ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ด้วยแรงอธิษฐาน

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ด้วยแรงอธิษฐาน ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ในหลุมหลบภัยที่มืดมิด วรดารู้สึกตัวลืมตาขึ้น ในสภาพหายใจรวยริน ผมเผ้ากระเซิง มีบาดแผลแตกเลือดแห้งกรังที่เหนือคิ้วจากการถูกไม้ฟาด   ผิวหนัง

ทั่วตัวถูกแมลงกัดแทะ เนื้อตัวและเสื้อผ้ามอมแมม เธอแทบไม่มีแรงร้องขอความช่วยเหลือ น้ำตาไหลอาบแก้ม รู้ชะตากรรมที่รออยู่ วรดารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย ยกมือขึ้นพนม อธิษฐานด้วยความเคียดแค้น

"ชาตินี้เกิดมาโง่เขลา ขี้ขลาด อ่อนแอ เป็นทาสของเขามาตลอด จึงต้องมาตายอนาถอย่างนี้ แต่ชาติต่อไป...ลูกขอสาบาน จะเป็นคนที่มีกำลังกายกำลังใจแข็งกล้า มีอำนาจเหนือใคร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาและพวกมันทำไว้กับลูก...ลูกขอเอาคืน" ขาดคำ มือที่พนมตกลงข้างตัว วรดาขาดใจตาย

ooooooo

18 ปีต่อมา...นัทธมนเด็กสาวผู้มีพลังพิเศษในชุดนักเรียน ม.ปลาย วิ่งเข้ามาในห้องกินข้าว เห็นปลอดคน เลยลองใช้พลังเพ่งภาชนะต่างๆในห้อง พวกมันพากันลอยไปมา  มนทิราแม่ของเธอเข้ามาเห็น  ร้องเอะอะ เสียงลั่น นัทธมนเสียสมาธิ ข้าวของเลยหล่นแตกกระจาย มนทิราห้ามลูกทำอะไรแบบนี้อีก

"แต่หนูอยากรู้ว่าพลังที่มีทำอะไรได้บ้าง"

"หนูอยากเป็นตัวประหลาดเหรอ"

นัทธมนไม่เห็นด้วยกับนิกรผู้เป็นพ่อ กลับเห็นเป็นเรื่องสนุกถ้าเธอควบคุมมันได้ มนทิรารู้ว่าเถียงสู้ลูกไม่ได้ เลยตัดบท เร่งสองพ่อลูกรีบกินอาหารเช้าเดี๋ยวจะไปสาย นัทธมนมองดูนาฬิกาข้อมือแล้วขอตัวอ้างว่าต้องรีบไป ชั่วโมงแรก

มีสอบเก็บคะแนน รีบคว้ากระเป๋าหนังสือกับรองเท้านักเรียนวิ่งออกไป นิกรมองตามลูกด้วยความเป็นห่วง บ่นอุบไม่แน่ใจว่า พลังพิเศษที่ลูกมีเป็นพรสวรรค์หรือคำสาปกันแน่

ไม่นานนัก มนทิราออกมาส่งนิกรขึ้นรถไปทำงาน ขณะเธอกำลังจะเดินเข้าบ้าน เหลือบเห็นบัตรนักเรียนของนัทธมนตกอยู่ ก้มลงเก็บขึ้นมาส่ายหน้าระอา ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นเงาของพระจันทร์กำลังทาบทับดวงอาทิตย์ เงามืดก็เคลื่อนตามไปเรื่อยๆ สุริยุปราคาเต็มดวงในที่สุด...

ที่บ้านของฤกตย์ สถาปนิกหนุ่มใหญ่ เงามืดทาบทับไปที่รูปถ่ายของวรดาบนโต๊ะทำงานในห้องนอนของฤกตย์ ลมพัดแรงจนหน้าต่างห้องนอนเปิดออก กรอบรูปปลิวตกพื้นกระจกแตกกระจาย ฤกตย์หยิบรูปขึ้นมาดูอย่างเสียดาย มองไปที่หน้าต่างห้อง สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น...

ดวงจันทร์เคลื่อนออกจากดวงอาทิตย์ ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ยกเว้นนัทธมนที่เดินจ้ำพรวดๆถึงห้องเรียน แต่ที่นี่

กลับไม่ใช่โรงเรียนที่เธอมาเรียนเหมือนทุกวัน นัทธมนไม่ทันสังเกตเห็นว่าชุดนักเรียนที่ตัวเธอสวมใส่เพียงแต่คล้ายกับนักเรียนคนอื่นๆในห้อง ส่วนตัวอักษรที่ปักตราโรงเรียนก็เป็นคนละแบบ

ครูประจำชั้นขอดูบัตรนักเรียน นัทธมนค้นในกระเป๋าหนังสือแต่หาไม่เจอ เธอยืนยันว่าเป็นนักเรียนที่นี่ แต่คุณครูไม่เชื่อ สั่งให้ตามภารโรงไปพบคุณครูฝ่ายปกครอง ครู่ต่อมา นัทธมนมาถึงห้องธุรการ คุณครูฝ่ายปกครองเปิดดูทะเบียนรายชื่อนักเรียนอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบว่านัทธมนเป็นนักเรียนที่นี่ แต่นัทธมนไม่เชื่อจะขอดูเอง คุณครูฝ่ายปกครองไม่ยอมจึงเกิดการยื้อแย่งกันขึ้น จนข้าวของกระจุยกระจาย

"ใครช่วยตามตำรวจหน่อยซิ เด็กคนนี้เพี้ยนไปแล้ว... จับไว้...จับเอาไว้สิ...เมายาหรือเปล่าเนี่ย"

ภารโรงล็อกตัวนัทธมนไว้ตามคำสั่งของคุณครูฝ่ายปกครองทันที

ooooooo

ณ บ้านโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทของฤกตย์ ขณะฤกตย์กำลังสั่งงานเลขาฯให้เตรียมแปลนงานคอนโดฯย่านสุทธิสารของปณิตาลูกค้าสาวใหญ่ ถุงแป้ง ซึ่งเป็นลูกสาวของเกตุมณีพี่สาวของฤกตย์ พร้อมด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าใบเขื่อง เข้ามาร้องทักทายน้าฤกตย์อย่างสนิทสนม ฤกตย์ยิ้ม ทักตอบ

"มาได้ยังไง พ่อกับแม่ไม่มาด้วยหรือ"

ถุงแป้งส่ายหน้าแทนคำตอบ บอกว่าแม่ของเธอฝากมาถามว่าเมื่อไหร่เขาจะมีแฟนใหม่เสียที แฟนเก่าตายไปตั้งสิบแปดปีแล้วทำไมยังไม่ลืม ฤกตย์ชะงัก รีบเปลี่ยนเรื่องพูด ไล่ถุงแป้งไปอาบน้ำอาบท่าที่บ้านของเขาหลังติดกัน...

ส่วนที่ห้องธุรการของโรงเรียน คุณตำรวจดูท่าทางงงๆปนสับสนของนัทธมนแล้ว  ไม่เชื่อคำพูดของเธอนัก  ยิ่งเธอโทรศัพท์ติดต่อพ่อกับแม่ไม่ได้ ยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าเธออาจเมายา เลยจะพาไปตรวจปัสสาวะที่โรงพัก นัทธมนพยายามแก้

ข้อกล่าวหา แต่คุณตำรวจไม่ฟัง สั่งเสียงเข้ม

"ขึ้นรถ...เดี๋ยวจะพาไปบ้าน เพื่อเชิญผู้ปกครองหนูไปโรงพักด้วยกัน"

นัทธมนหน้าจ๋อย จำใจนั่งรถไปกับเขา...

ภายในวัด บริเวณเจดีย์เก็บอัฐิ บรรยากาศวังเวงเงียบสงัด พระธุดงค์รูปหนึ่งท่าทางน่าเลื่อมใส หยุดยืนหน้าเจดีย์เก็บอัฐิของวรดา ลมพัดแรงขึ้นๆ ระหว่างที่พระธุดงค์เริ่มสวดแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลไปให้ น่าประหลาดมากที่เสียงพระสวดแว่วเข้ามาในรถตำรวจ นัทธมนซึ่งนั่งหลับอยู่ในรถละเมอ พึมพำขึ้น

"ไม่มีวัน...ที่ฉันจะอโหสิกรรมให้พวกมัน...ไม่มีวัน"

คุณตำรวจสะกิดเรียก นัทธมนตื่นขึ้นมารู้สึกปวดหัวแทบทนไม่ได้ ยิ่งเสียงสวดดังขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เธอปวดหัวมากขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ ทันทีที่พระธุดงค์แผ่เมตตาจบ ลมแรงก็สงบ พระรูปนั้นมองไปยังรูปวรดาซึ่งติดอยู่หน้าเจดีย์ ส่ายหน้าด้วยความหนักใจ ก่อนเดินจากไป...

บ่ายโมงตรงตามนัด รถเก๋งคันหรูของปณิตาแล่นเข้ามาที่ลานจอดรถบริษัทของฤกตย์ ปณิตาส่องกระจกเงาตรวจดูความงามของตัวเอง ก่อนลงจากรถเดินนวยนาดเข้าไปหาฤกตย์ ที่ห้องทำงาน โปรยเสน่ห์ใส่เขาทันทีที่เจอหน้า ฤกตย์พยายามชวนดูรายละเอียดเรื่องงาน เธอกลับออดอ้อนว่า

"เดี๋ยวสิคะ มาร้อนๆขับรถมาก็เมื่อย กำพวงมาลัยมาตลอดเวลาเลย บีบให้หน่อย" ปณิตาว่าแล้วยื่นมือให้ ฤกตย์จำใจทำตามที่เธอต้องการ ปณิตายิ้มมีความสุข ส่วนฤกตย์ถอนใจ เหนื่อยใจ...

ด้านนัทธมนยังคงปวดหัว มึนงงและสับสน คุณตำรวจถามทางไปบ้านของเธอ แต่เธอกลับพาเขามาจอดรถหน้ารั้วบ้านโบราณซึ่งเป็นบริษัทของฤกตย์ ทันใดนั้นนัทธมนได้ยินเสียงก้องอยู่ในหัวว่า "ช่วยด้วยๆ...ปล่อยฉันออกไปที"เธอมองออกไปนอกหน้าต่างรถเห็นบ้านโบราณตั้งตระหง่านอยู่ด้านใน

"นั่นไงคะ...บ้านหนู...นั่นไง...ใช่แล้ว"

นัทธมนชี้ไปที่บ้านตรงหน้า และยังคงได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจนเธอต้องสะบัดหัวไล่ความมึนงง ยามของสำนักงานเดินตรงมายังรถตำรวจที่จอดอยู่ด้วยความสงสัย คุณตำรวจกับนัทธมนลงจากรถเดินมาหา คุณตำรวจถามยามว่าเด็กคนนี้อยู่ที่นี่หรือเปล่า ยามปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน นัทธมนยืนยันว่าตัวเองอยู่ที่นี่และพยายามจะเข้าไปข้างในให้ได้ ยามขวางไว้ไม่ยอมให้เข้า

คุณตำรวจเห็นท่าไม่ดี ดึงตัวนัทธมนออกมาแต่เธอขัดขืนเขาจึงต้องใส่กุญแจมือลากเธอขึ้นรถแล้วขับไปโรงพัก เป็นจังหวะเดียวกับรถของปณิตาแล่นออกมาจากด้านในโดยมีฤกตย์นั่งมาด้วย เขาเห็นรถตำรวจแล่นออกไปไวๆจึงลงมาถามยามว่าเกิดอะไรขึ้น ยามรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

ooooooo

หลังจากถุงแป้งจัดการข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองเข้าที่เข้าทาง เธอถือโทรศัพท์มือถือกับแท่นชาร์จแบตเตอรี่เข้ามาถามป้าสร้อยคนรับใช้บ้านฤกตย์ที่กำลังทำความสะอาดห้องรับแขกว่า

"ป้ามีปลั๊กสามตามั้ยคะ ปลั๊กในห้องไม่พอ หนูเสียบคอมพิวเตอร์เอาไว้"

ป้าสร้อยไม่ตอบแถมเดินหนี ถุงแป้งเลยเอาโทรศัพท์ เสียบแท่นชาร์จกับปลั๊กแถวนั้น แล้วใช้โทรศัพท์บ้านโทร.หาพ่อกับแม่ที่เพชรบูรณ์ ป้าสร้อยมองค้อนก่อนออกไปหาแกมแก้วน้องสาวของฤกตย์ซึ่งร่างการทรุดโทรมมีแต่โรครุมเร้า กำลังนั่งกินยาหลายขนานอยู่ที่สวน แกมแก้วหันมาเห็น ชักสีหน้าไม่พอใจ

"มีธุระอะไร...บอกกี่ครั้งแล้ว ถ้าฉันไม่เรียกอย่ามายืนค้ำหัว"

ป้าสร้อยรีบย้ายมายืนอีกด้าน สาระแนรายงานว่า นังถุงแป้งมาที่นี่ แกมแก้วเปลี่ยนเป็นสายตาชิงชังเมื่อได้ยินชื่อนี้ และยิ่งไม่พอใจมากขึ้นที่เห็นถุงแป้งโทรศัพท์ทางไกลพูดกับพ่อแม่ แกมแก้วถึงกับเดินมากดแป้นโทรศัพท์ตัดสาย แถมต่อว่าต่อขานหลานสาวว่าทำไมไม่ใช้มือถือตัวเองโทร.

"แบตฯมันหมดน่ะค่ะ ชาร์จอยู่ ชาร์จไปโทร.ไปมันร้อนหู"

"มาพักค้างอ้างแรมบ้านคนอื่นหัดเกรงใจบ้าง น้ำท่าไฟฟืนอย่าใช้เปลืองนัก แม่เราย้ายออกไปแล้ว"

"แต่ชื่อแม่ก็ยังอยู่ในบ้านหลังนี้"

"จะลองดีกับฉันเหรอ"แกมแก้วเสียงเขียว ถุงแป้งไม่อยากมีเรื่อง ขอโทษน้าสาวแล้วรีบชิ่งออกไป...

มนทิรานั่งงงๆอยู่ในห้องสอบสวน เมื่อได้ฟังเรื่องของนัทธมนจากปากของร้อยเวร คุณตำรวจอีกคนพานัธทมนเข้ามาในห้อง นัทธมนร้องไห้โผกอดแม่แน่น มนทิรากอดตอบปลอบว่าใจเย็นๆ ลูกปลอดภัยแล้ว

"หนู...เป็นลูกคุณแม่ ใช่ไหมคะ"

"ใช่สิ...หนูเป็นลูกแม่ จะเป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง"

ร้อยเวรเห็นอาการแปลกๆของนัทธมน เลยแนะมนทิราให้พาไปพบจิตแพทย์ แต่เธอบอกปัดว่าไม่จำเป็น ลูกสาวของเธอปกติดีไม่ได้เป็นอะไร แล้วประคองนัทธมนออกไปขึ้นรถบ่ายหน้ากลับบ้าน ระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกันนัทธมนสีหน้าไม่สบายใจหันมาถามแม่ว่าตัวเธอปกติดีจริงๆหรือ

"คนเรามันก็ลืมอะไรกันได้นี่ลูก"

"รีดผ้าไม่เสียบปลั๊ก อย่างงั้นที่เรียกว่าลืม...ซื้อของจ่ายตังค์แล้วไม่ได้เอาเงินทอน   นั่นลืม...แต่ที่หนูฟุ้งซ่านเป็นตุเป็นตะมาทั้งวันนี่...หนู...บ้าหรือเปล่าคะ"

"ไม่หรอกลูก...แม่เองก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่นเหมือนกันนะ คนเรามีจินตนาการกันทั้งนั้นแหละ"

"หนูคิดว่าหนูเป็นใครกันคะ...คุณแม่"

มนทิราถอนใจ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...จากนั้นสองแม่ลูกแวะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เกต  นัทธมนถือของพะรุงพะรังเดินนำหน้าแม่ไปที่จอดรถ มนทิราเดินเหม่อลอยไม่ทันเห็นว่ามีรถคันหนึ่งแล่นตรงเข้าหา นัทธมนหันไปเห็นตกใจ พลันภาพวารีแม่ของวรดาถูกรถชนเลือดอาบแวบเข้ามาในสมองของนัทธมน

เธอทิ้งถุงใส่ของ โบกไม้โบกมือตะโกนเตือนแม่ลั่น มนทิราหันกลับมามองลูกทั้งที่ยังยืนอยู่กลางลานจอดรถ รถคันนั้นหักหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนชนเข้ากับลังสินค้า คนขับรถรีบลงมาขอโทษ มนทิราพยักหน้าหงึกๆ นัทธมนไม่พอใจ จ้องหน้าคนขับอย่างเอาเรื่อง ทันใดนั้น คนขับรถปวดหัวจี๊ดจนต้องกุมหัว

มนทิรารู้ทันทีว่าเป็นฝีมือลูกสาว ตะโกนเรียกให้รู้สึกตัวแต่นัทธมนโกรธจัด ลืมตัวใช้พลังจนเลือดกำเดาไหลเป็นทาง

มนทิราปราดเข้าไปลากเธอขึ้นรถขับออกไป คู่กรณีทรุดฮวบก่อนโงนเงนลุกขึ้น

ooooooo

ระหว่างที่นิกรกำลังคุมงานก่อสร้างอยู่บริเวณไซต์งาน ฤกตย์เดินเข้ามาหาพร้อมกับปณิตา เมื่อฤกตย์ ได้ฟังรายงานจากนิกรว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี จึงหันไปบอกปณิตาว่างานไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย

"แหม...ก็อยากให้สถาปนิกมาดูแลงานอย่างใกล้ชิด มั่งนี่คะ"

"คุณนิกรเขาก็ไว้ใจได้ ผมเองก็มาตรวจเช็กงานตามกำหนดเวลาอยู่แล้ว"

นิกรเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงขอตัวไปทำงานต่อ พอได้อยู่กันลำพัง ปณิตาถือโอกาสเอื้อมมือมาจับมือฤกตย์ไว้แต่เขากลับถอยหนี

"คุณตาครับ เราไม่ใช่เพิ่งรู้จักกันนะครับ เราเจอกันมาจะยี่สิบปีอยู่แล้ว ถ้าอะไรมันจะเกิดน่ะ ระหว่างเรามันเกิดไปนานแล้วล่ะครับ"

"คนตายไปแล้วไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้หรอกนะคะ"

ฤกตย์ทำไก๋ไม่เข้าใจว่าเธอพูดเรื่องอะไร ปณิตาหมายถึงวรดา เตือนเขาว่ากำลังรอคอยคนที่ไม่มีตัวตน ฤกตย์ปฏิเสธว่าไม่ได้รอคอยใครทั้งนั้นแล้วผละจากมา ปณิตามองตาม สายตากระหยิ่ม ถ้าเธอหมายปองชายคนไหน ชายคนนั้นไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือเธอไปได้

ครู่ต่อมา ฤกตย์ขึ้นมายืนมองบรรยากาศบนตัวตึกที่กำลังก่อสร้างด้วยสีหน้าครุ่นคิด หม่นหมอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักคืนที่เขาจะไม่คิดถึงวรดา ฤกตย์หยิบรูปหญิงสาวอันเป็นที่รักขึ้นมา พลิกดูด้านหลังรูปถ่าย มีลายมือเขียนว่า "เต็มใจให้ พ.ศ.2532" ก่อนถอนใจเฮือก...

คืนวันเดียวกัน นัทธมนในชุดนอนนั่งพนมมือกราบหมอน อธิษฐานอะไรบางอย่าง มนทิราเดินผ่านหน้าห้องลูกสาวซึ่งประตูห้องเปิดอยู่ หยุดมองลูกปาดน้ำตาด้วยความสงสาร ถามว่าอธิษฐานอะไรอยู่

"แค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหนูกันแน่ แค่นั้นเองแหละค่ะ ขอให้ความจริงกระจ่าง"

มนทิราขอบใจลูกที่ช่วยเธอไว้ แต่ไม่วายตำหนิเรื่องที่ลูกทำร้ายคนอื่น นัทธมนขอโทษ อ้างว่าตกใจมาก เพราะจังหวะที่รถจะชนแม่ เธอกลับเห็นภาพผู้หญิงคนอื่นโดนรถชนวูบเข้ามาในความคิด มนทิราปลอบว่าไม่มีอะไร สองแม่ลูกคุยกันอยู่ดีๆ นัทธมนทำท่าจะหลับกลางอากาศ บ่นว่าเหนื่อยมาก

"งั้นพักผ่อนนะลูกนะ"

"ฝากราตรีสวัสดิ์คุณพ่อด้วยค่ะ...บอกคุณพ่อนะคะว่า โจ๊กเอาไว้อุ่นกินพรุ่งนี้แล้วกัน"

นัทธมนพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงรถของนิกรแล่นเข้ามาจอด และเขาซื้อโจ๊กมาฝากนัทธมนจริงอย่างที่ว่า มนทิราอดพูดติดตลกไม่ได้ว่า บ้านเราน่าจะเปิดเป็นตำหนักทรงเจ้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย...

ทางฝ่ายนิกรได้ฟังมนทิราเล่าอาการของลูกสาวถึงกับบ่นอุบว่าเราสองคนคิดผิดหรือเปล่าที่ไม่บอกเรื่องพลังพิเศษของลูกให้คนอื่นรับรู้ มนทิรายืนยันหนักแน่นจะไม่ยอมให้ใครเห็นลูกของเราเป็นตัวประหลาดเด็ดขาด สองผัวเมียคิดไม่ตกว่าอาการที่ลูกของพวกตนเป็นคืออะไร นัทธมนแอบได้ยินพ่อกับแม่คุยกัน ด้วยสีหน้าเศร้า สับสน และสงสารพวกท่าน

ooooooo

ขณะนัทธมนกำลังเดินกลับจากโรงเรียนผ่านหน้าร้านขายหนังสือเก่าแห่งหนึ่ง พลันมีลมพัดกระโชก หอบฝุ่นฟุ้งกระจายจนเธอต้องหลบเข้าไปในร้านหนังสือร้านนั้น นัทธมนกวาดสายตามองไปด้านใน เห็นหนังสือนิยายเรียงรายเป็นร้อยเป็นพันเล่ม แต่มีเล่มหนึ่งที่แสงไฟสาดเป็นลำทาบทับ ทำให้ดูโดดเด่น

นัทธมนสะดุดตากับหนังสือเล่มนั้น "สาวเครือฟ้า" เธอพลิกดูหน้าสุดท้ายของหนังสือเห็นว่าขาดหายไป ส่วนที่หน้าแรกมีลายมือเขียน วัน เดือน ปีเอาไว้ ลง พ.ศ.2532 และมีข้อความเขียนว่า "จงตั้งใจอ่าน" เธอคุ้นๆกับลายมือ และรู้สึกผูกพันกับหนังสือเล่มนี้ จึงตัดสินใจซื้อทันที

ตกค่ำ นัทธมนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชุดนอน หยิบหนังสือ "สาวเครือฟ้า" ขึ้นมานอนอ่านบนเตียง รู้สึกหนังตาหนักขึ้นๆ เธอพลิกดูหนังสือหน้าสุดท้ายที่ขาดหายไป แล้วผล็อยหลับ เรื่องราวในความฝันของนัทธมนราวกับเป็นการย้อนอดีต...

วันนั้น ฤกตย์ในวัยหนุ่มเดินนำวรดาในชุดนักเรียนเข้ามาในห้องหนังสือที่บ้านของเขาซึ่งรั้วติดบ้านโบราณของเธอ ทั้งคู่อายุไล่เลี่ยกัน ฤกตย์รื้อหาหนังสือนิยายเรื่อง "สาวเครือฟ้า" แล้วยื่นให้วรดา หนังสือยังดูค่อนข้างใหม่ วรดารับมาแบบเกรงใจ

"ก็เห็นเคยบ่นว่าอยากอ่านเรื่องนี้ พอดีจำได้ว่ามีอยู่ ก็เลยอยากให้...ผมอ่านจบแล้ว"

วรดาพยักหน้า พลิกหนังสือดูหน้าสุดท้าย มันยังอยู่ครบ ฤกตย์หยิบหนังสือมาเซ็นหน้าแรก แล้วคืนให้หญิงสาว เธอมองดูที่เขาเขียนว่า "จงตั้งใจอ่าน" และยังลงวันที่ เดือน พร้อมปี พ.ศ.2532 ฤกตย์เห็นวรดานิ่งอึ้งไป เลยถามว่าเป็นอะไร

"เปล่าหรอกค่ะ...เปล่า...ขอบคุณนะคะ"

วรดามองนาฬิกาเห็นว่าห้าโมงครึ่งแล้ว เลยขอตัวกลับ ยกมือไหว้ขอบคุณฤกตย์อีกครั้ง หนังสือเลยหลุดจากมือตกพื้น สองหนุ่มสาวพร้อมใจกันก้มหยิบหนังสือ มือจับกันโดยไม่ตั้งใจ เป็นจังหวะเดียวกับแกมแก้วและผาณิตน้องสาวต่างมารดาของวรดาซึ่งแอบชอบฤกตย์เข้ามาเห็น

"พี่ฤกตย์...ประเจิดประเจ้อจริงเชียว จะทำอะไรกันก็น่าจะไปหาที่ทางให้มันมิดชิด...โรงแรมก็มีไม่เห็นต้องพาเข้าบ้านเลย"

"แกมแก้ว...วรดาเป็นแขกของพี่นะ...พี่เชิญเธอมา" ฤกตย์ต่อว่าอย่างไม่พอใจ

เกตุมณีเข้ามายืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ผาณิตแสร้งพูดดีกับวรดาว่า เย็นมากแล้วทำไมยังไม่เข้าบ้าน กลับบ้านผิดเวลาเดี๋ยวจะโดนคุณหญิงผกา แม่ของผาณิตดุเอาได้ วรดาไม่อยากมีปัญหาจึงขอตัวกลับ เดินเลี่ยงแกมแก้วจะออกไป แต่แกมแก้วดึงหนังสือจากมือวรดาเอามาถือไว้ ถามว่าหนังสือของที่นี่จะเอาไปไหน

"พี่ให้เธอเอง...แกมแก้ว...เอาหนังสือคืนให้รดาไป" ฤกตย์เสียงเข้ม

แกมแก้วจำใจคืนหนังสือให้วรดา ผาณิตจ้องมองหนังสือเล่มนั้นเขม็ง ฤกตย์อาสาเดินไปส่งวรดา แต่เธอเกรงใจขอกลับเอง ฤกตย์ไม่ยอม ผาณิตมองสองหนุ่มสาวเดินผ่านไปด้วยความไม่พอใจและชิงชังวรดามากขึ้น สักพักวรดากับฤกตย์เดินมาถึงริมรั้วที่มีช่องเข้าบ้านวรดาได้ ฤกตย์ขอโทษที่ทำให้เธอไม่สบายใจ

"มันไม่เกี่ยวกับคุณฤกตย์หรอกค่ะ รดาเองต่างหากที่ไม่ควรมาตั้งแต่แรก"

"ผมไปส่งที่บ้าน คุยกับคุณหญิงผกาให้เอาไหม"

วรดาเกรงว่าถ้าเขาทำอย่างนั้นเรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่ ฤกตย์ถามว่าเมื่อไหร่เราสองคนจะได้พบกันอีก วรดาเย้าว่าเธอยังไม่คิดจะหนีไปไหน ฤกตย์กระเซ้ากลับว่าถ้าเธอคิดจะหนีให้บอกเขาเพราะเขาจะเป็นคนพาหนีเอง วรดารับปากว่าถ้าคิดหนีจะบอกเขาเป็นคนแรก ยิ้มให้เขาก่อนมุดรั้วออกไป

ฤกตย์มองตาม ยิ้มอย่างมีความสุข รอจนวรดาเดินลับสายตาเขาจึงกลับเข้าบ้าน ทันได้ยินเกตุมณีดุแกมแก้วที่ทำกิริยาไม่สุภาพกับวรดาซึ่งเป็นแขกของพี่ชาย

"นั่นนะคะแขก...ลูกบ่าวของเพื่อนบ้านต่างหาก"

"เธอเป็นพวกแบ่งชนชั้นแต่เมื่อไหร่"

"แก้วก็ไม่ได้คบคนไม่เลือกเหมือนพี่ฤกตย์แล้วกัน แม่ยัยวรดายั่วพ่อของผาณิตจนท้อง หวังเลื่อนขั้นเป็นคุณนาย แต่พลาด เพราะคุณลุงนายพลไปแต่งงานกับคุณหญิงผกา ก็เลยส่งยัยรดาตามมาจับพี่ฤกตย์แก้ตัว...พี่ฤกตย์ไม่รู้เหรอ" แกมแก้วลอยหน้าลอยตาพูด

เกตุมณีตำหนิน้องสาวที่พูดจาว่าร้ายคนอื่น แกมแก้วเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่ได้ให้ร้ายใคร เรื่องนี้ผาณิตบอกเธอเอง แล้วเธอก็เชื่อที่เพื่อนพูด ฤกตย์ต่อว่าน้องว่าควรจะให้เกียรติวรดาในฐานะเพื่อนของเขา แต่แกมแก้วไม่คิดจะญาติดีกับผู้หญิงคนนั้น เดินกระแทกเท้าปังๆออกไป เกตุมณีเตือนฤกตย์ให้ระวังให้มากเพราะคนที่จะเดือดร้อนหนักก็คือวรดา...

เป็นจริงอย่างที่เกตุมณีว่า วรดาโดนคุณหญิงผกาเล่นงานเนื่องจากผาณิตเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง คุณหญิงผกาไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆของวรดา ลงโทษขั้นหนักถึงกับจะให้ลาออกจากโรงเรียน และสั่งสร้อยคนรับใช้เอากระเป๋านักเรียนกับหนังสือของวรดาไปทิ้ง วรดาไม่ยอมให้ คุณหญิงผกาเข้ามาช่วยสร้อยยื้อแย่งอีกแรง

"คุณหญิง...หนูขอร้อง...หนูไหว้ล่ะค่ะ"

คุณหญิงผกาหาว่าวรดาไม่รักดีเอง มัวแต่อ่อยผู้ชาย วรดาโดนรุมทึ้งจนหนังสือกระจัดกระจาย วารีแม่ของวรดาเข้ามาเห็นรีบกันลูกสาวตัวเองออกมา พร้อมกับผลักสร้อยกระเด็น ถามว่ามีเรื่องอะไรกัน

"นึกว่าใคร...ที่แท้ก็นังเมียทาสนี่เอง" คุณหญิงผกาแดกดัน

วารีพยายามระงับอารมณ์ เตือนคุณหญิงว่าไม่มีสิทธิ์ลงไม้ลงมือกับวรดา มีเพียงประพจน์ ท่านนายพล พ่อของวรดาเท่านั้นที่ทำได้ คุณหญิงผกาโกรธจะเข้าไปเอาเรื่อง วารียืนจังก้าไม่ยอมถอย คุณหญิงเห็นท่าไม่ดี ยอมปล่อยเรื่องนี้ให้ประพจน์จัดการ...

วรดาบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ในสมุดไดอารี่ ทั้งเสียใจทั้งน้อยใจจนออกปากชวนวารีไปอยู่ที่อื่น วารีอ้างว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนพ่อ วรดาไม่เห็นว่าพ่อจะสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน

"พ่อเป็นทหารนะลูก จะให้เขามายุ่งกับเรื่องหยุมหยิมของผู้หญิงมันก็ใช่ที่ แต่แม่เชื่อว่าพ่อเขารู้"

"แม่ทนอยู่ได้ยังไง ทนให้เขาทำกับเราแบบนี้ได้ยังไง กันคะ แม่มาก่อนเขาด้วยซ้ำ แต่ทำไม..."

"อย่าทำให้คุณพ่อของหนูต้องลำบากใจสิลูก...สัญญากับแม่นะ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  หนูต้องอดทนต้องไม่ไปจากที่นี่...ถ้าหนูไม่ทำเพื่อตัวเอง  ก็คิดเสียว่าทำเพื่อแม่"

วรดาใจอ่อนเมื่อเห็นน้ำตาของแม่ ยอมตกปากรับคำ สองแม่ลูกโผกอดกันร้องไห้

ooooooo

เช้าวันใหม่ วรดาเดินจ้ำพรวดๆมาถึงหน้าห้องเรียน นักเรียนคนอื่นเข้าห้องกันหมดแล้ว เธอมองสำรวจเครื่องแบบนักเรียนที่ตัวเองสวมใส่ มันเหมือนเครื่องแบบของนักเรียนคนอื่นในห้อง รวมทั้งตัวอักษรที่ปักตราโรงเรียนก็เช่นกัน วรดาเข้าไปยืนกลางห้องเรียนอย่างลังเล ก่อนถามคุณครูประจำชั้น

"เอ่อ...หนูเรียนที่นี่ใช่มั้ยคะ"

"เอ้า...ถามแปลกนี่...วรดา"

เพื่อนๆในห้องหัวเราะลั่น คุณครูแจกข้อสอบให้วรดา เธอก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบอย่างโล่งอก...หลังสอบเสร็จ วรดาเดินผ่านหน้าห้องธุรการ มองเข้าไปข้างใน เห็นคุณครูมองตอบ ก่อนตะโกนเรียกชื่อเธอ วรดาสะดุ้งโหยง คุณครูแปลกใจว่าทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ทำอะไรผิดมาหรือเปล่า วรดาปฏิเสธว่าเปล่า

"อ่ะ...ฝากการบ้านไปแจกคืนให้เพื่อนๆเธอด้วย จะปิดเทอมแล้วนี่"

วรดายิ้มให้คุณคร ูแล้วรีบหอบสมุดการบ้านกองโตเดินจากมา...

บ่ายวันนั้น วรดานัดกินอาหารกลางวันกับกฤตย์ สีหน้าของวรดาครุ่นคิด ไม่สบายใจ จนกฤตย์ทักว่าเป็นอะไร ถูกที่บ้านลงโทษเรื่องที่ไปบ้านเขาใช่ไหม วรดาส่ายหน้า ปฏิเสธว่าไม่ใช่ เรื่องนั้น

"คุณเคยมีความรู้สึกเหมือนคุ้นๆอะไรอย่างนี้ไหมคะ เหมือนผ่านแล้วผ่านอีก เจอแล้วเจออีก"

"ที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเดจาวู น่ะเหรอ...เอ๊ะ...เราเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาแล้วนี่นา"

"อืม...ก็ไม่เชิงนะคะ อันนั้นมันแบบเกิดแล้วในอดีตใช่ไหม...แต่วันนี้ ดาเหมือนเจอเหตุการณ์ที่มัน...อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตน่ะค่ะ"

"เหรอ...อ่านเจอเหมือนกันนะว่า โลกเรามีโลกคู่ขนาน... อดีตกับอนาคต มันอาจจะขนานคู่กันไปเรื่อยๆ...อะไรทำนองนี้"

"แต่ดาไม่ใช่คนที่มีพลังจิต พลังพิเศษอะไรที่จะไปสัมผัสตรงนั้นได้นี่คะ"

กฤตย์แย้งว่าด้านเราอาจจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม อาจเป็นโลกด้านโน้นที่มีสัมผัสพิเศษก็ได้ วรดาสรุปว่าตัวเองคิดมากไป บางทีอาจไม่มีอะไร...

ผาณิตไม่ยอมรามือ  ยังคงหาทางแกล้งวรดาอีก  ขณะวรดากำลังนั่งอ่านเรื่อง "สาวเครือฟ้า" ผาณิตเดินถือตะกร้าผ้า ใบเล็กเข้ามาหา สั่งวรดาซักผ้าให้ และต้องซักด้วยมือห้ามใช้เครื่องซักผ้า วรดามองลงไปในตะกร้า เห็นมีแต่ชุดชั้นในหลายตัว ไม่พอใจที่ผาณิตจงใจกลั่นแกล้งตน เลยไม่ยอมซักให้

"ก็ดี ถ้าเธอไม่ทำ...ฉันเอาไปให้วารี แม่ของเธอซักก็ได้" ผาณิตทำท่าจะเดินออกไป

วรดาไม่อยากทำให้แม่เดือดร้อน รับปากว่าจะซักให้ แต่ขออ่านหนังสือเสร็จก่อน ผาณิตขู่ว่าถ้าไม่ทำเดี๋ยวนี้ เธอจะเอาไปให้วารีซักแทน วรดาจำใจวางหนังสือ ผาณิตฉวยโอกาสนั้น คว้าหนังสือมาดู วรดาจะแย่งคืน ผาณิตแกล้งฉีกหน้าสุดท้ายของหนังสือไว้ แล้วโยนคืนให้วรดา

"ตอนจบเป็นยังไงน้า...สงสัยเธอจะไม่มีโอกาสรู้ซะแล้วสิ" ผาณิตสะใจ ถือนิยายแผ่นสุดท้ายจากไป

วรดากำหนังสือแน่น น้ำตาไหลพรากทั้งแค้นใจ น้อยใจ...

นิกรกำลังแต่งตัวจะไปทำงาน เดินเข้ามาปลุกลูกสาวไปโรงเรียน เห็นเธอนอนน้ำตาไหลเป็นทาง เขย่าตัวถามว่าเป็นอะไรถึงนอนร้องไห้ นัทธมนงัวเงียลุกขึ้นเช็ดน้ำตา บอกพ่อว่าวันนี้เธอไม่ต้องไปโรงเรียน คุณครูให้หยุดดูหนังสือสอบ นิกรเตือนว่าทีหลังอย่าอ่านนิยายก่อนนอนจะทำให้ฝันร้าย...

นัทธมนนั่งเหม่อมองหนังสือหน้าสุดท้ายที่ขาดหายไป มนทิรายกแก้วใส่นมมาให้   พลางชะโงกดูเห็นหนังสือขา

ปลอบว่าซื้อหนังสือเก่ามาอ่านก็เป็นแบบนี้ นัทธมนเล่าความฝันให้แม่ฟังว่ามีคนมาแกล้งฉีกมันไป มนทิราหาว่าลูกคิดฟุ้งซ่าน แนะให้หาเวลาไปเที่ยวเล่นบ้างจะได้ผ่อนคลาย

"ไม่ล่ะค่ะ หนูอยากนอนอ่านหนังสือมากกว่า อ่านซ้ำๆก็สมน้ำหน้าผู้หญิงโง่ๆ ที่เชื่อในเรื่องความรัก สะใจดี" นัทธมนสีหน้าจริงจัง

มนทิรานึกเป็นห่วงลูกสาวที่เห็นความรักเป็นแค่เรื่องของคนโง่

ooooooo

ตอนที่ 2

ระหว่างที่ปิติกับเกตุมณีกำลังนั่งกินอาหารค่ำกัน เงียบๆ เกตุมณีหยุดกิน นั่งเหม่อมองข้าวในจาน ปิติ ทักว่าคิดถึงลูกหรือ เกตุมณีคิดถึงหลายเรื่องที่ผ่านมา และยังไม่หายสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลือกเธอ แทนที่จะเลือกแกมแก้วที่เด็กและสวยกว่าเธอ ปิติว่าคนเราไม่ได้อยู่กันได้ด้วยความสวยแต่ด้วยความเข้าใจต่างหาก

"ยายแก้วแกเป็นเด็กน่าสงสาร อะไรที่แกเคยทำตั้งแต่ยังวัยรุ่น แกคงไม่รู้หรอกว่าบาปกรรมมันจะตามทันเร็วขนาดนี้"

"สิ่งที่สำคัญ บาปไม่ได้ไปลงกับยายแก้วคนเดียวน่ะสิ ดันไปลงเอากะลูกยายแก้วด้วย"

เกตุมณีได้แต่นึกสงสาร บาปกรรมที่เกิดกับลูกของแกมแก้วช่างโหดร้าย น่ากลัวเกินไป...

ถุงแป้งสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายคนร้องไห้ดังฝ่าความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เธอพยายามเงี่ยหูฟัง ก่อนลุกออกจากห้องนอนด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดินตามเสียงร้องไห้จนมาถึงห้องห้องหนึ่งที่ประตูเปิดแง้มอยู่ เธอมั่นใจว่า เสียงดังออกมาจากห้องนี้แน่ๆ ร้องถามว่ามีใครเป็นอะไรหรือเปล่า

เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ถุงแป้งมองรอบตัวมีแต่ความว่างเปล่า ตัดสินใจมองเข้าไปตรงประตูที่แง้มอยู่แต่ไม่เห็นอะไร หันกลับมาต้องตกใจ เจอแกมแก้วยืนจ้องอยู่ใกล้ๆ แกมแก้วถามเสียงเครียดว่าคิดจะขโมยอะไร ถุงแป้งปฏิเสธว่าไม่ได้จะขโมยอะไร เธอได้ยินเสียงคนร้องไห้

"มันใช่ธุระอะไรของเธอรึเปล่า...กลับไปที่ห้องเลย ไม่ต้องมายุ่ง เรื่องของบ้านนี้ คนที่นี่จัดการเองได้"

"ห้องนี้..."

"ห้องลูกสาวฉัน ไม่ต้องมาสนใจอีก...หลีก"

ถุงแป้งเบี่ยงตัวหลบพ้นประตู แกมแก้วผลุบเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูอย่างรวดเร็ว ถุงแป้งได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้น แข่งกับเสียงตวาดของแกมแก้ว แล้วตามด้วยเสียงฟาดผัวะ ถุงแป้งสะดุ้งโหยง มีเสียงสะอึกสะอื้นตามมาอีก ถุงแป้งได้แต่ยืนนิ่ง ไม่รู้จะทำอย่างไร

ooooooo

ถุงแป้งเอาเรื่องลูกของแกมแก้วมาถามน้ากฤตย์ แต่เช้า ได้ความว่าเขาเองแทบจะไม่เคยเห็นหน้าลินจันทร์ เลย เพราะแกมแก้วไม่อยากให้ลูกสาวออกมาเจอใคร ถุงแป้งอยากเข้าไปคุยเป็นเพื่อนน้อง

"ปัญหาคือ ลินจันทร์คุยกับแป้งไม่ได้ต่างหาก" กฤตย์ยืนนิ่งมองลงไปในสระน้ำ

ลมพัดแรงจนผิวน้ำเป็นระลอก ทันใดนั้น เสียงวรดาร้องให้ช่วยแว่วเข้าหูกฤตย์ ถุงแป้งเห็นกฤตย์เงียบไป จึงแตะแขนเขา ถามว่าเป็นอะไร กฤตย์สะดุ้งเฮือก เสียงร้องให้ช่วยเงียบไป

"ไม่มีอะไรหรอก แป้งไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องลูกน้าแก้ว เขาหรอกนะ...ไม่มีใครตัดกรรมให้ใครได้หรอก ทุกคนต้องชดใช้... น้ากฤตย์เองก็เหมือนกัน" กฤตย์ว่าแล้วเดินเหงาๆ จากไป...

พระธุดงค์รูปเดิมที่เคยสวดแผ่เมตตาให้กับอัฐิของวรดา เดินผ่านหน้าบ้านนัทธมน เห็นเมฆครึ้มปกคลุมบ้าน ยืนมองด้วยสายตาห่วงใย ตัดสินใจปักกลดที่ลานเยื้องบ้านหลังนั้น...

ตกดึกนัทธมนนอนดิ้นไปมาอยู่บนเตียง เหยือกน้ำที่

วางอยู่ในห้องเริ่มเดือดพล่าน ข้าวของพากันขยับลอยขึ้นทีละชิ้นๆ ในเวลาเดียวกัน กฤตย์นอนกระสับกระส่ายเหมือนฝันร้าย ก่อนลุกพรวดขึ้นเดินละเมอออกจากห้องนอน ลินจันทร์ซึ่งมีผ้าโพกปิดหน้าเปิดประตูห้องออกมามอง ท่าทางตื่นๆสีหน้าเป็นกังวล

เธอเดินตามกฤตย์ไปยังสระว่ายน้ำก่อนวิ่งกลับเข้าบ้าน ตรงไปยังห้องนอนของถุงแป้ง ส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอปลุกถุงแป้งให้วิ่งตามเธอออกมา  ส่วนกฤตย์เดินลงไปในสระว่ายน้ำจนจมมิด เขาเห็นวรดาหน้าซีดราวกับคนตาย มองจ้องเขาอย่างชิงชังอยู่ใต้น้ำ

ถุงแป้งวิ่งมาถึงริมสระว่ายน้ำตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นกฤตย์อยู่ใต้น้ำ เธอกระโจนลงไปเขย่าตัวช่วยชีวิตเขาไว้

จากจมน้ำตายอย่างฉิวเฉียด ลินจันทร์เห็นลุงกฤตย์ปลอดภัย รีบวิ่งกลับเข้าบ้าน

"น้ากฤตย์เกือบจะตายแล้วนะคะเนี่ย น้ากฤตย์...ทำไมเป็นอย่างนี้" ถุงแป้งใจยังสั่นไม่หาย

"มีใครบางคนอยากให้น้าตาย...เขาอยากเห็นน้าตาย" กฤตย์มองผิวน้ำรู้สึกผิดเต็มหัวใจ...

ภายในห้องนอนของนัทธมนน้ำในเหยือกยังคงเดือดจนเหยือกแตกกระจาย มนทิราที่นอนอยู่ข้างๆลูกสะดุ้งตื่นตกใจที่เห็นข้าวของลอยไปมา เธอหันมามองลูกสาวเห็นนอนดิ้น ตัวเปียกชุ่มเหมือนไปลงน้ำที่ไหนมา  มนทิรารีบปลุกลูก  ทันทีที่นัทธมนรู้สึกตัวตื่น  ข้าวของพวกนั้นตกเกลื่อนพื้น  เธอเล่าความฝันให้แม่ฟังว่าเธอร้อนจึงต้องลงน้ำเพื่อทำให้ตัวเย็นลง มนทิราสงสัยว่าลูกจะไปลงน้ำที่ไหนได้

"หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ สระว่ายน้ำที่ไหนสักแห่ง"

"เหงื่อทั้งนั้นแหละลูก ไม่มีอะไรหรอก ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะได้นอนสบายขึ้น" มนทิรามองตามลูกด้วยความห่วงใย เห็นรอยเท้าของนัทธมนแล้วยิ่งแปลกใจ คล้ายเพิ่งขึ้นจากน้ำ...

พลังพิเศษของนัทธมนมีพลังมากขึ้นทุกขณะ ครั้งหนึ่งเธอรับโทรศัพท์ที่โทร.มาชักชวนให้ลงทุนกับกองทุนแห่งหนึ่ง นัทธมนรำคาญไม่อยากคุยด้วย จึงแต่งเรื่องว่าตอนนี้เธอไม่ว่างคุยด้วย เพราะพ่อของเธอกำลังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เธอต้องไปดูแลท่าน แล้วรีบวางสาย มนทิรายังนึกขำกับความเจ้าเล่ห์ของลูก

เย็นวันเดียวกัน นิกรเกิดครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาจริงๆจามติดกันหลายครั้งจนต้องขอตัวกลับบ้านเร็ว กฤตย์อนุญาตและยังฝากตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ประมาณหนึ่งศอกมาให้ลูกสาวของนิกรด้วย

"ลูกผมโตแล้ว แกจะเล่นเหรอ"

"ฝากด้วยแล้วกัน ไหนๆผมก็ใช้งานพ่อเขาซะหนักขนาดนี้"

นิกรยิ้ม รับตุ๊กตาผ้าเดินออกจากห้องทำงานของกฤตย์... จากนั้นไม่นาน  นิกรกลับถึงบ้านโดยจามอยู่ตลอด  นัทธมนโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่โกหกว่าพ่อไม่สบาย ท่านเลย ไม่สบายจริงๆ

"ไม่เกี่ยวหรอกลูก เรื่องมันบังเอิญมากกว่า พ่อไม่ได้

เป็นอะไรมากหรอก"

"แต่หนูบอกว่า คุณพ่อจะเป็นไข้หวัดใหญ่ นอนซม"

"อย่าคิดมากเลยลูก หนูไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์อะไรขนาดนั้นหรอก"

"มันไม่ได้อยู่ที่ว่าหนูมีหรือไม่มี มันอยู่ที่หนูควบคุมมันไม่ได้ต่างหาก คุณแม่ก็รู้"

นิกรไม่อยากทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกร่อย รีบตัดบทว่าถ้าเขากินยาสักเม็ดสองเม็ด พรุ่งนี้ก็วิ่งปร๋อแล้ว นัทธมนพยักหน้า แต่ยังอดห่วงพ่อไม่ได้ หันไปเห็นตุ๊กตาผ้าวางอยู่ ถามพ่อว่าของใคร

"ลูกค้า เขาฝากมาให้ลูกน่ะสิ เขาเป็นคนดีนะ"

"ลูกค้าคุณพ่อก็เห็นดีทุกคน ใช้งานคุณพ่อจนซมขนาดนี้" นัทธมนมองตุ๊กตาเคืองๆ...

ดึกแล้ว แต่ถุงแป้งยังหลับตาไม่ลง เพราะเสียงร้องไห้ ของลินจันทร์ผสานกับเสียงตวาดของแกมแก้วดังฝ่าความเงียบ ถุงแป้งย่องออกมาดู  เห็นลินจันทร์พยายามวิ่งหนีออกจากห้องนอน  แต่แกมแก้วคว้าข้อมือเธอไว้แล้วกระชากกลับเข้าห้อง ทั้งทุบทั้งตีจนเสียงร้องเงียบลง แกมแก้วออกจากห้องเห็นถุงแป้ง ยืนมองอยู่

"เรื่องของแม่ลูกเขาจะสั่งสอนกัน   ไม่ต้องยุ่งเลย" แกมแก้วเอ็ดใส่หลานสาว ก่อนผละจากไป ถุงแป้งหันหลังจะกลับห้อง ตกใจสะดุ้งโหยง เจอป้าสร้อยยืนจ้องอยู่ ถุงแป้งรีบ เดินเลี่ยงเข้าห้อง

ooooooo

หลังจากพระธุดงค์ฉันอาหารเสร็จก็สวดให้ศีลให้พร มนทิราเก็บปิ่นโตใส่กับข้าว ก้มกราบลา พระธุดงค์ บอกว่าพรุ่งนี้พาลูกสาวมาทำบุญตักบาตรด้วย ท่านจะ ชี้แนะอะไรบางอย่างให้ เผื่อเวรกรรมที่มีจะได้ผ่อนหนัก เป็นเบา พระธุดงค์พูดจบหลับตานั่งสมาธิ มนทิราอยากจะถามรายละเอียดเลยไม่กล้า...

ระหว่างที่ถุงแป้งนั่งกินอาหารเช้ากับกฤตย์ เธอถือโอกาสซักถามเขาเรื่องป้าสร้อย ได้ความว่า เมื่อก่อนป้าสร้อยเป็นคนรับใช้ของประพจน์ เจ้าของบ้านโบราณที่กฤตย์ซื้อมาทำสำนักงาน หลังจากทุกคนในบ้านตายหมด ป้าสร้อยก็มาสมัครงานกับแกมแก้ว เลยลงเอยมาเป็นคนรับใช้ให้แกมแก้วแทน

"เมื่อคืนลูกน้าแก้วโดนแม่ตีอีกแล้วค่ะ"   ถุงแป้งพูดด้วยความเป็นห่วงน้อง

"น้าคงต้องจัดการอะไรซักอย่างหนึ่งแล้ว" กฤตย์สีหน้าครุ่นคิด...

นัทธมนกับมนทิรามองนิกรซึ่งนั่งหนาวสั่นจากพิษไข้ ด้วยความเป็นห่วง นัทธมนโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้พ่อป่วย มนทิราแนะให้ไปหาหมอ แต่นิกรลังเลเพราะมีงานด่วนที่ต้องเร่งทำให้เสร็จ

"ไม่ต้องคิดเลย ไปฉีดยาหาหมอแล้วก็นอนพักซะ อย่าทำให้ต้องเป็นห่วงทั้งพ่อทั้งลูกเลยเชียว"

"หนูไม่มีอะไรให้คุณแม่ต้องเป็นห่วงนี่คะ"

"ตัวดีเลย หนูน่ะ พระธุดงค์ที่มาปักกลดแถวนี้ ท่านบอกให้แม่พาหนูไปทำบุญพรุ่งนี้ด้วย...พ่อไปหาหมอ...ลูกไปหาพระ...สบายแล้วครอบครัวนี้" มนทิราว่าประชด

นัทธมนทำท่าอิดออด นิกรเลยต่อรองว่าถ้าลูกไม่ไปหาพระ เขาก็จะไม่ไปหาหมอเช่นกัน นัทธมนเลยต้องยอมรับปาก จังหวะนั้นมีเสียงโทรศัพท์มือถือของนิกรดังขึ้น นิกรวานลูกหยิบโทรศัพท์ให้ ทันทีที่นัทธมนแตะโทรศัพท์ รู้สึกเหมือนโดนไฟเผา ร้อนมือของเธอแทบพองจนต้องโยนทิ้ง

นิกรกับมนทิรามองหน้ากัน สงสัยว่าลูกสาวเป็นอะไรถึงโยนโทรศัพท์ทิ้ง มนทิราจะก้มเก็บ นัทธมนร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่าหยิบ โทรศัพท์ร้อนมาก มนทิราหยิบขึ้นมาถือไว้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นัทธมนมองอย่างงงๆ นิกรคิดว่าคงเป็นเพราะเขาชาร์จเครื่องทิ้งไว้ทั้งคืน แบตฯเลยร้อน

"หนูรู้ค่ะว่า แบตฯร้อนเป็นยังไง เมื่อกี้มันร้อนอย่างกับไฟแน่ะค่ะ"

เสียง โทรศัพท์มือถือของนิกรดังขึ้นอีกครั้ง พอนัทธมนรู้ว่ากฤตย์โทร.เช็กเรื่องงานกับพ่อทั้งๆที่รู้ว่าท่านไม่สบาย นึกเคืองเขาขึ้นมา รอจังหวะที่แม่ประคองพ่อขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อจะไปหาหมอ นัทธมนหยิบตุ๊กตาผ้าที่กฤตย์ให้ขึ้นมาเพ่งมองอย่างเอาเรื่อง ก่อนคว้าเข็มหมุดปักลงไปที่เข่าของตุ๊กตา

กฤตย์กำลังลงจากรถ ถึงกับร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทรุดฮวบลงกองกับพื้น ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พยายาม เหนี่ยวประตูรถ ดึงตัวเองลุกขึ้น นัทธมนเริ่มมีเลือดกำเดาไหล ซึมจากการใช้พลังพิเศษ แต่เธอยังไม่ยอมหยุด เอาเข็มหมุดปักไปบนฝ่าเท้าตุ๊กตาอีก

"คอยดูนะ ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรไป ได้เห็นดีกันแน่"

แทบจะในทันทีที่นัทธมนทำอย่างนั้น กฤตย์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว นั่งจับเท้าตัวเองร้องโอดโอย ทุกครั้งที่เข็มหมุดปักลงบนตัวตุ๊กตา กฤตย์ก็จะเจ็บปวดที่จุดนั้นอย่างไม่รู้สาเหตุ จนต้องแวะไปโรงพยาบาล หมอจับเขาเอกซเรย์ดูทั่วทั้งตัว แต่ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ ทั้งหมอทั้งคนไข้ต่างงุนงงตามๆกัน...

ด้านนิกรไม่สบายมากเป็นไข้หวัด ใหญ่ หมอต้องรับตัว ไว้รักษาอาการป่วยสองถึงสามวันเป็นอย่างน้อย นัทธมน ไม่พอใจมากเมื่อได้รู้จากหมอว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่มักจะเป็นกับคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ เธอโทษว่าเป็นความผิดของกฤตย์ ที่ใช้งานพ่อของเธอหนักจนท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเลยคิดหาทางแก้แค้น...

ปณิ ตาตามตื๊อกฤตย์ไม่เลิก วันนี้ก็เช่นกัน เธอมานั่งรอเขาที่ห้องทำงานตั้งแต่เช้า แต่กว่ากฤตย์จะเสร็จธุระกับหมอ มาถึงบริษัทก็กินเวลาเกือบเที่ยง กฤตย์สงสัยว่าปณิตามาทำไม ปณิตาอ้างว่าจะมาขอดูตัวเลขวัสดุงานงวดนี้ กฤตย์ยังไม่มีให้ เพราะคนที่ทำเรื่องนี้ป่วยเข้าโรงพยาบาล ปณิตาแนะให้เปลี่ยนคนใหม่งานจะได้ไม่ล่าช้า แต่กฤตย์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขาทำงานกับคนคนนี้มา
ร่วมยี่สิบปีแล้ว

"เห็นแก่คุณ กฤตย์นะคะเนี่ย...เราจะไปกินข้าวที่ไหนกันดีคะ"

กฤตย์อ้างว่ายังไม่ หิว ปณิตาตื๊อจนเขายอมไปกินข้าวกับเธอจนได้...

เกตุมณียังคาใจไม่หาย ที่น้องชายของเธอไม่ยอมคบหาดูใจกับผู้หญิงคนใหม่เสียที ปิติเดาว่ากฤตย์ยังหาคนถูกใจไม่เจอ เกตุมณีตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะน้องชายของเธอยังรู้สึกผิดต่อวรดา

"อาจ เป็นได้"

"นานมากแล้ว   ทำไมผู้ชายถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้ขนาดนี้"

ปิติ ไม่ตอบได้แต่ยักไหล่ ก่อนขอตัวไปอาบน้ำ เกตุมณี มองตาม อยากรู้ว่าเขาเองลืมวรดาได้หรือยัง...

ตกค่ำ ที่บ้านของนิกร นัทธมนหยิบตุ๊กตาผ้าที่กฤตย์ ให้ขึ้นมาที่ห้องนอน จ้องมองมันอย่างโกรธแค้น บีบคอตุ๊กตาไว้แน่น กฤตย์กำลังนอนหลับสบายอยู่ในห้องนอนตัวเอง อยู่ๆก็ดิ้นทุรนทุรายหายใจไม่ออกเกือบจะขาดใจ ดีที่มนทิราเข้ามาขัดจังหวะนัทธมน บอกให้ลูกเข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้เธอจะชวนไปกราบพระธุดงค์แต่เช้า นัทธมนจึงปล่อยมือจากคอตุ๊กตา กฤตย์จึงหายใจได้
สะดวกอีกครั้ง

ooooooo

รุ่งอรุณของวัน ใหม่ นัทธมนนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆมนทิรา มองพระธุดงค์ท่าทางน่าเลื่อมใสตรงหน้าเขม็ง ด้วยรู้สึกคุ้นๆ อดถามท่านไม่ได้ว่าเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า

"สัตว์โลกเกิดมานับ ร้อยชาติพันชาติ เอาเข้าจริงๆแล้ว เราทุกคนล้วนแต่เคยเจอกันมาแล้วทั้งสิ้น"

นัท ธมนพยักหน้ารับคำอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก  เธอถาม ท่านอีกว่า เธอกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ใช่ไหม เธอรู้ว่ามีภารกิจบางอย่างที่ต้องทำและอยากรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร พระธุดงค์ ไม่ตอบ กลับเทศน์เตือนสตินัทธมนให้รู้จักละวาง หมั่นสร้างบุญกุศล กรรมเก่าจะได้ตามมาไม่ทัน

"กรรมมันตามเราอยู่ทุกภพทุกชาตินั่นแหละ ทำดีนะโยม ใครเคยทำอะไรเราไว้ ก็ให้อภัยเขาซะ"

"อย่างนี้ก็ไม่ ยุติธรรมสิคะ ถ้ากรรมนั้นเราไม่ได้เป็นคนก่อ เรื่องอะไรเราต้องเป็นฝ่ายหยุด ใครทำอะไรเอาไว้ก็สมควรได้รับการชดใช้...หลวงพ่อพูดเองนี่คะว่ากรรมมันตามคน เราอยู่ทุกชาติทุกภพ...หนูนี่แหละเป็นตัวกรรม ที่ต้องมีคนชดใช้" นัทธมนที่ยังเด็กไม่มีความยั้งคิด โต้ไม่ยอมแพ้

พระธุดงค์ได้แต่ถอน ใจกับความดื้อรั้นของเธอ แล้วขอบิณฑบาตตุ๊กตาผ้าจากเด็กสาว เผื่อจะช่วยผ่อนเวรผ่อนกรรมที่หนักหนาของเธอให้เบาลงได้ นัทธมนไม่ค่อยเต็มใจให้ แต่ขัดไม่ได้...

เย็นวันเดียวกัน กฤตย์นั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำในบ้านตัวเอง ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดกับตนเอง ถุงแป้งเห็นกฤตย์นั่งเหม่อ เดินเข้ามาแซวว่าคิดถึงใครอยู่ กฤตย์หันมายิ้ม แล้วขอบใจหลานสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อวันก่อน ถุงแป้งยกความดีความชอบทั้งหมดให้ลินจันทร์

"ใช่...น้าไม่เคยละเมอ บ้าบออะไรขนาดนั้นเลยนะ ลงน้ำยังไม่ตื่น...บ้าหรือเปล่า"

ถุงแป้ง แปลกใจมากเมื่อได้รู้ความจริงว่าก่อนจะมาเป็นสระว่ายน้ำ  ที่ตรงนี้เคยเป็นหลุมหลบภัยเก่าที่ทำไว้ตั้งแต่สมัย สงครามโลกครั้งที่สอง และที่กฤตย์สร้างสระว่ายน้ำก็เพราะต้องการจะลืมสภาพเดิมของมัน

"หลุม หลบภัยโบราณ...จะเคยมีคนตายในห้องนั้นมั่งรึเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ"

"มี...เขา ตายอย่างทรมานมากด้วย" กฤตย์น้ำตาคลอเบ้า...

ส่วนที่ห้องพักฟื้น คนไข้ มนทิรากำลังปรนนิบัตินิกรที่อาการดีขึ้นเป็นลำดับ นัทธมนถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุยว่าพ่อกับแม่คิดว่าคนเราตายด้วยวิธีไหน จึงทรมานที่สุด นิกรบอกว่าอดตายแย่ที่สุด แต่มนทิราว่าช้ำใจตายแบบเหงาๆเดียวดายแย่ที่สุด

"เห็นด้วย...หนูว่า ถูกทั้งคู่ การตายที่ทรมานที่สุดน่าจะเป็นทั้งอดทั้งหิว ทั้งช้ำใจและเหงาจนตาย"

"ทำไมจู่ๆก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะลูก"

"ไม่มี อะไรค่ะ อยู่ๆเรื่องนี้มันก็ผุดขึ้นมาให้คิด ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ...หนูจะลงไปข้างล่าง มีใครจะเอาอะไรมั้ยคะ" นัทธมนตัดบท นิกรกับมนทิราส่ายหัวแทนคำตอบ

มนทิรารอจนลูกปิดประตู ห้อง หันมาบ่นกับนิกรว่าทำไมพักนี้ ลูกเราถึงมีความคิดอะไรปัจจุบันทันด่วนนัก พูดไม่ทันขาดคำ นัทธมนโผล่หน้าเข้ามาบอกว่า ขอตัวกลับบ้านก่อน นิกรกับมนทิรามองสบตากัน ก่อนหันไปพยักหน้ากับลูก ครู่ต่อมา นัทธมนมาหยุดยืนหน้าลิฟต์ที่เปิดออก มองเข้าไปข้างในอย่างหวาดหวั่น

เธอเป็นโรคกลัวที่แคบและมืด พยายามข่มความกลัวเดินเข้าลิฟต์ กดชั้นที่ต้องการลง ลิฟต์เคลื่อนที่ได้อึดใจเดียวก็หยุด นัทธมนกดปุ่มซ้ำๆ แต่ลิฟต์ยังคงนิ่ง ไฟในนั้นเริ่มหรี่ลงๆจนเกือบดับ เธอหน้าตาตื่นตระหนก ทุบประตูลิฟต์ปังๆตะโกนขอความช่วยเหลือ ทุกอย่างเงียบ นัทธมนหวีดร้องสุดเสียง สติแตกตะกุยประตูลิฟต์จนเล็บฉีกเลือดเปรอะไปทั่ว และหมดสติไปในที่สุด...

กฤตย์ยังคุยกับถุงแป้งอยู่ริมสระว่ายน้ำ เขาเล่าเรื่องที่มีคนติดอยู่ในหลุมหลบภัยแห่งนี้ ที่ทั้งหนาวเยือกเย็นราวกับหลุมฝังศพ ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร

"แต่เธอ คนนั้นอยู่ได้เกือบสองอาทิตย์ สิบกว่าวันแห่งความทรมาน ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ได้ยังไง ความคั่งแค้นชิงชังคุกรุ่นขนาดไหน...มีคนไปพบศพเธอหลังจากเธอตายได้เพียงไม่ ถึงห้านาที ร่างยังอุ่นอยู่เลย อีกนิดเดียวเท่านั้นเอง...อีกแค่ ห้านาทีเท่านั้นเอง...ทำไม...ข้างบนถึงใจร้ายให้เธอไม่ได้เหรอ แค่ห้านาทีน่ะ"

"เขารู้ได้ยังไงคะว่าเธอเพิ่งตายไปไม่ถึงห้านาที ระบุได้ละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอคะ"

กฤตย์พยักหน้า "น้ำตาบนศพเธอยังไม่แห้งเลย ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะไม่ชิงชังอาฆาตแค้น...ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอ จะยอมอโหสิกรรมให้ จะมีซักกี่คนตายในท่าที่รอคอยใครบางคน"

"น้ากฤตย์ รู้จักเธอเหรอคะ"

"ถ้าน้าไม่รู้จักเธอ...เธอก็คงไม่ตายหรอก" กฤตย์น้ำตาคลอด้วยความเศร้า สำนึกผิด พลันภาพเหตุการณ์ในอดีตหวนเข้ามาในความคิดคำนึงของเขา

วันนั้น เป็นวันที่วรดาพากฤตย์ไปที่ปากหลุมหลบภัย ตามที่เธอเคยสัญญาเอาไว้ ตอนเด็กๆวรดาเคยมาเดินเล่นแถวนี้บ่อยๆ   แต่ไม่เคยเข้าไปดูข้างในสักที   แม่ของเธอเตือนว่าอันตราย ข้างในถูกปิดตายมานาน ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น

"แต่ตอนนี้คุณโตแล้ว แถมมากับผม คงไม่เป็นไรมั้งครับ"

วรดายิ้มๆแล้วสองหนุ่มสาวช่วยกันดึงไม้ดาลที่ ขัดประตูทางเข้าออก พอประตูเปิด แสงสว่างสาดส่องเข้าไปข้างใน เผยให้เห็นว่าหลุมนี้กว้างขวางพอใช้ วรดาบอกว่าพ่อของเธอเคยเล่าให้ฟังว่า ที่นี้สร้างไว้เพื่อจุคนจำนวนมาก เพราะช่วงสงครามโลกบ้านหลังนี้มีคนอยู่เยอะ

กฤตย์โยนไม้ดาลทิ้ง ตั้งข้อสังเกตว่า ไม้ดาลสมัยก่อนแข็งแรงกว่ากุญแจสมัยใหม่มาก ถ้าใครจับพลัดจับผลูติดอยู่ข้างในหลุม ไม่มีทางพังประตูออกมาได้แน่ วรดาฟังเพลิน ไม่ทันระวังก้าวพลาดลื่นหงายหลัง กฤตย์คว้าตัวเธอไว้ในอ้อมแขน ทั้งคู่หน้าเกือบแนบชิดกัน...

อีกมุมหนึ่งหน้าบ้านโบราณ รถหรูของประพจน์แล่นเข้ามาจอด โดยมีร้อยเอกปิติ นายทหารคนสนิททำหน้าที่เป็นพลขับ ก่อนเดินเข้าบ้าน ประพจน์ชวนปิติอยู่กินอะไรกันก่อน ทีแรกปิติจะเดินตามนาย แต่แล้วเปลี่ยนใจเดินลัดเลาะไปทางเรือนหลังเล็กเพื่อไปหาวรดา...

ระหว่าง สร้อยกำลังสาระแนรายงานคุณหญิงผกาว่า เธอเห็นวรดาพากฤตย์มุดรั้วบ้านเข้ามา ผาณิตแทบร้องกรี๊ด ยอมไม่ได้ที่วรดาคอยยั่วยวนพี่กฤตย์ของเธอตลอด จังหวะนั้นประพจน์เข้ามาทันได้ยินพอดีถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณหญิงผกา ใส่ความว่าวรดาทำเรื่องงามหน้าไว้หลายเรื่อง รอให้เขามาจัดการ

ooooooo

กฤตย์กับวรดากำลังเดินคุยกันมาตามทางในสวนบ้านโบราณ เจอปิติซึ่งเดินเตร่ตามหาวรดาพอดี วรดาดีใจมาก เพราะถ้าเห็นปิติแสดงว่าพ่อของเธอกลับถึงบ้านแล้ว บอกกฤตย์ว่าขอตัวไปกราบพ่อก่อน กฤตย์มองหน้าปิติปราดเดียวก็รู้ว่า เขามีใจให้วรดา เลยขอตามไปพบประพจน์ด้วยคน...

ฝ่ายประพจน์ฟังที่คุณหญิงผกาเล่าเรื่องวรดาแล้วรีบลงจากเรือนใหญ่เพื่อมาสอบ ถามความจริงจากลูกสาว โดยมีคุณหญิงผกา ผาณิต และสร้อยเดินตามมาเป็นขบวน วารีเพิ่งกลับจากตลาดเห็นหน้าตาเคร่งขรึมของประพจน์ รู้ทันทีว่าวรดาถูกใส่ไฟ เป็นห่วงลูก รีบเดินตามขบวนของประพจน์

อารามรีบร้อนจะเข้าครัว เตรียมขนมตาลไปให้พ่อกินที่เรือนใหญ่ วรดาเลยเดินสะดุด หน้าคะมำ ทั้งกฤตย์และปิติต่างปราดเข้าประคองวรดาคนละข้างราวกับนัดกัน ประพจน์ยกขบวนมาเห็นพอดี คุณหญิงผกากับผาณิตไม่รอช้าใส่ไฟวรดาว่าให้ท่าผู้ชายทีเดียวพร้อมกันถึงสอง คน ประพจน์หน้าเครียดชวนทุกคนไปคุยกันที่เรือนใหญ่ก่อนเดินนำออกไป   คุณหญิงผกากับผาณิตยิ้มสะใจ...

หลังจากสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากปากของกฤตย์และวรดา ประพจน์สรุปว่าทั้งคู่ ไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย และอีกอย่างวรดาก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพังสองต่อสองกับกฤตย์ เกตุมณีพี่สาว ของกฤตย์ก็อยู่ด้วย กฤตย์บอกประพจน์ว่าถ้าเขาทำความไม่สบายใจให้ต้องกราบขออภัยด้วย

"ดี...พูดจาฉะฉานดีนะเรา ทีหลังมีอะไรก็เชิญได้ ผมเชื่อในความเป็นลูกผู้ชายของคุณ"

"อะไรกันคะ แล้วจะไม่ลงโทษอะไรคนของเราหน่อยเหรอคะ" คุณหญิงผกาโวย

"ข้อหาอะไรล่ะ ชอบอ่านหนังสือ หรือว่าคบคนดีมีความเป็นสุภาพบุรุษ"

"แปลกนะคะที่พี่วรดาเลือกคบแต่เพื่อนผู้ชาย ทีกับพี่เกตุหรือแกมแก้วไม่เห็นไปมาหาสู่" ผาณิตเหน็บ

"ถ้าหมายถึงผมด้วยละก็ ผมตั้งใจจะแวะไปทักทายคุณรดาเองน่ะครับ ก็เลยได้เจอคุณกฤตย์ด้วย"

ปิติพูดแก้ตัวให้วรดายังความไม่พอใจให้ผาณิต เมื่อปัญหาทุกอย่างคลี่คลายลงด้วยดี กฤตย์ขอตัวกลับ แล้วหันมาจับมือกับปิติบอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก ปิติเขย่ามือตอบด้วยความยินดี เช่นกัน...

ครู่ต่อมา กฤตย์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เกตุมณีฟัง เกตุมณีกระเซ้าน้องชายว่าเจอคู่แข่งหัวใจเข้าแล้ว กฤตย์ไม่ห่วงเรื่องคู่แข่ง แต่เป็นห่วงวรดาจะเดือดร้อนมากกว่า เกตุมณีเตือนให้ระวังจะไปสร้างปัญหาเพิ่มให้วรดา เพราะผาณิตแอบมีใจให้เขาเช่นกัน กฤตย์คิดกับผาณิตแค่น้องสาวเพราะเธอยังเด็ก

"วรดาก็อายุมากกว่าผาณิตแค่ปีสองปีเท่านั้นนะ"

"วรดาไม่เหมือนกับผู้หญิงอื่นที่ผมพบมาครับ"

แกมแก้วแอบฟังสองคนคุยกันอย่างไม่สบอารมณ์ ครั้นเธอมาเจอผาณิตจึงฟ้องเพื่อน ผาณิตเจ็บใจแค้นใจมาก ทั้งที่วรดาจับปลาสองมือ กฤตย์ยังหลงใหลได้ปลื้มผู้หญิงคนนี้อยู่อีก แกมแก้วสัญญาว่าจะไม่ยอมให้วรดามาเป็นพี่สะใภ้ตัวเองเด็ดขาด ผาณิตเองก็ไม่ต้องการให้วรดาลงเอยชอบพอกับปิติ จึงคิดจะเป็นแม่สื่อให้แกมแก้วได้รู้จักกับปิติชายชาติทหาร รูปหล่อ อนาคตไกล เป็นทหารคนสนิทของพ่อเธอ

"ที่มาติดใจวรดาน่ะเหรอ...รสนิยมต่ำแบบนั้น ฉันไม่สนหรอก" แกมแก้วเบ้ปาก

"มันยั่วเขาต่างหาก ฉันเชื่อว่าถ้าเขาเจอเธอ เขาต้องทิ้งพลอยมาเลือกเพชรแน่"

"อย่างงั้นเชียวเหรอ...แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เธอไม่กำราบพี่เธอซะหน่อยเหรอเผื่อจะหายผยองมั่ง" แกมแก้วพยักพเยิดไปที่วรดาซึ่งกำลังถือสายยางรดน้ำต้นไม้อยู่ ผาณิตมองตาม ยิ้มเจ้าเล่ห์...

ผาณิตกับแกมแก้วรุมแย่งสายยางมาฉีดน้ำใส่วรดา แต่วรดาไม่ยอมแพ้แย่งสายยางคืน แล้วฉีดน้ำใส่สองสาวบ้าง คุณหญิงผกาได้ยินเสียงร้องเอะอะออกมาดู เห็นวรดากำลังฉีดน้ำใส่ลูกสาวของตน เธอโกรธมาก ตรงเข้ามากระชากไหล่วรดา ตบหน้าฉาดใหญ่จนเซ

"นี่แน่ะ นังลูกขี้ข้า บังอาจมากนะ เห็นว่าคุณพี่เข้าข้างเลยกำแหงใหญ่ คิดเหรอว่าฉันจะกลัวแก วันนี้ฉันต้องสั่งสอนให้แกสำนึกเสียบ้าง"

คุณหญิงผกาลากวรดาถูลู่ถูกังมาที่ลานจอดรถ สั่งให้ล้างรถทั้งหมด แล้วชี้หน้าด่าวรดาเสียๆหายๆอีก วรดาจ้องหน้าคุณหญิงผกาเขม็ง คุณหญิงผกาเห็นลูกของศัตรูหัวใจไม่ขยับ ขู่ว่าถ้าไม่ยอมทำจะไปเรียกวารีมาล้างแทน วรดาล้างรถท่ามกลางแดดร้อนจัด เลยหน้ามืดเป็นลมล้มฟุบลงตรงนั้น

ooooooo

มนทิรากับนิกรถอนใจโล่งอกที่เห็นลูกสาวของพวกตนรู้สึกตัวลืมตาขึ้น นัทธมนถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ หมอบอกว่าความดันเลือดของเธอต่ำมาก เลยเป็นลมหน้ามืดในลิฟต์

"ลิฟต์...ใช่ค่ะ...ใช่ ลิฟต์มันค้างแล้วไฟมันก็ดับ หนูก็เลยตกใจหน้ามืดไป"

หมอมองหน้าพยาบาล ก่อนจะบอกว่าวันนี้ ไม่มีรายงานว่าไฟตก ไฟดับหรือลิฟต์เสีย นัทธมนเถียงคอเป็นเอ็นว่าเธอติดอยู่ในลิฟต์จริงๆ พยายามดิ้นรนหาทางออกจนเล็บฉีกพร้อมกับชูนิ้วให้ทุกคนดู ปรากฏว่าเล็บของเธอไม่มีร่องรอยใดๆ นิกรกระเซ้าลูกว่าอยากนอนเป็นเพื่อนเขาไม่ต้องลงทุนขนาดนี้ก็ได้...

งานที่บริษัทของกฤตย์ยุ่งมาก เขาบ่นกับถุงแป้งว่าอีกไม่นานเขาคงต้องจ้างเลขาฯเพิ่มอีกสักคน ประหลาดเหลือเกินที่อยู่ๆนัทธมนซึ่งหายดีแล้วนั่งเฝ้าไข้พ่ออยู่ข้างๆแม่ นึกอยากเรียนเลขานุการขึ้นมาจึงบอกพ่อกับแม่ มนทิราถึงกับร้องเสียงหลงว่าจะเรียนไปทำไม

"นั่นสิ คะแนนเรียนของหนู พ่อว่าสอบแพทย์ยังมีลุ้นเลยนะลูก"

"ไม่รู้เหมือนกันสิคะ หนูรู้สึกว่าหนูอยากเรียนเลขาฯ"

"อย่าเลยลูก ลำบากเปล่าๆ เสียดายคะแนนโอเน็ต เอเน็ต อุตส่าห์สะสมมา"

"หนูลงเรียนเลขาฯภาคค่ำก็ได้ กลางวันจะทำอะไรค่อยว่ากันอีกที"

นิกรกับมนทิราหันมองหน้ากัน ถอนใจ หนักใจพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย ทั้งคู่รู้ดีว่าถ้านัทธมนตั้งใจแล้ว ใครหน้าไหนไม่มีทางห้ามได้

ooooooo

ตอนที่ 3

ในที่สุด กฤตย์ก็หาโอกาสคุยกับแกมแก้วเรื่องลินจันทร์จนได้ เขาแนะน้องสาวให้พาลินจันทร์เข้าโรงเรียน เธอจะได้มีเพื่อนมีสังคม ไม่ใช่เอาแต่ขังไว้ในห้องอย่างนี้

"ให้มันไปเจอผู้คน เขาจะได้ถามว่าลูกใคร...อ๋อ...ลูกนังแกมแก้วมัน แล้วพ่อมันไปไหนล่ะ...อ๋อ...พ่อมันไม่มีหรอก เลิกกันแล้ว"

"เรื่องลินจันทร์ โรงเรียนที่เขาสอนเด็กพิเศษก็มี พี่จัดการให้นะ"

"ไม่...ลูกของแก้ว แก้วจัดการเองได้ ถ้าจะเรียนก็ต้องส่งไปนอกเลย เอามั้ยล่ะ" แกมแก้วเสียงแข็ง กฤตย์ได้แต่มองน้องสาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ...

ที่บ้านของนิกร มนทิราไม่สบายใจเรื่องลูกเลยกดโทรศัพท์หานิกรซึ่งยังนอนป่วยอยู่ที่โรง พยาบาล บ่นอุบว่าพลังพิเศษของลูกมีฤทธิ์มากขึ้น แถมพักหลังๆลูกยังมีลางสังหรณ์เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า
อีก แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือลูกควบคุมมันไม่ได้ เธอไม่รู้จะทำอย่างไร

"ทางเดียวที่เราทำได้คือใกล้ชิดแกให้มากที่สุด เหมือนกับที่เราเคยทำมาตลอด ตั้งแต่ วันแรกที่เรารู้ว่าแกเป็นอย่างนี้...จำได้ไหมว่าเราผ่านมันมาได้ยังไง"

มนทิราวางสาย แล้วมองไปยังรูปถ่ายบนหลังตู้โชว์ เป็นรูปเธอกำลังอุ้มนัทธมนวัยหกเดือน โดยมีนิกรยืนอยู่ข้างๆมนทิรายังจำคืนนั้นได้ดี ขณะที่เธอกับนิกรกำลังหลับ ได้ยินเสียงนัทธมนวัยหกเดือน
ร้องไห้จ้า มนทิรางัวเงียเปิดไฟหัวเตียง แต่ต้องตกใจแทบสิ้นสติ ที่เห็นตุ๊กตา ลูกบอลหลากสี ผ้าอ้อมและข้าวของในห้องนอน ลอยคว้างเหนือเปลที่ลูกนอนร้องไห้ นิกรเห็นเข้าก็ตกใจแทบช็อกเช่นกัน

พลังพิเศษของนัทธมนที่ทำให้มนทิราไม่สบายใจมาก ดูเหมือนจะเป็นตอนที่ลูกอายุ 5 ขวบ มนทิราไปรับเธอที่โรงเรียน นัทธมนรีบคว้ากระเป๋านักเรียนวิ่งมาหาแม่ ติสรณ์เพื่อนร่วมห้องซึ่งชอบ
แกล้งนัทธมนเป็นประจำ ยื่นขามาขัดจนสะดุดล้ม นัทธมนหันขวับมองติสรณ์ อย่างเอาเรื่อง เห็นเขาแลบลิ้นล้อ ทันใดนั้น เก้าอี้ตัวหนึ่งลอยขึ้นเหนือติสรณ์ ก่อนตกใส่อย่างแม่นยำจนแขนหัก มนทิรา
ได้แต่ยืนตะลึง...

มนทิราเป็นกังวลเรื่องลูกมาก เข้าไปสวดมนต์ จุดธูปไหว้พระ อธิษฐานขอให้ท่านคุ้มครองนัทธมน อย่าให้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น พลันเทียนไขที่จุดไว้ดับ แจกันดอกไม้ล้ม โดยไม่มีลมพัด ราวกับคำ
ขอของเธอจะไม่เป็นจริง มนทิราถึงกับหน้าเครียด นอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน

ooooooo

นัทธมนบอกแม่ระหว่างกินมื้อเช้าว่าวันนี้เธอจะไปสมัครเรียนเลขาฯภาคค่ำอย่าง ที่เคยคุยกับพ่อและแม่ไว้  มนทิราอยากคัดค้าน  แต่รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไร จึงปล่อยเลยตามเลย...

ขณะเดียวกัน ถุงแป้งขอให้กฤตย์ช่วยขับรถพาไปสมัครเรียนเลขาฯ  และให้บังเอิญที่เป็นโรงเรียนเดียวกันกับนัทธมนจะไปสมัคร   ระหว่างทางไปโรงเรียนเลขานุการและการโรงแรม   กฤตย์มองข้างทางเห็นพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินเท้าเปล่าสะพายกลดอยู่ริมถนนเขาขับรถผ่านไปโดยไม่ติดใจสงสัยอะไร...

มนทิราเตรียมกับข้าวใส่ปิ่นโตออกมาถวายเพล แต่ไม่เห็นพระธุดงค์ มีเพียงชาวบ้านกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่บริเวณนั้น จึงเดินเข้าไปถามว่าพระธุดงค์ไม่อยู่แล้วหรือ

"อ๋อ...ท่านธุดงค์ไปแล้วล่ะ ตั้งแต่เช้ามืดเลย"

มนทิรามองปิ่นโตในมือ รู้สึกใจหาย เหมือนไร้ที่พึ่ง...

กฤตย์ขับรถใกล้ถึงโรงเรียนที่ถุงแป้งจะมาสมัคร เขาเห็นพระธุดงค์เดินอยู่ริมทางอีก รู้สึกประหลาดใจเหมือนกับว่าเพิ่งจะขับรถผ่านพระรูปนี้มาไม่นานนี่เอง...

นัทธมนกับถุงแป้งพบกันครั้งแรกที่ห้องน้ำภายในโรงเรียนเลขานุการและการโรงแรม ทั้งสองสาวคุยกันถูกคอ ถูกชะตา แล้วเดินออกจากห้องน้ำมาด้วยกัน นัทธมนสังเกตเห็นว่าถุงแป้งเดินกะเผลกๆถามว่าเป็นอะไร ได้ความว่าโดนรองเท้าคู่ใหม่กัด นัทธมนหยิบปลาสเตอร์ออกจากกระเป๋าแล้วจับถุงแป้งนั่ง เอาปลาสเตอร์ปิดส้นเท้าให้อย่างไม่รังเกียจ ถุงแป้งเกรงใจบอกว่าทำเองได้

"ไม่เป็นไร เราถนัดกว่า"

กฤตย์เดินเข้ามาไม่ห่างนัก โบกมือให้ถุงแป้งซึ่งนั่งหันหน้ามาทางเขา นัทธมนนั่งก้มหน้าง่วนกับการติดปลาสเตอร์เลยไม่เห็นกฤตย์ ถุงแป้งบอกนัทธมนว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นน้าของเธอที่เธอมาอาศัยอยู่ด้วย นัทธมนถามว่าคนไหน ถุงแป้งชี้ไปด้านหลัง นัทธมนมองตามมือถุงแป้ง แต่ไม่ทันได้เห็นหน้ากฤตย์

เพราะเขาดันจาม เลยเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากปิดจมูก นัทธมนไม่ได้สนใจอีกก้มลงดูความเรียบร้อยของปลาสเตอร์ที่เท้าถุงแป้ง จนแล้วจนรอดนัทธมนก็ไม่เห็นหน้ากฤตย์

ooooooo

เกตุมณีไม่สบายใจมากที่เข้าไปทำความสะอาดห้องของถุงแป้ง แล้วปัดรูปถ่ายลูกตกแตก เหมือนเป็นลางไม่ดี รีบโทร.มาบ้านกฤตย์ แกมแก้วรับสาย จำเสียงพี่สาวตัวเองได้ พูดจาตีรวน ขุดเรื่องเก่าเอามาว่า หาว่า เกตุมณีแย่งปิติไปจากเธอ เกตุมณีไม่อยากต่อความด้วย เลยขอพูดสายกับกฤตย์

"ไม่อยู่...ทำไมเห็นท่าไม่ดี ขอคุยกับคนอื่นเลยเหรอ"

"ไม่ใช่อย่างนั้น อยากถามเรื่องยายแป้ง...หลานอยู่มั้ย พี่ขอคุยกับยายแป้งหน่อยสิ"

"ไม่อยู่ทั้งคู่น่ะแหละ อยากคุยก็โทร.เข้ามือถือสิ"

เกตุมณีขอโทษที่รบกวน เตือนแกมแก้วให้ปล่อยวางบ้าง เดี๋ยวความดันจะขึ้น แกมแก้วได้ทีต่อว่าพี่สาวอีกว่า ที่เธอเป็นแบบนี้ เกตุมณีน่าจะรู้ดีว่าเป็นเพราะใคร เกตุมณีไม่อยากมีเรื่องรีบเปลี่ยนเรื่องพูด วานแกมแก้วช่วยบอกถุงแป้งทีว่า พรุ่งนี้เธอจะมาหา แกมแก้วหาว่าเกตุมณีคิดจะพาสามีมาเยาะเย้ย

"กล้ามาเจอหน้าแก้วก็เอาสิ บอกเขาด้วยแล้วกันว่าแก้วไม่ยกโทษให้หรอกนะ" แกมแก้วพูดแล้วกระแทกหูโทรศัพท์ใส่ทันที เกตุมณีได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา...

ตกเย็น เกตุมณีรอปิติกลับจากไร่อย่างกระวนกระวายใจ พอเห็นหน้าเขา เธอชวนเข้ากรุงเทพฯ อ้างว่าเป็นห่วงลูก ปิติบ่ายเบี่ยงไม่อยากไปด้วย เกตุมณีหาว่าที่เขาไม่ไปเพราะไม่อยากเห็นเงาของวรดา

"หึงคนตายอีกแล้ว...จะยี่สิบปีแล้วนะคุณ"

เกตุมณีตัดพ้อว่า เพราะเขาทำตัวแบบนี้เธอถึงได้คิดมาก เพื่อความสบายใจของเกตุมณี ปิติยอมทำตามที่เธอต้องการ...

นัทธมนกำลังกินอาหารเย็นกับมนทิราอย่างใจลอย ก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้   ถามแม่ว่าวันนี้เอาอาหารไปถวาย

หลวงพ่อหรือเปล่า มนทิราบอกว่าท่านไม่อยู่แล้ว ไปธุดงค์ที่อื่นต่อ ฝากปิ่นโตคืนไว้กับชาวบ้าน นัทธมนคว้าปิ่นโตเถานั้น

มาเปิดฝาดู ปรากฏว่ามีสร้อยตะกรุดอยู่ข้างใน หยิบขึ้นมาถามว่าของแม่หรือเปล่า

มนทิราส่ายหน้า    "หรือว่าหลวงพ่อท่านอยากให้หนูเก็บเอาไว้"

นัทธมนมองสร้อยตะกรุดเก่าแก่เส้นนั้นเขม็ง...

เสร็จจากสมัครเรียนแล้ว กฤตย์พาถุงแป้งตระเวนไปทำธุระด้วยกันจนมืดค่ำ เขาขับรถเลี้ยวเข้าซอยบ้าน เห็นพระธุดงค์ เดินอยู่ริมถนนอีกแล้ว หันไปจะถามถุงแป้งว่าเห็นพระธุดงค์ เหมือนตนหรือเปล่า แต่ถุงแป้งนั่งหลับ กฤตย์เหลือบมองกระจกส่องหลังไม่เห็นพระธุดงค์เดินอยู่รู้สึกแปลกๆชอบกล

พอเขากลับมามองถนนอีกครั้ง ดูไม่คุ้นทางเหมือนเข้าผิดซอย กฤตย์เบนรถจอดข้างทาง หันไปทางถุงแป้งต้องสะดุ้งสุดตัว เห็นศพวรดาที่ขึ้นอืดนั่งอยู่ กฤตย์ขยี้ตาตัวเองถึงกลับมาเห็นถุงแป้งนั่งอยู่อย่างเดิม ถอนใจโล่งอกพยายามปลุกหลานแต่เธอไม่ตื่น เขาดับเครื่องลงจากรถ ตะโกนถามทางชาวบ้านที่เดินอยู่แถวนั้นก็ไม่มีใครสนใจ กฤตย์กลับขึ้นรถสตาร์ตเครื่องแต่มันไม่ติด ปลุกถุงแป้งอีกครั้งเธอก็ไม่ยอมตื่น

เขาตัดสินใจจะเดินไปขอความช่วยเหลือแต่กลับเจอประพจน์กับวารียืนอยู่  กฤตย์ถึงกับขนลุกซู่เพราะทั้งคู่ตายไปนานแล้ว ประพจน์ฝากเขาดูแลวรดาแล้วเตือนว่าอย่าทำพลาดเป็นครั้งที่สอง

"เดี๋ยวครับ วรดาก็ตายไปแล้วนี่...นี่มันอะไรกัน"

กฤตย์เดินตามวารีกับประพจน์พลางร้องเรียกให้รอด้วย ทั้งคู่หันกลับมามอง คราวนี้ใบหน้าของสองคนนั้นเปรอะไปด้วยเลือด กฤตย์ตกใจสะดุ้งตื่น มองไปรอบๆถึงรู้ว่าตัวเขาหลับอยู่ในรถซึ่งจอดอยู่หน้ารั้วบ้านตัวเอง หันมามองเบาะนั่งข้างๆเห็นถุงแป้งหลับอยู่ แปลกใจว่าตนเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่

กฤตย์เดินลงมาเปิดประตูรั้ว พอหันหลังกลับไปที่รถ เห็นพระธุดงค์รูปหนึ่งยืนอยู่ กฤตย์ชะงักเล็กน้อยก่อนยกมือไหว้ พระธุดงค์เอาสร้อยตะกรุดใส่มือกฤตย์

"พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ คุ้มครองนะโยม...การให้ที่เป็นทานเท่านั้นจึงเกิดบุญ...เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาแล้วนะ ทำใจให้เป็นกุศล อย่าให้เขาตามทันนะโยม"

กฤตย์รับคำอย่างงงๆก่อนเดินกลับขึ้นรถ หันมาดูอีกทีเห็นหลังพระธุดงค์ในระยะไกลมาก ไกลเกินกว่าที่คนปกติจะเดินได้เร็วขนาดนั้น

ooooooo

นัทธมนสังหรณ์ใจชอบกล คืนนี้เลยมาขอนอนกับแม่ มนทิราบอกให้สวดมนต์ก่อนนอนจะได้หลับฝันดี ทีแรกนัทธมนอิดออด มนทิราคะยั้นคะยอ เธอจึงยอมสวดมนต์พร้อมท่าน เสร็จแล้วล้มตัวลงนอน

"คุณแม่คะ...หนูกลัวค่ะ...กลัวว่าหนูจะไปฆ่าใครเข้า"

"อะไรทำให้หนูคิดอย่างงั้นล่ะลูก"

"หนูไม่ได้คิด...ไม่รู้เหมือนกันค่ะ มันเหมือนเวลาหิวแล้วเราก็กินน่ะค่ะ เราไม่ต้องคิด"

มนทิราซักว่ารู้หรือเปล่าว่าจะฆ่าใคร นัทธมนส่ายหน้า มนทิราปลอบลูกว่าคิดฟุ้งซ่านไปเองมากกว่า แต่ในใจมนทิรา กลับกลัดกลุ้มที่ลูกมีความคิดแปลกๆ...

ตกดึก นัทธมนนอนไม่หลับกระสับกระส่าย หันมาเรียกแม่เบาๆ มนทิราหลับสนิทไปแล้ว นัทธมนลุกขึ้นไปหยิบยานอนหลับ กินรวดเดียวสองเม็ดแล้วดื่มน้ำตาม เดินมาล้มตัวลงนอนอ่านหนังสือได้ครู่เดียวก็ผล็อยหลับ ไฟหัวเตียงที่เปิดค้างไว้ติดๆดับๆก่อนจะดับสนิท

ในเวลาเดียวกัน กฤตย์ละเมอลุกขึ้นเดินลงไปในห้องเก็บของหยิบเชือกเส้นใหญ่ติดมือออกมา ตรงรี่ไปที่สระว่ายน้ำ เขาผูกเชือกกับกิ่งต้นไม้บริเวณนั้น แล้วลงมานั่งมองเชือกในมือ... ส่วนนัทธมนนอนดิ้นไปมาคล้ายกับกำลังฝันร้าย  ข้าวของในห้องนอนลอยขึ้นทีละชิ้นๆ

"ฉันเกลียดคุณๆ...คุณมันคนหลอกลวง...คุณฆ่าฉันทั้งเป็น...คุณสมควรตายอย่างช้าๆ ตายอย่างทรมาน ตายอย่างทุรนทุราย" น้ำเสียงนั้นเกรี้ยวกราดชิงชังแต่กลับมีน้ำตาไหลออกจากดวงตาที่หลับอยู่

ร่างของนัทธมนเกร็ง มือจิกเท้าจิก กัดฟันกรอดๆ ลมในห้องพัดอื้ออึง ข้าวของปลิวว่อน มนทิราตกใจตื่นรีบเขย่าตัวปลุกลูกสาวแต่เธอไม่ตื่น ทันใดนั้นนัทธมนตาเบิกโพลง

"มันต้องตาย..." เสียงนั้นน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นเสียงลูกของเธอ นัทธมนหลับตาลงอีกครั้ง

มนทิราหน้าเครียด เดินฝ่าลมพัดอื้ออึง พยายามค้นหาสร้อยตะกรุดที่พระธุดงค์ทิ้งไว้ให้...

ทางฝ่ายกฤตย์เอาปลายเชือกอีกด้านหนึ่งทำเป็นห่วง สวมคอตัวเอง ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ก่อนจะเตะมันออก ร่างของเขาห้อยต่องแต่ง ลมพัดกระโชกแรงทั่วบริเวณ กฤตย์รู้สึกตัวแต่ก็สายไปแล้ว ได้แต่ดิ้นทุรนทุรายมือไม้ตะกายเปะปะ หายใจติดขัด ใกล้จะขาดใจ...

มนทิราหาสร้อยตะกรุดจนเจอแล้วสวมที่คอนัทธมน ทันทีที่สร้อยแตะคอนัทธมนหยุดเกร็ง นอนนิ่งเหมือนคนหลับสนิท ข้าวของรวมทั้งลมที่พัดกระหน่ำก็สงบนิ่งเช่นกัน จังหวะเดียวกันนั้น กฤตย์ซึ่งกำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้ายอยู่ๆกิ่งไม้ก็หัก ร่างของเขาหล่นตุ้บลงมากองกับพื้น ทั่วบริเวณสงบนิ่ง กฤตย์มองไปรอบๆอย่างหวาดหวั่นไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

นัทธมนจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลย อ้างว่ากินยานอนหลับของแม่เข้าไปเลยหลับสนิท ไม่ได้ฝันเห็นอะไรหรือใครทั้งสิ้น มนทิราเล่าว่าลูกละเมอพูดออกมาคำหนึ่งว่า "มันต้องตาย" น้ำเสียงน่ากลัวมาก แล้วถามย้ำให้แน่ใจว่าลูกไม่เห็นหน้าใครในฝัน

"ไม่เลยนะคะแม่ หนูถึงบอกไงคะว่าหนูเป็นบ้าอะไรเนี่ย หนูตามหาใครกันเหรอ"

"คงเป็นสัญชาตญาณเหมือนที่หนูบอก...เราหิวมากๆเข้าเราก็กิน ไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นอะไร"

นัทธมนเหนื่อยใจกับตัวเองมาก หยิบตะกรุดที่สวมคอขึ้นมามอง...

กฤตย์ทายารอบคอตัวเองอยู่หน้ากระจกเงาภายในห้องนอนของเขา รอยช้ำรอบคอดูน่ากลัวมาก กฤตย์นั่งถอนหายใจ งงกับเหตุการณ์เมื่อคืน เหลือบเห็นสร้อยตะกรุดที่พระธุดงค์ ให้วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง เขาหยิบขึ้นมาห้อยคอ รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด...

เกือบเที่ยงวันกว่าปิติกับเกตุมณีจะขับรถมาถึงบ้านกฤตย์ ถุงแป้งกับกฤตย์ออกมารอรับหน้าบ้าน ปิติเข้ามากอดคอกฤตย์ ทักทายอย่างสนิทสนม กฤตย์ถึงกับร้องโอ๊ยลั่น เกตุมณีสงสัยเปิดคอเสื้อน้องชายดู เห็นรอยแดงช้ำน่ากลัว ถามว่าไปโดนอะไรมา กฤตย์อึกอัก

"เออ...ไม่มีอะไรหรอก...ประตูหนีบน่ะ"

ปิติสวน ทันทีว่าประตูที่ไหนจะหนีบคอ เกตุมณีจะซักต่อ แต่แกมแก้วเดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ปิติทักทายเธอไม่ค่อยเต็มปากนัก แกมแก้วนิ่งเฉยไม่ทักตอบ เกตุมณีถามน้องสาวว่าไม่ออกไปไหนหรือ

"แก้ว อยู่ที่นี่ จะให้ออกไปไหนเหรอ" แกมแก้วตอบแกนๆก่อนเดินจากไป...

ปิติ ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เมื่อรู้ว่าถุงแป้งเลือกเรียนวิชาเลขานุการภาคค่ำ เขาเกรงใจที่ลูกจะต้องมาอาศัยอยู่บ้านหลังนี้นานๆ กฤตย์บอกว่าไม่ต้องเกรงใจ บ้านนี้ก็เป็นบ้านของพี่เกตุเหมือนกัน

"คนอื่นไม่คิดแบบคุณนะซิ"

"ทำไม น้าแก้วถึงไม่ชอบคุณพ่อละคะ" ถุงแป้งอดถามไม่ได้

ปิติไม่อยากตอบ รีบตัดบท ขอตัวไปอาบน้ำอ้างว่าขับรถมาเหนื่อย ถุงแป้งมองตามพ่อเซ็งๆคว้าถุงใส่ขนมโรตีสายไหมที่พ่อซื้อมาฝาก ออกไปนั่งม้วนอยู่ที่โต๊ะริมสระว่ายน้ำ ถุงแป้งม้วนเสร็จไปสองอัน มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอกดรับแล้วลุกขึ้นเดินพูดโทรศัพท์ สักพักก็วางสาย พอหันมาอีกที โรตีสายไหมที่ม้วนไว้หายไป ถุงแป้งเห็นลินจันทร์วิ่งหลังไวๆออกไป...

ถุงแป้งวางแผนหลอกล่อให้ ลินจันทร์ออกมาจากห้องโดยใช้โรตีสายไหมเป็นเหยื่อ เธอวางโรตีสายไหมที่ม้วนแล้วบนกระดาษทิชชูเป็นระยะๆจากหน้าห้องลินจันทร์ เรื่อยไปถึงห้องครัว ซึ่งมีจานใส่โรตีสายไหมหลายอันวางอยู่ ลินจันทร์หยิบขนมกินมาจนถึงห้องครัว เปิดผ้าคลุมหน้าออก นั่งกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย แสงไฟจากด้านนอกส่องกระทบใบหน้าลินจันทร์ เผยให้เห็นรอยไฟ
ไหม้เป็นแผลเป็นน่ากลัว ถุงแป้งถึงกับตะลึง

ooooooo

แกม แก้วไม่พอใจอย่างมากเมื่อป้าสร้อยเข้ามารายงานว่าแอบได้ยินถุงแป้งคุยให้พ่อ แม่ และกฤตย์ฟังตอนกินอาหารเช้าว่าเห็นหน้าลินจันทร์แล้ว  ด้วยความที่ไม่ชอบครอบครัวของเกตุมณีเป็นทุนเดิม แกมแก้วพานคิดว่าพวกนั้นคงสะใจมากที่เห็นลูกสาวของเธอเป็นแบบนี้ ขณะที่ลูกสาวของพวกเขาทั้งสวยทั้งฉลาด

"ไม่น่าเลยนะคะ คุณลินจันทร์น่ะเป็นหลานแท้ๆของคุณเกตุเหมือนกันนะคะ"

"ฉันไม่เคยนับ ญาติกับพวกนั้นมานานแล้ว แกเองก็ไม่ต้องแส่ไปเสนอหน้ารับใช้"

"ไม่ไป แล้วจะได้ยินอะไรดีๆเหรอคะ"

แกมแก้วตวาดแว้ดว่าให้ทำตามที่สั่ง เธอไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็นและไม่อยากได้ยินอะไรอีก...

หลังกินอาหาร เช้าเสร็จ ปิติกับกฤตย์มานั่งคุยกันอยู่ ริมสระว่ายน้ำ ปิติมองไปรอบๆบอกว่าที่นี่เปลี่ยนแปลงไปจากสิบแปดปีที่แล้วมาก แต่เขายังจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ดี เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

"ยัง กับว่าเราจะลืมมันได้นี่"

กฤตย์หยิบนิยายหน้าสุดท้ายซึ่งเหลืองเก่า ตามกาลเวลาออกมาดู เห็นเป็นรอยยับเพราะเคยถูกพับเป็นรูปหัวใจมาก่อน   ปิติมองกระดาษในมือกฤตย์ด้วยความประหลาดใจ สองหนุ่มต่างปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปถึงอดีต...

18 ปีที่แล้ว...วรดาตื่นขึ้นมา เห็นวารีนั่งอยู่ข้างๆด้วยความเป็นห่วง เธอบอกว่าวรดาเป็นลมไปตอนล้างรถ ตัวร้อนไข้ขึ้นนอนหลับข้ามวันข้ามคืน ประพจน์เข้ามายืนดูอย่างห่วงใย โดยมีปิติยืนอยู่ด้านหลัง

"เป็นยัง ไงกันบ้าง นอนแบ็บขนาดนี้ไม่คิดจะให้คนเป็นพ่ออย่างฉันรู้บ้างเหรอ"

วารี หันมาเห็นประพจน์ ตกใจ...อีกด้านหนึ่งของบ้านโบราณ กฤตย์มุดรั้วเข้ามาเห็นวรดานั่งหันหลังให้ดีใจรีบเข้ามาทัก พอเธอหันมากลายเป็นผาณิต กฤตย์รู้ว่าผิดตัวขยับจะเดินหนี แต่ผาณิตมือไวคว้าแขนเขาไว้ ดึงไปที่เรือนหลังใหญ่ ซึ่งคุณหญิงผกานั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ก่อนแล้ว

สักพักประพจน์ตาม เข้ามาเล่นงานคุณหญิงผกาที่ใช้ วรดาล้างรถจนเป็นไข้ไม่สบาย แถมไม่บอกเขาสักคำ กฤตย์ขออนุญาตประพจน์ไปเยี่ยมวรดา พอรู้ว่าวรดากำลังจะไปหาหมอ กฤตย์อาสาจะไปส่ง แล้วกระวีกระวาดออกไป ประพจน์จะค้านแต่ ไม่ทัน ผาณิตจะตามแต่ประพจน์รั้งไว้ บอกว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน

อึดใจ กฤตย์วิ่งมาถึงเรือนเล็ก ต้องชะงัก เห็นปิติประคองวรดาลุกจากเตียง หญิงสาวหันมาเห็นกฤตย์พยายามจะขืนตัวออกจากการประคองของปิติ ด้วยเกรงว่าเขาจะเข้าใจผิด ระหว่างนั้น วารีถือตะกร้าใส่ของใช้เข้ามาเห็นกฤตย์ ร้องทักทายบอกว่ากำลังจะพาวรดาไปโรงพยาบาล

"ครับ...รีบไปเถอะครับ แล้วผมจะมาเยี่ยมใหม่"

วารีเข้ามาประคองวรดา ปิติรับตะกร้ามาถือไว้แทน เดินตามสองแม่ลูกออกไป วรดาไม่วายหันมามองกฤตย์ แต่เขาตีหน้าเฉย ขณะกฤตย์กำลังจะออกจากห้อง เหลือบเห็นหนังสือสาวเครือฟ้าที่เขาให้วรดาวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง หยิบขึ้นมาพลิกดู แล้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวดที่เห็นหน้าสุดท้ายถูกฉีกหายไป...

ด้าน คุณหญิงผกากับผาณิตถูกประพจน์เล่นงานเรื่องที่ชอบรังแกวรดา ยิ่งทำให้สองแม่ลูกเกลียดชังวารีกับวรดามากยิ่งขึ้น ผาณิตหาทางแก้แค้นวรดา สบโอกาสดี เมื่อสร้อยถือเสื้อแจ็กเกตของปิติเข้ามา บอกว่าปิติลืมไว้ที่พนักเก้าอี้ในสวน ผาณิตรีบฉวยเสื้อจากมือสร้อย บอกว่าเธอจะคืนเขาเอง รีบวิ่งขึ้นห้องปิดประตูตามหลัง หยิบกระดาษหน้าสุดท้ายหนังสือสาวเครือฟ้าของวรดา
ขึ้นมาพับเป็นรูปหัวใจ

ooooooo

ผาณิต หาเรื่องแกล้งวรดาจนได้ เธอเห็นวรดาในชุดนักเรียนยืนด้อมๆมองที่ริมรั้วติดกับบ้านของ

กฤตย์ จึงเรียกวรดาให้ตามไปที่เรือนใหญ่ อ้างว่าคุณหญิงผกาสั่งงานไว้ให้ทำ ครู่ต่อมา วรดาถืออุปกรณ์ทำความ

สะอาดเข้าไปในห้องนอนของผาณิต เห็นข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น

"ฉันรื้อห้อง ก็เลยสกปรกไปหน่อย ทำความสะอาดให้ด้วย"

วรดาต่อรองว่าขอไปโรงเรียนก่อน ตอนเย็นจะกลับมาทำให้ ผาณิตเหน็บว่า ทีไปยืนรอผู้ชายทำไมไม่กลัวเสียเวลา วรดาไม่อยากเถียงด้วย ลงมือเก็บกวาดทำความสะอาด ผาณิตกินผลไม้แล้วแกล้งพ่นเม็ดลงพื้น วรดาไม่พอใจมาก บอกว่าทำสกปรกเองก็เก็บกวาดเองแล้วกัน ทิ้งไม้กวาด ทำท่าจะออกจากห้อง

ผาณิต ขู่ว่าถ้าไม่ทำ จะเรียกวารีมาทำแทน วรดาจำใจทำความสะอาดต่อ ผาณิตยิ้มสะใจ ฉวยถุงกระดาษที่วางอยู่เดินออกมา โดยไม่ลืมโรยเปลือกผลไม้ไว้อีก วรดาน้ำตาคลอด้วยความเจ็บใจ...

ต่อจากนั้น ผาณิตเดินมากดกริ่งบ้านกฤตย์ ทันทีที่แกมแก้วเปิดประตูรับ ผาณิตยื่นถุงกระดาษให้ฝากคืนกฤตย์ ให้ด้วย แกมแก้วหยิบเสื้อออกมาดู บอกว่าไม่ใช่เสื้อพี่ชายของเธอ

"ก็ไม่ใช่น่ะซิ แต่ให้พี่กฤตย์เอาไว้เถอะ มันจะเป็นประโยชน์กับเราสองคน"

แกมแก้วทำ หน้างงๆ ผาณิตกำชับให้ทำตามที่บอก แล้วรีบวิ่งกลับบ้าน กฤตย์เดินมาถามแกมแก้วว่าเสียงกริ่งเมื่อกี้ใช่แขกของเขาหรือเปล่า

"ไม่ใช่ ค่ะ ผาณิตบอกว่าพี่กฤตย์ไปลืมเสื้อไว้ที่บ้านเขา เขาเลยเอามาคืน"

กฤตย์ มองเสื้อในมือน้องสาว ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของตน แกมแก้วทำเป็นร้องอ้าว บอกว่าผาณิตเจออยู่ในห้องวรดา ถ้าไม่ใช่ของเขาก็ฝากไว้ที่นี่ก่อน กลับจากโรงเรียนแล้วเธอจะเอาไปคืนผาณิตเอง แกมแก้วคว้ากระเป๋านักเรียนวิ่งปร๋อออกไป กฤตย์หยิบเสื้อขึ้นมาดู จำได้ว่าเคยเห็นปิติใส่ ถือเสื้อมาวางไว้ บนโต๊ะในห้องหนังสือ มองอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดความอยากรู้ก็ชนะ

กฤตย์ค้นดู ตามกระเป๋าเสื้อตัวนั้น หยิบข้าวของออกมาดู มีทั้งนามบัตร ลูกอม สเปรย์ดับกลิ่นปาก แต่ที่สะดุดตาเขาก็คือ กระดาษพับเป็นรูปหัวใจ เขาคลี่ออกดู จึงเห็นว่าเป็นกระดาษจากหน้าสุดท้ายของหนังสือเรื่องสาวเครือฟ้า กฤตย์ถึงกับหมดเรี่ยวแรง ทรุดตัวลงนั่ง ทั้งน้อยใจทั้งเสียใจ

ooooooo

ผาณิต รู้ว่าเช้าวันนี้ ประพจน์จะต้องไปตรวจราชการดังนั้นปิติจะต้องมาขับรถให้ในฐานะนายทหารคนสนิท จึงนัดแกมแก้วให้มาหา เพื่อจะแนะนำให้รู้จักกับปิติ แกมแก้ววิ่งหน้าตั้งเข้ามา อารามรีบร้อน สะดุดขาตัวเองหน้าคะมำ ปิติเข้ามาช่วยประคอง แกมแก้ว ปลื้มชายหนุ่มสุดๆ ขณะที่ผาณิตยิ้มชอบใจ

"ผู้ กองคะ แกมแก้วเพื่อนบ้านของเราค่ะ น้องสาวพี่กฤตย์ไงคะ"

แกมแก้วยิ้ม เขินอาย ผาณิตรู้งานรีบปลีกตัวออกมา ปล่อยให้หนุ่มสาวอยู่กันตามลำพัง...

เกตุ มณีเคืองน้องสาวที่ชิงมาบ้านโบราณก่อน ทั้งๆที่นัดกันแล้วว่าจะเอาขนมที่เธอทำเองมาให้ประพจน์กับคุณหญิงผกาชิม เกตุมณีถือตะกร้าใส่ขนมเข้ามาในบ้านโบราณ เจอวารีกลับจากจ่ายตลาดพอดีบอกวารีว่า เธอทำขนมเอง เลยจะเอามาฝากประพจน์กับคุณหญิงผกา

"เอ....เห็นคุณท่านจะออกไปข้าง นอก ไม่ทราบว่าไปหรือยัง"

เกตุมณีไม่อยากรบกวนท่านทั้งสอง เลยฝากตะกร้าขนมไว้กับวารี แล้วขอตัวกลับ...

ปิติกับแกมแก้วพากันมา นั่งที่ศาลาในสวน ปิติชวนแกมแก้วคุยเรื่องต้นไม้ แต่แกมแก้วไม่รู้เรื่องต้นไม้เลยไม่รู้

จะคุยอะไร แต่พอนึกถึงเพลงที่มีชื่อของต้นไม้ขึ้นมาได้ เธอเลยพล่ามว่ารู้จักต้นไม้ชื่อนั้นชื่อนี้ไม่หยุด

ตอนที่ 4

กฤตย์คิดถึงวรดาขึ้นมาทีไร น้ำตาคลอทุกที ปิติตบไหล่เขาเบาๆ ปลอบว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว กฤตย์กลับไม่คิดอย่างนั้น ถ้าเขาสนใจชีวิตของวรดามากกว่านี้ เธอคงไม่ต้องตายอย่างทรมาน

"แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรตายคะ"

กฤตย์กับปิติหันไปมองตามเสียง เห็นถุงแป้งยืนมองอยู่ ปิติรีบตอบว่าเป็นปอดบวม ถุงแป้งอยากเห็นหน้าผู้หญิงที่ชื่อวรดา ถามกฤตย์ว่ามีรูปเธอบ้างไหม กฤตย์ทำท่าจะหยิบรูปในกระเป๋าสตางค์ให้ดู พลันเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขัดจังหวะ ที่บริษัทโทร.มาตาม กฤตย์รีบออกไป ถุงแป้งเลยอดดูรูปวรดา...

เกตุมณีเดินสำรวจบ้านโบราณจนมาถึงเรือนหลังเล็ก แกมแก้วเข้ามาทางด้านหลัง กระแนะกระแหนเกตุมณีว่าใจถึงมาก ที่กล้าพาผัวมาค้างที่นี่ไม่กลัวเขาจะหวนคิดถึงวรดา คนรักเก่าหรือ

"ไม่มีใครเขามัวแต่จมกับอดีตเหมือนเธอหรอก...แก้ว"

"แน่ใจเหรอ งั้นทำไมไม่พาผู้กองมาเดินเล่นแถวนี้มั่งล่ะ เมื่อก่อนเขาก็ชอบมาสิงสถิตย์เฝ้าสาวที่เรือนหลังนี้อยู่เกือบทุกวันไม่ใช่เหรอ...นี่ถ้าวรดาไม่ตาย ฉันว่าป่านนี้พี่อาจจะยังเป็นสาวแก่อยู่ก็ได้...ฉันว่าพี่น่าจะทำบุญไปให้มันเยอะๆนะ ให้ผัวมาทั้งคน อยากให้จัดเครื่องเซ่นอะไรมั่งมั้ย

เดี๋ยวจะให้สร้อยหามาให้"

"พี่ว่าเธอต่างหากที่ต้องทำบุญให้วรดามากๆ เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ เธอสร้างบาปสร้างกรรมกับเขาไว้เยอะ ที่สำคัญอานิสงส์จะได้ช่วยชำระจิตใจของเธอให้มันสะอาดขึ้น ไม่มัวนั่งเคียดแค้นใครๆจนไม่มีความสุขแบบนี้" เกตุมณีว่าอย่างเหลืออด ก่อนเดินหนี

"ไม่มีวันที่ฉันจะทำบุญให้แก...นังวรดา ฉันจะสาปแช่งแกไปทุกชาติๆ ขอให้วิญญาณของแกไม่ได้ผุดได้เกิด" แกมแก้วมองไปที่เรือนหลังเล็กอย่างเคียดแค้น เกลียดชัง...
พรุ่งนี้เปิดเรียนวันแรก นัทธมนเลยแต่งชุดนักศึกษาใหม่มาอวดพ่อกับแม่ เธอเห็นพ่อนั่งทำงานอยู่ทักท้วงว่ายังไม่หายดี ทำไมไม่นอนพัก จังหวะนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของนิกรดังขึ้น

"ฮัลโหล...ครับ คุณกฤตย์ ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลวันนี้เอง ขอโทษทีที่ผิดนัด"

"ไม่เป็นไรครับ...ผมแค่โทร.มาถามดูเฉยๆ"

"อืม...ผมจะเร่งให้นะครับ รู้เหมือนกันว่าคุณกฤตย์คงโดนลูกค้าเร่งมาอีกที"

"ครับ...แต่ถ้าไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะครับ...เกรงใจจริงๆ"

"ครับผม...สบายมาก...ต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ" นิกรวางสาย

กฤตย์ไม่อยากโทร.มาทวงงานจากนิกร แต่ขัดปณิตาที่อ้างว่าพรุ่งนี้เธอต้องได้ตัวเลขต้นทุนทั้งหมดไปชี้แจงกับธนาคาร เพื่อขอกู้เงินเพิ่ม...ด้านนัทธมนเข้าใจผิดคิดว่ากฤตย์ โทร.มาเร่งรัดงานจากพ่อของเธอ ทั้งๆที่รู้ว่าท่านเพิ่งออกจากโรงพยาบาล เลยด่าเขาว่าเป็นคนไร้น้ำใจ เห็นแก่ตัวและไร้มารยาท

"หนูไม่ชอบเจ้านายของพ่อ หนูว่าเขาไม่หวังดีกับพวกเราหรอก"

นัทธมนพูดไม่ทันขาดคำ กฤตย์ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที บอกปณิตาว่าขอตัวกลับก่อน...

นัทธมนเกรงว่าพ่อกับแม่จะเห็นการกระทำของตน หลบเข้าห้องนอนรีบปิดประตูตามหลัง นั่งแช่งเจ้านายของพ่อให้ล้มป่วย และขอให้เขาอาการหนักกว่าที่พ่อของเธอเป็นหลายเท่าตัว สิ้นเสียงแช่ง เหยือกน้ำบนโต๊ะหัวเตียงเดือดปุดๆของรอบตัวเริ่มสั่น...

กฤตย์ปวดหัวแทบยืนไม่อยู่ มือคว้าตะกรุดที่ห้อยคอไว้ราวกับต้องการที่พึ่ง...ทันใดนั้น ตะกรุดที่ห้อยคอนัทธมนเรืองแสงขึ้นเหมือนมีพลังบางอย่างพุ่งใส่ เสียงพระธุดงค์ดังมาจากไหนไม่รู้

"ความสุขอยู่ที่ใจ...โยม...ไม่ต้องไปค้นหาอะไรหรอกหยุดซะ ก็จะเกิดสุข"

นัทธมนหยุดกึกเหมือนต้องมนต์สะกด น้ำในเหยือกค่อยๆสงบ ข้าวของหยุดสั่น พร้อมๆกับอาการปวดหัวรุนแรงของกฤตย์หายไปราวกับปลิดทิ้ง เขาก้มมองตะกรุดในมือ รีบยกขึ้นไหว้...ส่วนนัทธมนตื่นจากภวังค์อย่างงงๆ จำไม่ได้ว่าเมื่อครู่ตัวเองคิดอะไรอยู่ เธอลืมเรื่องกฤตย์ไปดื้อๆ...

เกือบเที่ยงคืนแล้ว นิกรนั่งทำงานหน้าดำคร่ำเคร่ง มนทิราเข้ามาบอกให้นอนพักก่อนดีกว่า เพิ่งฟื้นไข้ถ้ากลับไปป่วยอีกจะไม่คุ้ม นิกรอ้างว่าเหลืออีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว มนทิราเลยนั่งเป็นเพื่อน...

ในเวลาเดียวกัน ปิติกับเกตุมณีนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะสนาม ปิติเห็นลินจันทร์แอบมองอยู่ที่มุมตึก เลยเดินเข้าไปหา ลินจันทร์ ตกใจ วิ่งหนีจนผ้าคลุมหน้าปลิวตกพื้น ด้วยความรีบร้อนลิน–จันทร์สะดุดขาตัวเองหกล้ม ปิติรีบเข้ามาประคอง ถึงกับอึ้งที่เห็นหน้าหลานชัดๆ เด็กน้อยพยายามดิ้นหนี เกตุมณีวิ่งตามมาสมทบ

"ลินจันทร์นั่นเอง...นี่ป้าเกตุไงลูก แล้วนี่ก็ลุงปิติ...จำได้ไหม"

ลินจันทร์เห็นแววตาใจดีของทั้งคู่เลยหยุดดิ้น จากนั้น ทั้งสามคนพากันมาที่ห้องนั่งเล่น เกตุมณีเอาขนมที่เธอทำเองกับน้ำผลไม้มาให้หลาน ลินจันทร์ไม่กล้ากิน ปิติหยิบขนมมาป้อนให้ ลินจันทร์ลองกินแล้วติดใจหยิบกินเองอุตลุด ปิติกับเกตุมณีมองหลานสาวด้วยความสงสาร

"ท่าทางเหมือนไม่เคยกินขนมแบบนี้" ปิติกระซิบ

"ชอบไหมลูก...ถ้าชอบก็กินเยอะๆนะ...อะ...กินน้ำหน่อย"

ลินจันทร์ดูดน้ำผลไม้กินอย่างเอร็ดอร่อย เสียงแกมแก้วตะโกนเรียกลินจันทร์ลั่น เด็กน้อยตกใจ สะดุ้งโหยง ขนมหลุดมือ แกมแก้วโผล่เข้ามาเห็นลูกนั่งอยู่กับเกตุมณีและปิติปรี๊ดแตก ตรงเข้ามากระชากลูก ลากถูลู่ถูกังจะเอากลับห้อง เกตุมณีห้ามก็ไม่ฟัง ปิติทนไม่ไหว

"นั่นลูกคุณนะ ทำรุนแรงไปหรือเปล่า"

"เพราะเป็นลูกฉันน่ะสิ คนนอกอย่าเสนอหน้ามายุ่ง"

ป้าสร้อยได้ยินเสียงเอะอะออกมาดู โดนแกมแก้วตวาดใส่ว่าต่อไปถ้ายังปล่อยลินจันทร์ออกมาเพ่นพ่านแถวนี้อีก เธอจะเอาเรื่องป้าสร้อย

ooooooo

หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน ปิติกับเกตุมณีตัดสินใจกลับเพชรบูรณ์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อความสบายใจของแกม-แก้ว ถุงแป้งในชุดนักศึกษากับกฤตย์เดินมาส่งทั้งคู่ หน้าบ้าน เกตุมณีฝากกฤตย์ดูแลหลานด้วย

"ไม่ต้องห่วงครับ"

"แป้ง...โตแล้วนะลูก แม่คงไม่ต้องย้ำว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ"

ถุงแป้งรับคำ โผกอดพ่อกับแม่ ยืนมองตามรถของท่านทั้งสองแล่นออกไปจนลับสายตา...

นัทธมนได้เห็นหน้ากฤตย์ชัดเจน ตอนที่เขาขับรถไปส่งถุงแป้งเข้าเรียนวันแรก เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร รู้แต่ว่าเขาทำให้เธอตกตะลึง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ จนต้องยืนหลบๆไม่ให้เขาเห็นหน้า หัวใจของนัทธมนเต้นแรง พลอยทำให้น้ำในขวดที่เธอถืออยู่เดือดปุดๆ เธอค่อยๆ ยื่นหน้าจากที่ซ่อนมองไปที่ลานจอดรถอีกครั้ง

เห็นรถของผู้ชายคนนั้น กำลังเคลื่อนออกไป ขณะที่ ถุงแป้งเดินไปทางตึกเรียน นัทธมนวิ่งตามรถของเขาโดยไม่รู้เหตุผล กฤตย์มองหน้าปัดรถตัวเอง เห็นความร้อนขึ้นสูงมาก ถึงกับบ่นอุบ

"ก็เพิ่งไปเช็กเครื่องมานี่นา...สงสัยต้องเข้าศูนย์อีกแล้ว" กฤตย์เร่งความเร็วรถจนนัทธมนวิ่งไล่ไม่ทัน

เธอได้แต่ยืนหอบเหนื่อย มองตาม สงสัยว่าเขาเป็นใคร...ครู่ต่อมา กฤตย์รีบเอารถเข้าอู่ให้ช่างเช็กเครื่องยนต์ ช่างตรวจดูอย่างละเอียด ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ กฤตย์งงว่าเกิดอะไรขึ้น...

นัทธมนนั่งอยู่หลังห้องเรียน  มองถุงแป้งซึ่งนั่งเรียนอยู่แถวแรกหน้าห้องอย่างใจจดใจจ่อ พอหมดชั่วโมงเรียน นัทธมนรีบเข้ามาทักถุงแป้งว่าจำเธอได้หรือเปล่า ถุงแป้งจำนัทธมนได้ ชวนเธอมานั่งเรียนด้วยกันชั่วโมงต่อไป นัทธมนอยากรู้ว่าใครมาส่งถุงแป้งแต่ไม่กล้าถามตรงๆ แกล้งถามว่ามาเรียนอย่างไร

"น้ากฤตย์มาส่ง"

นัทธมนนิ่งอึ้ง เมื่อได้ยินชื่อกฤตย์ ถุงแป้งแปลกใจว่าทำไมเงียบไป นัทธมนบอกว่าไม่มีอะไร ตัวเธอนั่งรถเมล์มาเรียนหนังสือเอง พักนี้พ่อของเธองานยุ่งมาส่งไม่ได้ ถุงแป้งว่าอีกหน่อยชินทางแล้ว เธอคงต้องมาเรียนเองเหมือนกัน...

ตกดึก นัทธมนฝันว่านอนมองหนังสือเรื่องสาวเครือฟ้าอยู่ในห้อง หน้าสุดท้ายที่ขาดหายไปยังเป็นปริศนาคาใจเธออยู่ ขณะเธอกำลังนอนคิดเพลินๆ ได้ยินเสียงนิกรดังขึ้น

"ยังไม่นอนอีกเหรอลูก"

นัทธมนหันไปมองตามเสียง เห็นนิกรเลือดอาบหน้า เธอสะดุ้งตกใจตื่นใจคอไม่ดี

ooooooo

นัทธมนเล่าความฝันเมื่อคืนให้แม่ฟังด้วยสีหน้า ไม่สบายใจ ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินซื้อของอยู่แถวตลาดพาหุรัด มนทิราปลอบว่าอย่าคิดมาก มันเป็นแค่ความฝัน เท่านั้น

"คอยดูนะ ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรไป หนูจะไม่ยอมยกโทษให้พวกที่ทำงานท่านเลย"

สองแม่ลูกเดินผ่านร้านถ่ายรูปร้านหนึ่ง มีรูปประพจน์ ในชุดนายพลเต็มยศติดกรอบโชว์อยู่หน้าร้าน นัทธมนสะดุดตารูปนั้นมากจนต้องหยุดดู ด้วยความอยากรู้ เธอชวนแม่เข้าไปถามเจ้าของร้าน

"อ๋อ...รูปนายพลประพจน์ แกเคยเป็นคนใหญ่คนโต ทำงานอยู่ในกระทรวง...ตายไปสิบกว่าปีแล้วมั้ง...แต่ก่อน แกมาถ่ายรูปที่นี่บ่อย"

"หนูรู้จักคนนี้แน่ๆ" นัทธมนหันไปบอกแม่

"หนูจะไปรู้จักท่านได้ยังไง ตอนท่านตาย แม่ว่าหนูยังไม่ทันเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ"

นัทธมนพึมพำว่าเธออาจจะรู้จักผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ชาติที่แล้วก็เป็นได้ มนทิราได้ฟังถึงกับอึ้ง รีบชวนลูกออกจากร้านถ่ายรูป ทั้งคู่เดินซื้อของกันต่อ ขณะที่นัทธมนหยุดซื้อน้ำดื่ม

มนทิรายืนรอลูกไม่ทันระวัง รุจน์ลอบมาด้านหลังกระชายสร้อยคอของเธอวิ่งหนี มนทิราร้องโวยวายลั่น ชี้ไม้ชี้มือไปทางรุจน์

"ช่วยด้วยๆ คนกระตุกสร้อย"

นัทธมนมองตามมือแม่ เห็นหลังหัวขโมยไวๆ รุจน์วิ่งเลี้ยวหัวมุมตึก ทำให้นัทธมนเห็นหน้าเขาแว่บหนึ่ง ก่อนจะวิ่งตาม  รุจน์เผ่นแน่บโดยมีนัทธมนวิ่งตามไม่ห่าง  เธอเห็นป้ายโฆษณาบนตึกข้างหน้า เพ่งพลังไปที่ป้ายหวังจะให้หล่นใส่หัวรุจน์ ด้วยความที่ยังควบคุมพลังไม่ค่อยได้ ป้ายเลยหล่นเฉียดเขา รุจน์หนีรอดไปได้

จากนั้น สองแม่ลูกไปแจ้งความที่โรงพัก นัทธมนบอกรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายให้ตำรวจสเกตช์ภาพได้เหมือนมากทั้งที่เห็นขโมยเพียงแว่บเดียว มนทิราอดเป็นกังวลไม่ได้...

ขณะแกมแก้วกำลังเดินเล่นอยู่ภายในบริเวณบ้านกฤตย์ รุจน์แอบมองอยู่ริมรั้ว  พอเห็นปลอดคนรีบปีนรั้วเข้ามาหา แกมแก้วตกใจเหลียวมองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก เกรงจะมีคนเห็น ตะคอกถามว่ามาทำไม

"คุณแกมแก้วครับ...คือผมกำลังเดือดร้อน"

"มันเรื่องของแก ถ้าแกไม่รีบออกไปจากที่นี่ ฉันจะเรียกตำรวจมาจับแก"

รุจน์ไม่เชื่อว่าแกมแก้วจะกล้าเรียกตำรวจ แกมแก้วท้าว่าถ้าเขาอยากลองดีก็ได้ เพราะตอนนี้เธอไม่มีอะไรต้องเสียอีก แล้ว รุจน์จ้องหน้าหยั่งเชิง ทันใดนั้นมีเสียงป้าสร้อยเรียกแกมแก้ว ดังมาแต่ไกล รุจน์เห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งหนีก่อนปีนรั้วออกไป เขาหันมาบอกว่า จะกลับมาหาเธออีก...

กฤตย์เข้ามาในโรงเก็บรถ เดินไปที่รถคันในสุด ซึ่งมีผ้าคลุมไว้ เปิดผ้าคลุมออกเห็นรถโฟล์กเต่าเก่าๆฝุ่นจับหนา เขามองมันอย่างเศร้าสร้อย พลันภาพในอดีตผุดเข้ามาในความคิดคำนึงของกฤตย์

วันนั้น เป็นวันที่ประพจน์พาคุณหญิงผกากับผาณิต วรดา ปิติ และกฤตย์มาดูรถที่โชว์รูมขายรถมือสอง คุณหญิงผกาทักท้วงว่าทำไมไม่ซื้อรถใหม่ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องซ่อมแซม

"ดูรถมือสองดีๆก็พอแล้ว ยังเด็กอยู่ เอาไว้ขับคล่องแล้วค่อยซื้อมือหนึ่ง"

คุณหญิงผกาคิดว่าประพจน์จะซื้อรถให้ผาณิต เลยแนะให้ซื้อรถยุโรปซึ่งแข็งแรงทนทานกว่า แต่พอรู้ว่าเขาจะซื้อรถให้วรดา คุณหญิงผกาชักสีหน้าไม่พอใจ ส่วนผาณิตทั้งอายทั้งเสียหน้าวิ่งร้องห่มร้องไห้ออกมาข้างนอก คุณหญิงผการีบวิ่งตามมาถามว่าจะไปไหน

"จะให้หนูอยู่ทำไมล่ะคะ หนูอายแทบจะแทรกแผ่นดินอยู่แล้ว ชิ้นแรกก็รถ ชิ้นต่อไปอะไรอีกล่ะคะ ไม่แคล้วสองแม่ลูกนั่นจะเอาสมบัติคุณพ่อไปจากเราหมดรึเปล่าคะ"

"เพราะอย่างนั้นน่ะสิ เราถึงยิ่งต้องอยู่...จะให้มันมาชุบมือเปิบไปง่ายๆไม่ได้"

"แล้วต้องทนดูมันอีกนานแค่ไหนล่ะคะ...คุณแม่ก็เห็นว่าตอนนี้มันได้ทุกอย่าง ผู้ชายก็มารุมรัก คุณพ่อก็ยกย่องเอาใจมัน แล้วหนูล่ะคะ"

"หนูต้องเป็นผู้ชนะ ช้าๆได้พร้าเล่มงามนะลูก แม่สัญญา คนที่ต้องเสียทุกอย่างคือวารีกับนังวรดา..."

วรดาตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้จะเลือกรถคันไหนดี ปิติพยายามเอาอกเอาใจวรดา ชี้ชวนให้ดูรถคันโน้นคันนี้แต่ไม่ถูกใจเธอสักคัน กฤตย์เดินไปที่รถโฟล์กเต่าแล้วมองสำรวจรอบคัน วรดาตามไปดูใกล้ๆ

"คันนี้น่ารักดีนะ ผมว่าเหมาะกับวรดา"

ปิติตามมายืนข้างๆวรดา ติงว่า "เครื่องยนต์อยู่ด้านหลัง จะดูแลลำบากนะครับ"

"รดาชอบคันนี้ค่ะ เล็กกำลังดี" วรดาตัดสินใจได้ในที่สุด

ประพจน์รีบหันไปเรียกเซลล์ขายรถ บอกว่าลูกสาวของเขาสนใจรถคันนี้ พร้อมทั้งขอตรวจประวัติรถก่อนทำสัญญาซื้อขาย กฤตย์กับวรดายิ้มให้กัน ขณะที่ปิติหน้าเจื่อน

ooooooo

กว่าคณะของประพจน์จะกลับถึงบ้านก็ใกล้ค่ำ สร้อยเข้ามารายงานคุณหญิงผกาว่าเมื่อตอนกลางวัน มีชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวโทรมๆท่าทางไม่น่าไว้ใจมาหา บอกว่าชื่อรุจน์ คุณหญิงผกายิ้มกริ่ม คิดในใจว่ารุจน์มาได้เวลาเหมาะเจาะจริงๆ เธอกำลังต้องการคนที่จะมาจัดการวารีกับวรดาพอดี...

ทันทีที่กลับถึงบ้าน ผาณิตลอดรั้วเข้าไปหาแกมแก้ว ระบายความแค้นให้ฟัง แกมแก้วเหลือบเห็นกระป๋องสีทาบ้านตั้งอยู่แถวนั้น ยุส่งให้ผาณิตเอาสีไปราดรถของวรดาเพื่อแก้แค้น ผาณิตเห็นดีเห็นงามไปด้วย รอจนปลอดคน หิ้วกระป๋องสีไปที่รถโฟล์กเต่า ก่อนที่ผาณิตลงมือ คุณหญิงผกาเข้ามาห้ามไว้ทัน แล้วลากเธอมาที่มุมลับตาคน เตือนว่าขืนทำอย่างนั้นมีหวังโดนพ่อเล่นงานอ่วมแน่

"ช่างซิ ขอให้หนูหายเจ็บใจเป็นพอ"

"แม่หาคนที่จะทำให้เราหายเจ็บใจเจอแล้ว...รับรองว่ามันทำงานให้เราได้ทุกอย่าง...อย่างที่ไม่มีใครกล้าทำ" คุณหญิงผกายิ้มเหี้ยม...

ปิติกับกฤตย์พร้อมใจกันเสนอตัวจะเป็นคนสอนวรดาขับรถ การที่วรดาเลือกกฤตย์สอนขับรถให้ยิ่งทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้น...เย็นวันหนึ่ง กฤตย์ขับรถโฟล์กเต่าพาวรดามานั่งเล่นริมน้ำ ตัดสินใจว่าจะเอากระดาษหน้าสุดท้ายของหนังสือเรื่องสาวเครือฟ้ามาถามวรดา แต่เธอกลับลุกพรวดพราดวิ่งไปหาคนขายขนมสายไหมที่ผูกเป็นถุงเดินขายอยู่ริมถนน กฤตย์เอากระดาษเก็บใส่กระเป๋าอย่างเดิมแล้ววิ่งตาม

วรดาซื้อขนมสายไหมสองถุง แล้วชวนกฤตย์มานั่งกินในรถอย่างมีความสุข สายไหมติดปากกฤตย์ วรดาเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดให้ ทั้งคู่มองสบตากัน วรดาเขินก้มมองนาฬิกา เห็นเลยเวลามากแล้ว ชวนเขากลับ

"ผมไม่เคยรู้สึกว่าใช้เวลาคุ้มเท่าวันนี้มาก่อนเลยในชีวิต"

"ถ้ารดาเป็นอะไรไป...ฝากรถคันนี้ไว้ด้วยนะ อย่างน้อยมันก็ทำให้วันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดอีกวันหนึ่งของรดา"

"คุณไม่เป็นอะไรหรอก เราต้องนั่งรถคันนี้ไปไหนด้วยกันอีกนานแสนนาน"

วรดาอบอุ่นหัวใจกับคำพูดของกฤตย์   ส่วนกฤตย์

มีความสุขมากจนลืมถามเรื่องกระดาษหน้าสุดท้าย...กฤตย์ตื่นจากภวังค์ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ซบหน้ากับพวงมาลัยรถโฟล์กเต่า ร้องไห้สะอื้นเบาๆอยู่คนเดียว

ooooooo

ถุงแป้งบ่นกับนัทธมนเซ็งๆว่าอุตส่าห์ตั้งใจมาเรียนแต่อาจารย์กลับไม่มาสอน   แล้วชวนนัทธมนไปเที่ยวบ้านพักของเธอแก้เซ็ง เผื่อเจอน้ากฤตย์ ถุงแป้งจะได้แนะนำให้ได้รู้จัก นัทธมนลังเล

"ไปมั้ย...ไปนะ...เนี่ย...กลับไปคนเดียว แป้งก็ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน"

นัทธมนทนเสียงรบเร้าของถุงแป้งไม่ไหว ยอมไปด้วย ระหว่างนั่งรถตุ๊กตุ๊กไปบ้านกฤตย์ ถุงแป้งพูดแจ้วๆไปตลอดทาง แต่นัทธมนไม่ได้ยิน นั่งกุมมือตัวเอง ใจสั่นระทึก ไม่นานนักรถตุ๊กตุ๊กแล่นผ่านบ้านโบราณ นัทธมนถึงกับตาโตรู้สึกคุ้นๆรถตุ๊กตุ๊กแล่นผ่านไปยังบ้านกฤตย์ที่อยู่หลังติดกัน ถุงแป้งสั่งคนขับรถตุ๊กตุ๊กให้จอด นัทธมนลงมายืนมองไปรอบบริเวณอย่างตื่นๆ ถุงแป้งชี้ไปที่บ้านตรงหน้า

"บ้านหลังนี้ คือบ้านน้ากฤตย์ที่แป้งพักอยู่ไง...ไป เข้าไปด้านในกัน"

"บ้านหลังนั้น..." นัทธมนหันไปมองบ้านโบราณที่อยู่ติดกันอย่างเลื่อนลอย

"น้ากฤตย์เขาซื้อต่อจากนายพล...อะไรสักอย่างนี่แหละทำออฟฟิศ"

"นายพล...ประพจน์"

ถุงแป้งพยักหน้า ถามว่ารู้จักหรือ นัทธมนไม่แน่ใจ ถุงแป้งเปิดประตูรั้วเดินนำนัทธมนเข้ามา นัทธมนมองสำรวจไปรอบตัว ถุงแป้งเล่าเรื่องต่างๆในบ้านให้ฟัง แต่ดูเหมือนนัทธมนจะรู้เรื่องเหล่านั้นทั้งๆที่ไม่เคยมาที่นี่ ถุงแป้งเล่าอีกว่า น้ากฤตย์ยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่งชื่อแกมแก้ว เธอไม่เคยชอบน้าคนนี้นัก

นัทธมนได้ยินชื่อแกมแก้ว หยุดกึก"...แก้ว"

"ใช่แกมแก้ว...เพี้ยง...อย่าอยู่เลยวันนี้ ขี้เกียจตอบว่า

พาใครมาเที่ยวบ้าน แกเรื่องมาก...เดี๋ยวนัทรอเราอยู่แถวนี้ก่อนนะ ขอเข้าไปดูลาดเลาในบ้านแป๊บนึง เผื่อแกอยู่ จะได้ทำเป็นเกริ่นๆขออนุญาตแกหน่อย แต่ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว" ถุงแป้งวิ่งเข้าไปในตัวบ้าน

นัทธมนรีบเดินหลบไปอีกทางหนึ่ง ตรงไปยังโรงเก็บรถมองเข้าไปเห็นรถโฟล์กเต่า ฝุ่นเกาะหนาเตอะถึงกับชะงัก ก่อนเดินเข้าไปลูบไล้ ก้มมองผ่านกระจกเข้าไปในตัวรถ เห็นมีข้าวของวางอยู่ นัทธมนลองจับที่เปิดประตู มันไม่ได้ล็อก ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปนั่ง รื้อค้นข้าวของในช่องเก็บของหน้ารถออกมาดู

เห็นอะไรบางอย่างถึงกับตาโตก่อนหยิบใส่กระเป๋านักเรียนของตัวเอง นัทธมนกวาดตามองที่พื้นรถเห็นตุ๊กตาตัวเล็กๆหล่นอยู่หนึ่งตัว เธอนั่งจ้องมองเขม็ง แปลกใจที่ตุ๊กตาก็เหงาเป็น...

ด้านถุงแป้งเห็นกฤตย์นั่งใจลอยอยู่ริมสระว่ายน้ำ เดินเข้ามาถามว่าแกมแก้วไปไหน ได้ความว่าไปโรงพยาบาล ถุงแป้งถอนใจโล่งอก บอกกฤตย์ว่าเธอพาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน เกรงว่าแกมแก้วจะไม่พอใจ แล้วชวนกฤตย์ไปพบกับเพื่อนของเธอ กฤตย์ปฏิเสธว่าไม่อยากเจอ

"ไม่เอาล่ะ น้ากฤตย์น่ะ ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีหน่อยสิ อย่าให้แป้งเสียหน้า"

ถุงแป้งคะยั้นคะยอจนกฤตย์ยอมเดินตามมาหน้าบ้าน นัทธมนไม่อยู่ตรงนั้น ถุงแป้งเดินตามหาเพื่อนไปทางโรงเก็บรถ พร้อมกับตะโกนเรียก "นัทธมนๆ" ไม่มีเสียงตอบ นัทธมนได้ยินเสียงถุงแป้งใกล้เข้ามา รีบปิดกระเป๋านักเรียน ก้าวลงจากรถ ปิดประตูตามหลังแรงไปหน่อย เสียงดังปัง นัทธมนหน้าตื่น รีบหาที่ซ่อน

เสียงปิดประตูรถดังเข้าหูกฤตย์กับถุงแป้ง กฤตย์ตำหนิเพื่อนของถุงแป้งว่าซนมาก สองน้าหลานรีบเดินเข้าไปในโรงเก็บรถ แต่ต้องชะงัก เห็นแต่ความว่างเปล่าไม่มีใคร

"น้าว่าได้ยินเสียงปิดประตูรถอยู่เลยนะ เมื่อกี้"

"ใช่ค่ะ...หรือว่าเสียงลม"

กฤตย์เดินสำรวจจนใกล้จะถึงที่ที่นัทธมนซ่อนตัวอยู่ หญิงสาวกำกระเป๋านักเรียนแน่น หลับตาปี๋ใจเต้นระทึก กลัวถูกจับได้ว่าขโมยของในรถ เสียงถุงแป้งพูดขึ้นว่า นัทธมนคงรอนานเลยกลับไปแล้ว กฤตย์พยักหน้ารับรู้ ชวนถุงแป้งออกไป นัทธมนถอนใจโล่งอก...

ขณะมนทิรากำลังยกสำรับมื้อค่ำขึ้นโต๊ะอาหาร นัทธมนเล่าเรื่องตื่นเต้นที่เกิดขึ้นให้ฟัง มนทิราตำหนิลูกที่ริอ่านเป็นขโมย เที่ยวไปหยิบของที่ไม่ใช่ของตัว แล้วสั่งให้เอาไปคืน

"คุณแม่คะ หนูรู้แล้วค่ะว่าชาติที่แล้วหนูคือใคร หนูชื่อวรดา แต่ที่หนูยังไม่รู้ก็คือเกิดอะไรขึ้นกับเธอ"

"วรดาไหน...หนูรู้ได้ยังไง"

นัทธมนหยิบใบขับขี่ของวรดาที่ขโมยจากรถโฟล์กเต่ายื่นให้แม่ มนทิรามองดูรูปวรดาซึ่งหน้าตาเหมือนนัทธมนราวกับคนคนเดียวกันอย่างหวั่นใจ พูดกลบเกลื่อนว่าแค่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้น

"อย่าหลอกตัวเองเลยค่ะ คุณแม่...นี่มันรูปหนูชัดๆ" นัทธมนจ้องใบขับขี่ของวรดาเขม็ง

"แล้วตอนนี้ วรดาเขาเป็นยังไงมั่งล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเขา"

นัทธมนไม่รู้ แต่เธอต้องค้นหาคำตอบให้ได้ จังหวะนั้น นิกรกลับจากทำงานเข้ามาในสภาพเหนื่อยล้า มนทิราชวนกินข้าว นิกรยังไม่หิว ขอตัวขึ้นไปนอนพักก่อน สองแม่ลูกมองตามนิกรเดินโผเผขึ้นห้องด้วยความเป็นห่วง นัทธมนเคืองจัดที่พ่อกลับมาในสภาพนี้ทุกวัน บ่นอุบว่าท่านถูกใช้ให้ทำงานหนักราวกับเป็นทาส

ooooooo

กฤตย์ไม่พอใจปณิตามาก ที่สั่งวัสดุก่อสร้างลอตใหม่เข้ามา ต่ำกว่าสเปกที่นิกรกำหนด โดยไม่แจ้งให้เขาทราบ เขาเลยต้องเรียกประชุมทีมงานเพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้

"ใช้ลอตใหม่ให้หมดไปก่อนไม่ได้เหรอ" ปณิตาพูดเอาแต่ได้

"แล้วใครจะรับผิดชอบ เกิดตึกมันถล่มลงมา" กฤตย์ หน้าเครียด ขณะที่ปณิตาชักสีหน้าไม่พอใจ...

วันนี้ นัทธมนไม่ต้องไปเรียนหนังสือ เลยมีเวลาว่างสืบเรื่องของวรดา ศักดินันท์ เธอค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ได้เพียงรูปภาพของวรดาในชุดนักเรียน ม.ปลายของโรงเรียนแห่งหนึ่งตั้งแต่ปีการศึกษา 2532 นัทธมนจดข้อมูลนั้นใส่กระดาษโน้ต แล้วรีบแต่งตัวออกไป

ในเวลาต่อมา นัทธมนมาถึงโรงเรียนที่วรดาเคยเรียน รอจนนักเรียนกลับไปหมด จึงเดินลัดเลาะมาจนถึงห้องธุรการ ใช้พลังพิเศษลอบเข้าห้องธุรการสำเร็จ ค้นเอกสารประวัติส่วนตัวและประวัติการศึกษาของวรดาจนเจอ พ่อของวรดาชื่อนายพลประพจน์ ศักดินันท์ ส่วนแม่ชื่อวารี การะเกษ

นัทธมนเก็บเอกสารกลับที่เดิม แล้วย่องออกจากห้องธุรการ ตรงกลับบ้าน รายงานความคืบหน้าเรื่องของวรดาให้พ่อกับแม่ทราบ นิกรจำนายพลประพจน์ พ่อของวรดาได้ว่าเป็นนักการเมืองใหญ่ เป็นถึงเจ้ากระทรวง สมัยนั้นไม่มีใครไม่รู้จัก และเท่าที่นิกรจำได้ดูเหมือนเขาจะตายด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว

"หนูอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนู แล้วก็แม่ของหนู"

"แม่เป็นแม่ของลูกคนเดียวไม่พอใช่ไหม" มนทิรา ตัดพ้อด้วยความน้อยใจ

"เอ่อ...หนูหมายถึงแม่ของวรดาเขาน่ะค่ะ"

"แม่พูดนี่ หนูไม่ฟังแม่เลยใช่ไหม...หนูรู้ไหม...บางทีเหตุผลของการที่โลกไม่อยากให้เราจำอดีตชาติได้ ก็คงมีเงื่อนไขของเขา จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทุกคนจำอดีตของตนได้หมด การจองเวรล้างแค้นมันจะไม่เกิดขึ้นทั่วไปเหรอ...หนูจะจำมันไปทำไม"

"หนูลืมมันไม่ได้"

"หนูลืมมันไปแล้วต่างหาก...แต่ที่หนูทำ หนูกำลังจะขุดเวรขุดกรรมขึ้นมาอีก" มนทิราทั้งน้อยใจทั้งเสียใจ เดินหนีขึ้นมานั่งร้องไห้อยู่ในห้องนอน นัทธมนตามเข้ามากอด ขอโทษที่ทำให้แม่ต้องร้องไห้

"แม่เป็นห่วงหนูนะลูก แม่รักหนูนะ" มนทิรากอดลูกตอบ

"หนูเข้าใจค่ะ   แต่ทั้งหมดนี่มันคือตัวหนูนะคะ   มันคือเลือดคือเนื้อของหนู...มันคงเป็นเวรเป็นกรรมของหนูเองแหละค่ะ" นัทธมนไม่สบายใจนัก ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดหรือทำถูกที่พยายามขุดคุ้ยเรื่องนี้...

บ่ายวัน รุ่งขึ้น ถุงแป้งกำลังจะเข้าห้องเรียนเจอนัทธมนหน้าห้อง เลยต่อว่าที่วันก่อนแอบหนีกลับโดยไม่บอกกล่าว นัทธมนอ้างว่าปวดท้องเลยต้องรีบกลับ ถุงแป้งชวนนัทธมนไปเที่ยวบ้านอีกหลังเลิกเรียนเพื่อล้างโทษวันก่อน นัทธมนอ่อนใจ ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน กฤตย์พาลูกค้าชมโครงการที่ไซต์งาน โดยมีปณิตากับนิกรเดินตาม   ปณิตาแอบต่อว่านิกรตลอดทาง  หาว่าเป็นตัวการทำให้โครงการต้องล่าช้า  แค่ผิดสเปกนิดๆหน่อยๆน่าจะปล่อยผ่าน นิกรได้แต่ก้มหน้าเริ่มปวดหัวตุบๆ กฤตย์ซึ่งกำลังคุยกับลูกค้าต้องคอยหันมาปรามปณิตาเป็นระยะๆ...

นัท ธมนใจคอไม่ดี อยู่ๆดินสอที่กำลังจดงานหักคามือคล้ายเป็นลางร้าย พอหมดชั่วโมงเรียน นัทธมนหันไปบอกถุงแป้งว่าวันนี้คงไปด้วยไม่ได้ ขอตัวกลับก่อน รู้สึกไม่สบายใจ เป็นห่วงแม่รีบผลุนผลันออกไป...

พอ กฤตย์เผลอปณิตาก็เล่นงานนิกรอีก แถมขู่ว่าโครงการไหนที่เขารับผิดชอบ เธอจะตามไปรังควาญทุกที่ นิกรเครียดจัด ปวดหัวจนตาลาย เดินโงนเงน ก่อนจะหงายหลังตกจากระเบียงตึกลงไป หัวกระแทกพื้น กฤตย์ตกใจแทบช็อก ร้องเรียกนิกรเสียงหลง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:55 น.