ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ไทรโศก

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ไทรโศก ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

พ.ศ.2460 เมื่อ 93 ปีก่อน...

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ภายในบ้านหลังใหญ่โต แว่วเสียงหัวเราะระริกระรี้ของหญิงสาวคละเคล้ากับเสียงฝนเป็นระยะ

ภายในบ้าน ที่ห้องนอนไม่ไกลจากเตียงนอนนักมีเปลตั้งอยู่ ภายในเปลทารกน้อยวัยเดือนเศษนอนหลับปุ๋ยอยู่ หน้าตาทารกบริสุทธิ์น่าเอ็นดู

แต่ที่เตียงนอนข้างๆนั้น สมบุญผู้เป็นแม่กำลังเริงรักอยู่กับเทพอย่างร่านสวาทเมามันทั้งคู่

ห่างจากลานบ้านไปที่แนวไม้ ร่างหนึ่งโผล่มาท่ามกลางม่านฝน ร่างนั้นหยุดยืนจ้องไปที่บ้านหลังนั้น ตาแดงดั่งไฟด้วยความแค้น!

ขณะที่สมบุญกับเทพกำลังระเริงรักกันอย่างเมามันนั่นเอง ประตูห้องถูกถีบผลัวะ! พร้อมเสียงตะโกนกลบเสียงสายฝนอย่างแค้นคลั่ง

"ไปรักกันในนรกเถอะมึง!!!"

"พี่เยื้อน!!" สมบุญอุทานผละจากอกเทพหน้าซีดเผือด

"เยื้อน!" เทพอุทานหน้าซีดไม่แพ้กัน

เยื้อนไม่สนใจชักปืนออกมาเหนี่ยวไกยิงทั้งคู่จนกระสุนหมด สิ้นเสียงปืน ทารกในเปลแผดเสียงร้องไห้จ้า

หลังจากนั้น ทุกอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปรายไม่หยุด

ooooooo

ที่บ้านปลัดจังหวัดในเมือง

คุณพระธีระรัตน์วัย 35 ปี กำลังให้เพิ่มเด็กหนุ่มวัย 18 ปี ที่คุณพระฯเก็บมาเลี้ยงแต่วัยเยาว์ เขาเรียกคุณพระฯว่า พ่อด้วยความเคารพรัก กำลังจัดเอกสารให้คุณพระฯอย่างเรียบร้อยพิถีพิถัน ถามคุณพระฯว่า

"เที่ยวนี้คุณพ่อจะกลับพระนครกี่วันครับ"

"สัก 3-4 วัน จัดรายงานที่ต้องเอาเข้ากระทรวงฯแยกแฟ้มให้พ่อด้วย แล้วก็รีบเข้านอน ฝนตกหนักอย่างนี้ ถนนคงเละเป็นขี้โคลน ขับรถต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ"

"ครับคุณพ่อ"

ขณะคุณพระฯกำลังจะผละไปนั่นเอง ก็ต้องชะงัก เมื่อมีเสียงทุบประตูดังรัวอย่างเร่งเร้า   คุณพระฯหันไปมองเพิ่มเชิงบอกให้ไปเปิดประตู   พอเพิ่มเปิดประตูก็เห็นเยื้อนเนื้อตัวเปียกชุ่ม ในแขนมีผ้าขนหนูผืนใหญ่ใช้คลุมทารกไว้

"เยื้อน...ไปโดนอะไรมา ใครทำร้ายนาย" คุณพระฯอุทานถามทั้งตกใจ แปลกใจระคนกัน

"กันมีธุระร้อน อยากให้นายช่วย" เสียงเยื้อนร้อนรน ครั้นคุณพระฯถามว่าธุระอะไร   เยื้อนพูดรัวเร็วว่า   "กันเพิ่งฆ่าเมียกับชู้มา"

คุณพระฯซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสาบานกับเยื้อนฟังแล้วตะลึงอึ้ง!

ooooooo

เมื่อพาเพื่อนร่วมสาบานเข้าบ้านแล้ว เยื้อนยังนั่งนิ่งด้วยสีหน้าเคียดแค้นอยู่ จนเมื่อเพิ่มเอาน้ำชาร้อนๆมาเสิร์ฟ และคุณพระฯส่งผ้าขนหนูผืนใหม่ให้ เยื้อนจึงเล่าตาแดงก่ำว่า

"มันสองคนลอบเป็นชู้กันอยู่เป็นปี มันช่วยกันมอมเหล้ากัน แล้วหลอกให้เซ็นสัญญาฉบับหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นสัญญา ค้าขายธรรมดา กันหลงเชื่อเซ็นชื่อให้มันโดยไม่คิดเฉลียวใจอะไรเลย แล้วกันก็มาพบภายหลังว่า มันเป็นสัญญาเงินกู้ที่มียอดเงินมหาศาล อะไรก็ไม่เจ็บใจเท่ากับการที่เมียกันเซ็นเป็นพยานให้มันด้วย"

"นายน่าจะมาปรึกษากันก่อน ไม่น่าวู่วาม" คุณพระฯท้วงติง

"มันเอานักเลงมาขู่บังคับให้กันเซ็นยกที่ดินที่ไทรโศกใช้หนี้ให้มัน" เยื้อนน้ำตาคลอเมื่อเล่าเหตุการณ์นี้ "กันต้อง

จำใจเซ็น เพราะไอ้เทพไอ้ชายชู้นั่น มันเอาปืนมาจ่อที่หัวกัน แล้วให้ไอ้พวกนักเลงลากกันไปซ้อม ตกดึกกันย้อนกลับไปที่บ้าน ก็พบว่ามันนอนระเริงรักอยู่กับเมียกันบนเตียงนอนของกัน ต่อหน้าลูกกัน เหตุผลเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่กันจะกุดหัวมันทั้งคู่!!!"

"แล้วนายจะให้กันช่วยอย่างไร ถ้านายมอบตัวสู้คดี กันรับรองว่าจะช่วยเต็มที่"

"เลี้ยงลูกให้กัน เลี้ยงบานเย็นให้กันได้ไหมเพื่อน" เยื้อนมองด้วยสายตาวิงวอน คุณพระฯนิ่งมองอย่างตรึกตรอง

ในที่สุด คุณพระฯก็รับบานเย็นไว้เมื่อเยื้อนเข้าไปจับแขนบีบอย่างแรงอ้อนวอนให้รับปาก จากนั้นเยื้อนดึงเอกสารที่ซุกอยู่ในเสื้อห่อด้วยพลาสติกหลายชั้นกันเปียกออกมาส่งให้คุณพระฯ มันเป็นโฉนดที่ดินกับสัญญาซื้อขาย เยื้อนพูดอย่างหนักแน่นจริงจังว่า

"กันจะยกที่ดินสองพันกว่าไร่ที่ไทรโศกให้นาย เพื่อเป็นการตอบแทนที่นายรับเลี้ยงดูบานเย็นให้กัน กันจะเซ็นสัญญาขายที่ดินให้นายก่อนวันที่เซ็นให้ไอ้เทพ เพื่อไม่ให้ญาติพี่น้องของมันมาสมอ้างเอาไทรโศกไปเป็นของพวกมันได้ เอ้า...เซ็นสิเพื่อนรัก เวลาของกันเหลือน้อยเต็มทนแล้ว"

นี่เอง ที่ทำให้คุณพระฯต้องพาทารกบานเย็นติดรถมาพระนครด้วยในวันนี้...

คิดทบทวนเรื่องเมื่อคืนแล้ว คุณพระฯหันไปบอกเพิ่มที่ทำหน้าที่ขับรถให้ว่า

"รับปากพ่อเจ้าเพิ่ม ว่าจะเก็บเรื่องระหว่างพ่อกับเยื้อน ที่เอ็งเห็นและได้ยินทั้งหมดเป็นความลับ แม้แต่คุณชื่น เอ็งก็แพร่งพรายให้รู้ไม่ได้"

เมื่อเพิ่มรับคำ คุณพระฯถอนใจหนักๆ ก้มมองเด็กหญิงบานเย็นในอ้อมแขนอย่างเวทนา

ooooooo

เมื่อมาถึงบ้านพักที่พระนคร คุณพระฯส่งบาน-เย็นให้คุณชื่นภรรยาวัย 25 ปี พลางเอ่ย

"ช่วยทีเถอะนะแม่ชื่น ตากิติก็โตพอที่จะวางมือได้บ้างแล้ว นึกว่าเวทนาเด็กมัน" ครั้นคุณชื่นถามว่าพ่อแม่เด็กไปไหนทำไมถึงเอาลูกมาทิ้งไว้กับคุณพระฯ ก็ได้รับคำตอบไม่เต็มเสียงว่า พ่อแม่เด็กไปค้าขายที่พม่าเลยไม่กล้าพาลูกบุกป่าไปด้วยกลัวเป็นไข้ป่า คุณชื่นไม่เอะใจก้มหยอกเอินทารกในมืออย่างเอ็นดู ถามว่าชื่ออะไร พอคุณพระฯบอกว่าชื่อบานเย็นก็ชมว่าชื่อเพราะ ถามทารกน้อยว่าพ่อแม่เป็นใคร

"เป็นเพื่อนรักของพี่ที่แม่ชื่นเองก็รู้จักเป็นอย่างดี" คุณชื่นเงยขวับถามว่าใคร คุณพระฯตอบไม่เต็มเสียงว่า "ก็เจ้าเยื้อนกับสมบุญอย่างไรเล่า"

เท่านั้นเอง ใบหน้ายิ้มแย้มเอ็นดูบานเย็นเมื่อครู่นี้ก็เปลี่ยนเป็นเครียดขรึม ค่อยๆเงยหน้ามองคุณพระฯช้าๆ

เมื่อพาบานเย็นไปนอนที่ห้อง คุณชื่นพูดถึงเยื้อนกับสมบุญอย่างชิงชังว่า

"ผู้ชายใจโลเลกับอีนังผู้หญิงใจต่ำทราม สมสู่กันจนมีมารหัวขนออกมา   แล้วยังมีหน้าส่งมาให้ฉันเลี้ยง...ดี   ฉันจะเลี้ยงแกเป็นอย่างดี ให้สมกับที่พ่อแม่แกทำกับฉัน!!" คุณชื่นจ้องทารกน้อยตาแทบถลน

ooooooo

7 ปีผ่านไป บานเย็นกำลังน่ารักน่าเอ็นดู หนูน้อยถูกเลี้ยงมาอย่างคนใช้   ต้องทำงานเกินแรงกว่าเด็กในวัยนี้   ต้องรู้หน้าที่อย่างเข้มงวด   มิฉะนั้น   ไม่โดนดุก็ต้องโดนตี

วันนี้ บานเย็นรีบเข้ามาขัดรองเท้าให้คุณพระฯ ขณะท่าน จะขึ้นรถไปทำงาน คุณชื่นเดินมาส่ง คุณพระฯลูบหัวหนูน้อยอย่างเอ็นดู ซึ่งขัดหูขัดตาคุณชื่นนัก

คุณพระฯบอกบานเย็นว่าไม่ต้องขัดทุกวันก็ได้ ให้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนพร้อมกิติ เพราะย้ายมาอยู่โรงเรียนเดียวกันแล้ว

แต่พอคุณพระฯออกไปทำงาน คุณชื่นก็เอาพัดจิ้มหน้าผากบานเย็นจนเกือบหงายหลัง หาว่าสาระแนชอบเอาความดีความชอบ ถามว่าทำงานเสร็จแล้วรึยัง พอรู้ว่ายังก็ไล่ให้ไปทำเสียให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ต้องไปโรงเรียน

บานเย็นรีบวิ่งเข้าครัวไปช่วยหวิน แม่ครัวใหญ่ คดข้าวใส่โถแล้วลำเลียงกับข้าวลงถาด หวินหันมองบอกอย่างใจดี เอ็นดูว่าเดี๋ยวตนจัดเอง แต่บานเย็นถือเป็นหน้าที่ช่วยทำแข็งขัน

ครู่หนึ่ง เมื่อลำเลียงอาหารไปตั้งโต๊ะเสร็จบานเย็นคอยรับใช้อยู่ข้างโต๊ะ กิติลูกชายในวัย 11 ขวบของคุณชื่นกับคุณพระฯลงมาในชุดนอนบ่นหิวข้าว คุณชื่นหันไปเอ็ดบานเย็นว่าได้ยินหรือยัง รีบตักข้าวเร็วๆ

คุณชื่นเคี่ยวเข็ญดุว่าบานเย็นสารพัดจนบานเย็นทำงานแทบไม่ทัน เมื่อหวินเข้าช่วยก็ถูกดุว่าไม่ใช่หน้าที่

เมื่อคุณชื่นและกิติทานอาหารเสร็จ บานเย็นเก็บถ้วยชามไปล้าง หวินเตือนว่าให้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเสียเดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทัน บานเย็นก็เร่งมือทำจนเสร็จแล้วจึงไป

แต่พอแต่งตัวหิ้วกระเป๋าลงมา กิติขึ้นรถแล้วและเพิ่มกำลังจะออกรถ บานเย็นรีบวิ่งไป แต่คุณชื่นสั่งเพิ่มให้ออกรถไปเลย เมื่อบานเย็นวิ่งมาถึง รถก็ไปแล้ว คุณชื่นหันมาพูดใส่ว่า

"รถคันนี้มีไว้สำหรับเจ้าของบ้านและคนในตระกูลธีระรัตน์เท่านั้น ใครไม่ใช่ธีระรัตน์ไม่มีสิทธิ์นั่ง จำใส่กะลาหัว เอาไว้"

บานเย็นถามประสาซื่อว่าแล้วตนจะไปโรงเรียนอย่างไร คุณชื่อพูดอย่างใจดำว่าให้เดินไป มีขาก็เดินไป เมื่อก่อนยังเดินไปเดินกลับได้ทุกวัน หรือว่าเปลี่ยนโรงเรียนเข้าหน่อยกลายเป็นขากุดตีนกุดไปแล้ว

หนูน้อยก้มหน้าเดินไปโรงเรียน ไม่มีเสียงร้องขอใดๆทั้งสิ้น...

ooooooo

บ่ายแก่ๆวันหนึ่ง หวินทำของหวาน บานเย็นเพิ่งกลับจากโรงเรียน หวินทักอย่างเอ็นดูว่า

"กลับมาแล้วหรือหนูเย็น หิวไหมคะ พี่หวินทำกล้วยบวชชีเสร็จพอดี" พลางหวินก็ตักให้ถ้วยหนึ่ง บานเย็นในชุดนักเรียนยกมือไหว้ขอบคุณ รับถ้วยกล้วยบวชชีกำลังจะตักเข้าปาก เพิ่มก็เดินเข้ามาบอกว่า

"คุณชื่นให้หาแน่ะหนูเย็น"

บานเย็นชะงัก หวินขอให้กินกล้วยบวชชีก่อนไม่ได้หรือ หนูน้อยรีบบอกอย่างหวาดหวั่นว่า

"ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้าเย็นไปช้า เดี๋ยวคุณท่านจะโกรธ ขนมนี่เดี๋ยวเย็นค่อยกลับมากินทีหลังก็ได้" ว่าแล้วบานเย็นวางถ้วยขนมแล้วรีบวิ่งไป หวินมองตาม เปรยๆอย่างเวทนาหนูน้อยว่า

"จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน คนใช้รึก็มีเป็นสิบ แต่ทำมั้ย...คุณท่านถึงได้เรียกใช้แต่หนูเย็นนักนะ เวรกรรมจริงจริ๊ง!!"

เพิ่มฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเหมือนน้ำท่วมปาก

ooooooo

บานเย็นถูกเรียกตัวไปรีดผ้าของคุณชื่น หนูน้อยรีดอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ขณะกำลังง่วนกับการรีดผ้านั่นเอง กิติมาจากไหนไม่รู้   มาถึงก็ดึงหางเปียจนบานเย็นหน้าหงาย  บานเย็นร้องว่าเจ็บ  ให้ปล่อย

"ลูกไม่มีพ่อแม่อย่างแกเจ็บเป็นด้วยหรือ คุณแม่ฉันบอกว่าแกเป็นเด็กกำพร้า ถ้าไม่มีพ่อแม่แสดงว่าแกออกมาจากกระบอกไม้ไผ่เหมือนอย่างในนิทาน" กิติทำท่าล้ออย่างสนุกสนาน

บานเย็นเถียงว่าตนมีพ่อมีแม่ก็ถูกกิติท้าว่าอยู่ไหนทำไมไม่กล้าออกมา พลางดึงเปียบานเย็นกระชากเล่นอย่างสนุกสนาน บานเย็นได้แต่ร้องบอกให้ปล่อย สุดท้ายกิติยอมปล่อยแล้ววิ่งหัวเราะร่าไป

แต่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว กิติก็สะดุดอะไรบางอย่างล้มลง พอลุกขึ้นได้ก็แผดเสียงลั่น

"โอ๊ย!!คุณแม่ช่วยด้วยครับ...ช่วยด้วย!!"

คุณชื่นได้ยินเสียงกิติแจ้นเข้ามาทันที กิติฟ้องว่าตนถูกบานเย็นผลักล้ม หนูน้อยบอกว่าตนไม่ได้ทำแต่คุณชื่นไม่ฟังเสียง ตรงเข้าไปคว้าไม้แขวนเสื้อเงื้อจะฟาด พลันก็เหลือบเห็นเตารีดมีควันโขมงเลยรีบยกเตารีดขึ้นพักไว้ เห็นเสื้อตัวเองไหม้เป็นรูเบ้อเริ่ม หันไปแผดเสียงใส่บานเย็น

"อีเย็น!!!"

คุณชื่นคว้าไม้แขวนเสื้อไล่ตีบานเย็นไม่ยั้ง หาว่าผลักกิติล้มไม่พอยังทำเสื้อตนไหม้อีก ด่าว่าไพร่เหมือนแม่ใฝ่ต่ำเหมือนพ่อ ตีจนหนูน้อยยกมือไหว้อ้อนวอน

"คุณท่านเจ้าขา...เย็นกลัวแล้วเจ้าค่ะ"

แต่คุณชื่นก็ยังตีไม่ยั้ง จนเพิ่มเข้ามาขอให้พอก็ไม่ฟัง หวินหัวไวร้องบอกว่าคุณพระฯกลับมาแล้วนั่นแหล่ะ คุณชื่นจึงรามือ

หวินพาบานเย็นที่ร้องไห้สะอื้นฮักไปที่เรือนคนใช้ ทายาให้ตามริ้วแดงๆที่แขนขา พึมพำอย่างเวทนา...

"โธ่ถัง...หนูเย็น ดูสิ...ลายพร้อยไปทั้งตัวเลย เจ็บมากไหมคะ"

หนูน้อยไม่ตอบ แต่กลับหันไปถามเพิ่มที่มองอย่างเวทนาอยู่ข้างๆว่าตนมีพ่อมีแม่ใช่ไหม แม่ไม่ได้เป็นไพร่และพ่อก็ไม่ได้ใฝ่ต่ำอย่างที่คุณท่านว่าใช่ไหม

เพิ่มได้แต่กลืนก้อนสะอื้นด้วยความสะท้อนใจ หนูน้อยพูดไปสะอื้นไปว่า

"ท่านจะเป็นอย่างไรในสายตาใครก็ช่าง แต่สำหรับเย็น ท่านคือคนที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต คุณครูเคยสอนว่า   พ่อแม่ เปรียบดังพระอรหันต์ของลูก จริงไหมคะน้าเพิ่ม"

เพิ่มตอบไม่ออก มีแต่หวินที่ทายาไปรำพึงไปอย่างเวทนาหนูน้อยจนน้ำตาซึมว่า

"โถ...แม่คุณ เป็นเด็กเป็นเล็กแท้ๆทำไมถึงได้รู้ความขนาดนี้..."

ooooooo

คืนนี้ ขณะคุณพระฯเอนกายพิงพนักเตียงนอน อย่างผ่อนคลายอยู่นั้น ถามถึงเย็นว่าไปไหน มาหรือยัง เพิ่มบอกว่ามาแล้ว พลางหันมองเย็นในชุดนอนแขนยาวปิดแขนขามิดชิดเข้ามานั่งพับเพียบ ยกมือไหว้คุณพระฯ

"อากาศร้อนจะตายไป ใส่เสื้อปิดแขนปิดขาอย่างนี้ไม่ร้อนหรือเย็น" คุณพระฯถามอย่างเอ็นดู

บานเย็นเหลือบมองคุณชื่นที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งหวาดๆตอบเสียงแผ่วว่า "ไม่ร้อนเจ้าค่ะ"

คุณพระฯให้นวดขาให้ บ่นว่าเดินตรวจงานมาทั้งวัน ล้าเต็มทน บานเย็นรับคำแล้วลงมือนวด คุณพระฯหลับตาลงอย่างสบาย แต่หางตาเหลือบเห็นแขนหนูน้อยที่โผล่จากแขนเสื้อ คุณพระฯลุกคว้าไปดู

หนูน้อยครางเบาๆเพราะคุณพระฯจับถูกรอยที่ถูกหวด คุณพระฯสะดุดใจเลิกแขนเสื้อขึ้นไปเห็นริ้วแดงๆพาดไปถึงต้นแขน ครั้นเลิกขากางเกงดูก็เห็นริ้วแบบเดียวกันพาดยาวไปจนถึงต้นขา

"ไปโดนอะไรมา" คุณพระฯถามอย่างตกใจ เห็นหนูน้อยก้มหน้านิ่ง จึงถามย้ำ "ตอบพ่อมาซิใครทำอะไรลูก"

กิติสบตาคุณชื่นหน้าตาตื่นกลัวความผิด คุณชื่นปั้นหน้าขรึมฟ้องว่า

"ใครจะไปทำอะไรเล่าคะคุณพี่ ก็แอบหนีไปปีนต้นไม้เล่น ดิฉันห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง ดื้อดึงจะไปเสียให้ได้ สุดท้ายก็เลยตกครูดลงมา เฮ้อ...ดิฉันล่ะเหนื่อยใจจริงๆ แม่เย็นน่ะซนเกินกว่าดิฉันจะรับมือไหวแล้วล่ะค่ะ"

เพิ่มมองหน้าคุณชื่นอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะบิดพลิ้วได้ถึงขนาดนี้ ส่วนคุณพระฯฟังแล้วหันมาถามบานเย็นว่าจริงหรือ หนูน้อยกลืนน้ำตาตอบเสียงเครือ

"เจ้าค่ะ เย็นกราบขอประทานโทษคุณท่านด้วยนะเจ้าคะ ที่ทำให้คุณท่านต้องเหนื่อยใจ"

หนูน้อยก้มกราบคุณชื่น แม้คุณชื่นจะทำปึ่งใส่แต่ในใจแค้นที่ถูกหนูน้อยพูดเหมือนตบหน้าอย่างแรง

ooooooo
เมื่อบานเย็นกลับไปแล้ว คุณพระฯนั่งครุ่นคิดครู่ใหญ่อยู่ตามลำพัง จนคุณชื่นเปิดประตูเข้ามาถามว่ายังไม่นอนอีกหรือ คุณพระฯไม่ตอบ แต่กลับพูดว่า

"เธอน่าจะเวทนาเย็นมันบ้าง"

เท่านั้นเอง คุณชื่นก็โวยวายว่าบานเย็นเองก็สารภาพว่า ตกต้นไม้แล้วจะมาว่าอะไรตนอีก คุณพระฯขัดขึ้นว่าถึงท่านจะไม่ได้อยู่บ้านแต่ก็ไม่โง่ คุณชื่นเลยระแวงว่าเพิ่มมาสอพลอฟ้องท่านใช่ไหม คุณพระฯเลยถามตรงๆว่า

"แม่ชื่นตีเย็นใช่ไหม นั่นมันรอยไม้เรียวชัดๆ"

คุณชื่นจนแต้มแต่โทษว่า เพราะบานเย็นทำเสื้อตนไหม้ และยังบังอาจทำร้ายกิติด้วย ตนเลยต้องตี

"เด็กมันแค่เล่นแหย่กันไม่ใช่คิดจะฆ่ากันตาย แม่ชื่นใช้คำว่าทำร้ายไม่ได้หรอก แล้วเรื่องรีดเสื้อผ้าก็ไม่ใช่งานที่ควรแก่ความสามารถของเด็กอย่างเย็น"

คุณชื่นย้อนถามอย่างไม่พอใจว่าจะให้ตนทำอย่างไร ให้บานเย็นนั่งงอมืองอเท้ากระดิกนิ้วใช้ไอ้อีในบ้านทำงานอย่างนั้นหรือ

"เหมือนเจ้ากิติน่ะหรือ ไม่ต้องถึงขั้นนั้นเหรอ"

คุณพระฯเอ่ย

"คุณพี่...ทำไมคะ ทำไมคุณพี่ต้องเกรงใจอะไรนังเด็กนั่นนักหนา พ่อแม่มันเอาภาระมาทิ้งไว้ให้เรา แล้วมันเคยกลับมาดูดำดูดีลูกมันบ้างไหม คุณพี่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำอย่างนี้ มันเท่ากับโยนขี้ให้เราชัดๆ"

"เธอแค้นใจเพราะเธอต้องทนเลี้ยงเด็กที่เป็นลูกของผู้ชายที่เธอเคยรักใช่ไหมแม่ชื่น" คุณพระฯถาม ทำเอาคุณชื่นชะงักเจ็บจี๊ดถึงขั้วหัวใจ คุณพระฯยังพูดต่อ "การที่เยื้อน

ถอนหมั้นเธอแล้วไปแต่งงานกับสมบุญ มันไม่ใช่ความผิดของเย็นสักนิดเดียว เธอลองตรองดูให้ดี" คุณพระฯพูดทิ้งไว้ แล้วลุกจากเตียง

คุณชื่นโกรธจนปากสั่น มองคุณพระฯตาลุก คุณพระฯบอกอย่างตรึกตรองถี่ถ้วนแล้วว่า

"ส่วนเรื่องตากิติ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะส่งแกไปเรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษ ขืนอยู่ที่นี่คงได้ตามใจกันจนกู่ไม่กลับแน่ๆ"

คุณชื่นโกรธจนตัวชา กำหมัดแน่น ถูกขุดคุ้ยเรื่อง เยื้อนที่เป็นแผลลึกในใจไม่พอ ยังจะพรากกิติลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนที่นิสัยถอดแบบจากตนไม่ผิดเพี้ยนไปอีก

ooooooo

1 เดือนต่อมา กิติใส่สูทแต่งตัวหล่อเตรียมเดินทางไปอังกฤษเพื่อเรียนต่อ บรรดาคนใช้มาเข้าแถวส่งถ้วนหน้า กิติเดินยิ้มแย้มผ่านแถวคนใช้ พอจะสุดแถว คุณชื่นก็ดึงแขนไว้ให้หยุดที่บานเย็นและหวิน

บานเย็นทรุดตัวลงขัดรองเท้าให้คุณพระฯเช่นเคย คุณพระฯขยับเท้าออกบอกว่าไม่ต้อง เพราะแค่ไปส่งกิติที่ท่าเรือเท่านั้น คุณชื่นเลยสั่งให้ขัดให้กิติ พูดอย่างภูมิอกภูมิใจว่า

"ขัดให้มันวับกว่าใครในเรือ" แล้วหันไปทางคุณพระฯ "หวังว่าเรื่องขัดรองเท้าแค่นี้คงไม่ทำให้เด็กของคุณพี่เสียเกียรติอะไรนะคะ"

คุณพระฯไม่พูดอะไร บานเย็นทรุดลงนั่งขัดรองเท้าให้กิติอย่างสงบเสงี่ยม กิติขยับเท้าอย่างอารมณ์ดีที่บานเย็นต้องนบนอบให้เสมอกับคุณพระฯ และตัวเองก็จะได้ใส่รองเท้ามันวับกว่าใครในเรืออย่างที่คุณชื่นอยากให้เป็น

ooooooo

พ.ศ.2479 ผ่านไปแล้ว 12 ปี...

บ้านหลังใหม่ของตระกูลธีระรัตน์ ซึ่งรโหฐานกว่าเดิมมาก บรรยากาศคึกคัก เพราะกิติกำลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

เขาเป็นชายหนุ่มในวัย 23 ท่าทางสำอางอย่างนักเที่ยว เขาก้าวลงจากรถยุโรปคันหรู แหงนมองตัวบ้านอย่างพอใจ เอ่ยกับคุณชื่นที่ยืนยิ้มอิ่มเอมใจอยู่ข้างๆว่า

"หรูหรากว่าที่เห็นในรูปถ่ายเสียอีกนะครับคุณแม่"

"จ้ะ ก็คุณพ่อซื้อมาราคาตั้งหลายล้านนี่จ๊ะ"

กิติเดินเคียงมากับคุณชื่น ซึ่งบัดนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหญิงชื่นแล้ว ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ จนมาถึงปลายแถวของบรรดาคนรับใช้ที่มารอรับ คุณหญิงมองบานเย็นที่ยืนก้มหน้าอยู่ปลายแถว ถามเสียงขุ่น

"ยืนนิ่งอยู่ทำไม ขัดให้มันวาวอย่าให้มีขี้ฝุ่นขี้ผงอะไร ติดเข้าบ้านแม้แต่ละอองเดียว"

บานเย็นในวัย 19 ปี รีบทรุดลงแทบเท้ากิติ บรรจงขัดรองเท้าให้ชายหนุ่มทันที กิติมองอย่างพินิจ ถามว่านี่บานเย็นหรือ ไม่มีคำตอบจากสาวน้อย เธอเอาแต่ก้มหน้าขัดรองเท้าอยู่อย่างนั้น

"พ่อกิติถาม หล่อนไม่ได้ยินหรืออย่างไร" คุณหญิงเสียงเข้ม

"ค่ะ...เย็นเอง" บานเย็นค่อยๆเงยหน้าสบตา ดวงหน้าคมเข้มของเธอ ทำให้กิติมองตะลึงอย่างคาดไม่ถึง

ooooooo

ที่ห้องอาหารบ้านธีระรัตน์ อาหารเย็นนี้จัดพิเศษเพื่อต้อนรับกิติ คุณหญิงนั่งประจำที่ตรงข้ามกับกิติ ชายหนุ่มพูดอย่างเสียดายว่า

"คุณพ่อน่าจะอยู่บ้านนะครับวันนี้ จะได้รับประทานข้าวด้วยกัน"

"เรียกคุณพ่อเฉยๆ ไม่เหมาะแล้วนะจ๊ะลูก เรียกเจ้าคุณพ่อจะเหมาะกับตำแหน่งเจ้าคุณธีระรัตน์บรรดาศักดิ์ใหม่ของท่านมากกว่า"

กิติถามว่าตอนนี้เจ้าคุณพ่อติดราชการอยู่ที่ไหน คุณหญิงบอกว่าที่ไทรโศก ไปกับเพิ่มตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว คุณหญิงพูดอย่างให้กำลังใจกิติว่า

"แต่ท่านสัญญานะว่ากลับมาเมื่อไหร่ จะเลี้ยงฉลองต้อนรับลูกกลับพระนครให้ใหญ่โตทีเดียว"

พอดีบานเย็นถือถาดของหวานเข้ามา เธอประหม่าเมื่อประสานสายตาที่โลมเลียของกิติที่เป็นหนุ่มเต็มตัว จึงเลี่ยงไปเสิร์ฟคุณหญิงก่อน แต่พอหันมาเสิร์ฟกิติก็ถูกเขาเอามือลูบไล้แขนอย่างลวนลาม พูดกรุ้มกริ่มเมื่อตักขนมหวานเข้าปากว่า

"แหม...หวานละมุนนุ่มลิ้นเหลือเกินครับคุณแม่"

บานเย็นยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม่คิดว่าเขาจะกล้าขนาดนี้ ขณะบรรยากาศกำลังนิ่งเงียบนั่นเอง หวินวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาละล่ำละลักบอกอย่างตกใจสุดขีด

"คุณหญิงเจ้าคะ เจ้าคุณค่ะ...พี่เพิ่มส่งคนมาบอกว่าเจ้าคุณรถคว่ำที่ไทรโศกเจ้าค่ะ"

ทุกคนช็อกกับข่าวร้ายนี่!

ooooooo

ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุรถยนต์คว่ำ เจ้าคุณฯในวัย 50 นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานในบ้าน เพิ่มที่เพิ่งไปเก็บค่าเช่านาและค่าข้าว ก็หิ้วถุงเงินมาวางไว้ตรงหน้า บอกท่านเจ้าคุณฯว่า

"ค่าข้าวและค่าเช่าที่นาที่ไทรโศกครับเจ้าคุณพ่อ ทั้งหมดหนึ่งล้านห้าพันบาทครับ"

ท่านเจ้าคุณฯหยิบถุงเงินมานับ นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความยินดี

ครู่หนึ่งมีเสียงเรียกชื่อท่านดังขึ้น "เกิด...เกิด...เกิด..." ท่านหันมองหาที่มาของเสียงก็พบแต่ความว่างเปล่า เพิ่มเองก็ออกไปแล้ว ทันใดนั้นเสียงเรียกดังขึ้นอีก "เกิด...เกิด...เกิด..."

ท่านเจ้าคุณพ่อฯมองไปรอบตัวเลิกลั่ก แต่พอหันมองตรงที่เพิ่มนั่งอยู่เมื่อครู่ ก็ปรากฏหน้าเยื้อนจ้องเขม็งในระยะประชิด พูดเสียงเย็นเยียบ "สัญญา..."

หลังเกิดอุบัติเหตุผ่านไป 1 เดือน ท่านเจ้าคุณฯพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านธีระรัตน์ที่ไทรโศก จู่ๆเจ้าคุณก็ผงะ เบิกตาโพลง ร้องลั่น

"อย่า!!!!"

บานเย็นโผเข้าไปจับมือเจ้าคุณฯ ท่านก็ยังร้องและสีหน้าตื่นตระหนก ร้องแต่ว่า อย่า...กลัวแล้ว...กลัว จนบานเย็นต้องเข้าไปบอกไกล้ๆว่า

"ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ เย็นอยู่นี่ นี่บานเย็นนะเจ้าคะ เจ้าคุณพ่อ"

เมื่อได้สติ เจ้าคุณฯหันมองบานเย็น อาการหอบก็ค่อยๆสงบลง ถามว่าคุณหญิงกับกิติไปไหน บานเย็นบอกว่าเข้าเมืองไปซื้อยามาให้ท่าน เจ้าคุณฯน้ำตาคลอ พูดเสียงเครือ...

"ทำไมพ่อไม่ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องเป็นภาระกับทุกคนอย่างนี้ พ่ออยากตาย อยากตายเหลือเกิน เย็นเอ๊ย..."

บานเย็นได้แต่จับมือเจ้าคุณฯบีบเบาๆด้วยความสงสารจับใจ...

เมื่อกลับไปที่ห้องครัวหวิวถามว่าเป็นอะไร หน้าตาดูไม่สบายใจเอาเสียเลย บานเย็นเล่าว่า

"เจ้าคุณพ่อฝันร้ายอีกแล้วจ้ะพี่หวิน ฝันอย่างนี้อยู่เป็นเดือนๆแล้วนะจ๊ะ"

"เฮ้อ...นี่ไม่รู้เวรกรรมอะไร ทำมั้ย...คนดีๆ อย่างท่านถึงต้องมารถคว่ำกลายเป็นอัมพาตแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ เฮ้อ..."

เพิ่มนั่งอยู่ด้วยเขานิ่งคิดถามตัวเองในใจว่าเจ้าคุณพ่อของเขาเป็นคนดีจริงหรือ ในขณะที่หวินก็ยังคงพูดต่อ บอกให้เพิ่มไปเก็บดอกแคมาให้อีกสักตะกร้าเพราะท่านชอบแกงส้มดอกแค

ปรากฏว่าเพิ่มคิดตกอยู่ในภวังค์ ไม่ได้ยิน พอรู้สึกตัวก็ถามหวินว่าอะไรนะ บานเย็นจึงอาสาไปเก็บเอง คว้าตะกร้าเดินลิ่วไปยังต้นแคที่คันนา

ooooooo

บานเย็นพยายามเก็บดอกแคให้ได้มากที่สุดเพราะเจ้าคุณฯชอบแกงส้มดอกแค เก็บที่เอื้อมถึงจนหมดก็ปีนขึ้นไปเก็บได้เต็มตะกร้าจึงหิ้วตะกร้ากระโดดลงมา แต่จังหวะไม่ดีเลยหงายผลึ่ง รีบลุกขึ้นจะคว้าตะกร้าพลันก็ตะลึงงัน เมื่อเห็นงูเห่าแผ่แม่เบี้ยหราอยู่แค่ไม่ถึงวา!

บานเย็นนิ่งงันแข็งทื่อเป็นหุ่นอยู่ตรงนั้น พอได้สติ ก็ค่อยๆกระถดหนี งูเห่าชูคอแผ่แม่เบี้ยเลื้อยตามทำท่าจะฉก

"ช่วยด้วย..." บานเย็นร้องสุดเสียง ลุกได้ก็วิ่งเตลิดไปจนปะทะเข้ากับแผงอกอันแข็งแรงเปลือยเปล่าของใครคนหนึ่งเข้า บานเย็นเหลือบมอง เห็นชายหนุ่มเจ้าของแผงอกกว้างคนนั้นถือสุ่มดักปลายืนนิ่งอยู่ เธอพึมพำ..."ช่วยด้วย..." พลางหันมองไปทางงูเห่าที่อยู่ข้างหลัง

ชายคนนั้นเห็นงูก็ถือสุ่มเข้าไปล่องูเบนไปจากบานเย็น อีกมือก็ดึงบานเย็นให้ไปแอบอยู่ข้างหลังตัวเอง ล่อจนได้จังหวะก็โยนสุ่มทิ้ง พองูฉกไปทางนั้น เขาก็กระโดดคว้างูไว้ได้ด้วยมือเปล่า

บานเย็นหลับตาปี๋ด้วยความหวาดเสียว พอชายหนุ่มเห็นสีหน้าเธอเขาก็เหวี่ยงงูเข้าป่าไปแล้วหันกลับมายิ้มฟันขาวกับบานเย็น

บานเย็นวิ่งไปเก็บตะกร้าดอกแคพลางหันมาขอบคุณ "ขอบคุณมากนะ" ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มไปยิ้มมาไม่ตอบอะไร บานเย็นพูดอย่างรู้สึกซึ้งน้ำใจเขาว่า

"ฉัน...ต้องไปแล้วล่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้"

พูดแล้วบานเย็นหิ้วตะกร้าดอกแคจ้ำอ้าวไป ชายหนุ่มมองตามไปอย่างตะลึงในความงามของบานเย็น โดยตลอดเวลาไม่มีเสียงพูดออกมาแม้แต่คำเดียว

เขาคือนายใบ้ผู้เป็นใบ้แต่กำเนิดนั่นเอง!

ooooooo

กลับถึงบ้าน บานเย็นรีบเอาดอกแคไปล้างที่ลานหลังบ้าน จู่ๆก็มีมือแข็งแรงมาโอบกอดจากข้างหลัง บานเย็นตกใจหันไปมองเห็นหน้ากิติอยู่ใกล้แค่ฝ่ามือกั้น เธอร้องห้าม พลางขยับถอย กิติมองตาเป็นมัน ขอชื่นใจสักหน่อยเพราะไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี โตขึ้นทั้งสาวทั้งสวยจนอดใจไม่ไหวแล้ว

กิติพุ่งเข้าไปกอดบานเย็นไว้แน่น เธออ้อนวอนให้ปล่อยเกรงคนมาเห็น แต่ไม่ทันไร เสียงคุณหญิงก็แว้ดขึ้นว่า "อะไรกันน่ะ"

กิติผละจากบานเย็นรีบแก้ตัวว่า มาดูว่าเย็นนี้บานเย็นจะทำอะไรให้เรารับประทานกัน คุณหญิงรู้ทัน พอบานเย็นบอกว่าแกงส้มดอกแค คุณหญิงก็ไล่ให้รีบไปทำเสีย แล้วชวนกิติไปหาท่านพระครูฯ

"อย่านึกว่าแม่ไม่รู้นะว่าลูกคิดอะไรอยู่ ผู้หญิงดีๆมีออกเต็มพระนคร อย่าเอาตัวมาเกลือกกลั้วกับคนใช้เลย แม่ขอเถอะ" คุณหญิงเอ่ยขณะเดินออกมาด้วยกัน

"โธ่...คุณแม่...ธีระรัตน์อย่างผม ไม่มีวันเอาไพร่มาทำเมียหรอกครับ แค่บางครั้งนึกอยากทำอะไรสนุกๆบ้างก็เท่านั้นเอง อย่าห่วงไปเลยครับ" กิติกอดประจบคุณหญิง แล้วพากันเดินไป

ถึงกุฏิท่านพระครูโสภณศิริธรรมที่วัดไทรโศก สองแม่ลูกเข้าไปนมัสการโดยเอาบานเย็นไปด้วย คุณหญิงถามพระครูฯถึงดวงชะตาของท่านเจ้าคุณฯว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพอจะทราบไหมว่าทำไมท่านเจ้าคุณฯถึงได้ฝันร้าย ท่านเพ้อเหมือนกับว่ากลัวใครจะตามมาเอาชีวิตอยู่ตลอดเวลา

"ชีวิตคนเรามันมีเกิดแก่เจ็บตายนะโยม ความตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นวัฏสงสารที่เราต้องเผชิญกับมันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะเจอก่อนเจอหลังเท่านั้น คนเราทำกรรมมาไม่เหมือนกันโยม ถ้าทำกรรมดี เวลาจะจากโลกนี้ไป ก็ไปได้โดยสงบ แต่ถ้าทำกรรมชั่วเอาไว้ เจ้ากรรมนายเวรก็จะมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆทำให้ทรมานไปจนกว่าจะหมดลม"

คุณหญิงหน้าสลด ถามเสียงเครือว่า "ท่านจะมีเวลาอยู่กับดิฉันและลูกอีกนานไหมเจ้าคะ" พระครูฯไม่ตอบ แต่ถอนใจให้รู้เป็นนัย

เวลาเดียวกันนั้น เจ้าคุณฯนอนหายใจหอบอยู่บนเตียงที่บ้าน มีเพิ่มคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

"พ่อคงไม่รอดแน่แล้วเจ้าเพิ่ม เอ็งช่วยไปตามคุณเจนให้พ่อที่ บอกเขาให้โทร.ตามหลวงนิติธรรมและพระปรีชาเวทย์ มาเป็นพยานให้พ่อด้วย พ่อจะทำพินัยกรรม"

"เจ้าคุณพ่อ..." เพิ่มใจคอไม่ดี

"ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คุณหญิงกับเจ้ากิติรู้เป็นอันขาด เข้าใจไหม"

เพิ่มพยักหน้าหัวใจว้าวุ่น สมองอื้ออึงไปหมด...

ooooooo

ระหว่างนั้น คุณหญิง กิติ และบานเย็นยังอยู่ที่กุฏิท่านพระครูฯ ฟังท่านเทศน์ใจคอไม่ดี

"ถ้าโยมทำความเข้าใจกับมันได้ โยมก็จะไม่ทุกข์ใจ เรื่องโยมเจ้าคุณฯ คิดเสียว่าโยมเองก็ต้องตายตามท่านไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลานั้น ก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่โยมจะได้เร่งสร้างบุญสร้างกุศล อย่าได้ก่อเวรกรรมอะไรอีก ข้อหลังนี้ อาตมาขอเตือน"

ขณะนั้นเอง ใบ้หิ้วกาน้ำชาขึ้นมาเติมให้พระครูฯ และเสิร์ฟน้ำให้คุณหญิง กิติ และบานเย็น พอเห็นใบ้บานเย็นยิ้มให้อย่างดีใจ ใบ้ดีใจยิ่งกว่ายิ้มไม่หุบ พระครูฯหันบอกใบ้ว่า

"กราบคุณหญิงท่านเสียสิ คุณหญิงท่านเป็นภริยาของท่านเจ้าคุณธีระรัตน์ เจ้าของไทรโศกและเป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างวัดนี้" เมื่อใบ้ยกมือไหว้คุณหญิงท่วมหัว พระครูฯแนะนำอีกว่า "แล้วนั่นก็โยมบานเย็นลูกหลานท่านเจ้าคุณฯ" ใบ้ยกมือไหว้ บานเย็นยิ้มหวานให้

คุณหญิงถามว่าเป็นเด็กวัดมาอยู่ใหม่หรือ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พระครูฯเล่าว่า

"มันเพิ่งมาอยู่นี่เมื่อไม่นานนี้แหละโยม เมื่อก่อนอยู่บ้านหนองปลาดุกกับยายอ่อนหมอตำแย พอยายอ่อนย้ายมานี่ มันก็เลยตามมาดูแล"

"หน่วยก้านดีนี่ ชื่ออะไรล่ะ" คุณหญิงถาม ใบ้ไม่ตอบเอาแต่นั่งยิ้ม ถูกคุณหญิงตำหนิว่า "ผู้ใหญ่ถามทำไมไม่ตอบ"

"มันตอบไม่ได้หรอกโยม มันชื่อใบ้ ก็เป็นใบ้สมชื่อนั่นแหละ" พระครูฯหัวเราะ

บานเย็นเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ที่เธอพูดกับใบ้แล้วเขาไม่ตอบแม้แต่คำเดียว ที่แท้ก็เพราะเป็นใบ้นี่เอง...

ooooooo

ตอนที่ 2

เมื่อ 19 ปีก่อน ตอนนั้นคุณหลวงฯยังเป็นคุณพระธีระรัตน์ ในคืนที่เยื้อนอุ้มทารกน้อยบานเย็นมาหาและอ้อนวอนให้คุณพระฯช่วยรับเลี้ยงดูลูกให้นั้น เมื่อคุณพระฯตกปากรับคำและเซ็นชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินยื่นคืนให้เยื้อนแล้ว เยื้อนบอกเพื่อนร่วมสาบานว่า

"นายเก็บไว้เถอะ นับตั้งแต่นี้ต่อไป ที่ดินสองพันกว่าไร่ ที่ไทรโศกเป็นของนายโดยชอบธรรมแล้ว"

"นอกจากกันจะเลี้ยงบานเย็นให้แล้ว กันสัญญาว่าจะช่วยวิ่งเต้นคดีให้นายเอง"

"กันไม่รบกวนนายถึงขั้นนั้นหรอก ขอแค่ข้อเดียว ขอให้นายเลี้ยงดูบานเย็นด้วยความรักและเมตตาเท่านั้น"

"กันสัญญา" คุณพระฯรับคำหนักแน่น

คุณหลวงฯเวลานี้ที่เป็นอัมพาต นอนฝันถึงอดีตเมื่อ 19 ปีก่อนเหมือนยังสดๆอยู่ในความทรงจำ พลันก็สะดุ้งเฮือก เมื่อจู่ๆใบหน้าของเยื้อนที่เต็มไปด้วยเลือดก็หลอนขึ้นมาในความรู้สึก ตาจ้องเขม็ง

"กูมาทวงสัญญา..." เสียงเยื้อนเต็มไปด้วยความอาฆาต!

"อย่า!!"   คุณหลวงฯร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว   จนคุณหญิงและบานเย็นที่เฝ้าอยู่รีบผวาเข้าจับแขนเขย่าเรียกสติ คุณหญิงถามว่าฝันไปหรือ ใครมาทำอะไรคุณพี่ คุณหลวงฯพูดทั้งที่ยังตื่นกลัวว่า "สัญญา...ฉัน...เขามาทวงสัญญา...
ไปที่ชอบที่ชอบเถอะ ฉันกลัว...กลัวแล้ว..."

คุณหลวงฯยังคงพร่ำเพ้ออย่างหวาดกลัวตัวสั่นจนต้องดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว เพราะไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้

กิติยืนมองสภาพของคุณหลวงฯผู้เป็นพ่อเซ็งๆ ในขณะที่บานเย็นมองด้วยความสงสารจับใจ ส่วนเพิ่มนิ่งอึ้ง น้ำท่วมปากพูดไม่ออก ทั้งๆที่รู้ว่า คุณหลวงฯเห็นใครและกลัวอะไร

ooooooo

กิติเบื่อหน่ายกับบ้านไทรโศก ที่ไร้แสงสีเสียงจนทนไม่ได้ บ่นกับคุณหญิงเสนอให้พาเจ้าคุณพ่อกลับไปรักษาตัวที่พระนครดีกว่า คุณหญิงได้แต่ถอนใจ ทำอะไรไม่ถูก เพราะคุณหลวงฯไม่ยอมไปจากที่นี่ ยืนยันขอตายที่ไทรโศก

เพิ่มนิ่งฟังเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เจ้าคุณพ่อขอไว้ว่าอย่าให้เรื่องในอดีตกับเยื้อนรู้ถึงหูคุณหญิงและกิติ ฟังสองแม่ลูกปรารภกันแล้ว ออกความเห็นว่า

"ผมเห็นด้วยครับคุณหญิง ว่าอาการเจ้าคุณพ่อไม่สู้ดีจริงๆ ผมว่าคุณหญิงกับคุณกิติน่าจะลองไปตามคุณหมอที่พระนครมาตรวจอาการเจ้าคุณพ่ออีกสักครั้ง"

กิติสนับสนุนทันทีว่าเราน่าจะกลับพระนครให้เร็วที่สุดพรุ่งนี้เลยยิ่งดี ขณะที่ปากพูดนั้นมือของกิติก็เลื้อยไป เก้าอี้ข้างๆที่บานเย็นนั่งอยู่ พลันก็จับมือหมับก่อนบานเย็นจะชักมือหนี บานเย็นตกใจหันมอง แต่พอสบตาวาวกระหายของกิติเธอก็ใจวาบ พยายามดึงมือกลับแต่สู้แรงกำยื้อไว้ของกิติไม่ได้

ooooooo

แม้จะตกใจหวาดหวิวกับการต้องมือชาย แต่ สัมผัสนั้นก็ทำให้บานเย็นในวัยสาวแรกรุ่นผะผ่าวทุกครั้งที่นึกถึง เธอไปนั่งเคลิ้มที่ใต้ต้นไทร จดจำได้นับแต่ครั้งแรกที่กิติกลับจากอังกฤษ ได้สบตาวาววามของเขา ถูกแอบลูบไล้เมื่อเข้าไปเสิร์ฟของหวาน จนกระทั่งถูกแอบกอดตอนล้างดอกแค...

บานเย็นเผลอยิ้มออกมาเขินๆอย่างชื่นบาน...

ที่ท้องนา...ใบ้ไปวางไซดักปลา มือวางไซแต่ใจคิดถึงแต่ดวงหน้างามหวานของบานเย็น คิดถึงเหตุการณ์ครั้งแรกที่พบกัน  เขาปกป้องเธอจากงูเห่าอย่างองอาจกล้าหาญ  เธอพูดด้วย ขอบคุณ แต่ใบ้ก็ได้แต่ยิ้มฟันขาวตาใสซื่อ จนกระทั่งมาดีใจอย่างที่สุดเมื่อได้เจอกันอีกครั้งที่กุฏิของท่านพระครูฯ

คิดแล้วใบ้ก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่อย่างมีความสุขที่ใต้ต้นไทร

ที่แท้ บานเย็นกับใบ้เพียงแต่อยู่กันคนละด้านของต้นไทรใหญ่เท่านั้น ทั้งคู่แหงนมองพระจันทร์ดวงเดียวกัน ยิ้มให้พระจันทร์อย่างอยู่ในภวังค์หวาน...

ผิดกันแต่เพียงว่า...

พระจันทร์ในดวงใจของใบ้ คือบานเย็น... แต่พระจันทร์ ของบานเย็นกลับเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ใบ้...

ooooooo

หลังจากรับคำสั่งของเจ้าคุณฯแล้ว เพิ่มเดินทางไปหาคุณเจนที่สำนักงานทนายความ คุณเจนโทร.หาผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนัดว่าจะไปรับหลวงนิติธรรมแล้วจึงแวะรับพระปรีชาเวทย์ ส่วนเวลาจะแจ้งอีกครั้ง

โทรศัพท์ติดต่อแล้ว คุณเจนหันมาบอกเพิ่มที่คอยคำตอบอยู่ว่า

"โชคดีเหลือเกินที่หลวงนิติธรรมและพระปรีชาเวทย์ ไม่ติดธุระใดๆ ตกลงเป็นอันว่าพรุ่งนี้เช้าเราเจอกัน"

"ผมจะให้คนเรือเอาเรือไปรับท่านตอนเจ็ดโมงเช้าที่ท่าน้ำในเมืองนะครับคุณเจน" เพิ่มบอก เมื่อคุณเจนพยักหน้า เพิ่มจึงลากลับด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี

ooooooo

เพียงช่วงเวลาที่คุณหญิงพากิติเข้าพระนคร เพื่อหาหมอไปรักษาคุณหลวงฯที่ไทรโศกนั้น กิติก็ออก งานสังคมอย่างเริงร่าราวกับนกเข้าป่าปลาลงน้ำ

วันนี้กิติไปงานเลี้ยงรับรองของกรมโฆษณาการ งานนี้เขาได้พบปะนักธุรกิจใหญ่มากมาย  บางคนชวนว่าตำแหน่ง ที่ปรึกษาบริษัทนำเข้าน้ำมันว่างอยู่สนใจไหม กิติอ้างว่าเพิ่งกลับจากต่างประเทศขอเวลาพักผ่อนสักระยะก่อน

ส่วนอีกคนหนึ่งเสนอว่า ถ้าพักจนพอใจแล้วอยากร่วมงานก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ด้วยกันก็เชิญ กิติตอบอย่างไม่สนใจว่าขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน

ขณะนั้นเอง อุษาลูกสาวของอุไรเดินเข้ามากับท่านเจ้ากรมฯ ทุกสายตาหันมองในความสวย เปรี้ยวและเซ็กซี่ของเธอ  พวกผู้ชายวัยกระทิงเปลี่ยวมองกันตาเป็นมัน  และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือกิติ

อุษากรีดกรายเข้ามาทักทายผู้คนอย่างสาวเจนสังคม กิติมองอย่างหมายมาด ขอตัวกับบรรดานักธุรกิจเดินรี่ไปทางอุษา พอกิติเดินพ้นไปแล้ว นักธุรกิจอีกคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้นเอ่ยอย่างเย้ยหยันว่า

"โธ่เอ๊ย...ทำเป็นเล่นตัว ใครๆในอังกฤษเขารู้กันทั้งนั้นว่าไอ้หมอนี่มันไม่ได้จบอะไรมาสักอย่าง ดีแต่เต๊ะท่าอวดรวยกับพวกแหม่มสาวๆไปวันๆเท่านั้นเอง"

บรรดานักธุรกิจคนอื่นๆฟังแล้วต่างมองไปทางกิติด้วยความรู้สึกต่างๆกัน

ooooooo

กิติเข้าไปทักทายเจ้ากรมฯ แนะนำตัวเองว่า กิติ ธีระรัตน์  เพียงเท่านั้น  เจ้ากรมฯก็จำได้ว่าเป็นใครถามว่ากลับจากอังกฤษตั้งแต่เมื่อไร  กิติบอกว่า เมื่อเดือนที่แล้วแต่ต้องไปอยู่ดูแลเจ้าคุณพ่อที่ไทรโศกไม่ได้อยู่พระนคร เพิ่งมีโอกาสเข้ามาครั้งนี้เท่านั้น ทักทายกันอยู่ครู่หนึ่งเจ้ากรมฯจึงแนะนำว่า

"มัวแต่คุยเรื่องส่วนตัวเลยยังไม่ได้แนะนำ นี่คุณอุษา วรกุล นางงามของกรมโฆษณาการ นี่คุณอุไร คุณแม่ของเธอ"

กิติหันไปไหว้อุไร เจ้ากรมฯ จึงหันไปแนะนำแก่อุษาว่า

"นี่คุณกิติ ลูกชายคนเดียวของท่านเจ้าคุณและคุณหญิงธีระรัตน์"

"สวัสดีค่ะคุณกิติ" อุษายกมือไหว้อ่อนช้อยพูดเสียงหวานหยดย้อย

ทั้งกิติและอุษาต่างมองหน้ากันด้วยสายตาวาวเยี่ยงหนุ่มสาวเจนสังคม ที่มองแวบเดียวก็ทะลุถึงหัวใจกันแล้ว...

หลังเลิกงาน  กิติขับรถยนต์ยุโรปคันหรูไปส่งสองแม่ลูกที่บ้าน อุไรขอบคุณที่มาส่ง กิติพูดกรุยทางว่างานเลี้ยงคืนนี้ตนขอมารับอุษาไปด้วยกัน อุษาทำอิดออดพอเป็นพิธี แต่พอกิติบอกว่า

"ถ้าคุณอุษาไม่รังเกียจ ก็อนุญาตให้ผมมารับ นะครับ"

"ค่ะ"  อุษาตอบทันที  ทั้งสองนัดพบกันทุ่มตรง

จากนั้นกิติลากลับ

เพียงแค่รถของกิติคล้อยไปเท่านั้น อุไรก็โผเข้ากอดลูกสาวด้วยความลิงโลด พูดอย่างตื่นเต้นว่า

"คราวนี้เราได้สบายไปสิบชาติแน่ๆ ลูกเอ๊ย ใครๆก็รู้ว่าตระกูลธีระรัตน์มั่งคั่งขนาดไหน ปลาว่ายมาติดเบ็ดแล้วอย่าปล่อยให้หลุดมือไปได้นะลูก"

สองแม่ลูกต่างกระหยิ่มในเหยื่อรายใหญ่ อุษายิ้มอย่างมั่นใจในเสน่ห์ของตนที่จะมัดกิติได้อยู่หมัด

ooooooo

ที่บ้านไทรโศก  เจ้าคุณฯอาการทรุดลงมาก บานเย็นป้อนอะไรให้ก็อ้วกออกมาหมด เจ้าคุณฯท้อแท้ บอกกับบานเย็นว่ากินอะไรไปก็เท่านั้น อีกไม่กี่วันก็ตายแล้ว บาปกรรมที่พ่อทำมันย้อนมาสนองพ่อแล้ว

"บาปกรรมอะไรเจ้าคะ เย็นไม่เคยเห็นเจ้าคุณพ่อทำบาปกับใครเลย"

"พ่อเสียใจ พ่ออยากจะรักและดูแลลูกให้มากกว่านี้ แต่พ่อย้อนวันเวลากลับไปไม่ได้แล้วเย็นเอ๊ย ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วสำหรับพ่อ" พูดแล้วเจ้าคุณฯนอนตาลอยอย่างหมดอาลัย

บานเย็นน้ำตาเอ่อ ไม่รู้จะช่วยผู้มีพระคุณอย่างไรดี ในที่สุดไปไหว้พระประธานในโบสถ์

"ลูกรู้ว่าเจ้าคุณพ่อท่านทุกข์ทั้งกายและใจอย่างแสนสาหัส ลูกเองก็ทุกข์ใจไม่น้อยไปกว่าท่าน ทุกข์เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยผู้มีพระคุณที่อุ้มชูเลี้ยงดูลูกมาอย่างไรได้ ลูกจึงมา กราบวิงวอนต่อหลวงพ่อ ขอได้โปรดขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยไปจากเจ้าคุณพ่อของลูกด้วย หากต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด ลูกยอมแลกได้หมดสิ้นแม้แต่ชีวิต...ลูกก็แลกได้ ขอเพียงให้เจ้าคุณพ่อของลูกหายเป็นปกติดังเดิมเท่านั้น ขอท่านได้โปรดเมตตาเจ้าคุณพ่อของลูกด้วยนะเจ้าคะ"

ใบ้มาทำความสะอาด เช็ดถูอยู่ด้านหลังองค์พระประธาน แอบเห็นบานเย็นก้มกราบพระก็มองอย่างหลงใหล จนเมื่อ บานเย็นไหว้พระเสร็จเดินออกมา ใบ้ไปดักเอาดอกมะลิใส่กระทงใบตองให้

บานเย็นรับไว้ด้วยความดีใจ ขอบใจ บอกนายใบ้ที่ยืนยิ้มใสซื่อตรงหน้าว่า

"ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ฉันชอบที่สุดเลย ขอบใจมากนะ ฉันจะเอากลับไปร้อยมาลัยถวายพระ ใบ้จะได้ได้บุญด้วยนะจ๊ะ"

ใบ้พยักหน้า ยิ้มปลื้มจนหุบไม่ลง

ooooooo

กลับถึงบ้าน บานเย็นนั่งร้อยมาลัยอย่างตั้งอก ตั้งใจ หูก็คอยฟังหวินกับเพิ่มคุยกันอยู่ข้างๆจับความได้ว่า คุณเจนจะมาไทรโศกพรุ่งนี้ หวินบ่นที่เพิ่ม เพิ่งบอกเกรงจะทำอะไรรับรองไม่ทัน

"ไม่ต้องหรอก คุณเจนกับพรรคพวกแวะมาคุยธุระกับเจ้าคุณพ่อไม่นานก็กลับ กลับก่อนที่คุณหญิงกับคุณกิติจะมาถึง"

หวินงงว่าทำไมไม่อยู่รอพบคุณหญิงก่อน เพิ่มย้ำว่า เรื่องนี้ นอกจากบานเย็นแล้วมีหวินคนเดียวที่รู้จักคุณเจน เลยต้องมากำชับว่า เจ้าคุณพ่อท่านสั่งเด็ดขาดไม่ให้ใครบอกคุณหญิงว่าคุณเจนมาพบท่านที่นี่

หวินเลยยิ่งงงว่าทำไมต้องมีลับลมคมในกัน เพิ่มลดเสียงลงบอกตรงๆว่าท่านจะทำพินัยกรรม รู้แล้วให้เหยียบไว้ตรงนี้เลย

หวินร้องพุทโธ่ถามว่าเรื่องสมบัติเจ้านายตนจะไปแส่ทำไม ที่อยากรู้น่ะคือใครจะได้เป็นภรรยาคุณกิติต่างหาก พูดเองเออเองว่า

"แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นคนมีบุญวาสนาสุดๆ ที่จู่ๆชีวิตก็จมอยู่กับกองเงินกองทอง เพราะอย่างไรเสีย สมบัติทุกอย่างของท่านเจ้าคุณก็ต้องตกเป็นของคุณกิติอยู่แล้ว ว่าไหมพี่เพิ่ม"

เพิ่มตอบไม่ออก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร แอบคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับบานเย็นเลย ส่วนบานเย็นร้อยมาลัยมะลิไปก็แอบเขินไป ใจก็คิดถึงแต่ท่าทีที่กิติมีต่อตนนับแต่แรกพบจนวันที่ถูกแอบกอด...นัยน์ตาสาวน้อยเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝัน

ooooooo

คืนนี้ กิติไปรับอุษามางาน ทั้งคู่เต้นรำกันเพลงแล้วเพลงเล่า อุษาอยู่ในวงแขนของกิติอย่างมีความสุข ในขณะที่กิติก็เฝ้ามองดวงหน้าหญิงสาวราวกับจะกลืนกิน ชมแล้วชมเล่าว่าคืนนี้เธอสวยเซ็กซี่เหลือเกิน ทั้งคู่สนทนากันด้วยคำพูดที่แฝงนัยยะประสาหนุ่มสาว เกลียวสัมพันธ์กระชับใจรวดเร็ว

กิติและอุษาดื่มด่ำกับความสุขอยู่จนดึก เมื่อส่งอุษาและกลับถึงบ้าน กิติก็ถูกคุณหญิงต่อว่าที่ไม่ใส่ใจช่วยหาหมอไปรักษาเจ้าคุณพ่อ แต่กลับไปสังสรรค์กับเพื่อนเสียดึกดื่น

กิติคร่ำครวญว่าตนกลับมาเมืองไทยยังไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย  ต้องหมกตัวอยู่กับเจ้าคุณพ่อที่ไทรโศกเป็นเดือนๆ ซ้ำยังพูดเชิงตัดพ้อว่า

"ในเมื่อเจ้าคุณพ่อป่วยไม่สามารถจัดงานเลี้ยงต้อนรับผมได้ ผมก็ต้องอาศัยไปเปิดตัวตามงานต่างๆอย่างนี้แหละครับ"

พูดแล้วเห็นคุณหญิงค้อนๆ จึงเข้าไปคลุก กอดอ้อนประจบว่า

"ที่ทำอย่างนี้เพราะผมอยากไปทำความรู้จักกับพวกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไว้  ท่านจะได้เมตตาให้ผมได้ทำงานในตำแหน่งดีๆ ผมจะได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้ธีระรัตน์ ต่อไปอย่างไรครับคุณแม่"

ฟังลูกชายอ้อนแล้วคุณหญิงหายขุ่นมัวเป็นปลิดทิ้งมองลูกชายทั้งปลื้มทั้งภูมิใจ

ส่วนอุษาพอกลับถึงบ้านก็ถูกอุไรผู้เป็นแม่ถามความคืบหน้ากับกิติ ใจลุ้นอยากรู้ว่าหลังออกจากงานแล้วพากันไปไหน อุษารู้ใจแม่พูดอย่างไว้เชิงว่า ตนไม่ทำให้กิติคิดว่าเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น  แต่หากจะตัดสินใจทำอะไรมากกว่านี้ก็ต้องแน่ใจว่า เขาหลงตนจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ

"กว่าจะแน่ใจ ผู้หญิงอื่นก็ได้คว้าคุณกิติไปครองก่อนพอดี ไม่เห็นหรือว่าในงานเลี้ยงเมื่อวานน่ะ พวกลูกท่านหลานเธอพากันจ้องจะจับคุณกิติทั้งนั้น"

อุษาหัวเราะอย่างอวดดี บอกแม่ว่าพวกนั้นก็ได้ แค่จ้องเท่านั้น แต่คนที่จะจับกิติได้อยู่หมัดมีตนคนเดียว อุไรฟังแล้วยิ้มปลื้มแต่เตือนสติลูกสาวว่า

"ทำย่ามใจไป จะทำอะไรก็รีบทำเข้า อย่าลืมว่าหนี้ที่เราติดคุณนายสายสมรน่ะหลายแสนนะ    ไหนจะบ้านหลังนี้อีก อย่ารอจนมันหลุดจำนองไม่มีที่ซุกหัวนอนล่ะ"

อุษายิ้มอย่างลำพองใจว่า คนอย่างตนไม่มีวันปล่อยให้ถึงวันนั้นเด็ดขาด

ooooooo

ที่บ้านไทรโศก หลังจากบานเย็นเช็ดตัวให้ เจ้าคุณฯและท่านหลับไปแล้ว  หวินเดินด้อมๆมองๆเข้าไปปรึกษาบานเย็นว่า

"หนูเย็น พี่มีเรื่องจะรบกวนหน่อย คือตอนบ่ายพี่จะต้องออกไปรับเจ้าดำกลับมาเลี้ยงเอง"

เจ้าดำคือลูกชายของหวินที่ฝากป้าเลี้ยงไว้ แต่เวลานี้ป้าตายแล้วจึงต้องไปรับกลับมาเลี้ยง นัดไปรับเจ้าดำที่อำเภอ เกรงจะกลับมาซื้อและทำกับข้าวให้คุณหญิงกับกิติไม่ทัน จึงวานบานเย็นให้เป็นธุระให้ด้วย

"ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวเย็นจัดการให้เอง พี่หวินไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ"

รับปากหวินแล้ว  บานเย็นก็เริ่มคิดที่จะทำอะไรให้คุณหญิงกับกิติทานในวันนี้

เวลาเดียวกัน   คุณหญิงกับกิติยังอยู่ที่พระนคร   กิติพาอุษาไปแนะนำแก่คุณหญิงที่บ้าน อุษาชมไม่ขาดปากว่าคุณหญิงตัวจริงงามสง่ากว่าในภาพถ่ายจากงานสังคมมาก จนคุณหญิงยิ้มปลื้มชวนรับประทานอาหารด้วยกัน แต่กิติขัดขึ้นว่าไม่ต้อง เพราะตนจะไปรับประทานอาหารกับอุษาที่ภัตตาคารและดูหนังกันสักรอบ

คุณหญิงร้องอ้าว   ถามว่าแล้วเรื่องต้องกลับไป

ไทรโศกเที่ยงนี้จะว่าอย่างไร

กิติขอไม่กลับเพราะอยู่มาเป็นเดือนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว มีแต่เสียงกบเสียงเขียด คุณหญิงยืนกรานต้องพาหมอกลับไปรักษาเจ้าคุณพ่อ เมื่อกิติไม่ยอมกลับคุณหญิงโกรธแทบจะกรี๊ด อุษาได้โอกาสทำตัวเป็นคนดีหว่านล้อมว่า

"อุษาว่าน่าสนใจออกนะคะคุณกิติ อุษาอยู่ในพระนครตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยได้ไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ

อย่างนั้นสักครั้ง ชาตินี้จะมีโอกาสบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้"

กิติฝันถึงฉากรักกลางท้องทุ่งทันที  เปลี่ยนใจบอกคุณหญิงว่าตนจะกลับไทรโศกก็ต่อเมื่อมีอุษาไปด้วย คุณหญิงฟังแล้วถอนใจกับคำขาดของลูกชาย

เมื่อเป็นดังนี้คุณหญิงจึงพากิติไปขออนุญาตกับอุไรที่บ้าน อุไรทำอิดออดพอเป็นพิธี กิติหว่านล้อมรับรองว่าจะดูแลอุษาอย่างดี กอปรกับคุณหญิงเร่งว่าจวนได้เวลานัดคุณหมอแล้วพลางดึงแขนกิติขึ้นมา อุไรจึงรีบบอกว่าเห็นแก่คุณหญิงที่เป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ จะอนุญาตให้อุษาไปด้วยสักครั้ง พูดแล้วเร่งให้อุษารีบขึ้นไปเตรียมเสื้อผ้าเดี๋ยวคุณหญิงจะรอนาน

กิติดีใจจนออกนอกหน้า อุไรเก็บอาการดีใจไว้ทำเป็นฝากกิติกับคุณหญิงให้ช่วยดูแลอุษาด้วย  คุณหญิงยิ้มบางๆอย่างไว้ตัว

ooooooo

ที่ตลาดแบกับดินในไทรโศก วันนี้ใบ้ไปขอซื้อยาคลายเส้นกับยายม้วนเจ้าประจำ แต่พอเอาเงินจ่ายให้ยายม้วน เสี่ยใช้เจ้าของตลาดกลับยื่นมือมารับแทน ซ้ำบอกยายม้วนว่ายังไม่พอค่าเช่าที่ ยายม้วนอ้อนวอนขอผลัดไปก่อนเพราะวันนี้เพิ่งขายได้สิบสตางค์เอง

เสี่ยใช้ไม่ยอมจะเอาให้ได้ ซ้ำลูกน้องที่มาด้วยยังคว่ำกระจาดยายม้วนด้วย  ใบ้ทนดูไม่ได้ตรงไปกระชากลูกน้องเสี่ยใช้ชกคว่ำ  แต่สุดท้ายถูกเสี่ยใช้เตะกระเด็นแล้วลูกน้องสองคนก็ช่วยกันลากใบ้ไปซ้อม  พวกพ่อค้าแม่ขายในตลาดพากันมุงดูอย่างสมเพช

เป็นเวลาที่บานเย็นไปหาซื้อของเพื่อนำมาทำอาหารตามที่รับปากหวินไว้ ถามคนในตลาดว่าเสียงเอะอะอะไรกัน พ่อค้าคนหนึ่งพูดดังๆว่า "ไอ้เสี่ยใช้มันพากันรุมอัดใครอีกแล้ว" แม่ค้าปลาบอกว่า  "จะใคร  ก็คนที่ไม่มีเงินส่งค่าแผงให้มันนั่นแหละ"

บานเย็นชะเง้อมองตามแม่ค้าไป

ใบ้ถูกลูกน้องเสี่ยใช้รุมสกรัมทั้งเตะทั้งต่อย เสี่ยใช้ยังเอาท่อนไม้หน้าสามฟาดหลังฟาดหัวจนใบ้คิ้วแตกเลือดอาบอีก ใบ้เซถลาไปฟุบที่แทบเท้าบานเย็นพอดี

บานเย็นตกใจขอร้องอย่าทำกันถึงตายเลย   คนไทรโศกด้วยกันแท้ๆ เสี่ยใช้ไม่สนใจ แต่พอแม่ค้าคนหนึ่งบอกว่าบานเย็นเป็นลูกหลานท่านเจ้าคุณธีระรัตน์เจ้าของไทรโศก   อีกคนขู่ว่าขืนพูดจาไม่ดีกับเธอระวังเพิ่มจะไม่ขายข้าวให้โรงสีของเสี่ยได้ผล เสี่ยใช้หยุดและสั่งลูกน้องกลับทันที บานเย็นเข้าไปดูใบ้เห็นคิ้วแตกเลือดอาบหน้า ถามยายม้วนที่วิ่งมาดูว่าไปมีเรื่องอะไรกับเขา

"ไอ้พวกนั้นมันมาทวงหนี้แล้วทำข้าวของยายเสียหาย ใบ้มันก็เลยช่วยยายจนถูกพวกมันรุมซ้อม โธ่...เอ็งไม่น่าต้องมาเจ็บตัวเพราะยายเลยใบ้เอ๊ย...ดูสิเลือดตกยางออกอย่างนี้ ใครจะพาไปทำแผลหาหยูกยาให้ เวรกรรมจริงจริ๊ง"

ฟังยายม้วนแล้ว บานเย็นบอกว่าตนจะช่วยนายใบ้เอง จากนั้นพานายใบ้กลับไปที่กระต๊อบท้ายวัดไทรโศก จัดแจงทำแผลให้ โดยไม่รู้ตัวว่าความใกล้ชิดทำให้ใบ้แทบลืมความเจ็บปวดของตัวเอง

พอทำแผลเสร็จ   ใบ้ถึงกับก้มกราบด้วยความ

ซาบซึ้งใจ ทำเอาบานเย็นกระเถิบหนีแทบไม่ทัน พอนึกได้ว่าต้องกลับไปทำอาหารก็ตกใจ  คว้าตะกร้าอาหารได้ก็วิ่งอ้าวกลับไป ใบ้มองตามอย่างซาบซึ้งใจ หันกลับมาอีกทีจึงเห็นผ้าเช็ดหน้าของบานเย็นที่ลืมทิ้งไว้

ooooooo

เพิ่มพาคุณเจน  หลวงนิติธรรม และพระปรีชา-เวทย์มาถึงแล้ว เจ้าคุณฯดีใจมาก ขอบอกขอบใจที่ทุกคนมาตามคำขอ คุณเจนถามว่าเจ้าคุณฯเป็นอย่างไรบ้าง

"สังขารก็ร่วงโรยไปตามเวลา เว้นแต่สติสัมปชัญญะเท่านั้นที่ยังครบถ้วนสมบูรณ์"

ทุกคนมองเจ้าคุณฯอย่างเชื่อตามคำบอกของท่าน

จนเวลาผ่านไป เมื่อเพิ่มพาแขกผู้มาเยือนทั้งสามออกจากห้องเจ้าคุณฯ หวินก็วิ่งหน้าตาตื่นมาลากเพิ่มไปบอกว่า คุณหญิงกับกิติมาถึงแล้ว ถามว่าจะทำอย่างไรดี

เพิ่มตกใจที่คุณหญิงกลับมาเร็วกว่าปกติ พอรู้ว่าคุณหญิงกำลังจะขึ้นบ้านแล้ว เพิ่มก็สั่งหวินว่า

"เอ็งพาพวกคุณเจนไปขึ้นเรือที่ท่าหลังบ้านนะ รีบไปเดี๋ยวนี้เลย" แล้วหันมาบอกพวกคุณเจนเพื่อไม่ให้ ผิดสังเกตว่า "หวินมันมาบอกว่า เอ่อ...น้ำที่ท่าหน้าบ้านลดลงผิดปกติ กลัวจะเอาเรือออกยาก เพราะฉะนั้นผมขอเชิญทุกท่านไปลงเรือที่ท่าหลังบ้านจะสะดวกกว่าครับ"

พอหวินพาพวกคุณเจนพ้นไปเท่านั้น คุณหญิงก็มาถึง ถามเพิ่มว่าใครมาหรือเห็นเรือจอดเทียบที่ท่า เพิ่มตั้งหลักแทบไม่ทัน แต่ก็ปดพอเอาตัวรอดได้ว่า

"เรือบ้านเราเองครับ ผมให้คนงานจูงมาดูว่ามีตรงไหนรั่วบ้างรึเปล่า ไม่มีใครมาหรอกครับ"

คุณหญิงไม่ติดใจสงสัย รีบเชิญคุณหมอขึ้นเรือน มีกิติกับอุษาเดินตามไปติดๆ

เพิ่มมองตามปาดเหงื่อที่หน้า ถอนใจเฮือกอย่างโล่งอกที่รอดตัวไปได้หวุดหวิด

คุณหญิงพาหมอตรงไปที่ห้องของเจ้าคุณฯ เปิดประตูเข้าไป เจ้าคุณฯได้ยินเสียงเปิดประตูก็ถามทั้งที่ยังหลับตาว่ายังไม่ไปกันอีกหรือ เดี๋ยวคุณหญิงก็ได้กลับมาหรอก

"ดิฉันอยู่นี่แล้วค่ะ คุณพี่ใช้ให้เจ้าเพิ่มไปไหนหรือคะ" คุณหญิงนำหมอเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงสงสัยว่าใช้ให้เพิ่มไปทำอะไร คุณหลวงลืมตาขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงปกติว่าไม่มีอะไรหรอก แล้วเฉไฉทักหมอ คุณหญิงบอกว่าไปตามหมอมาตรวจอาการ กิติรีบแทรกขึ้นว่า

"นี่คุณอุษา วรกุล เพื่อนสนิทของผมครับ"

อุษารีบคลานเข้าไปกราบเจ้าคุณฯ ตีสนิทเนียนๆ เอ่ยอ่อนหวานกระชดกระช้อย

"อุษามาเยี่ยมเจ้าคุณพ่อค่ะ"

เจ้าคุณฯยิ้มๆ ตามสมควร ส่วนคุณหญิงหางตาขวางๆ กับท่าทีฉอเลาะจนน่าหมั่นไส้นั้น

ooooooo

หลังจากหมอตรวจอาการแล้วแจ้งแก่คุณหญิงว่า สภาพร่างกายท่านไม่น่าเป็นห่วงเท่าสภาพจิตใจ ถ้าท่านมีกำลังใจดีก็จะรับอาหารได้เยอะ ซึ่งก็จะทำให้แข็งแรงจนอาจจะทำกายภาพบำบัดได้

"หมายความว่าท่านจะมีโอกาสหายได้ใช่ไหมคะ" คุณหญิงยิ้มอย่างดีใจ

"เรื่องหายขาดจากโรคคงเป็นไปไม่ได้ แต่อาจจะทุเลาลง ที่สำคัญที่สุดคือต้องระวังไม่ให้ท่านได้รับความกระทบกระเทือนใจ เพราะอาจจะทำให้ท่านช็อกจนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้" หมอแนะนำ

"ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตพาอุษาไปชมที่นาของเรานะครับ" กิติแทรกขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อนกับอาการป่วยของเจ้าคุณพ่อ ใจจดจ่อแต่จะพาอุษาไปที่ทุ่งนา ว่าแล้วก็คว้าแขนเธอไปทันที

คุณหญิงมองตามกิติไปอย่างอารมณ์ขุ่นมัว

หลังจากรับหน้าคุณหญิงแล้ว เพิ่มรีบไปที่ครัวถามหวินว่าคุณหญิงให้มาดูว่าเย็นนี้มีอะไรกินบ้าง ดูดีพอที่จะใช้รับรองอุษาเพื่อนของกิติได้หรือเปล่า

หวินกระวนกระวายใจเพราะบานเย็นไปซื้อกับข้าวที่ตลาดยังไม่กลับมา เพิ่มพลอยร้อนใจไปด้วย

ooooooo

กิติพาอุษาไปชมที่นาไทรโศกอวดความร่ำรวยของตระกูลธีระรัตน์   ฉวยโอกาสโอบหญิงสาวทำทีชี้ชวนชมทุ่ง

อุษาตื่นเต้นกับทุ่งนาสุดลูกหูลูกตานั้น ยิ่งเมื่อกิติบอกว่านั่นแค่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนแยกไปทางบ้านไทรโศกเลยไปจนสุดคุ้งน้ำ ทั้งหมดสองพันกว่าไร่

"สองพันกว่าไร่" อุษาตาลุกวาว

"ครับ ธีระรัตน์อาจไม่ได้มีที่นามากที่สุดในประเทศนี้ แต่คุณเชื่อไหมครับว่า ที่นาของธีระรัตน์ทำเงินได้มากกว่าใครในประเทศ เจ้าคุณพ่อท่านบอกว่าที่ดินเราตั้งอยู่ในทำเลที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ที่สุด เราจึงผลิตข้าวต่อไร่ได้มากที่สุดและทำกำไรต่อปีได้มากที่สุดด้วย"

อุษาตาวาวหูผึ่งกับทรัพย์สินมหาศาลและรายได้มหึมาที่กิติคุยอวดอย่างภูมิใจ

ooooooo

บานเย็นยังกลับไม่ถึงบ้าน หวินร้อนใจเมื่อเห็นคุณหญิงเข้ามานั่งที่โต๊ะแล้ว จึงเอาขนมถ้วยไปเสิร์ฟก่อน ถูกคุณหญิงเอ็ดว่าอาหารเย็นยังไม่มาทำไมเอาของว่างมาเสิร์ฟ หวินตกใจพูดติดอ่างว่ายังไม่เสร็จ

ระหว่างหวินรับหน้าคุณหญิงอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวนนั่นเอง บานเย็นก็ถือตะกร้าอาหารวิ่งเข้ามา หวินรีบไปทำอาหารกันมือเป็นระวิง จนเมื่อเสร็จก็เอาไปเสิร์ฟ คุณหญิงยังถามอีกว่าทำไมอาหารถึงเสร็จช้า

บานเย็นจำต้องบอกว่าเป็นความผิดของตนเอง ตนเห็นคนรู้จักโดนทำร้ายเลยไปช่วยทำแผลให้ บานเย็นพูดไม่ทันขาดคำก็ถูกคุณหญิงใช้พัดตบหน้าเต็มแรง สั่งเสียงดุดัน

"ก่อนจะสาระแนไปช่วยใคร รู้จักเอาตัวเองให้รอดก่อน จะได้ไม่ต้องโดนตบเหมือนเดี๋ยวนี้ ไปตามคุณกิติมารับประทานข้าว เธอเดินเล่นอยู่ที่นาโน่น ไปสิ!!"

บานเย็นเดินนํ้าตาคลอออกไป คุณหญิงก็สั่งหวิน "ตักข้าวได้แล้วนังหวิน"

หวินตกใจรีบจัดจาน 3 ที่แล้วตักข้าวมือไม้สั่น

ooooooo

บานเย็นเดินออกจากห้องอาหาร เช็ดนํ้าตาที่แก้มจนแห้ง ขณะเดินผ่านกรอบรูปของครอบครัวธีระรัตน์ เธอแอบดูเงาสะท้อนตัวเองในกระจก จัดแต่งทรงผมให้เข้าที่ เดินต่อมาจนเห็นรูปของกิติถ่ายที่อังกฤษ ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม บานเย็นมองเขินๆราวกับเขายิ้มให้ตัวเอง แล้วเดินผละไปด้วยหัวใจอิ่มเอิบ

เดินตามคันนามาเจอต้นรักออกดอกเต็มต้น บานเย็นเอื้อมเด็ดดอกรักยิ้มให้กับชื่อดอกไม้ที่หวานจับใจ เดินต่อไปราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน...

ที่ทุ่งนาไทรโศก...กิติตระกองกอดอุษายืนดูพระอาทิตย์ กำลังลับขอบฟ้า อุษาทำทีหลงใหลธรรมชาติที่สวยงาม กิติจ้องมองหน้าแล้วก้มลงจะจูบ อุษาทำจริตตกใจบอกว่ารีบกลับกันดีกว่าเดี๋ยวคุณหญิงจะเป็นห่วง พลางพลิ้วตัวจากอ้อมแขนชายหนุ่มเดินสะอิ้งผละไป

เหมือนลีลายั่วยวนชวนให้ตาม กิติมองตามร่างเย้ายวนของอุษาไปอย่างหมายมาดที่จะได้โลมไล้ ทำเสียงอ้อนบอกให้รอด้วย อุษาบิดร่างหันมองหยุดรอ กิติวิ่งตามมาแล้วจู่โจมเข้ากอดเต็มตัว

ลีลาเย้ายวนกับอารมณ์คึกคะนองกลัดมันของชายหนุ่มผสานกันกลมกลึง เมื่อกิติโผเข้ากอดอุษาก็ทำทีเสียหลักล้มกลิ้งลงไปในผืนนา

บานเย็นเดินเริงร่ามากับดอกรักในมือ พลันอารมณ์ก็ดับวูบเมื่อเห็นกิติกำลังก้มจูบอุษาอย่างดูดดื่ม อารามตกใจ บานเย็นถอยไปสองสามก้าวเท้าเหยียบอะไรบางอย่างเกิดเสียงดัง ทำให้บทรักอันแสนเร่าร้อนของหนุ่มสาวชะงักกึก

อุษาลืมตาเห็นบานเย็นยืนอยู่ที่คันนาก็อุทานอย่างตกใจ กิติมองตามพลันก็ลุกพรวดตะคอกถามบานเย็นอย่างอารมณ์เสียว่า มาวุ่นวายอะไรแถวนี้ บานเย็นตั้งสติก่อนตอบเสียงสั่นน้อยๆว่า

"เย็น...เอ่อ...ขอประทานโทษค่ะ เย็นไม่ได้ตั้งใจเข้ามารบกวน แต่...คุณหญิงท่านให้มาเรียนเชิญคุณกิติไปรับประทานข้าวค่ะ"

กิติลุกขึ้นอย่างหงุดหงิดหัวเสีย   แต่อุษางุ่นง่านยิ่งกว่า เพียงแต่เก็บกลั้นอย่างไว้เชิง...

ooooooo

ใบ้อยู่ที่กระต๊อบท้ายวัดไทรโศก กำลังป้อนยาให้ยายอ่อนอย่างตั้งอกตั้งใจ  เผลอๆก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจนยายอ่อนถามว่าเป็นอะไร หรือมีความสุขกับการถูกพวกเสี่ยใช้เตะต่อย

ใบ้มองหน้ายายอ่อนแล้วร้องเพลงออกมาฟังไม่เป็นภาษา แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขราวกับเป็นเพลงที่เพราะที่สุดในชีวิต

จากนั้นใบ้ก็เอาผ้าเช็ดหน้าของบานเย็นที่เปื้อนเลือดตนผืนนั้นไปซักในกะละมัง ซักเบามืออย่างทะนุถนอม มีความสุข ยายอ่อนชำเลืองดูหลานชายแล้วพึมพำขำๆ

"ไอ้นี่ท่ามันจะบ้า"

ใบ้ไม่ได้ยิน ยังคงบรรจงซักผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยนั้นอย่างกรึ่มใจ...

ooooooo

บานเย็นกลับมารับใช้ที่โต๊ะอาหารด้วยหัวใจที่เจ็บร้าว ว้าวุ่น จนบางครั้งควบคุมตัวเองแทบไม่อยู่ รินนํ้าหกใส่อุษาที่กิติกำลังพะเน้าพะนอเต็มที่ บานเย็นถูกคุณหญิงใช้พัดฟาดอย่างแรงตวาดใส่

"ซุ่มซ่ามอีกแล้วนังนี่ รีบขอโทษคุณอุษาเธอสิ" เมื่อบานเย็นยกมือไหว้ขอโทษ คุณหญิงพูดกับอุษาอย่างเอาใจว่า "อย่าถือสาเลยนะหนูอุษา แม่คนนี้มันมือห่างตีนห่างอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เหมือนแม่มันนั่นแหละ หยิบโหย่งทำอะไรไม่เป็น ไม่ได้เรื่องสักอย่าง!!"

บานเย็นก้มหน้างุดนํ้าตาคลอ ทั้งอาย ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งคับแค้นที่ถูกด่าไปถึงแม่

ตกกลางคืน ใต้ต้นไทรใหญ่จึงเป็นที่ที่บานเย็นมานั่งระทมทุกข์ คิดเตือนสติตัวเองว่า

"คิดใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ ช่างไม่รู้จักชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้างว่าเขาเป็นใคร แล้วเอ็งเป็นใคร เอ็งมันก็แค่นังเย็น จำใส่ใจไว้บ้างสิ..."

บานเย็นตั้งสติ เตือนใจตัวเอง แล้วหิ้วตะเกียงจะกลับที่พัก พลันก็สะดุ้งเมื่อหันมาเจอใบ้ยืนยิ้มฟันขาวอยู่ตรงหน้า เธอตกใจต่อว่าเล็กน้อยแล้วถามว่ามีธุระอะไรหรือถึงมาเสียคํ่ามืดดึกดื่น

ใบ้ยิ้มเต็มหน้าพลางส่งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้ ทำท่าบอกให้รู้ว่าซักมาเรียบร้อยแล้ว บานเย็นดูผ้าเช็ดหน้าแล้วจำได้ว่าเป็นของตัวเอง บ่นตัวเองว่าเผลอไปทิ้งไว้ที่บ้านใบหรือ ขอบใจพลางรับผ้าเช็ดหน้าไว้ ใบ้ยิ้มหน้าบาน

"แผลที่คิ้วล่ะเป็นยังไงบ้าง ปวดระบมตรงไหนรึเปล่า" ถามแล้วเห็นใบ้ส่ายหน้าดิก ทำท่าแข็งแรงยืดอกโชว์ บานเย็นยิ้มชมว่า "ดีแล้วล่ะ อย่าลืมกินยาแล้วก็นอนพักให้มากๆก็แล้วกัน ฉันกลับขึ้นเรือนก่อนล่ะ"

บานเย็นยิ้มให้ใบ้อย่างจริงใจชื่นชมก่อนเดินจากไป ใบ้ยังยืนยิ้มอย่างชุ่มชื่นหัวใจอยู่ตรงนั้น

ooooooo

บานเย็นถือตะเกียงเดินกลับมาถึงบริเวณมุมบ้าน พลันก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงกุกกัก คิดว่าต้องเป็นขโมยขึ้นบ้านแน่ เธอวางตะเกียง หยิบร่มจากที่วางขึ้นมาเตรียมพร้อม ค่อยๆย่องไปหมายพิชิตโจร

แต่แล้วบานเย็นแทบหัวใจหยุดเต้นเมื่อเห็นเงาหญิงชายกำลังเริงรักกันอย่างเมามัน เห็นแค่เพียงเงาบานเย็นก็รู้แล้วว่าเป็นใคร เธอยืนใจสั่นหวิว หันหลังจะผละไป แต่เท้าสะดุดที่ใส่ร่มล้มโครม

เงาที่ฝาผละจากกันอย่างตกใจ กิติตะคอกถามว่าใคร บานเย็นตกใจจะรีบหนีแต่เจอกิติกับอุษาโผล่มาถึงตัวแล้ว เธอถูกกิติด่าอย่างหัวเสียยิ่งกว่าเมื่อตอนเย็น หาว่ามาคอยจับผิดไปรายงานคุณหญิงแม่ ถ้าตนรู้จะไม่ปล่อยไว้แน่ แล้วไล่จะไปไหนก็ไป บานเย็นรีบผละไปใจหายใจควํ่า

อุษาทำทีตกใจกลัวว่าจะถูกคุณหญิงตำหนิ ถ้าคุณหญิงรู้เรื่องตนก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน กิติปลอบว่าบานเย็นไม่กล้าฟ้องคุณหญิงแม่แน่ๆ อุษาเลยทำท่าอ้อยส้อยจะขอกลับห้องนอน กิติถามตาเป็นมันว่า

"ห้องนอนคุณกับห้องนอนผมมันก็ห้องเดียวกันนั่นแหละ" พลางก็อุ้มเธอเดินตัวปลิวกลับห้องนอน อุษาทำจริตดิ้นกระแด่วพอเป็นพิธี แต่พอกิติอุ้มเข้าห้อง เสียงร้องอย่างมีจริตก็แผ่วหายกลายเป็นเสียงหัวเราะระริก

บานเย็นยืนนิ่งเหมือนหุ่น นํ้าตาคลออยู่ในความมืด...

ooooooo

ตอนที่ 3

อุษาใช้มารยาร้อยเล่มเกวียน ทั้งยั่วยวน หลอกล่อ และรุกเร้า จนกิติต้องบอกว่าเขาจะแต่งงานกับเธอทันทีที่กลับพระนคร เท่านั้นเอง อุษาก็กระโจนเข้าหากิติเป็นฝ่ายรุกเขาอย่างร้อนแรงจนชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ

เวลาที่กิติกับอุษากำลังเริงสวาทกันนั้น เป็นเวลาที่บานเย็นพยายามรวบรวมสติสวดมนต์ กระนั้นภาพกิติกับอุษาก็ยังตามหลอนจนไม่มีสมาธิสวดมนต์ต่อไปไม่ได้ ร้องไห้โฮออกมา เอื้อมมือไปคว้าผ้าเช็ดหน้าที่ใบ้เพิ่งเอามาคืน ซับน้ำตาจนเปียก

ส่วนเจ้าคุณฯ วันนี้รู้สึกกระสับกระส่ายเหงื่อแตกซึมเต็มหน้าผาก เหตุเพราะท่านกำลังถูกภาพในอดีตเมื่อ 19 ปีก่อน หลอกหลอนอย่างรุนแรง

เวลานั้นท่านพักอยู่ที่บ้านพักปลัดจังหวัด   คืนหนึ่ง... คืนนั้น...เยื้อนมาเคาะประตูเรียกอย่างร้อนรน เมื่อเข้าไปและเจรจากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เยื้อนกอดทารกบานเย็นวัย 1 เดือนไว้แนบอก ก้มหอมลูกอย่างอาลัย เอ่ยเหมือนบอกลา...

"พ่ออยากให้ลูกรู้นะแม่เย็น ว่าถึงอย่างไรพ่อก็รักลูกเสมอ พ่อรักลูกที่สุด แล้วพ่อก็วางใจว่าได้ฝากลูกไว้กับคนที่ดีที่สุดแล้ว"

เยื้อนก้มหอมทารกน้อยอีกครั้ง ก่อนส่งให้คุณพระฯด้วยน้ำตานองหน้า เอ่ยฝากฝังว่า

"ขอฝากบานเย็นไว้กับนายด้วยนะเกิด ถ้าลูกกันโตพร้อมที่จะออกเหย้าออกเรือน นายก็ช่วยแบ่งที่ดินที่ไทรโศกให้บานเย็นมันไว้พอเลี้ยงปากท้องตัวเองบ้าง"

เวลานั้นคุณพระฯบอกเพื่อนร่วมสาบานว่าไม่ต้องห่วง อย่างไรเสียที่ผืนนี้ก็ต้องตกเป็นของบานเย็นอยู่ดี เยื้อน ขอให้สาบานว่าจะดูแลลูกตนอย่างดี คุณพระฯตอบรับทันทีว่า

"กันสาบาน"

เมื่อเยื้อนเข้าไปจับไหล่คุณพระฯแน่นด้วยความซาบซึ้งใจ คุณพระฯถามว่าทำไมเยื้อนพูดเหมือนกับจะหนีไปไหนไกลๆเยื้อนตอบเป็นปริศนาว่า

"ใช่...ไปไกล แค่คำสาบานที่นายให้ไว้ มันทำให้กันสบายใจและหมดห่วง ขอบใจนะเจ้าเพิ่มที่ช่วยเซ็นชื่อเป็นพยานให้" พูดกับเพิ่มแล้วหันไปทางคุณพระฯเอ่ยเสียงสะท้าน "กันลาล่ะนะเพื่อนรัก ลาก่อนนะลูกรักของพ่อ"

พูดเสร็จเยื้อนหยิบปืนที่เหน็บซ่อนที่เอวออกมาจ่อขมับลั่นไกทันที เสียงปืนทำให้ทารกน้อยแผดเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ

คิดถึงอดีตถูกภาพหลอนจนขวัญเสีย ทำให้เจ้าคุณฯร้องเสียงดังลั่น

"อย่า...อย่า!!!"

เจ้าคุณฯมองหน้าคุณหญิง บานเย็น และเพิ่มที่วิ่งเข้ามาจับท่านเขย่าให้รู้สึกตัว แต่เห็นหน้าทุกคนเป็นหน้าของเยื้อน ที่อาบเลือดไปหมด!

เจ้าคุณฯดิ้นกระเสือกกระสนหนีจนคุณหญิงต้องเข้าจับตัวไว้พยายามเรียกและบอกว่าตนอยู่นี่ แต่ดูเหมือนเจ้าคุณฯจะไม่รับรู้อะไรแล้ว ร้องแต่กลัว...กลัว!! และไล่ไป... ไปให้พ้น!! คุณหญิงถูกเจ้าคุณฯผลักกระเด็นจนต้องหันไปร้อง
บอกเพิ่มให้ช่วยจับท่านไว้ สั่งเย็นให้รีบไปตามกิติมาพาเจ้าคุณพ่อไปหาหมอเดี๋ยวนี้

ขณะบานเย็นกำลังจะวิ่งออกไปนั่นเอง เจ้าคุณฯ ก็เรียกไว้ไม่ยอมให้ไปไหน ในที่สุดคุณหญิงเลยต้องไปเอง

ooooooo

คุณหญิงไปที่ห้องนอนของกิติ   โดยไม่รู้ว่าภายในห้องอุษากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง   กำลัง

ฝันหวานถึงทรัพย์สมบัติมหาศาลของธีระรัตน์ที่

ต่อไปจะต้องตกเป็นของตนในฐานะสะใภ้  ส่วนกิตินอนสลบไสลหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง

คุณหญิงวิ่งกระหืดกระหอบไปถึงหน้าห้อง ร้องเรียกกิติอย่างร้อนรน อุษาดีใจที่จะได้เปิดเผยตัวกับคุณหญิง ทำที หันไปเรียกกิติถามว่าคุณหญิงมาจะทำอย่างไรดี

กิติงัวเงียขึ้นมาไม่ทันตั้งหลัก คุณหญิงก็ผลักประตูเข้ามาแล้ว อุษาทำเป็นตกใจคว้าผ้าขึ้นปิดช่วงอกที่เปลือยเปล่า คุณหญิงเห็นสภาพของทั้งคู่ตรงหน้าก็แทบช็อก ถามอย่างตื่นตะลึงว่า

"นี่มันอะไรกัน เจ้าคุณพ่อป่วยอาละวาดเสียงดังลั่นบ้าน แทนที่จะมีแก่ใจออกไปดู   กลับมาทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกันอยู่ที่นี่!!"

พอกิติตั้งสติได้ก็พุ่งเป้าไปที่บานเย็นทันที  เชื่อว่าบานเย็นไปฟ้องคุณหญิงจนเกิดเรื่องแบบนี้ ลุกขึ้นใส่เสื้อผ้า คำรามอย่างแค้นใจ "อีเย็น!" แล้วเดินอ้าวออกไป

ooooooo

เจ้าคุณเรียกบานเย็นไว้ จากนั้นยื่นซองเอกสารให้เพิ่ม สั่งกำชับว่า

"รักษาไว้ให้ดีนะเจ้าเพิ่ม    เปิดพินัยกรรมแล้ว

เมื่อไหร่เอ็งค่อยเปิดออกดู"

ทันทีที่เพิ่มรับซองเอกสารจากเจ้าคุณฯ  กิติก็พรวดพราดเข้ามา  ตรงเข้ากระชากบานเย็นที่กำลังนวดขาให้เจ้าคุณฯจนหน้าหงาย   ตบผัวะลงไปกองแทบเท้าเจ้าคุณฯ   พอดีคุณหญิงเพิ่งมาถึง

"ตีเย็นทำไม" เจ้าคุณฯตกใจตาเหลือก ส่วนเพิ่มรีบเข้าประคองบานเย็นที่ยังมึนงงอยู่

กิติหาว่าบานเย็นมาฟ้องคุณหญิงเรื่องตนกับอุษา บานเย็นบอกว่าตนไม่รู้เรื่อง ก็ถูกอุษาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกิติถามเสียงดังอย่างต้องการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า

"ถ้าไม่รู้แล้วคุณหญิงจะเข้าไปเจอฉันนอนอยู่กับคุณกิติในห้องได้ยังไง"

เจ้าคุณฯช็อกกับเรื่องที่ได้ยินจากปากอุษา ส่วนบานเย็นก็ยังคงยืนกรานว่าตนไม่รู้เรื่องจริงๆ พลางหันไปมองคุณหญิงเชิงขอให้ช่วยเป็นพยาน แต่คุณหญิงกลับนิ่ง ทำให้กิติยิ่งเชื่อว่าบานเย็นเป็นคนมาฟ้องแน่ ทั้งด่าทั้งตรงเข้ากระชากผมบานเย็นมาตบหน้าอีก เพิ่มเข้าไปห้ามก็ไม่ยอมหยุด จนเจ้าคุณฯร้องเสียงดัง

"อย่าาาา!!!"

เจ้าคุณฯฮึดรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเพื่อจะลุกไปห้ามกิติ แต่พลาดตกเตียงหน้าคว่ำไปกระแทกพื้น ทุกคนตกใจถลาเข้าหา เพิ่มพลิกหน้าเจ้าคุณฯขึ้นมา ทุกคนตะลึงงันเมื่อเห็นท่านกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ คุณหญิงและบานเย็นร้องไห้โฮออกมา

เจ้าคุณฯที่อยู่ในอ้อมแขนเพิ่ม   นอนตาลอยค้างอยู่อย่างนั้น...

ภาพเมื่อ 30 ปีที่แล้วหวนกลับมาสู่ความทรงจำของเจ้าคุณฯอีกครั้ง เวลานั้น ทั้งเจ้าคุณฯซึ่งชื่อเดิมว่าเกิด และเยื้อน อยู่ในวัย 20 เท่ากัน เป็นเพื่อนรักกันมาก จนวันหนึ่งไปสาบานต่อหน้าองค์พระประธาน โดยเยื้อนเอ่ยขึ้นก่อนว่า
"ลูกขอสาบานว่า ลูก...นายเยื้อน โพธิ์งาม จะรักและซื่อสัตย์ต่อนายเกิด ธีระรัตน์ ลูกจักยอมตายเพื่อเพื่อนรักคนนี้ และจะไม่มีวันทรยศหักหลังเพื่อนเป็นอันขาด"

จากนั้น เกิด ธีระรัตน์ จึงสาบานต่อ

"ถ้าแม้นใครผิดคำสาบาน ขอให้มันผู้นั้นพินาศฉิบหายและมีชีวิตโดยปราศจากซึ่งความสุข จนแม้ในยามหมดลม ก็ขอให้มันทุรนทุรายไปจนกว่าจะขาดใจตาย"

เพื่อนร่วมสาบานทั้งสองหันยิ้มให้กันอย่างมั่นใจในกันและกัน

หลังจากนั้นอีก 14 ปี คือในปี พ.ศ.2463 เวลานั้น เกิด ธีระรัตน์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระธีระรัตน์แล้ว มีภรรยาชื่อคุณชื่น ทั้งสองได้พาเด็กหญิงบานเย็นในวัย 3 ขวบ เข้ามาที่บ้านไทรโศก

เวลานั้น คุณพระฯเดินสำรวจ เห็นรูปถ่ายของเยื้อน เดี่ยวๆ เยื้อนถ่ายคู่กับสมบุญซึ่งตั้งครรภ์แก่แล้ว และยังมีรูปครอบครัว ที่มีเยื้อน สมบุญ และเด็กหญิงบานเย็นในวัยทารก

เมื่อคุณพระฯย้ายเข้ามา ได้สั่งคนงานให้เก็บรูปถ่ายทั้งหมดใส่ลังแล้วเอารูปตัวท่านกับครอบครัวติดแทน เพิ่มซึ่งเป็นคนรู้เรื่องทั้งหมด อุ้มบานเย็นในมือ ดูเหตุการณ์อยู่อย่างหดหู่ใจ

คุณชื่นเดินเข้ามากวาดสำรวจบ้านอย่างพอใจ   ถามคุณพระฯว่า

"ใหญ่โตเหลือเกินค่ะคุณพี่ เจ้าของเขาขายให้ราคาเท่าไหร่คะ"

"ก็...ไม่แพงพรอกจ้ะ พอดีบ้านกับที่นาเขาหลุดจำนอง พี่ก็เลยซื้อเอาไว้" คุณพระฯตอบพลางโอบพาคุณชื่นเดินชมบ้าน อดไม่ได้ที่จะชำเลืองรูปของเยื้อนกับครอบครัวที่ถูกเก็บใส่ กล่องวางกับพื้น...

ooooooo

คุณหลวงคิดถึงอดีตทั้งที่ยังตาลอยอยู่ในอ้อมแขนของเพิ่ม ครู่หนึ่งค่อยๆเหลือบมองมาทางบานเย็นที่นั่งร้องไห้อยู่ปลายเท้า คิดเห็นภาพเด็กหญิงบานเย็นในวัย 13 ปีที่ยังไร้เดียงสา

เวลานั้นคุณพระฯยังอยู่ที่บ้านหลังเก่าในพระนคร แต่มีรายได้จากบ้านไทรโศกมากมาย วันหนึ่งท่านมองเงินกองโต ที่วางกองอยู่บนโต๊ะอย่างลิงโลด พูดอย่างอิ่มเอมใจกับคุณชื่นในเวลานั้นว่า

"ไม่น่าเชื่อว่ารายได้จากไทรโศกมันจะมหาศาลขึ้นทุกปีอย่างนี้ ถ้าเย็นเรียนจบ ม.3 แล้ว ฉันว่าจะเจียดเงินส่งให้ เรียนต่อจนถึง ม.8 นะแม่ชื่น"

คุณชื่นแย้งทันที สาธยายถึงรายจ่ายมากมายในครอบครัว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของกิติที่อังกฤษ ทั้งยังคิดจะซื้อบ้านใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งท่านเจ้าคุณฯที่จะได้รับเร็วๆนี้ด้วย นอกจากนั้นยังอยากได้รถรุ่นใหม่จากยุโรปไว้ใช้ให้สมฐานะสักสองสามคัน

ฟังโครงการและเหตุผลของคุณชื่นเวลานั้นแล้ว คุณพระฯ ได้แต่เงียบไป

อีกสองปีต่อมา คุณพระฯได้รับบรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวง ธีระรัตน์ บานเย็นเอามาลัยดอกมะลิใส่พานมากราบแสดงความ ยินดีกับท่าน กลับถูกคุณชื่นหาว่าจะมาเสนอหน้าขอเรียนต่อ ปรามว่าไม่มีวันเสียละ  ลำพังค่าใช้จ่ายในบ้านก็มากมาย ขืนส่งให้เรียนต่อมีหวังต้องกินหญ้ากันหมด

"เย็นรู้เจ้าค่ะว่าเย็นเป็นภาระของคุณพ่อ เย็นไม่ได้ อยากจะเรียนต่อหรอกเจ้าค่ะ เท่าที่คุณพ่อส่งเย็นเรียนมาจนถึงขั้นนี้ก็นับว่าเป็นบุญของเด็กกำพร้าคนนี้เหลือเกินแล้ว เย็นกราบขอบพระคุณอีกครั้งนะเจ้าคะ" พูดเสร็จบานเย็นกราบแทบ เท้าคุณพระฯจริงๆ

เจ้าคุณฯนอนคิดถึงเรื่องราวในอดีต เห็นบานเย็นร้องไห้ ด้วยความตกใจกับอาการของตนก็ให้นึกเวทนาเอ็นดูว่า ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปบานเย็นก็ยังจงรักภักดีพร้อมรับใช้อยู่แทบเท้าเสมอต้นเสมอปลาย

"เย็นเอ๊ย..พ่อ..ขอโทษ ขอโทษลูกสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา อภัยให้พ่อด้วยนะลูก" พูดแล้วเจ้าคุณฯละสายตามองไปทางคุณหญิงและกิติ พูดกับทั้งคู่ทั้งที่เลือดยังทะลักออกจาก ปาก "สำหรับคุณหญิงและลูก ฉัน..ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว"

คุณหญิงน้ำตาร่วงเผาะ ส่วนกิตินั่งอึ้ง เจ้าคุณฯหันมอง เพิ่มที่ประคองให้ท่านนั่งอยู่  เอ่ยปาก

"ดูแลเย็นแทนพ่อด้วย  ดูแลอย่างดีที่สุด  เอ็งรู้ดีกว่าใครว่า...ทำไม"

พูดแล้วเจ้าคุณฯเลื่อนสายตามองไปทางท้ายห้อง ในสายตาท่านเห็นเยื้อนยืนอยู่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง  ผิวพรรณสะอาด เจ้าคุณฯเอ่ยกับเยื้อนที่เห็นในสายตาว่า

"กันทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว...สัญญา"

พูดได้แค่นั้น เจ้าคุณฯก็คอพับสิ้นลม คุณหญิงร้องไห้โฮซบกับอกท่าน กิติดึงบานเย็นออกแล้วแทรกตัวเข้าแทนที่อยู่ แทบเท้าเจ้าคุณพ่อ อุษาผวาเข้าไปใช้เท้ายันบานเย็นห่างออกไปแล้วแทรกเข้าไปนั่งเคียงกิติ

เพิ่มเห็นการกระทำของทุกคน  เขานึกหวั่นถึงความวุ่นวายที่ส่อเค้าแล้ว...

บานเย็นถูกเขี่ยออกมาอยู่มุมห้อง  เธอแอบร้องไห้ มองเจ้าคุณฯด้วยความอาลัยรักสุดซึ้ง...

ooooooo

ในวันรดน้ำศพท่านเจ้าคุณธีระรัตน์ ใบ้มีหน้าที่เสิร์ฟน้ำชาแขกผู้มาร่วมงาน ใบ้พยายามมองหาบานเย็น ก็ไม่เห็น

คุณหญิงเสียใจร้องไห้ไม่หยุด จนพระครูฯต้องให้กำลังใจ ให้เข้มแข็ง อยู่เป็นหัวหน้าบริวารทั้งหลายแทนเจ้าคุณฯ

ส่วนอุษาก็แสดงความเศร้าโศกเสียใจเยี่ยงคนในครอบครัว แสดงตัวเป็นสะใภ้เต็มที่ จนพระครูฯถามคุณหญิงว่าหญิงสาว คนนั้นเป็นใคร กิติชิงบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทกับตน ท่านเอ่ย ลอยๆว่า

"ดูจะสนิทสนมกับโยมเจ้าคุณฯมากสินะ ดูจะเสียอก เสียใจหนักกว่าคุณหญิงเสียอีก"

คุณหญิงแอบค้อนอุษาอย่างไม่พอใจที่ทำออกหน้าออกตาจนไม่งาม  ส่วนกิติยิ้มพิพักพิพ่วน  เพิ่มรู้เห็นทั้งหมด ได้แต่ถอนใจเฮือกๆ

ooooooo

ตลอดพิธีงานศพของเจ้าคุณฯ นับแต่รดน้ำศพจนกระทั่งเผา บานเย็นถูกคุณหญิงกีดกันไม่ให้เข้าร่วมงานเด็ดขาด ในงานรดน้ำศพถึงกับประกาศกร้าวว่า อนุญาตเฉพาะคนที่เป็นธีระรัตน์ เท่านั้นที่จะขึ้นไปรดน้ำได้  คนอื่นห้ามเด็ดขาด

นอกจากกีดกันบานเย็นไม่ให้เข้าร่วมพิธีแล้ว คุณหญิงยังกล่าวหาว่าบานเย็นเป็นต้นเหตุให้เจ้าคุณฯหัวใจวาย เพราะไปทำสำออยบีบน้ำตาต่อหน้าท่าน

เพิ่มสงสารบานเย็นมาก เมื่อเห็นว่าแขกที่มางานกลับไปกันหมดแล้ว จึงเข้าไปขออนุญาตคุณหญิงพาบานเย็นขึ้นไปกราบและสวดศพเจ้าคุณพ่อ ถูกคุณหญิงยื่นคำขาดขู่ว่า

"ถ้ายังอยากได้ชื่อว่าเป็นธีระรัตน์อยู่ละก็ อย่าเอาเรื่องรกหูอย่างนี้มาพูดกับฉัน ฉันต้องการให้คุณพี่จากไปโดยสงบ ไม่ใช่ต้องมาห่วงกับนังนั่นอีก"

เพิ่มฟังแล้วสะอึกอึ้ง นึกไม่ถึงว่าคุณหญิงจะเกลียดชัง บานเย็นถึงเพียงนี้

อุษาสงสัยว่าในเมื่อบานเย็นไม่ใช่ญาติแล้วทำไมถึงเรียกเจ้าคุณฯว่า "เจ้าคุณพ่อ" กิติตอบอย่างผยองลำพองใจว่า

"โธ่..อุษา ธีระรัตน์มั่งคั่งขนาดนี้ หมูหมากาไก่ที่ไหนก็อยากนับญาติด้วยทั้งนั้น แต่ทายาทตัวจริงมีแค่นายกิติคนนี้ คนเดียว"

อุษาฟังแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ แอบนึกต่อไปว่า และคนที่เป็น สะใภ้ธีระรัตน์ก็มีตนคนเดียวเท่านั้น

ระหว่างงานศพเจ้าคุณฯนั้น ใบ้พยายามมองหาบานเย็น และเมื่อพบว่าบานเย็นหลบไปนั่งเศร้าอยู่ใต้ถุนศาลาวัดก็ตัก ข้าวราดแกงไปให้กิน แต่บานเย็นก็กินไม่ลง ได้แต่ขอบคุณใบ้ ด้วยความซึ้งใจ

งานศพของคุณหลวงจัดอย่างรวดเร็วและง่ายตามคำสั่งเสียของท่าน คือสวด 3 วัน เผาที่วันไทรโศก และให้เก็บเถ้า กระดูกไว้ในสถูปที่ท่านให้ทำไว้ที่สวนหลังบ้าน

เมื่อจัดการงานศพท่านเรียบร้อยแล้ว คุณหญิง กิติ และ อุษาก็เดินทางกลับพระนครทันที บานเย็นอยากตามไปรับใช้ ก็ถูกไล่ให้กลับมาอยู่กับหวินและเพิ่มที่บ้านไทรโศก ให้ดูแลและทำนากันต่อไป

ก่อนเดินทาง คุณหญิงไปกราบลาพระครูฯที่วัดขอพรจากท่าน

"พรของอาตมาก็เห็นจะไม่มีอะไรมาก นอกจากขอให้ โยมทำการทุกอย่างอย่างมีสติ เพราะสติจะเป็นตัวกำหนดจิต เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราติดอยู่ในวังวนของกิเลสตัณหาและความละโมบโลภมาก ถ้าเราขาดสติ กิเลสต่างๆก็จะครอบงำจิต ได้ง่าย จิตถูกครอบงำมากเท่าไหร่ ความวิบัติฉิบหายก็จะตามมา มากเท่านั้น"

ทั้งคุณหญิง  กิติ  และอุษากราบท่านพระครูฯราวกับได้ รับพรอันประเสริฐ ไม่มีใครสำเหนียกเลยว่าถูกท่านเทศนาอย่าง รู้เช่นเห็นชาติของทุกคน!

ooooooo

ใกล้ถึงฤดูทำนาแล้ว ใบ้กับชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันไถนาเตรียมดินอยู่กลางทุ่ง พอหลังเพลเพิ่มก็หิ้วปิ่นโตมาหลายเถา ตะโกนบอกทุกคนให้ขึ้นมาพักกินข้าวกันก่อน เพราะคนมาทำบุญเยอะกับข้าวเหลือมาก ท่านพระครูฯเลยให้เอามาให้กินกัน

ยายอ่อนจัดแจงลุกไปถอดเถาปิ่นโตพลางชวนเพิ่มกินด้วยกัน เพิ่มบอกว่าตนกินแล้วกับข้าวแบบเดียวกันนี่แหละ เพราะคุณหญิงให้หวินกับบานเย็นทำมาเลี้ยงพระเพลที่วัดหลังจากเอาอัฐิท่านเจ้าคุณไปไว้ในสถูปแล้ว ที่กินก็กับข้าวแบบเดียวกันนี่แหละ

ยายอ่อนถามว่าคุณหญิงจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม เพิ่มตอบเซ็งๆว่ากลับไปแล้ว กลับไปทั้งครอบครัวนั่นแหละ

ใบ้กำลังตักข้าวใส่ปากชะงักทันที ได้ยินเพิ่มเล่าให้ยายอ่อนฟังอีกว่า

"ไปเมื่อตะกี้นี้เอง เฮ้อ...ไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ อาจจะไม่กลับมาเลยก็ได้ ที่นี่มันบ้านนอกคอกนา ท่านคงไม่อยากมานักหรอก"

ใบ้ตัวชาวูบ ใจหายวาบ ในที่สุดก็ทนไม่ได้วางช้อน ลุกวิ่งอ้าวไป จนยายอ่อนร้องถามว่าจะไปไหนก็ไม่หยุด ทุกคนในวงข้าวเลยได้แต่มองหน้ากันงงๆ

ใบ้วิ่งอ้าวไปตามคันนาทะลุไปถึงริมคลอง วิ่งเลียบไปตามตลิ่งพลางก็ชะเง้อมองไปทางคุ้งน้ำไกลลิบๆ วิ่งล้มลุกคลุกคลานมาจนเห็นเรืออยู่ลิบๆ ใบ้วิ่งไล่ไปอีกจนใกล้จึงตัดสินใจกระโดดลงคลองว่ายน้ำไปที่เรือ

ใบ้ว่ายน้ำไปสุดแรงเกิด ครู่ใหญ่ก็อ่อนแรงและทิ้งห่างเรือไปทุกที จนในที่สุดต้องยอมแพ้ว่ายเข้าฝั่งอย่างแสนเสียดาย

เสร็จพิธีการงานศพท่านเจ้าคุณฯแล้ว...

หวินกับบานเย็นถูกคุณหญิงไล่ให้กลับมาอยู่ที่ไทรโศกทำนาและช่วยเพิ่มทำงาน หลังจากสั่งเพิ่มให้ดูแลคนงานให้ดีและส่งเงินรายได้ประจำปีไปให้ตรงเวลาเหมือนตอนที่คุณหลวงฯยังอยู่แล้ว ก็สั่งบานเย็นว่า

"นาข้าวมีเป็นพันๆไร่ รู้จักหัดปลูกหัดทำ หัดเอาแรงงานแลกข้าวแลกน้ำแลกที่ซุกหัวนอนเสียบ้าง จะได้ไม่รู้สึกว่าเกิดมาหนักแผ่นดิน..."

บานเย็นนั่งเรือเมล์กลับมากับหวินจนถึงท่าน้ำบ้านไทรโศก ก็ตกใจเมื่อเห็นใบ้นอนตัวเปียกซ่กหน้าหมองอยู่ที่ท่าน้ำ พอดีเพิ่มลงมาถามว่าได้ของมาครบไหม

เสียงของเพิ่มทำให้ใบ้ลืมตาดู พลันก็ตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นบานเย็นตัวเป็นๆยืนอยู่ตรงหน้า ใบ้ค่อยๆลุกขึ้นจ้องเพื่อความแน่ใจ จนเพิ่มทักขำๆ

"อ้าว...ไอ้ใบ้ อย่าบอกนะว่าที่เอ็งวิ่งหูดับตับไหม้ออกมาจากนา เพราะอยากมาว่ายน้ำเล่นที่นี่น่ะ" หวินก็พลอยหยอกขำๆว่า ใบ้อาจจะมางมกุ้งงมหอยไปขายก็ได้ ถามใบ้ว่าจริงไหม

ใบ้ได้แต่ยิ้มไปยิ้มมา เพิ่มพูดยิ้มๆว่า

"ไอ้นี่ท่าจะบ้า ไป...ขึ้นเรือนกันเถอะหนูเย็น"

ใบ้มองตามพวกบานเย็น ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แหงนมองฟ้า มองน้ำ   มองสายลมแสงแดดด้วยความรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างสวยสดงดงามเสียจริงๆ

ooooooo

ใต้ต้นไทรใหญ่ ยังเป็นมุมส่วนตัวที่บานเย็นมักมานั่งปล่อยความคิดไม่ว่าทุกข์ว่าสุขอยู่ที่นี่ เมื่อกลับมาถึงบ้านไทรโศกแล้ว เธอไปนั่งคิดถึงรสสัมผัสฝังใจที่กิติลักลอบแตะเนื้อต้องตัวจนหวั่นไหว แต่แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆ

เมื่อตั้งสติเตือนตัวเองให้เจียมในฐานะที่เหมือนเด็กรับใช้ในบ้านแล้ว บานเย็นตัดใจจะลุกขึ้น พลันก็ชะงักเมื่อเห็นใบ้มายืนยิ้มฟันขาวตาใสในมือถือถังสังกะสียื่นมาให้ เมื่อบานเย็นชะโงกดูเห็นกุ้งตัวเขื่องอยู่ในถังนับสิบตัว เงยมองหน้าใบ้ถามว่าเท่าไหร่ ใบ้ส่ายหน้าแล้วพยักพเยิดให้รู้ว่าเอามาให้ไม่ได้เอามาขาย

"งมมาให้หรือ ขอบใจนะ อยากกินกุ้งเผาสะเดาลวกอยู่พอดีเชียว ถ้างั้นก็กินข้าวเย็นเสียด้วยกันเลยสินายใบ้"

ใบ้รีบพยักหน้าด้วยความดีใจในน้ำใจไมตรีที่บานเย็นมีให้

ooooooo

คุณหญิงเดินทางกลับถึงพระนครก็เรียกคุณเจนที่เป็นทนายความประจำตระกูลมาพบจะให้เปิดพินัยกรรม พอรู้ว่าเจ้าคุณฯสั่งไว้ให้เปิดหลังจากท่านเสีย 3 เดือน คุณหญิงแสดงความไม่พอใจถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องรอนานขนาดนั้น

"อย่างที่ผมเรียนให้คุณหญิงทราบว่าเป็นความต้องการของท่าน ผมในฐานะทนายก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านโดยเคร่งครัด นอกจากเรื่องพินัยกรรมแล้วคุณหญิงมีธุระอะไรให้ผมรับใช้อีกไหมครับ" เมื่อคุณหญิงบอกว่าไม่มี คุณเจนจึงลากลับ แต่นึกขึ้นได้ บอกคุณหญิงอีกว่า

"อ้อ...แล้วก็คงต้องเรียนให้คุณหญิงทราบก่อนว่า นอกจากพระปรีชาเวทย์กับหลวงนิติธรรมแล้ว ผมต้องเชิญคุณเพิ่มมาเป็นพยานในวันเปิดพินัยกรรมตามความประสงค์ของท่านเจ้าคุณฯด้วย ผมลาล่ะครับ"

เพียงทนายเจนคล้อยหลัง คุณหญิงก็สบถอย่างอารมณ์ เสียว่า

"อะไรก็ทำตามความประสงค์ของท่านเจ้าคุณฯ ไอ้บ้าเอ๊ย!!!"

"อย่าอารมณ์เสียไปเลยครับคุณแม่ จะเปิดวันนี้หรืออีก 3 เดือนข้างหน้า สมบัติของเจ้าคุณพ่อก็ต้องตกเป็นของเราสองคนอยู่ดี" เห็นคุณหญิงสีหน้าดีขึ้น กิติจึงขอไปส่งอุษาก่อนเพราะปล่อยให้รอนานแล้วบอกก่อนออกไปว่า "อ้อ...คืนนี้ผมคงกลับดึก คุณแม่ไม่ต้องรอนะครับ"

คุณหญิงนิ่งอย่างทำใจไม่ได้ แทนที่ลูกชายจะอยู่เป็นเพื่อนปลอบใจในยามที่เจ้าคุณฯเพิ่งจากไป แต่กลับเป็นห่วงผู้หญิงและทิ้งตนให้ตกอยู่ในความเศร้าอย่างว้าเหว่เดียวดาย

ooooooo

ที่โถงบ้านไทรโศกเย็นนี้ตั้งวงข้าวที่มีใบ้ร่วมวงด้วย กับข้าวมื้อนี้มีกุ้งเผาสะเดาลวกน่าอร่อยมาก ทุกคนล้อมวงเตรียมเปิบข้าวกันแล้ว มีแต่บานเย็นคนเดียวที่ดูซึมเศร้าจนเพิ่มปลอบใจว่า

"อย่าเสียใจไปเลยนะหนูเย็น น้าเชื่อว่าอยู่ที่นี่หนูเย็น จะสบายใจกว่าอยู่ในพระนครเยอะ"

ส่วนหวินโพล่งออกมาอย่างโล่งอกว่า โล่งใจที่คุณหญิงให้อยู่ที่นี่ พลางยกมือท่วมหัวเชื่อว่าเจ้าคุณฯคงรู้ใจตนเลยดลใจคุณหญิงให้ตนอยู่ที่นี่ บานเย็นฟังแล้วถอนใจพูดอย่างทำใจได้แล้วว่า

"อยู่ใกล้เจ้าคุณพ่ออย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เย็นจะได้มีสติมีสมาธิไม่วอกแวกไปมา พรุ่งนี้น้าเพิ่มจะไปนากี่โมงล่ะ เย็นจะตามไปทำนาด้วย"

ทุกคนชะงัก หวินถามว่าเคยแต่ทำงานบ้านจะไปเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินไหวหรือ เพิ่มก็เห็นด้วยพูดปลอบโยนว่าคุณหญิงก็คงพูดไปอย่างนั้นเอง อย่าไปถือเป็นอารมณ์เลย

"แต่เย็นอยากลองดูสักตั้ง เย็นตั้งใจแล้ว และก็เชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินไปกว่าความพยายามของเราหรอกค่ะน้าเพิ่ม"

เมื่อบานเย็นตั้งใจแน่วแน่เช่นนั้น เพิ่มมองหน้ากับหวินแล้วตัดสินใจให้บานเย็นลองดูสักอาทิตย์ มอบหมายให้ใบ้ช่วยสอนบานเย็นทำนา ทำเอาใบ้ยิ้มแก้มแทบปริดีใจที่จะได้ใกล้ชิดบานเย็นยิ่งขึ้น ยิ่งเมื่อถูกหวินกับเพิ่มเรียกแซวๆว่า "ครูใบ้" ด้วยแล้ว ใบ้ก็ทั้งเขินทั้งดีใจจนอายม้วนต้วน ทำให้ยิ่งดูน่ารักน่าขำ

ooooooo

กิติไม่ได้พาอุษาไปส่งที่บ้านทันที หากแต่พากันไปดื่มกินกันในสถานเริงรมย์จนดึกจึงพาไปส่ง พอขับรถมาจอดที่หน้าบ้านอุษา กิติก็ทำอ้อยอิ่งมองหน้าหญิงสาวอย่างกระสัน ครั้นอุษาทำนวยนาดจะลงจากรถก็ถูกชายหนุ่มรั้งไว้แนบหน้าเข้ากระซิบว่า "เดี๋ยวผมไปส่ง"

อุษาเข้าใจความหมายนั้น  ยิ่งยั่วยวน  จนในที่สุดทั้งคู่ ก็ใช้เวลาอยู่กันในรถนั่นเอง

เมื่ออุษาหิ้วกระเป๋าเข้าบ้านอย่างรื่นรมย์สมใจไม่ทันเห็นอุไรที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น จนผู้เป็นแม่ทักขึ้นจึงถามว่าเที่ยงคืนแล้วยังไม่นอนอีกหรือ

อุไรทำเป็นไม่พอใจที่ลูกสาวทำบัดสีบัดเถลิงกับกิติไม่เลือกที่ ใครเห็นเข้าจะทำให้ชื่อเสียงป่นปี้ ซ้ำตัวเองก็จะไม่มีราคา เดี๋ยวจะเสียตัวฟรี

"แม่ไม่ต้องห่วง หนูไม่ใช่ผู้หญิงหน้าโง่ แม่เตรียมหาช่างภาพมือหนึ่งให้หนูสักคน หลังจากนั้นก็เตรียมตัวเป็นแม่ยายคุณกิติได้เลย"  อุษาพูดอย่างลำพองใจ จนอุไรค่อยโล่งอกไปบ้าง

ooooooo

เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ให้สอนบานเย็นทำนาแล้ว ใบ้อิ่มเอมเปรมใจมาก เช้านี้ก่อนที่จะไปเป็นครู ใบ้หวีผมเรียบแปล้ ประแป้งขาววอก ออกไปแล้วก็เวียนกลับมาส่องกระจกเปลี่ยนทรงผมอีกสองสามรอบกว่าจะออกไปได้ จนยายเอมที่นั่งเอาปูนป้ายพลูอยู่ถามแกมบ่นๆว่า

"เอ็งจะแต่งหล่อไปทำไมวะไอ้ใบ้ ข้าไม่เห็นมีสาวที่ไหนมันไปรับจ้างทำนาเลย มีก็แต่พวกมีลูกมีผัวแล้วทั้งนั้น หรือเอ็งจะแต่งไปอวดควายตัวเมีย หา..."

ใบ้ถูกยายบ่นก็หันมายักคิ้วแผล็บยิ้มเผล่ให้ยายก่อนเดินไปอย่างอารมณ์ดี

ที่แปลงนาซึ่งพร้อมจะหว่านกล้าแล้ว เพิ่มยืนลุ้นอยู่ที่คันนาดูใบ้สอนบานเย็นขี่ควายอยู่กลางทุ่ง ใบ้กระโดดขี่ควายให้บานเย็นดูเป็นตัวอย่าง ท่าทางขึ้นหลังควายของใบ้นั้นเท่กว่าพระเอกหนังเสียอีก

ทำเป็นตัวอย่างให้บานเย็นดูแล้ว ใบ้บอกให้บานเย็นลองดูบ้าง บานเย็นค่อยๆทำตามแต่เก้ๆกังๆ ในที่สุดก็ล้มลงมาทับใบ้ลงไปคลุกเลนด้วยกัน

เพิ่มตกใจตะโกนถามว่าเป็นอะไรมากไหม บานเย็นค่อยๆลุกขึ้นนั่งบอกว่าไม่เป็นไรแต่นายใบ้นี่สิ...พลางโน้มตัวไปดูใบ้ที่นอนคว่ำหน้าอยู่ในเลน

"นายใบ้ เป็นยังไงบ้าง" บานเย็นถามมองอย่างเป็นห่วง ใบ้ค่อยๆโงหัวขึ้นมาหน้าเต็มไปด้วยเลนแต่ก็ยังอุตส่าห์ยิ้มฟันขาวให้บานเย็น

"โถ...อุตส่าห์ผัดแป้งเสียขาวจั๊วะตอนนี้เละเป็นขี้เลนซะแล้วไอ้ใบ้" เพิ่มแซวขำๆยังกลั้นหัวเราะไว้ แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่หัวเราะก๊ากออกมา พอเพิ่มหัวเราะทุกคนก็พากันหัวเราะอย่างขบขัน

ใบ้ยิ้มให้ทุกคน ยิ้มหวานราวกับสนุกเสียเต็มประดาทั้งๆที่จุกจนหายใจแทบไม่ออก

ooooooo

บานเย็นมุ่งมั่นในการหัดทำนา ทุ่มเทอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวเปรอะเปื้อนจนทำงานได้คล่อง-แคล่วขึ้น เธอร่วมทำทุกขั้นตอน จนบัดนี้ข้าวในนาเขียวขจีไปทั้งท้องทุ่งแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น บานเย็นยังหัดใช้ชีวิตแบบชาวนา หัดจับปูนากับใบ้ ทั้งสนุกทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บเพราะถูกปูหนีบ แต่ก็มีความสุข

เวลาผ่านไปจนท้องนากลายเป็นทุ่งรวงทอง บานเย็นยืนดูทุ่งเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตาอย่างมีความสุข เพราะส่วนหนึ่งในนั้นคือหยาดเหงื่อแรงงานของตนด้วย

ผิดกับอุษาและกิติ เมื่ออยู่ด้วยกันที่พระนครก็เอาแต่ เที่ยวกลางคืน ส่วนกลางวันก็เดินซื้อของ อุษาเลือกซื้อของให้ตัวเองโดยมีกิติคอยตามจ่ายเงินเป็นฟ่อน

เที่ยวในพระนครจนเบื่อก็พากันไปเที่ยวทะเล โดยกิติหารู้ไม่ว่านั่นคือแผนการของอุษาที่ได้จ้างตากล้องตามไปเก็บภาพทุกที่อย่างแนบเนียน

หลังจากนั้น ภาพวาบหวิวของอุษากับกิติในที่ต่างๆ ทั้งนุ่งน้อยห่มน้อยจนกระทั่งนุ่งลมห่มฟ้านับสิบๆภาพก็มาอยู่ในมือคุณหญิง โดยมีอุไร อุษา และกิตินั่งหน้าไม่ดีอยู่ด้วย

ปล่อยให้คุณหญิงดูรูปเหล่านั้นหน้าเครียดอยู่พักใหญ่ อุไรกับอุษาก็ช่วยกันร้องไห้โฮออกมา อุไรพูดไปร้องไห้ไปว่า

"คุณหญิงต้องช่วยเราสองคนด้วยนะคะ ถ้าภาพพวกนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางหน้าหนังสือพิมพ์ละก็   ดิฉันกับลูก

คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยายอุษาก็จะเสียหายมากเพราะยังมีตำแหน่งนางงามค้ำคออยู่"

คุณหญิงบ่นว่าคบกันแค่ไม่กี่เดือนทำไมถึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้

อุษาเล่นบทนางเอกทันที ยอมรับว่าตนรักกิติมากจึงยอมได้ทุกอย่างเลยไม่ทันระวังตัว ฝ่ายอุไรก็รีบขอร้องคุณหญิงให้ช่วยจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีด้วยเพื่อปัญหาจะได้ผ่อนคลายลง

ส่วนที่คุณหญิงถามว่าสองแม่ลูกมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า ทำไมถึงถูกแอบถ่ายรูปแบบนี้มาได้ อุษาชี้แจงเสียงเครือว่าต้องมีคนจงใจกลั่นแกล้งตนแน่ๆ อุไรชี้ว่าคงเป็นพวกเสี่ยที่ผิดหวังจากอุษาหรือไม่ก็พวกนางงามตกรอบที่อิจฉาอุษาเลยจ้างคนมาทำลาย

คุณหญิงฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ คิดไม่ตกที่จะต้องมาดองกับสองแม่ลูกนี้

ooooooo

วันนี้ เพิ่มได้รับโทรเลขฉบับหนึ่ง เขารีบเปิดอ่านด้วยความสนใจ เป็นโทรเลขจากคุณเจนทนาย- ความของเจ้าคุณฯนั่นเอง ใจความว่า

"ขอเชิญมาร่วมเป็นพยานในการเปิดพินัยกรรมในวันที่ 7 มีนาคม ณ บ้านธีระรัตน์ เวลา 9.00 น. ด้วยความนับถือ เจน คดีกิจ"

อ่านโทรเลขเสร็จ บานเย็นกลับจากนาพอดี เธอไปนวดข้าวแปลงสุดท้ายกับชาวบ้านมา เพิ่มจึงเล่าให้ฟังว่าอีก 3 วันตนจะเข้าไปที่บ้านธีระรัตน์ จะไปด้วยกันไหม

"ไม่ดีกว่าจ้ะ เย็นอยากทำบุญให้เจ้าคุณพ่อ อีกอย่างคุณหญิงกับคุณกิติคงไม่อยากเห็นหน้าเย็นนักหรอก" บานเย็นพูดอย่างน้อยใจแล้วเดินขึ้นเรือนไป เธอตอบไปอย่างนั้นทั้งที่อีกใจลึกๆก็อยากจะได้เห็นหน้าใครบางคนที่ฝากความรู้สึกบางอย่างไว้จนยากจะลืมเลือน

ooooooo

เมื่ออุไรกับอุษากลับไปแล้ว คุณหญิงตำหนิกิติ ว่าจะมีเมียทั้งทีทำไมไม่หาที่ดีกว่านี้ กิติโต้ว่าแล้วอุษาเสียหายตรงไหน คุณหญิงบอกว่าไม่เสียหายแต่ ไม่ดีพอที่จะมาเป็นสะใภ้ของธีระรัตน์ เสนอว่า

"แม่อยากให้ลูกลองมองคนอื่นดูบ้าง มีผู้หญิงที่ชาติตระกูลดี การศึกษาสูงและมารยาทงามเหมาะกับลูกออกเกลื่อนพระนคร จะให้แม่จัดงานเลี้ยงให้ลูกดูตัวก่อนก็ยังได้"

"ผมสำรวจมาหมดแล้วครับคุณแม่ ผู้หญิงที่คุณสมบัติเต็มร้อยอย่างที่คุณแม่ว่า ส่วนใหญ่ขี้เหร่กันทั้งนั้น อุษานี่ล่ะครับดีที่สุด สวย หุ่นดี มีตำแหน่งนางงามการันตี พาไปออกงานที่ไหนก็ไม่อายใคร ที่สำคัญที่สุดคือไม่ฉลาดจนเกินไป"
แต่อุษาที่กลับมานั่งเบิกบานใจกับอุไรที่สวนหน้าบ้านนั้นพูดอย่างลำพองใจว่า การที่ฝ่ายโน้นคิดว่าเราไม่ฉลาดนั้นดีแล้ว เพราะเวลาที่เราดูดเงินมาใช้เขาจะได้ไม่มานั่งสงสัยหรือจับผิดเรา

อุไรย้ำเตือนลูกสาวให้เร่งมือกว่านี้ เพราะคุณนายสายหยุดมาทวงหนี้เช้าถึงเย็นถึงทุกวัน ถามว่าเมื่อไรเขาจะเปิดพินัยกรรมเสียที พอรู้ว่าพรุ่งนี้อุไรก็ดีใจ แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า

"เราจะเอาเงินจากธีระรัตน์ออกมาใช้ได้อย่างไร คุณกิติน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่อีนังคุณหญิงแม่นี่สิ ทั้งเค็มทั้งดูถูกคน จำสายตาเวลาที่มันมองเราได้ไหม มีแต่แววดูถูกดูแคลน ทำอย่างกับว่าเราเป็นพวกไส้เดือนกิ้งกือ"

ระหว่างนั่งคุยกันนั้น อุษากินมะม่วงน้ำปลาหวานสูดปากซี้ดซ้าดจนอุไรเห็นแล้วทำท่าเข็ดฟันแทน พลันก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างตาลุกเสนอแผนการสุดยอดว่า

"แม่รู้แล้วว่าเราจะเอาเงินออกมาจากธีระรัตน์ได้ยังไง โทรศัพท์หาคุณกิติเดี๋ยวนี้เลยยายอุษา คราวนี้แม่ลูกคู่นั้นไม่มีทางดิ้นหลุดมือเราแน่"

อุษามัวแต่อร่อยกับมะม่วงน้ำปลาหวานไม่ทันฉุกคิดอะไร ในขณะที่อุไรกระหยิ่มยิ้มย่องกับความเฉียบแหลมของตน

พรุ่งนี้จะเป็นวันนัดเปิดพินัยกรรมของท่านเจ้าคุณฯแล้ว

คืนนี้...ที่บ้านไทรโศก เพิ่มไปยืนคุยกับรูปของท่านเจ้าคุณฯว่า

"อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิดนะครับ เจ้าคุณพ่อ..."

เพิ่มบอกกล่าวก่อนที่จะเดินทางไปพระนครในวันเปิดพินัยกรรมของท่านเจ้าคุณฯ

ooooooo

เช้ามืดวันรุ่งขึ้น บานเย็นกับหวินช่วยกันคิดทำอาหารไปทำบุญที่วัด ทั้งสองเลือกทำอาหารที่เจ้าคุณฯ ชอบ สุดท้ายถึงของหวาน บานเย็นเสนอทำสาคูถั่วดำ กล้วยบวชชีกับฟักทองแกงบวดด้วยเพราะท่านชอบ

ทั้งอาหารคาวและหวาน ต้องใช้ผักผลไม้จากสวนที่ปลูกไว้ ใบ้รับหน้าที่เป็นคนวิ่งรอกเก็บผักหาผลไม้วิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างครัวกับสวนเป็นว่าเล่น จนสุดท้ายเก็บผักแกงผักจิ้มน้ำพริก มาพร้อมแล้ว ก็ต้องวิ่งไปอีกรอบเพื่อตัดกล้วยดิบและใบตอง

"ดีนะที่พี่เพิ่มให้ใบ้มาอยู่ช่วยงานช่วงที่ต้องเข้าพระนคร มันขยันแล้วก็คล่องดี จะใช้จะวานอะไรไม่เคยบ่น" หวินชม

"ถ้าพูดได้เขาคงบ่นไปแล้วล่ะพี่หวิน ตั้งแต่ตื่นมานี่นายใบ้วิ่งเข้าวิ่งออกจากบ้านไปสวนกี่สิบรอบแล้วล่ะ"

"เออ...จริงแฮะ" หวินเพิ่งนึกได้ว่าใบ้พูดไม่ได้ สองสาว เลยหัวเราะขำๆกันเอง

ooooooo

เพิ่มเดินทางมาถึงบ้านธีระรัตน์ในพระนครแล้ว ถูกคุณหญิงพูดเหน็บว่ามาก่อนตั้งเป็นชั่วโมง คงอยากรู้ มากใช่ไหมว่าเจ้าคุณฯยกมรดกอะไรให้บ้าง

"สมัยที่เจ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ ผมก็มาถึงที่นี่เวลานี้ ทุกครั้ง แล้วจุดประสงค์หลักของผมก็มาเพื่อจะเอาเงินประจำปี ของไทรโศกมาให้คุณหญิง ส่วนเรื่องเป็นพยานในการเปิดพินัยกรรมนั้น เป็นความประสงค์ของเจ้าคุณพ่อครับ"

พอเพิ่มชี้แจง คุณหญิงก็ทวงเงินประจำปีทันที เพิ่มขอเป็นพรุ่งนี้เพราะเวลานัดจ่ายเงินประจำปีจริงๆคือวันพรุ่งนี้ ทำเอาคุณหญิงค้อนไม่พอใจ นึกด่าในใจว่าช่างเถรตรงเสียจริงๆ

เพิ่มนั่งรออยู่จนถึงเวลา 09.00 น.พอดี สาวใช้ก็เดินนำคุณเจนและหลวงนิติธรรมกับพระปรีชาเวทย์เข้ามา คุณหญิงเชิญนั่งดื่มน้ำชากับของว่างไปพลางก่อนเพราะกิติติดธุระสำคัญกะทันหัน รบกวนรอสักครู่

ธุระสำคัญของกิติคือพาอุษาไปหาหมอ ทั้งอุไรและอุษา ต่างทำท่ากระวนกระวายใจรอผลการตรวจของหมอ

เลยเวลานัดไปมากจนคุณหญิงร้อนใจลุกขึ้นชะเง้อมองไปข้างนอก พอดีกิติกับอุษาและอุไรเข้ามา คุณหญิงบ่น ลูกชายว่าไปไหนมา สายไปร่วมชั่วโมงแล้ว

กิติยิ้มกริ่มบอกข่าวดีกับแม่ว่าอุษาท้องได้สองเดือนแล้ว ขณะที่คุณหญิงตกใจแทบช็อกนั้น กิติบอกแม่ว่า

"คุณแม่ไม่คิดว่าบุญจะหล่นทับอย่างนี้ใช่ไหมครับ คิดดูสิ จู่ๆก็ได้หลานและมรดกในวันเดียวกัน"

อุไรมั่วนิ่มเข้าไปนับญาติว่าตนได้เป็นยายและคุณหญิงก็จะได้เป็นย่าแล้ว คุณหญิงยังอึ้งๆพอนึกได้ก็บอกว่าเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ตอนนี้เข้าไปก่อนเพราะทุกคนรอกันนานแล้ว

อุไรกับอุษาผสมโรงมั่วนิ่มว่าไหนๆเราก็ดองกันแล้วขอเข้าไปนั่งฟังด้วยได้ไหม คุณหญิงเคืองจนพูดไม่ออก นึก แช่งชักหักกระดูกสองแม่ลูกในใจ

ooooooo

เป็นเวลาที่บานเย็น หวิน และเพิ่มพากันหิ้วปิ่นโตไปที่วัด ถวายสังฆทานและอาหารทำบุญให้คุณหลวง

จากนั้นพากันเดินลงมา บานเย็นหน้าตาซีดเซียวจนหวินถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

"เย็นไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะพี่หวิน เย็นแค่...คิดถึงเจ้าคุณพ่อ..." บานเย็นตอบเสียงเครือ

ใบ้ส่งน้ำในถ้วยทองเหลืองให้บานเย็น เธอรับแล้วเดินไปที่ใต้ต้นโพธิ์กรวดน้ำฝากแม่พระธรณีช่วยนำส่งส่วนบุญ ส่วนกุศลไปยังท่านเจ้าคุณฯอย่างตั้งใจ

ooooooo

เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว คุณเจนลุกยืน อ่านพินัยกรรมของคุณหลวงฯต่อหน้าทุกคน รวมทั้งพยานด้วย

"พินัยกรรมฉบับนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2479 ณ บ้านไทรโศก โดยขณะที่ทำพินัยกรรมฉบับนี้ข้าพเจ้า เจ้าคุณธีระรัตน์ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนทุกประการ และไม่ตกอยู่ในอำนาจการขู่เข็ญจากอิทธิพลใดๆ ข้าพเจ้าขอยกทรัพย์มรดกอันพึงมีพึงได้ทั้งหมดให้แก่ทายาท แยกตามรายการต่างๆ ดังนี้"

คุณเจนอ่านรายการแรกเป็นเงินสดในธนาคารสองล้านและเครื่องเพชร ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ อัญมณีมีค่าทั้งหมดมอบแก่คุณหญิงชื่น ธีระรัตน์ ภรรยาทั้งหมด คุณหญิงฟังแล้วยิ้มออกเป็นครั้งแรก

ต่อมาเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในพระนคร ทั้งที่ดิน ตึกแถวในย่านธุรกิจสำคัญทั้งสิ้น ท่านยกให้นายกิติ ธีระรัตน์ ผู้เป็นบุตรชายแต่เพียงผู้เดียว กิติฟังแล้วหันยิ้มกับคุณหญิงอย่างพอใจ ส่วนอุษากับอุไรที่มานั่งฟังอยู่ด้วยดีใจจนแทบจะโผ เข้ากอดกัน

ต่อมาคือ เพิ่ม ใจดี เจ้าคุณระบุไว้ในพินัยกรรมว่าเป็น บุตรบุญธรรมที่เกื้อกูลมาตั้งแต่เล็กและได้ตอบแทนท่านด้วยการช่วยเหลืองานทุกอย่างมาด้วยความภักดี ท่านมอบเงิน 1 แสนบาทให้ และมีคำสั่งให้นายเพิ่มเป็นผู้จัดการนาที่ไทรโศก ไปตลอดชีวิต ห้ามทายาทหรือผู้หนึ่งผู้ใดขับไล่หรือปลดออกจากตำแหน่งที่ได้ระบุไว้เป็นอันขาด

เพิ่มน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจที่เจ้าคุณพ่อไว้ใจตนถึงเพียงนี้ แต่คุณหญิงและกิติหันสบตากันอย่างไม่พอใจ

แล้วทุกคนก็ต้องหันมาสนใจคุณเจนที่กำลังอ่านข้อสุดท้ายคือที่ดินจำนวน 2,285 ไร่ที่ไทรโศก

"ข้าพเจ้าขอยกที่ดินทั้งหมดนั้นให้นายกิติ ธีระรัตน์"

สิ้นเสียงคุณเจน อุษาก็โผเข้ากอดแสดงความยินดีกับกิติจนออกนอกหน้า ในขณะที่เพิ่มรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของท่านเจ้าคุณฯอย่างมาก เพราะเขารู้ดีว่า เยื้อนได้ฝากที่ดินผืนนี้ไว้เพื่ออะไร

ooooooo

ก่อนที่ใครๆจะแสดงความยินดีแก่กันมากกว่านั้น คุณเจนก็ดึงความสนใจกลับมาที่พินัยกรรมอีกครั้ง พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจนว่า

"พินัยกรรมข้อสุดท้ายยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ กรุณาฟังรายละเอียดต่อไปให้จบ ผมจะย้อนให้ฟังอีกครั้งนะครับ"

"ข้อสุดท้ายคือ ที่ดินจำนวน 2,285 ไร่ ที่ไทรโศก ข้าพเจ้าขอยกที่ดินทั้งหมดนั้นให้นายกิติ ธีระรัตน์ และนางสาวบานเย็น โพธิ์งาม คนละเท่าๆกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม คือวันนี้ วันที่นางสาวบานเย็น โพธิ์งาม มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์"

"มันจะเป็นไปได้ยังไง!!!" คุณหญิงสวนขึ้นด้วยอารมณ์โกรธจัด กิติเองก็ไม่เชื่อ คุณเจนจึงขอให้ฟังต่อ เตือนสติว่า

"กรุณาฟังให้จบก่อนเถอะครับ ข้อตกลงที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ มักจะมีข้อแม้กำกับให้เป็นไปได้ทั้งนั้นล่ะครับ" แล้วก็อ่านต่อไปว่า "โดยมีข้อแม้ว่า นายกิติ ธีระรัตน์ จะต้องแต่งงานกับนางสาวบานเย็น โพธิ์งาม และการแต่งงาน มิใช่แต่ จะต้องถูกต้องตามกฎหมายด้วยการจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น แต่ทั้งสองฝ่ายจะต้องให้กำเนิดบุตรด้วยกันก่อน จึงจะได้เป็นเจ้าของไทรโศกร่วมกันตามกฎหมาย"

กิติหันมองหน้าคุณหญิงในสภาพมึนสนิท ส่วนอุษาหายใจหอบถี่เอามือลูบท้องตัวเองไปมา

"และคู่สมรสนี้จะหย่าร้างกันไม่ได้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายขอหย่าร้างก่อนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ให้ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ในที่นาและบ้านที่ไทรโศกด้วย"

ฟังคุณเจนอ่านพินัยกรรมจนจบแล้ว เพิ่มถอนใจอย่างโล่งอก

อุษาหน้ามืด หายใจไม่ออก สุดท้ายก็เป็นลมฟุบไปกับตักของอุไร ส่วนคุณหญิงตวาดถามอย่างควบคุมอารมณ์ ไม่ได้ว่า "นี่มันเรื่องอะไรกัน..."

ooooooo

วันเดียวกันนั้น หลังจากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านเจ้าคุณฯแล้ว บานเย็นกลับไปจุดธูปพูดกับเจ้าคุณพ่อต่อหน้ารูปใหญ่ของท่าน รำลึกถึงบุญคุณที่ท่านชุบเลี้ยงมา คุยอวดว่าตอนนี้ตนทำนาเป็นแล้ว ข้าวที่นึ่งมาทำบุญก็เป็นข้าวที่ตนปลูกด้วยมือตัวเอง บอกเจ้าคุณพ่อว่า

"เย็นจำได้ เจ้าคุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า เจ้าคุณพ่อรับเย็นมาเลี้ยง ในวันนี้...ยี่สิบปีผ่านไปแล้วนะเจ้าคะ ไม่ว่าเจ้าคุณพ่อจะอยู่ ณ ที่ใด เย็นจะระลึกถึงเจ้าคุณพ่อเสมอ ขอเจ้าคุณพ่อได้โปรดเป็นพลังใจให้เย็นต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในภาคหน้าด้วยนะเจ้าคะ"

บานเย็นปักธูป วางพวงมาลัยดอกมะลิที่ร้อยด้วยตัวเองไว้หน้ารูป แล้วก้มกราบด้วยหัวใจที่เคารพ บูชา...

ooooooo

ตอนที่ 4

คุณหญิงโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ประกาศลั่นไม่ยอมรับการตัดสินใจของเจ้าคุณฯเด็ดขาด ตะโกนลั่นว่า เจ้าคุณฯต้องเขียนพินัยกรรมฉบับนี้ตอนป่วย หนักจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วแน่ๆ

"ผม ยืนยันว่า ในขณะนั้นท่านเจ้าคุณฯแข็งแรงแล้วก็มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ครับ" หลวงนิติธรรมเอ่ยรับรอง แต่กิติ ฟังแล้วก็ไม่ยอมรับไม่ยอมเชื่อว่าเจ้าคุณพ่อจะยกที่ดินมูลค่ามหาศาลนี้ให้ คนใช้ในบ้านถึงครึ่งหนึ่ง ประกาศลั่นว่า

"แล้วข้อแม้ที่ระบุใน พินัยกรรมข้อสุดท้ายก็เป็นเงื่อนไขที่ผมรับไม่ได้ในทุกกรณี!"

"ถ้า คุณกิติไม่ต้องการทำตามเงื่อนไขของท่าน ก็สละสิทธิ์ที่ดินและบ้านที่ไทรโศกให้หนูบานเย็นได้นี่ครับ" พระปรีชาเวทย์เอ่ยขึ้น

เจอไม้นี้เข้า กิติถึงกับใบ้กินสนิท คุณหญิงเห็นลูกชายถูกต้อนจนมุม เลยรีบตัดบทว่า พินัยกรรมของท่านเจ้าคุณฯหมดแค่นี้ใช่ไหม คุณเจนรีบบอกว่ายังมีเงื่อนไขเรื่องผลประโยชน์จากที่นาไทรโศกเพิ่มเติมแล้ว ก้มหน้าอ่านให้ฟัง

"ระหว่างที่เงื่อนไขในพินัยกรรมข้อสุดท้ายยังไม่ บรรลุตามข้อตกลง ให้นายเพิ่ม ใจดี เป็นผู้เก็บรักษาผลประโยชน์ของที่นาไทรโศกแต่เพียงผู้เดียว โดยแบ่งรายได้ 30% มอบให้คุณหญิงธีระรัตน์ ส่วนที่เหลือทั้งหมด 70% ให้ฝากไว้ในธนาคารเพื่อมอบ
ให้กับทายาทของนายกิติ ธีระรัตน์และนางสาวบานเย็น โพธิ์งาม เมื่อมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ต่อไป"

คราวนี้คุณหญิงถึง กับลมออกหู ส่วนอุษาฝันสลายเป็นลมไปอีกรอบ กิติประคองไว้รีบพาไปที่อีกมุมหนึ่งเพื่อพักผ่อน จนเมื่ออุษารู้สึกตัวก็กอดกิติคร่ำครวญเป็นวักเป็นเวน

"อย่าทิ้งอุษา กับลูกนะคะคุณกิติ ถ้าไม่มีคุณ อุษากับลูกจะอยู่ได้อย่างไร"

"ฟังผม นะ ผมจะไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้นนอกจากคุณ อย่าร้องไห้เลยนะ...คนดี"

กิ ติกอดปลอบประโลมอุษาที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนอุไรยืนมองทั้งคู่หน้าเกือบไม่เป็นหน้า

ooooooo

ฟังพินัยกรรมจบแล้ว คุณหญิงเรียกเพิ่มไปปิดห้องคุยกัน คาดคั้นถามว่าทำไมเจ้าคุณฯถึงยกที่ดินที่ไทรโศกให้บานเย็น เพราะเจ้าคุณฯได้บานเย็นเป็นเมียน้อยใช่ไหม ทำให้เพิ่มรับไม่ได้เรียกปรามเสียงดัง เลยถูกคุณหญิงหาว่าเขารู้เห็นเป็นใจกับเจ้าคุณฯ

เพิ่มสุดจะทนฟังคุณ หญิงพูดให้เจ้าคุณฯเสียหายอีก เลยบอกความจริงว่า

"ที่ท่านยกไทรโศก ให้หนูเย็นก็เพราะหนูเย็นคือเจ้าของไทรโศกตัวจริงครับคุณหญิง"

คุณ หญิงชะงักมองเพิ่มตะลึงอึ้ง แล้วพึมพำว่าไม่จริงใช่ไหม ด่าเพิ่มว่าเนรคุณ พาลหาว่าเพิ่มได้บานเย็นเป็นเมียอีก คนเลยพลิกลิ้นตลบตะแลง ด่าอย่างเกรี้ยวกราด "ไอ้ชาติชั่ว!!"

เพิ่มเจ็บแสบกับคำด่าว่าของคุณ หญิง พยายามระงับอารมณ์ ชี้แจงอย่างละเอียดว่า

"ที่ดินไทรโศกไม่ใช่ ของเจ้าคุณพ่อ แต่เป็นของเพื่อนร่วมสาบานของท่านที่ชื่อคุณเยื้อน โพธิ์งาม พ่อของบานเย็น" คุณหญิงขัดขึ้นทันทีว่าไม่จริง เพิ่มยืนยันว่า "จริงครับ คุณเยื้อน เอาหนูเย็นมาฝากให้เจ้าคุณพ่อเลี้ยงโดยเซ็นเอกสารยกที่ดินที่ไทรโศกให้
ทั้งหมดเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูหนูเย็น ผมเองก็เป็นคนเซ็นเป็นพยานให้"

คุณ หญิงเถียงอยู่แต่ว่าไม่จริงถามว่าเพิ่มพูดอะไรกัน เพิ่มจึงลำดับเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุให้ฟังเหมือนเรื่องเพิ่งเกิดเมื่อวาน เล่าถึงเยื้อนที่เซ็นชื่อยกที่ดินให้เจ้าคุณฯแล้วก็ยิงตัวตายต่อหน้า ถามคุณหญิงว่า

"คุณหญิงไม่สงสัยบ้างหรือครับว่า ทำไมเจ้าคุณพ่อถึงได้ขวัญผวาเหมือนกับกลัวอะไรบางอย่างก่อนที่ท่านจะสิ้นลม ท่านกลัวคุณเยื้อนครับ ท่านกลัวเพราะท่านทำผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับคุณเยื้อนว่าจะเลี้ยงดูหนูเย็น เป็นอย่างดี เพราะอะไร ท่านถึงสั่งให้
รดน้ำและสวดศพท่านที่วัด แทนที่จะเป็นที่บ้านเหมือนคนอื่นเขา เพราะท่านรู้ครับว่าท่านไม่มีสิทธิ์ ท่านรู้อยู่ แก่ใจว่าบ้านไทรโศกหลังนั้นไม่ใช่บ้านของท่าน"

คุณหญิง เริ่มท่าทีอ่อนลงถามว่าทำไมเจ้าคุณฯถึงต้องปิดเรื่องนี้กับตนด้วย เพิ่มอธิบายว่าเพราะท่านรักคุณหญิง อยากให้คุณหญิงสบายใจและภูมิใจว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินอันกว้างใหญ่ แม้จนท่านจะสิ้นท่านก็ยังรักคุณหญิงไม่เสื่อมคลาย ไม่อย่างนั้นท่านก็คง
ยกที่ดินไทรโศกคืนบานเย็นทั้งหมดไม่เหลือให้กิติตั้ง ครึ่งหนึ่งอย่างนี้หรอก

ฟังแล้วคุณหญิงนิ่งอึ้ง กำหมัดกัดฟันแน่นด้วยความเสียใจที่ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า บานเย็นเป็นเจ้าของที่ดินมหาศาลตัวจริง!

ooooooo

บ่ายนี้บาน เย็นกับหวินไปช่วยชาวบ้านนวดข้าวที่ลาน หวินปรารภว่า ป่านนี้คุณหญิงกับกิติคงเตรียมจัดงานฉลองมรดกกันใหญ่แล้ว บานเย็นตอบรับเนือยๆว่าก็คงอย่างนั้นกระมัง

"คนที่โชคดียิ่งกว่าถูก ลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เห็นจะไม่ใช่ใคร คุณอุษานั่นเอง อีกไม่นานงานเลี้ยงฉลองการแต่งงานคงตามมา ว่าไหมหนูเย็น"

บานเย็น เจ็บยอกแสลงใจจนแทบไม่มีอารมณ์จะตอบ แต่ก็พูดไปตามประสาว่าก็คงอย่างนั้นมั้ง แต่พอหวินถามว่าถ้าเขาเชิญจะไปไหม คราวนี้บานเย็นถึงกับต้องกลืนก้อนสะอื้นลงในอก ตอบอย่างยากเย็นว่า

"เขาคงไม่เชิญเย็นหรอกจ้ะ เย็นขอพักก่อนนะจ๊ะ" บานเย็นขอตัวไปอย่างสุดจะทนอยู่ตรงนั้นต่อไปได้

บานเย็นผละไปอย่าง เร็ว โดยไม่รู้ว่า ทุกอิริยาบถอยู่ในสายตาของใบ้ และปฏิกิริยาของใบ้ก็อยู่ในสายตาของยายอ่อนอีกต่อหนึ่ง...

ooooooo

คุณหญิงนั่งเครียดขรึมอยู่พักใหญ่ จึงถามเพิ่มว่าโฉนดที่ดินอยู่ไหน เพิ่มย้อนถามงงๆว่าไม่ได้อยู่ที่คุณหญิงหรอกหรือเพราะไม่ได้อยู่ที่ตน

"ถ้าอย่างนั้น...อยู่กับใคร!" คุณหญิงตาแดงก่ำอย่างหวาดระแวง เพิ่มเองก็อึ้งเพราะไม่รู้จริงๆ

เมื่อพินัยกรรมระบุเช่นนั้น ทำให้ฝันของอุษาพังทลายในพริบตา เธอร้องไห้คร่ำครวญวอนให้คุณหญิงเห็นถึงหัวอกผู้หญิงด้วยกัน และให้เห็นแก่หลานที่กำลังจะเกิดมา อย่าให้กิติแต่งงานกับบานเย็นเลย

คุณ หญิงยืนยันว่าท่านไม่ได้บอกสักคำว่าจะให้กิติแต่งงานกับบานเย็น แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้แต่งงานกับอุษา เอาเป็นว่าจะจัดการให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ส่วนตอนนี้ให้อุไรพาอุษากลับไปบ้านก่อน แล้วเรียกกิติให้ตามตนออกไปที่มุมพักผ่อนในสวนหลังบ้าน

เมื่อคุยกันตามลำพังแม่ลูก กิติยืนยันไม่ยอมแต่งงานกับคนใช้ในบ้านอย่างบานเย็นเป็นอันขาด รู้ถึงไหนก็อายถึงนั่น คุณหญิงเองก็ไม่ยอมเช่นกัน ปลอบลูกชายให้ใจเย็นๆ มาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ย้ำกับกิติอย่างอาฆาตมาดร้ายว่า

"แม่ไม่มีวันยอมให้ลูกแต่งงานกับทายาทของผู้ชายที่ชื่อเยื้อนเหมือนกัน"

ooooooo

รุ่งเช้าคุณหญิงเข้าไปรื้อหาอะไรบางอย่างในห้องสมุดบ้านธีระรัตน์ หาจนหัวเสียก็ไม่เจอสิ่งที่ต้องการ พอดีเพิ่มส่งเสียงเข้ามา คุณหญิงบอกว่ากำลังอยากเจอพอดี เพิ่มถามว่ามีอะไรหรือ ตนเอาเงินประจำปีของไทรโศกมาให้ ส่วนเอกสารรายรับรายจ่ายอยู่
ในซอง

"ฉันอยากเจอแกอยู่พอดี แกลองช่วยฉันคิดซิว่าโฉนดที่ดินที่ไทรโศกมันอยู่กับใคร ฉันพลิกบ้านหาจนทั่วแล้วก็ไม่เจอ ในห้องนี้ก็ไม่มี"

เพิ่มถามอย่างเกรงๆว่าจะเอาโฉนดไปทำอะไร คุณหญิงบอกว่าจะเอาไปขาย ครั้นเพิ่มท้วงติงว่าในพินัยกรรมระบุไว้ว่าจะขายที่ดินให้ใครอื่นไม่ได้

"ก็ลงวันที่ซื้อขายกันก่อนที่คุณพี่จะทำพินัยกรรมสิเจ้าโง่ แกก็รู้ว่าเงื่อนไขที่คุณพี่สร้างขึ้นมามันเป็นเรื่องที่ฉันกับพ่อกิติไม่มี วันรับได้ ถ้าเราหาโฉนดเจอแล้วแอบทำสัญญากันก่อน พินัยกรรมนั่นก็จะถือเป็นโมฆะในข้อนี้ เพราะฉะนั้นแกต้องช่วยฉัน เจ้าเพิ่ม"

เพิ่มชาไปทั้งตัวคิดไม่ถึงว่าคุณหญิงจะวางแผนแยบยลร้ายกาจขนาดนี้ ปฏิเสธว่าตนทำไม่ได้ แม้คุณหญิงจะมีพระคุณกับตนแต่เรื่องนี้ตนช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ก็ถูกคุณหญิงด่าว่าทรยศ เนรคุณ

"ผมกำลังแสดงความกตัญญูต่อเจ้าคุณพ่อโดยการไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านต่างหาก" เพิ่มโต้

"แต่สิ่งที่เจ้าคุณพ่อแกให้นังนั่นมันมากเกินไป..."

"ถ้าคุณหญิงได้เห็นคุณเยื้อนยิงตัวตายต่อหน้าต่อตา คุณหญิงจะรับรู้ว่า สิ่งที่ธีระรัตน์คืนให้กับทายาทของเขามันน้อยเกินไปด้วยซ้ำ"

พูดแล้วเพิ่มเดินออกไป คุณหญิงคว้าถุงเงินเปิดดู พอเห็นเงินในถุงก็ถึงกับลมออกหูวิ่งโร่ตามเพิ่มออกไปถามว่าทำไมเงินเหลือแค่ สามแสนทั้งที่ต้องได้เป็นล้าน

"ผมทำตามคำสั่งในพินัยกรรมของเจ้าคุณพ่อ ที่ระบุให้คุณหญิงได้รับส่วนแบ่ง 30% ของรายได้ทั้งหมดตั้งแต่เปิดพินัยกรรมเป็นต้นไป 30% ของ 1,285,000 ก็เท่ากับ 385,500 บาท ตามที่แจ้งในบัญชีรับจ่าย คุณหญิงไม่ได้เปิดดูหรอกหรือครับ"

คุณหญิงกัดฟันกรอด แค้นใจกับความซื่อสัตย์ซื่อตรงที่เพิ่มมีต่อเจ้าคุณฯนัก!

ooooooo

บานเย็นยังตัดใจไม่ขาดจากกิติ ยิ่งเมื่อมานั่งปล่อยอารมณ์ที่ใต้ต้นไทรก็ยิ่งเจ็บปวด ใบ้มีแก่ใจ เอาน้ำลอยดอกมะลิใส่ขันมาให้อย่างห่วงใย แต่ บานเย็นไม่มีแม้แต่อารมณ์จะดื่มน้ำหอมชื่นใจนั้น บอกใบ้ว่าตนไม่หิวไม่อยากกิน เมื่อใบ้คะยั้นคะยอก็ฉุนปัดขันคว่ำ
จนน้ำหก

บานเย็นไม่รู้จะทำอย่างไรเลยลุกเดินหนีไปเสียเฉยๆใบ้เองก็ได้แต่ยืนหน้าซีด เสียใจอยู่ตรงนั้น โดยไม่รู้ว่ายายอ่อนจับตาดูอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

ดังนั้น เมื่อกลับถึงกระท่อม ยายอ่อนจึงถามหลานชายตรงๆว่าชอบบานเย็นใช่ไหม เมื่อใบ้ก้มหน้าอย่างยอมรับ ยายอ่อน อบรมเตือนสติหลานชายให้รู้จักเจียมตัว เพราะบานเย็นนั้นถึงไม่ใช่ลูกแท้ๆของเจ้าคุณฯ แต่ใครๆก็รู้ว่าเธอเป็นเจ้านายคนหนึ่งของไทรโศก

ใบ้ฟังยายแล้วน้ำตาท่วมอย่างเจ็บปวด ยายอ่อนเลยพูดให้กำลังใจว่า ให้แค่คิดรักชอบก็พอ แต่ขอให้อยู่ห่างๆไว้ ตัดอกตัดใจเสียไม่อย่างนั้นจะเจ็บยิ่งกว่านี้

ใบ้ร้องไห้ออกมาซบหน้ากับตักยายเหมือนเด็กน้อยที่ต้องการความอบอุ่น...

ส่วนบานเย็นผละจากใบ้แล้วกลับไปยังมุมบ้านที่แขวนรูปท่านเจ้าคุณฯอยู่ บอกกล่าวอย่างเศร้าเสียใจว่า

"เย็นผิด เย็นขอโทษนะเจ้าคะที่คิดใฝ่สูงจนลืมชาติกำเนิดอันต่ำต้อยของตัวเอง เจ้าคุณพ่อจะลงโทษเย็นอย่างไรก็ได้...แต่...ได้โปรดอย่าทำให้เย็นต้องเจ็บ ปวดทรมาน เพราะติดอยู่ในวังวนของความฝันลมๆแล้งๆอีกต่อไปเลยนะเจ้าคะ..."

บานเย็นทุกข์ตรอมใจจนแม้แต่อาหารก็กินไม่ลง ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อจะให้เพลิดเพลินและลืมเรื่องทุกข์ใจ แต่ก็ยังมีแวบๆเข้ามาจนได้

ooooooo

เพื่อหาทางที่จะเอาที่ดินที่ไทรโศกมาเป็นของตนให้ได้ คุณหญิงไปหาคุณเจนทวงโฉนดที่ดิน ยื่นข้อแม้ว่าจะยอมจ่ายไม่อั้นขอแต่ได้โฉนดมาเท่านั้น เพราะเงื่อนไขในพินัยกรรมไม่เป็นธรรมกับตนและลูก ทั้งยังกล่าวหาว่าเจ้าคุณฯคงมีอะไรกับบานเย็นจึงได้
โอบอุ้มเอ็นดูขนาดนั้น

"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ท่านเจ้าคุณฯก็น่าจะยกสมบัติให้หนูเย็นโดยเสน่หาไปเลย ไม่น่าจะสร้างเงื่อนไขให้มาแต่งงานกับคุณกิตินี่ครับ แสดงว่าท่านน่าจะมีเหตุผลบางอย่างนะครับ"

ไม่ว่าคุณหญิงจะเสนอข้อแลกเปลี่ยนและหว่านล้อม อย่างไร คุณเจนก็ยืนกรานแต่เพียงอย่างเดียวคือให้ปฏิบัติตามพินัยกรรมของท่านเจ้า คุณฯ ทำให้คุณหญิงเจ็บใจมาก

ส่วนกิติหลังจากยืนกรานไม่ยอมแต่งงานกับบานเย็นและรีบเตรียมงานแต่งกับอุษา แล้ว ก็พาเธอไปหาซื้อแหวนหมั้นที่ร้านเพชร ยังความปลื้มปีติลิงโลดใจแก่อุษายิ่งนัก

หารู้ไม่ว่า  เมื่อคุณหญิงผิดหวังจากการขอร้องคุณเจนแล้ว ก็ยังไม่ยอมแพ้กลับไปเอารูปเก่าๆของเยื้อนที่ถูกกรีดจนยับเยินขึ้นมาดู พูดกับรูปอย่างอาฆาตแค้นว่า

"ฉันเคยแพ้คุณมาครั้งหนึ่งแล้ว ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้คุณอีกเป็นอันขาด ในเมื่อโชคชะตาลิขิตให้เลือดเราสองคนต้องปนกันอย่างหมดหนทางที่จะ เลี่ยง...ฉันก็ขอต้อนรับลูกสาวคุณสู่ครอบครัวธีระรัตน์ด้วยความยินดี"

ooooooo

ดังนั้น เมื่อกิติพาอุษากลับมาพร้อมแหวนหมั้นและไปขอฤกษ์แต่งงานกับหลวงพ่อที่วัด แล้วคุณหญิงถามว่า หลวงพ่อท่านว่าอย่างไร ไม่มีฤกษ์แต่งใช่ไหม

"ทำไมคุณแม่ทราบล่ะครับ ท่านว่าผมกับอุษาเป็นเนื้อคู่กันก็จริง แต่ถ้าแต่งงานกันชีวิตคู่จะมีปัญหา ให้แก้เคล็ดด้วยการอยู่กินกันเลย"

"แต่ยังไงลูกก็ต้องแต่ง" คุณหญิงพูดหน้านิ่งจริงจัง ทำให้อุษาถึงกับยิ้มหน้าบานรีบทรุดลงกราบแทบตักคุณหญิงอย่างประจบประแจง พร่ำเพ้อว่าตนจะเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในพระนคร เพื่อคุณหญิงกับกิติจะได้ภูมิใจ คุณหญิงฟังแล้วพูดหน้านิ่งๆว่า

"เธอแต่งให้ตากิติดูอยู่กับบ้านก็แล้วกัน เพราะเจ้าสาวที่ตากิติจะต้องแต่งงานออกหน้าออกตาด้วยไม่ใช่เธอ แต่เป็นบานเย็น"

กิติช็อกส่วนอุษานิ่งค้างเป็นหุ่นไปเลย

หลังจากนั้นกิติโวยวายกับคุณหญิงว่าเป็นตายอย่างไรตนก็ไม่แต่ง ยอมกระทั่งว่าจะสละสิทธิ์ยกที่ไทรโศกให้บานเย็นไปทุกอย่างจะได้ยุติ

"เพื่ออะไร ลูกจะยอมทิ้งเงินมหาศาลเพื่อผู้หญิงอย่างแม่อุษาอย่างนั้นหรือ!!" คุณหญิงเอ็ด กิติโต้อย่างอารมณ์ขึ้นสุดขีดว่า ตนไม่ใช่วัวควายที่ใครอยากจะสนตะพายอย่างไรก็ได้ เลยถูกคุณหญิงตบหน้าเรียกสติฉาดใหญ่ ตวาดอย่างฉุนเฉียวว่า

"อย่าพูดโง่ๆอย่างนี้นะ ไม่มีใครที่ไหนจะรักลูกเท่ากับแม่ ลูกรู้รึเปล่าว่าที่ดินที่ไทรโศกมันทำรายได้ให้เราเดือนละเท่าไหร่ มันพอๆกับรายได้จากค่าเช่าตึก ค่าเช่าที่ดินในพระนครเป็นปีเลยล่ะ แล้วลูกจะโยนเงินที่เราควรจะได้ให้อีขี้ข้านั่นอย่างนั้นหรือ"

กิติฟังตัวเลขรายได้มหาศาลจากคุณหญิงแล้วเริ่มนิ่ง อึ้ง คุณหญิงได้ทีเสี้ยมต่อ

"แค่ลูกหลับหูหลับตาทำมันท้อง สมบัติทุกอย่างก็จะเป็นของเราเหมือนเดิม นังเย็นมันก็หน้าตาหมดจด ไม่ใช่คนขี้ริ้วอะไรนี่ลูก" เมื่อกิติถามว่าแล้วอุษาล่ะ คุณหญิงพูดอย่างขอไปทีว่า "ก็บอกนังเย็นมันไปสิว่าลูกจะเอาแม่อุษามาอยู่ด้วย ยังไงมันก็ต้องยอมลูก
อยู่แล้ว ในเมื่อมันแอบรักลูกอยู่ แค่มองตาแวบเดียวแม่ก็รู้แล้วว่ามันคิดกับลูกยังไง เห็นหรือยังว่าลูกมีแต่ได้กับได้"

คราวนี้ กิตินิ่งเงียบอย่างยอมรับโดยดุษฎี แต่พออุษารู้ก็ตีโพยตีพายกับอุไรผู้เป็นแม่ว่า ตนจะทนมีผัวร่วมกับคนใช้ ได้อย่างไร

"ใจเย็นๆสิลูก อย่างไรเสียคุณกิติก็ไม่มีทางเห็นบ่าวในบ้านดีกว่าลูกของแม่ไปได้หรอก นึกถึงเงินแล้วก็กลั้นใจอดทนให้งานแต่งงานมันผ่านพ้นไปเสียก่อน หลังจากนั้นเราค่อยมาวางแผนถีบนังเย็นให้มันกระเด็นออกจากบ้านก็ได้"

"กว่าจะถึงเวลานั้น หนูคงกระอักเลือดตายเสียก่อน หนูจะไม่ยอมเป็นม่าย ไม่ยอมให้ลูกต้องกำพร้าพ่อเด็ดขาด เป็นไงก็เป็นกัน" อุษาฮึดฮัดถือคติเสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใครเด็ดขาด

อุไรได้แต่ถอนใจกับอารมณ์พลุ่งพล่านของลูกสาวจนไม่ยอมฟังเหตุผลอะไรเลย

ooooooo

คืนนี้เอง บานเย็นก็รู้จากเพิ่มว่าคุณหญิงให้ไปพบที่บ้านธีระรัตน์ที่พระนครในวันพรุ่ง นี้ ท่านมีธุระจะคุยด้วย บานเย็นถามงงๆว่าเพิ่มพอรู้ไหมว่าธุระอะไร

"ธุระสำคัญ เดี๋ยวหนูเย็นก็รู้เอง" เพิ่มเลี่ยงที่จะบอกความจริง ปล่อยให้บานเย็นเดาไปต่างๆนานา

เช้าวันรุ่งขึ้น ใบ้ที่เดินตามพระครูฯมาบิณฑบาตก็ใจคอไม่ดี เมื่อรู้จากหวินว่าบานเย็นไปพระนครกับเพิ่มตั้งแต่เช้ามืดแล้ว กว่าจะกลับก็คงค่ำๆกระมัง

จนเวลาโพล้เพล้ ใบ้ก็มาวนเวียนอยู่แถวท่าน้ำ ทำงานบ้างกระโดดน้ำเล่นกับดำลูกของหวินบ้าง ยิ่งตะวันคล้อยต่ำใบ้ก็ยิ่งกระวนกระวายใจ  จนกระทั่งฟ้าขมุกขมัวก็มีเรือเมล์ลำหนึ่ง แล่นเข้ามาเทียบท่า

เพิ่มก้าวขึ้นจากเรือ ดำรีบวิ่งไปช่วยรับของ เพิ่มบอกว่าไม่มีอะไรให้ช่วยเพราะเสร็จธุระก็รีบกลับมาเลย ดำถามว่าแล้วน้าเย็นไม่มาด้วยหรือ ใบ้หูผึ่งคอยฟังคำตอบ

"เขาไม่มาแล้ว น่าจะลงหลักปักฐานที่พระนครเลย"

ใบ้ใจหายวาบ ดำถามว่าทำไมน้าเย็นต้องอยู่ที่พระนครด้วย เพิ่มอธิบายว่า

"ปัดโธ่ ก็น้าเย็นของเอ็งจะแต่งงานอยู่อีกไม่กี่วันแล้ว แต่งเสร็จเขาก็ต้องอยู่กับผัวเขา มีลูกมีเต้าที่นู่นล่ะสิวะ" พูดพลางเพิ่มโอบไหล่ดำพาเดินเข้าไปทางบ้าน

ใบ้หัวใจแทบจะหยุดเต้น ทรุดนั่งอย่างหมดแรงอยู่ตรงนั้น...

ooooooo

ส่วนคุณหญิง เมื่อเรียกบานเย็นมาแล้วก็บอกต่อหน้าเพิ่มว่าจะให้มาเป็นเจ้าสาวของกิติ บานเย็นตะลึงอึ้งคิดว่าตัวเองหูฝาด ครั้นถามอีกทีคุณหญิงก็พูดชัดเจนว่า

"ฉันจะให้หล่อนแต่งงานกับตากิติอาทิตย์หน้านี้"

บานเย็นอื้ออึงไปหมด หันมองเพิ่มก็ได้รับคำชี้แจงจากเพิ่มว่าเป็นความประสงค์ของเจ้าคุณฯที่ระบุ ไว้ในพินัยกรรม

บานเย็นมึนงง ตกใจ ตื่นเต้น แปลกใจ ทุกความรู้สึกสับสนปนเปไปกันหมด แต่ที่ชัดเจนในความรู้สึกหนึ่งคือ ดีใจ...

เมื่อหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าไปในห้องพักที่เรือนคนใช้แล้ว บานเย็นก็ยังตั้งสติไม่ได้ ไปนั่งที่เตียงนิ่งคิดอย่างไม่อยากเชื่อว่า ความฝันจะเป็นจริงได้อย่างไม่คาดฝัน เอนตัวลงคว้าหมอนข้างมากอดอย่างเพ้อเคลิ้ม เห็นรอยผื่นแดงที่ข้อมือขวาก็แปลกใจว่ามันเป็นผื่น
อะไร ไม่ทันหาคำตอบก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น จึงลุกไปเปิด

ทันทีที่ประตูเปิด อุษาก็พรวดเข้ามาตบหน้าบานเย็นจนล้มกลิ้งไปกับพื้น แล้วตามซ้ำอย่างไม่ให้ตั้งตัวได้ บานเย็นได้แต่ปัดป้องร้องถามว่า นี่มันอะไรกัน

"อย่าย่ามใจนะว่าจะได้เป็นสะใภ้ธีระรัตน์ ที่คุณกิติเขาต้องจำใจแต่งงานกับแกก็เพราะเขาเห็นแก่เจ้าคุณพ่อของเขา เขาไม่ได้รักแกเลยสักนิดนังเย็น ผู้หญิงที่เขารักคือฉัน เขารักฉันคนเดียว!!"

บานเย็นได้แต่ปัดป้องอ้อนวอนอุษาอย่าทำอะไรตนเลยเพราะไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วย ทุกอย่างเป็นความต้องการของคุณหญิง

อุษาบังคับให้บานเย็นไปบอกยกเลิกการแต่งงานกับคุณหญิง  เพราะตนเป็นเมียกิติและกำลังจะมีลูกกับเขา ทำให้ บานเย็นตัดสินใจไปหาคุณหญิงขอยกเลิกการแต่งงาน ผลคือถูกคุณหญิงตบหน้าด่าว่าตระบัดสัตย์ ปากก็ว่าเคารพรักเจ้าคุณพ่อแต่พอท่านจากไป
ก็กลับปฏิเสธแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้

บานเย็นแย้งว่าเรื่องกิติกับอุษาไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆแต่เป็นเรื่องของ คุณธรรม คุณหญิงได้ทีเลยให้เลือกว่าระหว่างคุณธรรมกับความกตัญญูจะเลือกอย่างไหน ถ้าสงสารว่าเด็กจะไม่มีพ่อก็ให้ไปอยู่เสียด้วยกันสามคนเสียเลย เพราะตัวเธอเองก็รักกิติอยู่ไม่ใช่
หรือ แล้วเสียงอ่อนลงว่า

"นึกว่าเห็นแก่ความสุขเล็กๆน้อยๆของพ่อกิติก็แล้วกัน ที่สำคัญหล่อนจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีทั้งคุณธรรมและความกตัญญูอย่างที่ หล่อนต้องการด้วย"

ฟังคำหว่านล้อมของคุณหญิงแล้วบานเย็นได้แต่กระอัก กระอ่วนใจ

เมื่อกลับไปที่ห้องพัก บานเย็นทรุดนั่งที่เตียงอย่างหมดแรง พึมพำอย่างสับสนว้าวุ่นใจว่า

"เจ้าคุณพ่อกำลังลงโทษเย็นอยู่หรืออย่างไรเจ้าคะ เย็นไม่อยากได้ชื่อว่าเนรคุณเจ้าคุณพ่อ แต่เย็นก็ไม่สมัครใจ ที่จะแย่งของของใคร...เย็นจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ เย็นจะตัดสินใจอย่างไรดี..."

บานเย็นร้องไห้อย่างกลัดกลุ้มกดดัน ชีวิตช่างว้าเหว่ โดดเดี่ยวเสียจริงๆ...

ooooooo

กิติเองก็อยู่ในภาวะกดดัน วันนี้หลังจากไปธุระกับเพื่อนเสร็จเขาก็ไปดื่มที่บ้านอุษาจนเมามายกลับมา ดึกดื่นก็ถูกคุณหญิงต่อว่าที่ปล่อยให้อุษามาก่อเรื่องกับบานเย็น จนบานเย็นมาขอยกเลิกแต่งงานแล้ว

กิติหัวเราะชอบใจบอกคุณหญิงว่าแบบนี้แสดงว่าอุษาหึงตน แต่พอคุณหญิงชี้ว่ามาเอะอะมะเทิ่งแบบนี้เดี๋ยวก็เสียเงินเป็นล้านไปฟรีๆ ถ้าเกิดบานเย็นไม่ยอมแต่งงานจริงๆ อย่างที่บอกจะทำอย่างไร

"ถ้าอย่างนั้น ผมก็ควรต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ เย็นมันเปลี่ยนใจ" กิติตาเป็นมันหื่นจัด

ดูอาการของลูกชายแล้ว คุณหญิงยิ้มสมใจที่ยุลูกขึ้นและนั่นหมายถึงว่าเงินก้อนมหาศาลก็จะไม่สูญหาย ไปไหน

ขณะบานเย็นกำลังนั่งสับสนเสียใจอยู่นั่นเอง มีเสียงเคาะประตู เธอลุกไปเปิดแล้วก็ต้องตะลึงงัน เมื่อเห็นกิติมองอย่างกลัดมัน พริบตานั้นเอง เขาผลักเธอเข้าห้องดันประตูปิด แล้วโถมเข้าใส่อย่างหื่นกระหาย

ระหว่างที่กิติกำลังปลุกปล้ำบานเย็นอย่างหน้ามืดอยู่ในห้องนั่นเอง อุษาก็ถีบประตูพรวดเข้ามาตีหน้ายักษ์จังก้าอยู่ปลายเตียง กิติผละจากร่างบานเย็นที่ถูกคร่อมอยู่

"นึกแล้วเชียวว่าแกต้องลากผัวฉันมาเขมือบที่นี่ แกสิ้นไร้ไม้ตอกนักรึไง หรือว่าอดอยากปากแห้งจนถึงขนาดต้องฉกผัวชาวบ้านมากกอย่างนี้" อุษาชี้หน้าด่ากราด

บานเย็นพยายามชี้แจง ยิ่งชี้แจงก็เหมือนยิ่งทำให้อุษาด่าหนักขึ้น จนกิติขอร้องอย่าเสียงดังเดี๋ยวบ่าวไพร่จะแห่กันมาดู

อุษาหน้ามืดไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นอกจากด่าแล้วยังตรงเข้าจิกทึ้งผมตบหน้าไม่ยั้ง จนกิติต้องเข้าไปลากเธอออกจากห้องไป

บานเย็นร้องไห้แทบขาดใจที่ถูกรังแก แล้วยังถูกด่าถูกตบประณามราวกับชีวิตนี้ไม่ใช่คน!

ooooooo

อุษาถูกลากออกมาแล้วก็อาละวาดด่าทอตบตี กิติหาว่าทรยศหักหลังตนกับลูก ถ้าตนไม่ย้อนกลับมาเอาของก็คงไม่รู้เรื่องนี้ กิติพยายามชี้แจงว่านี่เป็นแค่ แผนที่จะมัดบานเย็นไว้ไม่ให้เปลี่ยนใจเท่านั้น แต่ก็หยุดความบ้าของอุษาไม่ได้ จนกระทั่งเสียงคุณหญิง
ตวาดเข้มมา "หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!" นั่นแหละอุษาถึงชะงักกึก

คุณหญิงตำหนิอุษาอย่างรุนแรง ถามว่าต้องการค่าชดใช้ เท่าไหร่จะจ่ายให้ ส่วนลูกออกมาแล้วจะเอามาเลี้ยงเอง ทำให้ อุษาต้องยอมอ่อนข้อลง อ้อนวอนขอให้คุณหญิงเห็นแก่ตนและหลานอีกสักครั้งเถิด สัญญาว่า

"อุษาสัญญาค่ะว่าจะไม่ก่อเรื่องไม่งามแบบนี้อีก อุษาสำนึกผิดแล้ว ยกโทษให้อุษาด้วยนะคะคุณแม่"

"สำนึกผิดอย่างเดียวไม่พอ หล่อนต้องแสดงให้เห็นด้วยว่าหล่อนจะร่วมทำให้การแต่งงานระหว่างพ่อกิติกับ นังบานเย็นผ่านไปได้ด้วยดี"

ความกลัว กังวลว่ากิติจะหลุดมือไปจริงๆทำให้อุษารีบรับปากว่ายินดีจะทำทุกอย่างตามแต่ คุณหญิงจะใช้ คุณหญิงฟังแล้วกระหยิ่มยิ้มเยาะที่ทุกอย่างช่างเป็นไปตามแผนได้ง่ายดายเสีย จริงๆ

บานเย็นตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะกลับไปที่ไทรโศก เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเข้าไปลาคุณหญิง

คุณหญิงพยายามหว่านล้อม กระทั่งบอกบานเย็นว่าถ้าเกี่ยวกับเรื่องอุษาแล้วละก็ไม่ต้องห่วง เพราะอุษาเข้าใจเธอดีแล้ว

"เย็นไม่อยากคิดในเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ เย็นกราบ ลาคุณหญิงเลยนะคะ" ว่าแล้วคลานเข้าไปกราบแทบเท้าคุณหญิงก่อนจะถอยออกมาหิ้วกระเป๋าเดินออกไป

ooooooo

แต่ไปไม่ทันพ้นบ้าน กิติก็ขับรถเข้ามาพร้อมกับอุษา ทันทีที่เห็นบานเย็น อุษากระวีกระวาดเปิดประตูรถลงมาถามว่าจะไปไหน ตนมาขอโทษเกือบไม่ทัน อ้อนวอนบานเย็นอย่าถือโทษโกรธตนเลยที่ทำอะไรขาดสติไปเมื่อคืนนี้

"คุณมีสิทธิ์นี่คะ ในเมื่อคุณเป็นภรรยาคุณกิติ เป็นแม่ของลูกเธอ" บานเย็นพูดจากใจจริง

อุษาอ้างว่าตนไม่ใช่ผู้หญิงที่เจ้าคุณพ่อเลือกให้กิติ ถ้าตนจะเข้ามาในธีระรัตน์ก็ต้องเคารพในสิ่งที่ประมุขของธีระรัตน์ต้องการ จึงจะถูก แล้วทั้งขอโทษและขอร้องให้บานเย็นแต่งงานกับกิติตามความต้องการของเจ้าคุณฯ เสีย

"ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะเย็น" กิติพูดอ่อนโยนจนน่าขนลุก

บานเย็นถูกทั้งกิติและอุษารุมล้อม หว่านล้อม กระทั่งอุษาอาสาจะจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการแต่งงานให้ จะพาไปตัดชุด ไปขัดผิว พูดพลางก็เข้าไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าจากบานเย็นพาย้อนกลับเข้าไป

ขณะที่บานเย็นกระอักกระอ่วนใจอยู่นั่นเอง เสียงคุณหญิงก็สั่งอย่างเมตตาจากข้างหลังว่า

"อย่าเอาไปไว้ที่ห้องเดิมเลยลูก เรือนคนใช้นั่นมันไม่เหมาะกับแม่เย็นแล้ว เอาขึ้นไปไว้ที่ห้องพักแขกบนตึกเถอะ นั่น...ถึงจะสมกับฐานะว่าที่สะใภ้ธีระรัตน์"

ในที่สุด บานเย็นก็ถูกตะล่อมล้อมหน้าล้อมหลังพากลับเข้าไปในตึกอีกจนได้

บานเย็นรู้สึกผ่อนคลายลงมากจากการเอาอกเอาใจของทั้งสามคน

อุษาจัดแจงทุกอย่างให้บานเย็นจริงๆ จนเมื่อพาไปตัดชุด วัดตัวกันอย่างละเอียดลออ จึงเห็นรอยแดงเป็นผื่นที่มือถามว่าแพ้อะไรมือถึงได้ขึ้นเป็นผื่น บานเย็นเองก็ไม่รู้ คุณหญิงเสนอกิติให้พาไปหาหมอประดิษฐ์เพราะตนกำลังจะไปพอดี

ooooooo

นับแต่บานเย็นเข้าพระนคร ใบ้ก็แทบไม่เป็นอันกินอันนอน คอยดูแต่เรือเมล์ที่ผ่านไปมาว่าจะเข้าเทียบท่าที่บ้านหรือไม่ และบานเย็นจะกลับมาแล้วหรือยัง จนกระทั่งดำเองก็ยังถามว่ามารอน้าเย็นหรือ

วันนี้ ใบ้ตัดกิ่งแก่มะลิมาชำมากมาย จนยายอ่อนถามว่าจะชำไปทำไมมากมาย แล้วนึกได้ถามว่าเพราะบานเย็นชอบดอกมะลิใช่ไหมเลยจะชำไว้ให้ ใบ้ก้มหน้าอย่างยอมรับ ยายอ่อนจึงพูดปลอบใจแกมเตือนสติในทีว่า

"เออ...คุณเพิ่มเธอบอกข้าแล้ว คุณหนูเย็นเธอจะออกเหย้าออกเรือนมันเป็นเรื่องมงคลสำหรับเธอ แล้วก็เป็นเรื่องดีสำหรับเอ็งด้วย" พูดแล้วเห็นใบ้ก้มหน้าน้ำตาคลอ ยายอ่อนพูดเตือนสติว่า "เอ็งก็จะได้เลิกคิดเลิกฝันถึงเธอได้เสียที อีกไม่กี่วันเธอก็จะได้เป็นคุณ
บานเย็น ธีระรัตน์ เจ้าของผืนนากว้างใหญ่ไพศาลที่ไทรโศกนี่แล้วใบ้เอ๊ย..."

พูดแล้วยายอ่อนกอดใบ้ไว้ด้วยความรัก ความสงสารจับใจ

ooooooo

บานเย็นไปหาหมอกับคุณหญิง แต่เพราะรอยผื่นแดงๆที่มือของบานเย็นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผิวหนัง หมอประดิษฐ์จึงเชิญคุณหมอรัศมีซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคผิวหนังมาตรวจและอธิบายแทน

หมอถามคุณหญิงว่าบานเย็นเป็นญาติแท้ๆของคุณหญิงหรือเปล่า คุณหญิงตอบอ้อมแอ้มว่าเป็นหลานห่างๆแล้วรวบรัดถามว่าหลานสาวตนเป็นอะไร

หมอรัศมีกับหมอประดิษฐ์มองหน้ากัน ก่อนจะตอบคุณหญิง

เมื่อกลับมาถึงบ้านธีระรัตน์ บานเย็นทำหน้าที่ตัวเองอย่างดีดูแลรับใช้คุณหญิงอย่างใกล้ชิด แต่ปรากฏว่าคุณหญิงพยายามเลี่ยง เมื่อบานเย็นจะนวดให้ คุณหญิงก็แสดงท่าทีรังเกียจและปฏิเสธ

จนเมื่อกิติกลับมาบอกคุณหญิงว่าเย็นนี้จะพาบานเย็นไปดินเนอร์กัน คุณหญิงตกใจพยายามห้ามแต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะกิติโอบไหล่บานเย็นพาออกไป ทำราวกับรักใคร่เสียเต็มประดา

คุณหญิงเลยได้แต่นั่งร้อนใจอยู่ที่บ้านด้วยความเป็นห่วงกิติ

ooooooo

คุณหญิงเดินงุ่นง่านคอยอยู่จนกิติกับบานเย็นกลับมา  คุณหญิงดักรออยู่  กิติไม่เห็นพาบานเย็นจะไป ส่งที่ห้องระหว่างนั้น   ก็ทั้งกอดทั้งจูบอย่างดูดดื่ม   จนคุณหญิงทนไม่ได้แสดงตัวออกไปขัดจังหวะ

บานเย็นเขินอายที่คุณหญิงมาเห็นภาพตนเองกับกิติ รีบขอตัวเข้าห้อง คุณหญิงจึงเรียกกิติไปคุย กิติเดินบ่นอุบอิบไปตลอดทางว่าคุณแม่ไม่น่ามาขัดจังหวะเลย คุณหญิงกระซิบเสียงเครียดว่า

"ต่อไปนี้ลูกห้ามไปไหนมาไหนกับนังเย็น ห้ามแตะ เนื้อต้องตัวมันเด็ดขาดเข้าใจไหม"

"นี่คุณแม่จะเอาอย่างไรกันแน่ เดี๋ยวก็ให้รวบหัวรวบหาง เดี๋ยวก็ให้ทำดีให้มันตายใจ ตอนนี้มาเปลี่ยนใจให้อยู่ห่างๆอีก" กิติถามอย่างหงุดหงิด

คุณหญิงพูดสั้นๆเบาๆว่า "แม่มีเหตุผล" เมื่อกิติถามก็ถูกลากห่างออกไปจากตรงนั้น แล้วจึงเล่ารายละเอียดให้ฟัง

กิติโวยวาย สบถเหมือนถูกผลักตกเหวว่า

"นรก!!!  นรกชัดๆ  ทำไมคุณแม่ไม่บอกผม  ไม่เตือนผมก่อน!!"

คุณหญิงบอกว่าพยายามห้ามแล้วแต่ลูกไม่ฟังเอง จะให้แม่ประกาศต่อหน้าบานเย็นว่าเป็นโรคอะไรอย่างนั้นหรือ กิติยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ถามคุณหญิงว่าตนจะติดโรคจากบานเย็นไหม

"คุณหมอบอกว่ามันเพิ่งเริ่มเป็น"

"แต่ใครๆก็รู้ว่ามันเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็รักษาไม่หาย โอ๊ย...นี่ผมจะทำอย่างไร ถ้าติดโรคจากมัน โอ๊ย...ผมยอมตายเสียดีกว่าที่จะต้องอยู่อย่างอัปลักษณ์พิกลพิการอย่างนั้น"

กิติอกสั่นขวัญผวากลัวจะติดโรคจากบานเย็น ตัดพ้อต่อว่าตำหนิคุณหญิงที่ไม่บอกตนแต่เนิ่นๆ วิ่งหาแอลกอฮอล์จะเอามาราดทั้งตัว

คุณหญิงเองก็แสนจะเซ็ง ที่ทุกอย่างกำลังจะลงตัวลงเอยกันดีอยู่แล้ว ก็เกิดมามีปัญหาแทรกเข้ามาอีกจนได้

เมื่อกลับเข้าห้องนอน คุณหญิงไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบรูปเก่าของเยื้อนมาดู ถามอย่างอาฆาต

"คุณช่วยมันไว้ใช่ไหม คุณคิดว่าฉันจะหาทางออกไม่ได้ จนต้องยอมเป็นฝ่ายแพ้หรือ ไม่มีทาง!! ลูกสาวคุณมันต้องชดใช้ในสิ่งที่คุณทำไว้กับฉัน!!! คุณนั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายแพ้!!!"

พูดจบคุณหญิงโยนรูปใส่ลิ้นชักแล้วกระแทกปิดโครม

ooooooo

ส่วนบานเย็น  พอเข้าห้องก็นั่งเคลิ้มกับความสุข ที่ได้รับจากกิติที่ทั้งเอาอกเอาใจ พูดหวานยกยอและยกย่องเธอจนเคลิ้มราวกับตัวเองเป็นนางฟ้าล่องลอยอยู่บนสรวง สวรรค์ จนอดที่จะขอบคุณเขาไม่ได้ว่า

"ขอบคุณคุณกิตินะคะสำหรับอาหารค่ำมื้อนี้ อาหารอร่อยแล้วดนตรีก็ไพเราะมากค่ะ"

"ฉันดีใจที่เย็นชอบ หวังว่าต่อไปนี้ฉันคงได้ทำอะไรที่เย็นชอบตลอดไปนะจ๊ะ"

บานเย็นหยิบดอกกุหลาบแดงที่กิติมอบให้ขึ้นดอมดม อย่างชื่นใจ...

ooooooo

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น บานเย็นก็ถูกคุณหญิงเรียกไปพบแล้วสั่งให้เก็บเสื้อผ้าเดินทางกลับไทรโศกวัน นี้เลย กำชับแล้วกำชับอีกว่าอย่าลืมเอายาไปด้วย เพราะที่นั่นไม่มียาแบบนี้ให้กิน

ฟังคำสั่งคุณหญิงแล้วสมองของบานเย็นเต็มไปด้วยคำถาม แต่ไม่กล้าถามแม้แต่คำเดียว รีบกลับไปเก็บเสื้อผ้าตามคำสั่งทันที

ส่วนกิติรีบไปบอกอุษาตั้งแต่เช้า พออุษารู้เรื่องบานเย็นก็วี้ดว้ายแสดงความรังเกียจขยะแขยงกลัวจะติดโรคจาก บานเย็นเพราะตนคลุกคลีถูกเนื้อถูกตัวบานเย็นมาหลายครั้งแล้ว

อุไรยิ้มกริ่มบอกอุษากับกิติว่า เรื่องนี้เป็นผลดีเหมือนกัน อุษาถามว่าดียังไง

"อ้าว...ก็ถ้าแม่นั่นเป็นโรคติดต่อร้ายแรงขนาดนี้ การแต่งงานก็มีหวังต้องยกเลิกไปโดยปริยาย เพราะคุณหญิงไม่มีวันส่งคุณกิติไปตายทั้งเป็นกับผีผ่อนส่งอย่างมันเด็ดขาด เชื่อแม่เถอะค่ะ"

อุษากับกิติมองหน้ากันเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ พริบตาเดียว ก็โผเข้ากอดกันกลมด้วยความดีใจสุดขีด

เห็นทางสว่างรุ่งโรจน์อยู่ตรงหน้าเช่นนี้ ทั้งสามพากันยกโขยงไปหาคุณหญิงในทันที แต่พอเสนอออกไปทุกคนก็แทบช็อกเมื่อคุณหญิงยืนกรานเสียงแข็งว่า

"ลูกต้องแต่งงานกับนังเย็น ทุกอย่างจะดำเนินการเหมือนเดิม!"

กิติทั้งโกรธทั้งกลัวเหมือนถูกแม่สั่งให้ไปตาย เอะอะโวยวายค้านหัวชนฝาไม่มีวันทำตามคำสั่งโง่ๆอย่างนี้เด็ดขาด เลยถูกคุณหญิงตบเสียผลัวะหนึ่งจึงสงบ

"ถ้าแกไม่แต่ง แกนั่นแหละที่โง่บัดซบ!! ฟังให้ดีนะ แม่จะให้แกแต่งงานกับมันเพียงในนามเท่านั้น"

"แล้วจะแต่งไปทำไม แต่งไปก็ไม่มีลูกด้วยกันอยู่ดี เพราะผมไม่มีวันยอมนอนกับมัน ถึงแม้คุณแม่จะตัดเป็นตัดตายกับผมก็ตาม!!"

คุณหญิงยิ้มในหน้า ตอบด้วยท่าทีเป็นต่ออย่างมีเลศนัยว่า

"แกไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวในโลกที่จะทำให้ผู้หญิงท้องได้นะ...ตากิติ"

กระนั้นทั้งกิติ อุษา และอุไร ก็ยังไม่เข้าใจ หันมองหน้ากันสายตาเต็มไปด้วยคำถาม

ooooooo

เพียงบ่ายแก่ๆคุณหญิงกับบานเย็นก็ไปถึงท่าน้ำบ้านไทรโศกแล้ว ใบ้เห็นก่อนเพื่อนเพราะชะเง้อมองทุกวัน ร้องโหวกเหวกไม่เป็นภาษาบอกเพิ่มกับหวิน แล้วรีบวิ่งไปช่วยยกสัมภาระขึ้นจากเรือ

เพิ่มมาถึงถามคุณหญิงอย่างเกรงใจว่า ทำไมไม่โทรเลขมาบอกก่อนจะได้เตรียมต้อนรับ คุณหญิงตอบอย่างเร่งรีบว่าไม่มีเวลาจะรีรอ ถึงอย่างไรก็ต้องมาอยู่แล้ว มิฉะนั้นจะไม่ทันการณ์ พูดแล้วจะเดินไปทางบ้าน หวินกับเพิ่มมองหน้ากันงงๆ แล้วจึงเดินตามไป

บานเย็นเพิ่งขึ้นจากเรือ บังเอิญเดินสะดุดอะไรบางอย่างเสียหลักล้มคว่ำลง เธอร้องอย่างตกใจ ใบ้รีบเข้าประคองแต่เห็นเธอลุกขึ้นเองได้เสียก่อนเลยมองอย่างเป็นห่วง

คุณหญิงได้ยินเสียงบานเย็นร้องหันมาดู เห็นใบ้กำลังจะเข้าประคองแล้วยืนมองอย่างเป็นห่วงอยู่ ก็ฉุกคิดอะไรได้ แววตาเป็นประกายด้วยความดีใจเจ้าเล่ห์

ooooooo

คุณหญิงขึ้นไปถึงชานพักผ่อนบ้านไทรโศกก็เรียกเพิ่มกับหวินมาสั่งการให้จัด งานแต่งงานระหว่างบานเย็นกับกิติเป็นการด่วนจะมีงานในวันพฤหัสฯที่จะถึงนี้ มีแขกจากพระนครมาร่วมงานไม่เกินสิบคนทุกอย่างจะจัดอย่างเรียบง่าย รดน้ำและจดทะเบียนกัน
ตอนสายๆ จากนั้นก็ถวายสังฆทาน ให้เพิ่มไปนิมนต์ ท่านพระครูไว้เลย

จากนั้นสั่งหวินให้เตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้พร้อม ค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เบิกจากเงินกองกลางที่เพิ่ม ที่สำคัญให้ ปลูกเรือนหอให้เย็นสักหลังเพื่อจะได้อยู่เป็นสัดส่วน เจ้าตัวอยากให้ปลูกตรงไหนก็ให้ปลูกตรงนั้น

"แต่...มีเวลาแค่สามวัน ผมกลัวว่ามันจะไม่เสร็จ..." เพิ่มทักท้วงกลัวๆกล้าๆ

"ต้องเสร็จ!!" เสียงคุณหญิงเด็ดขาด "เกณฑ์คนงานกับชาวบ้านมาช่วยกันทำ ทำทั้งวันทั้งคืนแล้วก็จ่ายค่าแรงให้มันไป โดยเฉพาะเจ้าใบ้นี่ จ้างมันไว้ใช้งานตั้งแต่วันนี้ยันเสร็จงานเลย"

สั่งงานสองคนเสร็จ คุณหญิงก็นั่งหน้านิ่วคิดแผนการในใจต่อไปเงียบๆ

ส่วนหวินที่เก็บความสงสัยไว้เต็มอก เมื่อเข้าห้องครัวเจอเย็นกำลังลอกใยสายบัวอยู่อดไม่ได้เลยถามว่ามันยังไงกัน ทำไมถึงต้องย้ายมาแต่งกันที่นี่

บานเย็นงงมาก บอกว่าตนก็เพิ่งรู้จากหวินเดี๋ยวนี้เอง หวินยิ่งงงถามว่านั่งเรือมากันตั้งหลายชั่วโมงไม่ได้คุยอะไรกันเลยหรือ หวินจ้องหน้า บานเย็นส่ายหน้าตอบเสียงอ่อยๆว่า

"เย็นเอะใจตั้งแต่ตอนที่ท่านบอกว่าจะกลับมาที่ไทรโศกนี่แล้ว แต่ก็...ไม่กล้าถาม แล้วตอนที่อยู่ในเรือก็เห็นท่านนั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว เย็นเลยไม่อยากรบกวน"

หวินบ่นอุบว่าเลยไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น นี่ให้เวลาแค่สามวันจะเตรียมอะไรทันรึเปล่าก็ไม่รู้ เพิ่มมาได้ยินเลยบอกหวินว่าบ่นเป็นหมีกินผึ้งไปได้ ถ้าหม้อชามกะละมังไหไม่พอก็ไปยืมที่วัดมาก่อน ส่วนเรื่องข้าวของในพิธีรดน้ำ ถ้าไม่รู้ก็ให้ถามยายอ่อนให้มาช่วย
จัดก็ได้

เพิ่มบอกบานเย็นว่า เดี๋ยวจะออกไปดูเรือนให้ บานเย็นถามว่าเรือนอะไร จึงรู้ว่าคุณหญิงให้สร้างเรือนหอให้ใหม่ บานเย็นยิ้มน้ำตาคลอ พึมพำอย่างซาบซึ้งใจว่าท่านเมตตาตนขนาดนี้เลยหรือ

"หนูเย็นอยากให้ ปลูกตรงไหนล่ะ คุณหญิงท่านให้ ตามใจหนูเย็น" เพิ่มถาม

"ปลูกใกล้ๆกับ แนวต้นไทรใหญ่ก็แล้วกันจ้ะน้าเพิ่ม เย็นชอบไปนั่งเล่นแถวนั้น"

เพิ่ม เดินดุ่มๆไปแล้ว บานเย็นคิดแล้วปลื้มจนน้ำตาคลอที่คุณหญิงช่างดีกับตนเสียจริงๆ

ooooooo

ตก เย็น เมื่ออาหารตั้งโต๊ะ คุณหญิงมองอาหารบนโต๊ะ ถามหวินว่าใครเป็นคนทำ เมื่อหวินบอกว่าตนทำแต่บานเย็นช่วยเป็นลูกมือ คุณหญิงก็ทำเสียงดังใส่ว่า กล้าใช้ว่าที่สะใภ้ธีระรัตน์ทำงานหรือ ต่อไปห้ามบานเย็นเข้าไปยุ่งในครัวเด็ดขาด

หวินรับคำเสียงอ่อยๆถามว่า กิติจะมาถึงกี่ทุ่มตนจะได้เตรียมอุ่นอาหารไว้ให้

"พ่อกิติจะมาถึงนี่ เช้าวันแต่งงานเลย" คุณหญิงตอบเสียงดังฟังชัด บานเย็นสะดุ้งใจ ส่วนหวินทำตาโตอย่างไม่อยากเชื่อว่า เจ้าบ่าวจะมาถึงงานแต่งในเช้าวันงาน?

เพื่อ ไม่ให้มีพิรุธคุณหญิงอ้างว่ากิติมีธุระต้องติดต่อกระทรวงที่จะเข้าไปทำงาน เลยไม่มีเวลาเตรียมตัว ส่วนบานเย็นนั้นเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันแต่งก็ให้หาเอาเองแถวนี้ก็แล้วกัน ถามว่าเย็บเองเป็นหรือเปล่า บานเย็นได้แต่ยิ้มเจื่อนๆตอบรับเสียงแผ่วเบา "ค่ะ..."
หลุบตาลงอย่างอดน้อยใจไม่ได้

ooooooo

ที่มุมซักล้าง บานเย็นไปช่วยหวินล้างจาน เพิ่มเดินเข้ามาเล่าเรื่องเรือนหอว่าตนไปยกเอาเรือนเก่าบางส่วนมาประกอบ ใหม่  ใบ้ไปช่วยเลือกกรอบประตูหน้าต่างที่มีลายฉลุเป็นรูปเถาดอกไม้ให้ด้วยดูอ่อน หวานดี บานเย็นยกมือไหว้ขอบคุณทั้งที่ใจกังวล หลบ
ตาใบ้ที่ส่งยิ้มให้ ถามหวินเบาๆว่า

"แถวนี้มีร้านขายผ้าบ้างไหมจ๊ะพี่หวิน" หวินหันไปปรึกษาเพิ่ม เพิ่มจึงแนะนำว่า มีบ้านแม่เกสรนี่แหละที่มีผ้าไหมเนื้อดีหน่อย บอกใบ้ให้ช่วยพายเรือพาบานเย็นไปซื้อ เพราะขืนเดินอ้อมคันนาไปจะไกลมาก

พอ ใบ้กับบานเย็นลุกไปแล้ว เพิ่มก็คาดคั้นถามหวินว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมชุดแต่งงานก็ต้องมาหาเอาที่นี่แล้วกิติมาถึงหรือยัง พอรู้ว่าจะมาถึงตอนเช้าก็ร้อง อ้าว...ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น พิลึกจริงๆ

"ว่า เจ้าบ่าวพิลึกแล้ว แม่เจ้าบ่าวยิ่งพิลึกไปกันใหญ่ ของอะไรที่จำเป็นต้องซื้อกลับไม่ซื้อ แต่มาสั่งให้ซื้ออะไรที่ไม่จำเป็น ดูสิพี่ ตุ่มน้ำกิน 3 ตุ่ม ตุ่มน้ำอาบ 3 ตุ่ม เบาะรองนั่งรองนอนเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด แล้วที่สำคัญ ไอ้ยาฆ่าเชื้อที่ในพระนครเขาใช้เช็ดแผลน่ะ
ที่นี่จะมีขายหรือเปล่าก็ไม่รู้ สั่งให้ซื้อตั้ง 20 ขวด!"

"จะซื้อไปทำไมวะ..." เพิ่มเปรยๆสีหน้าสงสัยไม่น้อยกว่าหวิน

"หรือท่านกลัวจะติดเห็บติดเหา จากพวกเราหาพี่" หวินถามประชด

ooooooo

ที่แท้กิติหาได้ติด ธุระที่ไหนไม่ เขากับอุษาพากันไปหาหมอให้ตรวจร่างกาย เมื่อรู้ว่าไม่ได้ติดเชื้ออะไรจากบานเย็นก็พากันดีใจ อุษาขอแวะไปตัดชุดใหม่สักชุดสองชุดได้ไหม กิติบอกว่าจะตัดกี่ชุดก็ตามสบาย ขอแต่ให้ไปที่ร้านดวงรัตน์ก็แล้วกัน

อุษาเอะใจถามว่าเขาต้องเอาชุด แต่งงานไปให้บานเย็นด้วยหรือ กิติตอบอย่างยโสว่าตนไม่ใช่คนใช้จะได้ต้องเอาเสื้อผ้าไปให้ใคร หน้าที่ของตนมีเพียงแค่ไปนั่งให้คนมารดน้ำแล้วเซ็นชื่อต่อหน้านายอำเภอ เท่านั้น

"หมายความว่านังเย็นมันจะไม่ได้ใส่ชุดแต่งงานที่มันไปตัด ไว้อย่างนั้นหรือคะ ถ้างั้นอุษาจะใส่เอง เสียเงินค่าผ้าตัดไปตั้งมาก จะทิ้งขว้างให้เสียของได้ยังไง"

แล้วเย็นนี้เอง อุษาก็ใส่ชุดแต่งงานของบานเย็นไปยืนอวดกิติถามว่าสวยไหม กิติชมเปาะว่าเมียตนสวยกว่าใครเพื่อน ทั้งสวยทั้งอวบอิ่ม แล้วก็กลายเป็นเรื่องเล้าโลมกันบนเตียงไปในที่สุด

ooooooo

ใบ้ พายเรือพาบานเย็นไปบ้านแม่เกสรเพื่อเลือกผ้าไหม คุณหญิงมองจากบนเรือนฉุกคิดแผนการใหม่ ได้อีก ปะติดปะต่อกันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทุกทีแล้ว

ซื้อผ้าได้แล้วก็พากันกลับ แต่ท้องฟ้าเกิดมืดครึ้มทำท่าฝนจะตกหนัก บานเย็นกังวลกลัวผ้าจะเปียกจึงเอาซุกไว้ในอก

ครู่เดียวฝนก็เทลงมา อย่างหนัก ใบ้จึงเอาเรือเข้าฝั่งพาบานเย็นขึ้นไปพักหลบฝนในเพิงที่ปลายนา พอนั่งลงบานเย็นก็รีบเอาห่อผ้าที่ซุกไว้ในอกออกมาดู พอเป็นผ้าไหมสีกลีบบัวไม่เปียกฝนก็ยิ้มอย่างมีความสุข

ใบ้นั่งดูอยู่ เห็นบานเย็นสบายใจก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย แต่เมื่อนึกถึงว่าผ้าไหมสีกลีบบัวนั้นจะเป็นชุดแต่งงานของบานเย็น ใบ้ก็หน้าหมองอย่างอกกลัดหนอง...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 16:30 น.