากอดอันตราร้องไห้เป็นห่วงคุณพ่อ แสงฉานมองภาพนั้นด้วยความเห็นใจ
แต่หัวใจของอัษฎาเต้นไม่ปกติ หมอจึงยังไม่ผ่าตัด ต้องรอให้ร่างกายคนไข้พร้อมก่อน
เมื่ออัษฎาฟื้น อินทุอรที่เป็นลูกรักอยู่เฝ้าคุณพ่อไม่ยอมกลับ บราลีจึงให้แสงฉานไปส่งอันตรากับอุรวสากลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอาเสื้อผ้าเครื่องใช้มาให้อินทุอร
รุ่งขึ้นภิสิตรู้ข่าวรีบมาเยี่ยม เจออินทุอรเขาถามอย่างร้อนใจว่า “หนูอิน คุณพ่อเป็นอะไรจ๊ะ” อินทุอรร้องไห้เล่าให้ฟังบอกว่าตนทำใจไม่ได้ ตนเสียคุณพ่อไปไม่ได้ ภิสิตสะเทือนใจกอดอินทุอรปลอบใจ
บุษบาบัณมาเห็นพอดี เธอด่า “ทุเรศ!” จนภิสิตกับอินทุอรผละจากกัน ถามว่าเธอมาได้ยังไง?
“ฉันโทร.ไปที่บ้านหนูอินผู้อ่อนหวาน แม่บ้านบอกว่าคุณอัษฎาป่วย ฉันเลยตั้งใจจะมาเยี่ยม ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นอะไรบัดสีบัดเถลิงกลางโรงพบาบาล!”
ภิสิตพยายามชี้แจงแต่บุษบาบัณที่อารมณ์ค้างอยู่ไม่เพียงด่าภิสิตแต่ยังด่าอินทุอรด้วยว่าฉกสามีตนไปกก ภิสิตลากบุษบาบัณออกไป อินทุอรน้ำตาไหลพราก อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ลากบุษบาบัณออกไปตำหนิ โต้เถียงกันรุนแรง ภิสิตจึงรู้จากบุษบาบัณเองว่า เธอไม่เพียงเคยด่าอินทุอรแต่ยังตบด้วย เขารู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้หนูอินถูกตบ กลับไปขอโทษ อินทุอรบอกว่าไม่ใช่เขา แล้วชวนเข้าไปเยี่ยมคุณพ่อกัน
บุษบาบัณกลับถึงบ้านอย่างคลั่งแค้น บอกศศิพิมลที่ยกอาหารมาให้ว่า กินไม่ลง ภิสิตปกป้องหนูอินอย่างกับเป็นเมีย ศศิพิมลบอกเพื่อนให้ทำใจเสียเถิดเพราะผู้ชายเขาไปแล้ว
“ฉันไม่ยอมให้สิตทิ้งไปเสวยสุขกับนังเด็กนั่นหรอก ตอนนี้ฉันไม่มีข้ออ้างเข้าบ้านนังหนูอินแล้ว คุณบราลีไม่ยอมสอนฉันวาดรูป เธอใช้สายสัมพันธ์กับเวศม์สืบข่าวแม่สามสาวนั่นให้ที”
“ดูฉันเป็นตัวอย่างนะบุษ แพ้แล้วไม่ยอมหยุด สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร”
“แต่บุษบาบัณต้องไม่แพ้! ศิ...ถ้าเธอช่วยฉันทำลายคู่นั้น ฉันจะให้เงินเธอก้อนนึง เธอจะได้เอาไปใช้ที่เมืองนอก”
ศศิพิมลส่ายหน้าแล้วเดินเข้าครัว บุษบาบัณจิกตามองตามไม่พอใจศศิพิมลที่เคยเป็นลูกไล่แต่วันนี้แข็งข้อ!
ด้วยความห่วงใยอินทุอร... คืนนี้ ภิสิตโทร.บอกหนูอินว่าไม่รู้จะปลอบใจอย่างไรดี เลยเปิดเพลงหยาดเพชรให้ฟัง เป็นเพลงแห่งความหลังที่สะกดอารมณ์ของทั้งสองให้ดื่มด่ำกับความหวานของเพลง...
ooooooo
อัษฎาจะไปทำงานทั้งที่ยังป่วย บอกบราลีว่าตนจะไม่ยอมนอนอยู่เฉยๆ ให้ผู้ถือหุ้นปลดออก ภิสิตให้ข้อคิดว่า
“ตำแหน่งประธานบริษัทไปเอาคืนเมื่อไรก็ได้ครับ พี่อัษต้องรักษาตัวให้หายก่อน เจ้าอันกับหนูอินต้องการพ่อ ไม่ได้ต้องการประธานบริษัท”
“แต่ถ้าเป็นพ่อที่ไม่มีงานทำ ช่วยเหลือลูกปกป้องลูกไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม!” อัษฎาพูดอย่างอัดอั้น พลันก็ยิ่งโกรธแค้นพลุ่งพล่านเมื่อเห็นเวศม์ถือกระเช้ามาเยี่ยม ด่าเวศม์ทันที หาว่าเวศม์พาเฮดฟันจ์ต่างชาติมาไล่ทุบหุ้นบริษัทที่ตนสร้างมากับมือ ผู้ถือหุ้นพวกนั้นเลยใช้เป็นข้ออ้างปลดตนออกจากบริษัท ตวาดลั่น “ทำกับฉันขนาดนี้แล้วยังมีหน้ามาเยี่ยมอีกเหรอ!ที่บริษัทฉันต้องพังพินาศก็เพราะแกคนเดียว!”
บราลีกับภิสิตพยายามที่จะให้เขาสงบสติอารมณ์ แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ บราลีเลยพูดเสียงดังว่า
“ที่คุณป่วย...มาจากหลายสาเหตุ โทษเวศม์คนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ...” แล้วหันบอกเวศม์ที่ยืนหน้าเสียอยู่ว่า “ขอบใจที่มาเยี่ยม เธอกลับไปก่อนเถอะ”
เวศม์ไหว้ลาอัษฎากับบราลี มองอันตราเศร้าๆ อันตราเองก็มองเขาอย่างสงสาร...เห็นใจ
ooooooo










