ตอนที่ 5
เช้าวันนี้หญิงเล็กโวยวายไม่ยอมให้ชายใหญ่ไปบ้านเกรียงไกร แต่เขาควรจะไปโรงพยาบาลกับตนเพื่อให้หมอตรวจว่าพวกบ้านนั้นทำให้สมองเขากระทบกระเทือนหรือเปล่าถึงได้เปลี่ยนใจกลับไปแต่งงาน
“มากไปแล้วนะหญิง พี่ไม่ได้บ้า พี่ตัดสินใจทุกอย่างด้วยสติครบถ้วน เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแต่งงาน”
“มีสิคะ แต่พี่ชายใหญ่ไม่ยอมเลือกทางนั้น กลับเลือกทางที่จะไปลงนรกกับนังผึ้ง แต่ก็ช่างเถอะ ในฐานะลูกยังไงหญิงก็มีส่วนต้องรับผิดชอบปัญหาของท่านพ่อด้วยเหมือนกัน หญิงจะแก้ปัญหานี้เอง”
“เธอจะทำอะไรหญิงเล็ก”
หญิงเล็กไม่ตอบแต่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานดาริกาก็ไปนั่งคอแข็งอยู่ตรงหน้าเกรียงไกรกับสวาทที่บ้านพร้อมเช็คฉบับหนึ่ง
“นี่เป็นเช็คเงินสดยี่สิบล้านบาท ฉันขอไถ่ถอนหนี้สินของท่านลุงภานุดิษฐ์คืนจากพวกคุณ”
เกรียงไกรกวาดตาดูเช็คอย่างใจเย็นและไม่พูดอะไร แต่สวาทอดไม่ได้
“คุณไม่ใช่คนในราชสกุลเทวฉัตร แล้วมาเกี่ยวอะไรด้วย”
“ฉันเป็นเพื่อนของหญิงเล็ก เพื่อนแท้ย่อมต้องช่วยเหลือกันยามลำบาก เงินจำนวนนี้ไม่สะดุ้งสะเทือนฐานะของฉันหรอก”
“แล้วพ่อแม่ของคุณรู้หรือเปล่า ว่าคุณคิดจะใช้เงินยี่สิบล้านนี่ซื้อตัวผู้ชาย”
“หมายความว่ายังไง”
“อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ คุณอยากจะปลดหนี้เพื่อให้คุณชายใหญ่เป็นอิสระ ตัวเองจะได้มีโอกาสเป็นสะใภ้ของเทวฉัตรแทนลูกสาวผม มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก ผมไม่รับเงินของคุณ คุณชายใหญ่จะต้องแต่งงานกับ
ยายผึ้งเท่านั้น ถ้าคุณอยากจะเป็นสะใภ้เจ้า ก็หอบเงินไปหาซื้อหม่อมตกยากที่วังอื่น เพราะวังเทวฉัตรมีเจ้าของแล้ว เอาเช็คของคุณคืนไป” เกรียงไกรฉีกเช็คปาใส่หน้าดาริกา
“แก...ไอ้คนสถุล” ดาริกาลุกพรวดจะตบหน้าเกรียงไกร แต่สวาทกางกั้นไม่ยอม ขณะที่เกรียงไกรตวาดไล่และขู่จะให้คนของตนจับโยนออกไป ดาริกาเลยไม่กล้า ฮึดฮัดสะบัดหน้าจากมา
แต่เมื่อออกมาเห็นนวลที่เข้าใจว่าเป็นภุมวารีลงรถสามล้อพร้อมเฟื้อเดินเข้ามา ดาริการีบขึ้นรถจะขับชนทั้งนายและบ่าว โชคดีเฟื้อตาไวดึงเจ้านายหลบทัน แต่ตัวเองล้มแขนครูดกับถนนได้รับบาดเจ็บ
นวลตกใจมากร้องบอกเกรียงไกรที่วิ่งออกมาพร้อมสวาทว่าช่วยป้าเฟื้อด้วย ทันใดนั้นรถชายใหญ่แล่นเข้ามาพอดีมีหญิงเล็กนั่งมาด้วย
ดาริกายืนหน้าถอดสีปากคอสั่นพูดไม่ออก
เมื่อชายใหญ่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เกรียงไกรไม่พอใจอย่างมากบอกว่าคนของหญิงเล็กขับรถชนคนของตนคงคิดจะฆ่าภุมวารี ตนจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
“จริงหรือเปล่าครับคุณดาว”
“พวกมันไล่ให้ดาวไปจากที่นี่ ไม่งั้นจะรุมทำร้าย ดาวกลัวก็เลยรีบขับรถออกมา ไม่ทันเห็นมีใครมายืนขวางทางอยู่”
“โกหก! บอกคุณชายไปสิว่าคุณมาที่นี่เพราะจะเอาเงินมาฟาดหัวใช้หนี้แทนคุณชาย แต่พอผมไม่รับ คุณก็หัวฟัดหัวเหวี่ยง พาลแค้นยายผึ้ง ถึงจะขับรถชนให้ตาย”
“ไม่จริง แกใส่ร้ายฉัน”
“พอได้แล้วน้องดาว พี่เชื่อคุณเกรียงไกร...พี่รู้จากหญิงเล็กแล้วว่าน้องดาวมาทำอะไรที่นี่ พี่ขอให้มันเป็นครั้งสุดท้ายที่น้องดาวจะมายุ่งกับเรื่องในครอบครัวของพี่”
“พี่ชายใหญ่คะ พูดอย่างนี้ได้ยังไง ยายดาวหวังดีกับพวกเรานะคะ ถึงได้เสนอตัวมา”
“พี่ไม่ต้องการความหวังดีจากคนนอก”
ดาริกาสะอึก น้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ ชายใหญ่หันไปพูดกับเกรียงไกร
“ผมขอยืนยันตรงนี้นะครับคุณเกรียงไกร ว่าผมยินดีจะแต่งงานกับคุณผึ้งแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงของเรา จะไม่มีการยื่นข้อเสนออื่นใดอีกแล้ว”
ดาริกาน้ำตาไหลเอ่อ หญิงเล็กปรี๊ดขึ้นมาแทน “ทำไมพี่ชายใหญ่ถึงได้อยากแต่งงานกับมันนัก หญิงไม่เข้าใจ”
“หญิงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจอะไรตอนนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของพี่กับคุณผึ้ง พาคุณดาวกลับไป พี่มีเรื่องจะหารือกับคุณเกรียงไกรเกี่ยวกับงานแต่งงาน”
หญิงเล็กฮึดฮัดจะโวยต่อ แต่ดาริกาดึงแขนไว้ “ช่างเถอะหญิงเล็ก ในเมื่อพี่ชายใหญ่ไม่เห็นค่าน้ำใจของฉัน ฉันก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก”
ดาริกาผลุนผลันไปขึ้นรถ หญิงเล็กละล้าละลัง แล้วค้อนพี่ชายก่อนจะรีบวิ่งตามเพื่อนรักไป
ooooooo
ภายในห้องรับแขก เกรียงไกรคุยกับชายใหญ่ นวลเพิ่งเข้ามาสมทบบอกพ่อว่าป้าเฟื้อไม่ยอมไปหาหมอ ตนกับเอื้อยเลยช่วยกันทำแผลแล้วสั่งให้นอนพัก
“ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วล่ะ”
“ผมต้องขอโทษอีกครั้งที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณชายเสียหน่อย หนูดาริกาคนนี้คงจะปลื้มคุณชายเอามากๆนะครับ ถึงได้ยอมเอาเงินยี่สิบล้านมากองให้ผมดู”
เกรียงไกรหัวเราะเหมือนเห็นเป็นเรื่องขำ แต่เสียดแทงความรู้สึกของชายใหญ่ที่รู้สึกว่าตัวเองถูกตีราคาไม่ต่างกับสินค้าจากทั้งเกรียงไกรและดาริกา
“แต่ยังไงผมก็ขอบคุณที่คุณชายยังเลือกที่จะทำตามข้อตกลง”
“ก็ถ้าคุณผึ้งไม่ขัดข้องหมองใจเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรจะต้องบิดพลิ้วครับ” ชายใหญ่ปรับอารมณ์ยิ้มให้ นวลฝืนยิ้มตอบ แต่แววตายังดูกังวลใจ ขณะที่เกรียงไกรมองทั้งสองสบตากันอย่างพอใจ
ครู่ต่อมา ชายใหญ่กับนวลออกไปคุยกันที่สนาม “ขอบคุณนะครับคุณผึ้งที่ยอมตกลงช่วยผม”
“คุณชายเข้าใจใช่ไหมคะว่าเราจะแต่งงานกันเพียงแค่ในนามเท่านั้น แล้วพอถึงระยะหนึ่งที่คุณพ่อคลายใจ เราจะหย่าขาดจากกัน”
“ผมทราบครับ คุณผึ้งไม่ต้องลำบากใจเรื่องนั้น เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”
“ขอบคุณที่คุณชายเข้าใจค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ตั้งแต่วันนี้ดีไหมครับ”
ชายใหญ่ชวนเธอไปไหว้พระปฐมเจดีย์ แต่แล้วมีเหตุให้นวลตกใจวิ่งหนีเพราะถูกเด็กขายพวงมาลัยกลุ่มหนึ่งคุกคามจะให้ช่วยเหมาเหมือนครั้งก่อน แต่เธอไม่มีเงินจึงปฏิเสธ ส่วนชายใหญ่แยกไปหาซื้อดอกไม้จึงไม่เห็นเหตุการณ์
ระหว่างนี้เองมิ่งมาส่งปลาให้แม่ค้าผ่านมาเห็น เขาจำนวลได้และพยายามวิ่งตาม แต่ชายใหญ่มาช่วยนวลหนีไปได้ ชาติเพิ่งมาทีหลังงุนงงว่ามิ่งเป็นอะไร วิ่งตามใคร แต่พอมิ่งบอกว่าเห็นนวลกับผู้ชาย ชาติไม่ค่อยเชื่อและไม่ยอมให้มิ่งบอกเรื่องนี้กับจักรด้วย
ooooooo
ตั้งแต่ทินกรพ่อของภาสกรเข้ามาอยู่ร่วมชายคา ภุมวารีต้องคอยระแวดระวังทรัพย์สินเป็นพิเศษเพราะรู้มาตลอดว่าเขาติดการพนันงอมแงม ครั้งหนึ่งเธอเคยใช้หนี้แทนมาแล้ว เพราะถ้าไม่จ่ายนักเลงทวงหนี้ก็จะเล่นงานภาสกร
วันนี้ภุมวารีเห็นทินกรหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อสูทของภาสกร เธอโวยวายว่าเขาขโมย ทำให้ทินกรโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงต่อล้อต่อเถียงกันจนภาสกรต้องมาหย่าศึกหยิบเงินที่มีไม่มากให้พ่อ
“คุณพ่อเอาไปเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ผมเหลืออยู่แค่นี้ ทีหลังจะเอาอะไรก็บอกผมก่อน”
ทินกรเหลือบมองภุมวารีที่จ้องเขม็งอย่างชิงชัง แล้วทำเป็นยิ้มเอาใจลูกชาย เหลือบเห็นนาฬิกาข้อมือเรือนใหม่ที่ภาสกรสวมพอดี
“ก็ได้ งั้นพ่อยืมนาฬิกาด้วยสิ สวยดีนี่หว่า พ่อจะใส่ไปอวดเพื่อน”
“ไม่ได้หรอกครับ นาฬิกานี่คุณผึ้งซื้อให้ผมใส่ไปทำงาน”
“ไม่เอาก็ได้วะ ของเก๊หรือเปล่าก็ไม่รู้” ทินกรลุกออกจากบ้านไปทันที
ภุมวารีมองตามอย่างหมั่นไส้ คาดเดาว่าทินกรคงไม่พ้นเอาเงินไปลงบ่อนแถวนี้ ภาสกรเองก็รู้ว่าแถวนี้มีบ่อน แต่ถ้าไม่ให้เงินพ่อ พ่อก็ไปติดหนี้ยืมสินคนอื่นอยู่ดี ไม่พ้นตนต้องไปตามล้างตามเช็ด
“ที่เขาพูดกันไม่ได้ผิดเลยใช่ไหมคะ พอร่ำรวยจากบ่อนคุณพ่อคุณก็หายหน้าหายตาไป ตกอับหมดตัวเมื่อไรถึงจะวิ่งมาเกาะลูกชายกิน...เกิดมาผึ้งเพิ่งเคยเห็นคนชนิดนี้”
ภาสกรฟังแล้วหน้าเสีย ละอายใจแทนพ่อ ภุมวารี ได้สติพูดเสียงอ่อยลง
“คุณภาส ผึ้งขอโทษค่ะ ผึ้งแค่สงสารคุณ”
“ผมเข้าใจ ท่านก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ยังไงท่านก็เป็นพ่อ...ผมไปทำงานก่อนนะ” ภาสกรลุกขึ้นเดินซึม ออกไป ภุมวารีหนักใจที่ชีวิตคู่เริ่มจะไม่ผาสุกเพราะความวุ่นวายต่างๆ
ooooooo
นวลยังตกใจไม่หายกับเหตุการณ์ที่หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ ชายใหญ่ขับรถพลางเหลือบมองเธออย่างจับสังเกต
“หายตกใจหรือยังครับคุณผึ้ง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“ผมขอโทษนะครับที่ปล่อยคุณคลาดสายตาจนเกิดเรื่อง คุณผึ้งอยากจะไปแจ้งตำรวจไหมครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกแกเป็นเด็กๆกันทั้งนั้น ฉันไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่”
“แปลกจริง ทำไมเด็กพวกนั้นถึงคิดจะปล้นคุณ”
“พวกเขาทำเหมือนรู้จักฉันมาก่อนค่ะคุณชาย บอกว่าฉันเคยเหมาซื้อพวงมาลัย แล้วก็ให้เงินเยอะแยะ เขาเลยเชื่อว่าฉันมีเงิน”
“ผมจำได้แล้ว คุณผึ้งเคยซื้อพวงมาลัยจากเด็กๆที่มาเร่ขาย ตอนที่เรามาไหว้พระด้วยกัน”
นวลอึ้ง...ถอนใจออกมาอย่างอัดอั้น “ฉันไม่อยากเป็นแบบนี้เลยค่ะ พอจำอะไรไม่ได้ ทุกคนก็เข้าใจฉันผิดไปหมด ไม่รู้ว่าฉันจะต้องพบเรื่องแย่ๆแบบนี้อีกกี่ครั้ง”
ชายใหญ่เห็นสีหน้ากลัดกลุ้มเสียใจของเธอแล้วเริ่มลังเลว่าเธอเล่นละครอยู่หรือพูดความจริงกันแน่
แต่เมื่อเขากลับมาเล่าให้ท่านพ่อกับน้องสาวฟัง หญิงเล็กแผดเสียงอย่างเชื่อมั่นว่า
“มันมารยาสาไถย! พี่ชายใหญ่อย่าไปเชื่อมัน สมองนังผึ้งปกติดีทุกอย่าง ไม่งั้นมันคงไม่แอบนัดพบกับนายภาสกรอีก แล้วมันยังกล้าตบตีกับหญิง เนี่ยเหรอคะคนสมองเสื่อม ความจำเสื่อม หญิงให้หลักฐานพี่ชายใหญ่ไปจับผิดมัน แต่พอมันเสแสร้งนิดเดียวก็ใจอ่อนเชื่อมันอีก นี่คงจะหาว่าหญิงเป็นฝ่ายปั้นน้ำเป็นตัวกระมัง”
“พี่ไม่ได้คิดว่าหญิงโกหก แต่พี่ไม่เข้าใจคุณผึ้งจะทำแบบนั้นไปทำไม ถ้าเธอรักกับหม่อมหลวงภาสกรจริง ก็ไม่น่าจะยอมแต่งงานกับพี่อีก แต่นี่เธอยอมเพราะอยากช่วยให้เราปลดหนี้สินจากพ่อของตัวเอง”
หญิงเล็กแค่นหัวเราะออกมา แล้วตอกกลับแบบไม่ทันคิด “เฮอะ! ที่มันยอมแต่งกับพี่ชายใหญ่เพราะมันไม่อยากถูกลากไปแต่งกับผู้ชายคนอี่นที่รู้เท่าทันมารยามันน่ะสิ ได้ผัวฉลาดแล้วมันจะหนีไปมีชู้ได้ยังไง”
“ภรณ์ภิรมย์! พ่อฟังมามากพอแล้ว อย่าให้พ่อต้องทนฟังเธอดูถูกพี่ชายตัวเองมากไปกว่านี้”
หญิงเล็กหน้าเผือด เพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดแรงไป “หญิงแค่อยากจะเตือน ก่อนที่พี่ชายใหญ่จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
“ไม่มีอะไรจะน่าเสียใจเท่ากับการโดนน้องสาวตัวเองดูหมิ่นว่าเป็นผู้ชายโง่ๆหรอกหญิง”
“พี่ชายใหญ่...ไม่มีใครเข้าใจหญิงเลย มีแต่คิดว่าหญิงผิดๆๆ ทั้งที่หญิงหวังดี ก็ตามใจ หญิงจะไม่พูดเรื่องนี้อีก” หญิงเล็กแผดเสียงแล้วเดินปึงปังออกไป










