สมาชิก

ด้วยแรงอธิษฐาน

ตอนที่ 16

ขณะนัทธมนกำลังนั่งสมาธิ มีเสียงวรดาตัดพ้อต่อว่ากฤตย์ลอยมาตามสายลม นัทธมนลืมตาขึ้นมองเสียงนั้นก็เงียบไป มนทิรายังคงนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ใกล้ๆ นัทธมนไม่แน่ใจว่าหูแว่วไปเองหรือเปล่า จึงหลับตาลงอีกครั้งหนึ่ง มีเสียงวรดาดังขึ้นอีก

"รดาทำผิดอะไร รดาทำอะไรให้คุณแค้นเคือง...ทำไมคุณถึงได้ตั้งใจที่ฆ่ากันอย่างเลือดเย็น ชังกันมากนักเหรอ ถึงจะปล่อยให้อดตายอยู่ในหลุมหลบภัยนี้...รดาทำผิดอะไรคะ"

นัทธมนร่างโปร่งใสในชุดนุ่งขาวห่มขาว เดินตามเสียงสะอื้นของวรดาเข้ามาในหลุมหลบภัย เธอรู้สึกไม่คุ้นเคยเดินตามเสียงคร่ำครวญไปจนเห็นวรดานอนร้องไห้อยู่ที่พื้น หายใจรวยริน เหมือนคนใกล้ตาย

"ปล่อยรดาไปเถอะค่ะ ปล่อยรดาไปเถอะ สงสารรดาเถอะ"

นัท ธมนตกใจ รีบวิ่งเข้าไปประคองวรดา แต่ร่างโปร่งใสของเธอไม่สามารถขยับหรือหยิบจับอะไรได้เลย นัทธมนได้แต่เดินวนไปมาไม่รู้จะช่วยอะไร วรดายกมือขึ้นพนมอย่างลำบากยากเย็น พยายามรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย อธิษฐานว่า

"ลูกรู้ดีว่าบาปนักที่ รู้จักแต่ความแค้น ไม่รู้จักให้อภัย แต่ขอสักครั้งเถิด ลูกสุดจะทนแล้ว ชาตินี้เกิดมาโง่เขลา ขี้ขลาด... อ่อนแอ...หูเบาเป็นทาสเขามาตลอด จึงต้องมาตายอนาถเยี่ยงนี้..."

นัทธมนพูดกับวรดา ขณะที่เธอเว้นจังหวะหายใจ "วรดา... อย่าอาฆาตใครเลยนะ เราเองแหละ ที่จะเป็นคนเจ็บปวด" คำพูดเหล่านี้วรดาไม่สามารถได้ยิน เธออธิษฐานต่อด้วยความเคียดแค้น

"ชาติภพต่อไป ลูกขอสาบานว่าจะเป็นคนมีกำลังกาย กำลังใจแข็งกล้ามีอำนาจเหนือใคร ชีวิตนี้ลูกขอยกให้พวกเขา" วรดาน้ำตาอาบแก้ม นัทธมนส่งเสียงทั้งห้ามทั้งขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้แต่ไม่เป็นผล

"...แต่ชีวิตหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาและพวกมันทำไว้กับลูก...ลูกขอเอาคืน"

มือที่พนมของวรดาตกลง เธอขาดใจตาย นัทธมนตะลึง ทำอะไรไม่ได้ มองวรดาสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา ร่างโปร่งใสของนัทธมนค่อยๆจางหายไป...

นัท ธมนนั่งสมาธิน้ำตาไหลพรากด้วยความสงสารวรดา นั่งพึมพำเรียกชื่อผู้หญิงคนนั้น ทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ ร่างไร้วิญญาณของวรดาที่อยู่อีกภพหนึ่งพลอยมีน้ำตาไหลรินอาบแก้มไปด้วย...

มนทิร าได้ยินลูกเรียกชื่อวรดาๆ จึงลืมตาขึ้นมอง เห็นนัทธมนนั่งหลับตาน้ำตาไหล เขย่าตัวเรียกเบาๆ นัทธมนสะดุ้ง ลืมตามองแม่ด้วยดวงตาแดงช้ำ มนทิราถามว่าเป็นอะไรไป ถึงได้นั่งสมาธิแล้วร้องไห้

"หนู...หนูเห็นวรดา แต่หนูทำอะไรไม่ได้เลย หนูช่วยอะไรวรดาไม่ได้เลย"

"ไม่เป็นไรแล้วลูก ไม่มีอะไรแล้ว หนูกลับมาแล้วไม่ต้องกลัว" มนทิราดึงลูกมากอดปลอบใจ นัทธมนสะอื้นเบาๆ เช็ดน้ำตากับชายเสื้อตัวเอง...

จาก นั้นไม่นาน มนทิราเดินมาส่งนัทธมนที่จอดรถ นัทธมนยังสงสัยไม่หายว่าทำไมร่างของเธอถึงไม่มีน้ำหนัก เป็นเพียงแค่กายทิพย์ที่ไม่มีใครเห็น ไม่เหมือนครั้งที่เธอนั่งสมาธิกับพระธุดงค์รูปนั้น

"คราวนั้นอาจจะเป็นเพราะญาณสมาธิของท่านช่วยเอื้อไปกับหนูด้วยก็เป็นได้"

"วรดาเขาตายไปอย่างน่าสงสารมากนะคะคุณแม่"

"ลูกควรจะสงสารตัวเองมากกว่านะลูก ชีวิตวรดาน่ะจบไปแล้ว แต่ชีวิตหนูยังต้องดำเนินต่อไปนะลูก"

"ทุกอย่างมันใกล้จะถึงจุดจบแล้วล่ะค่ะ คุณแม่"

มนทิร าได้แต่ถอนหายใจ เป็นกังวล ส่งลูกขึ้นรถกลับไปแล้ว เธอยกมือขึ้นพนม อธิษฐานขอให้บุญกุศลที่ตัวเธอเคยสร้างไว้ช่วยนำทางสว่างให้กับลูกของเธอ ด้วย...

อาการประสาทหลอนของปณิตากู่ไม่กลับแล้ว เธอเห็นทุกคนที่เข้าใกล้มีหน้าตาเป็นภูตผี ปีศาจไปหมด คิดว่าพยาบาลที่มาฉีดยาให้จะมาทำร้าย ปณิตากรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว

ooooooo

พรุ่ง นี้เป็นวันสุดท้ายที่นัทธมนจะมาทำงานให้ กฤตย์  เธอเริ่มเก็บข้าวของส่วนตัวใส่ลังกระดาษ   กฤตย์ มองด้วยสายตาละห้อย ออกปากขอเลี้ยงส่งเธอเย็นนี้สักมื้อ นัทธมนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง

"อยากทำอะไรก็ทำนะ ฉันเปิดโอกาสให้เธอเต็มที่"

"ไม่ต้องห่วงค่ะ...หนูทำแน่ๆ"

นัท ธมนมองสบตากฤตย์อย่างแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ขณะที่กฤตย์ยอมรับการแก้แค้นที่จะเกิดขึ้นแต่โดยดี  ครู่ต่อมา กฤตย์พานัทธมนมานั่งกินอาหารค่ำที่ร้านอาหารหรูบรรยากาศดีแห่งหนึ่ง  เขาออกปากขอโทษที่เคยไปป่วนบ้านของเธอ

นัทธมนตำหนิว่าผ่านมาหลายวันแล้วทำไมเพิ่งจะมาขอโทษ

"ฉันพยายามลืม ไม่อยากจะพูดถึงมัน" กฤตย์หน้าหม่นหมอง

"เป็นวิธีการที่ดีนะคะ ล้างความผิดตัวเอง ด้วยการลืมและไม่อยากพูดถึง"

กฤตย์ ขอร้องว่าในเมื่อมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายของเราสองคน นัทธมนช่วยพูดคุยกับเขาดีๆได้ไหม หญิงสาวพยักหน้า กฤตย์ขอบคุณ แล้วถามว่าพรุ่งนี้เธอจะมาทำงานไหม

"ค่ะ...มีงานที่ค้างอยู่ ต้องทำให้เสร็จ แล้วก็จะเก็บของด้วย"

"หลังจากพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีกไหม" กฤตย์เอื้อมมือมาจับมือนัทธมน แต่เธอค่อยๆดึงมือออก

"เราไม่ควรจะเจอกันตั้งแต่ต้นแล้วด้วยซ้ำ" นัทธมนรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก...

หลัง กินมื้อค่ำเสร็จ กฤตย์ขับรถมาส่งนัทธมนที่บ้าน เห็นรถของติสรณ์จอดรออยู่หน้าบ้าน ติสรณ์ลงจากรถ ถามนัทธมนว่าไปไหนมา กฤตย์ตอบคำถามแทนว่า

"ฉันพานัทธมนเขาไปกินอาหารมาหน่อย คงไม่ว่าอะไรนะ"

"ไม่เป็นไรครับ พอดีผมเห็นว่าดึกแล้ว คุณแม่เขาก็ไม่อยู่ก็เลยเป็นห่วง"

กฤตย์ ถามนัทธมนว่าแม่ของเธอไปไหน ได้ความว่าไปนั่งสมาธิที่สำนักปฏิบัติธรรม กฤตย์พยักหน้ายืนเก้ๆกังๆเหมือนเป็นส่วนเกิน ทั้งสามคนต่างเงียบ ได้แต่มองหน้ากันไปมา กฤตย์ทนนิ่งเงียบไม่ไหว หันไปชวนติสรณ์ขับรถกลับออกไปพร้อมกัน ติสรณ์ยังไม่ทันพูดอะไร นัทธมนชิงพูดขึ้นก่อน

"คุณกลับไปก่อนเถอะ ติสรณ์เขาค้างที่นี่"

"ก็เธอบอกว่าแม่ไม่อยู่"

"ไม่มีผู้ใหญ่อยู่แหละดี...ติสรณ์เขาก็แอบมาค้างบ่อยๆอยู่แล้ว" นัทธมนมองกฤตย์สะใจ

ติสรณ์ยืนงงอยู่สักพัก ก่อนเออออไปกับนัทธมนด้วย กฤตย์น้อยใจ ขึ้นรถแล้วขับออกไป นัทธมนทำกระเป๋าถือหล่น ก้มลงเก็บ แล้วเดินเลี่ยงเข้าบ้านไม่สนใจติสรณ์แม้แต่น้อย ติสรณ์ต้องรีบจ้ำตาม เข้ามาทรุดตัวลงนั่งในห้องรับแขก เงาสะท้อนของเขาในกระจกเงาก็นั่งลงพร้อมๆกันตามปกติ

"ฉันแอบมาค้างบ้านเธอบ่อยๆตอนไหน"

"เอาน่า...พูดอะไรก็ฟังๆไปก็แล้วกัน"

"นี่ใช้ฉันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือเปล่าเนี่ย"

"ทำไมฉันจะต้องไปใช้ตัวเร่งอะไรคุณกฤตย์เขาด้วย"

"ก็นั่นไง...แล้วไปโกหกเขาทำไม อย่างนี้ภาษาลูกผู้ชายเขาเรียกว่า...ยั่วให้หึง"

นัทธมนหมั่นไส้ที่เพื่อนรู้ทันเลยไล่กลับบ้าน ติสรณ์

ส่ายหัวไม่ว่าอะไร เดินออกจากบ้าน นัทธมนสับสนว้าวุ่นใจ ขยับไปนั่งแทนที่ติสรณ์เมื่อกี้ แต่ต้องประหลาดใจที่ไม่เห็นเงาสะท้อนตัวเองในกระจกเงา เธอโบกมือไปมา ก็ไม่มีเงาสะท้อนของตัวเอง ด้านติสรณ์เข้ามานั่งในรถ สตาร์ตเครื่อง บ่นพึมพำ

"นึกจะไล่ก็ไล่ ดีจริงๆ"

ติสรณ์มองกระจกส่องข้างรถ เห็นเงาสะท้อนของนัทธมนทำกระเป๋าถือหล่น ก้มเก็บ แล้วเดินหลุดไปจากกระจก ข้างรถ ติสรณ์แปลกใจที่คิดว่านัทธมนเดินมาส่ง เปิดประตูรถชะโงกหน้าออกมาทัก แต่กลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ติสรณ์ขยี้ตาตัวเอง บ่นอุบว่าตัวเองตาฝาดได้ขนาดนี้เชียวหรือ...

ด้านนัทธมนนั่งมองกระจกเงาที่ว่างเปล่าอยู่อึดใจ เงาสะท้อนของเธอเองก็ทรุดตัวลงนั่งสะท้อนเงากลับมาตามปกติ นัทธมนลองยกมือ เงาสะท้อนก็ยกมือเหมือนปกติ เธอพูดกับ

ตัวเองในกระจกเงา

"วรดา...นั่นเธอใช่ไหม"

"เธอก็รู้ว่าฉันไม่มีตัวตน...ฉันเป็นแค่จิตใต้สำนึกของเธอเท่านั้นเอง...เพียงแต่ว่าจิตของเธอมันแกร่งกว่าคนปกติทั่วไป จนฉันแทบจะหลุดจากเธอแน่ะ" เงาสะท้อนในกระจกยิ้ม

"ตัวฉันกับเวลา มันไม่สัมพันธ์กันใช่ไหม"

เงาสะท้อนในกระจกพยักหน้า "อำนาจมันไม่มีอะไร ได้มาฟรีๆหรอก"

"พรุ่งนี้ ฉันจะเป็นอิสระจากความแค้นทั้งปวงแล้วสินะ"

"เราต่างหาก...เราจะเป็นอิสระจากความแค้นที่ตามทวงข้ามชาติภพมา"

นัทธมนพยักหน้า สีหน้าหม่นหมอง เธอรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่จะทำในวันพรุ่งนี้...

ขณะเดียวกัน ลินจันทร์นั่งวาดรูปอยู่บนเตียงนอน สีหน้าหวาดหวั่น แกมแก้วเข้ามาต่อว่าว่าทำไมยังไม่หลับไม่นอนอีก ลินจันทร์รีบเก็บกระดาษวาดรูป โดยที่แกมแก้วไม่ทันเห็นว่าเป็นรูปอะไร

"มันกินเข้าไปได้ไหมเนี่ย ไอ้ที่แกทำๆอยู่นั่นนะ...นอนได้แล้ว ถ้ายังไม่นอน ฉันจะจับแกไปให้นังนัทธมนกินตับนะ"

พอได้ยินชื่อนัทธมน ลินจันทร์กลัวลนลาน นอนเอาผ้าห่มคลุมโปง แกมแก้วมองอย่างรำคาญ ก่อนเดินออกไป ลินจันทร์ค่อยๆเปิดผ้าห่มออกมามองรอบห้อง หยิบกระดาษแผ่นเมื่อกี้ขึ้นมาวาดรูปต่อ

ooooooo

ยามเช้าอันสดใส...ปิติกับเกตุมณีเดินมาตามทางไปสระว่ายน้ำ ปิติบ่นอยากกลับบ้าน เกตุมณีขอร้องให้อยู่ต่ออีกหน่อย เธอสังหรณ์ใจว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ทั้งสองคนมาหยุดยืนริมสระว่ายน้ำโดยไม่รู้ตัว

"ที่ตรงนี้สินะ ที่วรดาตาย"

เกตุมณียืนนิ่ง เหมือนกับจะไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิต เช่นเดียวกับปิติ อยู่ๆแกมแก้วไม่รู้มาจากไหน เดินลงไปในสระว่ายน้ำทั้งชุดอยู่บ้าน เกตุมณีร้องทักว่าทำไมไม่เปลี่ยนชุดว่ายน้ำก่อน

"แก้วไม่ได้จะลงมาว่ายน้ำเล่น...จะลงมาทำให้ตรงหลุมศพนังวรดา มันอุ่นขึ้นน่ะสิ"

ปิติมองหน้าเกตุมณีแล้วส่ายหน้า "ให้เกียรติคนตายหน่อยได้ไหม"

"แก้วไม่กลัวมันหรอก คนอื่นเขาเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าตอนตาย...แต่สำหรับนังวรดา...มันต้องเจอน้ำอย่างอื่น" แกมแก้วยิ้มสะใจ...

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่นัทธมนจะทำงานที่นี่ เธอเก็บข้าวของจะเอาไปใส่รถ เตรียมไว้ หลังเลิกงานจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย กฤตย์มองสีหน้าเศร้าหมอง ขอร้องเธอให้เก็บข้าวของตอนเขาไม่อยู่

"หนูอยากให้คุณกฤตย์ได้รับรู้ถึงบรรยากาศของการเฝ้าดูคนจากไปมั่งไงคะ"

นัทธมนยกลังเดินออกจากห้อง กฤตย์กดอินเตอร์คอมฯถามเลขาฯว่าเมสเซนเจอร์มาหรือยัง จังหวะนั้นเมสเซนเจอร์ เปิดประตูห้องเข้ามา กฤตย์เดินไปหยิบซองเอกสาร จ่าหน้าซองถึงนัทธมน กำชับว่าอาทิตย์หน้าค่อยส่งให้บุคคลนี้ตามที่อยู่หน้าซอง เมสเซนเจอร์ติงว่าอีกตั้งหนึ่งอาทิตย์

"เซอร์ไพรส์...โอกาสพิเศษน่ะ" กฤตย์ยื่นซองเอกสารให้ เมสเซนเจอร์รับมาโดยไม่คิดอะไร

นัทธมนเดินสวนเมสเซนเจอร์เข้ามาในห้อง กฤตย์มองเธออย่างแสนรัก แสนคิดถึง นัทธมนไม่ใส่ใจ ยืนมองโต๊ะทำงาน ตัวเอง สีหน้าครุ่นคิด ถามว่าโต๊ะตัวนี้ จะให้ทิ้งไว้ที่นี่รอคนอื่นมานั่งต่อไหม

"เธอคิดว่าอย่างไรล่ะ"

"ไหนๆหนูก็จะไม่อยู่แล้ว...เราน่าจะเอามันไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของก็ไม่เลวนะ...จะได้เหลือแต่ห้องโล่งๆ เหงาดี"

"ถ้ามันเป็นความสุขของเธอ ฉันก็จะจัดการให้ เดี๋ยวฉันเรียกคนมาขนไปเก็บเอง"

"ไม่ต้องก็ได้ค่ะ...ตอนเย็นๆ เลิกงานก็ได้ ตอนนี้หนู ยังใช้อยู่"

หลังเลิกงานแล้ว กฤตย์จะเรียกคนงานมาจัดการให้เอง นัทธมนกลับเสนอว่าเราสองคนช่วยกันขนเองก็ได้ กฤตย์นิ่งคิด รู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง แต่ก็ยังรับปากจะทำอย่างที่นัทธมนต้องการ...

ooooooo

นัทธมนวานติสรณ์กับถุงแป้งขับรถเอาอาหารเย็น ไปส่งมนทิราที่สำนักปฏิบัติธรรม เพื่อกันทั้งคู่ไม่ให้มาขัดขวางแผนกำจัดกฤตย์ มนทิราเห็นติสรณ์กับถุงแป้งหิ้วปิ่นโตมาวางตรงหน้า ทักว่าเอามาให้ทำไม

"นัทเขากลัวคุณแม่จะไม่มีอะไรกิน ก็เลยให้ผมขับรถเอามาถวาย"

ถุงแป้ง สวนทันทีว่าแม่ไม่ใช่พระไม่ต้องใช้คำว่า "ถวาย" ใช้คำว่า "ให้" ก็พอ แล้วหันไปทางมนทิรา "จริงๆนัทเขาอยากมาเองค่ะ แต่เขางานยุ่งน่ะค่ะ"


"แม่ถือศีล ไม่กินข้าวเย็น นัทเองเขาก็รู้นี่"

ติสรณ์ถึงกับร้องอ้าว ถุงแป้งแก้ตัวแทนเพื่อนว่าสงสัยจะงานยุ่งจนลืม มนทิราสีหน้าครุ่นคิด คนอย่างนัทธมนไม่น่าจะลืมอะไรได้ขนาดนี้...

นาฬิกา ที่ผนังห้องบอกเวลาหกโมงครึ่ง นัทธมนยังนั่งตรวจเอกสารอยู่ในห้องทำงาน กฤตย์เห็นว่าเย็นมากแล้ว เกรงว่าเธอจะกลับบ้านลำบาก จึงบอกให้ทิ้งไว้อย่างนั้น เดี๋ยวเขาทำต่อเอง นัทธมนมองนาฬิกาแล้วมองเลยออกไปนอกห้องที่เงียบกริบ พยักหน้ารับคำ ลุกขึ้นเข็นเก้าอี้จะเอาไปเก็บที่ห้องเก็บของ

"มา...ฉันเอง เดี๋ยวค่อยกลับมาช่วยกันยกโต๊ะอีกรอบ"

กฤตย์ ยกเก้าอี้ออกไป นัทธมนเดินสำรวจทั่วสำนักงานไม่เห็นมีใครอยู่ เธอเดินตามกฤตย์ไปอย่างอาฆาต...ครู่ต่อมา กฤตย์ยกเก้าอี้มาวางหน้าห้องเก็บของ เห็นกุญแจประตูห้องไม่ล็อก เหมือนมีใครบางคนรอการมาถึงของเขา กฤตย์ทำไม่รู้ไม่ชี้ เปิดประตูเดินเข้าไปในห้องรกมืดนั้นจนสุดทางนัทธมนตามมาติดๆ

กฤตย์ หันกลับมามองเธออย่างรู้ทัน "คนที่กลัวที่แคบๆอย่างเธอ ขนาดถ้ำยังไม่อยากเข้า แต่เดินตามฉันเข้ามาให้ห้องแบบนี้ คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเข้ามาแน่ๆ...ใช่ไหม วรดา"

นัทธมนจ้องหน้าเขานิ่ง "วรดา...ออกไปเพื่อพบกับคนรัก แต่เธอก็ถูกเขาหักหลัง ฟาดจนสลบแล้วลากเอาไปขังไว้ในห้องลับภายในหลุมหลบภัย"

"เธอจะไปรู้ได้ยังไง เธอไม่ใช่วรดาสักหน่อย"

"สิ่งที่คุณอยากได้ยิน คนที่คุณอยากเห็น ยืนอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว...ฉันคือวรดา"

"...วรดา...ในที่สุด เธอก็กลับมา" กฤตย์ดีใจมาก

นัท ธมนยิ้มหยัน ถ้ากฤตย์รู้ว่าเธอทำอะไรได้บ้าง เขาคงไม่กล้าลงมาที่นี่กับเธอตามลำพังแน่ๆ กฤตย์น้อมรับโทษทัณฑ์จากเธอทุกอย่าง เพราะรู้ดีว่าจะแก้ตัวอย่างไรเธอก็คงไม่ฟัง

"พูดมาสิ อธิบายมาสิ...ฉันอยากฟังคำโกหกของคุณ"

"...ฉันไม่ได้เป็นคนทำร้ายเธอ"

"โกหก" นัทธมนโบกมือ แจกันปลิวเข้าหา กฤตย์ยกมือกันไว้ทัน แจกันกระแทกแขนตกพื้นแตกเกลื่อนนัทธมนจ้องเขาไม่วางตา "ไม่แปลกใจหรอกเหรอ...พลังของฉันมันเป็นผลพวงมาจากความอาฆาตพยาบาทจากความ แค้นที่ถูกคุณทรยศหักหลังยังไงล่ะ"

"ฉันไม่เคยทรยศความรักของเรานะ...วรดา"

"หลอกลวง"นัทธมนโบกมืออีกครั้ง คราวนี้โต๊ะตัวใหญ่

เลื่อนกระแทกเข่ากฤตย์จนทรุดฮวบ"ความเจ็บปวดที่คุณได้รับตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งที่ฉันได้รับหรอก...รู้ไหม ก่อนที่ฉันจะตาย

ฉันมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร...ทุกอย่างที่กินได้ ตะไคร่น้ำชื้นๆ

เศษน้ำขัง...แมลงสาบ...ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาที่พอจะเอาใส่ปากได้"
"ฉันเสียใจด้วย"

"เพราะ คุณ...คุณเลือกธุรกิจของครอบครัวจึงกำจัดฉันอย่างทุเรศ...ความจริงคุณแค่บอก ฉันดีๆฉันก็ไปจากชีวิตคุณแล้ว ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย" นัทธมนเกรี้ยวกราดยกโต๊ะตัวเดิมลอยขึ้นด้วยพลังพิเศษแล้วปล่อยลงทับขากฤตย์ ซ้ำที่เดิม เขาถึงกับร้องโอ๊ยลั่นด้วยความเจ็บปวด

นัทธมนเดินเข้ามาใกล้ๆล้วงโทรศัพท์มือถือของเขาออกมาทุบแตกละเอียดอย่างง่ายดาย "คิดไม่ถึงใช่ไหมว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับคุณ"

"ฉัน ขออะไรสักอย่างได้ไหม วรดา...ความแค้นของเธอขอให้จบลงตรงนี้ อย่าได้เอาจิตใจพยาบาทอาฆาตจองเวรติดตัวต่อไปอีกเลย ขอให้เธอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยการรู้จักอภัย...วรดา...ฉันรักเธอนะ"

"รัก มากนักเหรอ...งั้นก็รู้ไว้ด้วยว่าผู้หญิงที่คุณรักจะอยู่อย่างชิงชังและ ไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต ถึงคุณจะตายไปแล้ว ฉันก็อยากให้คุณได้รับรู้ถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับคนที่คุณรักมากที่สุด"

"...เธอไม่รักฉันบ้างเลยเหรอ"

นัทธมนนิ่งเงียบไม่ตอบ ลุกเดินจากไปไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา กฤตย์ร้องเรียกชื่อ "วรดาๆ" ลั่น นัทธมนไม่หันกลับ

ไป มอง ปิดประตูห้องเก็บของอย่างลำบากใจ เสียงกฤตย์ยังตะโกนเรียกชื่อ "วรดา" อยู่แต่พอประตูห้องปิดสนิทล็อกกุญแจเรียบร้อย เสียงเขาก็เงียบไป

นัทธมนลากเก้าอี้ตัวที่กฤตย์ยกมาเอากลับไปไว้ที่ห้อง

ทำงาน อย่างเดิม มองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าของกฤตย์ ทรุดตัวลงนั่ง ร้องไห้ด้วยความเสียใจ เช่นเดียวกับกฤตย์ที่ร้องไห้เพียงลำพังในห้องเก็บของ...

ขณะเดียวกัน ลินจันทร์ยังคงใช้เวลาทั้งหมดวาดรูปเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นกับวรดาอย่างต่อเนื่องอยู่บนเตียงนอนในห้องตัวเอง

ooooooo

เกตุ มณีบ่นกับปิติที่เพิ่งตื่นลงมากินกาแฟว่า น้องชายของเธอไม่กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืน ไม่รู้ไปค้างอ้างแรมที่ไหน ปิติว่าเป็นเรื่องธรรมดาของหนุ่มโสด

"กลับมาต้องว่าให้หน่อยแล้ว ทำให้เป็นห่วง" เกตุมณีบ่นไปตามเรื่องไม่ติดใจสงสัยอะไร...

ด้าน กฤตย์รู้สึกตัวตื่นขึ้น เจ็บปวดขามาก พยายามยกโต๊ะตัวใหญ่ที่ทับอยู่บนตัวเขาออกอย่างลำบากเห็นกระดูกขาแตกทะลุ กางเกงออกมา กฤตย์ค่อยๆคลานมาที่ประตูห้องเก็บของ ประตูถูกล็อกจากด้านนอก เขาออกแรงทุบประตูอยู่พักใหญ่ แต่ทุกอย่างเงียบ...

ในเวลาเดียวกัน มนทิราหิ้วกระเป๋าเดินทางกลับถึงบ้านแปลกใจที่เห็นนัทธมนไม่ไปไหน ร้องทักว่าวันนี้ไม่ไปทำงานหรือ

"หนูไม่ต้องไปทำงานแล้วค่ะ...หนูลาออกแล้ว"

มนทิรามองหน้าลูกนิ่ง นัทธมนไม่กล้าสบตาด้วย เกรงแม่จับพิรุธได้...

เวลา ล่วงเลยจนเกือบเที่ยงวัน เกตุมณียังติดต่อกฤตย์ ไม่ได้ เลยให้ถุงแป้งไปตามที่บริษัท เขาก็ยังไม่เข้าที่ทำงาน ถามเลขาฯหน้าห้องว่ากฤตย์มีนัดกับลูกค้าที่ไหนหรือเปล่า ได้ความว่าวันนี้ทั้งวัน เขาไม่มีนัดกับลูกค้าที่ไหน เกตุมณีชักเป็นห่วง ปิติทักว่าไปกับนัทธมนหรือเปล่า

"ไม่น่านะคะ ไม่เห็นนัทเขาบอกอะไรแป้งเลย"

"ไม่ใช่ว่าโดนนังปิศาจนั่น จัดการไปอีกคนหนึ่งแล้วล่ะ"

"พูดไปเรื่อย นัทธมนเขาไม่ได้มีเรื่องอะไรกับกฤตย์

สักนิด" เกตุมณีปรามน้องสาว

"มันตามจองล้างจองผลาญพวกเรา ยังไม่รู้กันอีก"

ปิติเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลาย รีบตัดบท บอกว่าอาจจะไม่มีอะไรก็ได้   เดี๋ยวคืนนี้กฤตย์คงจะกลับมาเอง   ถุงแป้งกับ

เกตุมณีอดเป็นกังวลไม่ได้...

มนทิราเห็นนัทธมนเอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ ถามว่ารอโทรศัพท์ใครอยู่หรือ นัทธมนปฏิเสธว่าไม่ได้รอ

"เมื่อวานลูกให้ติสรณ์กับถุงแป้งเอาข้าวเย็นไปให้แม่... หนูก็รู้ว่าแม่ถือศีลไม่กินข้าวเย็น"

"หนูลืมไปค่ะ"

"หนู ไม่ได้ทำอะไรลงไปใช่ไหมลูก" มนทิราพูดดักคอ นัทธมนได้แต่ยิ้ม ยังไม่ทันตอบอะไร มีเสียงโทรศัพท์มือถือของนัทธมนดังขึ้น นัทธมนทำเฉย มนทิราคว้าโทรศัพท์ของลูกขึ้นมาดู เห็นเบอร์ของติสรณ์โชว์หน้าจอเลยส่งให้ลูก นัทธมนกดรับสาย ติสรณ์ถามว่ากฤตย์อยู่กับเธอหรือเปล่า

"บ้า...เขาจะมาอยู่อะไรกับฉัน...ฉันอยู่บ้าน"

"นั่นน่ะสิ...ถุงแป้งโทร.มาถามฉัน ฉันก็ว่าไม่น่าจะอยู่กับเธอ"

"...เอ่อ...เมื่อวานโทษทีนะให้ไปเก้อ ฉันลืมไปว่าแม่ ไม่กินมื้อเย็น" นัทธมนว่าพลางมองหน้าแม่

ติ สรณ์ว่าประชดว่าไม่เป็นอะไร เขาต้มน้ำมันใช้ได้เอง นัทธมนสั่งว่าถ้าได้ข่าวกฤตย์ให้โทร.บอกด้วย ติสรณ์รับคำ นัทธมนวางสายแล้วหันไปบอกแม่ว่าติสรณ์โทร.มาถามหากฤตย์ มนทิราแปลกใจว่ากฤตย์หายไปไหน แล้วทำไมติสรณ์ถึงโทร. มาตามที่นี่

"หนูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะ"   นัทธมนคอยหลบสายตาแม่ตลอด...

กฤตย์ คลานไปคลานมาอยู่ในห้องเก็บของ เห็นรอยเลือดจากบาดแผลที่ขาลากเป็นทาง เขาเอามือยกขาข้างที่กระดูกหักแทงออกมานอกเนื้อ ฉีกขากางเกงตัวเองออกมามัดห้ามเลือดที่ต้นขาไว้ เจ็บแผลมากจนต้องหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น...

ค่ำแล้ว ยังไม่มีวี่แววของกฤตย์ เกตุมณีเห็นน้องชายหายไปนานผิดปกติชวนปิติกับถุงแป้งไปโรงพักแจ้งความลง บันทึกประจำวันไว้ ร้อยเวรรับปากว่าจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจัดการให้

"รบกวนด้วยนะครับ"

"เอ่อ...มีใครอยู่กับเขาเป็นคนสุดท้ายมั่งไหมครับ" ร้อยเวรซัก

"อืม...น่าจะเพื่อนหนูน่ะค่ะ...แต่เขาก็แยกย้ายกันกลับ ไม่มีอะไร"

ร้อยเวรพยักหน้ารับทราบ สามคนพ่อแม่ลูกเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวกลับ...

ขณะ แกมแก้วกำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในครัว รู้สึกเหมือนมีใครแอบมองอยู่ เธอกำมีดในมือแน่น กวาดตามองรอบบ้านว่างเปล่าอย่างเอาเรื่อง  ร้องถามว่าวรดาใช่ไหม  ไม่มี เสียงตอบ  แกมแก้วหันไปหั่นผักต่อ  มีเสียงบางอย่างดังขึ้นด้านหลัง  เธอเดินไปยังต้นเสียง  เห็นลินจันทร์แอบอยู่หน้าประตูห้อง

"อะไรนังนี่...ตกใจหมด"

ลิน จันทร์หิว ทำท่ากินข้าวให้ดู แกมแก้วอารมณ์เสียตวาดลั่นให้ไปหาของกินในตู้เย็นเอง ลินจันทร์กลัวลนลาน วิ่งหนี แกมแก้วนั่งมองบ้านว่างเปล่าเพียงลำพัง

"แกขังฉันไม่ได้หรอก...นังวรดา...แกขังฉันไม่ได้" แกมแก้วเดินไปเปิดประตูหน้าต่างทุกบาน ตะโกนลั่น "เห็นไหม... ฉันมีอิสระ..." แล้วเธอก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง...

มนทิราปรามลูกที่ ไม่ยอมกิน เอาแต่นั่งเพ่งพลังให้ช้อนลอยเหนือโต๊ะกินข้าว นัทธมนหยิบช้อนที่ลอยอยู่มาตักข้าวกิน มนทิราเพิ่งสังเกตเห็นว่า ลูกสาวไม่มีเลือดกำเดาไหลหลังจากใช้พลัง สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น นัทธมนบอกว่าเธอควบคุมพลังได้แล้ว ปล่อยช้อนลอยกลางอากาศ ชี้นิ้วให้มันหมุนตาม

"หนูไม่ได้เอามันไปใช้ในทางที่ผิดใช่ไหมลูก" มนทิราเหมือนจะรู้ทัน

"ผิดถูกมันไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ เป็นแค่มุมมองจากฝั่งไหนเท่านั้นเอง"

มนทิราส่ายหน้า เหนื่อยใจ นัทธมนงอช้อนได้เพียงแค่ เพ่งพลัง แล้วบังคับมันให้คืนรูปอย่างเดิม

ooooooo

ถุง แป้งบ่นกับนัทธมนขณะเดินเข้าห้องเรียนว่า กฤตย์หายไปสามวันแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวอะไรคืบหน้าเลย ทั้งที่บริษัทและที่บ้านต่างวุ่นวายตามกันจ้าละหวั่น นัทธมนแนะให้ลองจ้างนักสืบเอกชน

"พ่อกับแม่เขาเป็นคนจัดการน่ะ...น้ากฤตย์ก่อนเขาจะหายไป เขาไม่พูดอะไรกับนัทบ้างเหรอ"

"เอ่อ...ไม่นี่ เขาจะมาพูดอะไรกับฉันล่ะ" นัทธมนทำไขสือ

ถุง แป้งกับติสรณ์ไม่ติดใจสงสัยอะไร ทั้งสามคนนั่งเรียนไปได้สักพัก มีตำรวจเข้ามาขออนุญาตอาจารย์ เรียกตัวถุงแป้งกับนัทธมนออกมาพบ เพื่อสอบปากคำเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้อะไรอีกเช่นเคย นัทธมนยังคงปิดปากเงียบ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น...

ดึกสงัด  ที่ห้องเก็บของห่างไกลผู้คน  กฤตย์นอนเลียริมฝีปากแห้งผาก พยายามกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น มองแมลงสาบที่คลานผ่านไปมา สีหน้าเศร้าใจ

"นี่คือสิ่งที่เธอเจอใช่ไหม...นี่คือความทุกข์ทรมานของเธอสินะ" กฤตย์คว้าแมลงสาบยัดใส่ปาก...

ขณะ เดียวกัน นัทธมนตกใจตื่น ลุกพรวดขึ้นมานั่งหอบ เหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงายังคงนอนหลับอยู่ สักพักเงาสะท้อนสะดุ้งตื่นตามขึ้นมา มองไปด้านเดียวกันกับที่นัทธมนทำ

ooooooo

แกม แก้วมองลินจันทร์นั่งกินอาหารกลางวันอย่างเอือมระอา ยิ่งเห็นผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงกับกลิ่นตัวไม่พึงประสงค์ยิ่งทำให้แกมแก้ว หงุดหงิด จับลูกมาสางผมที่จับกันเป็นก้อน ลินจันทร์เจ็บหนังหัวร้องเสียงหลง

"ร้องทำไมๆ แค่นี้แกยังทำฉันอับอายไม่พออีกเหรอ... ไป...ไปอาบน้ำเลย"

ลิน จันทร์ส่ายหน้าไม่ยอมไป แกมแก้วโกรธ ลากลูกถูลู่ถูกังออกจากห้องนอนตรงมายังสระว่ายน้ำ ยิ่งใกล้สระว่ายน้ำ ลินจันทร์ยิ่งผวา ดิ้นหนี ส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ

"ร้องทำไม...อยากลองดีกับฉันเหรอ ลงไปอาบน้ำ ล้างกลิ่นเหม็นสาบของแกซะที"

แกม แก้วลากลูกไปที่ริมสระ ลินจันทร์น้ำตานองหน้า ยกมือไหว้ปลกๆ แกมแก้วโวยลั่นว่าจะกลัวทำไมกับหลุมศพเก่าของวรดา แล้วจับลินจันทร์โยนลงสระว่ายน้ำ เด็กน้อยตะกุยน้ำผลุบๆโผล่ๆด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้น ภาพของวรดาในสภาพใกล้ตายปรากฏขึ้นตรงหน้า พูดเสียงก้องอยู่ใต้น้ำ

"กลัวเหรอ...ผาณิต"

ลิน จันทร์ตาเหลือก หวาดผวาสุดขีด แกมแก้วยืนมองอยู่ขอบสระ เห็นลินจันทร์ดิ้นรนอยู่ในน้ำเพียงลำพัง ตะโกนสั่งลูกเสียงดังลั่น "ยืนสิ นังเด็กโง่...ยืน...แกยืนถึงนี่"

ปิติกับเกตุมณีได้ยินเสียงเอะอะ รีบวิ่งมาดูเห็นลินจันทร์ ตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ ปิติรีบกระโดนลงไปช่วยพยุงเด็กน้อยมาที่ขอบสระ เกตุมณีเอ็ดแกมแก้วลั่นว่าจะฆ่าลูกหรือ

"แก้วให้มันอาบน้ำ มันออเซาะ...น้ำตื้นจะตาย"

"เด็ก มันตกใจ จะไปรู้เหนือรู้ใต้อะไร ทำอะไรไม่คิดเลย" ปิติต่อว่าแกมแก้ว แทนที่จะสำนึกแกมแก้วกลับหันไปเล่นงานลูกว่ากลัวเกินเหตุ เกตุมณีทนไม่ไหว

"กฤตย์หายไปเกือบอาทิตย์แล้ว แทนที่จะช่วยกันตาม กลับจะมาก่อเรื่องอีก"

"ยังหวังจะเจออีกเหรอ...ป่านนี้ผีนังวรดาจับหักคอไปแล้ว"

ลินจันทร์ผวาตัวสั่นกับท่าทีของแม่ ปิติกอดหลานไว้แน่นด้วยความสงสาร...

ได้ เวลานอนแล้ว แต่นัทธมนยังนอนไม่หลับ นั่งร้องไห้จนตาบวมช้ำอยู่หน้ากระจกเงาของโต๊ะเครื่องแป้ง เงาสะท้อนในกระจกขมวดคิ้ว ถามว่าร้องไห้ทำไม

"ฉันร้องไห้ให้เธอน่ะสิ...วรดา"

"จะต้องให้บอกกี่ครั้งว่า ฉันไม่มีตัวตน นี่มันแค่ จินตนาการของเธอเอง"

นัทธมนพยักหน้ารับรู้ "งั้นฉันก็คงร้องไห้เพราะรู้สึกผิดล่ะมั้ง"

เงาสะท้อนในกระจกปลอบว่า "ไม่ต้องรู้สึกผิด เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เธอทำสิ่งที่ควรแล้ว"

"ฉันขังคนคนหนึ่งให้ตายทั้งเป็นในห้อง...ฉันใจร้ายเกินไปแล้ว"

"มัน เป็นชะตากรรมของเขาเอง   เธอคิดว่าถ้าเขารู้ว่าเธอสามารถใช้พลังแบบนั้นได้ เขาจะยอมไปที่ห้องนั้นกับเธอเหรอ...เขาถูกชะตากรรมเลือกให้เป็นอย่างนั้น เขาไม่ได้เลือกเองสักหน่อย...ใช่ไหม" นัทธมนพยักหน้า น้ำตาไหลพราก แม้จะเห็นด้วยแต่ก็อดเสียใจกับการกระทำของตัวเองไม่ได้

ooooooo

รุ่ง ขึ้น นัทธมนนั่งใจลอยที่สวนหน้าบ้าน สภาพเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน มีเสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้น นัทธมนเดินโผเผมาเปิดรับ เมสเซนเจอร์แจ้งว่ามีเอกสารมาถึงคุณนัทธมน หญิงสาวรับมางงๆ

"เซ็นรับด้วยครับ จากคนชื่อกฤตย์ เขาฝากล่วงหน้ามาอาทิตย์หนึ่งแล้ว"

นัท ธมนประหลาดใจมาก เซ็นชื่อรับเอกสาร แล้วฉีกซองดู ข้างในมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง เธอหยิบขึ้นมาเปิดดู เห็นคลิปที่รุจน์ถ่ายตอนเธอใช้พลังพิเศษจัดการเขาและสมุนถึงกับตะลึง

"คุณกฤตย์...เขารู้...เขาเลือกที่จะทำเอง"

นัทธมนเศร้าใจ แทบหมดเรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้น ตัดสินใจว่าต้องไปช่วยกฤตย์ รีบโทร.ตามติสรณ์มารับโดยอ้างว่าลืมของสำคัญไว้ที่บริษัทของกฤตย์ แล้วเร่งติสรณ์ให้รีบไป ติสรณ์ขับรถราวกับจะเหาะตรงไปยังบริษัทของกฤตย์ทันที...

ในเวลาเดียวกัน กฤตย์กำไฟแช็กแน่น นอนนิ่งคล้ายกับคนตาย มีแรงเหลือเพียงกระดิกปลายนิ้วโป้งเพื่อจุดไฟแช็ก แต่เรี่ยวแรงไม่พอ ไฟแช็กเป็นแค่สะเก็ด ไม่มีเปลวไฟ กฤตย์รู้ ตัวดีว่ากำลังใกล้ตาย

เขาเพ้อฝันเห็นตัวเองหน้าตาสะอาดสะอ้าน นั่งอยู่ในสวนร่มรื่น วรดาเดินยิ้มแย้มเข้ามานั่งข้างๆเอนหัวพิงไหล่เขา ทั้งคู่นั่งมองผืนน้ำเบื้องหน้าอย่างมีความสุข แต่ในความเป็นจริง กฤตย์มีสภาพโทรมสุดๆ นอนนิ่งอยู่ในห้องเก็บของอย่างเดียวดาย มุมปากคล้ายกับมีรอยยิ้มรับความตาย...

ไม่นานนัก รถของติสรณ์แล่นมาจอดยังลานจอดรถบริษัทของกฤตย์  นัทธมนไม่รอช้า  รีบจ้ำพรวดๆไปห้องทำงาน กฤตย์  แต่ต้องชะงักที่เห็นเกตุมณี  ปิติ  กับถุงแป้งกำลังช่วยกันเก็บข้าวของของกฤตย์ใส่ลังกระดาษ สามคนพ่อแม่ลูกมองเธอเป็นตาเดียวกัน ถุงแป้งถามนัทธมนว่ามีอะไรหรือเปล่า

ติสรณ์เพิ่งวิ่งตามเข้ามาชิงตอบก่อนว่า "นัทเขาจะมาตามหาอะไรของเขาก็ไม่รู้"

"คือ...เอ่อ...ฉันนึกได้ว่าลืมของเอาไว้ที่โต๊ะน่ะ"

ถุงแป้งแปลกใจ เพราะเธอดูทั่วแล้วไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง นัทธมนอึกอัก ทำตัวไม่ถูก ปิติบอกนัทธมนให้มาหาเอาเอง นัทธมนเดินไปที่โต๊ะทำงานตัวเอง แสร้งเปิดลิ้นชักค้นหาของถ่วงเวลา ระหว่างนั้น เธอเพ่งพลังไปที่เลขาฯของกฤตย์ซึ่งนั่งตรวจเอกสารอยู่ด้านนอก อยู่ๆเลขาฯเหมือนนึกอะไรได้ โพล่งขึ้นว่า

"มีใครเคยไปดูที่เรือนเก็บของแล้วรึยัง"

พวกพนักงานคนอื่นต่างส่ายหน้า เกตุมณีได้ยินเข้า เอะใจ...

ด้านกฤตย์เหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน เขายังคงนั่งอยู่ในสวนสาธารณะ โดยมีวรดานั่งพิงไหล่เขาอยู่ กฤตย์หันไปถามวรดาว่าเขาตายไปแล้วใช่ไหม

"ถ้าตายแล้วจะมานั่งอยู่ที่นี่ได้ยังไง"

"ฉันอยากตาย แล้วก็ได้มานั่งอยู่ที่นี่กับเธอ ตรงนี้จริงๆมานั่งมองรอยยิ้มเธอ"

วรดายิ้มให้อย่างรักใคร่ กฤตย์ได้ยินเสียงทุบกระแทกของบางอย่างดังปังๆ เขาเหลียวมองไปตามเสียง ไม่เห็นมีอะไรนอกจากรถโฟล์กเต่ารุ่นเก่าของวรดาที่จอดอยู่แถวนั้น กฤตย์ชวนวรดาไปขับรถเล่น วรดาพยักหน้ารับคำ ขณะที่เสียงทุบปังๆยังคงดังต่อเนื่อง...

ที่ประตูด้านนอกห้องเก็บของ ปิติกำลังเอาค้อนกระแทกกุญแจอย่างเอาเป็นเอาตาย   นัทธมนยืนห่างออกมาเล็กน้อย น้ำตาไหลออกมา หวั่นเกรงว่ากฤตย์อาจตายไปแล้ว

"ร้องไห้ทำไม    เรายังไม่รู้ว่าน้ากฤตย์เขาอยู่ในนั้น

เสียหน่อย" ถุงแป้งร้องทัก

"แต่ถ้าอยู่ในนั้นจริง...เจ็ดวันแล้วนะ คงไม่รอด" ติสรณ์ ปากเสียตามเคย

ในที่สุด ปิติงัดกุญแจออกจนได้ รีบเปิดประตูเข้าไป ต้องตะลึง เห็นร่างกฤตย์นอนนิ่งหายใจรวยริน แผลที่ขาเปรอะเลือดแห้งกรัง ปิติปราดเข้ามาประคอง พร้อมกับตะโกนเรียกให้คนอื่นเข้ามาช่วย ติสรณ์ ถุงแป้ง กับเกตุมณีวิ่งตามมาสมทบ นัทธมนยืนอยู่หน้าประตูห้อง น้ำตาไหลพรากด้วยความเป็นห่วง

ครู่ต่อมา กฤตย์ถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอนำตัวเขาเข้าห้องฉุกเฉิน อาการของกฤตย์น่าเป็นห่วงมากเป็นตายเท่ากัน...

มนทิราถึงกับทำจานหลุดมือเมื่อรู้ข่าวกฤตย์จากนัทธมน ยิ่งได้รู้ว่าเขาบาดเจ็บสาหัส แผลที่ขาอาจมีเนื้อตาย หมอต้องรักษาด้วยการเอาเนื้อจากส่วนอื่นของร่างกายมาแปะ มนทิรายิ่งใจคอไม่ดี

"โถ...คุณพระคุณเจ้า แล้วไปติดอยู่ในนั้นได้ยังไงน่ะ"

"คงต้องรอให้คุณกฤตย์ฟื้นมาเล่าน่ะค่ะ" นัทธมนไม่กล้าสบตาแม่ หวั่นใจบอกไม่ถูก...

ตำรวจมาโรงพยาบาลทันทีที่ได้รับแจ้งว่าเจอกฤตย์ เรียกเลขาฯมาสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น เลขาฯไม่รู้เหมือนกันว่านึกถึงห้องเก็บของได้อย่างไร อยู่ๆมันก็วูบเข้ามาในหัวแล้วเธอก็พูดออกไป

"คนเจ็บไม่ได้เคยเกริ่นอะไรเกี่ยวกับเรื่องเรือนเก็บของมาก่อนเลยหรือ"

เลขาฯได้แต่ส่ายหน้า ปิติคิดไม่ตกว่าใครกันที่จับตัวกฤตย์ไปขังไว้ที่นั่น ตำรวจเองก็มืดแปดด้านคงต้องรอให้คนเจ็บฟื้นมาให้ปากคำเอง  ถุงแป้งใจไม่ดีเกรงว่ากฤตย์จะเป็นอะไรมาก

"ไม่มีอะไรหรอก  หมอเขาก็บอกอยู่ว่ายังมีหวัง"  ติสรณ์ ปลอบ

"แต่หมอเขาก็ไม่ได้รับปากอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ ใช่ไหมคะ"

ปิติพยักหน้า ดึงลูกเข้ามากอดปลอบใจ ติสรณ์มองถุงแป้งอย่างแสนห่วงใย...

ฝ่ายกฤตย์นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น มีสายน้ำเกลือกับสายให้เลือดระโยงระยาง เขาฝันว่าตัวเขากับวรดาเข้ามาในศาลาสวดศพที่มีรูปวรดาตั้งอยู่หน้าโลงศพ กฤตย์หันไปพูดกับวรดา

"คุณตายไปแล้วนี่...วรดา...ใครทำร้ายคุณ"

"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ...คุณกฤตย์จะกลับเมื่อไหร่คะเนี่ย"

"กลับไปไหน...ผมจะอยู่กับคุณที่นี่"

"ไปอยู่ที่ของคุณเถอะค่ะ"

จังหวะนั้น มีเสียงติ๊ดๆดังขึ้น กฤตย์เหลียวหาว่าเป็นเสียงอะไร พอหันกลับมาอีกที วรดาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว กวาดตา มองหาก็ไม่เห็น กฤตย์ร้องเรียก

"วรดา...วรดา"

นัทธมนนั่งหลับอยู่ข้างเตียงพักฟื้นของกฤตย์ สะดุ้งตื่น บอกว่าเธออยู่ตรงนี้แล้ว กฤตย์นอนเงียบ ไม่รู้สึกตัว มีแต่เสียงเครื่องวัดชีพจรดังติ๊ดๆติ๊ดๆเป็นจังหวะ

"คุณรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ คุณก็ยังไป อยู่ตรงนั้นอีก...ฉัน...ฉันไม่รู้แล้วว่าควรจะเกลียดคุณหรือว่ารักคุณดี" นัทธมนหยิบหมอนหนุนอีกใบหนึ่งขึ้นมามองหน้าเขา ทำราวกับจะเอาหมอนกดปิดหน้าแต่ไม่ใช่ เธอเอาหมอนหนุนหัวให้เขานอนสบายขึ้น

ooooooo

พอแกมแก้วรู้ว่ากฤตย์โดนเล่นงานได้รับบาดเจ็บ สาหัส เธอกลัวมากว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไป เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทาง เตรียมจะหนีไปอยู่เมืองนอก เกตุมณีซักไซ้ไล่เรียงว่าจะไปอยู่ที่ไหน แล้วลูกเต้าจะทำอย่างไร  แกมแก้วยังไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น  ขอให้พ้นไปจากที่นี่เป็นพอ เกตุมณีถามดักคอว่ากลัวอะไรหรือ

"อย่ามายุ่งกับแก้ว ไม่ต้องมาห้ามเสียให้ยาก"

"พี่ไม่ได้ห้ามหรอกนะ แต่เรามีสตางค์เหรอ"

"เอามาสิ...โอนมา"

เกตุมณีไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ต้องรอ

กฤตย์คนเดียวเท่านั้น แกมแก้วไม่พอใจ แช่งกฤตย์ส่งว่าน่าจะตายให้รู้แล้วรู้รอดจะได้ไม่ลำบากคนอื่น เกตุมณีเอ็ดว่าพูดแบบนี้กับพี่ชายตัวเองได้อย่างไร แกมแก้วไม่อยากได้ยินพี่สาวบ่น หยิบหูฟังมาสวม เร่งเสียงดังตัดรำคาญ...

ขณะเดียวกัน หลังจากถุงแป้งกับติสรณ์ช่วยกันเตรียมมื้อกลางวันเรียบร้อย ตักใส่จานยกมาให้ลินจันทร์ที่ห้องนอน แต่ต้องตกใจแทบช็อก เมื่อเห็นลินจันทร์ใช้เชือกผูกคอตัวเองกับขื่อในห้อง  ดิ้นทุรนทุราย  ถุงแป้งทิ้งจานข้าว  ปราดเข้าไป อุ้มขา  ขณะที่ติสรณ์ปีนเก้าอี้ขึ้นไปแก้เชือกจนหลุด  ช่วยเด็กน้อยไว้ได้ทัน

ลินจันทร์นั่งหอบหายใจจนตัวโยนโดยมีติสรณ์คอยปลอบ ถุงแป้งยืนตะลึงกับภาพเขียนสีเทียนที่ลินจันทร์วาด วางเรียงรายอยู่บนพื้นห้อง เธอรวบรวมภาพเขียนเก็บใส่กล่องขนมที่อยู่ แถวนั้น ซ่อนไว้ใต้เตียง...

พอแกมแก้วรู้ว่าลินจันทร์พยายามจะฆ่าตัวตาย แทนที่ จะปลอบลูกกลับด่าซ้ำ แถมหาว่าลินจันทร์ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ และจะเข้ามาตีลูก ลินจันทร์กลัว วิ่งหนี แกมแก้วจะตามไปเอาเรื่อง เกตุมณีรั้งไว้

"พอเถอะ...แทนที่จะสอบถามให้รู้เรื่อง ไปดุลูกซะอีก เด็กมันก็กลัวสิ"

"จะมีอะไร มันกลัวแก้วจะสบายเกินไปน่ะสิ ก็เลยหาเรื่องมาให้" แกมแก้วหงุดหงิด ตะโกนไล่หลังลินจันทร์ว่า "วันหลังผูกใหม่นะลูก...แล้วก็...ไม่ต้องมายุ่งช่วยเหลืออีก" ประโยคหลังแกมแก้วหันไปต่อว่าติสรณ์กับถุงแป้ง ปิติและเกตุมณีมองแกมแก้วอย่างตำหนิ

"เอาสิ...โทษฉัน...ลงมาที่ฉันอีก ไม่อยู่แล้ว ได้เงินเมื่อไหร่ไม่อยู่แล้วแน่ๆ...ที่นี่" แกมแก้วเดินกระแทกเท้าออกไป อย่างอารมณ์เสีย ทุกคนได้แต่บ่นสงสารลินจันทร์

ooooooo

ด้วยแรงอธิษฐาน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด