ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แววมยุรา

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

แววมยุรา ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

หน้ารั้วคฤหาสน์หรู สมฐานะของอัครมหาเศรษฐีอย่างสีหราช ทศพล รถหรูคันหนึ่งชะลอมาจอดที่หน้าประตูรั้ว รปภ.ชะเง้อดูทะเบียนรถรีบทำความเคารพแล้วมาเปิดประตูรั้วให้

สยุมภูว์ ทศพล นักธุรกิจหนุ่มหล่อดูลึกลับ ใส่สูทดำ แว่นดำ หวีผมเรียบร้อย มาดขรึม เข้ม เปิดประตูลงจากเบาะหลัง หยุดยืนมองไปรอบๆอย่างสำรวจและซึมซับบรรยากาศบริเวณนั้น

“สิบห้าปีแล้วนะครับที่คุณสยุมภูว์ไม่เคยกลับเมืองไทยเลย...เสียดายที่ไม่ทันพบคุณท่านสีหราช...” เพิ่มพงษ์มือขวาของสยุมภูว์ลงจากฝั่งคนขับเดินมายืนใกล้ๆเอ่ยเสียงเศร้าๆ

สยุมภูว์พยักหน้ายิ้มบางๆเศร้าๆเอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“คุณพ่อทำงานหนักมาตลอดชีวิต คงเป็นเวลาที่ท่านจะได้พักผ่อนแล้วล่ะ เหลือแต่เราสองคนนี่แหละที่ต้องรับช่วงเหน็ดเหนื่อยต่อจากท่าน”

สยุมภูว์และเพิ่มพงษ์พยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจกันถึงงานหนักที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป

ที่หลังพุ่มไม้แถวนั้น ศักดา อดีตมือปืนรับจ้างที่ล้างมือแล้ว มาซุ่มถ่ายรูปสยุมภูว์เป็นงานที่เขาตั้งใจจะรับเป็นชิ้นสุดท้าย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถถ่ายใบหน้าสยุมภูว์ได้ด้วยเหตุบังเอิญต่างๆ เขาจึงซูมกล้องถ่ายทะเบียนรถไว้

เมื่อได้ภาพแล้ว ศักดาเก็บกล้อง ใส่หมวกกันน็อกดึงหน้ากากลงมา แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

ooooooo

เมื่อเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์แล้ว เพิ่มพงษ์ขับรถกอล์ฟพาสยุมภูว์ชมบริเวณรอบๆคฤหาสน์ที่กว้างขวาง

“ตามความประสงค์ของคุณท่านสีหราช ท่านอยากให้คุณทนายนิติธรและลูกชายพักอาศัยอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป เหมือนเป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่ง” เพิ่มพงษ์เล่า

“ก็ดีนะ ได้คุณนิติธรช่วยดูแล ทุกอย่างถึงยังเรียบร้อย ดูดี เหมือนกับตอนที่คุณพ่อท่านยังอยู่ที่นี่”

“ผมว่าเรารีบเข้าบ้านดีกว่า คุณทนายคงรออ่านพินัยกรรมของคุณท่านอยู่น่ะครับ” เพิ่มพงษ์เลี้ยวรถกอล์ฟตรงไปยังตัวคฤหาสน์หลังงาม

ooooooo

ภายในห้องรับแขก สยุมภูว์และทนายนิติธรนั่งกันอยู่อย่างเป็นการเป็นงาน เพิ่มพงษ์ยืนสำรวมอยู่ไม่ห่าง ทนายนิติธรเริ่มอ่านพินัยกรรมด้วยน้ำเสียงชัดเจน

“...ทรัพย์สินทั้งหมดและกิจการกลุ่มบริษัทในเครือทศพลกรุ๊ปขอยกให้นายสยุมภูว์ ทศพล ผู้เป็นบุตร ของข้าพเจ้า อนึ่ง ถ้าผู้รับพินัยกรรมของข้าพเจ้าไม่สามารถรับมรดกได้ ข้าพเจ้าขอมอบให้นายนิติธร ศาสตร์–บูรพา เป็นผู้รับมรดกแทน ลงชื่อนายสีหราช ทศพล”

“เป็นพินัยกรรมที่แปลกมากเลยนะครับ” เพิ่มพงษ์พึมพำอย่างกังวล ทนายนิติธรถามว่า ว่าไงนะครับ เพิ่มพงษ์ปฏิเสธอย่างรักษามารยาทว่า “เปล่าครับ ไม่มีอะไร เอ่อ...แล้วนายนิติภูมิ ลูกชายคุณไม่อยู่หรือครับวันนี้”

“เห็นว่าไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน อีกสองวันถึงจะกลับน่ะครับ”

“นายภูมิเขาทำงานอะไรอยู่หรือครับตอนนี้” สยุมภูว์ถามขึ้น

“ก็...ยังลอยไปลอยมาน่ะครับ เจ้าภูมิมันก็เป็นเสียแบบนี้ วันๆเอาแต่เที่ยวเล่น ถ้ารู้จักเอาการเอางานได้สักหนึ่งในร้อยของคุณสยุมภูว์ก็คงจะดี”

“ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ โชคดีมากกว่าที่บริษัทในเครือทศพลกรุ๊ปในสิงคโปร์ที่ผมบริหารแทบไม่เจออุปสรรคอะไร ก็เลยเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ แต่พอต้องบริหารกลุ่มบริษัททั้งหมดแบบนี้ ผมคงต้องรบกวนขอคำปรึกษาจากคุณนิติธรอีกเยอะ”

“ขอให้บอกเถอะครับ ผมยินดีและภูมิใจที่ได้รับใช้ตระกูลทศพลตลอดมา...และตลอดไปครับ”

สยุมภูว์ยิ้มอย่างขอบคุณและซาบซึ้งใจ

ooooooo

มื้อค่ำวันนี้ สยุมภูว์กับเพิ่มพงษ์ไปทานอาหารในร้านอาหารไทย สยุมภูว์ทานอย่างสุภาพด้วยความอร่อยกับรสชาติอาหารไทย เห็นเพิ่มพงษ์นั่งสีหน้าครุ่นคิด เรียกสองสามครั้งเพิ่มพงษ์จึงรู้สึกตัว สยุมภูว์ถามว่าอาหารไม่อร่อยหรือ

“อร่อยสิครับคุณ แต่ผมยังกังวลเรื่องพินัยกรรมน่ะครับ คุณท่านไว้ใจคุณนิติธรเกินไปรึเปล่า ถึงได้ระบุให้รับมรดกแทนชัดเจนแบบนี้ ถ้าเขาเกิดโลภ อยากฮุบสมบัติขึ้นมา คุณสยุมภูว์ก็เดือดร้อนสิครับ”

สยุมภูว์ถามว่ากลัวเขาจะฆ่าตนเพื่อมรดกอย่างนั้นหรือ เพิ่มพงษ์เตือนว่า เรื่องมรดกไม่เข้าใครออกใคร ขนาดพี่น้องคลานตามกันมาก็ยังฆ่ากันนักต่อนักแล้ว สยุมภูว์ยิ้มขำๆ บอกเพิ่มพงษ์อย่างมั่นใจว่า

“น้าเพิ่ม...ฟังนะ คุณนิติธรรับใช้คุณพ่ออย่างซื่อสัตย์มาตลอด และจะไม่มีวันทำร้ายผมแน่ๆ” เพิ่มพงษ์ยังทำท่าจะท้วงติง สยุมภูว์ตัดบทว่า “คุณพ่อท่านมองคนไม่ผิดหรอกน่า เราหยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”

เพิ่มพงษ์บอกว่าตนก็แค่เป็นห่วงเขา สยุมภูว์บอกว่าเป็นห่วงก็ดี แต่ทำเสียงเข้มเตือนว่า “แต่ก็ไม่ใช่ไปพูดให้ร้ายคุณนิติธรแบบนี้” เพิ่มพงษ์ได้แต่หลบตาเมื่อรู้ว่าเขาไม่พอใจ แม้จะลงมือทานอาหารแต่สีหน้าแววตาก็ยังกังวล...

ทานอาหารเสร็จออกมาลานจอดรถที่ค่อนข้างเปลี่ยวมืด เพิ่มพงษ์เดินมาหลังสยุมภูว์อย่างคอยระวังภัย จนสยุมภูว์พูดขำๆว่าพอเถอะ ทำท่าอย่างกับจะมีใครคอยตามฆ่าตนอย่างนั้นแหละ

“เซฟตี้เฟิร์สต์ เซฟตี้อะเฮด ครับคุณสยุมภูว์ หลักการเดียวกับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต้องเน้นความปลอดภัยทั้งก่อนหน้าและล่วงหน้า”

พูดไม่ทันขาดคำ เพิ่มพงษ์ก็สะดุดอะไรบางอย่างถลาแซงหน้าสยุมภูว์ไปนอนคว่ำพังพาบกับพื้น สยุมภูว์แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

แต่พอเพิ่มพงษ์เงยหน้าขึ้น เขาตกใจสุดขีดเมื่อเห็นไฟสีแดงจุดเล็กๆอยู่ที่ใต้ขอบรถใกล้ประตูเบาะหลังเป็นตำแหน่งที่สยุมภูว์นั่งประจำ ทั้งยังเห็นโทรศัพท์มือถือที่มีสายติดอยู่กับกล่องระเบิดขนาดเล็ก

วินาทีนั้น เพิ่มพงษ์โผขึ้นรวบตัวสยุมภูว์ลงมากองกับพื้น พริบตาเดียวรถก็ระเบิดไฟลุกท่วม

ทั้งสองเงยหน้าที่เปื้อนเขม่าและฝุ่นผง มองรถที่ไฟลุกท่วม ต่างช็อกกับนาทีเฉียดตายที่เพิ่งผ่านไป...

ไม่ไกลนัก ศักดาเฝ้าดูผลงาน พอเห็นไฟลุกท่วมรถ มันพึมพำ “เรียบร้อย...” ดึงหน้ากากหมวกกันน็อกลงมาแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

ooooooo

ในงานเปิดตัวรถสปอร์ตหรู...

ข้างรถสปอร์ตหรูโฉบเฉี่ยว แวว มยุรา พริตตี้สาวสวย แต่งตัวหรูเซ็กซี่ด้วยกระโปรงยาวแต่ผ่าสูง กำลังแนะนำสมรรถนะของรถอย่างคล่องแคล่ว ฉะฉาน ท่ามกลางช่างภาพทั้งจากสื่อมวลชนและส่วนตัวรุมกันถ่ายรูปแทบไม่ได้สนใจฟังแววแนะนำรถเลย

ระหว่างนั้น คำรพ หนุ่มใหญ่เจ้าของบริษัทนำเข้ารถยนต์หรู ถือแก้วเครื่องดื่มหน้าแดงกรุ้มกริ่มแหวกผู้คนเข้ามามองหน้าแววแล้วก้มลงเล็งที่ใต้กระโปรงอย่างน่าสมเพช

แววขึ้นไปนั่งบรรยายบนรถแล้วก้าวลงมา ประตูรถหนีบชายกระโปรงเธอไว้ แต่เพราะมีสมาธิในการทำงานมากจนไม่รู้สึกตัว พอก้าวเดินกระโปรงที่ถูกประตูรถหนีบก็ดึงหลุดเหลือแต่กางเกงรัดรูปตัวจิ๋วที่ใส่ไว้ข้างใน

เมื่อเธอรู้ตัวก็อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี กลับไปที่ห้องแต่งตัวก็เอาผ้าพันคอมานุ่งไว้ คำรพยังตามเข้าไปวอแวอีก แววนึกว่าเจ้านายจะเข้ามาตำหนิรีบขอโทษ แต่คำรพกลับชอบใจบอกว่านั่นแหละทำให้มีใบจองเข้ามามากมาย

คำรพทำตัวเป็นเฒ่าหัวงูเจ้าชู้ยักษ์มือไม้ป่ายปะลูบไล้ไปทั่ว แววปัดมืออย่างแรงทำตาเขียวใส่ คำรพไม่สนใจ ยังทำกรุ้มกริ่มพูดอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่าว่า

“เอ่อ...ฟังนะแวว ผมจ้างคุณเป็นพริตตี้ให้เงินเดือนสูง เนี่ย คุณก็ควรจะตอบแทนผมบ้างนะ”

“ได้ค่ะ...แววจะตอบแทนด้วยการตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด”

“แต่ผมอยากให้คุณตอบแทนผมแบบนี้มากกว่า” พูดแล้วก็ล้วงเข้าไปใต้ผ้าคลุมอย่างหื่นกาม

แววกางกรงเล็บ จิกหน้าคำรพแล้วข่วนลากลงมาจากหน้าผากถึงคาง คำรพร้องราวกับควายถูกเชือด!

แต่คำรพไม่ถอยตามตื๊อต่อรองค่าตัวกับแววว่า ต้องการอย่างไรเท่าไรให้ว่ามา ตนยอมทุกอย่างเพราะรักเธอ แววไม่สนใจบอกว่าตนมาทำงานไม่ได้มาขายตัว พูดแล้วจะเดินหนีถูกคำรพคว้ามือไว้ เธอสั่งให้ปล่อยก็ไม่ยอมปล่อย เลยถูกตบเสียฉาดหนึ่ง คราวนี้เลยถูกคำรพขู่ว่าอยากโดนไล่ออกใช่ไหม

แววบอกว่าไม่ต้องไล่ ตนขอลาออกเอง ก่อนผละไปยังหันกลับไปขึ้นเข่าผ่าหมากจนคำรพหน้าเขียวกุมเป้าหมดแรงอยู่ตรงนั้น

ooooooo

แววอยู่กับแม่คือมาลตีที่รักสบายขี้เกียจแต่ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ภาระการหาเงินจึงตกอยู่กับแววคนเดียว เธอยังมีน้องสาวชื่อวัณณรี เพิ่งเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ติดเที่ยว ฟุ้งเฟ้อ เห่อผู้ชาย บ้าแต่งตัวทั้งที่ยังต้องขอเงินพี่สาวใช้อยู่

แววแบกภาระหนักมาก ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในครอบครัว หลายครั้งมาลตียังหาเรื่องให้เสียเงินบ่อยๆ เพราะระแวงว่าตัวเองจะเป็นโน่นเป็นนี่โทร.เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินมารับ แต่แล้วก็ไม่เป็นอะไร ไม่กี่เดือนมานี้แววต้องจ่ายค่ารถพยาบาลฉุกเฉินไปแล้วถึง 3 ครั้งทั้งที่แม่แค่ระแวงว่าตัวเองเจ็บป่วยเท่านั้น

ตกงานวันแรก แววก็ต้องปวดหัวอีกเมื่อกลับบ้านพบว่าแม่จ้างโรสมาเป็นคนใช้อ้างว่าตัวเองทำอะไรไม่ไหวแล้ว พอเจอหน้าแวว โรสก็ขอเบิกค่าจ้างเดือนนี้ล่วงหน้าอีก ทำเอาแววแทบลมจับ

ooooooo

ที่ร้านกาแฟวัยรุ่น ชื่อร้าน คอฟฟี่แอนด์เฟรนด์ เป็นของชลธิชาคุณหนูที่พ่อแม่ออกเงินให้เปิดร้านโดยมีเริงใจเพื่อนรักร่วมทุนด้วยเล็กน้อย แต่เพราะชลธิชาเป็นคนขาดความมั่นใจตัวเอง เริงใจจึงเป็นเจ้ากี้เจ้าการเสียเป็นส่วนใหญ่

สองสาวตื่นเต้นมากเมื่อวันนี้มีหนุ่มหล่อมาดดีดูอบอุ่นเข้ามาในร้าน เขามารอพบเพื่อนที่นัดไว้ แต่มาก่อนเวลาจึงดื่มกาแฟรอ ชลธิชากับเริงใจต่างต้องตาต้องใจหนุ่มหล่อ เท่ ดูอบอุ่นคนนี้มาก

ที่แท้เขาคือเอกรินทร์เป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย แววนัดเขามาพบกันที่นี่ เพราะแววเป็นเพื่อนของชลธิชาและเริงใจที่เรียนมัธยมมาด้วยกัน เมื่อมาถึงแววเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้เพื่อนๆฟัง ต่างพากันหัวเราะชอบใจกับความห้าวของเธอ แล้วเธอก็บ่นอย่างเป็นทุกข์ว่า ตกงานแล้ว ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนใช้เพราะเงินเก็บก็ไม่มี

เริงใจบอกว่าอย่างแววไม่เห็นน่าห่วง ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องการตัวทั้งนั้น แววบอกว่าตนอยากทำงานที่ใช้ความสามารถ ไม่อยากทำงานที่ขายความสวยอีกแล้วเบื่อที่จะต้องเจอพวกเฒ่าหัวงูพวกเสือพวกตะเข้

ชลธิชาถามเอกรินทร์ด้วยความสนใจพิเศษว่าทำงานอะไรอยู่หรือ

“ผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก ก็เลยเพิ่งจะเริ่มต้นคอยติดตามดูงานผมทางทีวีด้วยนะครับ” เขาบอกว่าเป็นคนรายงานข่าวและทำสกู๊ปข่าวด้วย

เริงใจดี๊ด๊าอยากให้เบอร์โทร.ของตัวเองแก่เขา แต่ทำเป็นตื่นเต้นบอกว่าถ้าวันไหนเขาออกทีวีให้โทร.บอกด้วยจะตามดู แววแอบกระซิบกับชลธิชาอย่างรู้ทันว่า “เนียนตลอดอ่ะยัยเริงใจ”

ooooooo

วันต่อมา ศักดาก็เอาหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวรถระเบิดไปให้นิติภูมิดูเป็นหลักฐานยืนยันผลงานของตน พอดูรูปอ่านพาดหัวข่าวแล้ว เขาถามศักดาว่ามันตายแล้วใช่ไหม

“ผมเห็นมันเดินมาที่รถ ผมก็กดมือถือจุดชนวนระเบิด แล้วมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับคุณนิติภูมิ”

ฟังศักดาแล้ว นิติภูมิบอกว่าให้หลบไปกบดาน ก่อนห้ามติดต่อมาไม่ว่ากรณีใดๆ ศักดาบอกว่าตนรู้ ตนเข้าใจ แต่พอขอเงินค่าจ้าง นิติภูมิก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ ทันทีที่ทศพลกรุ๊ปตกเป็นของพ่อและตน ก็จะรีบจ่ายให้ รับรองว่าเขาจะอยู่ได้สบายไปตลอดชาติโดยไม่ต้องทำอะไรเลย

ศักดาบอกว่าตนตั้งใจรับงานนี้เป็นงานสุดท้าย ถ้าเรื่องมรดกเรียบร้อยก็ให้ติดต่อตนด้วย แต่ก่อนแยกไปเขาได้มอบรูปถ่ายที่แอบถ่ายวันที่สยุมภูว์มาที่บ้าน แต่ทุกรูปไม่เห็นหน้า บางรูปเขาหันหลัง บางรูปก็ถูกเพิ่มพงษ์บังหน้าไว้ ศักดาบอกว่าตนทำดีที่สุดแล้วได้แค่นี้เอง

นิติภูมิรับรูปไปดูทีละใบ...ทีละใบ พลางระบายความคับแค้นเบาๆ...

“ไอ้สยุมภูว์ ฉันเกลียดแกกับพ่อแกเข้าไส้ เกลียดที่พ่อฉันต้องเอาเวลาที่ควรจะดูแลฉันกับแม่ ไปดูแลรับใช้ครอบครัวแก...เกลียดที่พ่อฉันเอาแต่เปรียบเทียบฉันว่าด้อยกว่าแก...แล้วเป็นไงล่ะ ยังไม่ทันได้เห็นหน้ากัน ฉันก็ฆ่าแกทิ้งซะแล้ว!”

ฝ่ายนิติธร เห็นข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็ตกใจ โทร.เข้ามือถือของสยุมภูว์ก็ไม่มีเสียงตอบรับ โทร.เข้ามือถือของเพิ่มพงษ์ก็ไม่มีเสียงตอบรับเช่นกัน เขากลั้นน้ำตาไม่ไหวสะอื้นไห้ออกมาด้วยความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง...

ooooooo

เพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์ไปโรงพยาบาล ทั้งสองมีบาดแผลที่ใบหน้าและตามแขนเล็กน้อย กลับถึงโรงแรม เมื่อเรียกแท็กซี่ได้ เพิ่มพงษ์รีบขนกระเป๋าหลายใบขึ้นรถ สยุมภูว์ช่วยยกถามว่าแล้วนี่เราจะไปไหนกัน

“ผมตระเตรียมที่ทางไว้แล้วครับ คุณสยุมภูว์รีบขึ้นรถดีกว่า”

สยุมภูว์บอกว่าอยากแวะที่บ้านก่อน เพิ่มพงษ์บอกว่าแวะไม่ได้สถานการณ์ตอนนี้คือ เขากำลังถูกตามฆ่า เราต้องย้ายไปอยู่เซฟเฮาส์และต้องอำพรางตัวด้วย สยุมภูว์ถามว่าทำไมเราไม่แจ้งตำรวจ

“ผมโทร.แจ้งระดับนายตำรวจใหญ่ไปแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาท เราก็ควรจะเซฟตัวเองด้วย เชิญครับ”

เพิ่มพงษ์พาสยุมภูว์ไปที่ร้านขายต้นไม้ และรับจัดสวน เล่าว่า นี่เป็นร้านของญาติห่างๆ ที่ประกาศขายพอดี ตนเลยซื้อไว้เป็นเซฟเฮาส์และเป็นออฟฟิศลับๆด้วย

“แล้วเราก็ต้องพรางตัวเป็นคนขายต้นไม้กับจัดสวนด้วยเนี่ยนะ”

“ไม่ดีเหรอครับ คุณสยุมภูว์เป็นคนรักตนไม้อยู่แล้ว อยู่ที่นี่ซะก็น่าจะแฮปปี้”

สยุมภูว์ถามว่าแล้วจะให้ตนนอนที่ไหน เพิ่มพงษ์ ตอบอย่างภูมิใจว่า ตนเช่าบ้านไว้อีกที่เรียบร้อยแล้ว ทิ้งข้าวของอื่นไว้ที่นี่ เอาแต่กระเป๋าเสื้อผ้าไปที่บ้านพักก็พอ สยุมภูว์ถามว่าทำไมต้องอยู่หลายที่ให้ยุ่งยาก เพิ่มพงษ์ชี้แจงว่า สถานการณ์ตอนนี้อันตรายมาก ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินตนก็จะพาเขาย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยได้ทันที ย้ำว่า เราต้องทำตัวเป็นน้าหลานกันเพื่อให้ดูแนบเนียนไม่เป็นที่สงสัยของเพื่อนบ้าน

เพิ่มพงษ์พาสยุมภูว์ไปดูห้องทำงานที่ร้านขายต้นไม้ แจกแจงรายละเอียดว่า

“ผมให้คนทำระบบเน็ตเวิร์กคอมพิวเตอร์ไว้แล้ว แถมยังติดตั้งระบบไวไฟ ทรีจี ออนไลน์ได้เร็วปรื๊ด เรียกว่าใช้ที่นี่เป็นศูนย์บัญชาการได้เลยครับ”

“สุดยอดจริงๆ นี่น้าเพิ่มเอาเวลาที่ไหนมาตระเตรียมให้ผมได้ขนาดนี้เนี่ย”

“จะยากอะไรล่ะครับ ผมมีลูกน้องอยู่หลายวงการ แล้วข้าวของพวกนี้ ผมก็ใช้บัตรเครดิตของคุณสยุมภูว์สั่งซื้อเอาเงินคุณทั้งนั้นแหละครับ” เห็นสยุมภูว์สะอึกไปนิดหนึ่งเมื่อฟังประโยคหลัง เพิ่มพงษ์รวบรัดว่า “เราเหนื่อยกันมาเยอะแล้ว ผมว่าเรากลับไปพักผ่อนที่บ้านเช่ากันดีกว่าครับ”

ooooooo

เอกรินทร์ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่ร้านกาแฟ ขณะที่ชลธิชาหยิบจากเบาะนั่ง ก็พอดีมีโทร.เข้า ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิง พอฟังเสียงที่รับสายเป็นผู้หญิง ทางโน้นก็แว้ดมาทันทีว่าเป็นใคร รับโทรศัพท์ของเอกรินทร์ได้ยังไง

ชลธิชาชี้แจงว่า เอกรินทร์ลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้าน บอกปลายสายว่า แล้วจะเอาไปฝากคืนไว้กับเพื่อนที่ชื่อแวว บอกให้เอกรินทร์ไปรับที่แววก็แล้วกัน

พอวางสายแล้ว ชลธิชาบ่นกับเริงใจว่า มีผู้หญิง โทร.มาโวยวายใหญ่ เริงใจคาดว่า แบบนี้คงเป็นเมียแน่ๆ ทำท่าเสียดายเอกรินทร์ ชลธิชาก็อดเสียดายไม่ได้เหมือนกัน

คนที่โทร.มาคือไลลาญาติสนิทที่อยู่บ้านเดียวกันกับเอกรินทร์นั่นเอง พอเขากลับถึงบ้านก็ถูกไลลาไล่เบี้ย ว่าไปลืมโทรศัพท์ไว้ที่ไหน เอกรินทร์จึงนึกได้ ไลลา บอกว่าเขาเอาไปฝากไว้กับเพื่อนที่ชื่อว่าแววแล้วให้ไปเอาที่นั่น บ่นเอกรินทร์ว่าหลงๆลืมๆเป็นคนแก่ไปได้

เอกรินทร์ถูกไลลาจิกๆกัดๆ แล้วไล่ให้รีบไปเอาโทรศัพท์เสีย เขาส่ายหน้าเซ็งๆกับญาติที่เป็นคู่กัดประจำบ้านคนนี้แล้วเดินออกไป

ooooooo

เพิ่มพงษ์พาสยุมภูว์ไปถึงบ้านเช่า เขาบอกว่าน่าอยู่ดี พลางเดินดูรอบๆบริเวณ ส่วนเพิ่มพงษ์ก็ง่วนกับการขนกระเป๋าลงจากรถ บ่นไปคุยไปโดยไม่รู้ว่าสยุมภูว์เดินหายไปนานแล้ว

สยุมภูว์เดินไปถึงตัวบ้านหลังหนึ่ง มองสำรวจแล้วเดินขึ้นบันไดไปอย่างสบายใจ รู้สึกร้อนจึงคิดจะล้างหน้าสักหน่อย แต่ห้องน้ำเปิดไม่ออก เขาตะโกนบอกเพิ่มพงษ์ให้เอากุญแจห้องน้ำให้หน่อย

แต่พอหันมาอีกที สยุมภูว์ก็ตกใจตาโตเมื่อเห็นแววนุ่งกระโจมอกออกจากห้องน้ำ แววเองก็ตกใจร้องกรี๊ดออกมา สยุมภูว์ถามว่าเธอเป็นใคร แววรีบหลบเข้าห้องน้ำปิดประตูปังอย่างระวังภัย สองมือดึงประตูไว้แน่นกันถูกกระชากออก ปากก็ตะโกนไล่ “ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไอ้โรคจิต!”

“อะไรเนี่ย...หรือว่าน้าเพิ่มแอบพาผู้หญิงเข้าบ้าน?!?”

ส่วนแววมองหาของที่จะใช้เป็นอาวุธได้ คว้าไม้ดูดส้วมขึ้นมากำอย่างพร้อมสู้ตาย

สยุมภูว์ยังไม่หายงง ร้องเรียกเพิ่มพงษ์ให้มาช่วยเคลียร์ทางนี้หน่อย แต่พอหันกลับมาก็เจอแววปาขวดแชมพู ครีมนวด ขวดสารพัดอย่างปลิวมาใส่เขา และสุดท้ายคือไม้ดูดส้วม ด่าพลางกระแทกไม้ดูดส้วมเข้าที่เป้ากางเกงอย่างจัง!

เพิ่มพงษ์อยู่ที่บ้านเช่า แว่วเสียงเอะอะโวยวายก็โผล่มาดูบ่นๆ

“เสียงอะไรแว่วๆจากข้างบ้านวะ??”

ooooooo

สยุมภูว์ถูกกระหน่ำด้วยอาวุธสารพัดอย่าง ร้องเรียกเพิ่มพงษ์ให้มาเคลียร์ก็ไม่เห็นมา เลยวิ่งหนีลงไปเปิดประตูรั้วผลัวะวิ่งออกไปชนเข้าอย่างจังกับเอกรินทร์ที่จะมาเอาโทรศัพท์

“ขอโทษครับ เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ แต่จริงๆแล้วคุณวิ่งมาชนผมเอง”

“จับมันไว้ ไอ้โรคจิตหื่นกาม” แววตะโกนลงมาจากหน้าต่าง เอกรินทร์หันควับจ้องหน้าสยุมภูว์อย่างเอาเรื่อง สยุมภูว์ปฏิเสธเสียงหลงว่าตนเปล่า พูดได้แค่นั้นก็ถูกเอกรินทร์ชกเข้าเต็มหน้าจนพูดไม่ออก กุมหน้าร้อง

“โอ๊ย...นี่จะถามกันก่อนได้ไหม ผมบอกว่าผมไม่ใช่”

เอกรินทร์ชะงัก ทันใดนั้น แววถือไม้กวาดเงื้อง่าวิ่งออกมาหวดสยุมภูว์อยู่แล้ว แต่ก็ชะงักกึกเมื่อเสียงเพิ่มพงษ์ร้องขึ้น “หยุด...ยู้ดดดด พวกคุณจะทำอะไรหลานผมน่ะ”

สยุมภูว์โล่งอกเหมือนรอดตาย ถามว่าแล้วน้าเพิ่มไปอยู่บ้านโน้นได้ยังไง จึงรู้ว่า ที่แท้ตัวเองเข้าผิดบ้านต่างหาก

กลายเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่รั้วติดกัน พอเข้าบริเวณบ้านตัวเอง ก็ยืนคุยข้ามรั้วกัน เพิ่มพงษ์ชี้แจงกับเอกรินทร์ว่า พวกตนเพิ่งย้ายเข้ามาวันแรก หลานเลยเดินเข้าผิดบ้าน เอ่ยขอโทษ แต่พอหันไปเห็นสยุมภูว์ยืนกุมหน้าอยู่ก็เปลี่ยนใจพูดว่า

“ไม่ต้องขอโทษก็ได้มั้ง...เล่นซะยับเลย”

“ผมต้องขอโทษจริงๆ ผมผิดเองที่คิดว่าคุณเป็นพวกโรคจิต ก็เลยชกออกไปตามสัญชาตญาณ อย่าโกรธผมเลยนะครับ ผมขอโทษจริงๆ คุณ...คุณชื่ออะไรเหรอครับ” เอกรินทร์ขอโทษอย่างรู้สึกผิด

สยุมภูว์เกือบพลั้งปากบอกชื่อตัวเองไปแล้ว ดีแต่เพิ่มพงษ์ปากไวรีบบอกว่า หลานตนชื่อ...ชื่อจักร นายจักร กังวานไกร เป็นหลานตน...เพิ่มพงษ์ กังวานไกร หรือจะเรียกว่าน้าเพิ่มก็ได้ เอกรินทร์ยกมือไหว้เรียกน้าเพิ่มอย่างสนิทปาก แววเลยต้องทำตาม

สยุมภูว์ไม่หายเคืองพูดประชดว่าทำกันขนาดนี้ขอโทษสักคำก็ไม่มี แววโพล่งไปทันทีว่าทำไมต้องขอโทษ ตัวเองเซ่อซ่าเดินเข้าผิดบ้านเอง เอกรินทร์ไกล่เกลี่ยว่าเอาเถอะเพราะคุณจักรเขาก็โดนไปหลายขนานแล้ว แววบอกว่าแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ถ้ามีปืนป่านนี้ถูกยิงไส้แตกไปแล้ว

ทั้งสองทำท่าจะต่อปากต่อคำกันยาว เอกรินทร์ตัดบทว่าอย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้เลย ไว้ใจเย็นๆค่อยมาเคลียร์กันก็ได้

“ไป...ไอ้จักร กลับบ้าน” เพิ่มพงษ์ทำเสียงเข้มสั่ง เห็นสยุมภูว์ยังยืนเฉย เลยเอ็ด “ยังจะมัวยืนซื่อบื้ออะไรอยู่ล่ะ ก็บอกให้เข้าบ้าน”

สยุมภูว์จำใจเดินตามไปแต่ยังหันมองแววที่เอกรินทร์ดึงให้เข้าบ้านไป

ooooooo

เมื่อเข้าบ้านแล้ว เพิ่มพงษ์ขอโทษสยุมภูว์ที่ต้องตวาดเขาเพื่อให้สมจริงว่าเป็นน้าหลานกัน สยุมภูว์เข้าใจ แต่ข้องใจอยู่อย่างเดียวว่า ทำไมถึงตั้งชื่อตนว่า จักร กังวานไกร ทำไมไม่ปรึกษากันสักคำ

เพิ่มพงษ์บอกว่า เพื่อให้การอำพรางตัวแนบเนียนยิ่งขึ้น ต่อไปนี้เขาต้องเลิกสวมแว่นตา แล้วแต่งตัวให้สมกับอยู่ร้านขายต้นไม้หน่อย แค่เปลี่ยนชื่อยังไม่พอ เขาต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์และการพูดจาด้วย ชมว่า

“การพูดจาแบบที่เถียงกับยัยข้างบ้านเมื่อกี้น่ะ ใช่เลย!”

สยุมภูว์ตอบรับแบบประชดประชันว่าจะสั่งอะไรก็ว่ามาเลย เพราะตอนนี้เป็นน้าตนแล้ว เพิ่มพงษ์ยิ้มเจื่อนๆบอกว่าที่ทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ooooooo

พอเข้าบ้าน แววบอกเอกรินทร์ว่าเขาคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ เพราะชลธิชาโทร.บอกว่าจะเอาโทรศัพท์มาฝากไว้คืนนี้ เขาบอกว่างั้นเดี๋ยวแวะไปเอาที่ร้านกาแฟเองก็ได้ เธอเลยแซวๆว่าพวกสาวๆที่นั่นคงแฮปปี้ถ้าเขาแวะไปบ่อยๆ

เอกรินทร์เลยหยั่งเชิงว่า แล้วสาวที่นี่ไม่แฮปปี้หรือ แววดักคออย่างรู้ทันว่าพูดแบบนี้จะจีบตนหรือ ทำเอาเอกรินทร์สำลักกาแฟที่กำลังดื่ม แววเลยเอาทิชชูเช็ดให้

พอดีมาลตีกับวัณณรีไปช็อปปิ้งหิ้วถุงกลับมากันเต็มสองมือ มาลตีเห็นสองคนใกล้ชิดกันก็ถามว่าทำอะไรกันน่ะ แววรีบบอกว่าเปล่า ตนแค่เอาทิชชูซับนํ้า...

แววพูดไม่ทันจบ มาลตีก็ตัดบทแบบรู้ทันว่า ไม่ต้องอธิบายเพราะแววโตแล้วรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว แม่เองก็ไม่ใช่คนหัวโบราณ เอกรินทร์ลุกขึ้นสวัสดี มาลตีทำตาโตอุทานว่า

“อุ๊ยตาย...แหม พอยืนขึ้นมาแล้วสูงสมาร์ทเชียวนะ”

“พี่...มอเตอร์ไซค์ที่หน้าบ้านนี่ของพี่ใช่ไหม เท่ชะมัดเลยอ่ะ ไว้ขอนั่งซ้อนท้ายบ้างได้ป่ะ” วัณณรีแจ๋เข้ามาหน้าระรื่น

“ยัยวัณ!” แววดุน้องมองอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หันไปมองเอกรินทร์แบบขอโทษ เขายิ้มให้สบายๆ

เมื่อเดินไปส่งเขาที่หน้าบ้าน เธอขอโทษพูดออกตัวว่า ตั้งแต่พ่อเสียไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่บ้านก็ไม่มีผู้ชายเลย แม่กับน้องเลยเยอะไปหน่อย ที่เห็นตนพาผู้ชายเข้าบ้าน

เอกรินทร์สนใจมากถามว่า เธอไม่เคยพาเพื่อนผู้ชายเข้าบ้านเลยหรือ แล้วแฟนล่ะ เธอตอบขำๆว่า

“ฉันเคยมีแฟนที่ไหนล่ะ วันๆต้องทำงานหาเงินอยู่งกๆ พอมีเวลาว่างก็ขลุกอยู่แต่กับกลุ่มเพื่อนที่คุณเจอที่ร้านกาแฟนั่นแหละ” เอกรินทร์บ่นๆว่าเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นขนาดนี้ผู้ชายที่ไหนจะกล้าเข้ามาจีบล่ะ “แต่ถ้าต้องแยกจากเพื่อนสองคนนี้ ฉันยอมโสดตลอดชาติดีกว่า”

แต่พอเอกรินทร์ขึ้นนั่งมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อก แววนึกได้บอกว่า ที่จริงเขาก็ไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่เข้าบ้านหรอก ทำเอาเขาร้องอ้าว...เธอยิ้มขำๆแล้วชี้ไปที่บ้านเช่าของสยุมภูว์บอกว่า “คนแรกคืออีตาบ๊องที่เข้าบ้านผิดตะกี้ไง” เอกรินทร์ถึงได้ยิ้มกว้างอย่างโล่งใจ

เอกรินทร์ไปถึงร้านกาแฟ ชลธิชาเอาโทรศัพท์มาคืนให้ เอกรินทร์ขอโทษที่ไลลาโทร.เข้ามือถือตนแล้วพูดไม่ค่อยดีกับพวกเธอ ชลธิชาพูดทำนองว่าตนเข้าใจ เป็นใครก็ต้องโกรธที่โทร.เข้ามือถือแฟนแล้วมีผู้หญิงมารับสาย

พอเอกรินทร์ชี้แจงว่าไลลาเป็นลูกของป้า เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ป้าเป็นห่วงเลยให้มาอยู่คอนโดฯห้องติดกัน ตนเองไม่ค่อยอยู่ห้องเลยให้กุญแจห้องไว้ ไลลา

เลยเข้านอกออกในได้สะดวกเหมือนห้องของตัวเอง

ชลธิชาฟังแล้วยิ้มออก โล่งใจ และมีความหวัง เมื่อเริงใจมาต่อว่าอีกคน ชลธิชาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นญาติของเอกรินทร์ เริงใจเลยดี๊ด๊าถามว่าได้โทรศัพท์คืนแล้วคงไม่แวะมาแล้วใช่ไหม

“ไม่หรอกครับ ผมก็คงต้องเจอแววกับพวกคุณอีกบ่อยๆ นี่ผมว่าจะลองถามพี่ๆนักข่าวช่วยหางานให้คุณแววเขาด้วย”

ชลธิชาขอบคุณแทนแวว เขาบอกสบายๆว่าไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะเราเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น เริงใจได้ทีรีบแตะไหล่ตีซี้เสนอว่า

“ใช่...งั้นต่อไปนี้พวกเราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันแล้วนะ” พลางยื่นมือออกไปกลางวง ชลธิชาถามว่าต้องจับมือกันด้วยหรือ เริงใจไม่ตอบแต่เร่ง “เร็วๆสิ...คุณด้วย!”

ชลธิชากับเอกรินทร์ยื่นมือไปแตะกันเขินๆ แต่เริงใจดี๊ด๊าร่าเริงสุดๆ

ooooooo

เพิ่มพงษ์เอาแจ็คญาติห่างๆมาอยู่ด้วย เพื่อช่วยงานร้านขายต้นไม้และทำความสะอาดบ้าน สยุมภูว์พาแจ็คไปประเดิมงานที่ข้างบ้าน...

โรสพาวัณณรีมาด้อมๆมองๆแถวริมรั้ว บอกว่าตนเห็นที่บ้านนี้มีคนหนึ่งหล่อทะลุรั้วมาเลย ทำให้วัณณรีที่ชอบสีหนุ่มๆอยู่แล้วพากันชะเง้อมอง แววเดินมาถามสองคนว่าทำอะไรน่ะ พลันทั้งสองก็ส่งสัญญาณให้เงียบเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายสองคนจากรั้วข้างบ้านแว่วมา

ทั้งสองคุยกันเหมือนชวนทำอะไรกันอยู่ แววหูผึ่งตาลุกด้วยความไม่พอใจ จนทนไม่ได้ตะโกนข้ามรั้วไปว่า

“นี่! จะทำอะไรบัดสีก็เสียงเบาหน่อยได้ไหม เกรงใจเพื่อนบ้านบ้าง หน้าไม่อาย ไอ้ทุเรศ!!”

พอฟังชัดเต็มสองหู จักรก็ตะโกนถามไปว่า เมื่อกี้ด่าตนหรือ ถูกสวนมาว่า

“ก็ใช่น่ะสิ ทีหลังถ้านายสองคนจะทำอะไรกันก็ให้มันมิดชิดหน่อย บ้านนี้มีเด็กผู้หญิงอยู่นะ อุบาทว์ที่สุด”

โต้เถียงกันครู่หนึ่ง จึงรู้ว่าความจริงแล้วทั้งสองมาช่วยกันเปลี่ยนหลอดไฟ จักรบอกให้แจ็คทำ แจ็ค

บอกว่าไม่เคยทำ จักรบอกว่าให้ลองทำครั้งแรกดูให้ดันเข้าไปลึกๆ พอรู้เรื่องกัน จักรเยาะหยันว่า เธอได้ยินแค่นี้ก็คิดลามกว่าเราทำอะไรกัน

โดนด่ากลับ แววเสียหน้าแต่ไม่ยอมเสียฟอร์มถามว่าตนฟังผิดแล้วมีอะไรไหม จักรบอกให้ขอโทษ แววลอยหน้าบอกว่าไม่มีวัน!

“ไอ้แจ็ค เวรกรรมอะไรของฉันวะ ย้ายบ้านมาก็ดั๊นมาอยู่ติดกับคนนิสัยแบบนี้” จักรบ่นประชด

วัณณรีโพล่งขึ้นว่าตนนิสัยไม่เหมือนพี่สาว ซํ้าโรสก็ทำตาหวานตาเยิ้มให้แจ็คอีก แววบ่นว่านี่ไม่มีใครเข้าข้างตนเลยเหรอ หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปเลย ปล่อยให้วัณณรีส่งสายตาให้สยุมภูว์และโรสก็ยิ้มหวานกับแจ็คอยู่ตรงนี้...

ooooooo

หลังจากเปิดร้านกาแฟให้ชลธิชาหาประสบ-การณ์แล้ว วันนี้นุกูลผู้เป็นพ่อมาถามความคืบหน้าของกิจการ เธอบอกว่าเริงใจช่วยงานได้เยอะเลย ปรึกษาพ่อว่าจะชวนแววมาร่วมหุ้นด้วยได้ไหม เพราะเพื่อนกำลังตกงาน

“พ่อว่าลูกตัดสินใจเองได้เลยนะ ที่พ่อเปิดร้านกาแฟให้เนี่ย ก็เพื่อให้ลูกได้ฝึกบริหารธุรกิจ ฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ”

ชลธิชาขอบคุณพ่อ แล้วถามถึงกิจการของพ่อบ้าง นุกูลบอกว่ากำลังคิดจะจัดงานประมูลเครื่องเพชรครั้งใหญ่ นึกได้ถามว่า “อ้อ...ยัยแววเพื่อนลูกเขาว่างงานอยู่ใช่ไหม งั้นชวนมารับจ๊อบเป็นนางแบบในงานนี้ไหมล่ะ”

“ดีค่ะคุณพ่อ แววต้องดีใจแน่ๆ เดี๋ยวลูกโทร.ไปบอกแววเขาดีกว่า”

“งั้นพ่อไปนอนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์ลูก” นุกูลจับหัวลูกโยกเบาๆอย่างแสนรัก แล้วเดินออกจากห้องไป...

ooooooo

ตอนที่ 2

คืนนี้ สยุมภูว์นอนไม่หลับ คิดไม่ตกว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตน คิดถึงเหตุการณ์เฉียดตายที่รถถูกวางระเบิดแล้วก็อดใจเสียไม่ได้ นอนกระสับกระส่ายเลยหยิบกระป๋องเครื่องดื่มไปนั่งที่เก้าอี้ริมรั้วที่ติดกับบ้านแวว

ครู่หนึ่งความคิดเขาก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงแววคุยโทรศัพท์เดินมาแถวริมรั้ว เธอคุยกับชลธิชาฝากขอบคุณคุณพ่อด้วยที่หางานให้ทำ ถึงตนเบื่อที่จะทำงานที่ใช้แต่หน้าตาไม่ได้ใช้สมอง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีสตางค์ใช้

ชลธิชาชวนมาทำร้านกาแฟด้วยกัน แววขอบใจรู้ว่าเพื่อนอยากช่วย แต่คิดว่างานที่ร้านกาแฟเธอกับเริงใจก็ทำกันได้อยู่แล้ว พูดแล้วก็อดบ่นไม่ได้ว่า แม่กับน้องไม่เคยรับรู้ปัญหาอะไรของตนเลย เผลอนิดเดียวสองคนก็ออกไปช็อปปิ้งกันอีกแล้ว

ครั้นชลธิชาบอกให้เตือนแม่กับน้องบ้าง เพราะตอนนี้เธอก็เพิ่งออกจากงาน แววบอกพูดไปพวกเขาก็จะไม่สบายใจกันเปล่าๆ

ความรักแม่กับน้องทำให้แววยอมทนแบกรับภาระทั้งหมดไว้ ยอมหวานอมขมกลืนเพื่อแม่กับน้องจะได้สบายใจ

แม้ว่าสยุมภูว์จะไม่ได้ยินปลายสาย แต่ฟังจากที่แววพูดแล้วก็พอปะติดปะต่อปัญหาของเธอได้ เขาฟังแล้วก็อดเห็นใจสงสารเธอไม่ได้

สยุมภูว์ยังนั่งอยู่ตรงนั้น เขาไม่รู้ว่าเพิ่มพงษ์ยืนมองอยู่นานแล้ว เมื่อเขาเดินกลับเข้าบ้าน เพิ่มพงษ์เลียบเคียงว่าดูท่าทางเขาจะสนใจสาวข้างบ้าน? เขาปฏิเสธว่าไม่ใช่อย่างนั้น ตนนับถือหัวใจเธอต่างหาก ภายนอกดูเหมือนเธอห้าวๆ แต่เธอก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่แบกรับภาระครอบครัวไว้หนักอึ้ง ยอมลำบากเพื่อให้แม่กับน้องสบาย

“ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่ามา ต้องเรียกว่าหัวใจเธอน่ากราบเลยแหละครับ คนที่กตัญญูแล้วก็สู้ชีวิตแบบนี้ ยังไงปลายทางก็ต้องเจริญแน่นอนครับ” เพิ่มพงษ์ชื่นชมแต่ก็มองสยุมภูว์อย่างจับสังเกต

ระหว่างคุยกัน เพิ่มพงษ์เรียกเขาว่าสยุมภูว์อย่างติดปาก แจ็คได้ยินแว่วๆ ถามว่าใครคือสยุมภูว์หรือ ทั้งคู่เลยไล่แจ็คไปนอนแล้วตกลงกันจริงจังว่า ต่อไปห้ามเรียกสยุมภูว์ แต่ต้องเรียกจักรให้ติดปาก

ooooooo

รุ่งขึ้น แววได้รับโทรศัพท์จากเอกรินทร์แต่เช้า บอกว่าให้รีบลุกขึ้นมาอาบนํ้าแต่งตัวจะพาไปสมัครงาน แววถามว่าแล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน แต่พอโผล่หน้าต่างออกไปก็เห็นเอกรินทร์นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์อยู่หน้าบ้านแล้วตะโกนบอกว่า

“บริษัทรถยนต์นำเข้าเขากำลังอยากได้พีอาร์ด่วนเลยนะ”

“ฉันอาบนํ้าแต่งตัวก่อนนะ” แววตะโกนบอกแล้วผลุบหายไปจากหน้าต่าง ครู่เดียวเธอก็ออกมาซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเอกรินทร์ออกไปด้วยกัน

เมื่อไปถึงที่สมัครงาน พนักงานหญิงบอกให้รอสักสิบนาทีแล้วจะเรียก แววขอบคุณเอกรินทร์ บอกว่าถ้าได้งานจะเลี้ยงข้าวเขา เอกรินทร์บอกว่าต้องขอบคุณหัวหน้าฝ่ายข่าวเพราะเป็นคนแนะนำมา แววจึงขอตัวไปเข้าห้องนํ้า

เกิดเรื่องในห้องนํ้า เพราะไลลากำลังเข้ามาเติมหน้าเติมแป้งในห้องนํ้า แววมาถึงไม่ทันระวังเปิดก๊อกแรงจนทำนํ้าฉีดใส่ไลลาเสื้อผ้าเปียก

เป็นเรื่องทันที! ไลลาโวยวายว่าตนกำลังจะมาสมัครเป็นพริตตี้ แบบนี้แล้วตนจะได้งานหรือ แววขอโทษแต่ไลลาไม่ยอมเลยเปิดก๊อกเอานิ้วอัดให้นํ้าฉีดใส่แววบ้าง กลายเป็นเปียกปอนไปทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างเลือดขึ้นหน้าจนตบตีกัน

มีสาวออฟฟิศคนหนึ่งมาเจอเข้ารีบออกไปบอก รปภ.ให้มาจัดการ รปภ.ต้องมายืนขวางจับแขนสองสาวตรึงไว้

เอกรินทร์นั่งรออยู่ จนพนักงานสาวคนนั้นมาเรียกแวว  เขาเอะใจว่าเธอไปนานผิดปกติแต่ก็บอกว่าอีกแป๊บเดียวคงมา พลันก็เห็น รปภ.พาสองสาวออกมาในสภาพเสื้อผ้าเปียกผมเผ้ารุงรัง เดินโต้เถียงกันออกมาโดยมี รปภ.กั้นกลาง

ปรากฏว่าเอกรินทร์เป็นคนแนะนำทั้งสองคนมา กระนั้นสองสาวก็ยังโต้เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร จน รปภ.ส่งมอบให้เอกรินทร์แล้วก็ยังไม่หยุด รปภ.ถามเอกรินทร์ว่าต้องให้ตนเรียกตำรวจไหม สองสาวจึงสงบปากลง

ความหล่อของเอกรินทร์ ทำให้สาวออฟฟิศคนหนึ่งแสดงไมตรี เอาไดร์เป่าผมมาให้สองสาวเป่าเสื้อผ้าและผมจนแห้ง พร้อมที่จะเข้าไปสัมภาษณ์งาน

แววถูกเรียกเข้าไปพบฝ่ายบุคคล หลังจากสัมภาษณ์แล้วเขาบอกว่า ตามเอกสารและการสัมภาษณ์ทุกอย่างเธอผ่านหมด ให้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วจะติดต่อกลับ

แววถามอย่างระแวงว่า ปกติคำตอบแบบนี้คือการปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่ฝ่ายบุคคลยืนยันว่าสำหรับคนอื่นอาจจะใช่ แต่สำหรับเธอไม่ใช่ ทำให้แววมีความหวังมาก ดีใจ โล่งใจที่จะได้งานทำ

ooooooo

หลังการสัมภาษณ์เสร็จ เอกรินทร์เดินนำไลลากับแววมาที่รถมอเตอร์ไซค์  ไลลาเดินอ้าวไปนั่งซ้อนท้ายก่อน เอกรินทร์บอกเธอว่า ตนเป็นคนพาแววมาฉะนั้นต้องไปส่งเธอ ทำให้ไลลาเสียหน้าไม่พอใจมาก พอแววขึ้นซ้อนท้ายรถออกไป  ไลลาก็คำรามอย่างแค้นใจว่า “ถ้าเจอกันอีกที แกโดนแน่!”

เอกรินทร์พาแววไปที่ร้านกาแฟ เพื่อนๆพากันดีใจกับข่าวดีที่แววเล่าว่าตนมีหวังได้งานแน่แล้ว เลยยกแก้วกาแฟชนกันฉลองล่วงหน้า

ไม่ทันเอาแก้วลงก็มีโทรศัพท์เข้ามือถือของแวว เธอส่งสัญญาณให้เพื่อนเงียบ บอกว่าสงสัยบริษัทที่เพิ่งไปสัมภาษณ์โทร.มาแจ้งข่าว กดรับทักปลายสายอย่างดีใจ

เธอนิ่งงันฟังฝ่ายบุคคลที่สัมภาษณ์ตนเมื่อครู่ใหญ่แจ้งมาว่า

“ผมจะโทร.มาบอกว่า งานที่คุณสัมภาษณ์ไว้เมื่อเช้าเนี่ย เรารับคนอื่นไปก่อนหน้าคุณแล้ว เสียใจด้วยนะครับ”

พูดเสร็จก็วางสายทันที แววไม่มีโอกาสจะซักถามอะไรแม้แต่คำเดียว

เริงใจจะโทร.กลับไปด่า แววถามว่าด่าแล้วได้อะไร เขาจะรับตนเข้าทำงานรึเปล่า ส่วนเอกรินทร์ข้องใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น เชื่อว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ

“อะไรก็ช่าง ฉันไม่อยากรู้แล้ว รู้แค่ว่าตอนนี้ฉันยังตกงาน แล้วก็ต้องรีบหางานใหม่ให้ได้ ก่อนที่บ้านกับรถจะโดนยึด ฉันขอรับรู้แค่นี้ก็เต็มกลืนแล้ว” แววตัดบทนั่งซึม ทุกคนได้แต่มองอย่างเห็นใจและห่วงใย...

ooooooo

วันนี้ ขณะจักรนั่งเปลี่ยนกระถางอยู่ในร้านขายต้นไม้ ไลลาเข้ามาซื้อต้นไม้ พอเห็นหน้าคนขายก็หัวใจซาบซ่าขึ้นทันที สั่งต้นไม้แล้วขอให้จักรเอาไปส่ง พยายามบอกชื่อตัวเองและถามชื่อเขา บอกว่าดูยังไงเขาก็ไม่เหมือนคนขายต้นไม้

เมื่อจักรเอาต้นไม้ไปส่งที่คอนโดฯ เธอก็ยังอ่อยว่าแล้วจะแวะไปซื้อบ่อยๆ

แจ็คยุจักรขณะเปิดประตูรั้วเข้าบ้านว่า ดูท่าทางเธอจะสนใจคนขายมากกว่าต้นไม้ ยุจักรว่าน่าจะจัดให้ จักรบอกว่าตนไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น ถ้าไม่ได้รักใครก็ไม่เอาเปรียบเขา

ขณะนั้นเอง เอกรินทร์ขี่มอเตอร์ไซค์พาแววมาส่งบ้าน เขาเบรกแรงไปหน่อย แววเลยคะมำไปกอดเขาเต็มๆ จักรหันไปเห็นพอดี เขารู้สึกบาดตาบาดใจจี๊ดๆ คิดว่าคู่นี้คงรักกัน แจ็คสังเกตเห็นถามว่าเป็นอะไร เขาปฏิเสธว่าไม่มีอะไรแล้วรีบเดินเข้าบ้าน แต่อดไม่ได้ที่จะหันมองอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งเจ็บ เมื่อเห็นเอกรินทร์ประคองแววลงจากรถเยี่ยงคนรัก...

พอเอกรินทร์กับแววเข้าบ้าน วัณณรีปรี่เข้ามาทักเอกรินทร์อย่างดีใจ ถามว่าเป็นนักข่าวหรือ ตนเรียนนิเทศต้องหาที่ฝึกงาน ถามว่าจะไปฝึกกับเขาได้ไหม เอกรินทร์หันไปถามแวว แววบอกว่าถ้าไม่กลัวปวดหัวก็ลองดู ถูกวัณณรีหาว่าไม่สนับสนุนน้องตัวเอง

“ก็จริงไหมล่ะ ยังไงก็ฝากด้วยนะ ไม่ต้องไปใจดีกับยัยนี่หรอก ใช้งานให้หนักๆจะได้รู้จักขยันกับเขามั่ง”

เมื่อแววเดินออกมาส่งเอกรินทร์ เขาให้กำลังใจว่าอย่าเพิ่งท้อ ไม่ได้งานนี้เดี๋ยวไปที่อื่น พอส่งเอกรินทร์แล้วแววจะเข้าบ้าน ตาไวเห็นจักรหลบแว้บ เลยด่าว่าชอบทำตัวหลบๆซ่อนๆเป็นไอ้พวกโรคจิตเลยนะ

จักรกระแนะกระแหนว่าใช่ ตนเป็นโรคจิตชอบแอบดูคู่รักจู๋จี๋กัน แววถามว่าจู๋จี๋ตอนไหนกับใคร ตนกับเอกรินทร์ไม่ได้เป็นคู่รักกัน ถามเขาว่าต้องการอะไรแน่ถึงได้คอยหาเรื่องตนตลอดเวลา

จักรทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้บอกว่าไม่มีอะไร ตนแค่เดินออกมาสูดอากาศแล้วบังเอิญเจอเธอเข้าเท่านั้นเอง แต่ยังติดใจถามอีกทีว่า ตกลงเธอไม่ได้เป็นแฟนกับเอกรินทร์ใช่ไหม พอถูกแววเอ็ดว่าถามอะไรนักหนาถามย้ำเหลือเกิน เขาก็รีบบอกว่าไม่มีอะไร แอบยิ้มแล้วเดินอ้าวเข้าบ้านไปด้วยหัวใจพองโต...

ooooooo

เดินยิ้มเข้าบ้านไปเจอแจ็คกับเพิ่มพงษ์ แจ็คถามว่ายิ้มอะไร เพิ่มพงษ์แซวว่าหลงเสน่ห์สาวข้างบ้านเข้าล่ะซิ

“แล้วถ้าใช่ล่ะ น้าเพิ่มจะว่าไง”

“อ้าว...ยอมรับแล้วเหรอแก” เพิ่มพงษ์อุทานอย่างคาดไม่ถึง พอเห็นแจ็คเดินห่างออกไป เพิ่มพงษ์กระซิบเตือนว่า “จะมัวมาจีบสาวข้างบ้านไม่ได้นะ ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นกำลังรอเราอยู่ ถ้าคุณสยุมภูว์ไม่รีบกลับไปบริหาร แล้วทศพลกรุ๊ปจะเดินหน้าไปได้ยังไง”

“แต่อย่าลืมว่า ทันทีที่เราเริ่มบริหารทศพลกรุ๊ป ก็เท่ากับเราแสดงตัวให้คนที่ตามฆ่าเราได้รู้ว่าเรายังไม่ตาย”

“อันนั้นผมว่ามันคงรู้แล้วมังครับ เพราะตามข่าว ก็ไม่พบร่องรอยของศพในรถที่ถูกไฟคลอกเลย ผมถึงเตรียมการให้คุณสยุมภูว์บริหารงานจากออฟฟิศลับที่ร้านขายต้นไม้นั่นไงล่ะครับ”

“งั้นเราก็ควรแจ้งคุณนิติธรทราบ เพื่อให้คอยประสานงาน”

“ไม่ได้นะครับ นาทีนี้ ไม่ว่าใครผมก็ไม่ไว้ใจทั้งนั้น”

พอดีแจ็คเดินย้อนกลับมา ทั้งคู่เลยแยกห่างกันต่างทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

ooooooo

คืนนี้ คำรพขับรถคันหรูมาหาแววถึงที่บ้าน เจอวัณณรีก็มองตาเป็นมันอุทานว่าไม่เคยรู้ว่าแววมีน้องสาวสวยไม่แพ้ตัวเองเลย แววตกใจเพราะที่บ้านยังไม่รู้ว่าตนตกงาน ลากคำรพออกไปคุยกันนอกบ้าน

จักรได้ยินเสียงเอะอะจึงโผล่มาดู เห็นแววลากคำรพออกมาคุยกันข้างนอก เขารีบหลบแอบฟัง...

คำรพบอกว่า ตนมาหาเพื่อชวนเธอกลับไปทำงานอีกเพราะตอนนี้เธอไม่มีงานทำ ไปสมัครงานก็ถูกปฏิเสธมาแล้ว แววจึงรู้ว่าที่ตนถูกปฏิเสธงานเป็นฝีมือของคำรพนี่เอง เขาคุยโวว่าตนกว้างขวางในวงการ ขอกันแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

คำรพหว่านล้อม อ้อนวอนขอให้เธอกลับไปทำงานกับตน เขาเสนอเงื่อนไขดีๆมากมายทั้งทรัพย์สินและเงินทอง กระทั่งบอกให้เธอเสนอมาตามที่ต้องการ ตนพร้อมและยินดีสนองให้เต็มที่

แววโกรธมากไล่เขาออกจากบ้าน เพราะตนไม่มีวันจะกลับไปทำงานกับเขา อย่าคิดว่าเงินของเขาจะซื้อทุกอย่างได้เสมอไป คนอย่างตนยอมอดตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่ารวยแล้วทำตัวน่าเกลียดอย่างเขา

“ลองเอาไปพิจารณาก่อนไหม คนฉลาด เขาไม่ปฏิเสธหรอกนะ ถ้ามีเงินมากองอยู่ตรงหน้าน่ะ”

“งั้นฉันคงเป็นคนโง่น่ะค่ะ กรุณาออกไปจากบ้านฉัน อย่าให้คนโง่คนนี้ต้องตะโกนไล่ตะเพิดคนที่ทั้งฉลาดทั้งมีเงินอย่างคุณเลย”

คำรพเดินหัวเสียออกไปถึงประตูรั้วแล้วยังหันกลับมาตราหน้าว่า

“คอยดูเหอะ วันนึงที่คุณเดือดร้อน คุณจะต้องนึกถึงผม แล้วคุณก็จะเป็นฝ่ายโทร.มาหาผมเอง!”

เขาขึ้นรถปิดประตูปังแล้วกระชากรถออกไปอย่างหัวเสีย

ooooooo

แววร้องไห้อย่างท้อใจกับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามา แม้จะหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ก็ท้อกับการหางาน หาเงิน ในโลกแห่งความจริง...ท้องฟ้าคืนนี้ว่ามืดแล้ว แต่ชีวิตแวววันนี้มืดยิ่งกว่า...

จักรได้ยินการโต้ตอบระหว่างแววกับคำรพทุกถ้อยคำ เขารู้สึกเห็นใจเธอมาก ลุกขึ้นเกาะรั้วถามว่า ยังโอเคอยู่ไหม แววในภาวะนี้ น้อยใจจนคิดว่าเขามาเยาะเย้ย ประชดว่าเยาะเย้ยมาเลย จะซ้ำเติมอะไรก็ทำเลยจะเฉยอยู่ทำไม

“เธอเป็นอะไรเนี่ย ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้น...ฉันไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมารอะไรแบบนั้นเลยนะ”

“นายไม่ต้องฝืนหรอก มา!...จะซ้ำเติมอะไรก็ รีบๆซะ เพราะถ้าฉันยังตกงานอยู่อย่างนี้ อีกหน่อยบ้านนี่คงโดนยึด ถึงเวลานั้น ฉันคงไม่อยู่เสนอหน้าให้นายคอยเยาะเย้ย ซ้ำเติมแล้วนะ” พูดแล้วเดินปาดน้ำตาเข้าบ้านไป

“แวว...” จักรครางออกมา...สงสารเธอจับใจ

จักรกลับเข้าห้องนอนแล้ว สมองก็ยังครุ่นคิดวนเวียนแต่เรื่องของแวว คิดถึงคำพูดที่แววถามคำรพว่า “นี่คุณคิดว่าเงินจะซื้อคนอย่างฉันได้เหรอคะ” คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในความคิดและความเข้มแข็งของเธอ...

ooooooo

จนแล้วจนรอด จักรก็ไม่ได้หันมาจับงานของทศพลกรุ๊ปสักที วันนี้เพิ่มพงษ์จึงเร่งรัดเขา เตือนสติเขาว่าดูจะสนใจแววมากกว่างาน สนใจผู้หญิงคนเดียวมากกว่าคนงานแปดเก้าร้อยชีวิต เร่งเขาให้รีบสั่งงานตน ทุกบริษัทในเครือทศพลกรุ๊ปจะเดินหน้าไม่ได้เลยถ้าเขาไม่รีบสั่งการ

“งั้นน้าเพิ่มรีบประสานงานแจ้งให้ทุกบริษัทในเครือของเราส่งเอกสารและข้อมูลที่จำเป็นมาให้ผมศึกษาโดยด่วน”

เพิ่มพงษ์บอกว่าจะรีบขอตัวเลขด้านต่างๆของแต่ละบริษัทแล้วให้ผู้บริหารทุกคนส่งบิสสิเนสแพลนมาให้เขา

“ดีมาก ขอเวลาผมศึกษาข้อมูลและตัวเลขอีกไม่เกินสัปดาห์แล้วเราจะเริ่มเดินหน้าบริหารทศพลกรุ๊ปกัน”

เพิ่มพงษ์ดีใจมากรีบไปนั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ เลื่อนเม้าส์สลับพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่ว เร่งพิมพ์เพื่อส่งอีเมล์แจ้งผู้บริหารของทุกบริษัทในเครือ

สยุมภูว์มองอย่างพอใจ และเชื่อมั่นในการทำงานของเพิ่มพงษ์ มือขวาคู่ใจคนนี้...

ooooooo

ชลธิชากับเริงใจคิดจะหาต้นไม้มาจัดแต่งร้านให้สวยงามร่มรื่น จัดแต่งสวนเล็กๆให้น่านั่ง นั่งแล้วสบายตาสบายใจแต่ทั้งสองไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้เลยเริงใจจำได้ว่า เอกรินทร์เคยแนะนำร้านขายต้นไม้ร้านหนึ่ง วันนี้จึงนัดเขาไปพบกันที่นั่น

สองสาวมาถึงร้ายขายต้นไม้แล้วโทร.เช็ก เอกรินทร์ บอกว่าไปรับแววมาด้วยกัน ใกล้ถึงแล้ว

พอเข้าร้าน เริงใจจึงเล่าเพิ่มเติมให้ชลธิชาฟังว่า เห็นไลลาบอกเอกรินทร์ว่าร้านนี้คนขายหล่อมากๆ ดังนั้น พอเข้าร้านแทนที่จะดูต้นไม้สองสาวกลับมองหาคนขาย เจอแจ็คออกมาต้อนรับ ทำเอาสองสาวถึงกับต้องเมินหน้าอย่างผิดหวัง แล้วเดินผ่านไปเลย ทำเอาแจ็คยืนเหวอ

เพิ่มพงษ์นำสองสาวชมต้นไม้พลางบรรยายการเลือก การจัด การดูแลต้นไม้ และการจัดให้เข้ากับสถานที่

เพิ่มพงษ์บรรยายเพลินจนสองสาวเดินหายไปทางอื่นแล้วยังไม่รู้ตัว

“ฉันว่าเราโดนอำแน่เลย ที่ว่าร้านนี้มีคนหล่อน่ะ” เริงใจกระซิบกับชลธิชาอย่างผิดหวัง เพราะพบมาสองคนแล้วยังหาความหล่อไม่เจอเลย

“นี่...ยัยเริงใจ เรามาหาคนไปจัดสวนนะ ไม่หล่อก็ไม่เป็นไรน่ะ นี่...ดูต้นนี้ก็สวยดีนะ” ชลธิชาให้ดูพลางเดินไปหยุดดูใกล้ๆ

“สนใจต้นนี้เหรอครับ” จักรนั่งจัดต้นไม้อยู่แถวนั้นถามขึ้น พอสองสาวเห็นจักรเท่านั้น ต่างมองด้วยความรู้สึกเดียวกันว่า คนนี้ใช่เลย!

เริงใจแนะนำชื่อตัวเองทันที แนะนำชลธิชาว่าเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ไม่เพียงเท่านั้นยังเปิดโทรศัพท์มือถือให้ดูรูปร้านกาแฟที่จะให้ไปจัดต้นไม้ให้ด้วย

ขณะจักรกำลังดูรูปร้านอย่างตั้งใจอยู่นั่นเอง เอก–รินทร์กับแววก็มาถึง เริงใจร้องเรียกเสียงใส “คุณเอก... ยัยแวว...”

จักรได้ยินชื่อแววก็ชะงักมองไป พลันก็ตกใจตาโต เช่นเดียวกัน แววที่เดินยิ้มร่าเริงมากับเอกรินทร์พอเห็นจักรเท่านั้นเธอหุบยิ้มทันที เอกรินทร์ถามว่านี่คือคนที่อยู่ข้างบ้านเธอใช่ไหม

ได้ยินเช่นนั้นเริงใจก็ยิ่งดีใจเผื่อจะได้ราคาพิเศษ แต่พอแววเสนอให้ไปร้านอื่นดีกว่า เธอถามว่าทำไม รู้จักเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ

“รู้จักน่ะใช่ แต่ฉันไม่นับเป็นเพื่อน แถวนี้ไม่มีร้านอื่นแล้วหรือ ที่รับจัดสวนน่ะ”

เอกรินทร์บอกว่าไม่เคยเห็น ส่วนชลธิชาบอกว่าเห็นมีอีกร้านอยู่แถวชานเมือง ค่าขนส่งก็คงแพงตามระยะทางไปด้วย กระซิบแววว่า ขอเถอะ ตนขี้เกียจไปร้านอื่นแล้ว แววจำต้องยอมอย่างขัดใจ

ooooooo

หลังจากเลือกต้นไม้ด้วยการแนะนำของเพิ่ม-พงษ์แล้ว สามหนุ่มร้านขายต้นไม้ก็ช่วยกันยกกระถางขึ้นท้ายรถกระบะจนเต็ม เอกรินทร์ช่วยบ้าง แต่พวกสาวๆยืนดูอยู่ห่างๆ เมื่อเรียบร้อยแล้ว เพิ่มพงษ์ให้จักรกับแจ็คไปจัดสวน ตนจะอยู่เฝ้าร้านเอง ขอบคุณพวกสาวๆที่มาอุดหนุนแล้วขอตัวไปล้างมือ

จักรกับแจ็คเตรียมขึ้นรถ ทันใดก็ได้ยินเสียงแววร้องบอกว่า “เดี๋ยวก่อน นายจักร” พอจักรหันมองเธอชี้ไปที่ต้นไม้บนรถบอกว่า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ยกลงให้หมดเลย”

จักรกับแจ็คอุทาน “หา!!” แววลอยหน้าถามว่าทำไม เปลี่ยนเป็นต้นไม้อื่นไม่ได้รึไง เอกรินทร์ดูออกขอร้องแววว่าเกรงใจเขา แววพูดหน้าตาเฉยว่าไม่เป็นไร เพราะยังไงเราก็เป็นลูกค้าเขา เห็นแจ็คช่วยจักรยกกระถางก็บอกแจ็คว่าไม่ต้อง ตนต้องการให้จักรยกคนเดียว เริงใจกับชลธิชารู้ฤทธิ์แววดี ท้วงติงเพื่อนว่า แรงไปรึเปล่า

“ไว้ใจน่า...เรื่องจัดสวนร้านเธอเนี่ย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน” แววตัดบท หันไปเร่งจักร “เอ้า...เร็วสิ!”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าใจดำกล้าใช้ขนาดนี้ ผมก็กล้าจัดให้” จักรกัดฟันพูด แววยิ้มสะใจ ในขณะที่เพื่อนทั้งสามเริ่มอึดอัด

ooooooo

จักรอดทนยกกระถางต้นไม้ลงจากท้ายรถกระบะจนหมด แล้วถามว่าจะให้เอาต้นอะไรขึ้นแทนเลือกกันไว้แล้วรึยัง เพื่อนทั้งสามมองไปที่แวว จักรรู้ว่าต้องฟังเธอ เร่งว่าจะให้ยกกระถางไหนก็รีบไปเดินเลือกเสีย

“ยกพวกนี้ขึ้นรถซะ” แววชี้ไปยังกระถางที่จักรเพิ่งยกลงมา พอเขาถามมึนๆว่า พวกนั้นน่ะเหรอ! เธอตอบหน้าตาเฉยว่า “ใช่ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ยกทั้งหมดนี่กลับขึ้นรถตามเดิม!”

เพื่อนทั้งสามมองแววอย่างอ่อนใจ ส่วนแจ็คเริ่มทนไม่ได้แล้ว ถามแววว่า อย่างนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ แววหางตาใส่ถามว่าเกี่ยวอะไรด้วย ตนสั่งนายจักรต่างหาก แจ็คโต้ว่า จักรเป็นลูกพี่ตนแกล้งลูกพี่ตนก็เท่ากับแกล้งตนด้วย จักรไม่อยากมีเรื่องพยายามห้าม แจ็คถามอย่างรับไม่ได้ว่า

“พี่จักรไม่เห็นเหรอ ว่าเจ๊คนนี้เขาตั้งใจแกล้งพี่น่ะ”

ได้เรื่องเลย! แววหันขวับตวาดว่า กล้าเรียกตนว่าเจ๊หรือ จักรได้ทีเลยทำเป็นพูดกับแจ็คแต่จิกแววว่า

“แกมันไม่รู้อะไร ผู้หญิงแกล้งเนี่ย แปลว่าผู้หญิงเขารักนะ” แจ็คถามว่าคล้ายๆกับที่บอกว่าผู้หญิงด่าแปลว่าผู้หญิงรักหรือ “ใช่...ทำนองนั้นแหละ แบบที่เขาบอกไงว่า รักดอก...จึงหยอกเล่น”

แววเจอเข้าไปหลายดอก โกรธจนหน้างอหันไปมองเพื่อนๆกลับเห็นเพื่อนหัวเราะกันคิกคัก แต่พอเห็นแววตาเขียวใส่ก็หยุดกึก ทำไม่รู้ไม่ชี้มองนี่ไปตามเรื่อง

ooooooo

แค่นั้นไม่หนำใจ เมื่อเอาต้นไม้ไปถึงร้านกาแฟ จักรกับแจ็คช่วยกันขนลง จัดแจงเอาดินลง เอาปุ๋ยลง เสร็จแล้วนั่งพักเหนื่อย ถูกแววเดินมาชี้หน้าหาว่าอู้งาน

แจ็คโต้ว่าพวกตนเหนื่อย ใจคอเจ๊จะไม่ให้นั่งพักกันบ้างรึไง แววฉุนสั่งห้ามเรียกตนว่าเจ๊ บอกว่าแจ็คพักได้แต่จักรห้ามพัก อ้างว่าเพื่อนๆมอบหมายให้ตนรับผิดชอบงานนี้ ตนสั่งอะไรก็ต้องทำตามนั้น จักรรำคาญบอกว่าอยากใช้อะไรสั่งมาเลยก็แล้วกัน

“ไม่ต้องห่วง ฉันใช้แน่!” แววมองหน้าเขายิ้มร้าย

ปฏิบัติการจองเวรเริ่มอีกครั้ง!

แววชี้นิ้วสั่งจักรกับแจ็คจัดสวน ตรงนี้ ตรงโน้น อย่างที่ตนต้องการ แต่พอจัดเสร็จก็สั่งเปลี่ยนใจ สั่งรื้อที่จัดไว้แล้วทั้งหมด แล้วชี้นิ้วสั่งให้จัดใหม่

แววแกล้งเสียจนตัวเองเหนื่อย ก็หยุดพักไปนั่งดื่มน้ำส้มคั้นเย็นชื่นใจ ปล่อยให้จักรกับแจ็คนั่งมองคอแห้งผาก ซ้ำเมื่อแจ็คบ่นก็ย้อนเอาว่าไม่ใช่เรื่องของตนเพราะอาชีพจัดสวนก็ต้องเตรียมกระติกน้ำมาเองอยู่แล้วไม่ใช่มารบกวนผู้ว่าจ้างแบบนี้

“คนเรานะไอ้แจ็ค ไม่มีน้ำดื่มเราไม่ว่ากัน แต่ไม่มีน้ำใจนี่สิ น่าจะพิจารณาตัวเองบ้างนะ” จักรพูดกับแจ็คเหน็บไปถึงแวว พอเธอได้ยินก็สวนไปว่า งั้นก็กลับไปเลย พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ เก็บข้าวของกระสอบดินกระสอบปุ๋ยไปให้หมดด้วย

จักรทำตามคำสั่ง สองคนช่วยกันเก็บของ จักรส่งสัญญาณบางอย่างให้แจ็ค แล้วก็ช่วยกันยกถุงปุ๋ยเปล่าสะบัดที่ค้างถุงอยู่ออก เศษปุ๋ยลอยฟ่องเข้าปากเข้าจมูกแวว เธอปัดวุ่นไปหมด จักรกับแจ็คเห็นดังนั้นก็ยิ่งสะบัด จนแววทนไม่ไหวสั่งให้หยุด แล้วทั้งถุยทั้งแหวะฝุ่นที่เปรอะหน้า เข้าปาก

ยิ่งเมื่อจักรบอกว่านั่นน่ะมันปุ๋ยคอกทำจากมูลสัตว์ แววก็ร้องกรี๊ดอย่างขยะแขยง คว้าพลั่วเล็กๆตักปุ๋ยสาดใส่จักรกับแจ็ค แล้วหัวเราะสะใจ สองคนไม่ยอมตักปุ๋ยสาด คืน แววหุบปากแทบไม่ทัน เห็นท่าไม่ดีเลยเตรียมเผ่น

เพื่อนๆที่พากันเข้าไปนั่งในร้านกาแฟปล่อยเรื่องจัดสวนให้เป็นธุระของแวว ต่างตกใจเมื่อพนักงานในร้านวิ่งมาบอกว่าข้างนอกเกิดเรื่องแล้ว

พอเพื่อนๆวิ่งออกไปเห็นสภาพ เริงใจกับชลธิชาเชื่อว่าแววก่อเรื่องแน่ๆ แววบอกว่าสองคนนั้นแกล้งสะบัดถุงปุ๋ยใส่ตนก่อน สองสาวเลยพากันขำที่คนอย่างแววมาเสียท่าสองหนุ่ม

เอกรินทร์ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆบอกจักรกับแจ็คให้กลับไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีไหม

“ทางเราไม่มีปัญหา แต่ขอร้องว่าให้ช่วยกันกักบริเวณคนของคุณหน่อย” จักรพูดพลางปัดฝุ่นตามตัว

แววทำท่าจะเอาเรื่องอีก แต่ฉุกคิดอะไรได้ก็หยุด บอกว่าที่ยอมนี่เพราะเห็นแก่เพื่อนอยากให้จัดสวนเสร็จไวๆเท่านั้น

ooooooo

เมื่อกลับมานั่งในร้านกาแฟ เริงใจถามแววตรงๆว่าจะอะไรนักหนากับผู้ชายคนนี้ ชลธิชาผสมโรงว่าตอนเรียนเวลาปิ๊งหนุ่มคนไหนก็ชอบเหวี่ยงใส่จนไม่มีใครกล้ามาจีบ ผู้ชายเลยหายจากเธอไปหมด แล้วชลธิชาก็ถามดักคอว่า

“เอ๊ะ แต่นี่คงไม่ได้หมายความว่าเธอชอบนายจักรนั่นใช่ไหม”

แววร้อนตัวบอกว่าเกลียดสิไม่ว่า เอกรินทร์ฟังแล้วยิ้มแอบคิดว่าแบบนี้ตนยังมีสิทธิ์ ชวนไปทานมื้อค่ำกันที่ร้านเปิดใหม่ คาดว่าแววต้องชอบแน่ๆ เริงใจดี๊ด๊าว่า กี่โมง น่าไปจังเลย ถูกชลธิชาเบรกว่าเขาชวนแววต่างหาก

เริงใจโมเมว่าไปกันเยอะๆแหละ สนุกดี จะได้เม้าท์กันให้สนุกไปเลย

ระหว่างทานอาหาร เอกรินทร์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เลยเป็นโอกาสให้สาวๆเม้าท์ถึงเขากันอย่างสนุกปาก

พอเอกรินทร์ลุกเดินไปเท่านั้น เริงใจก็ประกาศว่าผู้ชายคนนี้ตนจอง แววถามว่าไม่ถามตนสองคนก่อนหรือ เริงใจถามว่า เธอสองคนก็ด้วยหรือ แววบอกว่า

ตนเปล่าแต่เห็นชลธิชามองๆเอกรินทร์อยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ ชลธิชาปฏิเสธแต่ไม่เนียน เริงใจได้ทีรวบรัดว่า “ดี! งั้นฉันจะได้ลุยเลย”

ชลธิชาที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ฟังแล้วหน้าเสีย แววมองเธออย่างเข้าใจและเห็นใจ

ooooooo

ระหว่างทางไปห้องน้ำ เอกรินทร์เจอกับแป้งร่ำเพื่อนสนิทของไลลา เธอทักอย่างสนิทสนมเพราะเคยเห็นรูปเขาที่ห้องไลลา ชมเปาะว่าตัวจริงหล่อกว่าในรูปเสียอีก แล้วขอตัวไปอย่างเสียดายเพราะเกรงเพื่อนจะรอ พอเดินคล้อยหลังก็พึมพำ

“ต้องหาโอกาสแวะไปห้องยัยไลลาบ่อยๆซะแล้ว...”

เอกรินทร์กลับมาที่โต๊ะถามว่าเม้าท์อะไรกันอยู่ เริงใจกับแววบอกว่าเม้าท์เขานั่นแหละ เขาเลยยุให้เม้าท์ต่อ

“ถ้าคุยต่อหน้าก็ไม่เรียกเม้าท์แล้วสิคะคุณเอก” ชลธิชาติง ส่วนเริงใจเสนอให้สัมภาษณ์เปิดใจเขากันดีกว่า ทำเอาเอกรินทร์สะอึก แต่สู้ลีลาก๋ากั่นของเริงใจไม่ได้ ถูกถามว่า สเปกผู้หญิงของเขาเป็นแบบไหน เขาอึกอักพอถูกเร่งเลยบอกว่า

“ก็เหมือนคนทั่วๆไปแหละครับ” พูดแล้วมองไปที่แวว “ก็ชอบผู้หญิงที่เป็นคนเก่ง แล้วก็จิตใจดี” พอตอบแล้วก็ชิงเป็นฝ่ายกระทำบ้าง ถามคืนว่าเธอล่ะชอบผู้ชายแบบไหน แล้วเขาก็ทำหน้าไม่ถูกเมื่อเริงใจตอบชัดถ้อยชัดคำว่า

“ก็...ชอบแบบคุณเอกน่ะสิคะ”

ชลธิชายกแก้วเครื่องดื่มกระดกทีเดียวหมด แววเตือนว่านี่มันคอกเทลไม่ใช่น้ำหวาน แล้วชวนเริงใจไปห้องน้ำกัน

ที่แท้แววพาเริงใจออกไปเพื่อบอกให้รู้ว่า ชลธิชาก็ชอบๆเอกรินทร์อยู่เหมือนกัน เริงใจบอกว่าแต่ตนสังเกตเห็นอีกอย่างว่า “ฉันว่าคุณเอกต้องชอบเธอแน่ๆ” บอกแววว่ามัวแต่สังเกตคนอื่นเลยไม่รู้ตัว แล้วก็บ่น...

“เฮ้อ...ปวดหัว ยัยธิชาชอบคุณเอก แต่คุณเอกชอบเธอ ส่วนฉัน...ไม่รู้ล่ะ! ก็ฉันบอกก่อนแล้วไงว่าฉันจอง” เริงใจรวบรัดตัดบทอย่างไม่เกรงใจใคร แววได้แต่รำพึงอย่างหนักใจว่า

“เพื่อนฉัน...มาชอบผู้ชายคนเดียวกันไม่รู้ต่อไปจะเป็นยังไง...”

ooooooo

ระหว่างที่แววเรียกเริงใจไปคุยกันข้างนอกนั้น เอกรินทร์ถามชลธิชาว่าสเปกผู้ชายของเธอเป็นแบบไหน เธอตอบเขินๆแต่ยาวเหยียดว่า ต้องเป็นผู้ชายใจดี ไม่เจ้าชู้ ดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่น ส่วนรูปร่างหน้าตา ก็ต้องหุ่นสมาร์ท สูง หน้าตาดี ผมเผ้าดูสะอาดเรียบร้อย

ฟังแล้วเอกรินทร์ถามว่า ผู้ชายเพอร์เฟกต์แบบนั้นในโลกนี้จะมีหรือ เธอมองหน้าเขาตอบทันทีว่า “มีแน่นอนค่ะ”

แล้วก็มีเรื่องให้งง เมื่อนักดนตรีในร้านมาสีไวโอลินตรงหน้า แล้วพนักงานที่มาด้วยก็เปิดฝากล่องใส่แหวนเพชรบอกว่า “สำหรับคู่รักแสนหวาน เชิญครับ...คุณผู้ชายสวมแหวนให้คุณผู้หญิงสิครับ”

ชลธิชาช็อก เขิน เอกรินทร์งง พลันก็หายงงกลายเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก เมื่อผู้จัดการร้านมาบอกพนักงานของตนว่า

“เฮ้ย...ผิดโต๊ะ! นู่น คู่ที่เขาจะมาเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานอยู่โต๊ะนู้น”

แววกับเริงใจกลับมาได้ฟังก็ขำกลิ้ง แล้วแววก็ถามชลธิชาว่า ถ้าเกิดเรื่องจริงเป็นแบบนั้นเธอจะทำอย่างไร ชลธิชาทำหน้าไม่ถูกติงว่า “มาถามอะไรตอนนี้ล่ะแวว...นี่ฉันยังหน้าแตกไม่พออีกรึไง?”

ขณะพากันกลับ จู่ๆเริงใจก็บอกให้หยุดถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึกกันหน่อย เริงใจยืนตรงกลางยื่นโทรศัพท์มือถือออกไปสุดแขน ทุกคนยิ้มให้กล้อง ถ่ายไปรูปหนึ่ง เริงใจบอกเพื่อนๆว่า

“อีกรูปๆเดี๋ยวฉันจะอัพโหลดลงเฟซบุ๊ก แล้วจะแท็กไปให้ทุกคนเลยนะ”

ooooooo

คืนนี้ จักรยืนดักรอแววที่ริมรั้ว เห็นเอกรินทร์มาส่ง แววบอกให้ขี่รถกลับบ้านดีๆเอกรินทร์ปลื้มขอบคุณที่เป็นห่วง แววพูดคุยอย่างเพื่อนสนิท แต่เอก- รินทร์ที่ชอบเธออยู่พยายามที่จะบอกความรู้สึกของตัวเอง แววบอกว่ารู้ไหมเพื่อนๆตนปลื้มเขามาก ถามเอกรินทร์ว่าแล้วเขาล่ะปลื้มใคร

“ก็แล้วผมมาส่งใครล่ะ” เอกรินทร์ทำเสียงโรแมนติกมาก

ทันใดนั้น จักรที่อยู่ริมรั้วแกล้งไอโขลกๆทำเสียงเหมือนจะอาเจียน เอกรินทร์กับแววหันมองเขาเลยหยุด แต่พอเอกรินทร์ไปแล้ว แววหันมาเล่นงานเขาทันที ถามว่าโรคจิตรึเปล่า ทำไมต้องมาแอบดูตนด้วย

จักรปากดีตามเคย อ้างว่าตนมาตัดแต่งกิ่งไม้ต่างหาก ถูกแววจับผิดว่าตัดแต่งกิ่งไม้กลางคืนเนี่ยนะ?? พอถูกจับผิดได้ จักรก็หาเรื่องว่า เธอชอบผู้ชายรวย ไม่นั่งรถเสี่ยก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์แพงๆคันละเป็นแสน คงไม่สนใจนั่งรถกระบะโทรมๆของตนหรอก

“ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคารถหรอก แต่มันขึ้นอยู่กับปากของคนที่ขับต่างหาก ถ้าปากเสียอย่างนาย ใครจะไปอยากนั่งด้วย”

ทั้งคู่ตีฝีปากกัน ทั้งด่าทั้งแง่งอน จนแววจะเดินเข้าบ้าน จักรร้องให้เธอหยุดแล้วรีบปีนรั้วข้ามไป ทีแรกแววนึกว่าเขาจะมาหาเรื่อง แต่ที่แท้เขาเห็นงูกำลังเลื้อยมาหาเธอ พอแววเห็นแผ่แม่เบี้ยอยู่ใกล้ๆเธอตกใจโผเข้ากอดเขาแน่น

จักรปากรรไกรตัดหญ้าในมือไล่งูเห่าไป แต่แววยังกลัวถามแล้วถามอีกว่ามันไปแล้วแน่นะ มาลตีออกมาเจอแววกอดจักรอยู่ เลยโวยวายหาว่าแววทำตัวไม่ดี มีคนรวยๆมาให้เลือกมากมายแต่ตาต่ำไปเลือกคนจัดสวนจนๆ แต่พอจักรอาสาจะจัดสวนให้ฟรี มาลตีก็เสียงอ่อนลง เร่งให้มาไวๆ แต่วันนี้ดึกแล้วตนจะไปนอน ส่วนจักรมาทางไหนก็ไปทางนั้นเลย แต่พอจักรจะปีนรั้วกลับ ก็ถูกมาลตีเอ็ดว่า มาปีนรั้วตนทำไม

“อ้าว...ก็คุณน้าบอกว่ามาทางไหนให้กลับไปทางนั้น” พูดแล้วก็ยกมือไหว้ลาเดินออกทางประตูขำๆ

แววเรียกไว้ พอเขาหันมาเธอขอบใจมากที่ช่วยตนไม่ให้ถูกงูกัด เขาทำเสียง “อื้อ...” ในคอแล้วเดินยิ้มกริ่มหัวใจพองโตกลับไป

ooooooo

ตอนที่ 3

แววกลับถึงห้องก็อดคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่ได้ ขณะคิดเพลินๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น มาลตีเข้ามาถึงก็ถามทันทีว่าคนข้างบ้านเราชื่ออะไรนะ พอแววบอกว่าชื่อจักร ก็บ่นว่าคนอะไรหน้าตาออกหล่อแต่ชื่อย้อนยุคไปไกลเลย

แววรู้ว่าแม่มีเรื่องอื่นจะพูด พอถามก็จริงอย่างที่คาด มาลตีบอกว่าตนสั่งซื้อครีมทาหน้ามาสองชุด เผื่อเธอกับวัณณรีจะได้ใช้ด้วย ราคาชุดละ 6 พันบาท สองชุด 12,000 บาท แววบอกว่าแล้วจะหามาให้ หนักใจแต่ไม่แสดงออก

รุ่งขึ้น เมื่อจักรกับแจ็คไปจัดสวน เจอแววที่นั่น ทั้งสองคุยกันถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอีก แววคิดว่าเขาปากรรไกรใส่งูพลาด แต่เขาบอกว่าตนตั้งใจปาไม่ให้ถูกเพราะงูก็รักชีวิตเหมือนเรา ทำให้แววรู้สึกดีแต่ไม่วายปรามาสว่าเขาปาพลาดมากกว่า

ชลธิชากับเริงใจเห็นทั้งสองคุยกันดีๆ ก็แปลกใจว่าเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า แจ็คมาอยู่ข้างหลังสาระแนแทรกขึ้นว่า

“นั่นสิครับ ผมเองก็ยังงงอยู่เลย วันนี้ดูเจ๊แกจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ”

ชลธิชากับเริงใจหันมองด้วยหางตาแล้วเดินเลี่ยงไป ทำเอาแจ็คที่ยิ้มแป้นหน้าบาน ยืนเก้อไปเลย

ooooooo

สวนหย่อมจัดได้อย่างสวยงาม น่ารัก จนแจ็ค

บอกว่าเห็นแล้วหายเหนื่อยเลย บอกจักรให้ถ่ายรูปไปอวดน้าเพิ่มกัน แต่เพื่อยืนยันว่าเป็นฝีมือพวกตนจริงๆ แจ็คขอให้แววกับจักรเข้ากล้องด้วย จัดให้ยืนใกล้ๆกันเพื่อโชว์สวน

เริงใจเห็นเข้ามองตาโต ร้องแซว “นั่นแน่...มีแอบถ่ายรูปคู่กันด้วยเหรอจ๊ะ”

แววรีบผละออก บอกว่าตนแค่ถ่ายรูปกับคนจัดสวน จักรร้องอ้าว ถามว่าคนจัดสวนคนนี้มันก็คนเดียวกับคนข้างบ้านเธอไม่ใช่หรือ แววก็ตะแบงไปว่า แค่คนข้างบ้านไม่ได้นับเป็นเพื่อนบ้าน

ทั้งคู่ทำท่าจะตีฝีปากกันอีก ชลธิชากับเริงใจรีบหย่าศึก ชวนกันเดินดูสวนชมว่าสวย ชอบมาก

กลับถึงบ้าน จักรดักพบแววบอกว่าพรุ่งนี้จะมาจัดสวนให้ แววบอกว่าพรุ่งนี้ตนไม่ว่างต้องไปเป็นนางแบบในงานประมูลเครื่องเพชร แล้วจะเข้าบ้าน แต่ก็ยังมีแก่ใจบอกเขาว่า

“ยังไงก็ขอบใจนะ ที่อุตส่าห์จะช่วยจัดสวนให้ งั้นฉันเข้าบ้านก่อนล่ะ ต้องรีบนอน พรุ่งนี้หน้าจะได้ไม่โทรม”

จักรยิ้มกริ่มพูดเบาๆว่าโทรมยังไงก็ยังสวย แต่พอหันมาก็เจอเพิ่มพงษ์ยืนอยู่แล้ว เขาบ่นว่ามาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลย นึกได้บอกเพิ่มพงษ์ว่า มาก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เราหาอะไรสนุกๆทำกันดีกว่า อย่างเช่น...ประมูลเครื่องเพชร

เพิ่มพงษ์ฟังแล้วอึ้งๆ งงๆ ไม่รู้ว่าเขาจะเล่นอะไร?

รุ่งขึ้น เอกรินทร์เตรียมไปงานประมูลเพชร แวะไปที่ห้องไลลาจะชวนไปพร้อมกัน ไลลาอยู่กับแป้งร่ำ สองสาวบอกว่าเดี๋ยวค่อยตามไป พอเอกรินทร์ไป ไลลาเห็นแป้งร่ำหน้าระรื่นกับเอกรินทร์ก็พูดอย่างหมั่นไส้ว่า

“จะบอกให้นะ นายนี่ไม่ใช่สเปกเธอหรอก ชอบทำตัวเป็นหนุ่มเรียบร้อย อบอุ่น ดูน่าเบื่อจะตาย ไม่มีความเร้าใจสไตล์แบดบอยเอาซะเลย”

“แล้วใครบอกเธอว่าฉันชอบผู้ชายแบบแบดบอยล่ะ” แป้งร่ำยิ้มกริ่มอย่างอิ่มใจ จนไลลาหันมองหน้า นึกรู้ว่าดูท่าแป้งร่ำจะชอบเอกรินทร์จริงจัง

ooooooo

เอกรินทร์ไปถึงหน้าโรงแรมหรูที่จัดประมูลเพชร เจอชลธิชาเขาเอ่ยปากรบกวนขอถามข้อมูลและสัมภาษณ์ในสกู๊ปข่าวด้วย ชลธิชาไม่มั่นใจ เอกรินทร์ยืนยันขอรบกวน แล้วขอตัวไปที่จอดรถก่อนเพราะตากล้องรออยู่ที่นั่น

ไม่นาน ไลลากับแป้งร่ำก็มาถึง สองสาวไม่พอใจที่ได้เป็นนางแบบพรีเซนต์ต่างหู แหวน กำไล ไม่ได้โชว์สร้อยเพชรที่เป็นไฮไลต์ของงาน ถามกันว่าแล้วเป็นใคร ไลลาระแวงว่าจะเป็นแวว

พูดกันไม่ทันขาดคำ แววก็มาถึง ต่างทักทายกันอย่างไว้เชิง แววเสียความรู้สึกเพราะไม่คิดว่าไลลากับแป้งร่ำจะมางานนี้ ไม่อยากมีเรื่องกวนใจเลยเลี่ยงจะเข้าห้องแต่งตัว เจอชลธิชาเข้าพอดี บ่นเพื่อนว่าทำไมไม่บอกว่าไลลากับเพื่อนมาด้วย

“ก็คุณเอกเขาแนะนำมา ฉันก็เลยไม่กล้าปฏิเสธ” ชลธิชาบอกเบาๆ แล้วขอแววว่าให้ถือว่าทำเพื่อเพื่อนก็แล้วกัน นึกได้บอกแววว่า “เดี๋ยวฉันต้องรีบออกไปแล้ว คุณเอกเขาจะสัมภาษณ์ฉันออกข่าวทีวีด้วยนะ”

“คำก็คุณเอก สองคำก็คุณเอก เป็นเอามากนะ...” แววหยอก แต่พอหันมองอีกที ชลธิชาก็หายไปแล้ว

เมื่อได้เวลาสัมภาษณ์ ชลธิชาประหม่าจนพูดไม่ได้ เอกรินทร์แนะนำให้เธอหายใจลึกๆ ตนจะเป็นกำลังใจให้ ทำให้เธอมั่นใจจนการสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี น่าพอใจ

ooooooo

ที่ห้องทำงานลับร้านขายต้นไม้ เพิ่มพงษ์ให้จักรมาเตรียมประมูลเพชรจากห้องนี้ จัดแจงให้เขาใส่สูทบอกว่าตอนนี้เขาไม่ใช่นายจักรแล้ว  แต่คือคุณสยุมภูว์ เจ้าของและประธานกรรมการเครือทศพลกรุ๊ป

เพิ่มพงษ์จัดการทุกอย่างให้พร้อม ส่งพงศกรเลขาของเขาไปที่ห้องประมูล ให้ติดกล้องกระดุมอันจิ๋วไว้ที่ปมเนกไทเพื่อถ่ายทอดภาพและเสียงในห้องประมูลให้เราชมจากในห้องนี้

จัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เพิ่มพงษ์เตือนว่า

“เพื่อความไม่ประมาท จะให้ใครเห็นหน้าคุณ

สยุมภูว์ไม่ได้ ดังนั้น ผมจะให้นายวงศกรได้เห็นปากและคางลงมาเท่านั้น ไม่ให้เห็นใบหน้าเต็มๆของคุณสยุมภูว์” จากนั้นจัดสูทให้เรียบร้อยใส่แว่นและเตรียมตัวสู่การประมูลเครื่องเพชร

จักรนั่งหลังตรง ท่าทางภูมิฐาน กลายเป็นสยุมภูว์เต็มรูปแบบ แต่หารู้ไม่ว่า ท่อนล่างของเขาก็ยังสวมกางเกงขาสั้นสบายๆ แบบนายจักรคนขายต้นไม้อยู่

การประมูลรายการที่หนึ่งเป็นต่างหูเพชร นางแบบคือไลลา รายการนี้เริ่มต้นราคาประมูลที่ 4 แสนบาท มีผู้เสนอเพิ่มขึ้นเรื่อย จนสุดท้าย มีผู้ประมูลได้ในราคา หนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท

รายการที่สองคือ แหวนเพชร เริ่มต้นประมูลราคา สองแสนห้าหมื่นบาท มีผู้เสนอสามแสน ห้าแสน และเจ็ดแสนตามลำดับ

ooooooo

เมื่อไลลากลับเข้าไปที่ห้องแต่งตัวแล้ว แบ็กสเตจ บอกให้ถอดต่างหูคืนเจ้าหน้าที่ตรงนี้ด้วย ไลลารับคำพลางถอดต่างหู ขณะนั้น ได้ยินแบ็กสเตจเอาสร้อยเพชรมาใส่ให้แวว ไลลามองอย่างอิจฉาตาร้อน

พอแววเดินออกไปโดยทิ้งกระเป๋าถือไว้ในห้องแต่งตัว ไลลาจิกตามองอย่างร้ายลึก แล้วเอาต่างหูคืนในกล่องข้างเดียว อีกข้างแอบใส่ไว้ในกระเป๋าถือของแวว!

การประมูลสร้อยเพชรเริ่มต้นราคาที่สี่ล้านห้าแสนบาท มีผู้เสนอราคาขึ้นทันทีเป็นห้าล้านห้าแสนบาท...แล้วก็หกล้าน สยุมภูว์บอกเพิ่มพงษ์ว่าต้องประมูลสร้อยเพชรเส้นนี้ให้ได้ เมื่อมีผู้เสนอหกล้านสอง สยุมภูว์เสนอทันทีเป็นหกล้านห้า

ระหว่างนั้น แจ็คโทร.เข้ามือถือของเพิ่มพงษ์ ถามว่า ลูกค้าขอต่อต้นแก้วสองต้นเป็นแปดสิบบาทได้ไหม เขาตอบไปอย่างหงุดหงิดว่า ไม่ได้! สองต้นร้อยนี่ก็สุดๆแล้ว พูดแล้วกดปุ่มวางสายบ่นอย่างหงุดหงิด

“ไอ้นี่! โทร.มาไม่รู้จักเวล่ำเวลา คนเขากำลังประมูลสร้อยเพชรกัน 6-7 ล้าน ดันโทร.มาเรื่องสองต้นแปดสิบ” เพิ่มพงษ์บ่น แล้วหันถามสยุมภูว์ว่าถึงไหนแล้ว

“ท่าทางเราจะมีคู่แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้วล่ะสิ” สยุมภูว์บอก ต่างเพ่งที่จอภาพไม่วางตา

คู่แข่งคนนั้นคือคำรพนั่นเอง! เขาพยายามที่จะประมูลสร้อยเพชรให้ได้เพราะแววเป็นนางแบบ ซึ่งสยุมภูว์ก็ปักใจแน่วแน่แล้วว่า ต้องประมูลสร้อยเพชรเส้นนี้ให้ได้เช่นกัน

การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือด เมื่อคำรพเสนอหกล้านเจ็ด วงศกรเลขาของสยุมภูว์ก็เสนอหกล้านเก้าแสน

ทั้งสองแข่งกันอย่างดุเดือด วงศกรเสนอแปดล้าน สุดท้ายวงศกรประมูลได้ในราคาแปดล้านสอง!

“เราประมูลสำเร็จแล้วครับคุณสยุมภูว์” เพิ่มพงษ์บอกแล้วบ่นเบาๆ “เฮ่อ...ไม่รู้จะดีใจหรือเสียดายเงินดี...” แต่พอหันดูอีกที เห็นสยุมภูว์ถอดสูทออกทำท่าจะออกไป “อ้าว...แล้วนั่นจะรีบไปไหนเหรอครับ”

“ก็...จะรีบกลับออกไปเป็นไอ้จักร แล้วก็ว่าจะขับรถไปรับแววเขาหน่อยน่ะสิ” ว่าแล้วออกไปเลย

“เป็นเอามากแฮะ เจ้านายเรา” เพิ่มพงษ์ส่ายหน้าอ่อนใจ...

ooooooo

นุกูลกับชลธิชาตกใจเมื่อแบ็กสเตจมาบอกว่า ต่างหูเพชรหายไปข้างหนึ่ง

การสอบถามตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องเริ่มขึ้นอย่างตึงเครียด ไลลากับแป้งร่ำอยู่ในห้องแต่งตัวคอยยุคอยลุ้นให้จับได้ว่าของอยู่ในกระเป๋าถือของแวว จนกระทั่งเสนอให้ค้นกระเป๋าทุกคนดู พบต่างหูเพชรในกระเป๋าถือของแวว เธอตกใจมากพยายามชี้แจงปฏิเสธ แต่หลักฐานชัดเจนและไลลาก็คอยยุคอยป้ายสีตลอดเวลา

นุกูลพูดอย่างผิดหวังว่าตนหวังดีเห็นว่าแววกำลังตกงานจึงให้มาเดินแบบให้ ไม่คิดว่าจะเป็นคนแบบนี้ ชลธิชาพยายามบอกพ่อว่าแววไม่ใช่คนแบบนั้น นุกูล บอกให้แววชี้แจงมาว่าทำไมต่างหูจึงอยู่ในกระเป๋าเธอได้

“ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ ต้องมีคนแอบเอามาใส่ไว้น่ะสิคะ” แววพูดแล้วมองไลลาอย่างจับผิด ฝ่ายนั้นหลบตาอย่างมีพิรุธ แววชี้ว่าไลลาเป็นตัวตั้งตัวตีที่เสนอให้ค้นกระเป๋า ถามว่า “เธอแกล้งเอาต่างหูเพชรมาใส่กระเป๋าฉัน แล้วก็ยุให้ค้น ฉันจะได้กลายเป็นผู้ร้าย”

ไลลาเถียงฉอดๆ หาว่าแววแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ถามแป้งร่ำแบบหาพวกว่าเชื่อไหม แป้งร่ำตอบทันทีว่าเชื่อ ถูกชลธิชาสวนทันควันว่า “แต่ฉันไม่เชื่อ” ชลธิชาบอกว่าตนไม่สนใจว่ามันเข้ามาอยู่ในกระเป๋าแววได้ยังไง แต่ตนเชื่อว่าเพื่อนไม่มีวันเป็นขโมยแน่ๆ จากนั้นสั่งว่าเมื่อเรียบร้อยแล้วทุกคนแยกย้ายกันกลับได้

ไลลารีบออกไป แป้งร่ำยุว่าไปยอมง่ายๆ แบบนั้นได้ยังไง ไลลากระซิบว่าดีแล้วขืนสืบไปสืบมาตนจะซวยเสียเอง

ส่วนแววขอบคุณชลธิชาที่ช่วยพูดไม่อย่างนั้นตนตายแน่ๆเลย ชลธิชายิ้มอย่างให้กำลังใจเพื่อน

ooooooo

พอแววออกมาถึงประตูทางออกโรงแรม เจอคำรพดักรออยู่ เขามาตื้อขอคำตอบจากแววเรื่องจะรับส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวเธอเพียงแต่เธอยอมไปอยู่กับเขา เมื่อแววปฏิเสธและพยายามเดินหนี คำรพใช้กำลังกระชากแววจะลากไปที่รถ

“ปล่อยแววเดี๋ยวนี้!” เสียงจักรตะคอกขึ้นอย่างดุดัน

คำรพกำลังหน้ามืดต่อยเบ้าตาจักรจังๆ ครั้นจักรต่อยคืนปรากฏว่าคำรพไม่สะดุ้งสะเทือนเลย ขณะคำรพกำลังรุกจักรนั่นเอง ไลลาออกมาตะโกนให้หยุด ไม่อย่างนั้นตนจะเรียก รปภ. คำรพขู่จักรว่าทีหน้าทีหลังอย่ามายุ่งเรื่องชาวบ้านอีก หันบอกแววให้ไปคิดใหม่แล้วตนจะติดต่อไปอีกที

แป้งรํ่ามาเห็นจักรก็อุทานว่านี่นายเป็นคนขายต้นไม้หรือ ไลลาถามจักรว่าเป็นอะไรหรือเปล่า พลางเข้า

ไปลูบหน้าลูบตาอย่างเป็นห่วง จนแป้งรํ่าถามว่าเดี๋ยวนี้สเปกของเธอเป็นคนขายต้นไม้ไปแล้วหรือ ไลลาตอบอย่างพอใจมากว่า

“ทำไม เขาก็หล่อดีออก แถมยังแมนสุดๆ เป็นฮีโร่สุดๆ ผู้ชายแบบนี้แหละย่ะที่จะปกป้องดูแลฉันได้”

แป้งรํ่าได้แต่มองเพื่อนเพลียๆว่า...เป็นไปได้ไงเนี่ย?!

จักรพาแววมาขึ้นรถกระบะจะพาไปส่งบ้าน แววเกรงใจจะเรียกแท็กซี่กลับเอง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นคำรพจอดรถดักรออยู่

เมื่อมาถึงบ้าน แววเรียกเขาเข้าบ้านเพื่อทำแผลที่หางคิ้วให้ จักรลังเลเธอขอร้องว่าถือเป็นการขอบคุณก็แล้วกัน จักรจึงเดินตามเข้าบ้านไปโดยดี

พอแววเอานํ้ายาล้างแผลให้ จักรก็ร้องลั่นคว้ามือเธอไว้ต่างจ้องตากันชะงักงันหวั่นไหว พอดีวัณณรีลงมาเห็นถามว่า ทำอะไรกันน่ะ ทั้งสองจึงผละจากกัน แววบอกว่าตนทำแผลให้จักร

วัณณรีเข้ามาอาสาทำแทน แววปล่อยให้ทำ วัณณรีทำไปถามไปว่าเจ็บไหม เป็นอย่างไรบ้าง จักรเลยแกล้งพูดประชดแววว่า ให้หัดดูอย่างน้องสาวมั่ง รู้จักทำเบาๆ

รู้จักเป็นห่วงคอยถามว่าเจ็บหรือเปล่า

หลังจากล้างแผลแล้ววัณณรีใส่ยาแดงให้ มองหน้าจักรอย่างถูกใจชมว่าหล่อดี ทำเอาแววรีบจับน้องแยกออกมาแทบไม่ทัน ปรามน้องว่าอย่าแก่แดดให้มากนัก แล้วไล่จักรให้กลับบ้านไปเสีย

“โอเคๆ...ไล่จังนะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะมาช่วย

จัดสวนให้ตามสัญญานะ” วัณณรีฟังแล้วชมว่าคนอะไรทั้งหล่อทั้งมีนํ้าใจ พอแววปรามว่าตัวเองเป็นผู้หญิงพูดอะไรให้ระวังหน่อย กลับถูกวัณณรีหาว่ากันท่า ทำเอาแววมึนกับท่าทีของน้อง

ooooooo

นุกูลยังติดใจสงสัยว่าใครเป็นคนเอาต่างหูเพชรใส่กระเป๋าของแวว เมื่อขอเช็กทีวีวงจรปิด ภาพก็ไม่ชัด เห็นแต่ไลลาเดินไปที่กระเป๋าของแวว แต่ตัวบัง ทำให้ไม่เห็นว่าไปทำอะไร

ชลธิชาบอกพ่อว่า ไหนๆเราก็ได้ของคืนแล้วอย่าไปเสียเวลากับมันอีกเลย

ฝ่ายนิติภูมิมารู้ว่าสยุมภูว์ยังไม่ตายก็ตอนที่ดูทีวีเห็นมีตัวแทนของสยุมภูว์มาประมูลเพชรด้วย เขาโทร.หาศักดาทันที เป็นเวลาที่ศักดากำลังเอาปืนไปขายให้เฮียร้านขายของเก่า บอกว่าจะล้างมือแล้ว แต่ไม่ทันขายปืนก็ได้รับโทรศัพท์จากนิติภูมิ ศักดาบอกเฮียว่าเปลี่ยนใจไม่ขายแล้ว เฮียเดาอย่างรู้ทันว่า “ยังมีงานสุดท้ายที่ต้องสะสางอีกสินะ...”

นิติธรเห็นลูกคุยโทรศัพท์หน้าเครียด ถามว่าคุยกับใครหรือ นิติภูมิไม่บอก ผู้เป็นพ่อจึงบอกข่าวดีว่า เห็นช่วงนี้ยังว่างอยู่เลยจะฝากให้ทำงานกับสยุมภูว์

นิติภูมิของขึ้นทันที ปฏิเสธจะไม่ยอมเป็นขี้ข้าสยุมภูว์ นิติธรปรามลูกว่า

“ภูมิ ทำไมแกพูดจาแบบนี้ พ่อเองก็รับใช้ตระกูลทศพลมาตั้งแต่แกยังไม่เกิด ถ้างั้นพ่อก็เป็นแค่ขี้ข้าสิใช่ไหม การได้ทำงานรับใช้ตระกูลนี้ พ่อถือเป็นความภาคภูมิใจ มีคนอีกตั้งเท่าไหร่ที่อยากทำงานให้ทศพลกรุ๊ป แกจำเอาไว้ อย่าได้พูดแบบนี้อีก เพราะตระกูลทศพลมีบุญคุณกับครอบครัวเรา”

นิติภูมิระเบิดความอัดอั้นออกมาอย่างรุนแรง หาว่าพวกทศพลเอาเวลาของพ่อไปจากตนและแม่หมด แม้แต่เวลาที่แม่ป่วยหนักจนสิ้นใจ พ่อยังไม่มีเวลามาดูใจแม่เลย เพราะต้องไปคอยรับใช้พวกนั้น

นิติธรสั่งให้ลูกหยุด แต่นิติภูมิถึงจุดระเบิดเสียแล้ว ระบายความอัดอั้นออกมาอย่างเดือดแค้นว่า

“แล้วนี่พ่อยังจะให้ผมไปรับใช้ไอ้สยุมภูว์ ที่ตั้งแต่จำความได้ พ่อก็ชอบพูดเปรียบเทียบผมกับมัน ว่ามันดีกว่าผมอย่างโน้นอย่างนี้ ใช่สิ! ผมมันไม่ได้เรื่อง ผมมันไม่เอาไหน แต่ถึงยังไงผมจะไม่มีวันยอมไปทำงานรับใช้มัน” นิติภูมิระบายความอัดอั้นแล้วเดินไป ทิ้งให้ผู้เป็นพ่อยืนอึ้งด้วยความรู้สึกผิด เสียใจกับอดีต ที่ตนไม่ได้ดูแลครอบครัวอย่างที่ลูกพูดจริงๆ...

ooooooo

แจ็คกับเพิ่มพงษ์มาจัดเก็บใบไม้และเศษขยะรกๆที่บ้านแววเตรียมจัดสวน แจ็คบ่นที่มาจัดให้ฟรีๆ เพิ่มพงษ์ขัดคอว่าจะบ่นไปทำไม ทำให้เพื่อนบ้าน ตัวแจ็คเองก็เล็งสาวใช้บ้านเขาอยู่ไม่ใช่หรือ

พอดีจักรเข็นรถใส่ต้นแววมยุรามาเต็มรถ บอกให้สองคนกลับไปเฝ้าร้านได้แล้ว ทางนี้ตนจัดการเอง ทั้งสองรีบไปอย่างรู้ใจและถูกใจ

วัณณรีเดินมาเห็นจักรทำงานคนเดียวถามว่า

แล้วคนอื่นหายไปไหนหมด เขาบอกว่าสวนแค่นี้ตนจัดคนเดียวได้ วัณณรีจะไปเอาน้ำมาให้ จักรบอกว่าไม่ต้องบ้านอยู่แค่นี้ หิวน้ำก็กลับไปกินได้ ถามว่าแล้วแววไม่อยู่หรือ

“พี่แววไปสัมภาษณ์งานค่ะ เห็นบอกว่าถ้ายังไม่ได้งานในเดือนนี้ เดือนหน้าจะไม่มีตังค์แล้ว”

“ถ้าวัณพอช่วยอะไรพี่แววได้ ก็ช่วยเขาบ้างแล้วกัน”

“โอย...ไม่เป็นไรหรอกพี่ พี่แววเขาก็ชอบพูดแบบนี้ แต่ถึงเวลาสิ้นเดือนทีไร ก็เห็นเขาหาเงินมาจ่ายโน่นจ่ายนี่ได้ทันทุกที” วัณณรีพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน จักรฟังแล้วยิ่งเห็นใจแวว ที่ยอมรับภาระหนักคนเดียวเพื่อให้แม่กับน้องสบายใจ

ตกเย็น แววกลับมาเห็นสวนจัดเสร็จแล้ว เธอชมว่าจัดได้สวยมาก เดินไปดูต้นแววมยุราที่มุมผนังอาคาร ต้นกำลังออกดอกสีชมพูอ่อนและม่วงอ่อนสวยหวาน แววถามว่านี่ต้นอะไร

จักรบอกขำๆว่าต้นไม้ชื่อตัวเองยังไม่รู้จักอีก พอรู้ว่าชื่อต้นแววมยุรา เธอตื่นเต้นมากบอกว่าชื่อเหมือนตนเลย ทั้งสองดูต้นไม้ แววขำชื่อตัวเองเหมือนกับชื่อต้นไม้ ต่างมีความสนิทสนมยอมรับกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แววเอาซองใส่เงินมาให้บอกว่าเป็นค่าจัดสวน จักรไม่รับ พูดให้เธอสบายใจว่าต้นไม้ที่เอามาก็ถูกๆทั้งนั้น แกล้งพูดแบบจิกๆ กัดๆว่า อย่าง “แววมยุรา” ต้นละสิบกว่าบาท ยิ่งถ้าซื้อเป็นซองมาปลูกเองซองละสิบบาทเอง บางทีตนให้ลูกค้าไปฟรีๆ ด้วยซ้ำ

“พอๆๆๆ ฉันรู้แล้ว ถ้าลองว่าชื่อแววมยุรานี่ก็คงเป็นอะไรที่หรูๆแพงๆ กับเขาไม่ได้หรอกใช่ไหม”

จักรเห็นเธอหงุดหงิดเลยบอกว่าล้อเล่น ตนมีปัญญาจัดสวนให้ได้แค่นี้แหละ เพราะคนมันจน ทำไงได้ แววถามว่า ทำไมเขาชอบพูดว่าตัวเองจนเหมือนพวกมีปมด้อย เกิดมาเป็นลูกผู้ชายถ้ากลัวจนก็ต้องขยัน ไม่ใช่มาบ่นเป็นเด็กอยู่อย่างนี้

“จ้า...แหมใส่เป็นชุดเลยนะ อ้อ...เห็นน้องบอกว่าเธอไปสมัครงานมานี่ เป็นไง มีข่าวดีไหม”

“อย่าพูดถึงมันเลย ไม่มีวี่แววว่าจะได้สักงาน” แววหน้าหมองไปทันที จักรมองเธออย่างเห็นใจ ถามว่าแล้วจะทำยังไงต่อไป “จะทำยังไงได้ล่ะ ก็คงต้องกู้หนี้ยืมสินเอามาใช้ให้พ้นช่วงนี้ไปก่อนละมั้ง”

จักรถามว่าทำไมไม่ยืมเพื่อนเพราะเพื่อนเธอรวยๆ ทั้งนั้น แววบอกว่ายิ่งเป็นเพื่อนสนิทยิ่งไม่อยากรบกวน เราเดือดร้อนของเราคนเดียวก็พอแล้ว อย่าไปดึงให้เพื่อนรักต้องมาเดือดร้อนด้วยเลย

ฟังแล้วจักรยิ่งรู้สึกนับถือจิตของเธอ เปรยเบาๆว่า “หัวใจเธอนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ” แต่พอเธอถามว่าพูดอะไรเขาบอกว่าเปล่าไม่มีอะไร แววถามเขาว่าแล้วที่เขามาจัดสวนให้ตนฟรีๆ นี่มีจุดประสงค์อะไรหรือเปล่าทั้งที่ตนก็ด่าเขาอยู่ประจำ

“หรือว่านายคิดอะไรกับฉัน” แววดักคอ

“โอ๊ะ...ฉันจะไปคิดอะไรกับเธอ...หลงตัวเองอีกแล้วเนี่ย” จักรทำเสียงดังกลบเกลื่อน

“งั้นก็ดีแล้ว อย่าได้มาคิดทะลึ่งเกินเลยกับฉันเชียวนะ ไม่งั้นเจอดีแน่” จักรสะดุ้ง เพราะรู้ตัวดีว่าลึกๆแล้วก็แอบคิดอยู่...

ooooooo

เย็นนี้ เพิ่มพงษ์มารับเอกสารจากนิติกรที่คฤหาสน์ของสยุมภูว์ นิติภูมิแอบดูอยู่ เขาตามรถแท็กซี่ที่เพิ่ม-พงษ์นั่งมา หมายสาวไปให้ถึงตัวสยุมภูว์ แต่เพิ่มพงษ์รู้ตัว สั่งแท็กซี่หลอกล่อหลบหลีกจนสลัดพ้นการติดตาม

“โธ่เว้ย! อุตส่าห์ตามจนถึงตัวไอ้สยุมภูว์อยู่แล้วเชียว!” นิติภูมิสบถอย่างหัวเสีย

เมื่อกลับมาเล่าให้จักรฟังว่า สงสัยคนที่ตามตนมาจะเป็นนิติภูมิ เพราะตามมาตั้งแต่ตนออกจากคฤหาสน์แล้ว จักรไม่พอใจ หาว่าเพิ่มพงษ์ระแวงเกินไป ตนไม่มีวันเชื่อว่านิติธรจะคิดไม่ดีหรือทรยศต่อตระกูลทศพลเด็ดขาด ครั้นเพิ่มพงษ์บอกว่าตนสงสัยนิติภูมิต่างหาก จักรถามว่า แล้วมีแรงจูงใจอะไรให้นิติภูมิคิดอย่างนั้น

“ลองคิดดูสิครับ มูลเหตุและแรงจูงใจคุณนิติภูมิอยากกำจัดคุณสยุมภูว์ก็คือ ถ้าคุณเป็นอะไรไป คุณนิติภูมิคนนี้แหละที่จะมีส่วนได้ทั้งเงินและกิจการของทศพลกรุ๊ป”

“แต่ผมเชื่อว่าคนอย่างคุณนิติธรไม่มีวันที่จะเลี้ยงลูกชายให้มาทำร้ายตระกูลทศพล เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ”

เมื่อสยุมภูว์มั่นใจเช่นนั้น เพิ่มพงษ์ได้แต่เตือนว่าอย่าประมาทสองพ่อลูกนี้เป็นอันขาด

แจ็คได้ยินเสียงสองคนดังออกมา ผลักประตูเข้าไปดู ถามว่ามีอะไรกันหรือเปล่าได้ยินเสียงดังมาก

จักรกับเพิ่มพงษ์ปรับตัวแทบไม่ทัน เพิ่มพงษ์ทำเป็นตำหนิจักรว่าทำงานไม่ได้ดั่งใจ ส่วนจักรก็ทำเป็นกลัวหงอ แต่พอแจ็คออกไป ต่างก็กลับมาเป็นเจ้านายกับลูกน้องตามเดิม ถอนใจกันอย่างโล่งอกที่ตบตาแจ็คได้

ooooooo

ด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกับดอกแววมยุราที่เพิ่งรู้จัก คืนนี้แววมุดเข้าไปในห้องเก็บของค้นหาสี พู่กัน เฟรมผ้าใบที่เก็บไว้นานแล้ว วัณณรีมาเจอถามว่านึกยังไงจะวาดรูปอีกทั้งที่ทิ้งไปนานมากแล้ว

แววบอกว่าเห็นดอกแววมยุราสวยดีเลยอยากวาดไว้ ถามน้องว่า ที่ว่าจะไปฝึกงานกับเอกรินทร์นั้นไปถึงไหนแล้ว วัณณรีบอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะไป ฝากปลุกด้วย พูดจบก็ผละไปเลย

“นี่โตจนป่านนี้แล้ว แค่จะตื่นนอนยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เลยเหรอ...อ้าว...ไปซะแล้ว เวลาจะพูดอะไรเป็นสาระล่ะไม่เคยอยู่ฟังเล้ย...” แววบ่นหน่ายๆ

วัณณรีไปฝึกงานที่ออฟฟิศเอกรินทร์ เธอใส่หูฟังนั่งมองจอคอมพิวเตอร์หัวเราะคิกคัก ยุทธหัวหน้า บก.ถือเอกสารเดินผ่านมา เรียกอยู่หลายทีก็ไม่รู้สึกตัวจึงดึงหูฟังออก วัณณรีไม่พอใจถามว่ามาดึงหูฟังตนออกทำไม บอกกันดีๆก็ได้

ยุทธบอกว่าเรียกอยู่ปาวๆ ยังไม่ได้ยินเลย แล้วส่งเอกสารให้บอกว่าให้ไปถ่ายเอกสารให้สักชุด

วัณณรีมองอย่างไม่พอใจบอกว่าไม่ว่าง ยุทธไม่พอใจถามว่าใครเป็นคนรับเธอมาฝึกงาน พอดีเอกรินทร์เดินมาบอกว่าตนเป็นคนพามาเอง แล้วแนะนำให้วัณณรีรู้จักยุทธ บอกว่าเป็น บก.ข่าวเป็นหัวหน้าตน วัณณรีอึ้งไปนิดหนึ่งยกมือไหว้แบบขอไปที เอกรินทร์รู้สึกถึงความไม่ปกติถามยุทธว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ

เมื่อรู้เรื่องจากยุทธแล้ว เอกรินทร์เรียกวัณณรีไปถามว่าทำไมทำแบบนั้น เธอโต้ว่าตนมาฝึกงานช่องข่าวเคเบิลทีวี ไม่ได้มาฝึกงานเป็นพนักงานถ่ายเอกสาร

“วัณ...วัณยังเป็นแค่เด็กฝึกงานนะ มาวันแรกๆใครใช้ให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าไม่ทำตัวให้พี่ๆเขาเอ็นดู ต่อไปใครเขาจะสอนงานให้เราล่ะ” วัณณรีพูดอย่างอวดดีว่าไม่สอนก็ไม่ต้องสอน แค่ตนเห็นยุทธก็ไม่ชอบหน้าแล้ว “แต่พี่ยุทธเป็นหัวหน้ากอง บก.ข่าวนะ เป็นเจ้านายพี่ แล้วก็เป็นเจ้านายของทุกคนที่ทำงานในฝ่ายข่าวด้วย” “เป็นใคร วัณก็ไม่สนทั้งนั้น”

“ไม่ได้นะ วัณต้องใจเย็นๆ แล้วปรับทัศนคติเสียใหม่ การฝึกงานก็เหมือนการจำลองโลกของการทำงานจริงๆ เราไม่อดทน แถมยังมีปัญหากับหัวหน้างาน แล้วอนาคตเราจะเป็นยังไง”

“ไม่รู้ ไม่สน งั้นถ้าวันนี้ยังไม่มีงานอะไรน่าสนใจให้ทำ วัณขอตัวไปหาเพื่อนๆ ก่อนนะคะ” พูดแล้วเดินออกไปเลย

เอกรินทร์มองตามอย่างหนักใจ

ooooooo

จักรมาเห็นแวววาดรูปก็ทึ่ง คิดไม่ถึงว่าเธอจะวาดรูปเป็นและวาดได้สวยขนาดนี้ ยุให้วาดเยอะๆ แล้วเอาไปวางขายพวกฝรั่งนักท่องเที่ยว เชื่อว่าต้องขายได้ เพราะขนาดตนเห็นยังอยากซื้อเลย แววถามว่าจริงรึเปล่า

“จริง...แต่ในกระเป๋ามีแค่ไม่ถึงร้อยนะ เธอจะขายไหมล่ะ” จักรทำหน้าตาย เลยถูกแววด่าไอ้บ้า แล้วเอาพู่กันแต้มที่แก้มจักร ถูกจักรเอาคืน เลยกลายเป็นแหย่กันหัวเราะสนุกสนาน

มาลตีมาเห็นไม่พอใจ เรียกแววเข้าไปคุยในบ้าน ตำหนิว่าเล่นอะไรกับคนสวนข้างบ้าน ไม่ห่วงหน้าตัวเองก็รักษาหน้าตนบ้าง พอแววชี้แจงก็หาว่าเถียง ซํ้ายังด่าว่าเวลาขอเงินทีไรก็บอกว่าไม่มีเงิน ไม่มีงานทำ ก็มัวแต่มานั่งวาดรูปไร้สาระจะมีงานทำขึ้นมาได้ยังไง!

แววเสียใจมากแต่พยายามอดกลั้นไว้

ที่หน้าบ้าน จักรนั่งรอแววอยู่ พอดีเริงใจกับชลธิชามา สองสาวมาเห็นรูปที่แววสเกตช์ไว้พากันตื่นเต้น แต่พอพูดถึงสมัยเรียนที่แววเป็นคนมีฝีมือในการวาดแล้วก็ชมว่าเธอยังวาดรูปได้ดี

พอดีแววเดินหน้าไม่สบายใจออกมา จักรบอกให้มาวาดต่อให้เสร็จ วาดเยอะๆ แล้วเอารวมๆ ไว้จะได้จัดแสดงภาพให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ส่วนชลธิชาก็อาสาจะบอกพ่อให้ช่วยติดต่อสถานที่ให้

แววมาถึงก็ระเบิดอารมณ์ผลักขาตั้งเฟรมล้ม พูดเกือบเป็นตะโกนว่า “ฉันไม่อยากวาดอะไรอีกแล้วทั้งนั้น” พอเพื่อนๆ ถามว่าเป็นอะไร เธอสะอื้นบอกว่าไม่เป็นไร ตนไม่เป็นไร

“ฉันว่าเธอคงเครียดเกินไปแล้วล่ะ ร้องออกมาเถอะเพื่อน ร้องไห้ออกมาให้สบายใจ” ชลธิชาปลอบ แล้วทั้งชลธิชาและเริงใจก็กอดเพื่อนร้องไห้ไปด้วยกัน จักรยืนดูอยู่วงนอกด้วยความเป็นห่วง...

ooooooo

วันนี้ จักรเดินตามหาเพิ่มพงษ์เจอแจ็คถามว่าเห็นไหม  แจ็คบอกย่าคงอยู่ในห้องที่น้าเพิ่มหวงนักหวงหนา

ไม่ยอมให้ตนเข้าไป ถามว่าห้องนั้นมีอะไรหรือ จักรบอกว่าตนกำลังรีบมีอะไรค่อยคุยกันวันหลัง ทำให้แจ็คยิ่งสงสัย

จักรเข้าไปหาเพิ่มพงษ์ในห้องทำงานลับ บอกว่าตนพร้อมที่จะเริ่มบริหารทศพลกรุ๊ปแล้ว เพิ่มพงษ์ดีใจมากเชื่อว่าระดับเขาเมื่อเริ่มบริหารงานต้องเป็นโปรเจกต์ระดับร้อยล้านขึ้นไปแน่ๆ ขอให้สั่งมาตนพร้อมรับงานแล้ว

“ได้! ผมอยากให้น้าเพิ่มช่วยติดต่อคุณนิติธร ผมจะฝากให้คุณนิติธรช่วยเหลือแววแทนผม”

เพิ่มพงษ์ที่กำลังตื่นเต้นดีใจถึงกับเจื่อนไปกับภารกิจแรกนี้...

เมื่อเพิ่มพงษ์โทร.คุยกับนิติธรแล้ว เขาตอบรับด้วยความยินดีที่จะรับใช้สยุมภูว์ ถามว่าผู้หญิงที่ชื่อแววมีความสำคัญอย่างไรหรือ สยุมภูว์ถึงกำชับให้ตนเตรียมตัวให้ความช่วยเหลืออย่างนี้

เพิ่มพงษ์พูดโทรศัพท์อย่างระวังอยู่หลังต้นไม้ว่าอย่าถามเลยตนเองก็งงอยู่เหมือนกัน แต่ขอให้มั่นใจในเจ้านายของเรา เพราะคนระดับนี้ทำอะไรต้องมีเหตุผลที่สมควรแน่ๆ ยํ้าก่อนยุติการสนทนาว่า

“แล้วยังไง คุณสยุมภูว์จะติดต่อผ่านผมอีกที ว่าจะให้ช่วยอะไรแม่แววมยุรานะครับ ครับผม สวัสดี”

คุยกับนิติธรแล้ว เพิ่มพงษ์ก็บ่นอย่างกังวลว่า “เฮ้อ... หวังว่าคุณสยุมภูว์จะไม่เห็นแม่แววอะไรนี่สำคัญกว่าการบริหารกิจการของทศพลกรุ๊ปนี่หรอกนะ”

ooooooo

คืนนี้ จักรเข้าไปหาแววที่นั่งร้องไห้อยู่ที่สวนหน้าบ้าน บอกเธออย่างเป็นห่วงว่ามีอะไรก็ระบายออกมาเถอะ เผื่อตนจะช่วยอะไรได้บ้าง

แววระบายความอัดอั้นกดดันของตนซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องเงิน และไม่มีงานทำ เธอระบายอย่างไม่หวังว่าเขาจะช่วยได้ จักรยอมรับว่าตนช่วยไม่ได้จริงๆ เขามอบพวงกุญแจที่เป็นคริสตัลรูปดาวสวยใสให้ บอกว่าสิ่งนี้อาจช่วยเธอได้ แววเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ จักรบอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ลองดูเผื่อจะช่วยได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังหางานไม่เคยผิดหวังเลย

แววอยากให้เขาไปๆ เสียทีเลยรับไปอธิษฐานว่า “ขอให้ฉันได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ แล้วก็ได้ใช้ความสามารถมากกว่ารูปร่างหน้าตา และสุดท้ายขอให้ได้เจ้านายที่ไม่หัวงู”

อธิษฐานเสร็จส่งคืน จักรบอกให้เธอเก็บไว้และเตรียมรับคำตอบจากคำอธิษฐานได้เลย แววรับพวงกุญแจอย่างเสียไม่ได้พร้อมกับพูดอย่างรำคาญใจว่า “ไร้สาระ...แต่ก็สวยดี”

ขึ้นไปที่ห้องนอนแล้วแววยังเอาคริสตัลรูปดาวออกมาดูด้วยความรู้สึกว่าสวยดี แล้วก็สะดุ้งเมื่อมาลตีมาบอกว่าวัณณรียังไม่กลับ รู้ไหมว่าน้องไปไหน เพราะเมื่อเช้าบอกว่าไปฝึกงานที่บริษัทของเพื่อน แต่โทร.ไปหลายทีก็ไม่รับสาย แววจึงโทร.ไปหาเอกรินทร์ เขาบอกว่าวัณณรีออกไปตั้งแต่บ่ายแล้ว

บอกแล้วเห็นปลายสายเงียบเหมือนกำลังตกใจมาก เอกรินทร์บอกว่าเห็นวัณณรีบอกว่านัดกับเพื่อนไว้ แววก็ยังเงียบ เขาบอกอย่างเป็นห่วงว่าเดี๋ยวจะรีบมาหา

จักรเห็นแววออกมานั่งนอกบ้านดึกดื่น ถามว่ามีอะไรไหม พอรู้ว่าวัณณรียังไม่กลับ เขาปลอบว่าน้องอาจไปเที่ยวกับเพื่อนรออีกสักชั่วโมงถ้ายังไม่กลับค่อยว่ากัน ถูกแววเอ็ดว่าจะให้รอตั้งชั่วโมง รู้ไหมว่าแม่กับตนร้อนใจขนาดไหน

จักรบอกว่าถ้าจะให้น้องกลับมาตอนนี้เลย ใครก็คงช่วยไม่ได้

ครู่เดียว เอกรินทร์ก็พาวัณณรีกลับมา มาลตีดีใจมาก วัณณรีบอกแม่ว่ารู้สึกเบื่อๆ เลยไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน มาลตีถามว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย วัณณรีบอกว่าผู้ชาย แต่ไปกันตั้ง 5-6 คน แค่ไปร้องคาราโอเกะกัน

ส่วนแววก็ขอบใจเอกรินทร์ที่ไปตามน้องกลับได้ ชมว่าเก่งจัง เอกรินทร์บอกว่าตนแค่หาทางเฟซบุ๊กที่วัณณรีเปิดทิ้งไว้ แววชมว่าฉลาดมากแล้วชวนไปกินน้ำก่อน ทิ้งจักรไว้ตรงนั้นเหมือนไม่มีตัวตนเลย

ooooooo

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น นิติธรก็มาที่บ้านแวว เจอมาลตี จึงแนะนำตัวเองว่าชื่อนิติธร แล้วบอกว่า

“ที่มาขอพบคุณแววเพราะเจ้านายสั่งให้มาทาบทามคุณแววไปทำงานกับเจ้านายผมครับ” มาลตีถามว่าใครคือเจ้านายเขา “ผมทำงานให้กับคุณสยุมภูว์ ทศพลครับ” แต่มาลตีก็ยังไม่รู้จักอยู่ดี จึงเรียกแววออกมาคุยเอง

แววรู้จักทศพลกรุ๊ปจากงานประมูลเพชรครั้งที่แล้ว นิติธรบอกว่า เจ้านายตนเห็นเธอในงานนี้แล้วเกิดถูกชะตาเลยส่งตนมาทาบทามไปทำงานเป็นเลขา แล้วเอาสัญญาจ้างให้อ่าน บอกว่า ถ้าไม่มีปัญหาก็ช่วยเซ็นชื่อกำกับทุกหน้าด้วย

แววรับไปอ่านแล้วเลื่อนแฟ้มคืนให้นิติธร บอกว่าตนไม่สามารถรับงานนี้ได้ ทั้งนิติธรและมาลตีถามเกือบพร้อมกันว่าทำไม มาลตีสนใจมากถามว่า เขาให้เงินเดือนเท่าไหร่ พอรู้ว่าสองแสนไม่รวมโบนัส โรสก็สาระแนยุให้เซ็นเลย...มาลตีบ่นแววว่าคนใช้มันยังรู้จักคิด  จะมัวช้าทำไม

“แม่ไม่เอะใจเหรอ คนสติดีที่ไหน จู่ๆ จะมาเรียกเราไปทำงาน แถมยังให้เงินเดือนสูงปรี๊ดตั้งสองแสน” มาลตีถามอย่างขัดใจว่าแล้วไงล่ะ “แล้วไงล่ะแม่ ลองมาอีหรอบนี้ก็คงเป็นพวกหัวงูเหมือนดีนาคำรพแหง” แล้วหันไปทางนิติธร “ต้องขอโทษด้วยค่ะ ฉันอยากทำงานที่ได้ใช้ความสามารถ ไม่ใช่งานที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวแบบนี้”

แววเลื่อนแฟ้มสัญญาคืนให้นิติธรด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว จริงจัง จนนิติธรพูดไม่ออก...

ooooooo

ตอนที่ 4

ออกจากบ้านแววแล้ว นิติธรโทร.ถึงเพิ่มพงษ์ขอคุยกับสยุมภูว์ เพิ่มพงษ์เอาโทรศัพท์ไปให้สยุมภูว์ บอกว่านิติธรโทร.มาเรื่องแวว สยุมภูว์บ่นว่า บอกแล้วว่าให้อยู่ที่บ้านเผื่อมีปัญหาอะไรขึ้นมา เพิ่มพงษ์ป้องปากกระซิบบอกว่า

“ไม่ได้นะครับ เราต้องไม่ประมาท แม้แต่คุณนิติธรก็จะรู้จักบ้านเราไม่ได้ รีบรับโทรศัพท์ก่อนเถอะครับ”

ระหว่างนั้น แจ็คที่สงสัยเพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์ว่าสองคนนี้มีลับลมคมในอะไรกัน ก็จับตามองอย่างสงสัย

เมื่อสยุมภูว์รับสาย นิติธรรายงานว่า แววไม่รับงาน เพราะได้เงินเดือนมากผิดปกติ ระแวงว่า...นิติธรไม่กล้าพูด สยุมภูว์ร้อนใจบอกว่ามีอะไรก็ว่ามาเถอะ เขาจึงกล้าบอกว่า แววกลัวเขาจะเป็นพวกหัวงูหวังเคลมเลขา สยุมภูว์จึงฉุกคิดได้ว่า

“เออ...ก็จริงของเขานะ เป็นใครก็ไม่รู้จู่ๆ ก็มาเสนอเงินเดือนให้ตั้งสองแสน”

“ใช่ครับ...เป็นคนอื่นคงดีใจจนเนื้อเต้น แต่รายนี้

ดูจะเป็นคนรักศักดิ์ศรีแล้วก็ไว้ตัวพอสมควร เขายืนยันด้วยนะครับว่า เขาอยากทำงานที่ได้ใช้ความสามารถ ไม่อยากรับงานที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว”

สยุมภูว์คิดแก้ปัญหา ครู่หนึ่งบอกนิติธรว่า

“เอางี้ ถ้าแววเขากลัวเปลืองเนื้อเปลืองตัว งั้นคุณนิติธรก็กลับเข้าไปบอกเขาได้เลยว่า งานเลขาที่จะจ้างเขาเนี่ย ไม่เปลืองเนื้อเปลืองตัวแน่ๆ เพราะเขาจะไม่ได้เจอตัวผมเลย ผมจะสั่งงานผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือผ่านทางคุณนิติธรอีกที เรียกว่าเขาไม่ต้องมาเข้าใกล้ตัวผมเลย”

นิติธรฟังแล้วสบายใจขึ้น บอกว่าจะกลับไปคุยกับแววอีกครั้ง สยุมภูว์ย้ำว่า ได้ความอย่างไรให้แจ้งเพิ่มพงษ์มาเบอร์นี้แล้ววางสายอย่างสบายใจ

แจ็คสอดรู้สอดเห็น จ้องสยุมภูว์ไม่วางตา เห็น

คุยโทรศัพท์เสร็จก็เดินย้อนกลับออกไป แจ็คโผล่มาพึมพำ...

“พูดเรื่องอะไรของเขาวะ บ้ารึเปล่า หรือว่า...พี่จักรกับน้าเพิ่มกำลังสมคบกันทำอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้เรารู้” แจ็คคิดเอาจริงเอาจังราวกับเจอปัญหาโลกแตก

ooooooo

มาลตีรับไม่ได้ที่แววปฏิเสธงานที่ได้เงินเดือนถึงสองแสน ถามว่าเงินเดือนขนาดนี้จะไปหาได้ที่ไหนอีก คนเขาตกงานกันมากมาย เมื่อมีงานดีเงินงามขนาดนี้เขาให้ทำอะไรก็ทำๆไปเถอะ

แววติงแม่ว่า ถ้าคิดแบบนี้ตนก็ยอมให้คำรพเลี้ยงดูไปแล้ว บอกแม่ว่าคนเราต้องมีศักดิ์ศรีบ้าง ถูกมาลตีถามประชดว่า เงินนั้นเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แต่ศักดิ์ศรีที่ว่าน่ะเอาไปแลกข้าวสารได้สักกระป๋องไหม

พอดีนิติธรกลับมา แจ้งแววตามที่สยุมภูว์บอก แววถามว่างานแบบนี้ก็มีด้วยหรือ นิติธรผสมโรงขำๆ ว่าเกิดมาตนก็เพิ่งได้ยินวันนี้เหมือนกัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร งานที่มีเงื่อนไขน่าสนใจนี้ก็ทำให้แววมีความหวังขึ้นมา

ครู่เดียว เพิ่มพงษ์ที่ยังอยู่ในสายตาของแจ็คตลอดเวลา ก็ได้รับโทรศัพท์จากนิติธร ฟังปลายสายแล้วบอกว่า

“ครับ...เดี๋ยวผมจะเรียนคุณสยุมภูว์ให้...ครับ...แล้วมีอะไรผมจะรีบติดต่อไปอีกที ขอบคุณนะครับ”

คุยกับนิติธรเสร็จ เพิ่มพงษ์เดินมากระซิบกระซาบกับจักร ฟังแล้วจักรยิ้มร่าดีใจพูดเสียงดังว่า

“มันต้องอย่างนี้สิน้าเพิ่ม เยี่ยมไปเลย”

“ดีใจอะไรเหรอพี่จักร” แจ็คสาระแนเข้ามาถาม พอเพิ่มพงษ์เห็นแจ็คเท่านั้น ก็สวมวิญญาณน้าเพิ่มทันที ทำเสียงเข้มพูดกับจักรว่า

“เออ...แกดีใจอะไรวะไอ้จักร แค่ชมว่าทำงานดีเข้าหน่อย ทำเป็น...ไป๊...ไปห้องทำงาน แล้วรีบทำบัญชีให้ฉันด้วย เดี๋ยวฉันจะตามไป”

จักรรับคำแล้วเดินเลี่ยงไปที่ห้องทำงานที่อยู่หลังร้านขายต้นไม้ เพิ่มพงษ์หันมาเห็นแจ็คจะตามจักรไป ถามว่าจะไปไหน แจ็คทำหน้าตายบอกว่าตามจักรไปที่ห้องทำงานไง เพิ่มพงษ์ถลึงตาใส่ถามว่า “ฉันเคยสั่งแกไว้ว่าไง!”

“ห้ามเข้าห้องทำงานเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น และห้ามถามด้วย” แจ็คท่องให้ฟัง เพิ่มพงษ์ย้ำว่าจำได้ชัดเจนนะ แจ็ครับคำ มองตามเพิ่มพงษ์ที่เดินตามจักรไปที่ห้องทำงาน บ่นงงๆ ว่าเขาไปทำอะไรกันในห้องนั้นน่ะ พลันก็ทำท่าขยะแขยงเมื่ออุตริคิดลามกเอง

ooooooo

วัณณรีไปฝึกงาน แต่ใช้เวลาเล่นเกมในเฟซบุ๊กไม่ใส่ใจแม้แต่งานที่เอกรินทร์สั่งให้ทำ พอถูกเอกรินทร์ตำหนิขู่ว่าจะฟ้องเจ้านาย วัณณรีก็ท้าอย่างอวดดีว่า เขาชอบแววแล้วจะกล้ามาฟ้องตนกับเจ้านายหรือ ทำ

เอาเอกรินทร์พะอืดพะอม แต่ก็เตือนแกมขู่ว่า

“เด็กฝึกงาน แต่ไม่รู้จักฝึก ไม่รู้จักทำงาน ถึงพี่จะเห็นแก่พี่สาวเธอ ยอมให้เธอฝึกงานต่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตอนประเมินผล พี่จะให้เธอผ่านนะ”

วัณณรีก็ยังไม่แยแส เชื่อว่าเขาไม่กล้าทำ  เอกรินทร์ย้ำว่าถ้าตนบอกแวว มีหวังแววต้องอบรมแบบจัดหนักแน่ๆ พอถูกขู่หนักเข้า วัณณรีก็ยอมทำงาน แต่มีข้อแม้ว่าเสร็จแล้วต้องพาไปเลี้ยงขนมเค้ก ดักคอว่าจะจีบพี่สาวตนก็อย่าขี้ตืด

“ก็ได้...แต่ต้องหาข้อมูลให้พี่ครบถ้วน ห้ามขาดตก

บกพร่องเด็ดขาด”

วัณณรีดีอกดีใจที่จะได้กินขนมเค้กฟรี ทำเป็นกระตือรือร้นรีบทำงาน เอกรินทร์ดูแล้วหนักใจ รู้สึกเด็กคนนี้ฤทธิ์เยอะเกินกว่าที่ตนจะเอาอยู่เสียแล้ว

ooooooo

เมื่อแววไปที่ร้านกาแฟเล่าเรื่องได้งานให้ชลธิชากับเริงใจฟัง เพื่อนทั้งสองดีใจมาก เริงใจบอกว่าแบบนี้ต้องฉลอง แล้วก็สั่งอิตาเลียนโซดา 3 ที่ให้ลงบัญชีตน

แต่แววก็ยังหนักใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า เพราะไม่มีความรู้เรื่องงานเลขาเลย ซ้ำยังต้องทำกับซีอีโอของทศพลกรุ๊ปด้วย แค่นึกก็หนาวแล้ว ชลธิชาให้กำลังใจว่าเก่งอย่างเธอเชื่อว่าทำได้อยู่แล้ว เริงใจเห็นเพื่อนหวาดๆ หวั่นๆก็พูดว่า

“แบบนี้จะไหวเหรอ ยิ่งเงินเดือนสูงขนาดนี้ เขาสั่งงานอะไร แกต้องได้โชะๆๆแบบเลขามืออาชีพเลย จะไปเอ๋อๆเหวอๆเป็นเด็กฝึกงานไม่ได้นะ”

ฟังเริงใจแล้วแววก็ยิ่งขาดความมั่นใจ ขอตัวกับเพื่อนๆจะไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับหน้าที่ของเลขามาอ่าน ชลธิชาเลยอาสาจะแนะนำให้เธอไปคุยกับเลขาของคุณพ่อให้ช่วยแนะนำหน้าที่เลขาให้ ทำให้แววมีกำลังใจขึ้นมาก

แต่พอเดินออกจากร้านก็เจอเอกรินทร์พาวัณณรีมาที่ร้าน พอวัณณรีมาเจอแววก็บอกเอกรินทร์ให้เปลี่ยนร้าน  แววถามเอกรินทร์ว่าพาน้องสาวตนมาทำอะไร

เอกรินทร์ว่าจะพามาเลี้ยงขนมเค้กตามสัญญาแต่คิดว่าพามาร้านนี้จะได้ดูไม่น่าเกลียด

ทันใดนั้นเอง มีคนร้ายกระชากโน้ตบุ๊กของลูกค้าในร้านวิ่งออกไป เอกรินทร์เห็นดังนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ของตนตามไปทันที เอกรินทร์ตามทัน ถูกคนร้ายใช้มีดกรีดหลังเขา แต่เอกรินทร์ก็ยังต่อสู้เอาหมวกกันน็อกฟาดหัวมันจนล้ม แย่งเอาโน้ตบุ๊กกลับคืนมาได้ เขาเอาใส่ในเสื้อแจ็กเกตกลับมาคืนให้เจ้าของ ทุกคนพากันชื่นชมว่าเขาเป็นพระเอกจริงๆ

แต่พอชลธิชาเห็นหลังเขาถูกกรีดเสื้อแจ็กเกตขาดและมีเลือดซึมออกมา จึงรู้ว่าเขาบาดเจ็บจะพาไปโรงพยาบาล เอกรินทร์บอกว่าตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยทำแผลเองได้ คอนโดฯของตนก็อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง ชลธิชาจึงขอพาไปส่งและทำแผลให้เขา เอกรินทร์จำต้องยอมเพราะทำแผลที่หลังตัวเองไม่ได้

ส่วนแววก็ต้องไปหาเลขาของนุกูลเอง ชลธิชาบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะตนนัดและบอกรายละเอียดไว้แล้ว แววจึงสั่งวัณณรีให้กลับบ้านกำชับว่าห้ามเถลไถล

ooooooo

เลขาของนุกูลชื่อพิม เป็นเลขานุกูลมาสิบกว่าปีแล้ว นุกูลพาแววไปพบพิมอย่างเอ็นดูเหมือนลูกหลาน พิมเองก็เต็มใจแนะนำงานให้ แต่เพราะงานเลขามีมากมาย บอกให้แววตั้งประเด็นถามมาดีกว่า

คำถามแรกของแววก็ทำเอาทั้งพิมและนุกูลงง เมื่อเธอถามว่า “เลขานุการ คืออะไรเหรอคะ”

เอาแบบคร่าวๆ เลขานุการก็คือตำแหน่งงานของผู้ที่จะช่วยแบ่งเบา ช่วยจัดการและช่วยสนับสนุนผู้บริหารน่ะค่ะ” พิมตอบโดยสรุป แววถามอีกว่า แล้วหน้าที่ของเลขาต้องทำอะไรบ้าง คำถามนี้ทำให้พิมต้องย้อนถามแววว่าจะรีบไปไหนหรือเปล่า เพราะถ้าตอบกันจริงๆ คงต้องใช้เวลาเป็นวัน แต่ก็ยินดีที่จะพูดโดยสรุปให้ฟัง

พิมบรรยายหน้าที่เลขายาวเหยียด แววจดจนสมุดหมดไปครึ่งเล่มก็ยังไม่มีทีท่าจะหมด จนแววเริ่มรู้สึก เวียนหัว พูดอย่างเริ่มท้อว่าตนคงไม่เหมาะกับหน้าที่เลขาแน่ๆ

“โอ๊ย...อย่าท้อสิคะ ถ้าคุณแววทำงานด้วยความรอบคอบ และอดทนกับสภาวะกดดันได้ เจองานหนักแค่ไหนก็ไม่เกี่ยงแค่นี้ ก็เป็นเลขาได้แล้วค่ะ” พิมให้กำลังใจ แล้วบรรยายต่อ จนนุกูลบอกว่า เอาให้กระชับ บอกแววไปเลยว่า คนเป็นเลขาจะต้องปฏิบัติตัวยังไงกันแค่นั้นก็พอ

“ได้ค่ะ สรุปว่า คือคนที่ไม่ว่าเจ้านายจะสั่งงานอะไรก็ต้องทำให้ได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้น ห้ามไม่ไหว ห้ามทำไม่ได้ ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามป่วย แล้วก็ห้ามตายด้วยค่ะ”

ฟังพิมบรรยายจบ แววก็แทบจะถอดใจแล้ว...

ooooooo

เอกรินทร์พาชลธิชามาถึงหน้าห้อง เจอแป้งร่ำออกจากห้องไลลาพอดี แป้งร่ำมองตะลึงที่เอกรินทร์พาผู้หญิงมาที่ห้องเลยเอาหูแนบประตูแอบฟังเสียงข้างในอย่างอยากรู้อยากเห็น

กว่าชลธิชาจะทำแผลให้เอกรินทร์ได้ เธอก็เขินแล้วเขินอีกเมื่อเห็นเขาถอดเสื้อ พอเอายาฆ่าเชื้อทาแผล เอกรินทร์ก็ซี้ดปากเพราะแสบมาก แป้งร่ำได้ยินเสียงซี้ดปากก็ตาโตนึกว่าสองคนนี้ทำอะไรกันรีบไปเรียกไลลาให้เข้าไปดู

ไลลาเปิดประตูผัวะเข้าไป เห็นเอกรินทร์ไม่ใส่เสื้อก็ยิ่งเชื่อที่แป้งร่ำบอก แต่พอเอกรินทร์ชี้แจงพร้อมกับให้ดูแผลที่หลังเธอกับแป้งร่ำก็หน้าแตกออกไป

หลังจากทำแผลแล้ว ชลธิชาเตือนเขาด้วยความเป็นห่วงว่าวันหลังไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้น เอกรินทร์ถามว่า เธอเป็นห่วงตนด้วยหรือ ทำให้ชลธิชายิ่งเขิน บอกว่าตนกลับดีกว่า เตือนเขาว่าพรุ่งนี้อย่าลืมไปเอามอเตอร์ไซค์ที่ร้านด้วย

เอกรินทร์มองหน้าเธอนิ่งอย่างลังเล สุดท้ายทำ

ใจกล้าถามว่า ตนจะถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม ชลธิชาแก้มร้อนผ่าวขึ้นมา ตอบอย่างเขินจัดว่า จะถามอะไรหรือ

“เอ่อ...คุณชลธิชาต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่หัวเราะเยาะผม แล้วก็จะเก็บไว้เป็นความลับด้วย” ชลธิชารับปาก ก้มหน้างุด เอกรินทร์อึกอักนิดหนึ่งจึงถามว่า “พอรู้ไหมครับว่า...แววเขาคิดยังไงกับผม”

ชลธิชาถึงกับสำลักกาแฟที่ยกดื่มแก้เขิน พอตั้งสติได้ถามเสียงปร่าๆว่า หมายความว่าเขาชอบแววใช่ไหม พอเขายอมรับ เธอถามว่าแล้วทำไมไม่บอกแววเอง เขาตอบเขินๆว่า เพราะเห็นเธอสนิทกับแววมากเลยอยากลองถามดู

เอกรินทร์ยอมรับว่ารู้จักและสนิทกับแววตอนเด็กๆ แต่พอมาเจอกันตอนนี้ ตนไม่รู้ว่าแววชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เลยไม่รู้ว่าจะเอาใจเธอยังไง ชลธิชาถามหน้านิ่งๆว่า “อย่าบอกนะว่าอยากให้ฉันช่วยคุณจีบยัยแวว”

“ถ้าอย่างนั้นได้ก็ดีสิครับ ถ้าไม่รบกวนเกินไป คุณชลธิชามีอะไรก็แนะนำผมบ้างนะครับ”

ชลธิชาอึ้ง...เซ็งจนบอกไม่ถูก...พอเธอจะกลับ เอก-รินทร์ออกมาส่งที่ประตู ชลธิชาเดินตัวชาออกมา สองหูยังได้ยินเสียงเอกรินทร์ที่ถามว่า “พอจะรู้ไหมครับว่าแววเขาคิดยังไงกับผม” แล้วเธอก็อดบ่นออกมาไม่ได้ว่า...

“ซื่อบื้อชะมัดเลยผู้ชายสมัยนี้ ไม่ได้สังเกตเลยนะว่าเรารู้สึกยังไง”

ooooooo

พอลงมาถึงชั้นล่าง เจอไลลากับแป้งร่ำดักรออยู่ พอเห็นชลธิชาเดินมาก็ปรี่เข้าไปขวาง ชลธิชาเสียงเข้มใส่ว่า ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีมากๆ ถ้าไม่มีธุระสำคัญตนขอตัว แล้วเดินเลี่ยงไปก็ยังถูกสองสาวตามมาขวางอีก

แป้งร่ำแสดงอาการหึงเต็มที่ บอกชลธิชาว่า อย่าไปยุ่งกับเอกรินทร์ได้ไหม ชลธิชาย้อนถามว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตนด้วย แป้งร่ำประชดว่าเข้าไปหาถึงในห้องถ้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คงจะเชื่อยาก

“แต่ยังไงคุณเอกเขาก็ชอบคนอื่น ไม่ได้ชอบฉัน” ชลธิชาบอกตรงๆ ทำเอาแป้งร่ำหน้าเหวอถามว่าจริงหรือ ไลลาบอกเพื่อนว่าอย่าไปเชื่อ ชลธิชายืนยันว่า “แต่อันนี้เชื่อได้ค่ะ เพราะไม่ใช่คำพูดฉัน แต่เป็นคำพูดที่ออกจากปากของคุณเอกเอง เขาชอบคนอื่นไม่ใช่ฉัน ขอตัวนะคะ ขอบคุณค่ะ”

ชลธิชาเดินออกไปด้วยอารมณ์เหวี่ยงๆ ทำเอาแป้งร่ำมองหน้า ไลลาเหวอถามว่า  แล้วเอกรินทร์ชอบใคร??

“ไม่รู้สิยะ แต่ก็คงไม่ใช่เธอล่ะมั้ง ถามจริง นายเอกมันมีอะไรดีเหรอ เห็นเธออยากได้เหลือเกินนี่”

“ก็ฉันไม่คิดแค่อยากได้นี่ไลลา ฉันคิดไปถึงผู้ชายอบอุ่นที่จะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีได้ เธอคิดว่าผู้ชายแบบคุณเอกเนี่ยหากันได้ง่ายๆเหรอ”

“ไม่ง่ายหรอก สมัยนี้ผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ ไม่กะล่อน ก็มักจะไม่ใช่ผู้ชายน่ะสิเธอ”

“ก็นั่นไง ทีนี้รู้รึยังว่าทำไมฉันถึงชอบคุณเอกขนาดนี้”

ไลลาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ooooooo

แววกลับถึงบ้านคืนนี้สวดมนต์กราบหมอนเสร็จ พอล้มตัวลงนอนก็เห็นคริสตัลรูปดาวที่วางไว้ใกล้โทรศัพท์ เธอหยิบขึ้นมาดูอย่างพินิจพิจารณา คิดถึงที่จักรบอก แล้ววันนี้ก็เป็นจริง เธอได้งานดีเงินงามอย่างที่อธิษฐานไว้ แต่ก็บอกตัวเองว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า

ส่วนแจ็คก็ยังสอดรู้สอดเห็น พยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าในห้องทำงานของจักรกับเพิ่มพงษ์มีอะไร ขณะแอบดูเพิ่มพงษ์มาเจอพอดี เลยสั่งสอนแล้วขู่ว่า ถ้ายังไม่เลิกนิสัยสอดรู้สอดเห็นอีกจะไล่ออกจากงานและไล่ออกจากบ้านด้วย แจ็คเลยจ๋อยไป

หลังจากจ้างแววเป็นเลขาแล้ว จักรที่แต่งเป็นสยุมภูว์ครึ่งตัวบน ส่วนครึ่งตัวล่างยังเป็นจักรคนขายต้นไม้ตามเดิม ถามเพิ่มพงษ์ว่าตนจะสั่งงานเลขาได้หรือยัง เพิ่มพงษ์บอกว่านิติธรกำลังจัดการให้อยู่ สักครู่คงสั่งงานได้ เพิ่มพงษ์เตือนอย่างเป็นห่วงให้เขาจัดลำดับความสำคัญให้ดี ควรทำเรื่องใหญ่ๆสำคัญๆก่อน เรื่องส่วนตัวเรื่องหัวใจให้เป็นเรื่องรอง

“แล้วใครบอกน้าเพิ่มล่ะว่าเรื่องหัวใจสำคัญน้อยกว่าเรื่องงาน ผมก็เรียงลำดับความสำคัญถูกต้องแล้วไง สำหรับผม เรื่องหัวใจไม่ได้สำคัญน้อยกว่าเรื่องธุรกิจเรามาช่วยกันหาภารกิจทดสอบเลขาคนใหม่คนนี้กันดีกว่า”

ooooooo

นิติธรเอาไอโฟนและไอแพดไปให้แวว วัณณรียื่นมือมารับราวกับเป็นของตัวเอง นิติธรบอกว่านี่คืออุปกรณ์สำนักงานที่จะเรียกคืนเมื่อเลิกจ้าง วัณณรีบ่นเสียดาย ส่วนมาลตีก็ถามว่า เงินเดือนเดือนแรกจะเบิกก่อนได้ไหม

แววอับอายขายหน้ามาก ขอร้องแม่กับน้องว่าตนขอคุยกับนิติธรเป็นการส่วนตัวได้ไหม รวมทั้งไล่โรสที่ยืนเจ๋ออยู่ด้วย พอทั้งสามคนกระฟัดกระเฟียดออกไปแล้ว แววถามนิติธรว่า

“ฉันรับเงินเดือนสูงขนาดนี้ คุณสยุมภูว์คาดหวังให้ฉันต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง”

นิติธรถามว่ากลัวสยุมภูว์จะมอบงานให้ยากเกินความสามารถหรือ แววตอบอย่างกระตือรือร้นว่าตรงกันข้าม ตนรอโอกาสนี้มานานทั้งชีวิตแล้ว โอกาสที่จะได้ทำงานที่ยากๆ ท้าทาย และได้ใช้ความสามารถของตัวเองจริงๆ

หลังจากนิติธรกลับไปแล้ว แววเตือนตัวเองว่า ห้ามอยู่ห่างจากไอ้เจ้าสองอันนี้เด็ดขาด จะไปไหนก็คอยชำเลืองดูว่าเจ้านายจะเรียกหรือไม่ แล้วก็ตื่นเต้นเมื่อมีสัญญาณเฟซไทม์ดังขึ้น เธอรีบไปหยิบมาดู

บนจอไอแพด เห็นชายคนหนึ่งใส่สูท แต่เห็นแค่ครึ่งตัว จากเอวไปถึงแค่คาง แม้แต่ริมฝีปากก็ยังไม่เห็น ได้ยินเสียงสั่งงานว่า

“แวว...นี่ผมเอง สยุมภูว์ ขอต้อนรับเข้าสู่ทศพลกรุ๊ปนะแวว”

“ค่ะ” แววยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะคุณสยุมภูว์” แล้วแอบบ่นเบาๆ “ไม่ให้เห็นหน้าอีกต่างหาก...”

ooooooo

ที่ห้องทำงานลับหลังร้านขายต้นไม้ จักรกับเพิ่มพงษ์นั่งดูจอไอแพดด้วยกัน เห็นแววในจอแค่นั้นเขาก็มีความสุขแล้ว

แววถามว่ามีงานอะไรจะต้องทำบ้าง สยุมภูว์บอกว่ามีแน่นอน แววแสดงความเอาการเอางาน บอกว่าให้บอกมาเลย งานยากงานหนักแค่ไหนตนก็ไม่กลัว

สยุมภูว์ชมว่าดี เอาการเอางานดี เย็นนี้ตนอยากทานไอศกรีมหน่อย แววถามว่าชอบทานไอศกรีมยี่ห้ออะไร เขาบอกว่ายี่ห้ออะไรก็ได้ แววงง ถามว่าแล้วชอบรสอะไร วนิลา ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ หรือว่า...

“รสหูฉลาม” สยุมภูว์ตัดบท แววตาเหลือกไม่เชื่อหูตัวเอง ขอทวนอีกที เขาสั่งช้าๆ ชัดๆว่า “ผมอยากทานไอศกรีมรสหูฉลามในเย็นวันนี้” พูดเสร็จจอก็ดับวูบลง

แววฟังแล้วมึนตื้อไปเลย!!

ooooooo

วันนี้ ที่หน้าคฤหาสน์ของสยุมภูว์ รถหรูของสยุมภูว์แล่นเข้ามาจอด เพิ่มพงษ์ลงมาเปิดประตูรถให้ สยุมภูว์เดินนำเข้าไปในคฤหาสน์ ส่วนเพิ่มพงษ์ถือกระเป๋าเอกสารและสะพายกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กคอม-พิวเตอร์ตามมาด้วยสีระแวง จนสยุมภูว์ถามว่า ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เพิ่มพงษ์บอกว่ามีหลายเรื่องเลย พอสยุมภูว์ให้พูดมา เขาพูดทีละเรื่องว่า

“อย่างแรกเลย เรื่องยัยคุณแววนั้น คุณรับเข้ามาเพื่อทำงานให้กับทศพลกรุ๊ป แต่ที่ไหนได้ คุณกลับไปใช้ให้แววทำเรื่องที่ไม่มีประโยชน์กับธุรกิจของเราเลย”

“ไม่มีประโยชน์ยังไง นี่ผมกำลังฝึกอบรมพนักงานใหม่อยู่นะ” สยุมภูว์ตะแบง ครั้นเพิ่มพงษ์ถามว่าด้วยการให้แววไปหาไอศกรีมรสหูฉลามที่ในโลกนี้ไม่มีใครทำขายเนี่ยนะครับ”

“ใช่! ถ้าจะเป็นเลขาผมในอนาคตได้ เมื่อผมต้องการอะไร เขาต้องจัดหามาให้ผมได้ทุกอย่าง”

“สรุปว่า คุณสยุมภูว์ต้องการทดสอบกึ๋นของแวว”

สยุมภูว์พยักหน้า แล้วดักคอว่า “ส่วนเรื่องที่สอง ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่ผมนัดคุยงานกันกับอาธรที่นี่?”

“ใช่สิครับ จะมาถึงนี่ทำไม ก็สั่งงานผ่านทางวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ก็ได้ เพื่อความปลอดภัย ควรให้คนเห็นหน้าคุณสยุมภูว์น้อยที่สุด ยังไม่ควรไปที่ไหนทั้งนั้น”

สยุมภูว์โต้ว่าที่นี่เป็นบ้านตน พอเพิ่มพงษ์จะพูด ถูกเขาตัดบทว่า จะพูดให้ตนระแวงนิติภูมิลูกชายนิติธรอีกใช่ไหม เพิ่มพงษ์บอกว่าตนแค่เป็นห่วงเขา สยุมภูว์ขัดขึ้นเสียงจริงจังว่า

“ก็ดี ถ้าเป็นห่วงก็ห่วงในฐานะผู้ช่วยผม ไม่ใช่เป็นห่วงในฐานะผู้ปกครอง ที่จะคอยสั่งหรือจำกัดบริเวณผมอย่างนี้”

เพิ่มพงษ์จำต้องรับคำ แล้วบ่นอุบอิบว่า อุตส่าห์พาหลบอันตรายไปอยู่ที่อื่น ดั้น...กลับมาเป็นเป้าซะงั้น...

สยุมภูว์สั่งให้หยุดบ่น แล้วเดินนำเข้าคฤหาสน์ไป เพิ่มพงษ์หยุดบ่นเดินตามไปจ๋องๆ

แต่เมื่อเข้าไปนั่งที่มุมหนึ่งในคฤหาสน์ เพิ่มพงษ์ยังระแวงทุกคน แม้แต่คนรับใช้ที่เอาชุดชามาเสิร์ฟ เขาก็ยังตรวจตัวและชิมชาก่อน สยุมภูว์ถามว่าระแวงเกินเหตุไปหรือเปล่า พอดีคนรับใช้มาบอกว่า นิติธรสั่งว่ากราบขออภัย ท่านกำลังลงมา สยุมภูว์บอกว่าไม่เป็นไร

พอคนรับใช้เดินไป เพิ่มพงษ์เตือนอีกว่า ทำไมยังนั่งสบายใจอยู่ได้ ที่นี่มันไม่ปลอดภัยสำหรับเขา

“ผมรู้นะว่าน้าเพิ่มเป็นห่วงผม แต่ขอให้ผมได้มีความสุขที่ได้อยู่ในบ้านตัวเองสักหน่อยเถอะครับ อย่างน้อย มุมนี้ผมก็เคยเล่นสนุกกับคุณพ่อบ่อยๆ”

เพิ่มพงษ์จึงเข้าใจความรู้สึกของเขา ปล่อยให้สยุมภูว์ได้ดื่มดํ่ากับบรรยากาศในคฤหาสน์ของตัวเอง คิดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ของตัวเองอย่างมีความสุข

ooooooo

แววปวดหัวหนัก ไปปรึกษาเพื่อนๆที่ร้านกาแฟต่างก็มืดแปดด้านกับไอศกรีมรสหูฉลาม แววนัดเอก-รินทร์มารับให้ตระเวนหาตามร้านต่างๆ เอกรินทร์พาไปแถวเยาวราช เข้าไปถามสองสามร้าน บางร้านก็ไล่ตะเพิดเพราะคิดว่ามากวนประสาทเล่น

เอกรินทร์เสนอว่า เราตระเวนหาจนทั่วแล้ว ให้บอกสยุมภูว์ไปตรงๆเลยดีไหมว่าหาไม่ได้ แววบอกว่าไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าทำอย่างนี้เท่ากับตนทำงานล้มเหลวมีหวังถูกเลิกจ้างแน่ๆ

พลันโทรศัพท์มือถือของแววก็ดังขึ้น แววรีบกดรับทักทายด้วยนํ้าเสียงตื่นเต้นว่าอายุยืนจริงๆ ตนเพิ่งหยิบดาวที่เขาให้ขึ้นมาดูเขาก็โทร.มาพอดี

แววบอกอย่างตื่นเต้นว่า คราวที่แล้วตนอธิษฐานของานดีๆเงินดีๆก็ได้ตามที่ขอ แล้วก็ทำเสียงเศร้าบอกว่า แต่ตอนนี้คงจะถูกไล่ออกจากงานแล้ว เพราะหาไอศกรีมรสหูฉลามให้เจ้านายไม่ได้ ตนเอาหูฉลามไปขอร้านทำไอศกรีมให้ช่วยปั่นใส่ไอศกรีมก็ไม่มีใครทำให้

“ทำไมไม่มองหาตามตลาดหรือตามข้างทางบ้าง เธอเคยเห็นไอติมกะทิรถเข็นหรือที่เขาตั้งถังไอติมขายอยู่ตามข้างทางไหมล่ะ”

“จริงด้วยสิ ฉันเคยเห็นบางเจ้าเขาใส่ไข่แดงสดๆ

ลงไปคลุกในไอติมด้วย ถ้าขอให้เขาใส่หูฉลามลงไปก็น่าจะเป็นไปได้นะ” แววตื่นเต้นดีใจมาก จักรบอกให้วางสายแล้วไปหาซื้อหูฉลามรีบไปจัดการเลย

แววกดตัดสายแล้วหันบอกเอกรินทร์ว่า รู้แล้วว่าจะไปไหน เอกรินทร์พยักหน้าเนือยๆ เสียความรู้สึกที่แววคุยกับจักรอย่างสดชื่น แต่ก็รีบพาเธอไปตามที่ต้องการ

เอกรินทร์พาตระเวนไปจนเจอรถเข็นขายไอศกรีมที่คนไข่แดงใส่ไปด้วย ทั้งสองรีบเข้าไปซื้อเอาใจก่อน แล้วให้ช่วยเอาหูฉลามใส่แทนไข่แดง แววขอร้องให้ช่วยหน่อย คนขายลังเลไม่มั่นใจ เอกรินทร์ต่อรองว่าถ้าทำให้ ตนจะเหมาไอติมหมดถังเลย

คนขายไอติมสนใจมาก ถามว่าแน่นะ ส่วนแววสะกิดติงเอกรินทร์ว่าวู่วามไปรึเปล่า

“เราไม่มีเวลาแล้ว...ว่ามาเลยพี่ ทั้งหมดนี่เท่าไหร่ครับ” เอกรินทร์รวบรัด คนขายยิ้มดีใจ เอกรินทร์ยิ้มดีใจยิ่งกว่าที่ช่วยแววได้สำเร็จ แม้แววจะดีใจแต่ก็เกรงใจ

เอกรินทร์ที่ทุ่มเทช่วยตนเต็มที่...

ooooooo



เมื่อนิติธรลงมา เขาขอโทษที่ให้รอ สยุมภูว์พูดสบายๆว่าไม่เป็นไรเพราะตนเป็นคนมาก่อนเวลาเอง นิติธรถามว่าเราเริ่มคุยงานกันเลยไหม เพิ่มพงษ์ รีบเห็นด้วยเสร็จแล้วจะได้รีบกลับกัน

“ที่จริงแล้วผมคิดว่า คุณสยุมภูว์จะกลับมาอยู่บ้านแล้วเสียอีก” นิติธรพูดอย่างเกรงใจ เพิ่มพงษ์รีบบอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ ครั้นนิติธรปรารภว่าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสยุมภูว์ถึงต้องออกไปอยู่ที่อื่น สยุมภูว์ตอบเชิงเหน็บ

เพิ่มพงษ์นิดๆว่า

“ก็ตามสไตล์น้าเพิ่มน่ะครับ...ห่วงความปลอดภัยของผม”

ระหว่างนั้น เพิ่มพงษ์ถามว่านิติภูมิอยู่ไหม นิติธร บอกว่าไม่อยู่อีกประเดี๋ยวคงกลับมา ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“อ๋อ...ปะ...เปล่า ไม่มีอะไรครับ” เพิ่มพงษ์ปฏิเสธแล้วรีบคุยงานกัน ระหว่างนั้น นิติธรเอ่ยชื่นชมการทำงานของสยุมภูว์ แล้วก็ตำหนิลูกชายตัวเองว่าอายุไล่เลี่ยกันแต่ไม่ได้เศษเสี้ยวของสยุมภูว์เลย

นิติธรบอกว่า เดี๋ยวนิติภูมิกลับมาจะให้ฝากเนื้อ ฝากตัวกับสยุมภูว์ เพิ่มพงษ์ฟังแล้วร้อนใจ เร่งสยุมภูว์ให้รีบกลับกันดีกว่า รีบกลับเสียจนนิติธรถามว่า ทำไมจู่ๆถึงได้รีบกลับ

ooooooo

เมื่อรีบพาสยุมภูว์ออกจากคฤหาสน์แล้ว สยุมภูว์ ถามว่าจะไม่เป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือ เพิ่มพงษ์ พูดอย่างตึงเครียดว่า การรักษาชีวิตสำคัญกว่าการรักษามารยาท

“น้าเพิ่มแน่ใจได้ยังไงว่านายภูมิเขาเป็นตัวอันตราย แบบ...นั้น...”

สยุมภูว์พูดไม่ทันขาดคำ นิติภูมิก็กลับมาถึง นิติธร รีบแนะนำลูกชายแก่สยุมภูว์ ซึ่งเขาก็ทักทายอย่างเป็นมิตร แล้วขอตัวไว้โอกาสหน้าค่อยพบกัน นิติภูมิเอ่ยฝากเนื้อ ฝากตัวทั้งที่สีหน้าและแววตาแสดงถึงความเกลียดชังสยุมภูว์อย่างชัดเจน

หลังจากนั้น นิติธรขอบใจลูกชายที่ยังไว้หน้าตนไม่แสดงกิริยาไม่ดีต่อหน้าสยุมภูว์ ถามว่าคิดอย่างไรถ้าตนจะฝากเข้าทำงานกับสยุมภูว์ คิดอยากทำอะไร ตรงส่วนไหนดี

“ก็ได้ ถ้าทำงานใกล้ๆกับคุณสยุมภูว์ก็คงจะก้าวหน้าดีใช่ไหมครับ”

“ใช่สิลูก...ได้เลย พ่อก็คิดแบบนั้นอยู่แล้วเหมือนกัน ไว้พ่อจะรีบคุยกับสยุมภูว์ให้นะ” นิติธรยิ้มแย้มยินดีที่กล่อมลูกได้สำเร็จ ในขณะที่นิติภูมิรับปากพ่อด้วยดี แต่ในใจนั้นมีแต่ความเกลียดแค้นสยุมภูว์อยู่เต็มอก

ooooooo

หลังจากหาไอศกรีมรสหูฉลามได้แล้ว แววก็เอาไอศกรีมนั้นไปนั่งรอที่ศาลาที่พักผู้โดยสารรถเมล์ตามที่สยุมภูว์สั่ง เขาส่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปรับ พร้อมกับฝากจดหมายใส่ซองมาให้แววด้วย

เอกรินทร์แปลกใจว่า ทำไมสยุมภูว์ถึงต้องเก็บตัวมิดชิดจนขนาดนี้ แววบอกว่าทั้งบริษัทก็มีแต่นิติธร

คนเดียวที่เคยได้เห็นหน้าเขา แต่ตนไม่สนใจ ขอเพียงถึงสิ้นเดือน โอนเงินเดือนเข้าบัญชีตนให้ครบถ้วนก็พอแล้ว

เมื่อพากันกลับไปที่ร้านกาแฟ ทั้งชลธิชาและเริงใจดีใจกับเพื่อนที่บรรลุหน้าที่ตามคำสั่งเจ้านายได้ ถามว่าแล้วรสชาติเป็นอย่างไร เอกรินทร์บอกว่าของคาวกับของหวานมาผสมกันยังไงก็ไม่ค่อยเข้ากันอยู่แล้ว นึกได้ถามแววว่า เห็นเขาฝากจดหมายมาด้วย ว่ายังไงบ้าง

“ไม่มีอะไรหรอก แค่บอกให้รีบกลับบ้านพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวรับภารกิจใหม่ตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ฉันก็กำลังจะบอกทุกคนอยู่พอดีว่า ขอตัวกลับก่อนนะ” เอกรินทร์ จะไปส่ง แววขอบใจแต่ไม่ดีกว่าเพราะวันนี้รบกวนเขามากเกินไปแล้ว

เริงใจพูดอย่างก๋ากั่นว่าดี จะได้เป็นคิวของพวกตนบ้าง ส่วนเอกรินทร์ก็บอกว่า วันนี้พาแววตะลอนไปทั้งวัน ได้นั่งพักบ้างก็ดีเหมือนกัน แล้วนึกได้ถามสองสาวอย่างกระตือรือร้นว่า

“ว่าแต่...ไอติมที่ผมเหมามาเหลืออีกตั้งเยอะ เดี๋ยวผมตักมาเสิร์ฟให้อีกนะ”

ชลธิชากับเริงใจสบตากันแบบเบื่อๆเพราะถูกตักให้กินมาหลายถ้วยแล้ว...

ooooooo

ที่ร้านขายต้นไม้ เมื่อจักรได้รับไอศกรีมรสหูฉลามแล้วก็ชวนเพิ่มพงษ์มากินกัน พูดแบบขำๆว่าจะกินได้รึเปล่าก็ไม่รู้แต่พอกินคำแรก ต่างก็มองหน้ากัน จักรบอกว่าก็พอได้นะ เพิ่มพงษ์บอกว่าอร่อยกว่าที่คิด ขนาดนี้ทำขายได้เลยนะเนี่ย

แจ็คสาระแนมาอีกแล้ว ทำเป็นโผล่หน้ามาอำๆว่าทำอะไรกันกะหนุงกะหนิง มีของอร่อยไม่แบ่งกินกันบ้างเลย เพิ่มพงษ์เลยบอกให้ลองกินดูเลื่อนถ้วยตัวเองให้บอกว่า “ชิมจากถ้วยฉันก็ได้”

แจ็คบอกว่าไม่เป็นไรตนกินกับจักรก็ได้ แล้วเข้ามายืนค้ำหัวจักรหยิบช้อนตักจากถ้วยจักรไปชิม พอไอศกรีมเข้าปากเท่านั้นแจ็คทำเสียงแหวะ แล้วถุยทิ้ง คว้ากล่องใส่ไอศกรีมขึ้นดู พูดอย่างสมเพชว่า

“โห...ดูจากสภาพกล่องโฟมแล้ว ไม่เกินสิบบาทหรอก” พูดแล้ววางกล่องเดินส่ายหัวดิกไป

“โถ...ไอ้ลิ้นตะเข้ไอ้รสนิยมต่ำ” เพิ่มพงษ์ด่าตามหลังไปอย่างหมั่นไส้ แล้วหันมายิ้มกับจักรขำๆ

ooooooo

แววกลับมาถึง แค่เปิดประตูรั้วก็ถูกจักรทักราวกับมาดักอยู่ว่าเริ่มงานวันแรกก็โดดงานเลยนะ แววบอกว่าตนทำงานเสร็จแล้วต่างหาก จักรประชดว่าน่าอิจฉาตนทำงานทั้งปียังได้ไม่เท่าเธอทำเดือนเดียวเลย แววแกล้งยั่วว่า โบราณเขาถึงว่าไงว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งกันได้แต่แข่งบุญวาสนาน่ะแข่งกันไม่ได้

จักรแกล้งยั่วคืนว่า พอได้เงินเดือนเป็นแสนก็ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอเชียว ทั้งสองต่างเหน็บแนมโต้เถียงกันทีเล่นทีจริงพอเจ็บๆคันๆแล้วแววก็บอกว่า ทีแรกตั้งใจว่ากลับมาเจอจะขอบคุณสักหน่อยที่แนะนำเรื่องไอศกรีมรสหูฉลามให้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว พูดแล้วเดินเข้าบ้านไปเลย จักรยิ้มๆรู้สึกสนุกที่ได้ยั่วเธอเล่น

จักรถามว่าทำไมไม่วาดรูปอีก เธอบอกว่าไม่อยากวาดแล้วเพราะถูกแม่ด่าว่าทำอะไรไร้สาระ จักรบ่นว่าน่าเสียดายฝีมือเธอ จงใจพูดให้เธอฮึดขึ้นมาว่า “ฝีมือก็มี แต่ใจเสาะชะมัด”

แววทำตาเขียวใส่ จักรเลยเล่าเรื่องวินเซ้นต์แวนโก๊ะห์ให้ฟังว่า สมัยที่แวนโก๊ะห์มีชีวิตอยู่นั้น แม้ว่ารูปวาดของเธอขายไม่ได้เลย เธอจากโลกนี้ไปในวัย 37 ปี มีรูปวาดไว้สองพันรูป รูปดอกทานตะวันมีคนประมูลไปเป็นพันๆล้าน

พอเห็นแววสนใจ จักรเล่าเชิงยุให้ฮึดอีกว่า

“เธอคิดดูสิ เรียกว่าเขาวาดทุกวัน วันละรูปไปจนตายน่ะ โอ๊ย..ถ้าแวนโก๊ะห์เขาใจเสาะแบบเธอ ก็คงเลิกวาดรูปไปแต่เด็กแล้ว”

แววบอกว่าตนไม่อยากเป็นแบบแวนโก๊ะห์ที่ตอนมีชีวิตอยู่ขายรูปไม่ได้สักใบ จักรบอกว่าไม่ได้ให้เธอเป็นแบบแวนโก๊ะห์ แค่จะบอกว่าศิลปินของแท้นั้น ใจเขาเกินร้อย ไม่ได้ใจเสาะเป็นศิลปินปลอมอย่างเธอหรอก

พอเห็นแววเริ่มของขึ้น จักรก็ยิ่งยั่วยุ จนเธอฮึดขึ้นมาบอกว่าดูถูกกันดีนักเดี๋ยวจะตอกให้หน้าหงายเลย แล้วเข้าไปหาสีหาเฟรมผ้าใบมาวาดรูป จักรมองตามยิ้มขำๆพึมพำ “ยุขึ้นแฮะ...”

ไอศกรีมที่เอกรินทร์เหมามาจากพ่อค้ามากมายจนสองสาวกินไม่ไหว เริงใจบอกว่ากินจนเย็นถึงก้านสมองแล้ว เอกรินทร์ถามว่าแล้วจะทำยังไง เพราะยังเหลือเยอะมาก ชลธิชาฉุกคิดขึ้นมาได้ เสนอให้ตักแจกเป็นของแถมให้ลูกค้าในร้านกาแฟ ทั้งสามเลยช่วยกันตักไอศกรีมแจกลูกค้าอย่างสนุกสนานทั้งยังถูกใจคนรับแจกมาก

เอกรินทร์ชมว่าร้านเธอมีลูกค้าติดเยอะ ชลธิชา บอกว่าก็เพิ่งวันนี้แหละ ที่ผ่านมาบางวันเงียบมาก เดือนที่แล้วยอดตกจนน่าใจหาย เอกรินทร์เสนอว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อกระตุ้นการขาย

ชลธิชาถามว่าจะทำอย่างไร พอเขาเสนอว่าต้องโฆษณาร้าน เธอส่ายหน้าบอกว่าค่าโฆษณาแพงสู้ไม่ไหว ถ้าเรามีหลายร้านก็ยังพอคุ้มแต่นี่มีแค่ร้านเดียวเอง

เอกรินทร์เสนอว่า เราก็ทำแบบไม่ต้องเสียสตางค์สิ แนะว่า ตนจะเสนอทางบริษัทให้นัดลูกค้ามาสัมภาษณ์ที่ร้านนี้แล้วสุดท้ายก็ขอบคุณร้านกาแฟเรา ทำให้ลูกค้าได้รู้จักมากขึ้น

ชลธิชาติงว่าแล้วทางบริษัทจะยอมหรือ เอกรินทร์ ยิ้มอย่างมีแผนบอกว่า เราก็บอกทางบริษัทว่าร้านเอื้อเฟื้อสถานที่สวยๆให้เราถ่ายฟรี แค่นี้เจ้านายก็ต้องโอเคแล้ว

“อย่างนี้เขาเรียกว่าฉลาดพูดนะคะ ทั้งหน้าตาดี ทั้งฉลาดอย่างคุณเอกเนี่ย ไปอยู่ที่ไหนสาวๆคงรุมกรี๊ดกันน่าดู”

“นี่ไงครับ รุมกันซะจนผมโสดอยู่คนเดียวมาจนป่านนี้ไง” เอกรินทร์พูดติดตลก เริงใจถามว่าเขาช่างเลือกเกินไปรึเปล่า “ไม่ใช่ช่างเลือกหรอกครับ แต่เป็นเพราะ...ผมรู้ใจตัวเองว่า ผมรักใครมากกว่า”

ฟังแล้วชลธิชาเศร้าไปถนัด เพราะเธอรู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่า เอกรินทร์มีใจให้แวว...

ชลธิชาเดินเลี่ยงไปยืนเศร้าที่สวนเล็กๆในร้าน ครู่เดียว เริงใจก็เดินมาถามว่า ช่วยอะไรตนหน่อยได้ไหม ชลธิชารีบปรับสีหน้าถามว่าจะให้ช่วยอะไร เริงใจบอกว่า ตนชอบเอกรินทร์ ชอบตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งได้พูดคุย ได้เห็นเขาช่วยลูกค้าจับขโมยวันนั้นก็ยิ่งชอบ

ชลธิชาถามว่าแล้วยังไง เริงใจบอกว่าเห็นเธอเหมือนจะชอบเขาเหมือนกันเลยลองถามดูเผื่อเธอจะจองแล้ว

“บ้า...จองอะไรกัน ของแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคุณเอกเขาว่าเขาจะชอบใคร”ชลธิชาพยายามทำเสียงร่าเริง แต่พอเริงใจบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้เธอช่วยตนจีบเอกรินทร์ให้หน่อย ชลธิชาก็ครางออกมาว่า“ให้ฉันช่วยอีกแล้วเหรอ”

ooooooo

หลังจากถูกจักรยั่วจนฮึดลุกขึ้นมาวาดรูปแล้ว แววก็วาดแต่ดอกแววมยุราในมุมต่างๆ มือวาดรูป หูฟังเพลงจากหูฟังที่เสียบกับโทรศัพท์มือถืออย่างมีความสุข จักรแอบดูเห็นแววมีความสุข ก็ยิ้มมีความสุขไปด้วย

จนเย็น เมื่อแววเดินเข้าไปในบ้าน มาลตี วัณณรีและโรสนั่งดูละครโทรทัศน์กันอย่างชื่นมื่นอยู่ พอเห็นแวว วัณณรีก็บอกให้ช่วยทำการบ้านให้หน่อย แววบอกว่าการบ้านต้องทำเอง ไม่อย่างนั้นจะไปเรียนให้เสียค่าหน่วยกิตทำไม และอีกอย่างตนก็ไม่ว่างด้วย

วัณณรีดักคอว่า ไม่ว่างยังไงก็เห็นวาดรูปที่แม่เคยพูดว่าเป็นเรื่องไร้สาระอยู่เลย

แต่วันนี้ มาลตีเปลี่ยนเสียงไปแล้ว เอ็ดวัณณรีว่ามากไปแล้ว ถามแววเสียงอ่อนว่าเข้ามาเอาอะไรหรือ พอรู้ว่าแววจะมาดื่มน้ำ ก็ตวาดโรสที่นั่งทำหูทวนลมว่ามีหูติดไว้ข้างหัวเฉยๆรึไง โรสลุกฟึดฟัดบ่นว่าปกติไม่เห็นเอาใจแววแบบนี้เลย ส่วนวัณณรีก็บ่นแม่ว่าพอแววได้เงินเดือนเป็นแสนก็กลายเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวน ตนกลายเป็นหมาหัวเน่าไปเลย

มาลตีรีบกอดวัณณรีโอ๋เป็นการใหญ่ว่า “แกสองคนก็เป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของแม่ทั้งคู่นั่นแหละ” แล้วดึงแววเข้าไปกอดด้วย สามแม่ลูกกอดกันกลมด้วยความรัก แววยิ้มอย่างมีความสุขกับบรรยากาศอบอุ่นนี้...

เมื่อแววออกไปวาดรูปต่อ จักรเดินมาชะเง้อดู เธอตกใจหาว่ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง จักรบอกว่าตนเรียกแล้ว แต่เธอใส่หูฟังไม่ได้ยินเอง จักรบอกว่าเห็นเธอนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความสุขอะไรหรือ

“อ๋อ...ก็แม่ฉันน่ะสิ พอฉันได้ทำงานกับคุณสยุมภูว์ แม่ก็ดูจะมีความสุขแล้วก็ดีกับฉันขึ้นเยอะเลย” จักรแอบยิ้มบอกว่าอย่างนี้ต้องขอบคุณคุณสยุมภูว์ “ใช่...ที่บ้านฉันไม่เคยมีความสุขแบบนี้มานานแล้ว ถ้าวันนึงได้มีโอกาส พบหน้าคุณสยุมภูว์ ฉันจะกราบขอบคุณเขางามๆเลย”

จักรยิ้มถามว่าอยากเจอเขาจริงๆหรือ ไม่กลัวเขาหรือ เธอทำหน้าฉงนถามว่าทำไมต้องกลัว

“ก็...อีตาสยุมภูว์เจ้านายเธอเนี่ย พฤติกรรมเขาแปลกๆนะ จากที่เธอเล่ามา มีทั้งสั่งงานแต่ไม่ให้เห็นหน้า แถมยังสั่งให้ทำอะไรแปลกประหลาดอีก ถามตรงๆ เธอว่าคนแบบนี้ตัวจริงเขาจะเป็นยังไง”

แววนิ่งคิด บอกว่าคงขี้เหร่ เพราะถ้าหล่อก็ไม่จำเป็น ต้องปกปิดใบหน้าตัวเอง แล้วเธอก็พรรณนาว่าเขาอาจมีแผลที่หน้าเพราะโดนไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก หรือว่า...

จักรทนฟังไม่ได้บอกว่าพอได้แล้ว เพราะเธอยิ่งคาดเดา เจ้านายเธอก็ยิ่งอัปลักษณ์จนเกินกว่าจะรับไหวแล้ว บ่นว่าเพิ่งทำงานวันแรกก็นินทาเจ้านายเสียยับแล้ว

“นินทาที่ไหน ฉันก็แค่เดาไปเรื่อยตามความน่าจะเป็น แต่ถึงหน้าตาเขาจะเป็นยังไง ฉันก็นับถือแล้วก็สำนึกในบุญคุณเขาอยู่ดี” เลยถูกจักรหาว่าก็เธอปลื้มคนรวยอยู่แล้วนี่ เลยถูกเหวี่ยงใส่ไล่ส่งว่ามาทางไหนก็ไปทางนั้นเลยตนจะวาดรูป

“ก็ได้...ให้มันรู้ไปว่าเธอปลื้มคุณสยุมภูว์ที่รวยๆแต่เกลียดไอ้จักรที่จนๆคนนี้” ว่าแล้วก็ลุกเดินไป

พอหันหลังให้แววเท่านั้น จักรก็ยิ้มขำๆที่หลอกแววได้เนียนๆ

ooooooo

ทุกคนที่บ้านแววมีความสุข เช้านี้มีอาหารเต็มโต๊ะ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส โดยเฉพาะมาลตีบอกว่า วันนี้มีความสุขมาก ครอบครัวเราถึงจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ไม่ได้กินข้าวเช้าพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้มานานแล้ว

มาลตีถามวัณณรีว่า วันนี้ต้องไปเรียนหรือเปล่าจะชวนออกไปข้างนอกด้วยกัน แววพยายามทักท้วงว่าน้องต้องเรียน แต่มาลตีก็ยังชวนว่า จะให้ไปช่วยเลือกชุดตัดเตรียมไปงานเลี้ยงของเพื่อน ชวนวัณณรีไปด้วยเผื่อจะตัดให้อีกชุดแบบเดียวกัน

แววติงแม่ว่ามีเสื้อผ้ามากแล้วยังจะตัดอีกหรือ มาลตีบอกว่าถ้าไม่ใส่ชุดใหม่เดี๋ยวเพื่อนๆจะไม่เชื่อว่าลูกสาวทำงานได้เงินเดือนเป็นแสน วัณณรีพยักหน้าเห็นด้วยกับแม่ พอดีมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังข้างบน มาลตีมองขึ้นไปบอกแววว่า

“เสียงโทรศัพท์ที่เจ้านายแววให้มานี่ รีบขึ้นไปรับสิแวว ขืนชักช้า เดี๋ยวเจ้านายแกเขาจะตัดเงินเดือนเอานะ”

แววขึ้นไปรับสาย “สวัสดีค่ะ ตอนนี้เลยนะคะ ได้ค่ะ คุณสยุมภูว์” แล้ววางโทรศัพท์หยิบไอแพดมาวางบนโต๊ะทำงานจัดแต่งผมเผ้าให้เรียบร้อย นั่งอย่างพร้อมคุย

สยุมภูว์ปรากฏบนจอไอแพดเห็นแค่ช่วงจากเอวไปถึงคางตามเคย เขาสั่งการว่า คืนนี้ตนต้องเลี้ยงลูกค้าต่างชาติที่มาเซ็นสัญญาธุรกิจ ให้เธอจองโต๊ะมื้อค่ำนี้ทุ่มตรงและคอยต้อนรับดูแลลูกค้าจนกว่าตนจะไปถึง

แววถามรายละเอียดร้านอาหารและประเภทอาหาร เขาบอกว่าเธอแค่โทร.ไปจองโต๊ะก็พอ เป็นร้านของเชฟทอมมี่เป็นคนไทยที่ไปเปิดร้านอาหารที่อเมริกาจนร่ำรวยแล้วกลับมา

แววจำได้ว่าเคยเห็นเชฟทอมมี่ให้สัมภาษณ์ทางทีวี เห็นว่าร้านนี้โต๊ะเต็มตลอดต้องจองล่วงหน้ากันเป็นเดือนใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ แววหน้าเครียดทันทีถามว่า “งั้น...ถ้าเราขอคืนนี้...”

“ก็คงไม่มีโต๊ะว่างหรอก” พอแววร้องอ้าว เขาบอกว่า “ผมคอนเฟิร์มลูกค้าต่างชาติไปแล้วนะ” พูดแล้ววางสายเลย!

เพิ่มพงษ์ฟังอยู่ด้วยบอกว่า เจองานหินแบบนี้แววตายลูกเดียว ถามว่าแววรู้หรือเปล่าว่าเชฟทอมมี่นี่ดุอย่างกับอะไรดี จู่ๆไปจองแบบนี้มีหวังโดนด่าวิ่งเปิงออกมาไม่ทันแน่ แล้วทั้งสยุมภูว์และเพิ่มพงษ์ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

ตรงกันข้ามกับแวว พอสยุมภูว์วางสาย เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ถามตัวเองว่า...

“ก็โต๊ะมันเต็มไปเป็นเดือน แล้วจะให้เราจองคืนนี้ ได้ไงล่ะเนี่ย...”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563

15:11 น.