ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

วายุภัคมนตรา

SHARE
  • แนว
  • :
  • โรแมนติก-คอมาดี้
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • แพรณั
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • ฐานวดี สถิตยุทธการ
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
  • ผลิตโดย
  • :
  • บริษัท แอ็ค อาร์ท เจเนเรชั่น จำกัด
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • สถานีโทรทัศน์ช่อง 3
  • นักแสดงนำ
  • :
  • ปกรณ์  ฉัตรบริรักษ์,ราศรี  บาเล็นซิเอก้า

วายุภัคมนตรา ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ทิชากรหรือกะทิ เป็นนักเขียนนิยายโรมานซ์ซึ่งมีนามปากกาว่าฮัมมิ่งเบิร์ด แปลงจากความหมายของชื่อจริงที่แปลว่านก นิยายของทิชากรได้รับความนิยมในหมู่นักอ่านเพราะมีบทโรมานซ์หวือหวาเอาใจตลาด แต่ความจริงแล้วเธอยังเวอร์จิ้นและเริ่มจะหมดมุกเลิฟซีนที่จะเขียน

คนที่ได้ยินชื่อฮัมมิ่งเบิร์ดคงจะนึกถึงนักเขียนสาวทรงเสน่ห์เปรี้ยวปรี๊ดเหมือนสำบัดสำนวนของเธอ แต่ตัวตนที่แท้จริงของทิชากรกลับตรงกันข้าม เธอเป็นสาวโบฮีเมียน ขนานแท้ แถมยังชอบทำอะไรโก๊ะๆโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆ และสิ่งที่น้อยคนรู้ก็คือเธอเป็นลูกสาวของหมอไกรฤทธิ์ อดีตหมอไสยจอมขมังเวทที่ผันตัวมาเป็นแพทย์แผนโบราณเพราะกลัวบาป ทิชากรซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยพ่อจึงพอมีฝีมืออยู่บ้างทั้งเรื่องไสยขาวและสมุนไพรไทย ทั้งยังชอบทำบุญนั่งสมาธิและธรรมะธัมโมสมกับเป็นลูกรักของพ่อ

ทิชากรกำลังจะเขียนนิยายโรมานซ์ซึ่งเกิดในไร่องุ่น ซาร่า บรรณาธิการสาวประเภทสองของเธอจึงเสนอให้หญิงสาวไปใช้ชีวิตในไร่องุ่นสายลม ซึ่งเป็นไร่องุ่นของรุ่นน้องซาร่า เพื่อหาข้อมูล รวมทั้งเค้นบทโรมานซ์ที่เธอไม่มีประสบการณ์ และเริ่มหมดมุกไปด้วย หารู้ไม่ว่าไกรฤทธิ์ห่วงลูกสาวคนเดียวที่จะต้องจากบ้านไปไกลตามลำพัง  เขาจึงให้สร้อยพระกับตะกรุดไป  และสั่งรัก-ยมให้ตามไปดูแลเธอ  โดยซ่อนขวดรัก-ยมไว้ในช่องเล็กๆของย่ามแขกใบเก่ง

ในวันที่ทิชากรไปถึงไร่องุ่นสายลม เธอประหลาดใจเมื่อเห็นท้องฟ้าเหนือไร่องุ่นเต็มไปด้วยเมฆดำทะมึนปกคลุม ทั้งที่ส่วนอื่นของท้องฟ้าใสกระจ่าง อีกทั้งยังมีความรู้สึกอึดอัดหนักอึ้งอย่างไม่มีสาเหตุ ทำให้เธอรู้โดยสัญชาตญาณของลูกอดีตจอมขมังเวทว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ รวมทั้งรัก-ยมในกระเป๋าก็ออกมายืนยันว่ามีสิ่งผิดปกติ แล้วหญิงสาวก็ได้พบคำตอบหลังจากได้พบชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังคลอเคลียนัวเนียสาวเซ็กซี่อยู่ในบ้านอย่างโจ๋งครึ่มไม่อายฟ้าดิน

สิ่งที่ทิชากรเห็นไม่ใช่ความหล่อบาดใจของเขาที่ผู้หญิงทุกคนเป็นต้องหลงใหล แต่เป็นใบหน้าหมองคล้ำเหมือนถูกของและเงาของนางโหงพรายที่เกาะอยู่บนหลังของเขาอยู่ต่างหาก ด้วยจรรยาบรรณของลูกหมอไสยและความตรงไปตรงมาของเธอ ทิชากรจึงเดินเทิ่งๆไปบอกผู้ชายคนนั้น แต่กลับถูกเขาตอกหน้ากลับมาอย่างไม่เชื่อถือ ทำให้เธอโกรธมาก

หนุ่มหล่อปากร้ายคนนั้นก็คือวายุภัคหรือลม หนึ่งในสี่ฝาแฝดตระกูลอดิศวรซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลไร่องุ่นของครอบครัวนั่นเอง วายุภัคมีนิสัยไม่ต่างจากลมเพลมพัด รักง่ายหน่ายเร็ว ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ และมีอารมณ์ศิลปินสูง รักศิลปะ ชอบวาดรูป และฟังเพลงคลาสสิก คนภายนอกอาจเห็นว่าเขายิ้มง่ายกว่าพี่น้องผู้ชายอีกสองคน แต่คนในครอบครัวของเขาต่างรู้ว่าเขาก็ไม่ต่างจากสายลมที่แปรปรวนได้ตลอดเวลา ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาบาดใจราวกับเทพบุตรเดินดินและนิสัยรื่นรมย์ช่างยิ้ม วายุภัคจึงมีสาวมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอด แต่เพราะลมไม่เคยหยุดพัด ทำให้เขาไม่เคยคบผู้หญิงคนไหนได้นานสักคน สาวเซ็กซี่ที่วายุภัคพามาคลอเคลียก็เป็นเพียงหนึ่งในสาวมากหน้าหลายตาของเขาที่อาจถูกเขี่ยได้ทุกเมื่อ

เมื่อต่างคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร วายุภัคกับทิชากรจึงปฏิเสธที่จะข้องเกี่ยวกัน ทิชากรตั้งใจจะกลับบ้านและไปหาข้อมูลในไร่องุ่นอื่นแทน แต่ซาร่าห้ามไว้และเตือนให้เธอเห็นแก่หน้าที่ พร้อมกับลำเลิกบุญคุณวายุภัค ที่เธอเคยกีดกันสาวๆของเขาสมัยที่ชายหนุ่มไปเรียนปริญญาโทด้านการปลูกองุ่นและการทำไวน์ ณ ประเทศฝรั่งเศส ชายหนุ่มจึงไม่อาจปฏิเสธได้ สองคนจึงต้องอยู่ในไร่องุ่นอย่างเป็นไม้เบื่อไม้เมาต่อไป

วายุภัคมีอาการเปลี่ยนไปจากเดิม เขามักได้ยินภาษาแปลกๆ เห็นเงาวูบวาบ ปวดศีรษะและปวดท้องทรมานอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งยังปวดเมื่อยไหล่สองข้าง อารมณ์ฉุนเฉียว คนในครอบครัวและคนงานยังรู้สึกได้ ทิชากรรู้จากท่านเจ้าที่ว่านางโหงพรายถูกหมอไสยคนหนึ่งเสกมาเพราะมีความแค้นกับวายุภัคแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร และเจ้าที่เองก็มีอำนาจน้อยเกินกว่าจะป้องกันได้ ทิชากรจึงพยายามบอกวายุภัค แต่ชายหนุ่มซึ่งไม่เคยเชื่อไสยศาสตร์กลับหาว่าเธอแต่งเรื่องตามสไตล์นักเขียนเพ้อฝัน ยิ่งเขาเห็นทิชากรพูดคนเดียวบ่อยครั้ง เขายิ่งคิดว่าเธอบ้า หารู้ไม่ว่าเธอกำลังคุยกับรัก-ยมให้ช่วยกันหาต้นเหตุของใบหน้าหมองคล้ำและผีร้ายที่ทำร้ายวายุภัค

การมาของทิชากรทำให้เกิดเรื่องราวแปลกประหลาดในไร่จนคนงานพากันเล่าลือ ทั้งเรื่องวิญญาณผีตายโหงกับเด็กหัวจุกสองคน แต่เมื่อขอหวยกลับถูกไปตามๆกัน คนงานจึงชอบให้เด็กจุกทั้งสองอยู่ที่นี่ไปในที่สุด หากสำหรับวายุภัคนั้น เขาหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก ต่างจากภานุผู้จัดการไร่องุ่นซึ่งเป็นเพื่อนกับวายุภัคมาตั้งแต่สมัยเรียน ท่าทางภานุพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของทิชากรไม่น้อยเลย

ooooooo

เช้าวันนี้ วายุภัคถูกพ่อแม่ทักถามเรื่องที่เขายังปวดหลังไหล่ ผสมด้วยอาการปวดหัวปวดท้อง อีกทั้งหน้าตาของเขาก็หมองคล้ำ นากรีเสริมขึ้นทันทีว่าหน้าตาแบบนี้ถ้าเป็นแถวบ้านตนเขาเรียกว่าโดนของ วายุภัคฟังแล้วปรี๊ดตวาดนากรีซะจนหน้าซีดจ๋อยไป แต่สุพรรษากลับมีสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมาทันที

"เอ๊ะ หรือว่าลมจะโดนของจริงๆ ไปให้พระพรมน้ำมนต์หน่อยดีไหมลูก"

"ก็บอกแล้วว่าถ้ามันเพลาๆเรื่องผู้หญิงสักหน่อยนะ รับรองหาย ไม่ต้องไปถึงน้ำมงน้ำมนต์อะไรให้วุ่นวายหรอกคุณ"

"นี่คุณ ถ้าลมจะป่วยเพราะเรื่องผู้หญิงอย่างที่คุณว่าล่ะก็ ป่านนี้ลมคงตายไปแล้วล่ะ ทำไมจู่ๆถึงเพิ่งมาป่วย"

"เฮ้ย หรือว่าเอ็งจะติดโรค!" มนตรีอุทานขึ้นมา ทำเอาวายุภัคหน้าตึงหงุดหงิด

"พ่อครับ ผมระวังตัวอย่างดีทุกครั้ง ผมไม่เป็นโรคหรอกครับ แล้วผมก็ไม่ได้โดนของอะไรทั้งนั้น แล้วผมก็ไม่ได้เป็นอะไรด้วย ขอตัวนะครับ ผมจะเข้าไปทำธุระในเมือง"

วายุภัคเดินหน้าตึงออกไปแล้ว พ่อกับแม่มองตามอย่างไม่สบายใจ วายุภัคเดินจ้ำไปที่บ้านพักทิชากร เขาเคาะประตูห้องรัวและแรงจนเสกที่อยู่แถวนั้นรีบเดินเข้ามาหา

"ทำอะไรครับคุณลม"

"จะจัดการคนเพ้อเจ้อสักหน่อย ไม่อยู่ถือว่าโชคดีไป"

เสกทำหน้างงๆ ก่อนจะเดินตามเจ้านายไปที่รถเพื่อไปธุระในเมืองด้วยกัน วายุภัคขับรถเองโดยมีเสกนั่งใจคอไม่ดี เพราะเจ้านายขับรถเร็วมากตั้งแต่ออกจากไร่ แต่ไม่ทันที่รถจะพ้นเขตไร่องุ่น วายุภัคก็ต้องเบรกเอี๊ยดเมื่อทิชากรวิ่งพรวดมาขวางหน้ารถ เพราะเธอเห็นเงานางโหงพรายเกาะอยู่บนหลังคารถ โชคดีที่รักกับยมพุ่งมาขวางและดันรถไว้ ทิชากร จึงรอดพ้นจากการถูกรถชนอย่างหวุดหวิด

แต่นั่นก็ทำให้วายุภัคหัวเสียอย่างหนัก สั่งเสกให้ไปจัดการเรื่องปุ๋ยในเมืองแทน เขามีธุระสำคัญต้องพาเธอคนนี้ไปโรงพยาบาล เสกกับภานุได้แต่มองตามตาปริบๆ เมื่อวายุภัคอุ้มทิชากรยัดใส่รถก่อนขับพรืดออกไปโดยที่เธอดิ้นรนไม่เต็มใจ ส่วนรักกับยมนั้นไล่ตามนางโหงพรายไปแต่ก็จับไม่ได้ แถมยังถูกหลอกล่อให้วิ่งชนกันเองจนเจ็บปวดไปด้วยกัน

วายุภัคไม่ได้ไปโรงพยาบาลแต่ขับรถไปจอดมุมหนึ่งในไร่ เขาลงจากรถเดินปึงปังมาเปิดประตูฝั่งทิชากร บอกให้เธอลงมาได้แล้ว เขามีเรื่องจะคุยด้วย

"ทำไมฉันต้องลง ไหนบอกว่าจะพาฉันไปโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ ดีเหมือนกัน เผื่อฉันจะได้ไปถามหมอว่ามียาระงับความบ้าหรือเปล่า"

"ถ้าผมบ้า คุณก็บ้าไม่น้อยไปกว่าผมหรอก...คุณนักเขียน"

เขาไม่พูดเปล่า ก้าวเข้าไปใกล้เธอ เท้าแขนกับเบาะรถ แกล้งมองหญิงสาวตาเป็นประกาย

"จะลงมาคุยกันดีๆหรืออยากจะคุยกันบนรถ เบาะรถผมนุ่มใช้ได้เลยนะ ติดสปริงด้วย"

"บ้า!" หญิงสาวสบถหน้าแดงก่ำ...เห็นเขายังไม่ยอมขยับถอยออกแม้แต่ก้าวเดียวก็มองอย่างหวาดๆ แต่ยังทำเข้มแข็งผลักเขาออก ก่อนที่ตัวเองจะลงมายืนห่างเขา พูดห้วนๆว่า "มีอะไรก็ว่ามา"

"ผมต้องการให้คุณหยุดพูดเพ้อเจ้อในไร่ผมได้แล้ว ผมไม่อยากให้คนงานในไร่ผมเอาเรื่องผีสางเทวดาอะไรของคุณไปพูด ถ้าแขกได้ยินเข้ามันจะไม่ดีกับกิจการรีสอร์ตของผม"

"ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ ฉันพูดเรื่องจริง และเมื่อกี้ก็มีผีเกาะอยู่บนรถคุณ ถ้าคุณขืนขับออกไป คุณคงไม่ได้ขับกลับมาอีกแน่ๆ"

"คุณกะทิ! ถ้าขืนคุณยังพูดจาเหลวไหลแบบนี้อีก ผมจะไม่เห็นแก่พี่ซาร่า แต่ผมจะไล่คุณออกไปจากไร่ ไม่ต้องหาข้อมงข้อมูลนิยายอะไรแล้ว"

"ในเมื่อคุณไม่เชื่อคำพูดฉัน แถมยังดูถูกฉันแบบนี้ ฉันจะต้องทำให้คุณเชื่อฉันแล้วก็คลานมาขอโทษฉันให้ได้ แล้วจำเอาไว้ว่าฉันจะไม่ไปไหน จนกว่าจะถึงวันนั้น"

"ได้...แต่ถ้าคุณทำให้ผมเชื่อไม่ได้ ไม่ว่าผมจะขออะไร คุณต้องยอมให้แต่โดยดีโทษฐานที่มาสร้างความวุ่นวายให้ไร่ผม ตกลงไหม"

"ตกลง" หญิงสาวตอบหนักแน่นแววตามุ่งมั่นมาก...ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ทำให้ทั้งคู่หันขวับไปมอง

"ลมขา..."

เจ้าของเสียงคือนางแบบสาวหุ่นอวบอึ๋ม เธอวิ่งเข้ามาเกาะแขนและหอมแก้มวายุภัคฟอดใหญ่ "เมย์คิดถึงลมจังเลยค่ะ แล้วนี่ใครคะเนี่ย"

"แขกในไร่น่ะครับ วันนี้ไม่มีเดินแบบเหรอครับ"

"มีค่ะ แต่เมย์อยากมาหาลมมากกว่า"

"น่ารักจัง อย่างนี้ต้องให้รางวัลซะแล้ว" วายุภัคหอมแก้มและไซ้ซอกคอสาวเมย์ พลางเหลือบตามองทิชากรอย่างจงใจ เมย์หัวเราะคิกคัก แต่ทิชากรเบ้หน้าอย่างขยะแขยงแล้วรีบหันหลังเดินบ่นออกไปทันที

"อี๋...ผู้ชายบ้าอะไรก็ไม่รู้ หื่นไม่จำกัดที่ทาง โดนผีรังควานจนหน้าหมองเหมือนคนป่วยยังไม่รู้ตัวอีก...คนบ้า น่าขยะแขยงที่สุด"

วายุภัคสะใจที่แกล้งทิชากรได้ จากนั้นเขาพาสาวเมย์กลับไปนัวเนียคลอเคลียกันต่อในบ้านพัก แต่ขณะกำลังไซ้ซอกคออย่างมีอารมณ์   วายุภัคเห็นหน้าเมย์เน่าเละ   เขาผงะตกใจอุทานขึ้นมาจนเมย์งุนงง ถามเขามีอะไร?

วายุภัคเพ่งมองเห็นใบหน้าเมย์เป็นปกติ ก็เลยยิ้มเจื่อนๆ บอกว่าไม่มีอะไร

"งั้นก็ต่อสิคะ" เมย์กระชากคอเสื้อวายุภัคมาจูบ แต่แล้ววายุภัคก็เห็นเธอหน้าเน่าเละอีก เขาร้องลั่นว่าผี พร้อมกับผลักเธอออกอย่างแรงจนล้มก้นกระแทก คราวนี้สาวเมย์เลยของขึ้น ทั้งเจ็บทั้งโกรธตวาดแว้ดใส่เขา

"อะไรกันคะลม มาหาว่าเมย์เป็นผีได้ยังไง"

"ผมขอโทษครับเมย์ เดี๋ยวเราเข้าไปต่อในห้องนอนดีกว่า"

ชายหนุ่มจะประคองหญิงสาว แต่ถูกปัดมือปฏิเสธ บอกว่าวันนี้เมย์หมดอารมณ์แล้ว   พูดจบเธอปึงปังออกไปอย่างเสียอารมณ์ เขาเรียกเท่าไหร่เธอก็ไม่หันกลับมา

"ฟังยายเด็กบ้านั่นพูดมากจนเราถึงกับตาฝาดเห็นผีเลยเหรอเนี่ย" วายุภัคบ่นอย่างหงุดหงิด โดยไม่รู้ว่านางโหงพรายนั่งแสยะยิ้มอยู่บนหลังตู้

ooooooo

ในห้องพัก    ทิชากรเดินงุ่นง่านไปมาอย่างใช้ความคิด    ไม่รู้จะทำอย่างไรดีวายุภัคถึงจะเชื่อเรื่องผีนางโหงพราย   แล้วจู่ๆรักยมก็โผล่มา ทิชากรไม่ทันเห็นเลยชนอย่างแรง ทั้งสองล้มใส่กันจนร้องโอ๊ยเสียงดังลั่น ทิชากรตกใจปราดเข้าไปประคอง

"พี่รัก พี่ยม กะทิขอโทษ...อ้าว แล้วนั่นหัวไปโดนอะไรกันมาจ๊ะ ปูดเป็นลูกมะนาวเลย"

"ฝีมือนังผีร้ายน่ะสิ ผีอะไรก็ไม่รู้ เร็วชะมัด"

"กะทิ...กะทิต้องทำให้นายลมเชื่อเราให้เร็วที่สุดนะ เขาจะได้ยอมทำพิธีไล่นางผีโหงพรายออกจากตัว   ขืนปล่อยเอาไว้นานๆ มีหวังนายลมไม่รอดแน่ๆ"

"แต่เขาดื้อเหลือเกินนี่จ๊ะ แล้วยังมาหาว่ากะทิพูดจาเพ้อเจ้ออีก กะทิก็เลยไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน"

"แต่เราก็ต้องหาเกราะป้องกันให้เขานะ   อย่างน้อยก็ยังผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ อีกอย่างนังผีร้ายนั่นจะได้ไม่อาศัยจิตของนายลมทำให้มันแข็งแรงอย่างนี้ด้วย"

"แล้วเราจะหาเกราะป้องกันจากที่ไหนล่ะจ๊ะ"

ทิชากรกับพี่รักพี่ยมช่วยกันคิดอ่านครู่หนึ่ง แล้วทิชากรก็นึกขึ้นได้ เธอจับสร้อยพระที่คอซึ่งพ่อให้มา และนึกถึงคำสอนของพ่อ "จำเอาไว้ว่าบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยคืออำนาจที่จะคุ้มครองเอ็งให้พ้นภัย"

คิดได้ดังนั้นแล้ว ทิชากรจึงพยายามจะเอาสร้อยพระสวมใส่คอวายุภัคให้ได้ โดยพี่รักกับพี่ยมก็ช่วยด้วย แต่ความพยายามของเธอก็ล้มเหลว วายุภัครู้ทันและต่อว่าเธอยกใหญ่ ก่อนจะไปหงุดหงิดใส่ปฐพีอีกคนที่เอายาแก้เครียดมาให้ หลังจากปฐพีไปปรึกษาเพื่อนของทิพย์ธาราที่เป็นหมอ ขณะเดียวกัน อัคนีเองก็เป็นห่วงวายุภัค เขาอุตส่าห์ตามตัวพัชนีลูกสาวของกำนันทองที่ชอบพอวายุภัคมาปรนนิบัติดูแล  เผื่อจะช่วยให้วายุภัคสดชื่นและหายจากอาการประหลาดๆ   แต่กลายเป็นว่าวายุภัคโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเล่นงานอัคนีบ้านแทบแตก เพราะวายุภัคไม่เคยเสน่หาพัชนีเลยสักนิด

ด้านกำนันทอง เมื่อรู้ว่าลูกสาวไปหาวายุภัคมา เขาไม่พอใจอย่างมาก เตือนแล้วเตือนอีกไม่ให้ไปยุ่งกับคนคนนี้ จนพัชนีสงสัยว่าทำไมพ่อจงเกลียดจงชังเขานักหนา แค่เรื่องเจ้าชู้มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย พ่อเองก็ใช่ว่าจะมีแม่คนเดียวซะเมื่อไหร่

"ยัยมิ้งค์...ถ้ามันเจ้าชู้อย่างเดียวพ่อไม่ว่าหรอก แต่นี่มันเลวกว่าที่แกคิดเยอะ"

"อะไรล่ะคะ"

"แกอย่ารู้เลย"

"มิ้งค์ไม่รู้ก็ได้   งั้นมิงค์จะขอสั่งพ่อให้พ่อเลิกอคติกับพี่ลมได้แล้ว เพราะต่อไปพ่อต้องได้ลูกเขยเป็นผู้ชายเจ้าชู้อย่างที่พ่อเกลียดนักเกลียดหนาแน่นอน" พูดเสร็จพัชนีก็สะบัดจากไป ทิ้งให้กำนันทองฮึดฮัดโมโหอยู่คนเดียว

ooooooo

เมื่อใครต่อใครยุ่งวุ่นวายเพราะเข้าใจว่าวายุภัคไม่สบาย บ้างก็ว่าโดนของ แม้แต่เสกลูกน้องคนสนิทก็ยังออกปากว่าคุณลมน่าจะลองไปให้หมอตรวจสักหน่อย ทำให้วายุภัคทั้งเบื่อทั้งระอาอย่างที่สุด   คืนนี้หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว   วายุภัคตัดสินใจติดต่อไปยังซาร่า   หัวหน้างานของทิชากรซึ่งเป็นคนฝากฝังให้เธอมาอยู่ที่ไร่ของเขา

"ไฮ...พ่อลมรูปหล่อ ยังอยู่ดีใช่ไหมจ๊ะ พี่คิดว่าป่านนี้รบกับน้องกะทิของพี่จนต้องหามเข้าโรงพยาบาลกันไปแล้ว"

"ก็เกือบแล้วล่ะครับ พี่ซาร่าไปขุดเด็กเพ้อเจ้อคนนี้มาจากไหนครับเนี่ย"

"คุณเธอเขียนนิยายโพสต์ลงในเน็ตน่ะ เขียนได้สนุกจนคนติดกันหนึบเลย พี่ก็เลยชวนมาเขียนงานด้วย พอดีเห็นว่าเพิ่งเรียนจบก็เลยยึดไว้เป็นเด็กในสังกัดซะเลย เอ๊ะ ลมถามทำไมเหรอ นั่นๆๆ นั่นแน่ สนใจยายกะทิเข้าแล้วล่ะสิ"

"ต่อให้ผู้หญิงหมดโลก ผมก็ไม่สนใจแม่นี่หรอกครับพี่ซาร่า"

"ขอให้จริงอย่างที่พูดนะจ๊ะ เพราะพ่อของคุณน้องกะทิหวงลูกสาวม้ากมาก  แล้วพ่อเธอก็ไม่ใช่ธรรมดาด้วย  เป็นหมอไสยมือฉมังเลยนะ"

วายุภัคชะงักแล้วพึมพำกับตัวเอง "พ่อเป็นพวกพ่อมดหมอผีนี่เอง มิน่าถึงได้เพ้อเจ้อนัก"

ขณะเดียวกันที่นอกห้อง รักกับยมกำลังไล่ล่าเล่นงานนางโหงพราย อีกทั้งท่านเจ้าที่ก็พยายามช่วยด้วย นากรีมาเห็นภาพความวุ่นวายนั้นคาตาถึงกับช็อกหมดสติ เดือดร้อนรักกับยมต้องไปตามทิชากรมาดูอาการเธอ ส่วนนางโหงพรายก็หนีรอดไปได้อีกเช่นเคย

ท่านเจ้าที่เองก็อิดโรยอ่อนแรง   ทิชากรซึ่งมองเห็นท่านเจ้าที่และพูดคุยสื่อสารกับท่านได้   เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าสาเหตุที่ท่านไม่อาจสกัดนางโหงพรายและไม่สามารถคุ้มครองอาณาเขตแห่งนี้ได้ก็เพราะเจ้าของไร่ไม่ค่อยได้ทำบุญ

"คนอาไร้...หื่นก็หื่น ดื้อก็ดื้อ แล้วยังใจดำอีก แล้วท่านปู่พอจะทราบไหมคะว่าใครเป็นตัวการทำของใส่คุณลม"

"ข้าไม่รู้ ข้ารู้แต่ว่ามันเกิดจากแรงแค้น...แค้นมาก แต่ตอนนี้ไอ้หมอผีมันตั้งใจจะให้พ่อหนุ่มนั่นทรมานจนถึงที่สุด แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าหมอผีที่ทำจะเปลี่ยนใจฆ่าเขาเมื่อไหร่"

"คุณลม...คุณไปทำให้ใครเขาแค้นคุณนักหนาเนี่ย เขาถึงคิดจะฆ่าคุณอย่างนี้" ทิชากรพึมพำหน้าเครียด...

ฟากนางโหงพรายที่กลับไปหมอบนิ่งกับพื้นต่อหน้าหมอผีจอมบงการ หมอผีหน้าตาดุดันไม่พอใจอย่างมาก ด่านางโหงพรายว่าโง่นัก แค่นี้ก็ทำงานไม่สำเร็จ...จากนั้นเขาคว้าไม้หวายขึ้นมาแล้วพนมมือท่องคาถาบางอย่าง ก่อนเอาหวายนั้นฟาดลงที่กลางหลังของนางโหงพรายอย่างแรง นางโหงพรายถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่หมอผีหาได้ยั้งมือ กลับฟาดหวายลงไปอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ooooooo

ตอนที่ 2

เช้าขึ้นวายุภัคออกจากห้องมาเจอนากรีนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ที่ระเบียง เขาตกใจรีบเข้าไปยกนิ้วอังที่จมูก พอแน่ใจว่ายังหายใจอยู่ก็แตะตัวเรียก ครู่เดียวนากรีกระเด้งตัวลุกพรวดขึ้นร้องลั่นว่า ผีหลอก พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย...

เห็นนากรีตัวเนื้อสั่นพูดไม่เป็นภาษา ชายหนุ่มจับตัวนากรีเขย่าให้สติ แต่นากรียังพูดพล่ามเรื่องผี เธอเห็นเต็มสองตา ผีเด็กสองคนกับผีผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก แถมนากรียังไปเล่าให้เพื่อนฝูงในเรือนคนงานฟังแบบเดียวกันนี้ด้วย ทุกคนไม่เชื่อ หาว่านากรีตาฝาด โดยเฉพาะเสกรำคาญถึงกับไล่ทุกคนแยกย้ายไปทำงาน ก่อนที่คุณลมจะมาเห็นเข้าแล้วโดนด่ากันหมด

สายหน่อย ลุงคนหนึ่งเอาองุ่นหลายสิบกล่องมาส่งให้ที่ไร่สายลม โดยพันทิวา เลขาฯของวายุภัคเป็นคนรับไว้ ระหว่างนี้ภานุเดินผ่านมา ลุงมองภานุแวบหนึ่งก่อนขึ้นรถกระบะของแกขับออกไป ส่วนพันทิวาฉีกยิ้มกว้างเตรียมเข้าไปหาภานุ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นกลับจางหายไปทันที เพราะภานุไม่ทักทายเธอสักคำ กลับเดินไปหาทิชากรที่เดินเข้ามาถามหาวายุภัค

ภานุเจ้าชู้มาก หญิงสาวหลายคนที่มาสมัครงานในไร่ กลายเป็นของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวของภานุมานักต่อนักแล้ว เฉกเช่นเดียวกับพันทิวาที่หลงคารมภานุจนตกเป็นเมียลับๆ ซึ่งเธอต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับความเจ้าชู้และความซาดิสต์ของเขาเรื่อยมา

รักกับยมโล่งใจไปทีเมื่อรู้จากทิชากรว่านากรีฟื้นแล้ว และทิชากรก็กำลังตามหาวายุภัคเพื่อจะบอกเรื่องสำคัญที่รู้จากท่านเจ้าที่เมื่อคืนนี้ จู่ๆวายุภัคก็พรวดพราดมาต่อว่าทิชากร หาว่าเธอแต่งเรื่องผีสางขึ้นมาทำให้คนในไร่ขวัญหนีดีฝ่อ นากรีถึงกับเพ้อเรื่องผีไม่หยุด เพ้อว่าเจอผีผู้หญิงกับผีเด็กบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ผมตั้งไปทั้งหัว ป่านนี้เรื่องเหลวไหลพวกนี้คงลามไปทั่วไร่ของตนแล้ว

พูดขาดคำ วายุภัคก็ร้องโอ๊ย ยกเท้าสะบัดเร่าๆอย่างเจ็บปวด นั่นก็เพราะรักกับยมไม่พอใจที่ถูกด่า เลยกระทืบเท้าเขาเต็มแรง แล้วยังจะซ้ำอีกที ถ้าทิชากรวิ่งเข้ามาขวางไม่ทัน วายุภัคซึ่งไม่เห็นรักยม เห็นแต่ทิชากรพูดคนเดียว เลยหาว่าเธอเพี้ยนไปแล้ว ทั้งแต่งเรื่องเก่ง ทั้งเล่นมายากลก็เป็น

"ฉันไม่ได้ทำ พี่รักพี่ยมต่างหากที่ทำ ถ้าคุณไม่ไปว่าพวกพี่เขาก่อน คุณคงไม่โดนแบบนี้หรอก ถ้าคุณพูดเรื่องของคุณจบแล้ว ฉันก็ขอพูดบ้าง คุณช่วยกรุณาทำบุญให้เจ้าที่เจ้าทางในไร่คุณบ้างนะ ตอนนี้ท่านไม่มีเรี่ยวแรงจะปกป้องคุณจากผีร้ายแล้วรู้บ้างไหม"

"หยุดแต่งเรื่องโกหกสักทีได้ไหมกะทิ"

"จะให้บอกกี่ทีว่าฉันไม่ได้โกหก ถ้าคุณไม่เชื่อฉัน งั้นคุณมานี่กับฉันเลย"

"ไม่ ผมไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น"

"แต่คุณต้องไป" ทิชากรเข้ายื้ดยุดแล้วฉุดมือวายุภัคออกไปจนได้ พาเดินไปทางต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของท่านเจ้าที่

"คุณพาผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย"

"ฉันรู้ว่าคุณมองไม่เห็นท่านเจ้าที่ตรงนี้หรอก แต่ฉันอยากให้คุณรู้เอาไว้ว่าตรงนี้มีท่านเจ้าที่อยู่ ท่านอ่อนแรงมากเพราะท่านช่วยคุณจากผีร้ายที่ถูกส่งมาจากคนที่เขาต้องการแก้แค้นคุณ"

"แก้แค้น?"

"ใช่ ฉันไม่รู้ว่าคุณเคยไปทำอะไรให้ใครโกรธแค้นเอาไว้ แต่เขาคนนั้นต้องการชีวิตคุณ"

"ผมไม่เคยมีศัตรูนอกจากคุณ และถ้าคุณจะต้องการแก้แค้นอะไรผม ผมขอให้คุณไปหาหมอโรคจิตซะก่อนจะดีกว่า"

"คุณต้องเชื่อฉันนะ คุณ..." ทิชากรชะงักเพราะวายุภัคไม่ยอมฟัง เดินหนีออกไปแล้ว เธอจึงเดินตามไปด้วยความโมโห แล้วเกิดสะดุดรากไม้จนล้มคว่ำ โชคดีที่วายุภัคหันกลับมารับทัน ร่างของเธอจึงล้มทับวายุภัคเต็มๆไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ริมฝีปากเธอปะทะกับแก้มเขาอย่างจัง ท่านเจ้าที่ที่กำลังนั่งสมาธิถึงกับลืมตาโพลงตกใจ แล้วรีบหลับตาต่ออย่างสำรวม

ทิชากรผุดลุกขึ้นหน้าแดงก่ำด้วยความอาย ไม่รู้จะทำยังไงเลยตบหน้าวายุภัคและด่าซ้ำว่าคนฉวยโอกาส ก่อนเดินปึงปังออกไปทันที แทนที่วายุภัคจะโกรธ เขากลับยิ้มชอบใจ โดยไม่รู้ว่าอัคนีขี่ม้าอยู่อีกทางกำลังจับจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มขำๆ

แล้วอัคนีก็กลับไปเล่าให้ทุกคนที่บ้านฟังอย่างขำขัน แถมยังนึกสนุกจะให้อัจจิมาภรรยาสุดรักทำท่าเลียนแบบทิชากรตอนล้มทับวายุภัค แต่อัจจิมาไม่เล่นด้วย หาว่าอัคนีชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ขณะที่ปฐพีเริ่มมองเห็นเค้าลางความแปลกประหลาดของวายุภัค ทำไมเขาถึงยอมให้ทิชากรตบฟรีๆโดยไม่ตอบโต้ อัคนีเสริมว่าใช่ แปลกมาก เพราะถ้าเป็นวายุภัคคนเดิม ตบมามันจูบกลับไปแล้ว แสดงว่าทิชากรต้องมีอะไรดีแหงๆ

ooooooo

รักกับยมชอบกินองุ่นมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบสดๆหรือแปรรูปเป็นน้ำองุ่น ทิชากรจึงมีหน้าที่ซื้อมาให้กินเป็นประจำ แต่วันนี้รักกับยมอยากให้ทิชากรซื้อองุ่นไปเยี่ยมนากรีเป็นการไถ่โทษที่พวกเขาทำให้เธอไม่สบาย ทิชากรจึงทำตามคำขอ แล้วพอไปถึงก็พบว่านากรีอาการดีขึ้นมาก โบพาบอกว่าคุณลมให้พี่ศักดิ์พาไปหาหมอมา หมอบอกว่าเป็นไข้ธรรมดาก็เลยให้ยากลับมากิน

"ท่าทางคุณลมจะดูแลคนงานในไร่ดีจังเลยนะคะ"

"อูย...คุณลมนะคะ ทั้งดูแลดีทั้งใจดี พวกเรายกให้เป็นพ่อกันเลยค่ะ" จันทูพูดอย่างปลาบปลื้มชื่นชม ทิชากรเบ้ปากนิดหน่อยอย่างไม่ค่อยเชื่อ แล้วแกล้งถามต่อ

"คุณลมเป็นคนดีขนาดนี้แล้วเขามีศัตรูบ้างไหมคะเนี่ย"

"อืม...ไม่มีนะคะ อย่างคุณลมศัตรูไม่ยุ่งมุ่งแต่สตรีค่ะ" พูดแล้วจันทูก็หันไปหัวเราะคิกคักกับโบพา...ทิชากรยิ้มเจื่อนก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า น้ำหน้าอย่างนายเหรอจะเป็นคนดี?

แต่แล้วความดีมีน้ำใจของวายุภัคก็ประจักษ์แก่สายตาทิชากรในเวลาต่อมา เมื่อเธอเดินไปในไร่องุ่นแล้วเห็นวายุภัคเคลียร์ปัญหาหนี้สินให้คนงานที่ทะเลาะถึงขั้นชกต่อยกัน... ไม่ทันที่เธอจะเดินเข้าไปหาวายุภัค ภานุแล่นรถมาทักเธอก่อน และพอรู้ว่าเธอจะไปทำบุญที่วัด ภานุก็ขันอาสาพาไปทันที ทิ้งให้พันทิวายืนมองตามตาปริบๆด้วยความเสียใจ

ภานุแปลกใจเมื่อรู้ว่าทิชากรมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านเจ้าที่ พอทั้งคู่เข้าไปกราบพระในโบสถ์ รักยมที่ติดตามทิชากรมาด้วยก็แกล้งหยิกขาภานุจนเขาสะดุ้งโหยง เหลียวมองบรรยากาศรอบตัวที่ค่อนข้างวังเวงอย่างกลัวๆ ที่สุดภานุก็อยู่ไม่ได้ต้องขอตัวออกไปรอข้างนอก

การทำบุญของทิชากรส่งอย่างรวดเร็วทันใจ ท่านเจ้าที่ได้รับผลบุญนั้นทำให้มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันตา...ขณะรถภานุแล่นผ่านต้นไม้ใหญ่ ทิชากรยกมือไหว้ท่านเจ้าที่ที่ยืนส่งยิ้มให้ ภานุแปลกใจถามทิชากรว่าไหว้อะไร เธอบอกว่าไหว้เจ้าที่ แต่พอเขาถามอีกว่าน้ำมนต์หลังรถหลายขวดเอามาทำอะไร เธอนิ่งไม่ตอบ แต่ยิ้มอย่างมีแผน

ทิชากรตั้งใจจะเอาน้ำมนต์มาล้างคุณไสยมนต์ดำออกจากตัววายุภัค แต่ในคืนนี้เองหมอผีได้ทำพิธีเสกคุณไสยเข้าตัววายุภัคอีก วายุภัคถึงกับปวดหัวร้องโอดโอยอย่างทรมาน พอเช้าขึ้นเขาจึงตื่นมาด้วยอาการมึนๆเบลอๆ ไม่สดชื่น ก่อนจะพาสังขารเหมือนคนป่วยไปขอข้าวต้มบ้านพ่อแม่กิน แล้วตามด้วยยาแก้ปวดหัว

สุพรรษากับมนตรีไม่อยู่บ้าน พวกเขาออกไปที่สำนักหมอดูแห่งหนึ่ง สุพรรษากังวลมากกับอาการแปลกๆของวายุภัคที่เป็นมานาน จนเมื่อหมอดูทักว่าลูกของเธอกำลังมีเคราะห์ เป็นเคราะห์ใหญ่หลวง อาจถึงตายได้เลยทีเดียว แต่ถ้าเขาสามารถผ่านพ้นเคราะห์หนักนี้ไปได้ ต่อไปชีวิตเขาก็จะเจอแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ถ้าไม่ได้ก็จบ สุพรรษาก็ยิ่งไม่สบายใจ ถามหมอดูว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ลูกของเธอผ่านช่วงนี้ไปได้

"เขามีดวงนารีอุปถัมภ์อยู่" คำตอบของหมอดูทำเอามนตรียิ้มหน้าบานอย่างถูกใจ

"เชื้อไม่ทิ้งแถวพ่อมันเลยวุ้ย หมอรู้ไหมตอนผมหนุ่มๆนะ นารีวิ่งเข้ามาชนิดที่เรียกว่าหัวบันไดไม่แห้ง"

"เคยมีคนบอกไหมคะว่าคุณก็มีดวงนารีพิฆาตด้วย ถ้าไม่หุบปากแล้วอยู่เฉยๆเดี๋ยวนี้" สุพรรษาจ้องตาเขียว มนตรีเลยจ๋อยไป "ขอโทษนะคะพ่อหมอ แล้วยังไงต่อคะ"

หมอดูหลับตานิ่งไปนิดก่อนบรรยายรูปร่างลักษณะผู้หญิงที่วายุภัคควรอยู่ใกล้เข้าไว้ เพราะเธอคนนี้จะช่วยเขาได้อย่างแน่นอน ซึ่งคำบรรยายของหมอดูล้วนแล้วถูกต้องตรงเผงกับลักษณะของทิชากร

เวลานี้เอง ทิชากรก็พยายามจะช่วยวายุภัคด้วยการเอาน้ำมนต์ที่ได้มาจากพระสาดใส่เขาไปทุกที่ด้วยวิธีการต๊องๆตามประสาเธอ บ้างก็แอบผสมน้ำมนต์ลงในน้ำให้เขาดื่ม เพื่อให้อาการของคนถูกของแสดงออกมา แต่วายุภัคก็ไวสมชื่อลม เขาสามารถรอดพ้นจากการจู่โจมอย่างบ้าระห่ำของเธอได้ทุกที แต่ผลที่เกิดขึ้นคือสาวๆของวายุภัคต่างหายกันไปเกือบหมด เนื่องจากพวกเธอโกรธนักที่วายุภัคให้ความสนใจกับการรับมือและตอบโต้
ทิชากรจนไม่สนใจพวกเธอ

พัชนีหรือสาวมิ้งค์ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ เธอร้องห่ม ร้องไห้กลับไปบ้านหลังถูกวายุภัคทิ้งไว้ที่ร้านอาหารคนเดียว กำนันทองเห็นน้ำตาลูกสาวก็เต้นเป็นเจ้าเข้า ผลุนผลันออกจากบ้านตรงไปไร่สายลมเพื่อเจรจากับวายุภัค

"ลุงกำนันมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ"

"ฉันมาที่นี่ก็เรื่องลูกสาวฉันกับนายนั่นแหละ ฉันรู้นิสัยนายดีว่ามีผู้หญิงเยอะแยะและไม่เคยคิดจริงจังกับใคร นายจะทำตัวแบบนี้กับผู้หญิงที่ไหนก็เรื่องของนาย แต่ไม่ใช่กับลูกสาวของฉัน"

"ลุงกำนันสบายใจได้เลยครับ ผมไม่ทำให้น้องมิ้งค์เสียใจแน่ เพราะผมไม่เคยคิดอะไรกับน้องมิ้งค์มากไปกว่าพี่ชายกับน้องสาว"

"ไม่คิด...แล้วนายไปให้ความหวังลูกสาวฉันทำไม"

"ผมไม่เคยให้ความหวังน้องมิ้งค์"

"ไม่ให้ความหวังแล้วลูกสาวฉันมันจะคลั่งนายถึงขนาดนี้เรอะ ขนาดฉันห้ามไม่ให้มิ้งค์มายุ่งกับนาย มันยังไม่ฟังฉันเลย"

"เอาเป็นว่าผมขอยืนยันนะครับว่าผมไม่เคยคิดหรือให้ความหวังอะไรกับน้องมิ้งค์ทั้งนั้น"

"ตอนแรกฉันคิดว่าจะให้โอกาสนายสักหน่อย เห็นทีคงจะไม่ต้องแล้ว ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันรักลูกสาวฉันมาก และฉันก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายจิตใจลูกสาวฉันด้วย"

กำนันทองจ้องเขม็งกัดฟันกรอดก่อนเดินปึงปังออกไป วายุภัคถอนใจทิ้งอย่างเบื่อหน่าย

ooooooo

หลังจากไปหาหมอดูมา สุพรรษาก็เอาแต่นั่งถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าต่อหน้าสามีและลูกชาย ลูกสะใภ้ จนทุกคนเป็นห่วงพยายามช่วยกันปลอบใจ แต่สุพรรษาก็หาได้คลายความกังวล อัคนีจึงเสนอว่าเราน่าจะเรียกทิพย์ธารากลับมาตรวจวายุภัคอย่างละเอียด หรือไม่ก็วางยานอนหลับเพื่อเอามันไปหาหมอ

เมื่อตกลงกันตามนี้แล้ว อาหารมื้อเย็นสำหรับวายุภัค จึงมียานอนหลับผสมอยู่  แต่ปรากฏว่าวายุภัคให้สาวใช้มาบอกว่าเขาไม่มากินข้าวที่นี่ พ่อแม่และพี่ชายจึงต้องเฮละโลกันเอาอาหารไปให้วายุภัคถึงบ้านพักในไร่องุ่น พอดีไปเจอทิชากรกำลังต่อว่าวายุภัคที่แอบเข้าไปเทน้ำมนต์ของเธอทิ้งทั้งหมด

ทั้งคู่ทุ่มเถียงกันหน้าดำหน้าแดง สุพรรษาพอได้ยินทิชากรบอกว่าวายุภัคโดนของก็ตกใจอย่างมาก ก่อนจะค่อยๆมองพิจารณารูปร่างหน้าตาของทิชากรอย่างถ้วนถี่ ปรากฏว่าเหมือนที่หมอดูบรรยายเอาไว้ราวกับแกะ สุพรรษาเลยยิ่งเชื่อ ถามทิชากรว่าลูกชายของตนโดนใครเล่นของ

"กะทิก็ไม่ทราบค่ะ รู้แต่ว่าคนคนนั้นเขาอาฆาตแค้นคุณลมมาก เขาถึงได้ส่งนางโหงพรายมาคอยทำร้ายคุณลม แล้วมันกับนายของมันก็มีฤทธิ์มากด้วยนะคะ ขนาดพี่รักพี่ยมยังจับมันไม่ได้เลย"

"เอ่อ...หนูมีกุมารทองมาด้วยเหรอ" มนตรีแปลกใจ... ทิชากรยังไม่ทันจะตอบ วายุภัคก็โพล่งขึ้นด้วยสีหน้าเอือมระอา

"ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณพ่อ เดี๋ยวก็มีโผล่มาอีกเยอะ ไหนจะพี่รักพี่ยม ท่านเจ้าที่ ผีผู้หญิง...เพียบ! ตามประสาสาวช่างจินตนาการน่ะครับ"

"ฉันไม่ได้จินตนาการ ฉันเห็นจริงๆ" ทิชากรยืนยัน

"ถ้างั้นคุณก็ทำให้พวกเราเห็นด้วยสิว่าทุกอย่างที่คุณพูดเป็นเรื่องจริง ไหนล่ะครับพี่รักพี่ยมของคุณน่ะ"

คนอื่นๆพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของวายุภัค ทิชากรจึงหันไปสบตาพี่รักพี่ยมที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่ทั้งสองจึงกระซิบบอกเรื่องอาหารที่พวกเขาเอามามียานอนหลับ พอทิชากรพูดออกมา พวกสุพรรษาถึงกับตะลึงอย่างคาดไม่ถึง ยอมรับว่าเธอคนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ แต่วายุภัคกลับหงุดหงิดหัวเสียใส่ปฐพีคนต้นคิดเรื่องยานอนหลับ จนสุพรรษาต้องปรามด้วยท่าทีขึงขัง และสรุปว่าแม่คงไม่ต้องพาลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ควรทำตามที่หนูกะทิแนะนำจะดีกว่า

"ใช่ค่ะ เพราะหนทางเดียวที่จะช่วยคุณลมได้ก็คือต้องทำพิธีล้างของมนตร์ดำในตัวเขาออก"

"ไม่! ผมไม่ทำ ผมไม่ยอมเป็นเหยื่อของพวกสิบแปดมงกุฎง่ายๆหรอก" วายุภัคโวย

"แต่แม่เห็นด้วยกับหนูกะทินะลม ทำเถอะนะลูกนะ เพื่อความสบายใจของทุกคน"

"แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆนี่ครับแม่"

"งั้นแม่จะให้เวลาลมอีกหนึ่งอาทิตย์ ถ้าลมยังไม่กลับมาเป็นลมคนเดิม ลมจะต้องทำตามพิธีของหนูกะทิ"

วายุภัคเถียงไม่ออก เพราะน้ำเสียงแม่เข้มและเด็ดขาดมาก ด้านอัจจิมากับชะเอมซึ่งรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน พอรู้เรื่องก็ตกใจและคาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับวายุภัค ส่วนปฐพีข้องใจในตัวทิชากรมากถึงกับให้นทีช่วยไปสืบประวัติของเธอมาให้ ปรากฏว่าประวัติของเธอขาวสะอาด แต่ยังไงเสียปฐพีก็ยังอยากจะพิสูจน์ให้ชัดไปเลยว่าเธอไม่ใช่พวกหลอกลวง ต้มตุ๋นจริงๆ

ดังนั้นปฐพีพร้อมด้วยชะเอมจึงวางแผนไปพบทิชากร โดยชะเอมบอกทิชากรว่าตนทำแหวนแต่งงานหาย และรู้มาว่า ทิชากรมีความสามารถพิเศษ เลยจะมาขอความช่วยเหลือ ทิชากรมองหน้าสองคนผัวเมียนิ่งไปครู่  ก่อนจะพูดรู้ทันว่าทำไมคุณต้องมาถาม ในเมื่อคุณดินเป็นคนถอดแหวนออกแล้วใส่ลงไปในลิ้นชักตัวเอง สองคนผัวเมียถึงกับเหวอไปเลย เพราะมันคือเรื่องจริง

"ถ้าคุณคิดจะพิสูจน์ว่าฉันเป็น 18 มงกุฎหรือเปล่า ฉันก็บอกได้เลยว่าฉันไม่ได้เป็น ที่จริงฉันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยคุณลมด้วย แต่ที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพราะฉันไม่อยากเห็นใครคนหนึ่งต้องตายไปโดยที่ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ถ้าหมดธุระแล้ว ฉันขอตัวนะคะ"

ทิชากรเดินออกไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด ปฐพีกับชะเอมรีบตามมาขอโทษที่พวกตนไม่เชื่อใจเธอ

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจดีว่าเรื่องอย่างนี้มันยากที่จะเชื่อ"

"งั้นคุณกะทิก็ไม่โกรธเราแล้วใช่ไหมคะ"

ทิชากรพยักหน้ารับ ปฐพีอยากทำความรู้จักเธอให้มากกว่านี้จึงเอ่ยปากชวนเธอไปกินอาหารเย็นที่บ้าน ถือเป็นการเลี้ยงขอโทษ พอเห็นทิชากรอิดออด ชะเอมจึงอ้างว่าคุณแม่ก็อยากเจอ แล้วรวบรัดตัดความว่าคืนนี้หนึ่งทุ่มเจอกันที่บ้าน

ยังไม่ทันจะเย็น นากรีที่ฝากโบพาและจันทูซื้อหวยเมื่อตอนเช้าก็ได้รับข่าวดี นากรีถูกหวยเลขท้ายสองตัวที่ได้ยินผีเด็กกระซิบบอกเมื่อวันก่อน นากรีดีใจยกใหญ่รีบจัดอาหารคาวหวานมาเซ่นไหว้ รักกับยมเลยอิ่มแปล้สบายไป

ooooooo

ตอนที่ 3

สุพรรษาดีใจเมื่อรู้ว่าเย็นนี้ทิชากรจะมากินข้าวด้วย  เธอรีบโทร.ไปเล่าให้ทิพย์ธาราที่ปารวัตรฟังถึงความพิเศษและความน่ารักของทิชากร ซึ่งดูจะถูกใจวายุภัคด้วย แต่เขายังปากแข็งอยู่ แต่ถ้าเขาคิดจะจีบจริงๆ แม่ก็เชียร์ใจขาดเลย

"ท่าทางแม่จะชอบคุณกะทิอะไรนี่จริงๆเลยนะคะ"

"ก็เด็กนั่นท่าทางจริงใจดี แล้วถ้าเขาจะเป็นคนที่ช่วยรักษาชีวิตลมได้ แม่ก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นคู่บุญคู่วาสนากันนะน้ำ"

"แหม น้ำชักอยากจะเห็นหน้าว่าที่พี่สะใภ้แล้วสิคะ"

"งั้นแม่จะพยายามกล่อมให้หนูกะทิอยู่จนถึงงานเก็บองุ่นประจำปีนะลูก น้ำจะได้กลับมาเจอ...แค่นี้ก่อนนะน้ำ หนูกะทิมาแล้วล่ะจ้ะ"

สุพรรษาวางสายแล้วเดินไปต้อนรับทิชากรด้วยรอยยิ้ม พาเข้าไปยังห้องอาหารที่ทุกคนนั่งอยู่เต็มโต๊ะ ยกเว้นวายุภัคที่ยังมาไม่ถึง หลังจากทักทายกันแล้ว อัจจิมาบอกทิชากรว่าตนเป็นแฟนนิยายของเธอด้วย ทิชากรจึงยิ้มรับไมตรีนั้น

"เป็นยังไง หาข้อมูลเขียนนิยายไปถึงไหนแล้ว" มนตรีชวนคุย

"ได้เยอะแล้วค่ะ อีกไม่นานก็คงจะกลับบ้านได้แล้ว"

สุพรรษาตกใจรีบห้ามเสียงหลง "อย่าเพิ่งกลับเลยจ้ะหนู...ที่นี่มีข้อมูลให้หนูเอาไปเขียนข้อมูลได้อีกเยอะมาก หรือไม่ก็เอาเรื่องฟาร์มโคของเจ้าไฟ หรือรีสอร์ตของเจ้าดินใส่ไปด้วยสิจ๊ะ หนูจะได้อยู่นานๆไง"

"แหม...ออกหน้าออกตาจังเลยนะคุณ" มนตรีกระซิบแซวภรรยา เลยโดนเธอค้อนปะหลับปะเหลือกเข้าให้

วายุภัคมาถึงแล้ว พอเห็นทิชากรนั่งอยู่ด้วย ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ส่วนทิชากรก็ทำเมินไม่มอง จนเมื่อกินอาหารเสร็จ ทิชากรบอกว่าอาหารอร่อยมาก รสชาติคล้ายกับฝีมือแม่ของตน

"ถ้าอร่อยต้องมาทานบ่อยๆนะคะ ใช่ไหมคะคุณแม่"

"ถูกต้องที่สุดจ้ะ"

สุพรรษากับชะเอมยิ้มอย่างรู้กันแล้วปรายตามองวายุภัค แต่ฝ่ายนั้นกลับเสดื่มน้ำทำเป็นไม่เห็น พอดีกันยายกจานองุ่นเข้ามา วายุภัคจึงเปลี่ยนเรื่องทันที

"วันนี้ผมลองเอาองุ่นพันธุ์ใหม่มาให้ชิมกันด้วย ดูสิว่าจะถูกใจกันหรือเปล่า"

สุพรรษารับองุ่นจากวายุภัคไปชิมคนแรก แล้วชมว่าอร่อยจัง กรอบแล้วก็ไม่หวานเกินไป ทิชากรไม่มีทีท่าว่าสนใจ เธอควักผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กขึ้นมาซับปาก ชะเอมเห็นเข้าก็ทักว่าผ้าเช็ดหน้าสวยจัง

"กะทิปักเองค่ะ แม่ชอบสอนให้กะทิเย็บของใช้เองค่ะ มันประหยัดแล้วก็ไม่เหมือนใครดีด้วย"

"ดีจังเลยจ้ะ สมัยนี้จะหาเด็กผู้หญิงสนใจงานฝีมืออย่างนี้ยากมากเลยนะ แล้วดูสิ ฝีมือดีซะด้วยนะ ป้าภูมิใจแทนคุณแม่หนูจังเลยจ้ะ"

"เก่งจัง คุณกะทิช่วยสอนพวกเราทำบ้างได้ไหมคะ พอดีจี๊ดอยากมีผ้าเช็ดหน้าเก๋ๆเอาไว้ใช้บ้างน่ะค่ะ"

ทิชากรยิ้มรับ แล้วอีกครู่ต่อมาการสอนปักผ้าเช็ดหน้าก็เริ่มขึ้น โดยมีสายตาของพวกผู้ชายจับจ้องมองมาอย่างสนใจ พร้อมกับแอบเม้าท์กันไปด้วย

"เห็นทีว่าพ่อคงต้องเตรียมสินสอดจริงๆแล้วว่ะ"

"เตรียมทำไมพ่อ" วายุภัคสงสัย

"อ้าว...ก็เตรียมไว้ไปขอหนูกะทิไงล่ะ"

"ผมไม่ได้ชอบเธอสักหน่อย สาวๆของผมมีสวยกว่านี้ตั้งหลายคน ผมแต่งงานกับพวกนั้นไม่ดีกว่าเหรอ"

"เออ...พ่อรู้ว่าสาวๆของแกเด็ดสะระตี่ทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครที่จะทำให้แม่แกชอบได้เท่ากับหนูกะทิเลยจริงไหม แล้วแกเชื่อพ่อนะ ถ้าแกจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต รูปร่างภายนอกไม่ใช่สิ่งสำคัญหรอก แต่มันสำคัญที่ว่าเธอคนนั้นพร้อมจะอยู่กับแกทั้งยามทุกข์หรือสุขหรือเปล่า"

"ถูก! แล้วฉันเชื่อว่าบรรดาสาวๆอึ๋มๆของแก ถ้ารู้ว่าแกผีเข้าอย่างนี้ล่ะก็ ป่านนี้วิ่งหนีกันไปหมดแล้ว ไม่มีใครทนอยู่ช่วยแกอย่างคุณกะทิหรอก"

"เออ วันนี้ไอ้ไฟพูดถูกใจเป็นครั้งที่สองโว้ย ท่าทางฝนจะตกใหญ่" มนตรีหัวเราะร่า อัคนีกับปฐพีพลอยขำไปด้วย ส่วนวายุภัคจ้องมองทิชากรนิ่งอย่างพิจารณา แววตาของเขาอ่อนโยน รู้สึกปิ๊งทิชากรขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

สมควรแก่เวลาแล้ว ทิชากรลากลับโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำผ้าเช็ดหน้าหล่นไว้ วายุภัคเก็บได้แต่ไม่ยอมคืนให้ ทั้งๆที่เขาก็ต้องขับรถไปส่งเธอที่บ้านพักตามคำสั่งของพ่อกับแม่ ระหว่างทางทิชากรนั่งเงียบตัวลีบติดประตู วายุภัคเลยกระเซ้าว่า

"ทำไมคุณถึงต้องนั่งติดประตูอย่างงั้นล่ะ ผมไม่ปล้ำคุณหรอกน่า"

"จะไว้ใจคุณได้ไง คุณบ้ากามจะตาย"

วายุภัคอมยิ้ม แล้วแกล้งพุ่งรถเข้าจอดข้างทาง ทิชากร ตกใจโวยวายลั่น

"จอดรถทำไมน่ะ อย่าทำบ้าๆนะ"

ชายหนุ่มไม่สน กลับยื่นหน้าเข้าไปจ้องหน้าเธอใกล้ๆ "ผมแค่อยากมองหน้าคุณชัดๆว่าผู้หญิงกระโดกกระเดกอย่างคุณน่ะปักผ้าสวยๆก็เป็น"

"นี่คุณจะชมหรือจะว่าฉันกันแน่เนี่ย"

"คิดเอาเองสิ" เขายังจ้องหน้าเธอไม่เลิก ตาเป็นประกายสนุกที่ได้แกล้ง แต่ทิชากรหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นสายตาแบบนั้น เลยแสร้งโวยวายกลบเกลื่อน

"พาฉันกลับที่พักได้แล้ว ไม่งั้นฉันจะเรียกพี่รักพี่ยมมาจัดการกับคุณ"

"กลัวตายละ" เขาพูดยิ้มๆ ก่อนออกรถต่อไป พอไปถึงหน้าบ้านพัก ชายหนุ่มรีบลงจากรถมาเปิดประตูให้หญิงสาว แล้วก็ทวงถามค่าตอบแทนที่เขาอุตส่าห์ขับรถมาส่ง โดยเอียงแก้มรอหวังว่าเธอจะจูบซักฟอด แต่ที่ไหนได้ เธอกลับกระทืบเท้าเขาแล้วยังด่าซ้ำว่าบ้ากามก่อนจะวิ่งหนีเข้าบ้านพักไป

ooooooo

คืนนี้เอง วายุภัคถูกคุณไสยครอบงำจิตใจและถูกผีตายโหงเล่นงานซ้ำอีก ทิชากรรับรู้จากท่านเจ้าที่ พร้อมกับไกรฤทธิ์พ่อของเธอก็โทร.มาหาบอกเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งพ่อย้ำว่าคืนนี้ดวงชะตาของไอ้หนุ่มนั่นยังไม่ถึงฆาต ไอ้พวกนั้นยังทำอะไรเขาไม่ได้ แต่หลังพระอาทิตย์ตกดินวันพรุ่งนี้ ถ้าลูกยังช่วยเขาไม่ได้ เขาไม่รอดแน่

เช้าขึ้นทิชากรร้อนใจมาก เช่นเดียวกับภานุ เสกและนากรีที่มาเห็นสภาพวายุภัคไม่ต่างจากผีดิบ และที่สุดทุกคนก็เชื่อในคำพูดของทิชากรว่าวายุภัคโดนของ ซึ่งพวกเราต้องร่วมมือกันช่วยเขาให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน โดยทิชากรให้เสกกับภานุไปหาว่านตะบะซึ่งเป็นว่านที่มีฤทธิ์ช่วยขับไล่ปัดเป่าภูตผี
ปีศาจ และน้ำมนต์เก้าวัดมาทำพิธี

ทั้งสองคนหาของสองสิ่งมาให้ทิชากรทันเวลา จากนั้นพิธีกรรมของทิชากรจึงเริ่มขึ้น โดยมีไกรฤทธิ์พ่อของเธอทำพิธีช่วยด้วยอีกแรงอยู่ทางบ้าน เมื่อวายุภัคฟื้นและกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง เขาโกรธจัดเพราะเสียหน้าที่หญิงสาวบุกเข้ามาถึงในบ้านและกล่อมทุกคนจนเชื่อว่าเขาถูกคุณไสยจริง เขาจึงต่อว่าเธอเป็นการใหญ่ ขณะที่ทิชากรก็น้อยใจที่เธออุตส่าห์ช่วยแต่กลับถูกตำหนิ ซ้ำยังดื้อดึงไม่เชื่อคำพูดของเธอเสียที ทั้งคู่จึงมีปากเสียงกันรุนแรง

แล้ววายุภัคก็เผลอลวนลามจูบทิชากรไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้เธอโกรธมากและประกาศกร้าวจะไม่ช่วยเขาอีกแล้ว พร้อมกับเก็บข้าวของกลับบ้าน แต่ระหว่างทางท่านเจ้าที่ส่งกระแสจิตมาบอกรักยมว่าพวกผีร้ายย้อนกลับมาเล่นงานวายุภัคอีกแล้ว ทิชากรพอรู้ก็ใจอ่อนย้อนกลับมาช่วยเขาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ปฐพี

และอัคนีก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

วายุภัคถูกเล่นงานจนปวดท้องและกระอักเลือดเกือบตาย ทิชากรและรักยมกลับมาช่วยเขาไว้ได้ทัน วายุภัคไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่เมื่อมันไม่มีคำอธิบายอื่นใด นอกจากสายตาตัวเอง เขาจึงเริ่มเชื่อเธอในที่สุด

เมื่อทุกคนพาวายุภัคไปโรงพยาบาล แพทย์ยังพบว่ามีวัตถุประหลาดอยู่ในท้องของเขา สร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มและครอบครัวเป็นอย่างมาก ทิชากรที่ยังโกรธและมึนตึงกับเขาจำต้องช่วยต่อไปเพราะเธอเองก็ไม่อยากให้เขาตายเช่นกัน เธอนำน้ำมนต์มาให้เขาดื่ม ทำให้เขาอาเจียนและมีวัตถุแปลกปลอมเหล่านั้นปนออกมา

"แปลกมากครับ พวกสิ่งแปลกปลอมทุกอย่างในช่องท้องของคุณลมหายไปหมดแล้ว"

"อย่างนี้ผมก็ไม่ต้องผ่าตัดแล้วใช่ไหมหมอ"

"ครับ แต่คุณก็ควรจะต้องนอนให้น้ำเกลือที่นี่ต่ออีกสักสองขวดก่อน เพราะร่างกายคุณอ่อนแอมาก"

วายุภัคพยักหน้ารับ แล้วนอนยิ้มโล่งใจ ขณะที่หมอขอตัวกลับออกไป แต่ญาติทุกคนยังห้อมล้อมวายุภัคเต็มไปหมด

"แกไม่ต้องผ่าตัดก็ดีแล้วไอ้เสือ ไม่งั้นแม่แกคงเป็นลมแล้วเป็นลมอีกแน่ น้ำก็เหมือนกัน ขานั้นโทร.มาเมื่อตอนสาย พอรู้ว่าแกเป็นอะไรเท่านั้นก็ร่ำร้องจะกลับเมืองไทยมาดูแกให้ได้"

สุพรรษาค้อนสามีปะหลับปะเหลือก หาว่าเขาพูดเกินไป แล้วนึกได้รีบหยิบสร้อยพระออกมาใส่คอให้วายุภัค คุณพระคุณเจ้าจะได้คุ้มครอง
"อ้าว คุณไม่อยากให้หนูกะทิคุ้มครองไอ้ลมแล้วเหรอ" มนตรีกระเซ้ายิ้มๆ

"คนละเรื่องกันคุณ แต่ยังไงก็ต้องขอบใจหนูกะทิมากนะจ๊ะ ที่ช่วยลมเอาไว้"

"ใช่ครับ ไม่น่าเชื่อว่าคนรุ่นใหม่อย่างคุณกะทิจะมีความรู้ด้านนี้ด้วย" ภานุเสริมขึ้นอย่างชื่นชม

"ฉันแค่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างพ่อกับคุณลมน่ะค่ะ" ทิชากรยิ้มตอบภานุ เลยทำให้วายุภัคชักไม่พอใจ จึงหาเรื่องไล่ภานุกลับ

"แกไม่ต้องไปดูไร่เหรอวะไอ้นุ แห่มาอยู่นี่กันหมด ไม่มีใครเฝ้าไร่เลยสักคน กลับไร่ไปได้แล้ว ไอ้เสกด้วย"

"อะไรวะไอ้ลม ฉันเป็นห่วงอุตส่าห์มาเยี่ยมแกนะโว้ย"

"เออ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว...แกด้วยไอ้ดิน กลับรีสอร์ตไปได้แล้ว คุณชะเอมพาพี่ชายผมกลับไปทีนะครับ ไอ้ไฟด้วย กลับฟาร์มไปได้แล้ว พ่อแม่ก็เหมือนกันนะครับ กลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะนะครับ เกิดล้มป่วยขึ้นมาจะแย่"
"นี่ใจคอแกจะไล่ทุกคนหรือไงวะ" ปฐพีโวย


"ไม่ได้ไล่แต่ฉันเป็นห่วง ไม่อยากให้ทุกคนต้องมาเสียงานเสียสุขภาพเพราะฉัน แล้วอีกอย่าง นี่ก็ใกล้เวลาสวดมนต์แล้วด้วย ฉันต้องการความสงบเพื่อสวดมนต์ พี่เลี้ยงฉันจะได้ชื่นใจที่มีศิษย์ว่านอนสอนง่ายอย่างฉัน" วายุภัคไม่พูดเปล่า หันไปส่งตาหวานให้ทิชากร แต่หญิงสาวเมินหน้าหนี อัคนีเห็นแล้วอมยิ้ม ขยับมากระซิบวายุภัคอย่างรู้ทัน

"ฉันรู้หรอกว่าเสืออย่างแกทำเป็นว่านอนสอนง่ายเพื่อให้เหยื่อตายใจเท่านั้นแหละ"

วายุภัคทำตาเขียวใส่อัคนี ส่วนคนอื่นๆก็ยิ้มอย่างรู้กัน ยกเว้นภานุที่นิ่วหน้าไม่สบายใจเลย ครั้นพากันกลับออกมาไม่ทันจะพ้นตัวตึก ภานุก็บอกทุกคนว่า

"ผมว่าผมอยู่เป็นเพื่อนไอ้ลมดีกว่าครับ เผื่อไอ้ลมเป็นอะไรขึ้นมาอีก วันนี้ที่ไร่ก็ไม่มีงานอะไรยุ่งด้วย"

ปฐพีกับอัคนีสบตาอย่างรู้กัน ก่อนจะเข้าไปโอบบ่าภานุคนละข้าง

"ไม่ต้องห่วง ถ้าไอ้ลมเป็นอะไรขึ้นมา คุณกะทิเธอมีปากและขาที่จะวิ่งไปตามหมอมาได้"

"และถ้างานที่ไร่ไม่ยุ่ง งั้นไปประชุมกับผมที่รีสอร์ตก็แล้วกัน ผมว่าจะคิดโปรโมชั่นช่วงโลว์ซีซั่นจองห้องพักแถมไวน์อยู่พอดี"

ว่าแล้วสองหนุ่มก็ช่วยกันลากภานุออกไป คนอื่นๆมองตามขำๆ และพยักหน้าเห็นด้วยเมื่ออัจจิมาเปรยขึ้นมาว่า

"ช่วยกันเขี่ยก้างให้คุณลมขนาดนี้ ท่าทางจะมีแผนอะไรกันอีกแน่ๆเลยนะคะ"

ooooooo

ในห้องพักผู้ป่วย ทิชากรเตรียมพวงมาลัยและธูปเทียนวางไว้ที่โต๊ะใกล้เตียง เสร็จแล้วบอกวายุภัคว่าเธอเขียนบทสวดมนต์ไว้ในกระดาษให้แล้ว เขาสวดตามได้เลย เธอจะไปรอข้างนอก แต่พอเธอขยับจะออกไป วายุภัคก็คว้ามือเธอไว้อย่างรวดเร็ว

"นี่...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะคุณลม อย่าทำให้ฉันเกลียดคุณมากไปกว่านี้เลย"

"ผมแค่อยากคุยกับคุณเรื่องเมื่อวาน สัญญากับผมได้ไหมครับว่าถ้าผมปล่อยมือคุณ คุณจะยอมฟังผมโดยไม่หนีไปไหน"

หญิงสาวขยับปากจะปฏิเสธ แต่พอหันไปเห็นแววตารู้สึกผิดของเขาก็ใจอ่อน

"ฉันให้เวลาคุณแค่ห้านาที มีอะไรก็พูดมา"

"กะทิ ผมขอโทษที่ไม่เชื่อคุณเรื่องคุณไสย ผมยอมรับว่าผมโง่เง่า จะให้ผมคลานเข้าไปขอโทษคุณเหมือนที่ผมประกาศเอาไว้เลยก็ได้"

"ไม่ต้อง เรื่องนั้นฉันยกโทษให้คุณแล้ว คุณมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหม ฉันจะได้..."

"ผมขอโทษที่จูบคุณ" เขาแทรกขึ้นมารวดเร็วจนเธอชะงักกึก "กะทิ...ผมทำผิดกับคุณไว้มาก แต่ผมอยากขอร้องให้คุณให้โอกาสผมแก้ตัวจะได้ไหม นับจากนี้ไปผมจะไม่ เหลวไหลกับคุณ จะเชื่อฟังคำคุณทุกอย่าง ยอมให้คุณถอนคุณไสยให้ผม ขอเพียงคุณยอมมองหน้าผมและพูดกับผมเหมือนเมื่อก่อนก็พอ ได้ไหมครับ"

ทิชากรหยุดคิดไปนิดก่อนตัดสินใจ "ถ้าคุณสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเหมือนที่คุณพูด ฉันก็จะพยายามทำตัวให้เหมือนเดิมกับคุณ แต่ฉันมีข้อแม้ คุณต้องสัญญาว่าจะไม่ ...จูบฉัน หรือทำอะไรแบบนั้นกับฉันอีก ไม่อย่างงั้นฉันจะไปจากที่นี่และจะไม่ให้อภัยคุณไปตลอดชีวิต"

วายุภัคยืดตัว ชูสามนิ้วทันที "ผม...ลูกเสือวายุภัคขอปฏิญาณว่าจะไม่จูบคุณอีกอย่างเด็ดขาดครับ พอใจไหมครับคุณกะทิ"

เธอพยักหน้ารับ ท่าทางเข้มงวดเหมือนไม่สนใจชายหนุ่มที่ยิ้มอ้อนเป็นการใหญ่

ooooooo

ตอนที่ 4

เมื่อเสกกลับมาเล่าให้บรรดาเพื่อนคนงานฟังเรื่องที่วายุภัคโดนคุณไสย มีทั้งตะปู ฟัน และเส้นผมอยู่ ในท้อง ทุกคนตกใจและพากันหวาดกลัวผีผู้หญิงที่พวกนากรีเคยเห็นเกาะหลังวายุภัค กลัวว่าวันหนึ่งวันใดมันอาจจะมาเกาะพวกเราเข้าก็ได้ ดังนั้นจันทูจึงเสนอให้ไปเช่าพระดังๆมาห้อยคอกันเอาไว้ก่อน แต่นากรีบอกว่าเอาว่านตะบะของคุณกะทิดีกว่า ตนเห็นมากับตา ผีกลัว อย่างแน่นอน

แต่ไม่ทันที่ทุกคนจะออกไปหาว่านตะบะ ศักดิ์ในชุดขาวคล้องลูกประคำก็ก้าวเข้ามายืนตรงหน้า บอกทุกคนว่าไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เพราะพี่ศักดิ์คนนี้จะช่วยไล่ผีให้เอง และแล้วพิธีปราบผีของศักดิ์ก็เริ่มขึ้นในคืนนี้ทันทีเลย โดยศักดิ์ล้อมสายสิญจน์แล้วให้ทุกคนเข้ามานั่ง ตนจะเรียกผีมาลงหม้อให้ได้ รักยมและเจ้าที่ปรากฏตัวโดยไม่มีใครเห็น ยืนมองการกระทำของศักดิ์อย่างระอา มั่นใจว่างานนี้ศักดิ์ทำเพื่ออวดสาว รักยมเลยจัดให้หนำใจ แกล้งหลอกผีทุกคนจนกระเจิดกระเจิง แม้แต่ศักดิ์ที่อวดตัวว่าเก่งกาจก็วิ่งไม่คิดชีวิต หนีลงตุ่มลงโอ่งกันอลหม่านไปหมด

เช้าวันรุ่งขึ้น สุพรรษากับมนตรีได้ทำบุญเลี้ยงพระและตั้งศาลพระภูมิที่ไร่องุ่นสายลม โดยมีคนในครอบครัวและคนงานร่วมพิธี รวมทั้งทิชากร หญิงสาวที่สุพรรษาหมายมั่นปั้นมืออยากได้เป็นสะใภ้คนเล็ก

เสร็จพิธีแล้ว ทิชากรได้คุยกับวายุภัคโดยปราศจากบุคคลในครอบครัวของเขา แต่มีพี่รักพี่ยมของเธอยืนกอดอกท่าทางจริงจังขนาบข้างซ้ายขวา

"ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะแนะนำให้คุณรู้จักกับองครักษ์ซึ่งจะคอยคุ้มครองคุณ"

"องครักษ์อะไรเหรอกะทิ ทำอย่างกับผมเป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์ ต้องมีองครักษ์คอยปกป้อง ผมมีแค่คุณเป็นเจ้าหญิงพิทักษ์ผมคนเดียวก็พอแล้ว"

"ไม่ต้องทำเจ้าชู้ใส่ฉันเลย...เข้าเรื่องของเรากันต่อเลยดีกว่า ต่อจากนี้ไปคุณจะอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหมอไสยดำจะกลับมาทำร้ายคุณเมื่อไหร่ ดังนั้นคุณควรต้องมีคนคอยคุ้มครอง ฉันจะให้พี่รักพี่ยมคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง"

"พี่รัก...พี่ยม?"

"ค่ะ พี่รักพี่ยมคือกุมารผมจุก พวกเขาจะคอยปกป้องคุณ...ใช่ไหมจ๊ะพี่รักพี่ยม"

ทิชากรเหลียวหน้าซ้ายขวาสื่อสารกับพี่รักพี่ยมที่พยักหน้าหงึกหงัก วายุภัคกวาดสายตาไปรอบๆก่อนถามว่า พี่รักพี่ยมของคุณมีจริงหรือ?

"จริงสิคะ คุณอยากพิสูจน์ไหมล่ะ" ว่าแล้วเธอหันไปขยิบตาให้สองกุมาร ชั่วพริบตาหมอนที่อยู่ตรงหน้าวายุภัคก็ลอยขึ้นมาโดยไม่มีใครจับ วายุภัคถึงกับอ้าปากค้างมองหมอนที่ลอยไปลอยมาคล้ายมีคนกำลังโยนเล่น ทิชากรหัวเราะเบาๆ บอกพี่รักพี่ยมพอได้แล้ว เดี๋ยวคุณลมหัวใจวายตายกันพอดี

สองกุมารผมจุกเลยต้องหยุดเล่นอย่างเสียดาย แต่วายุภัคยังเหวออ้าปากหวอ

"ทีนี้คุณเชื่อหรือยังคะว่าพี่รักพี่ยมมีจริง"

"เชื่อแล้วครับ"

"ดีค่ะ แล้วทำตัวให้ชินไว้นะคะ เพราะพี่รักพี่ยมของฉันขี้เล่นมาก"

วายุภัคเหวอไปอีก กลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆ

ooooooo

ในห้องรับแขกบ้านอดิศวร สุพรรษาท่าทางกระดี๊กระด๊า คุยฟุ้งภูมิใจในตัวทิชากรมากๆ อัจจิมาเองก็เห็นด้วย เพราะถ้าไม่ได้เธอไม่รู้ว่าป่านนี้วายุภัคจะเป็นยังไงบ้าง

"จะเป็นยังไงล่ะคุณ ก็ซี้แหงแก๋ไปแล้วน่ะสิ" อัคนีสวนทันควัน

"นั่นสิ แล้วไอ้เรื่องคุณไสยมนตร์ดำอะไรนี่ ถ้าไม่เห็นกับตา พ่อจะไม่เชื่อเลยนะว่าเรื่องอย่างนี้มันมีอยู่จริง"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ทันใดเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น สุพรรษาเดินไปรับและกรอกเสียงอย่างเริงร่าเมื่อบุคคลที่โทร.มาคือทิพย์ธารานั่นเอง

ขณะเดียวกันนั้น วายุภัคยังอยู่กับทิชากรที่ไร่องุ่น ซึ่งทิชากรกำลังจะแจกแจงกฎข้อบังคับต่างๆที่ยาวเป็นหางว่าวเพื่อให้เขาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดช่วงที่ทำพิธีถอนคุณไสย

"ทำไมมันยาวจัง" วายุภัคติงเบาๆ ขณะมองกระดาษในมือเธอ

"ใครว่ายาว ฉันอุตส่าห์ละข้อที่พอหยวนๆได้ออกให้แล้วนะ"

"ละอีกสักนิดไม่ได้เหรอครับ"

"ไม่ได้ ถ้าคุณอยากหายขาดก็ห้ามบ่น"

"แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ" วายุภัคเสียงอ่อยอย่างจำใจ ทิชากรยิ้มพอใจที่เขาเชื่อฟัง แล้วก็เริ่มจาระไนเป็นข้อๆ

"ข้อที่หนึ่ง...คุณต้องตื่นเช้ามาทำบุญตักบาตรทุกวัน ข้อที่สอง...คุณต้องถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด ข้อที่สาม...คุณต้องสวดมนต์เป็นประจำ เพื่อให้บารมีของคุณพระศรีรัตนตรัยคุ้มครองคุณ ข้อที่สี่...คุณต้องนำกระทงอาหารคาวหวานไปเซ่นไหว้ผีสางตรงทางสามแพร่ง เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผีตายโหงที่คอยเฝ้าติดตามคุณอยู่"

เพียงวันต่อมา วายุภัคก็ทำทุกข้อครบถ้วน ส่งผลให้หมอไสยดำโมโหโกรธาและยิ่งอาฆาตแค้น แล้วก็เกรี้ยวกราดทุบตีนางโหงพรายที่ทำงานไม่เคยสำเร็จสักครั้งเดียว

ooooooo

เช้าอีกวัน คนในครอบครัววายุภัครวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากนทีไปหาข้อมูลและนำป้ายชาร์ตตารางความสัมพันธ์ของวายุภัคกับสาวๆ โดยมีรูปวายุภัค อยู่เหนือสุดและรูปสาวๆโยงไปมาเต็มไปหมด

"นี่คือผู้หญิงในคอลเลกชั่นของคุณลมตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาครับ กรอบสีแดงคือคนที่ถูกคุณลมหักอก ส่วนกรอบสีน้ำเงินคือคนที่จากกันด้วยดีซึ่งมีอยู่น้อยมาก  ซึ่งเมื่อหนึ่งปีที่แล้วคุณแนนซี่ดาราสาวถูกคุณลมหักอกก็เลยมีเรื่องทะเลาะตบตีกับคุณมะนาวกิ๊กคนใหม่ของคุณลมที่ลานจอดรถ แต่คุณแนนซี่รู้ความจริงว่าคุณมะนาวไม่ใช่มือที่สามระหว่างเธอกับคุณลม แต่เป็นคุณโอเล่ คุณมะนาวกับคุณแนนซี่เลยพากันไปรุมคุณโอเล่ที่คอนโดฯ แต่พอไปรุม..."

"โว้ย! เอาแบบสรุปๆได้ไหมวะ ว่าตกลงคนไหนที่มีเปอร์เซ็นต์จะทำของใส่ไอ้ลมบ้าง" อัคนีขัดขึ้นจนนทีสะดุ้งหน้าจ๋อย พูดเสียงอ่อยว่า

"ไม่มีครับ เพราะทุกคนในรูปนี้ต่างมีคนรักใหม่แล้ว และบางคนก็แต่งงานมีลูกไปแล้วด้วย"

"แล้วเมื่อไหร่จะรู้สักทีวะว่าใครทำไอ้ลม คันมืออยากจะชกมันเต็มทนแล้ว"

"ถ้าคันมากฉันช่วยเกาให้เอาไหม โวยวายไปแล้วช่วยอะไรขึ้นมาไหมคุณ ใจเย็นๆสิ"

ถูกอัจจิมาดุและทำตาเขียวใส่ อัคนีเลยเงียบหงอไปตามระเบียบ ปฐพีนิ่วหน้าแล้วบอกว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องรัก มันก็ต้องเป็นเรื่องอื่น...แต่พอปฐพีกับอัคนีพากันไปคาดคั้น  วายุภัค ก็ปฏิเสธลั่น

"ฉันจะไปรู้เหรอวะว่าเรื่องอะไร ฉันนั่งคิดนอนคิดอยู่หลายวันแล้วว่าฉันไปทำอะไรใครไว้ แต่ก็นึกไม่ออกสักที"

เสกที่เกาะติดสองหนุ่มมาด้วยนิ่วหน้าครุ่นคิดก่อนจะขอแสดงความเห็นบ้าง

"เป็นไปได้ไหมครับว่าอาจจะไม่ใช่ศัตรูเก่า แต่เป็นศัตรูใหม่พวกคนที่กำลังจะมาสร้างไร่องุ่นแถวนี้ เขาก็เลยหาทางเล่นงานคุณลมจะได้ตัดคู่แข่ง"

"เออ...ตั้งแต่รู้จักกันมาเพิ่งเห็นความฉลาดของแกก็วันนี้ล่ะว่ะไอ้เสก"

เสกยิ้มภูมิใจ แต่แล้วชะงักไปนิดเพราะอัคนีชมเสร็จก็สั่งงานต่อทันที อัคนีให้เสกรับหน้าที่ไปสืบว่ามีใครกำลังจะทำไร่องุ่นในละแวกนี้บ้าง...ไม่ทันทุกคนจะแยกย้าย ทิชากร ก็เข้ามาเตือนวายุภัคว่าถึงเวลาสวดมนต์แล้ว วายุภัครีบเดินตามทิชากรไปอย่างว่าง่าย จนอัคนีกระซิบขำๆกับปฐพีว่า ถึงคราวเสือตัวใหญ่สิ้นลายเสียแล้ว

สวดมนต์เสร็จ วายุภัคตั้งใจชวนทิชากรกินข้าวเย็น แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเธอมีนัดกับภานุแล้ว วายุภัคหึงและหวงแต่พูดไม่ออก ได้แต่มองตามคนทั้งคู่ไปอย่างไม่ชอบใจ ซึ่งบอดี้การ์ดรักยมรู้ทันพากันหัวเราะคิกคักโดยที่วายุภัคไม่เห็น

ขณะทิชากรนั่งรถไปกับภานุ พันทิวาเดินอยู่ข้างทางเห็นทั้งคู่เต็มสองตา เธอเศร้าและสะเทือนมากแต่ไม่แสดงออก ได้แต่ปฏิเสธอย่างเรียบเฉยเมื่อทิชากรให้ภานุจอดรถแล้วชวนเธอขึ้นรถไปด้วย

ฝ่ายวายุภัคกำลังจะลืมสวดมนต์ก่อนนอน เพราะไม่มีทิชากรคอยย้ำเตือน แต่รักยมก็มาสำแดงเดชโดยไม่ปรากฏตัวให้เห็น แต่ถึงกระนั้นวายุภัคก็รู้แน่แก่ใจ จึงเอ่ยปากขอโทษก่อนจะสงบจิตใจสวดมนต์จนเสร็จไป

ทิชากรกลับเข้าบ้านพักค่อนข้างดึก แต่ซาร่าก็ยังอุตส่าห์ โทร.มาหา ถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง ได้ข้อมูลครบถ้วนเตรียมพร้อมเขียนนิยายให้พี่แล้วหรือยัง ทิชากรบอกว่าได้พอสมควรแล้ว แต่ตนคงยังต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก เพราะมีเรื่องต้องจัดการ ซาร่าแซวว่าเรื่องหัวใจหรือเปล่า ทิชากรไม่ค่อยพอใจเริ่มเสียงดัง ซาร่าเลยต้องเปลี่ยนไปคุยเรื่องงานเก็บองุ่นซึ่งจัดปีละครั้งที่ไร่สายลม ซึ่งเธอจะไปร่วมงานด้วย และอยากให้ทิชากรอยู่ให้ถึงวันนั้น อย่าเพิ่งรีบกลับ แต่ทิชากรยังไม่รับปาก

ooooooo

ถึงคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ทิชากรต้องทำพิธีขจัดอำนาจของคุณไสยหรือภูตผีปีศาจซึ่งยังแฝงอยู่ในร่างกายวายุภัคให้ออกไป โดยทำตามคำบอกเล่าของพ่อเธอ ซึ่งวายุภัคต้องอาบน้ำที่ผสมว่านตะบะกับน้ำมนต์เข้าด้วยกัน และแช่ตัวอยู่ให้ครบสองชั่วโมง

วายุภัคยอมทุกอย่างแต่มีข้อแม้ว่าทิชากรต้องให้รางวัลเมื่อเขาทำสำเร็จ ทิชากรหงุดหงุดจึงรับปากอย่างขอไปทีว่า อยากได้อะไรเป็นรางวัลก็แล้วแต่เขา แต่ตอนนี้เขารีบๆลงไปแช่น้ำก่อนเถอะ

แล้วความอดทนของวายุภัคก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยพี่ยมกล่าวชื่นชมไม่หยุดปาก แต่พี่รักซึ่งไม่ค่อยชอบวายุภัคนักถึงกับบ่นอย่างหมั่นไส้

เมื่อพิธีครั้งนี้สำเร็จ ทำให้หมอไสยดำยิ่งทวีความโกรธแค้น ประกาศกร้าวว่าคนอย่างตนไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ มีโอกาสอีกเมื่อไหร่จะเอาชีวิตวายุภัคให้จงได้!

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น วายุภัคก็มาทวงสัญญาจากทิชากรที่ว่าจะให้รางวัล ทิชากรเหวอไปเลย ไม่นึกว่าคำพูดขอไปทีของตัวเองจะส่งผลแบบนี้ แต่วายุภัคไม่ขออะไรมาก แค่ขอให้เธอไปเที่ยวโปรแกรมพิเศษกับเขาเท่านั้นก็พอ

วายุภัคพาทิชากรไปเที่ยวน้ำตก โดยมีพี่รักพี่ยมติดสอยห้อยตามไปด้วย วายุภัคแม้จะไม่เคยเห็นตัวตนจริงๆของพี่รักพี่ยมแต่ก็ให้ความเคารพพวกเขาเช่นเดียวกันกับทิชากร แต่บางเวลาก็นึกเคืองบ้างเหมือนกัน เพราะเขาอยากอยู่ตามลำพังกับทิชากรบ้าง อย่างเช่นวันนี้ที่ได้ออกมาเที่ยวด้วยกัน

ขณะที่ความสัมพันธ์ของวายุภัคกับทิชากรกำลังจะดีขึ้น จู่ๆบ่ายวันนี้พัชนีลูกสาวกำนันทองก็มาปรากฏตัวที่ไร่องุ่น เมื่อมาไม่เจอวายุภัค เจ้าหล่อนจึงเบนเข็มไปที่สุพรรษาเพื่อจะตีสนิทและฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกสะใภ้ แต่สุพรรษาหมายมั่นปั้นมือทิชากรไว้แล้ว จึงแอบโทร.ไปบอกปฐพีและอัคนีให้ช่วยเคลียร์เรื่องนี้ที

จากนั้นไม่นาน สองหนุ่มก็ไปตามวายุภัคกลับมาที่ไร่ แล้วเปิดประเด็นอยากรู้ว่าเขาคิดยังไงกับพัชนี ทำไมหล่อนถึงชอบพูดว่าเขากับเธอกิ๊กกันอยู่

"ฉันจะไปรู้เหรอ แต่ฉันยืนยันได้เลยว่าฉันไม่เคยคิดเกินเลยกับน้องมิ้งค์เลยสักนิดเดียว"

"แล้วคุณกะทิล่ะ แกคิดยังไงกับเธอ" ปฐพีจี้ตรงๆ

"ถามทำไม" วายุภัคย้อนทันที

"เพราะพวกฉันต้องการจะเตือนแกว่าถ้าแกแค่คิดเล่นๆกับคุณกะทิก็จงเลิกคิดซะ เพราะคุณกะทิไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่แกเคยคบ แกเป็นหนี้บุญคุณเธอที่เธอช่วยชีวิตแก เพราะฉะนั้นอย่าคิดกับเธอเล่นๆ พอเบื่อก็โยนทิ้งเหมือนคนอื่นๆเด็ดขาด"

"ใช่ และถ้าแกทำให้คุณกะทิเสียใจหรือเสียหายล่ะก็ แกโดนพ่อแม่หรือพวกฉันเพ่นกบาลแน่"

"คิดว่าฉันจะกลัวแกเหรอวะไอ้ไฟ"

"นั่นไง แกคิดชั่วกับคุณกะทิจริงๆด้วย"

"เฮ้ย! ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ เอาเป็นว่าพวกแกสบายใจได้เลย ฉันไม่ได้คิดเล่นๆกับคุณกะทิแน่นอน แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกมันเรียกว่ารักหรือเปล่า ฉันรู้แค่ว่าแค่ได้เห็นหน้าเธอ ฉันก็เข้าใจคำว่าโลกเป็นสีชมพูเลยว่ะ"

ยมที่ฟังอยู่โดยไม่ปรากฏตัวให้เห็นกระโดดเฮอย่างดีใจ แต่รักที่อยู่ข้างกันกลับเมินหน้าไม่เชื่อ ส่วนอัคนีกับปฐพีมองหน้ากันอย่างพอใจ จากนั้นก็รีบไปเล่าให้แม่ฟัง แม่เลยโล่งใจไปทีที่ไม่ต้องเกี่ยวดองกับคนประหลาดๆอย่างพัชนี ขณะที่มนตรีกระเซ้าว่าสงสัยเราสองคนต้องเตรียมตัดชุดรอเวลาไปสู่ขอหนูกะทิไว้แล้ว แต่ปฐพีแทรกขึ้นว่า คงยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก เพราะนายลมต้องฝ่าด่านอรหันต์อีกเยอะ

ตกกลางคืน แม้วายุภัคจะรู้ว่ารักยมป้วนเปี้ยนดูแลเขาอยู่อย่างใกล้ชิด แต่ก็อดตกใจไม่ได้เพราะยังไม่คุ้นชิน เสียงประตูปิดเองและลงกลอนอย่างเรียบร้อยทำให้วายุภัคสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเดินไปนั่งที่โซฟา

"พี่รักพี่ยมมานั่งด้วยกันสิครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย...

วันนี้พี่สองคนคงได้ยินที่ผมคุยกับไอ้ดินไอ้ไฟแล้วใช่ไหมครับ ว่าผมคิดยังไงกับคุณกะทิ"

"ได้ยินจ้ะ" ยมส่งเสียงพร้อมยิ้มกว้าง

"ผมจะไม่มีวันแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่ผมรู้สึกกับกะทิมันเป็นความรักจริงๆ ถ้าผมไม่ได้มีโอกาสอยู่กับกะทิตามลำพังสองต่อสองบ้าง แต่ผมไม่ได้หมายถึงอยู่ด้วยกันในสถานที่ลับตาคนหรือที่ไม่เหมาะสมนะครับ ผมขอแค่โอกาสได้อยู่กับเธอตามลำพังบ้างก็พอ ผมสัญญาว่าผมจะให้เกียรติกะทิและจะไม่ทำอะไรให้เธอเสียหายแน่นอน และผมมีอะไรให้พวกพี่ๆด้วย"

วายุภัคลุกเดินไปที่โต๊ะ เปิดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นองุ่นพวงโตและขนมมากมาย รักยมเห็นแล้วตาลุกวาว น้ำลายสอขึ้นมาทันที

"ผมรู้ว่าพี่สองคนชอบองุ่น ผมเลยจะถวายองุ่นกับขนมพวกนี้ให้พี่ๆทุกวันเลย ถ้าพวกพี่ยินดีจะช่วยผม"

"ติดสินบนกันชัดๆ" รักว่าให้ แต่ยมโต้ทันควันว่า

"ไม่ได้ติดสินบน อย่างนี้เขาเรียกว่ารู้ใจต่างหาก คนเขามีน้ำใจกับเรา เราก็ควรรับไว้นะรัก"

"ยมกำลังจะขายกะทิด้วยองุ่นนะ"

"อู๊ย...ขายเขยอะไรกันเล่า ถึงยังไงเขาสองคนก็เป็นเนื้อคู่กันอยู่แล้ว ต่อให้รักขัดขวางให้ตาย สุดท้ายพวกเขาก็ต้องลงเอยกันอยู่ดี ไม่มีใครฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้หรอกนะรัก"

"แต่พ่อไกรสั่งไว้นี่นาว่าให้คอยจับตาดูพวกเขา ถ้านายลมไม่ได้เรื่องนักก็ให้ขัดขวางให้ถึงที่สุด"

"แล้วเขาไม่ได้เรื่องตรงไหน รักก็เห็นว่าตอนนี้นายลมเปลี่ยนไปตั้งเยอะ ส่วนพ่อไกรน่ะ ถ้าท่านต้องการจะขัดขวางสองคนนี้จริง ท่านไม่ช่วยนายลมหรอก แล้วป่านนี้คงเรียกตัวกะทิกลับไปบ้านแล้ว"

รักสีหน้าลังเล วายุภัคกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างไม่แน่ใจว่ารักยมอยู่ตรงไหน

"เอ่อ...ถ้าพี่รักพี่ยมอนุญาตให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองกับกะทิ พี่สองคนช่วยทำสัญญาณอะไรสักอย่างให้ผมรู้ได้ไหมครับ"

ยมพยักพเยิดให้รัก...รักจึงจำใจยอมยกมือพนมตั้งจิตอธิษฐาน แล้วลอยไปกระซิบใส่หูวายุภัค "ตกลง แต่ถ้านายทำให้กะทิเสียใจ ได้เจอดีแน่!"

วายุภัคสะดุ้งโหยง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว พอตั้งสติได้ก็ยิ้มกว้าง กล่าวขอบคุณพี่ๆ และขอให้กินของเหล่านี้ให้อิ่มหนำ สำราญ...

หลังจากนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น วายุภัคก็ร่าเริงเบิกบาน นำกุหลาบสวยๆจากแปลงของแม่ไปให้ทิชากรถึงบ้านพัก

"อรุณสวัสดิ์ครับพี่เลี้ยงคนเก่ง"

"จะมาติดสินบนอะไรฉันมิทราบ ไม่อยากสวดมนต์หรือว่าไม่อยากไปทำบุญ"

"ไม่อยากให้คุณเกลียดผมได้ไหมครับ"

ทิชากรเบ้หน้ากับมุกหวานชวนเลี่ยนของวายุภัค รักซึ่งอยู่ในห้องกอดอกอย่างหมั่นไส้ ส่วนยมหัวเราะคิกคักถูกใจ...วายุภัคชะเง้อมองเข้าไปในห้องแล้วถามหญิงสาวว่า พี่รักพี่ยมอยู่กับคุณหรือเปล่า?

"อยู่ มีอะไรเหรอ"

"ฝากขนมให้พี่รักพี่ยมด้วยครับ มีทั้งพายองุ่น ขนมปังไส้องุ่น น้ำองุ่น ของโปรดของพี่ๆทั้งนั้นเลย"

รักยมตาลุกวาวเลียปากแผล็บ ทิชากรรับถุงขนมมาพลางมองวายุภัคอย่างสงสัย แล้วหันไปคุยกับรักยม

"กลับมาค่อยกินก็แล้วกันนะจ๊ะ เดี๋ยวไม่ทันเวลาพระฉันเพล"

"กะทิไปทำบุญกับนายลมเถอะ วันนี้เราสองคนไม่ว่าง ท่านเจ้าที่ชวนไปดูหนังที่ศาลน่ะ"

"ตามใจพี่ๆก็แล้วกันนะจ๊ะ" พูดจบเธอก็ยกถุงขนมขึ้นทูนหัว ทำปากขมุบขมิบก่อนถวายให้รักยม เสร็จแล้วจึงบอกลา แต่รักยังไม่วายเป็นห่วงเธอ กำชับว่าถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลให้ตั้งจิตถึงเราเลยนะ เดี๋ยวเราไปช่วยจัดการเอง

ทิชากรรับคำแล้วเดินออกไป วายุภัคช่วยปิดประตูให้แต่ก็ชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง ขอบคุณรักยมที่ทำตามสัญญา

ขณะเดินมาที่รถด้วยกัน ทิชากรชี้แจงโปรแกรมงานวันนี้ให้วายุภัคฟังเสียงแจ้ว

"วันนี้คุณจะต้องถวายสังฆทาน ปล่อยนกปล่อยปลา ไหว้พระประธานที่วัดเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง แล้วก็ไปทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็กกำพร้า โอเค้"

"ไม่โอเค...ตามโปรแกรมที่คุณว่ามาแค่บ่ายๆก็คงเสร็จ แล้วผมก็จะต่อด้วยโปรแกรมของผม"

"อะไรเหรอคะ"

"ผมจะพาคุณสาธิตการชิมไวน์ให้รู้ลึกถึงไส้ถึงพุงเลย"

"เรากำลังจะไปทำบุญ ช่วยสำรวมกาย วาจา และใจด้วยนะคะคุณลม" เธอเสียงแข็งขึ้นมาซะจนชายหนุ่มหน้าจ๋อยไปทันที...

ooooooo

เรื่องย่อละคร วายุภัคมนตรา

เรื่องย่อ...ทิชากร หรือ กะทิ เป็นนักเขียนนิยายโรมานซ์ซึ่งมีนามปากกาว่า ฮัมมิ่งเบิร์ด แปลงจากความหมายของชื่อจริงที่แปลว่านก นิยายของทิชากรได้รับความนิยมในหมู่นักอ่านเพราะมีบทโรมานซ์หวือหวาเอาใจตลาด แต่ความจริงแล้วเธอยังเวอร์จิ้นและเริ่มจะหมดมุกเลิฟซีนที่จะเขียน คนที่ได้ยินชื่อฮัมมิ่งเบิร์ดคงจะนึกถึงนักเขียนสาวทรงเสน่ห์เปรี้ยวปรี๊ดเหมือนสำบัดสำนวนของเธอ แต่ตัวตนที่แท้จริงของทิชากรกลับตรงกันข้าม เธอเป็นสาวโบฮีเมียนขนานแท้ แถมยังชอบทำอะไรโก๊ะ ๆ โดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อย ๆ และสิ่งที่น้อยคนรู้ก็คือเธอเป็นลูกสาวของหมอไกรฤทธิ์ อดีตหมอไสยจอมขมังเวทย์ที่ผันตัวมาเป็นแพทย์แผนโบราณเพราะกลัวบาป ทิชากรซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยพ่อจึงพอมีฝีมืออยู่บ้างทั้งเรื่องไสยขาวและสมุนไพรไทย ทั้งยังชอบทำบุญนั่งสมาธิและธรรมะธรรมโมสมกับเป็นลูกรักของพ่อ

ทิชากรกำลังจะเขียนนิยายโรมานซ์ซึ่งเกิดในไร่องุ่น ซาร่า บอกอสาวประเภทสองของเธอจึงเสนอให้หญิงสาวไปใช้ชีวิตในไร่องุ่นสายลม ซึ่งเป็นไร่องุ่นของรุ่นน้องซาร่า เพื่อหาข้อมูล รวมทั้งเค้นบทโรมานซ์ที่เธอไม่มีประสบการณ์และเริ่มหมดมุกไปด้วย หารู้ไม่ว่าไกรฤทธิ์ห่วงลูกสาวคนเดียวที่จะต้องจากบ้านไปไกลตามลำพัง เขาจึงแอบสั่งรัก-ยมให้ตามไปดูแลเธอโดยซ่อนขวดรัก-ยมไว้ในช่องเล็ก ๆ ของย่ามแขกใบเก่ง

ในวันที่ทิชากรไปถึงไร่องุ่นสายลม เธอประหลาดใจเมื่อเห็นท้องฟ้าเหนือไร่องุ่นเต็มไปด้วยเมฆดำทะมึนปกคลุม ทั้งที่ส่วนอื่นของท้องฟ้าใสกระจ่าง อีกทั้งยังมีความรู้สึกอึดอัดหนักอึ้งอย่างไม่มีสาเหตุ ทำให้เธอรู้โดยสัญชาตญาณของลูกอดีตจอมขมังเวทย์ว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ รวมทั้งรัก-ยมในกระเป๋าก็ออกมายืนยันว่ามีสิ่งผิดปกติ

แล้วหญิงสาวก็ได้พบคำตอบหลังจากได้พบชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังคลอเคลียสาวอึ๋มอยู่ในสวนหลังบ้านส่วนตัวในไร่อย่างโจ๋งครึ่มไม่อายฟ้าดิน สิ่งที่ทิชากรเห็นไม่ใช่ความหล่อบาดใจของเขาที่ผู้หญิงทุกคนเป็นต้องหลงใหล แต่เป็นใบหน้าหมองคล้ำเหมือนถูกของและเงาของนางโหงพรายที่เกาะอยู่บนหลังของเขาอยู่ต่างหาก ด้วยจรรยาบรรณของลูกหมอไสยและความตรงไปตรงมาของเธอ ทิชากรจึงเดินเทิ่ง ๆ ไปบอกผู้ชายคนนั้น แต่กลับถูกเขาตอกหน้ากลับมาอย่างไม่เชื่อถือทำให้เธอโกรธมาก

หนุ่มหล่อปากร้ายคนนั้นก็คือ วายุภัค หรือ ลม หนึ่งในสี่ฝาแฝดตระกูลอดิศวรซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลไร่องุ่นของครอบครัวนั่นเอง วายุภัคมีนิสัยไม่ต่างจากลมเพลมพัด รักง่ายหน่ายเร็ว ไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ และมีอารมณ์ศิลปินสูง รักศิลปะ ชอบวาดรูป และฟังเพลงคลาสสิค คนภายนอกอาจเห็นว่าเขายิ้มง่ายกว่าพี่น้องผู้ชายอีกสองคน แต่คนในครอบครัวของเขาต่างรู้ว่าเขาก็ไม่ต่างจากสายลมที่แปรปรวนได้ตลอดเวลา ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาบาดใจราวกับเทพบุตรเดินดินและนิสัยรื่นรมย์ช่างยิ้ม วายุภัคจึงมีสาวมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอด แต่เพราะลมไม่เคยหยุดพัด ทำให้เขาไม่เคยคบผู้หญิงคนไหนได้นานสักคน สาวอึ๋มที่วายุภัคพามาคลอเคลียก็เป็นเพียงหนึ่งในสาวมากหน้าหลายตาของเขาที่อาจถูกเขี่ยได้ทุกเมื่อ

เมื่อต่างคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร วายุภัคกับทิชากรจึงปฏิเสธที่จะข้องเกี่ยวกัน ทิชากรตั้งใจจะกลับบ้านและไปหาข้อมูลในไร่องุ่นอื่นแทน แต่ซาร่าห้ามไว้และเตือนให้เธอเห็นแก่หน้าที่ พร้อมกับลำเลิกบุญคุณวายุภัค ที่เธอเคยกีดกันสาว ๆ ของเขาสมัยที่ชายหนุ่มไปเรียนปริญญาโทด้านการปลูกองุ่นและการทำไวน์ ณ ประเทศฝรั่งเศส ชายหนุ่มจึงไม่อาจปฏิเสธได้ สองคนจึงต้องในไร่องุ่นอย่างเป็นไม้เบื่อไม้เมาต่อไป

วายุภัคมีอาการเปลี่ยนไปจากเดิม เขามักได้ยินภาษาแปลก ๆ เห็นเงาวูบวาบ ปวดศีรษะและท้องทรมานอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งยังปวดเมื่อยไหล่สองข้าง อารมณ์ฉุนเฉียวคนครอบครัวและคนงานยังรู้สึกได้ ทิชากรรู้จากท่านเจ้าที่ว่านางโหงพรายถูกหมอไสยคนหนึ่งเสกมาเพราะมีความแค้นกับวายุภัคแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร และเจ้าที่เองก็มีอำนาจน้อยเกินกว่าจะป้องกันได้ ทิชากรจึงพยายามบอกวายุภัค แต่ชายหนุ่มซึ่งไม่เคยเชื่อไสยศาสตร์กลับหาว่าเธอแต่งเรื่องตามสไตล์นักเขียนเพ้อฝัน ยิ่งเขาเห็นทิชากรพูดคนเดียวบ่อยครั้ง เขายิ่งคิดว่าเธอบ้า หารู้ไม่ว่าเธอกำลังคุยกับรัก-ยมให้ช่วยกันหาต้นเหตุของใบหน้าหมองคล้ำและผีร้ายที่ทำร้ายวายุภัค

การมาของทิชากรทำให้เกิดเรื่องราวแปลกประหลาดในสวนจนคนงานพากันเล่าลือ ทั้งเรื่องวิญญาณผีตายโหงกับเด็กหัวจุกสองคน แต่เมื่อขอหวยกลับถูกไปตาม ๆ กัน คนงานจึงชอบให้เด็กจุกทั้งสองอยู่ที่นี่ไปในที่สุด  หากสำหรับวายุภัคนั้น เขาหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก

ทิชากรกับวายุภัคทะเลาะกันหลายครั้ง ชายหนุ่มลั่นวาจาว่าไม่มีวันเชื่อคำพูดเหลวไหลของเธออย่างเด็ดขาด การทะเลาะรุนแรงขึ้น ทิชากรโกรธจัดจึงประกาศกร้าวว่าเธอจะทำให้เขาเห็นว่าเขาผิดให้ได้และต้องคลานมาขอโทษเธอ หญิงสาวคิดว่าชายหนุ่มจะโกรธ ทว่าวายุภัคซึ่งไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนท้าทายกลับรับคำท้านั้น และโต้กลับว่าถ้าเขาผิดเขาจะยอมคลานไปขอโทษเธอ แต่หากทิชากรเป็นฝ่ายผิดบ้าง เขาจะยอมให้เธอควงเป็นแฟนวันสองวันแก้เสียหน้า หญิงสาวจึงโกรธจัดและทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะเขา

การต่อสู้ห้ำหั่นกันระเบิดไปทั้งไร่ เมื่อทิชากรบุกสาดน้ำมนต์ใส่วายุภัคไปทุกที่ด้วยวิธีการต๊อง ๆ ตามประสาเธอ บ้างก็แอบผสมน้ำมนต์ลงในน้ำให้เขาดื่ม เพื่อให้อาการของคนถูกของแสดงออกมา แต่วายุภัคก็ไวสมชื่อลม เขาสามารถรอดพ้นจากการจู่โจมอย่างบ้าระห่ำของทิชากรได้ทุกที แต่ผลที่เกิดขึ้นคือสาว ๆ ของวายุภัคต่างหายกันไปเกือบหมด เนื่องจากพวกเธอโกรธนักที่วายุภัคให้ความสนใจกับการรับมือและตอบโต้ทิชากรจนไม่สนใจพวกเธอ วายุภัคไม่เดือดร้อนกับการที่ผู้หญิงของเขาหายหน้าไปทีเดียวเกือบหมด เพราะชายหนุ่มกำลังใจจดใจจ่อรอคอยเวลาที่ทิชากรดุ่มมารุกไล่เขาด้วยวิธีแปลก ๆ ที่เขาคาดไม่ถึง ชีวิตของผู้ชายขี้เบื่อที่ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซากจำเจจึงมีเรื่องให้ตื่นเต้นทุกวัน ที่สำคัญวายุภัคแอบประทับใจทิชากรอย่างไม่รู้ตัว เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาไม่เคยนึกเบื่อ ทั้งยังเป็นผู้หญิงที่มีหลายบุคลิกจนเขาไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบเธอกับไวน์ชนิดไหนดี

หมอไสยดำส่งคุณไสยครอบงำจิตใจของวายุภัคจนใช้ชีวิตไม่ต่างจากผีดิบ รวมทั้งให้นางโหงพรายถึงสามตนควบคุมเขาไว้ ทิชากรจึงบุกเข้าไปช่วยเขาโดยมี รัก-ยม และเจ้าที่ช่วยอีกแรงหนึ่ง เมื่อวายุภัคฟื้นและกลับเป็นตัวเองอีกครั้ง เขาโกรธจัดเพราะเสียหน้าที่หญิงสาวบุกเข้ามาถึงในบ้านและกล่อมทุกคนในครอบครัวเขาจนเชื่อว่าเขาถูกคุณไสยจริง วายุภัคจึงต่อว่าเธอรุนแรง ขณะที่ทิชากรก็น้อยใจที่เธออุตส่าห์ช่วยแต่กลับถูกตำหนิ ซ้ำยังดื้อดึงไม่เชื่อคำพูดของเธอเสียที พวกเขาจึงมีปากเสียงกันรุนแรง วายุภัคเผลอลวนลามจูบทิชากรไปโดยไม่รู้ตัวทำให้เธอโกรธมากและประกาศกร้าวว่าจะไม่ช่วยวายุภัคอีกแล้ว พร้อมกับเก็บของกลับบ้าน

วันนั้นเองวายุภัคถูกคุณไสยและผีตายโหงกลับมาทำร้ายเขาจนปวดท้องกระอักเลือดเกือบตาย ทิชากรและรัก-ยมกลับมาช่วยเขาไว้ได้ทัน วายุภัคไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่เมื่อมันไม่มีคำอธิบายอื่นใดนอกจากสายตาตัวเอง เขาจึงเริ่มเชื่อเธอในที่สุด

เมื่อไปโรงพยาบาล แพทย์ยังพบว่ามีวัตถุประหลาดอยู่ในท้องของวายุภัค สร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มและครอบครัวเป็นอย่างมาก ทิชากรที่ยังโกรธและมึนตึงกับเขาจำต้องช่วยวายุภัคต่อไปเพราะเธอเองก็ไม่อยากให้เขาตายเช่นกัน เธอนำน้ำมนต์ให้เขาดื่มทำให้วายุภัคอาเจียนโดยมีวัตถุเหล่านั้นปนออกมาโดยไม่ต้องผ่าตัด

วายุภัคพบความจริงว่าเขาหลงรักทิชากรเข้าให้แล้ว เพราะในคืนที่เขาถูกทำร้ายและคิดว่าตัวเองจะตาย ภาพที่ชายหนุ่มอยากเก็บไว้พร้อมลมหายใจสุดท้ายคือดวงหน้าเรียวเก๋ของทิชากร เขาจึงเริ่มจีบเธออย่างจริงจัง แต่หญิงสาวสร้างเกราะปกป้องหัวใจไว้ เพราะไม่เชื่อว่าสายลมจะหยุดพัดที่ใครได้ โดยเฉพาะเธอ

วายุภัคยอมให้ทิชากรช่วยอย่างเต็มใจ เขาหัดสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำบุญทำทาน แผ่เมตตา และเข้าพิธีอาบน้ำมนต์เพื่อให้หายจากคุณไสย แม้จะไม่หายขาด เพราะหมอไสยดำยังไม่ยอมรามือ อาการของวายุภัคดีขึ้นพร้อม ๆ กับความสัมพันธ์ของเขากับทิชากรที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทิชากรประทับใจการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของชายหนุ่ม เขาบอกรักเธอในวันหนึ่งแต่ทิชากรไม่เชื่อคำพูดคนเจ้าชู้ และบอกให้วายุภัคทำให้เธอเห็นจะดีกว่า เขาจึงสัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้ทิชากรได้รู้ว่าบัดนี้สายลมได้หยุดพัดที่เธอเพียงคนเดียวแล้ว

ความสัมพันธ์ที่กำลังจะดีขึ้นสะดุดลงเมื่อพัชนีบุตรสาวกำนันทองซึ่งหลงรักวายุภัคมานาน มาหาเรื่องทิชากรและบอกเธอว่าวายุภัคมีลูกมีเมียแล้ว ทิชากรจึงทะเลาะกับชายหนุ่มรุนแรง วายุภัคน้อยใจที่หญิงสาวไม่เชื่อว่า ปิ่นมุก ผู้หญิงที่พัชนีแอบอ้าง ไม่ได้ท้องกับเขา เนื่องจากเลิกรากันไปนานแล้ว ทว่าทิชากรไม่เชื่อเพราะพ่อแม่ของปิ่นมุกมาหาเรื่องวายุภัคว่าลูกสาวท้องกับเขา

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.7 มนสิชา เกินทน สวรส สวมบทเมียแสดงความเป็นเจ้าของ ชาครีย์
14 เม.ย. 2564

05:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 10:02 น.