ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ฟิล์ม-ซูซี่ แท็กทีมประชันบู๊ใน "ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู"


ที่คฤหาสน์หรูของเจ้าสัวเพ้ง เหมยอิงนั่งดูรูปถ่ายครอบครัว มีตัวเหมยอิง เจ้าสัวเพ้ง ซ้อสอง เมฆา และหลินหลิน ทุกคนในรูปยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข

“อาลัยอาวรณ์มันมากรึไง เหมยอิง” จางซื่อเดินเข้ามาถามเยาะ เหมยอิงหันขวับถามว่ามาทำไม! “เธอจะคิดถึงพวกมันทำไม มันตายไปหมดแล้ว ฉันกับเมฆาคือครอบครัวที่แท้จริงของเธอ”

เหมยอิงโต้ว่านั่นคือเรื่องที่ตนเสียใจที่สุด ตนมีตาแต่หามีแววไม่ที่แต่งงานกับเขา ตนอยากควักลูกตาออกแต่ก็ห้ามตัวเองไว้ อยากเก็บไว้ดูวันที่เขาสองพ่อลูกพินาศย่อยยับ ชดใช้กรรมที่สร้างไว้

“ทำไมเธอไม่มองโลกในแง่ดีบ้าง ทั้งผัวทั้งลูกกำลังจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่สองแผ่นดิน เธอจะได้เป็นนางพญาทั้งที่ฮ่องกงและกรุงเทพฯ รู้ไหมว่ามีผู้หญิงกี่คนที่ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นอย่างเธอ”

“ผู้ยิ่งใหญ่?...คนจอมปลอมอย่างพวกแกไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่หรอก พวกแกเก่งแต่ลอบกัดทั้งพ่อทั้งลูก เมฆา...แกอย่านึกว่าจางซื่อมันเก่งนักหนานะ ถ้ามันไม่ใช้วิธีลอบกัดแบบไร้ยางอายละก็...มันไม่มีวันนี้หรอก!”

“พูดได้ดี...สอนได้ดี...” จางซื่อหัวเราะเยาะ “เมฆา...แกได้ยินแล้วใช่ไหม จำเอาไว้นะ เก่งวรยุทธ์ไปก็เท่านั้น สุดท้ายก็อยู่ที่ความเด็ดเดี่ยว ฉันมีวันนี้ได้ก็เพราะฉันเด็ดเดี่ยว ไม่แยแสเรื่องหยุมหยิม” เหมยอิงตะโกนด่าว่าไอ้หน้าด้าน คนไร้คุณธรรม จางซื่อถามเยาะว่า “คุณธรรม? คุณธรรมสำคัญยังไงเหรอ ถ้าคุณธรรมมันดีจริง พี่ชายเธอคงยังไม่ตายมั้ง แล้วตอนนี้พี่ชายเธออยู่ไหน ไม่ใช่โดนดินกลบอยู่เหรอ”

แล้วจางซื่อก็ตัดบทว่าวันนี้ตนมาหาเธอเพราะมีเรื่องต้องถามว่าศพจางฟุอยู่ไหน? อยากรู้ว่าตายจริงไหม เหมยอิงบอกว่า จางฟุตายอย่างอเนจอนาถ ตนไม่มีเงินทำศพจึงให้มูลนิธิช่วยทำพิธีเผารวมกับศพอื่นๆ ลอยอังคารที่แม่น้ำไปเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว จางซื่อถามว่าตายที่โรงพยาบาลอะไร มูลนิธิอะไรที่มาช่วย บอกมาตนจะไปสืบเอง เหมยอิงจึงจดรายละเอียดให้

“ฉันจะไปตรวจสอบ ถ้าเธอโกหกฉันละก็!” จางซื่อจ้องจิกตาวาวโรจน์ แล้วเอากระดาษแผ่นนั้นไปให้เมฆา สั่งให้ไปตรวจสอบให้ละเอียดระหว่างจางซื่อนั่งรถออกไป เขาคิดถึงคำเตือนเมฆาของเหมยอิงเมื่อครู่นี้ที่ว่า “แกอย่านึกว่าจางซื่อมันเก่ง

นักหนานะ ถ้ามันไม่ใช้วิธีลอบกัดแบบไร้ยางอายละก็ มันไม่มีวันนี้หรอก” คิดแล้วจางซื่อกำหมัดแน่น คิดถึงอดีต...

ooooooo

เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน...ที่ฮ่องกง สำนักอสูรเทวายิ่งใหญ่ เคร่งขรึมและเก่าแก่มาก วันนี้ที่สำนักอสูรเทวามีพิธีงานศพ แขกเหรื่อมามากพอสมควร ในนั้นมีชายฉกรรจ์ห้าคนจากห้าสำนักมาร่วมงานด้วย

ชายฉกรรจ์ทั้งห้าจับกลุ่มคุยกัน คนแรกเอ่ยว่า “ในรอบสิบปี นี่คือโอกาสดีที่สุดที่เราจะฆ่าจางเหลียง ห้ามพลาดเด็ดขาด” คนที่สองบอกว่า “แม้มันจะมีวิทยา–ยุทธ์เลิศล้ำ แต่เมียมันเพิ่งป่วยตายต้องส่งผลต่อจิตใจมันไม่มากก็น้อย ถ้าไม่ฉวยโอกาสนี้เกรงว่าภายภาคหน้าจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก” คนที่สามเสริมว่า “พวกเราห้าเจ้าสำนักร่วมมือกันต้องฆ่ามันได้แน่ๆ”

ชายทั้งห้าประสานมือกันเดินเข้าไปในงาน ที่หน้างานจางเหลียงในชุดไว้ทุกข์ยืนอยู่ เขาคำนับชายทั้งห้าเชิญเข้าข้างในชายฉกรรจ์ทั้งห้าสบตากันแล้วลงมือทันที ชายคนที่ 1 ใช้ดาบ คนที่ 2 ใช้หมัด คนที่ 3 ใช้กระบี่ คนที่ 4 ใช้เท้าและคนที่ 5 ใช้ฝ่ามือ ทั้งห้าลงมือพร้อมกันจากจ้างหลังจางเหลียง แต่มันทำอะไรจางเหลียงไม่ได้ ถูกจางเหลียงโจมตีกลับ ไม่นานก็สยบมันทั้ง 5 ได้

“เจ้าโจรชั่วจางเหลียง เจ้าฆ่าเราทั้งห้าคนเถอะ” ชายคนที่ 1 เอ่ย จางเหลียงถามว่าเจ้าสำนักทั้งห้าจะฆ่าตนทำไม ชายคนนั้นตอบว่า “สำนักอสูรเทวาของเจ้า ก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าไม่ฆ่าเจ้าแล้วจะฆ่าใคร”

จางเหลียงเงียบไป แล้วพูดกับทุกคนในงานว่า“เขาพูดไม่ผิด ที่ผ่านมา ข้าจางเหลียง ทำเรื่องเลวร้ายมากมาย แต่วันก่อน ข้ารับปากเมียข้าที่กำลังจะตายว่าจะเลิกทำชั่ว ยึดถือคุณธรรม ข้าขอถือโอกาสนี้ประกาศให้ทั้งยุทธภพรู้กัน อีกสามวันเสร็จงานศพเมียข้า ข้าจะยุบสำนักอสูรเทวา ตั้งสำนักเทิดทูนคุณธรรม เรื่องชั่วไม่ทำ ทำแต่เรื่องดี ขอให้ทุกท่านเป็นพยาน”

ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ แล้วเจ้าสำนักทั้งห้าก็ปรบมือขึ้นก่อน แขกในงานปรบมือตามจนเสียงปรบมือกระหึ่มไปทั้งงาน จางเหลียงประสานมือคำนับไปรอบทิศ แต่พวกอสูรเทวากลับนิ่ง ยืนอึ้ง มองกันงงๆ

จางซื่อยืนอยู่ในฝ่ายของสำนักอสูรเทวามองจางเหลียงด้วยสายตาขุ่นมัว อึดใจจางซื่อก็เดินออกไป จางเหลียงถามว่าจะไปไหน จางซื่อตอบประชดว่า“จู่ๆ ห้องนี้ก็บรรยากาศไม่ดี ข้าขอตัว” แล้วเดินออกไปเลย พวกศิษย์อสูรเทวามองจางซื่อแล้วมองจางเหลียง ในขณะที่จางเหลียงมองตามจางซื่อไปด้วยสายตาเย็นเยียบ

ooooooo

ที่โถงบ้านจางเหลียง เหมยอิงไกวเปลทารกชาย วัย 6 เดือน อีกมือก็ให้ซินแสแมะ ซินแสแสดงความยินดีว่าเหมยอิงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว เหมยอิงดีใจมาก บอกทารกในเปลว่า

“จางฟุ เจ้าจะมีน้องแล้วนะ...พี่สะใภ้ ท่านไม่ต้องห่วงนะ ถึงข้าจะมีลูก ข้าก็จะเลี้ยงและรักจางฟุให้เหมือนลูกตัวเอง”

เมื่อจางซื่อกลับมา เหมยอิงจะบอกข่าวดีเรื่องลูกแต่จางซื่อไม่สนใจฟัง ระบายอารมณ์ปัดข้าวของบนโต๊ะตกกระจาย คำรามแค้น

“พี่ชายเจ้า! พี่ชายเจ้าประกาศยุบสำนักอสูรเทวา อาจารย์ตั้งพี่ชายเป็นเจ้าสำนัก เขากลับทำแบบนี้ เท่ากับอกตัญญูต่ออาจารย์ ยังเป็นการทอดทิ้งพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันมา เขาช่างเลวจริงๆ!!”

ขณะนั้นเอง จางเหลียงเดินเข้ามา มีศิษย์ร่วมสำนักตามมาด้วย

“จางซื่อ!” จางเหลียงเรียก จางซื่อตกใจอุทานเรียก...พี่ใหญ่ จางเหลียงพูดเครียดว่า

“เจ้าเป็นรองเจ้าสำนัก เรื่องสำคัญแบบนี้ เจ้าไม่เพียงไม่สนับสนุนข้า ยังเดินหนีออกมาแบบนี้ เจ้ายังเห็นข้าเป็นเจ้าสำนักอยู่รึเปล่า” จางซื่อบอกว่าตนไม่เห็นด้วยกับพี่ใหญ่ ถูกจางเหลียงตบหน้าฉาดหนึ่ง จางซื่อกำหมัดแน่น จางเหลียงเห็นก็ยิ่งโกรธตวาด “เจ้าคิดจะสู้ข้ารึไง!”

“ตั่วกอ ท่านอย่าบีบบังคับผู้คนจนเกินไป”

“จางซื่อ ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องเขย จึงเมตตาให้เจ้าเป็นรองเจ้าสำนัก ไม่อย่างนั้นด้วยคุณสมบัติของเจ้า น่ากลัวเป็นได้แค่ขี้ข้ารับใช้ ยังกล้าหาว่าข้าบีบบังคับเจ้าอีกเหรอ ปากสุนัข!!” ด่าแล้วตบหน้าจางซื่ออีกฉาด จางซื่ออายพวกศิษย์มากจนกลายเป็นโกรธ อาศัยจังหวะที่จางเหลียงหันหลังต่อยจางเหลียงทันที

“ต่อยมา!” จางเหลียงหันบอก พอจางซื่อต่อยสุดแรงอีก จางเหลียงเอ่ย “เศษสวะ” แล้วตบหน้าจางซื่ออีกที จางซื่อพยายามปัดป้องแต่ไม่พ้นโดนตบๆๆๆๆ จนหน้าบวม เหมยอิงรีบเข้ามาขอร้องให้หยุด

“เหมยอิง ถอยไป วันนี้ต้องสั่งสอนผัวเจ้าให้รู้สำนึก” จางซื่อหลบไปแอบหลังเหมยอิง ถูกจางเหลียงประณามว่าหน้าไม่อายหลบหลังผู้หญิง แล้วไปกระชากจางซื่อออกมาเงื้อหมัดจะต่อย เหมยอิงตกใจหวีดร้องจนจางฟุตกใจร้องไห้จ้า

จางเหลียงชะงักรีบไปอุ้มจางฟุจากเปลมาโอ๋ หันไปสั่งลูกน้องให้เอาจางซื่อไปขัง แล้วโอ๋จางฟุต่ออย่างทะนุถนอม

ooooooo

ขณะจางซื่อถูกขังอยู่ในสำนักอสูรเทวานั่นเอง อาจารย์สาม ชายสูงวัยใบหน้าเจ้าเล่ห์เดินเข้ามาหาจางซื่อบอกว่าฟังให้ดีเพราะตนมีเวลาไม่มาก

อาจารย์สามบอกว่าพวกเราหลายคนไม่เห็นด้วยกับจางเหลียงแต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน จางซื่อบอกว่าเพราะวิทยายุทธ์จางเหลียงสูงล้ำเกินไป

“ทุกคนต้องมีจุดอ่อน เจ้านับเป็นคนในครอบครัวย่อมต้องรู้จุดอ่อนมัน เจ้าต้องลงมือฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเจ้า”อาจารย์สามขู่ว่าวันนี้จางซื่อฉีกหน้าจางเหลียงต่อหน้าศิษย์ร่วมสำนักและแขกเหรื่อ จางเหลียงไม่ปล่อยเขาไว้แน่ แล้วยุว่า “ถ้าเจ้าเอาด้วย ข้าจะนำพี่น้องที่ไม่เห็นด้วยลุกฮือสยบพวกมันไว้ หน้าที่เจ้าคือต้องฆ่าจางเหลียงให้ได้ หลังจากนั้นข้าจะขึ้นเป็นเจ้าสำนัก เจ้าก็เป็นรอง ข้าอยู่ได้อีกไม่กี่ปี พอข้าตายเจ้าก็เป็นเจ้าสำนักอสูรเทวาคนต่อไป ตกลงไหม”

“ตกลง” จางซื่อตอบแล้วยื่นมือประกบกันเป็นสัญญาอาจารย์สามกับจางซื่อเริ่มแผนการทันที โดยให้จางซื่ออุ้มจางฟุไว้ในอก แล้วอาจารย์สามก็เอาฝ่ามือฟาดใส่จางซื่อ จางฟุร้องไห้จ้า เหมยอิงกับจางเหลียงวิ่งเข้ามา จางซื่อทำทีว่าอาจารย์สามทรยศตนจึงออกมาเตือนเห็นอาจารย์สามกำลังจะฆ่าจางฟุตนจึงรีบมาช่วยไม่รู้ว่าทันหรือไม่

จางซื่อแสดงตัวเป็นคนดีเอาตัวปกป้องจางเหลียงที่ถูกอาจารย์สามเล่นงานจนตัวเองล้มลง พอจางเหลียงเข้าไปดูก็ถูกจางซื่อล็อกตัวไว้มือหนึ่งอีกมือใช้มีดฉาบยาพิษหมื่นเหมยแทงจางเหลียง แล้วอาจารย์สามก็กระแทกฝ่ามือใส่จางเหลียงจนชีพจรแตกหมด ตะคอกแค้นว่า “ใครใช้ให้เจ้าแย่งตำแหน่งเจ้าสำนักไปจากข้า”

อาจารย์สามค้นที่อกเสื้อจางเหลียงล้วงป้ายเจ้าสำนักออกมาประกาศอย่างผยอง “ข้าคือเจ้าสำนักอสูรเทวาคนใหม่”แต่ถูกจางเหลียงฟาดฝ่ามือใส่อาจารย์สามกับจางซื่อแล้วอุ้มจางฟุหนีไป อาจารย์สามร้องขอให้จางซื่อช่วยด้วย จางซื่อตรงเข้าไปกระหน่ำซ้ำจนอาจารย์สามกระอักเลือด พูดอย่างสะใจว่า

“อาจารย์สาม ตำแหน่งเจ้าสำนัก ใครก็อยากเป็นทั้งนั้น ท่านบอกเองว่าท่านตายแล้วข้าจะได้เป็น งั้นก็ตายเสียเถิด ฮ่าๆๆ” จางซื่อกระทืบซ้ำจนอาจารย์สามตายแล้วหยิบป้ายเจ้าสำนักไป พวกศิษย์สำนักได้ยินเสียงวิ่งเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น จางซื่อแกล้งร้องไห้เล่าว่า

“อาจารย์สามตักเตือนจางเหลียง จางเหลียงจึงฆ่าอาจารย์สาม แต่มันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส” จางซื่อหยิบป้ายเจ้าสำนักขึ้นประกาศว่า “ก่อนตาย อาจารย์สามให้ข้ารักษาการเจ้าสำนักอสูรเทวา ตอนนี้ ข้าขอออกคำสั่งตามล่าคนทรยศจางเหลียง ตามล่ามันให้ได้”

จางซื่อพาศิษย์ตามไปถึงท่าเรือ เจอจางเหลียงนั่งพิงกำแพงตาย บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มบางๆ กระนั้นจางซื่อก็ยังฟาดฝ่ามือใส่จนแน่ใจว่าจางเหลียงตายแน่แล้วจึงถามหาเหมยอิงกับจางฟุ ศิษย์คนหนึ่งบอกว่าเหมยอิงคงพาจางฟุลงเรือหนีไปแล้ว

“ระดมกำลังพลิกฮ่องกงตามหาเหมยอิงกับจางฟุให้เจอ ข้าจะตามล่าและฆ่าจางฟุให้ได้” หันมองไปในทะเลเวิ้งว้างพึมพำ “จางฟุ...ถ้าปล่อยให้มันโต มันต้องเป็นจอมยุทธ์ที่ร้ายกาจแน่ๆ”

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน...

ooooooo

วันนี้กังฟูขับรถติ่มซำสะท้านบู๊ลิ้มจอดริมถนนส่งเสียงเรียกลูกค้าอย่างคึกคักมีชีวิตชีวา ก็ถูกโจรวิ่งราวที่กังฟูช่วยอาซิ้มจับได้ มันมาสะกิดถามว่า

จำได้ไหม บอกว่าตนเพิ่งแหกคุกออกมา กำลังหาเหยื่อก็มาเจอกันพอดี

มันสั่งมีเงินเท่าไหร่เอามาให้หมด กังฟูไม่ให้เพราะช่วงนี้สำนักงิ้วกำลังลำบาก มันชกทันที กังฟูหลบอย่างคล่องแคล่ว

บังเอิญร้านตัดผมฝั่งตรงข้าม พายุอ่านหนังสือรอตัดผมอยู่ เห็นเหตุการณ์พึมพำสมเพชกังฟูว่าไปมีเรื่องกับกุ๊ยข้างถนนทำไม ไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย

ช่างตัดผมมาเชิญพายุไปนั่ง พายุมองไปเห็นกังฟูถูกสองโจรล็อกตัวต่อยปั้กๆๆ กังฟูหลบไม่ออกโดนต่อยเหมือนกระสอบทราย ช่างมองตามพายุตกใจ ร้องว้ายจะแจ้งตำรวจ พายุบอกไม่ต้องเพราะไม่ใช่เรื่องของเรา ขู่ว่าเกิดพวกมันรู้ว่าเธอแจ้งความอาจจะตามมาแก้แค้น ช่างเถอะชีวิตใครชีวิตมัน แล้วสั่งช่างให้ซอยสั้นก็พอ กำชับว่า

“อย่าลืมนวดเซรั่มให้ด้วยนะครับ เอาตัวที่แพงที่สุดนะครับ ครั้งที่แล้วเอาตัวราคาถูกมาให้ ผมใช้รู้สึกคันๆ เหมือนจะแพ้นะครับ” แล้วหลับตาสบายๆให้ช่างตัดผม

กังฟูถูกซ้อมสะบักสะบอมจนโจรคิดว่าตายแล้ว พลันก็เห็นตำรวจมา มันรีบล้วงเอาเงินจากกระเป๋าเสื้อกังฟู กังฟูลุกพรวดไม่ยอมให้มันเอาเงินไป มันเลยได้แค่พูดอาฆาตแล้ววิ่งหนีไป กังฟูไล่ตามก็ถูกมันช่วยกันต่อยจนหอบแฮ่ก บ่นกันงงๆ

“นี่มันคนรึเปล่าวะ ทำไมมันอึดอย่างนี้”

พายุตัดผมเสร็จจ่ายเงินแล้วออกจากร้าน ช่างวิ่งตามมาบอกว่าลืมเงินทอน พายุยิ้มเท่บอกว่านั่นตนให้ทิป ช่างดีใจสุดๆ

ooooooo

แต่งหล่อเท่แล้ว คืนนี้พายุไปที่ไนต์คลับถามหาเนตรนภา แต่ผิดหวังเพราะวันนี้เธอหยุด พอดีบริกรมาบอกว่าติงลี่เชิญไปพบที่ห้องมุขมังกรที่ปกติสำหรับรับแขกวีไอพีเท่านั้น

ที่ห้องมุขมังกร นอกจากติงลี่แล้วยังมีเฮียอีก 3 คน ท่าทางเก๋าๆทุกคน ติงลี่แนะนำว่านี่คือกังฟูที่ตนบอก เฮียทั้งสามมองพายุแต่หัวจดเท้า ติงลี่แจ้งทันทีว่า

“เรากำลังประชุมเรื่องถล่มไอ้เต๋า ต้องเอาทีเดียวให้ขาด”

เฮียทั้งสามเอ่ยว่าติงลี่บอกว่าพายุเก่ง ถามว่าเก่งแค่ไหนหรือ แล้วก็รุมกันเข้าชกต่อย พายุหลบได้และจู่โจมกลับจนเฮียทั้งสามต้องถอยมองพายุทึ่ง แล้วทั้งสามก็พากันยกยอพายุว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่าจริงๆ อายุน้อยแต่ฝีมือสูงเยี่ยมอย่างนี้นับวันหาได้ยากยิ่งนัก

ติงลี่มอบหมายให้พายุรับตำแหน่งหัวธนูบุกโจมตีแนวรับฝ่ายเต๋าให้แตกกระเจิง เชื่อว่าพายุทำได้แน่ เพียงแต่ว่า...

“ถึงเวลาตีกัน หมัดเหล็กไม่สู้หัวใจเหล็ก ในสนามรบความกล้าหาญสำคัญกว่าฝีมือ หากกลัวตายกลัวเจ็บมีแต่ทางแพ้”

“ผมไม่กลัวครับ ในสนามรบ ไม่ใช่มันตายก็เราสิ้น คิดมากไม่ได้ มีแต่ลุยลูกเดียว ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายจึงจะเอาชนะศัตรูได้”

“ดี...พูดได้ดี อั๊วมองคนไม่ผิดจริงๆ” ติงลี่ออกมาส่งพายุที่หน้าห้อง ตบบ่าเขาพูดอย่างชื่นชมสุดๆ บอกว่า “ถ้าเราชนะ อั๊วจะให้รางวัลสมใจลื้อแน่ๆ” พายุบอกว่า ที่ผ่านมาติงลี่ดีกับตนมาก ตนต้องการทดแทนบุญคุณ ต่อให้เป็นตำแหน่งปู่หัวธนู พ่อหัวธนู ตนก็ไม่กลัว ติงลี่ตบบ่าพายุหัวเราะชอบใจ ชมว่าเยี่ยมมาก กินตามสบายตนยังไม่เสร็จธุระ แล้วเดินเข้าไปในห้อง พอติงลี่เดินพ้นไป พายุก็แสยะยิ้ม...

“ทุเรศจริงๆ เห็นอั๊วโง่มากรึไงวะ อั๊วไม่เสี่ยงตายให้ลื้อหรอก อั๊วต้องหาทางชิ่งอยู่แล้ว ไอ้ปัญญาอ่อน”

ooooooo

กังฟูขายของหมดเอาเงินกลับไปให้ฮูหยินอย่างภูมิใจ ฮูหยินชมว่าเก่งมาก หาข้าวกินเสียแล้วไปดูชุดงิ้วหน่อยเห็นขาดอยู่หลายตัว ดูแล้วซ่อมให้ด้วย

พอกังฟูออกไป พายุก็เดินหล่อเท่เข้ามา ฮูหยินถามว่าไปทำอะไรมาถึงหล่อเช้งแบบนี้ พายุบอกว่าตนไปตัดผมมาใหม่ที่จริงไม่อยากเปลืองเงินแต่จะไปสมัครงาน ไม่อยากอยู่ไปวันๆกลัวพี่น้องที่ต้องหาเงินจะตำหนิเอาได้

ฮูหยินบอกว่าอย่าคิดมากเราเรียนมาสูงๆ จะหางานดีๆทำก็ต้องแต่งตัวให้ดูดี พี่น้องส่วนใหญ่ทำแต่งานจับกัง อย่าคิดมาก พายุขอบคุณฮูหยินแล้วทำทีจะรีบไปซักเสื้อตากแห้งเพื่อพรุ่งนี้จะได้มีเสื้อใส่

“ไอ้หยา ชีฉำอ่า...” ฮูหยินควักเงินที่เพิ่งรับจากกังฟูให้พายุไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่สักสองสามชุดบอกว่าอย่าเขียมใส่เสื้อผ้ามอๆ คนเขาจะดูถูกเอา

กังฟูที่ยังอยู่แถวนั้นแอบดูแล้วก้มดูชุดเก่าๆที่ตัวเองใส่ ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินไป พายุเห็นกังฟูดูอยู่จึงเดินตามมาถามอย่างหาเรื่องว่าเมื่อกี๊แอบดูอะไร

กังฟูพูดอย่างชื่นชมว่าพายุทำให้อาจารย์แม่ยิ้มได้ตนก็ชื่นใจแล้ว พายุหาเรื่องไม่ได้เลยไล่จะไปทำอะไรก็ไป ยิ้มเยาะตามหลังว่า “ไอ้โง่เอ๊ย” พอเห็นกังฟูเดินเลี้ยวไปอย่างเร็วก็แปลกใจว่าทำไมเดินเร็วได้ขนาดนี้ ตามไปทำทีพูดว่าได้ยินคนเล่าว่ากังฟูโดนโจรรุมทำร้ายตนวิ่งไปจะช่วยก็ไม่เจอแล้ว มองสำรวจถามว่า ทำไมดูไม่บาดเจ็บเลย

กังฟูบอกว่าตนโดนซ้อมเป็นประจำ ร่างกายเริ่มมีภูมิต้านทานทนมือทนเท้าได้มากกว่าคนอื่น พายุเลยเตะกังฟูทีเผลอ แล้วตามซ้ำจนกังฟูลงไปกอง

เห็นกังฟูทนมือทนเท้าได้จริงๆ พายุคิดถึงคำพูดของติงลี่เมื่อครู่แล้วฉุกคิดได้ว่า

“บางทีไอ้กังฟูอาจจะช่วยได้ ถ้ามีมันเราอาจจะไม่ต้องหนีหน้าไอ้ติงลี่ก็ได้”

ooooooo

วันเดียวกันนี้ สามเฮียกำลังซ้อมงิ้วกันอย่างครื้นเครง พลันเฮียหลอก็ทำหน้าทะเล้นบอกว่าได้ยินเสียงอะไรแปลกๆในห้องชุดงิ้ว แล้วชวนกันไปแอบดูว่าใครมาเล่นจ้ำจี้กันในนั้น

สามเฮียมองหน้ากันอึ้ง เมื่อเห็นกังฟูกำลังตั้งหน้าตั้งตาซ่อมชุดงิ้วอย่างชำนาญรวดเร็ว เฮียเก้าทำท่าจะพูดอะไรเลยถูกเฮียหลออุดปาก กังฟูหันมองแว่บหนึ่งแล้วซ่อมชุดงิ้วต่อ เฮียหลอลากสองเฮียออกมา เฮียเฉินถามว่า “เป็นอะไรของลื้อวะ”

เฮียหลอพูดอย่างทึ่งว่า “พวกลื้อไม่เห็นรึไง ไอ้กังฟูมันก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว” เฮียหลอถามว่าพวกเฮียเก้ากับเฮียเฉินไปนั่งซ่อมชุดงิ้วในนั้นได้ไหม ห้องมืดขนาดนั้นแล้วจะสนเข็มยังไง เฮียเก้าบอกว่าหูมันก็ไวด้วย เราไม่ทันพูดอะไรก็รู้ตัวหันมองแล้ว

สามเฮียคุยกันถึงท่าเย็บผ้าของกังฟูว่าจังหวะแทงเข็มขึ้นลงเท่ากันทุกครั้ง แข็งแกร่งมั่นคงแม่นยำอย่างกับมือกระบี่ เฮียหลอทึ่ง เฮียเฉินสงสัยว่ากังฟูไปฝึกวิชาเนตรราตรีกับโสตทิพย์และวิชากระบี่มาจากไหน

“มันจะไปฝึกที่ไหนได้เล่า ลื้อยังไม่เข้าใจอีกหรือไง เราไม่ใช่แค่ถ่ายทอดลมปราณให้มัน แต่เราเปิดประตูปลดปล่อยพรสวรรค์ที่มันมีอยู่ออกมาแล้ว” เฮียเก้าบอก

“ไอ้กังฟูมันกำลังจะเป็นจางเหลียงคนที่สอง” เฮียหลอพึมพำ เฮียเฉินทำหน้าสะพรึงกลัวสุดขีด บอกเพื่อนซี้ทั้งสองว่า

“ถ้าอย่างนี้แปลว่า...อีกไม่นาน...เมียอั๊วต้องรู้เรื่องนี้แล้วก็ฆ่าอั๊วแน่ๆ”

เฮียเก้าหมั่นไส้ถีบเฮียเฉินด่าว่าห่วงแต่กลัวเมีย ถามเฮียหลอว่าแล้วจะให้ทำยังไงต่อไป เฮียหลอบอกสองเฮียว่าต้องหาทางแก้ไขกันเอง ครู่หนึ่งเฮียเก้าบอกว่า

“อั๊วว่าที่วิทยายุทธ์มันรุดหน้าแบบนี้ก็เพราะมันเจอการต่อสู้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งโต เมื่อเย็นอั๊วได้ยินมาว่ามันไปมีเรื่องสู้กับโจร วิทยายุทธ์มันก็งอกออกมาอีก ฉะนั้น เราต้องบอกมันให้เลิกขายติ่มซำ หางานอื่นทำแทน งานที่ไม่ต้องมีเรื่องกับใคร”

เฮียเฉินเห็นด้วยว่าถ้ากังฟูไม่ได้สู้กับใครนานๆ วิทยายุทธ์ก็จะฝ่อไปเอง เฮียหลอถามว่าแล้วจะให้กังฟูทำอะไร?

ooooooo

กังฟูกับเมลดาพาหลินหลินไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจีนเล็กๆแห่งหนึ่ง อาจารย์ใหญ่ที่นั่นก็แสนดีรับหลินหลินเข้าเรียนโดยไม่มีหลักฐานอะไรเลย เพียงแต่ให้กังฟูที่เป็นศิษย์เก่ารับเป็นผู้ปกครองก็พอแล้ว

เพื่อหาเงินมาเป็นค่าเล่าเรียนและค่าเช่าห้องเมลดาจะหางานทำ กังฟูเสนอให้มาช่วยตนขายติ่มซำถ้าขายดีจะได้ขยายขายอย่างอื่นด้วย รายได้เราเอามาแบ่งกันถือว่าเราต่างก็ช่วยเหลือกัน เมลดาฟังแล้วตกลง

ปรากฏว่าติ่มซำกับซาลาเปาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กังฟูเก็บซาลาเปาไว้ถุงหนึ่งบอกว่าเป็นของลูกค้ารายใหญ่จองไว้พอไปถึงโรงเจพวกเด็กๆวิ่งกรูกันมารับซาลาเปาจากกังฟู เมลดาถามว่านี่หรือลูกค้ารายใหญ่ของเขา

“ครับ...พวกเขาเป็นเด็กกำพร้าที่โรงเจเขารับเลี้ยงไว้ แต่โรงเจก็ไม่มีเงินมากเท่าไหร่ เด็กๆพวกนี้เลยไม่ค่อยได้กินขนม ผมก็เลยเอามาให้เขาน่ะครับ” เมลดาชมว่าดีจังเลย “หัวอกเดียวกันครับ เลยเห็นใจกัน ผมก็เป็นเด็กกำพร้า ตอนเด็กๆก็คล้ายๆพวกเขาเหมือนกัน”

เมลดามองกังฟูอย่างประทับใจความอ่อนโยนใจดีของกังฟู ทั้งสองดูเด็กๆกินซาลาเปากันอย่างมีความสุขกังฟูกับเมลดาช่วยกันขายติ่มซำ ซาลาเปาอยู่ไม่นาน เฮียเฉินก็มาบอกกังฟูว่าตนจะเลิกเล่นงิ้วและให้กังฟูมาเล่นบทพระเอกแทนตน กังฟูไม่กล้าเพราะทั้งฝีมือไม่ถึงและที่สำคัญอาจารย์แม่เล่นเป็นนางเอกของเรื่องด้วย ตนจะโอบกอดพลอดรักได้อย่างไร

สามเฮียไปปรึกษากันก็เข้าใจและเห็นใจกังฟู เฮียเฉินตัดสินใจจะให้ฮูหยินเลิกเล่นงิ้วด้วย บอกกังฟูว่าจะให้ประเดิมเล่นในงานวันเกิดเสี่ยอี๊ดเลย ส่วนเรื่องรายได้ไม่ต้องห่วงจะจ่ายให้มากกว่าขายติ่มซำด้วย ถามว่าตกลงไหม

กังฟูตกลงทั้งยังอาสาจะหานางเอกมาให้ด้วย เฮียเฉินบอกให้พามาดูหน่วยก้านก่อน

พอกังฟูมาชวนเมลดาไปเล่นงิ้ว เธอปฏิเสธเสียงหลงว่าเล่นไม่ได้แน่เพราะไม่คุ้นเคยอะไรกับเรื่องงิ้วเลย แต่พอกังฟูบอกว่าเธอเป็นครูสอนนาฏศิลป์ไทยน่าจะลองดู และที่สำคัญย้ำว่า “ทำเพื่อหลินหลินด้วย” เมลดาเลยอึ้ง

ooooooo

กังฟูกับเมลดาบอกหลินหลินว่าเลิกเรียนแล้วจะมารับ แต่เลิกเรียนแล้วหลินหลินมานั่งรอที่หน้าโรงเรียนเห็นรถเมล์ที่ขับผ่านหน้าโรงเรียนรู้สึกคุ้นๆ จึงขึ้นรถเมล์ไป

กังฟูกับเมลดามาถึงไม่เห็นหลินหลิน ถามเด็กที่ยังไม่กลับบ้านว่าเห็นหลินหลินไหม เด็กบอกว่ากลับบ้านไปแล้ว

ที่หน้าโรงเรียนนั่นเอง มีชายชุดดำสองคนมาทำทีขายขนมอยู่แต่ทั้งสองหน้าเหี้ยมจนไม่มีใครกล้าไปซื้อของมือถือชายชุดดำคนหนึ่งดังขึ้น เขารับสายบอกว่าไม่มีวี่แววเลยแล้วเก็บมือถือ คนแถวนั้นพากันมองชายชุดดำที่เป็นคนขายของแต่มีมือถือใช้ ครู่หนึ่งชายชุดดำอีกคนก็ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าโทร.มากำชับว่า

“ห้ามประมาท ต้องจับตาดูอย่างละเอียด” มันพยักหน้ารับรู้ แล้วทั้งสองคนก็หยิบรูปถ่ายหลินหลินออกมาดู แล้วมองพวกเด็กๆว่ามีใครเหมือนในรูปบ้าง

ooooooo

มิเชลรับรายงานจากลูกน้องแล้วเก็บมือถือบอกเมฆาที่โถงหน้าลิฟต์ในร้านอาหารหรูว่า ไม่ว่าที่ไหนที่เราส่งคนไปก็ยังไม่มีใครเห็นหลินหลินเลย

เมฆาบอกให้พยายามต่อไปที่สำคัญเราต้องเจอก่อนพ่อจะรู้ว่าพวกนั้นยังไม่ตาย มิเชลเตือนว่าอย่าประมาทเพราะอาจารย์เป็นคนฉลาดมาก ความจริงเขาอาจรู้แล้วก็ได้ เมฆาบอกว่าพ่อเรียกตนมาพบด่วน ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ยังไงก็ให้เธอหลบไปก่อนดีกว่า

พอดีลูกน้องมาบอกเมฆาว่า “ท่านเจ้าสำนักให้พบได้แล้วครับ”

พอไปพบจางซื่อในห้องอาหารหรู เมฆาจึงรู้ว่าจางซื่อรู้เรื่องหลินหลินแล้ว เขาคุกเข่าขอโทษบอกว่า

ไม่ตั้งใจจะปิดบัง จางซื่อไม่เพียงไม่ตำหนิ หากยังชื่นชมที่เขาสามารถสยบมิเชลที่เป็นผู้หญิงแกร่งได้ แต่ก็เตือนว่าอย่าให้เรื่องส่วนตัวทำให้เสียเรื่องงาน จากนั้นถามว่า “แล้วเรื่องของแม่แกเป็นไงบ้าง”

“ผมให้คนไปตรวจสอบโรงพยาบาลที่แม่ให้ชื่อมาแล้ว ตรวจสอบไม่ได้เพราะโรงพยาบาลปิดตัวไปนานแล้ว ผมให้คนพยายามตามหาคนที่เคยทำงานที่นั่นอยู่แต่คงต้องใช้เวลาสักพัก”

“งั้นระหว่างนี้เราต้องสืบของเราเอง ถ้าจางฟุไม่ตายและเหมยอิงเอาจางฟุไปให้คนอื่นเลี้ยง เหมยอิงก็ต้องหมั่นไปเยี่ยมไปดูแลด้วย เวลาไปก็คงต้องเป็นความลับ ที่ผ่านมาเหมยอิงชอบแอบไปที่ไหนเป็นพิเศษรึเปล่า”

เมื่อเมฆาบอกสถานที่ที่เหมยอิงไปบ่อยๆ จางซื่อบอกให้ส่งคนไปตรวจสอบให้ละเอียดดูว่าที่ไหนที่เหมยอิงจะเอาจางฟุไปเลี้ยงไว้ให้ได้ พอเมฆารับปากกลับไป จางซื่อพึมพำ

“จางฟุเอย...จางฟุ...ถ้าลื้อยังไม่ตาย ไม่ว่าลื้อซ่อนตัวที่ไหน อั๊วก็จะตามล่าลื้อให้ได้”

ooooooo

หลินหลินนั่งรถเมล์ผ่านโรงเรียนเก่าที่เคยเรียนกับบู๊ลิ้ม หลินหลินลงจากรถเหมือนต้องมนต์ ความทรงจำค่อยๆคืนมา จำได้แม้กระทั่งว่าบู๊ลิ้มชวนเลิกเรียนแล้วไปกินไอติมกัน

จู่ๆบู๊ลิ้มก็มาดึงหลินหลินจากข้างหลังหลบไปที่หลังรถคันหนึ่งถามว่ามาที่นี่ทำไม อันตรายมากนะ ชี้ให้ดูชายชุดดำสองคนบอกว่าเขามีรูปหลินหลินด้วย เป็นจังหวะที่ชายชุดดำเห็นหลินหลินพอดี มันพากันเดินมาดู

บู๊ลิ้มพาหลินหลินวิ่งหนีพวกมันเข้าไปในซอยหนึ่ง เข้าไปแล้วเพิ่งนึกได้ว่ามันเป็นซอยตัน บู๊ลิ้มเลยต้องขี่คอหลินหลินเอาผ้าคลุมหลินหลินไว้เดินโยกเยกโซเซสวนผ่านชายชุดดำสองคนไป โชคดีที่มาเจอกังฟูกับเมลดาขับรถสวนมาพอดีเลยรีบขึ้นรถรอดเงื้อมมือชายชุดดำไปหวุดหวิด

กังฟูพาเมลดาไปให้ฮูหยินดูตัวตามคำสั่ง พอเห็นเมลดาเท่านั้น ฮูหยินบอกว่าตนอยากเลิกเล่นงิ้วเพราะอายุมากเล่นแล้วเหนื่อย แต่ถามอย่างไม่พอใจว่า “แต่ทำไมต้องเอายัยหลกท้งนี่มาแทนที่อั๊วด้วยวะ”

กังฟูตกใจที่ตัวเองลืมไปว่าเคยโกหกอาจารย์แม่ไว้ ถามเมลดาว่าสารภาพความจริงเลยดีไหม เมลดาไม่เห็นด้วยเพราะจะเป็นอันตรายกับหลินหลินที่ต้องไปโรงเรียนทุกวัน เธอบอกฮูหยินว่าที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไปตอนนี้ตนอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่

สุดท้ายฮูหยินก็ยอมให้เวลาเธอเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่บอกก่อนว่าเล่นงิ้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคิดจะเล่นก็เล่นได้ กังฟูรีบบอกว่าเมลดาเป็นครูสอนนาฏศิลป์ด้วย แจกแจงว่ารำได้มากมายแม้กระทั่งโขน

“ลื้อเป็นผู้หญิงเล่นโขนได้ด้วยหรือ...” ฮูหยินถาม เมลดาบอกว่าเขาเรียกโขนผู้หญิงมีเล่นกันมานานพอสมควรแล้ว” เฮียเฉินได้โอกาสเสนอทันทีว่า

“งั้นก็น่าจะไหว อั๊วจะบอกให้โขนกับงิ้วมีพื้นฐานอย่างหนึ่งเหมือนกันคือใช้ท่วงท่าและใช้พลัง เป็นการแสดงบนเวทีที่นักแสดงต้องใช้ระดับพลังงานขั้นสูงสุดเพื่อส่งอารมณ์ของตัวละครไปให้ถึงคนดู ถ้าลื้อเล่นโขนได้ก็น่าจะเล่นงิ้วได้”

“งั้นก่อนอื่น ลื้อลองร้องงิ้วให้ฟังก่อน อั๊วให้เวลาเตรียมตัวหนึ่งชั่วโมง” ฮูหยินบอก เมลดาฟังแล้วอึ้ง...เหวอ

แต่ได้แรงลุ้นจากกังฟูว่าหลังๆนี่งิ้วคณะเราพูดภาษาไทยมาหลายเรื่องแล้ว ให้เธอลองร้องเรื่องสามก๊กดู

ooooooo

เมื่อได้ฟังเมลดาร้องงิ้วสามก๊กเป็นภาษาไทยแล้ว กรรมการทั้งสี่มีสามเฮียกับฮูหยินก็เคาะผ่านเป็นเอกฉันท์ ทั้งกังฟูและเมลดาต่างดีใจมาก

ในวันซ้อมกังฟูแต่งหน้าให้เมลดาบอกว่าพวกเราต้องแต่งหน้ากันเอง แต่แต่งให้เธอซีกหน้าเดียวอีกซีกหนึ่งให้เธอหัดแต่งเอง เมลดาลองแต่งดู ปรากฏว่า แต่งเลอะเทอะจนดูแทบไม่เป็นหน้าคน

พอดีพายุมาหากังฟูบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยถามว่าทำอะไรอยู่หรือ พอรู้ว่ากังฟูกำลังสอนนางเอกงิ้วใหม่ก็ทักว่าท่าทางจะขาวถามว่าสวยไหม กังฟูอึกอัก พายุเลยเดินไปทักเอง พอเมลดาหันหน้ามาบอกว่าตนชื่อหลินฮุ่ย พายุถึงกับผงะหมดอารมณ์ไปทันที ด่ากังฟูว่า

“ชื่อเหมือนแพนด้า แต่หน้าเหมือนตุ๊กแก เฮ้อ... กลุ้มใจจริงๆ ไอ้คณะงิ้วห่วยๆนี่ รับนางเอกที่มันหน้าเหมือนคนหน่อยยังทำไม่ได้เลย จะไปรอดได้ไงว้า...”

เมลดาถามว่าทำไมเขาปากเสียอย่างนี้ พายุตวาดว่ากล้าดียังไงมาว่าตน เดี๋ยวตบปากฉีก กังฟูรีบขอโทษขออย่าโกรธเลยเพราะเด็กใหม่ไม่รู้เรื่อง

“ลื้ออบรมสั่งสอนมันดีๆ ลื้อตามอั๊วมา อั๊วมีเรื่องจะคุยด้วย” พายุสั่งจ้องจิกเมลดาอีกทีก่อนลากกังฟูออกไป

ooooooo

พายุพากังฟูไปที่ร้านอาหารบอกว่าอยากกินอะไรสั่งเลยไม่ต้องเกรงใจรู้ว่าที่โรงงิ้วไม่ค่อยได้กินของดีเท่าไหร่หรอก

กังฟูขอบคุณแต่แค่นี้ตนก็อิ่มแล้ว พายุเริ่มเรื่องทันที บอกว่าตอนนี้ตนจะไปทำงานกับติงลี่เขาเป็นเศรษฐีแต่ชอบต่อสู้และปราบปรามฝ่ายอธรรม พายุชวนกังฟูไปร่วมต่อสู้ด้วย กังฟูปฏิเสธเพราะรับปากอาจารย์แม่ไว้แล้วว่าจะไม่ใช้วิทยายุทธ์ไปต่อสู้กับคนอื่น

“ก็ไม่ต้องบอกอาจารย์แม่สิ ถึงเวลาอั๊วไม่พูด ลื้อไม่พูดใครจะรู้จริงไหม” กังฟูติงว่าแต่ใจเรารู้ ขอโทษที่ตนไม่อาจร่วมด้วยได้ แล้วลุกไป พายุวางเงินค่าอาหารไว้แล้วรีบตามไปหว่านล้อมกังฟูว่ารับปากใครไว้ก็แค่ลมปากไม่ต้องทำตามก็ได้

“ไม่ ลูกผู้ชายวาจาหนักแน่นดังขุนเขา ล้ำค่าดังทองคำ ไหนเลยจะกลับคำได้ง่ายๆ ศิษย์พี่หวังดี ศิษย์น้องซาบซึ้ง แต่ขออภัยที่ศิษย์น้องโง่เขลา นอกจากรักษาคำพูดแล้วคิดอย่างอื่นไม่เป็น”

เมื่อหว่านล้อมกังฟูไม่สำเร็จ พายุก็เล่นเล่ห์ทำเป็นร้องไห้คร่ำครวญว่าสงสารอาจารย์แม่เพราะตำแหน่งหัวธนูต้องบุกอย่างเดียว ถ้าตนเป็นอะไรไปอาจารย์แม่คงเสียใจมากเพราะท่านรักตนเหลือเกิน

ด้วยความกตัญญูเทิดทูนอาจารย์แม่ไม่อยากให้อาจารย์แม่เสียใจ กังฟูจึงรับปากจะเข้าร่วมกับกลุ่มจอมยุทธ์ผดุงธรรม พายุดีใจมากรีบสอนเพลงหมัดแปดทิศให้บอกกังฟูว่าอาจต้องเจ็บตัวบ้าง กังฟูบอกตนไม่กลัว

ส่วนที่โรงงิ้ว ครูงิ้วที่ฮูหยินให้มาสอนเมลดาชมเปาะว่าเมลดาเก่งมากมีพื้นฐานดีหัวไวแถมแปลกใหม่เพราะเธอมีพลังในการแสดงและมีความอ่อนช้อยด้วยหายากมาก

ฮูหยินถามว่ากังฟูหายไปไหนทำไมไม่มาซ้อมเพราะอีกไม่กี่วันก็จะเล่นอยู่แล้ว

กังฟูมุ่งมั่นรำหมัดแปดทิศทำได้ดีจนพายุอึ้งชมว่าเก่งมากผิดกับที่ตนคาดไว้ ย้ำให้ไปซ้อมให้คล่องมือเพราะอีกไม่กี่วันก็จะตีกันแล้ว ก่อนกลับกังฟูบอกพายุว่า

“ตั้งแต่ศิษย์น้องเกิดมา ไม่เคยมีใครสอนวิทยายุทธ์ให้ศิษย์น้องเลย แม้จะเป็นการทำเพื่ออาจารย์แม่ก็ตาม แต่ศิษย์น้องก็ตื้นตันมาก ศิษย์พี่โปรดรับคารวะจากศิษย์น้องด้วย” กังฟูคุกเข่าคารวะ ทำเอาพายุอึ้ง บอกว่าอย่า คิดมากเราเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน แต่พอกังฟูกลับไป พายุก็แสยะยิ้มพึมพำ...

“ไอ้โง่เอ๊ย...เพลงหมัดห่วยๆ แบบนี้อั๊วเรียนตั้งแต่สิบขวบ กระจอกจริงๆเล้ย”

ooooooo

กังฟูกลับมาเห็นเมลดากำลังเอากระดาษที่เขียนเป็นภาษาจีนแผ่นใหญ่ไปแปะไว้หน้าโรงงิ้ว เธอตำหนิกังฟูที่หายไปไม่มาซ้อมเร่งให้รีบไปซ้อมกัน อดถามไม่ได้ว่าภาษาจีนนี่เขาเขียนว่าอะไร

“อ๋อ...ใบประกาศการเล่นงิ้วน่ะครับ ไว้แจ้งแฟนคลับงิ้ว ใครผ่านไปผ่านมาจะได้เห็น นี่มีชื่อคุณด้วยนะตรงนี้... นางเอกหน้าใหม่หลินฮุ่ย นี่ตรงนี้ชื่อผมพระเอกใหม่กังฟู” อ่านแล้วกังฟูหัวเราะขำๆ เมลดาถามว่าขำอะไร “เขาบอกพระเอกหน้าใหม่แต่เก๋าบนเวที นางเอกหน้าใหม่แต่เก๋าในร้านน้ำชา”

“ร้านน้ำชาคืออะไร”

“ก็ซ่องไงครับ” เมลดาตกใจ กังฟูปลอบใจว่าเอาเถอะเพราะเราโกหกเขาไว้อย่างนั้นเขาเลยเขียนอย่างนี้ในกลุ่มคนที่มามุงอ่าน มีหญิงสาวคนหนึ่งใส่หมวกสวมแว่นกันแดดถามอาม่าที่ยืนอยู่ด้วยว่าเขาเขียนว่าอะไร พออาม่าบอกก็พยักหน้า...เธอคือสวยสาวใช้คนสนิทของเหมยอิงนั่นเอง สวยกลับไปบอกเหมยอิงว่า

“คณะงิ้วจะเปิดการแสดงที่บ้านเศรษฐีคนหนึ่ง เปิดให้ดูฟรี ครั้งนี้มาดามจะไปอีกไหมคะ” เหมยอิงเงียบไปอย่างคิดหนัก สวยถามว่า “มาดามไปดูงิ้วคณะนี้มาตั้งหลายต่อหลายครั้งแล้ว ทำไมทุกทีต้องใส่หมวกมั่ง ใส่ผ้าคลุมมั่งเวลาให้สวยไปด้วยก็ต้องให้สวยพรางตัวเหมือนกัน มาดามกลัวใครจำเราได้เหรอคะ”

“สวย...ไม่ใช่ฉันไม่ไว้ใจเธอนะ แต่เรื่องบางเรื่องเธอไม่รู้จะเป็นผลดีกับเธอเองมากกว่า”

สวยหน้าจ๋อยไปแต่ลุ้นให้เหมยอิงไปดูเพราะคราวนี้เขาจะเปลี่ยนพระเอกเป็นหนุ่มหล่อชื่อกังฟู เหมยอิงชะงักพึมพำว่าเขาให้กังฟูเป็นพระเอกงิ้วเหรอ สวยถามว่ามาดามรู้จักหรือ

“อ๋อ...คุ้นๆน่ะ ไม่รู้จักหรอก” เหมยอิงยิ้มกลบเกลื่อน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"มิ้นต์" ตะลึง "เต้ย" เรตอาร์ เขินจนเดินสะดุดล้ม

"มิ้นต์" ตะลึง "เต้ย" เรตอาร์ เขินจนเดินสะดุดล้ม
22 ม.ค. 2563
07:01 น.