ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เสมาเดินหน้าเครียดขึ้นเรือน พบเอื้อยแตง ศรีเมือง และมั่นคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก็แปลกใจ ด้วยบุญเรือนกำลังป่วยหนัก ศรีเมืองหันมาทักเสมาโดยเรียกชื่อว่าหลวงโจมจัตุรงค์ ทำเอาพ่อทหารหนุ่มยืนงง

มั่นหัวเราะชอบใจบอกกับลูกชาย “ไม่ผิดดอก พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงปูนบำเหน็จคราศึกยุทธหัตถี เอ็งได้เลื่อนจากขุนศึกไชยชาญเป็นหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว”

“แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่าหลวงโจม คือท่านยังให้เงินบำเหน็จมากโขอยู่ ทั้งค่าไถ่ตัวจำเรียง แลค่าหมอค่ายาของแม่ป้า คงหาลำบากไม่แล้ว” เอื้อยแตงรีบเสริม

เสมาดีใจอย่างที่สุด เขานำเงินที่ได้ไปไถ่ตัวจำเรียงกับดวงแข แต่แม่หญิงอ้างว่า เธอไม่ใช่นายเงินจึงไม่มีสิทธิ์ปล่อยตัวจำเรียง ต้องรอให้ขันเสร็จศึกกลับมาก่อน

ครั้นเสมานำความผิดหวังมาถึงบ้าน ก็พบมั่นนั่งร้องไห้กุมมือบุญเรือนอยู่ในห้อง เสมาใจหายวาบจะออกไปตามหมอ แต่มั่นร้องห้าม แล้วเรียกให้เข้ามาฟังคำสั่งเสียของแม่

“แม่อย่าเพิ่งเป็นกระไรไป ฉันไถ่ตัวจำเรียงได้แล้ว รอแต่เพียงอ้ายหมื่นชาญกลับจากศึก จำเรียงจะได้กลับมาอยู่กับแม่ แม่อดทนรออีกเพียงอึดใจ” เสมาน้ำตาคลอ

บุญเรือนได้ยินว่าไถ่ตัวจำเรียงได้ก็โล่งอก นางรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายสั่งเสียลูกชาย ให้ดูแลพ่อกับน้องด้วย

“แม่อย่าห่วงเลย เว้นแต่ฉันจะตาย ไม่เช่นนั้นฉันหายอมให้ผู้ใดมาทำร้ายพ่อกับจำเรียงได้เป็นอันขาด”

บุญเรือนยิ้มรับอย่างหมดห่วงก่อนจะหลับตาลง ขาดใจตาย

“แม่” เสมากอดร่างบุญเรือนเอาไว้

“ไปสู่สุคติเถิดนะแม่บุญเรือน กราบลาแม่เสียเถิดเสมา” มั่นกลั้นใจเอ่ยออกมา

เสมาขยับตัวออกจากศพแม่อย่างสะกดกลั้นอารมณ์แล้วกราบเท้าลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย นึกเสียใจที่ช่วยน้องไม่ทัน จนเป็นเหตุให้แม่ต้องตรอมใจตาย

ooooooo

ศรีเมืองรู้ข่าวบุญเรือนสิ้นใจจากเอื้อยแตง เธอรีบมาบอกกับเรไรและบัวเผื่อน เรไรเห็นใจบุญเรือนนักด้วยรู้ว่านางรักจำเรียงมาก บัวเผื่อนยื่นหน้าเข้ามาถามเรไรว่า จะไปงานศพบุญเรือนหรือไม่

“เหตุใดถามเช่นนี้เล่าแม่บัวเผื่อน คนรู้จักมักคุ้นกันมานานปีมาด่วนตายไปเช่นนี้ จะไม่ไปงานศพได้กระไร”

“ก็ฉันเห็นแม่เรไร ลั่นปากตัดเป็นตัดตายกับหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว เลยนึกว่าแม่ลำบากยากใจที่จะไป แต่หากแม่เรไรทำตามที่ลั่นปาก ก็คงไม่ถือสาที่จะมี

หญิงอื่นมาออกหน้าคู่กับหลวงโจมกระมัง” บัวเผื่อน ปรายตามาทางศรีเมือง

“ปากแม่บัวเผื่อนเป็นหนึ่งในฝ่ายในจริงแท้ ไม่ต้องพูดดักคอฉันดอก ฉันเกลียดหลวงโจมเหมือนจะตายไม่มีวันที่จะดีด้วยอีก แต่แม่ป้าบุญเรือนดีกับฉันมาก ถึงอย่างไรฉันก็ต้องไป” เรไรตอกกลับ แล้วหันมาถามศรีเมือง “แล้วนี่จำเรียงรู้ข่าวแม่แล้วหรือไม่”

“คงรู้แล้วกระมังจ๊ะ ฉันสงสารจำเรียงนัก ไม่เพียงแต่โดนจำคุก แม้แต่ยามที่แม่สิ้นใจก็ยังไม่ได้อยู่ดูใจเลย” ศรีเมืองหน้าสลด

เวลาเดียวกัน จำเรียงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่คนเดียวในคุก เธอค่อยๆยกมือพนม “แม่ของลูก วิญญาณแม่อยู่ที่แห่งใด ลูกนี้อกตัญญูนัก ลมหายใจสุดท้ายของแม่ยังไม่ไปอยู่ให้เห็นหน้า ให้อภัยลูกด้วยเถิด” จำเรียงก้มลงกราบกับพื้นในคุก เป็นการกราบลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย

กลางดึกคืนนั้น ดวงแขฝันเห็นวิญญาณบุญเรือนมาหลอกหลอนด้วยโกรธแค้นที่เธอกลั่นแกล้งไม่ยอมปล่อยตัวจำเรียง แม่หญิงกรีดร้องลั่นพลันสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดกลัว และรู้สึกผิดที่มีส่วนทำให้บุญเรือนตรอมใจตาย

ooooooo

เช้าวันใหม่ ดวงแขให้ตำรวจปล่อยตัวจำเรียงออกจากคุกหลวง เพราะหวาดกลัววิญญาณบุญเรือนและอยากจะทำดีไถ่บาป เสมาดีใจมาก ชวนสินกับสมบุญมารับตัวจำเรียงด้วยกัน

สินแปลกใจกับการกระทำของดวงแขจึงแกล้งเปรย “ประหลาดแท้ ทีแรกว่าต้องรอหมื่นชาญเสร็จศึก จึงจะปล่อยได้ จู่ๆก็ปล่อยแม่จำเรียงออกจากคุกเสียเช่นนั้น”

ดวงแขไม่พอใจที่สินจับผิดตน รีบออกตัว “เพราะฉันสงสารจำเรียง กลัวจะไม่ได้ไหว้ศพแม่ดอกจึงทำเช่นนี้

มิรู้ว่าพี่หมื่นชาญกลับมา จะผิดใจกันเพียงใด”

สินเบ้ปากใส่อย่างไม่เชื่อนัก เสมาเข้าไกล่เกลี่ย แล้วเอ่ยขอบคุณดวงแขที่ช่วยเหลือ แม่หญิงยิ้มรับ เพราะถึงไม่ได้ตามเป้า แต่เสมาก็ดีกับตนมากขึ้น

สมบุญเร่งให้เสมากับจำเรียงรีบกลับไปจุดธูปบอกบุญเรือนให้หมดห่วง เสมาเห็นด้วยเดินนำทุกคนออกไป ดวงแขรีบตามด้วยกลัวถูกผีบุญเรือนหลอกอีก

ในตอนสาย ทุกคนมารวมตัวกันที่วัดเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บุญเรือน เอื้อยแดงกับศรีเมืองนั่งประกบเสมาซ้ายขวา ต่างช่วยกันถวายเพลพระด้วยท่าทางสนิทสนม บัวเผื่อนทนไม่ได้หันมาเปรยกับเรไร

“ดูแม่ศรีเมืองกับแม่เอื้อยแตงซี ขนาบซ้ายขวาหลวงโจมเชียว ดูท่าจะสมัครสมานสามัคคีกันเช่นนี้ ต้องถือว่าหลวงโจมโชคดีนัก”

เรไรหึงจับใจ แต่ทำอะไรไม่ได้จึงพาลใส่ “หินลับมีดที่เรือนฉันขาดอยู่ ขอหยิบยืมปากแม่บัวเผื่อนไปลับแทนได้หรือไม่”

“แทงใจรึ ไหนแม่เรไรออกปากตัดขาดหลวงโจมแล้ว ฉันเย้าเล่นเพียงเท่านี้ เหตุใดต้องเคืองกันด้วยเล่า” บัวเผื่อนยิ้มเยาะ เรไรหงุดหงิดที่บัวเผื่อนแขวะไม่เลิก จึงสะบัดหน้าลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป โดยไม่สังเกตว่าดวงแขที่อยู่ใกล้ๆกันนั้น กำลังจ้องเสมา เอื้อยแตง และศรีเมือง ตาเขม็ง เพราะหึงหวงหนักกว่าเรไรเสียอีก

หลังถวายเพลเสร็จ เรไรเดินแยกออกมาให้อาหารปลาที่ท่าน้ำ เสมาตามเข้ามาคุยด้วย หวังปรับความเข้าใจ แต่ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง เรไรจ้องหน้าคนรักด้วยความโกรธ ก่อนจะหยิบขันใส่ข้าวเดินจากไป ส่วนเสมาก็มองตามด้วยสายตาแข็งกร้าว

ดวงแขที่แอบดูอยู่ส่งยิ้มสะใจ เมื่อเห็นว่าเรไรกับเสมาหมดหวังกลับไปคืนดีกันได้

“ยิ้มกระไรรึ แม่หญิงดวงแข” ศรีเมืองเข้ามาทัก ด้วยตามดูดวงแขมานานแล้ว

ดวงแขตกใจรีบเดินหนี แต่ศรีเมืองไม่ยอมพลาดโอกาส เธอตามไปยิงคำถามแทงใจว่า แม่หญิงดวงแขชอบเสมาหรือ แม่สาวผิวเข้มตกใจมาก ไม่คิดว่าศรีเมืองจะรู้ จึงแกล้งทำโกรธ

“เอากระไรมาพูด อย่าพูดพล่อยๆ ให้ฉันมีมลทินเช่นนี้”

“อย่าปิดเลยแม่หญิง ฉันแอบเห็นหลายคราแล้ว เพลาที่พี่เสมาสนิทสนมกับหญิงอื่น แม่หญิงมีทีท่าไม่พอใจนัก แต่คราที่พี่เสมามีปากเสียงกับแม่หญิงเรไร แม่หญิงกลับพึงใจ แล้วจะให้ฉันเข้าใจว่ากระไร ถึงแม่หญิงจักชอบพอพี่เสมา ก็หาใช่เรื่องผิดกระไรไม่ เว้นแต่แม่หญิงจะยุยงให้พี่เสมากับแม่หญิงเรไรผิดใจกัน” ศรีเมืองพูดไม่ทันจบ ดวงแขก็คว้าข้อมือเธอขึ้นมา พลางจ้องตาเขียว

“คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดกัน ถึงได้พูดกับฉันเช่นนี้

ในวังศักดิ์ฉันก็เหนือกว่ามากนัก นอกวังเจ้าก็แค่ลูกบุญธรรมของท่านพันอิน หากเกิดกระไรขึ้น จะมีผู้ใดออกหน้าช่วยคนเช่นเจ้า ลองคิดดู หากไม่เชื่อก็ไปบอกแม่เรไรซี ฉันกับแม่เรไรโตมาด้วยกัน อยากรู้นักว่า แม่เรไรจะเชื่อคำฉันหรือคำหญิงที่ชอบพอชายเดียวกันอย่างเจ้า” ดวงแขปล่อยมือศรีเมือง แล้วเดินเลี่ยงไป

ทิ้งให้ศรีเมืองมองตาม ด้วยความกริ่งเกรง

ooooooo

กองทัพกรุงศรีอยุธยาที่ยกไปตีเมืองทวายและตะนาวศรี ได้รบพุ่งกับกองทัพหงสาวดีที่ยกมาป้องกันอย่างดุเดือด

ในที่สุดก็เอาชนะได้ ยึดเมืองทวายและตะนาวศรีกลับคืนมาสำเร็จ นับเป็นครั้งแรก ที่กรุงศรีอยุธยาสามารถยึดเมืองที่เสียไปคืนจากหงสาวดีได้ ยังความยินดีให้กับสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นอย่างมาก ทั้งสองพระองค์มีดำริจะให้เมืองทวายหาคนมาปกครองกันเอง ส่วนเมืองตะนาวศรีจะส่งพระยาศรีไสยณรงค์ไปปกครองเป็นการปูนบำเหน็จ

หลังเสร็จศึก ขุนรามเดชะได้เลื่อนขั้นเป็นหลวงรามเดชะ พันอินได้เป็นขุนพิมานมงคล ส่วนขันกับพุฒได้เป็นขุนณรงค์วิชิตและขุนวิเศษสรไกร

ลำภูพอใจยิ่งนัก เปรยกับเรไรว่าขันรุ่งเรืองขึ้นมาก อีกไม่นานก็คงตามทันเสมาที่ได้เป็นหลวงโจมจัตุรงค์

“แม่ท่านอย่าเอ่ยชื่อนี้อีกเลย ลูกได้ลั่นวาจาแล้ว ว่าจะไม่คืนดีกับชายเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์ใด ก็หาเกี่ยวข้องกับลูกไม่” เรไรรีบออกตัว

พันอินนั่งฟังอยู่ด้วย พลอยยินดีกับลูกบุญธรรม ส่วนขุนรามเดชะหน้าเครียด กลัวเสมาจะแก้แค้น พันอินอ่านใจเกลอออกจึงเปลี่ยนเรื่อง โดยเอ่ยถามขุนรามเดชะว่า จะจัดการอย่างไรกับที่ดินย่านสัมพณี ที่พ่ออยู่หัวท่านมีรีบสั่งให้เวนคืนเป็นบำเหน็จศึก ท่านขุนยิ้มหน้าบานขึ้นมาทันที

ผิดกับแต้มที่กำลังทุกข์หนัก เพราะที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นบ้านของตน เอื้อยแตงเข้ามาปลอบใจ และพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการพาแต้มไปขออาศัยอยู่กับเสมา

เสมา จำเรียง และมั่นให้การต้อนรับเอื้อยแตงกับแต้มเป็นอย่างดี เพราะอยากตอบแทนเอื้อยแตงที่ช่วยดูแลบุญเรือนเมื่อยามเจ็บไข้ เอื้อยแตงดีใจนัก เพราะจะได้ใกล้ชิดเสมามากขึ้น

สินแขวะเอื้อยแตงเพราะหึงหวง จนสาวเจ้ารำคาญลุกหนีไป แต่สินยังตามไปต่อว่าอีก ด้วยหวังให้นางได้สติหันมามองตนบ้าง เพราะเสมาไม่มีวันมองเอื้อยแตงเป็นอื่นไปได้ นอกจากน้องสาว จึงโดนแม่สาวตอกกลับว่า แล้วเหตุใดสินถึงไม่มองหญิงอื่นบ้าง ทำเอาสินยืนอึ้งเถียงไม่ออก

ooooooo

เช้าวันใหม่ พันอินออกมานั่งคุยกับศรีเมือง เรื่องเอื้อยแตงกับแต้มย้ายไปอยู่บ้านเสมา แถมแต้มยังคุยฟุ้งไปทั่วตลาดว่าอยากได้เสมาเป็นเขย เพราะรุ่งเรืองเป็นถึงหลวงโจมจัตุรงค์

“คนเยี่ยงอ้ายแต้ม เอาแต่ได้ แต่คิดการสั้นนัก เที่ยวโจษจนอึง คนที่มีมลทินก็มีแต่เอื้อยแตงเท่านั้น” พันอินส่ายหน้าระอา ขณะที่ศรีเมืองนั่งขรึมไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เวลาเดียวกัน เรไรเพิ่งรู้ข่าวเอื้อยแตงก็ถึงนั่งใจลอยปล่อยให้แกงในหม้อไหม้ไปต่อหน้าต่อตา จนบัวเผื่อนเข้ามาเตือนและเย้าเรื่องข่าวลือในตลาด แม่หญิงหน้าเสียด้วยแทงใจอย่างจัง จึงพาลโกรธเพื่อนแล้วลุกหนีไป

“ยังตัดใจไม่ได้แท้ๆ แต่ปากแข็งนัก” บัวเผื่อนยิ้มเยาะ สมน้ำหน้าเรไร

บ่ายวันเดียวกัน ดวงแขหลบมาทำใจที่ท่าน้ำ ยังไม่ทันคลายโกรธ ขันก็เข้ามาต่อว่าเรื่องปล่อยตัวจำเรียง ด้วยหวังจะได้เป็นเมียเพื่อเย้ยเสมา

“แม่เรไรอยู่ปลายมือแล้ว พี่ยังสนใจดอกหญ้าริมทางอีก เพราะพี่มักง่ายเช่นนี้ ถึงชำนะใจแม่เรไรไม่ได้เสียที” ดวงแขสะบัดหน้าเดินหนีไป

ขันโมโหจะตามไปต่อว่าน้องสาว แต่พุฒห้ามไว้เพราะรู้ดีว่าดวงแขโกรธเรื่องอะไร เขาขอตามเข้าไปคุยกับแม่หญิงหวังหว่านล้อมให้เธอเห็นใจ ด้วยคิดว่าเสมอกันทั้งยศศักดิ์ ไม่เหมือนเสมาที่เป็นแค่ลูกช่างตีเหล็ก แถมยังเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า

“ขึ้นชื่อว่าชายก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น ขุนวิเศษเองก็มีเมียทาสอยู่ที่เรือนโขอยู่ มิใช่ฉันไม่รู้” ดวงแขสวน

“แต่ฉันก็ไม่ยกผู้ใดขึ้นเทียมแม่หญิงเป็นแน่ แต่อ้ายเสมามันเป็นไพร่ต่ำสกุล ได้คนเช่นนังเอื้อยแตงเป็นเมียก็สมกันแล้ว ยิ่งอีกไม่กี่วัน ต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คงไม่แคล้ว...แล้วแม่หญิงดวงแขจะทนเป็นน้อยนังเอื้อยแตงได้หรือไม่ล่ะ”

“ฉันฟังขุนวิเศษพูดก็เห็นจริงตามนั้น แต่ข้อที่ว่าขุนท่านรักฉันจริง ฉันยังไม่ใคร่เชื่อถือน้ำคำนัก” ดวงแขส่งยิ้มหวาน รีบเปลี่ยนท่าที

พุฒหลงกล เข้าใจว่าแม่หญิงเริ่มคล้อยตามจึงเอ่ยถามว่า ต้องการให้เขาทำเช่นใดจึงจะยอมเชื่อ ดวงแขยิ้มร้ายเปรยเรื่องเอื้อยแตงให้ฟัง

พุฒอยากเอาใจดวงแข จึงจ้างคนมาใส่ความเอื้อยแตง ว่าสมรู้ร่วมคิดกับหัวขโมยนำแหวนมาซ่อนไว้ที่แผงขายเหล็ก เป็นเหตุให้เอื้อยแตงต้องติดคุกหลวง แต่สินนำเงินมาเสียเบี้ยปรับให้ แม่สาวปากกล้าจึงได้รับการปล่อยตัว

แต้มบ่นเสียดายที่เสมาว่าที่ลูกเขยไม่อยู่ช่วยกัน สินฟังแล้วน้อยใจ เพราะทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยอยู่ในสายตาสองพ่อลูก

ooooooo

สายวันใหม่ เสมา พระราชมนู และบรรดาขุนนางทุกคนหมอบกราบเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ด้วยทั้งสองพระองค์มีประสงค์จะยกทัพไปตีเมืองละแวก

ศึกนี้สองขัตติยาทรงมอบหมายให้พระราชมนูเป็นทัพหน้า นำไพร่พลบุกเข้าตีเมืองละแวก ส่วนเสมาหรือหลวงโจมจัตุรงค์เป็นรองแม่ทัพช่วยพระราชมนู หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์จะยกทัพหลวงตามไป

ครั้นเสมาและเหล่าขุนนางออกไปจากท้องพระโรงแล้ว สมเด็จพระนเรศวรจึงหันมาตรัสกับพระราชมนูที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “เอ็งกับเจ้าศรีไสยณรงค์ติดตามข้ามานานนัก บัดนี้เจ้าศรีไสยณรงค์ก็ได้เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีแล้วเหลือแต่เอ็ง ยังเป็นคุณพระอยู่เช่นเดิม ศึกละแวกครานี้ ข้าจึงให้เอ็งสำแดงฝีมือให้เต็มที่ อย่าให้ข้าต้องผิดหวังเทียว”

“เป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำศึกสุดฝีมือ หากแพ้ก็ขอให้ตัดหัวข้าพระพุทธเจ้าเถิด”

“เอ็งอย่าปากพล่อย เรื่องฝีมือแลกลศึก เอ็งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในอโยธยา แต่น้ำใจเอ็งหุนหันพลันแล่นนัก ต้องระวังให้จงดี ไปได้แล้ว”

“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า” พระราชมนูถวายบังคมลา พลันคลานเข่าออกไป

สมเด็จพระเอกาทศรถมองตามแล้วเปรยว่า ตำแหน่งเจ้าพระยามหาเสนาบดี สมุหพระกลาโหมว่างมานานนัก เสร็จศึกละแวกครานี้ คงมีผู้ได้ขึ้นเป็นแน่

“จะหาผู้ใดรู้ใจพี่เท่าน้องเป็นไม่มี เจ้าราชมนูมันสัตย์ซื่อไว้ใจได้ พี่ถึงอยากสนับสนุน เอ่อ แต่ที่น้องจะใช้สอยเจ้าหลวงโจมจัตุรงค์ แน่ใจรึ แต่พี่ไม่แน่ใจนัก ด้วยเห็นฝีมือแลความกล้าของมันมาหลายครา นับว่าหาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะดาบสองมือ ทอดตาดูทั่วแผ่นดิน จะหาผู้เสมอด้วยยังยากนัก แต่กลับไม่มีขุนนางผู้ใหญ่คนใดใช้สอย เพราะปากต่อปากว่ามันเป็นคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา”

“ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้ยินมาเช่นกัน แต่คราศึกยุทธหัตถี เห็นหลวงโจมผู้นี้ถวายกตัญญูแล้ว จึงไม่อยากเชื่อเสียงลือนัก ข้าพระพุทธเจ้าจึงอยากลองใจดูซักครา พระพุทธเจ้าข้า”

“ควรแล้วที่น้องรอบคอบ หากไม่เป็นจริงอโยธยา จะได้มีขุนนางผู้ใหญ่ ช่วยราชการสืบไป” สมเด็จพระนเรศวรพอพระทัยนัก

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน ดวงแขเรียกพุฒมาต่อว่า เรื่องเล่นงานเอื้อยแตงไม่ได้ดังใจ พุฒดึงมือดวงแขมากุมไว้พลางอ้อนว่า ตนทำตามที่แม่หญิงสั่งแล้ว จะไม่เมตตากันบ้างเชียวหรือ

“ขุนวิเศษเอากระไรมาพูด ฉันเพียงแต่ปรารภ ว่าแม่เอื้อยแตงทำกิริยาจองหอง ขัดหูขัดตาฉันหลายคราแล้ว ขุนวิเศษก็เสนอขึ้นมาเอง ว่าจักหาเรื่องใส่ความจนได้โทษ ฉันหาได้สั่งไม่” ดวงแขสะบัดมือออก พลางร้องเรียกบ่าวไพร่

“มีผู้ใดอยู่บ้าง ขุนวิเศษสรไกรจะกลับแล้ว ช่วยไปส่งขุนท่านหน่อยเถิด”

พุฒจ้องดวงแขด้วยความเจ็บใจที่โดนหลอกใช้ ขณะที่ดวงแขส่งยิ้มหยัน

ถึงตอนคํ่า ขันกับพุฒนั่งกินเหล้าอยู่ที่แคร่หน้าเรือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะขันอยากแต่งงานกับเรไร แต่ขุนราชเดชะกลับจะให้หมั้นไว้ก่อน และต้องรอฤกษ์แต่งอีกนาน พุฒแนะนำเกลอว่า ตอนนี้เสมาได้เป็นรองแม่ทัพของพระราชมนูในศึกละแวก ถ้าทำศึกชนะก็อาจได้เลื่อนเป็นถึงคุณพระ  ขันจึงไม่ควรวางใจ  เผื่อวันหน้าเสมารุ่งเรืองขึ้นจนมีมูลนายสังกัด หลวงรามเดชะอาจเปลี่ยนใจ

ขันคล้อยตาม บอกกับเกลอว่าพรุ่งนี้จะไปคุยกับขุนรามเดชะให้รู้เรื่อง  พุฒยิ้มชอบใจทวงสัญญาเรื่องดวงแขพลางใส่ไฟว่า ถ้าเสมาพลาดจากเรไรอาจหันมาหาดวงแข ขันขบกรามแน่นเพราะถึงพุฒจะไม่ดี แต่ตนเกลียดเสมามากกว่าจึงรับปากว่า สิ้นงานหมั้นแล้ว ให้พุฒเตรียมออกเรือนกับดวงแขได้เลย ด้วยมิต้องการร่วมสกุลกับไพร่ชั้นตํ่าเช่นเสมา

ooooooo

ขันมาพบขุนรามเดชะที่เรือนแต่เช้า เพื่อเจรจาเรื่องหมั้นหมาย

ท่านขุนกับลำภูตอบรับว่า ใจจริงอยากจะให้แต่งกันเลยด้วยซํ้า แต่เห็นว่ามีเหตุหลายคราให้เสียฤกษ์ จึงไม่กล้าผลีผลาม แล้วขุนรามเดชะก็หันมาทวงสัญญาจากเรไร เรื่องเอ่ยปากตัดขาดกับเสมา

เรไรขอให้ท่านพ่อวางใจ เธอตัดขาดเสมาแล้วจริงและขยับจะต่อรอง แต่ท่านขุนชิงพูดขึ้นก่อน

“ถ้ากระนั้นก็หมั้นกับขุนณรงค์เสียเถิด พ่อไม่เห็นผู้ใดจะรักมั่นกับลูกเท่าขุนณรงค์แล้ว”

“ขอบพระคุณขอรับท่านอา ข้าพระเจ้าจะเร่งหาฤกษ์มาให้เร็วที่สุดขอรับ” ขันรีบกราบขุนรามเดชะกับ

ลำภู ไม่สนเรไรที่นั่งซึมเพราะไม่อาจทำใจรักขันได้

ooooooo

เช้าวันใหม่ เรไรออกไปทำบุญกับศรีเมืองและพิณ ขันขอตามไปด้วยเพราะระแวงว่าแม่หญิงจะแอบมาพบเสมาอีก และช่างบังเอิญที่เอื้อยแตงลากเสมามาทำบุญที่วัดเดียวกัน ขันเหลือบไปเห็นจึงแกล้งล้อว่า หลวงโจมจัตุรงค์พาหญิงคนรักมาทำบุญ

เรไรน้อยใจแกล้งชวนขันเข้าไปทำบุญด้วยเพื่อประชดเสมา เสมามองตามด้วยสายตาหึงหวง ผิดกับเอื้อยแตงที่ยิ้มอย่างมีความสุข

ทั้งหมดเดินตามกันเข้าไปในหอฉัน เอื้อยแตง แยกไปคุยกับศรีเมืองที่ช่วยพิณประเคนอาหารถวายเพลว่า พักนี้ตนเคราะห์ร้ายนัก จู่ๆก็ถูกจับให้ต้องเสียเบี้ยปรับ แลมะรืนเสมาก็ต้องไปศึกละแวก จึงพร้อมใจกันมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ ศรีเมืองได้ฟังก็เบาใจ ขอให้พระคุ้มครองทั้งสอง แล้วหันไปมองเสมาที่จับจ้องอยู่เพียงแม่หญิงเรไร ด้วยเห็นเธอกับขันช่วยกันถวายเพลด้วยท่าทางสนิทสนม

จังหวะหนึ่ง เรไรหยิบขันข้าวใบใหญ่ขึ้นมาเพื่อจะใส่บาตร ยามนั้นขันเลี่ยงไปหยิบกระจาดใส่ผลไม้ เสมาได้โอกาสลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าใกล้ๆเรไร แล้วใช้มือข้างหนึ่งประคองขันใส่ข้าวไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งร่วมจับทัพพีเดียวกับเรไรตักข้าวถวายพระ ทำเสมือนหนึ่งทำบุญตอนออกเรือน

ขันหันมาเห็นก็โกรธปรี่เข้ามาจะเอาเรื่อง แต่พิณขวางไว้ ขอร้องอย่ามีเรื่องกันในวัด ขันจึงยอมรามือ ขณะที่เสมายิ้มสะใจที่เล่นงานขันได้

เรไรจ้องเสมาด้วยสายตาถมึงทึง โกรธที่เป็นฝ่ายหาเรื่องขันก่อน แม่หญิงสะบัดหน้าลุกหนีออกไป ขันรีบตามติด เสมาลุกตามออกไป

ขันตามมาบอกกับเรไรว่า ตนจะแก้แค้นเสมาที่หมิ่นเกียรติแม่หญิงให้เอง โดยจะให้ลูกน้องไปจอดเรือซุ่มเล่นงานเสมาเมื่อพ้นเขตวัด เรไรไม่เห็นด้วย เธอตำหนิขันที่ทำตัวไม่สมกับเป็นชายชาติทหาร ขันไม่พอใจพาลว่าเรไรยังมีใจให้เสมาอยู่ แม่หญิงขยับจะเถียง แต่เหลือบเห็นเสมาเดินตามออกมา

เรไรเปลี่ยนเป็นปั้นยิ้มหวานให้ขัน แล้วแสร้งพูดจาฉอเลาะ แถมยังดึงมือขันมาจับหวังยั่วเสมา ขันคิดว่าเรไรมีใจให้ตนแน่แล้ว จึงฉวยโอกาสดึงมากอดเพื่ออวดเสมา

เรไรตกใจไม่คิดว่าขันจะลามปาม ขณะที่เสมาทนไม่ไหวพุ่งเข้าไปกระชากตัวขันออกมา พลางประเคนหมัดเข้าเต็มหน้า ขันตั้งหลักได้สวนกลับบ้าง แล้วทั้งสองก็ประเคนแม่ไม้มวยไทยเข้าใส่กัน

เรไรเห็นท่าไม่ดีตะโกนเรียกให้คนช่วย เอื้อยแตง ศรีเมือง และพิณวิ่งออกมาแยกมวยนอกสังเวียน สองหนุ่มจ้องกันเขม็งด้วยสายตาเกลียดชัง

ooooooo

ตอนค่ำคืนนั้น สมบุญหิ้วปีกเสมาที่เมาไม่รู้เรื่องเข้าไปนอนในกระท่อม ก่อนจะออกมาลากสินที่นั่งกอดไหเหล้าเพ้อหาแต่เอื้อยแตงให้ขึ้นไปนอนบนแคร่

ครู่ต่อมา เอื้อยแตงกับจำเรียงเดินมาตามเสมากลับบ้าน ครั้นเห็นพ่อหนุ่มเมาหนักจึงฝากให้นอนที่กระท่อมสมบุญไปก่อน

“ไม่ต้องห่วงดอกจ้ะ นี่ฉันก็กะจะไปหาไม้มาใส่ไฟเพิ่ม จักได้นอนอุ่นไม่เหน็บหนาวกลางดึก” สมบุญขยับจะเดินออก แต่จำเรียงเรียกไว้ ขอไปช่วยด้วยคน

หนุ่มสาวเดินคุยกันกะหนุงกะหนิงออกไป เอื้อยแตงมองตามพลางอมยิ้ม แล้วแอบเข้าไปดูเสมาในกระท่อม ไม่สนใจสินที่นอนตากยุงอยู่ข้างนอก ส่วนสินรู้สึกเหมือนมีคนเดินผ่านหน้าไปจึงย่องตามในกระท่อม  เอื้อยแตงได้ยินเสมาเพ้อหาแม่หญิงเรไร

ก็อ่อนใจ  หันหยิบผ้ามาห่มให้  พ่อทหารหนุ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเข้าใจว่าเอื้อยแตงเป็นเรไร ตรงเข้าปลุกปล้ำ

“พี่เสมา อย่าจ้ะ ฉันเอง” เอื้อยแตงร้องเสียงหลง

สินผลักประตูเข้ามา  เห็นเสมาปล้ำเอื้อยแตงก็หายเมาเป็นปลิดทิ้ง  ตรงเข้าชกเสมาล้มคว่ำลงไปด้วยความแค้นและตรงไปซ้ำ แต่เอื้อยแตงกระชากสินออกมา

“หยุดประเดี๋ยวนี้อ้ายสิน  ออกไปให้พ้นเชียวนะ” เอื้อยแตงผลักอกสินแล้วเข้าไปประคองเสมา

เสมาแทบสร่างเมา  หันไปมองสินอย่างรู้สึกผิด  ขณะที่สินเองก็เจ็บไม่แพ้กัน  จึงหันไปถีบประตูระบายอารมณ์

ooooooo

เช้าวันใหม่ เอื้อยแตงนั่งปรับทุกข์อยู่กับจำเรียง ด้วยเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้เสมากับสินต้องผิดใจกัน

เวลาเดียวกันนั้น เสมา สมบุญ เข้ามาคุยกับสินที่นั่งหงุดหงิดอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ยอมออกไปช่วยฝึกทหารเหมือนเก่า ด้วยอยากจะปรับความเข้าใจ  แต่กลับโดนสินพาลใส่  เพราะเคืองไม่หาย เสมายืนกรานว่า ตนคิดกับเอื้อยแตงแค่น้องสาวเท่านั้น แลไม่ได้เคยคิดหักหลังสินเลย

“แต่หากเอ็งยังไม่พอใจ  จะชกหน้าข้าเช่นเมื่อคืนอีกก็ยังได้” เสมาเดินเข้าหา

สินจ้องหน้าเสมาเขม็ง  แต่ในที่สุดก็ยอมเดินเลี่ยงไป  เสมามองตามไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้สินเข้าใจ  และไม่รู้ด้วยว่าใกล้ๆกันนั้น  ลูกน้องของพุฒแอบฟังเรื่องราวอยู่

ไม่นานนัก  ข่าวเรื่องเสมากับสินผิดใจกันก็ถึงหูพุฒ  เขาสะใจยิ่งนักรีบมาแจ้งข่าวดีกับขัน และวางอุบายให้ช่วยกันยุแยงสินให้แตกหักกับเสมายิ่งขึ้น  ด้วยหวังจะหลอกใช้สินฆ่าศัตรูหัวใจให้ขันในระหว่างออกศึก  แต่สินยังลังเล เขาหันไปดื่มเหล้าดับกลุ้มจนเมามาย จากนั้นก็กลับมาต่อว่าเอื้อยแตงที่นั่งรอเสมาอยู่หน้าเรือน

“ฉันรู้ดีว่าแม่เอื้อยวางแผนย้ายมาอยู่ที่เรือนนี้ เพื่อจะเสนอตัวให้พี่เสมา  ฉันไม่คิดเลยว่าแม่เอื้อยจะไร้ยางอายเพียงนี้”

เอื้อยแตงแค้นสุดๆ ตบหน้าสินฉาดใหญ่ “อ้ายปากชั่ว เออ ข้าชอบพอพี่เสมา แต่พี่เสมาหาได้ชอบข้าไม่ แต่ข้าก็ไม่เคยคิดเสนอตัวให้ผู้ใดทั้งสิ้น ข้าเพียงแต่อยากอยู่ใกล้คนที่ข้ารักเท่านั้น หัวใจชั่วเช่นเอ็งไม่มีวันเข้าใจดอก” แม่สาวปากกล้าเดินน้ำตาซึมขึ้นเรือนไป ทิ้งให้สินมองตามด้วยความเสียใจ

สายวันต่อมา  ดวงแขแอบมาพบเสมาที่วัดพุทไธสวรรย์ เธอนำสร้อยพระของพ่อมาให้ชายหนุ่มให้ช่วยคุ้มครอง แต่เสมาไม่กล้ารับ ด้วยมันมีค่ามากเกิน ดวงแขน้อยใจจึงตัดพ้อ

“หรือหลวงโจมยังไม่รู้ว่าฉันคิดกับหลวงโจมเช่นใด หากหลวงโจมไม่รับไว้ ฉันจะได้รู้ว่าท่านรังเกียจฉัน”

เสมาจนใจจำต้องรับสร้อยพระ  พลางเปรยว่า  ตนเป็นแค่ช่างตีเหล็กต่ำสกุล หาคู่ควรกับแม่หญิงไม่

“ฉันไม่ใช่แม่เรไร แลแม่ฉันก็ไม่ได้ถือยศถือศักดิ์เช่นนั้น ขอแต่เพียงออกหลวงดีกับฉันบ้าง ฉันก็พึงพอใจนักแล้ว” ดวงแขส่งยิ้มเขิน ขณะเสมาหน้าเครียด เพราะยังตัดใจจากเรไรไม่ได้ แถมดวงแขยังมามีใจให้ตนอีก

ooooooo

สมเด็จพระนเรศวรทรงจัดทัพถึงหนึ่งแสน  ทรงให้พระราชมนูคุมไพร่พลห้าพันเป็นทัพหน้า บุกเข้าตีเมืองละแวก

ครั้นพระยาละแวกทราบข่าว  จึงส่งกองทัพหนึ่งหมื่นมารักษาเมืองโพธิสัตว์  และส่งกองทัพอีกหนึ่งหมื่นห้าพันไปรักษาเมืองพระตะบอง ต้านข้าศึกก่อนเข้าสู่เมืองหลวง

หลายวันผ่านไป สมบุญเห็นสินยังไม่ยอมให้อภัยเสมาก็เกรงว่าจะสร้างความหนักใจให้กับลูกพี่ในยามศึก จึงเข้ามาเตือนสติ

“แม่เอื้อยแตงหามีใจให้เอ็งไม่ แล้วมันคุ้มกันหรือวะ ที่เอ็งจะเคืองแค้นคนที่เอ็งนับถือเป็นเพื่อนเป็นพี่แลร่วมเป็นร่วมตายกันมา เพื่อหญิงที่ไม่เคยรักเอ็งเลย”

“เอ็งก็ต้องเข้าข้างพี่เสมาอยู่แล้ว ก็เอ็งหวังในตัวน้องสาวเขาไม่ใช่รึ จำไว้นะอ้ายสมบุญ ที่ข้าเจ็บก็เพราะข้ารัก นับถือพี่เสมาดอก แต่ต่อไปก็จะไม่มีอีกแล้ว เพราะเสร็จศึกละแวกเมื่อใด ข้าจะขอย้ายกรมกองสังกัด จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าคนทุรยศเช่นนี้อีก” สินเดินหงุดหงิดเลี่ยงไป

สมบุญได้แต่มองตามด้วยความอ่อนใจ และไม่ทันเห็นเสมายืนแอบมองอยู่ด้วยความกลุ้มใจไม่แพ้กัน เขาทั้งผิดหวังในความรัก ทั้งผิดใจกับสินที่ตนรักเหมือนเพื่อนเหมือนน้อง

เช้าตรู่วันใหม่ พระราชมนูเรียกเสมา สิน และสมบุญเข้าไปหารือในกระโจม เรื่องการรบเพราะต้องเผด็จศึกให้เร็วที่สุด เสมาอาสาเป็นกองหน้าออกหยั่งเชิงข้าศึกหากได้ทีก็ขอให้ท่านแม่ทัพหนุนเข้าไป  เพราะอาจตีเมืองได้ก่อนที่ทัพหลวงของพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะมาถึง

พระราชมนูพอใจ สั่งให้สินกับสมบุญออกไปช่วย เสมา ทั้งสองรับคำสั่ง และสินก็หันมาเหล่มองเสมาอย่างไม่พอใจนัก

“ศึกครานี้ต่างจากทุกคราว ด้วยเราเป็นฝ่ายบุกตี ไม่ชำนาญชัยภูมิ หลวงโจมพ่อจักทำการใดขอจงอย่าดูเบาแก่ข้าศึกเป็นอันขาด” พระราชมนูกำชับกับเสมา

“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”

เวลาต่อมา เสมานั่งใจลอยอยู่บนหลังม้า นำสิน สมบุญ และทหารไทยจำนวนหนึ่งออกลาดตระเวน สมบุญนึกห่วงจึงเอ่ยถามลูกพี่ว่า จะให้ส่งทหารออกไปสืบดูก่อนดีหรือไม่ เพราะชัยภูมิคับขันนัก หากซุ่มทัพไว้คงยากที่จะดูออก แต่เสมาไม่ทันฟัง ด้วยมัวแต่คิดหนักเรื่องเรไรและสิน

ทันใดนั้นเอง ทหารละแวกกลุ่มหนึ่งก็ส่งเสียงโห่ร้อง พลันยกพวกเข้าโจมตี

เสมาชักดาบออก สั่งทหารไทยโต้กลับแล้วไล่ตามข้าศึกที่ถอยร่นไป สมบุญสังหรณ์ใจว่าจะเป็นอุบายของข้าศึกจึงร้องเตือนเสมา แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะทหารละแวกอีกกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มอยู่ในป่าโผล่ออกมา

ยิงปืนใส่ทหารไทยล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เสมาเองก็

โดนยิงใส่จนตกม้า แต่เขาไม่ยอมถอย ควงดาบต่อสู้กับทหารละแวกด้วยความแค้น

เสมา สิน และสมบุญ คุมทหารไทยสู้กับทหารละแวกที่มีจำนวนมากกว่า ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

เวลาผ่านไป เสมาและสินโซเซซัดโซมาที่ริมลำธาร เนื้อตัวทั้งสองเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล

“ไม่รู้อ้ายสมบุญตีฝ่าออกไปได้หรือไม่ ตั้งแต่ทำศึกมาไม่เคยพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้เลย” สินเหล่มองเสมาอย่างโทษว่าเป็นความผิดของเขา

“ใช่ เพราะข้าเอง ข้าทำศึกโดยประมาท จึงพาพี่น้องเราไปล้มตายมากมายถึงเพียงนี้ มิรู้ว่าป่านฉะนี้ทัพของท่านแม่ทัพราชมนูจักเป็นเช่นใดบ้าง” เสมาใช้ดาบยันตัวลุกขึ้น แต่เจ็บแผลที่โดนยิงจนทรุดลงอีก

สินเบะปากสมน้ำหน้า คำพูดยุยงของขันเรื่องให้ฆ่าเสมาเพื่อแก้แค้นดังขึ้นมาในหัว ตามด้วยคำพูดของเอื้อยแตงและสมบุญ ทำให้สินต้องสับสน เขาหันไปมองเสมาอีกครั้ง ภาพความดีของเสมาและการฝ่าฟันร่วมเป็นร่วมตายกันมาผุดพรายขึ้นมา จนในที่สุดสินก็ตัดสินใจทำร้ายเสมาไม่ลง เพราะรักและเคารพเสมา

“อ้ายสิน เรื่องที่ข้าทำให้เอ็งเสียนํ้าใจ ขอเอ็งจงอโหสิกรรมให้ข้าด้วยเถิด ต่อจากนี้หากมีกระไรเกิดขึ้นกับพ่อแลน้องข้า ถ้าเอ็งช่วยได้ ก็ขอให้เอ็งเมตตาช่วย นึกว่าเอาบุญเถิด” เสมาสั่งเสีย แล้วเงื้อดาบจะแทงท้องตัวเอง เพื่อชดให้ความผิดที่พาทหารมาล้มตาย

“พี่ทำเช่นนี้ได้กระไร บ้าไปแล้วรึ” สินใช้ทวนปัดดาบ เสมากระเด็นไป “พี่ต้องอยู่ พี่รู้หรือไม่ว่าฉันรักนับถือพี่เพียงใด พี่ไม่เพียงแต่มีฝีมือสูงอย่างที่ฉันไม่เคยพบในผู้ใดมาก่อน พี่ยังมีนํ้าใจต่อฉันนัก แม้พี่จะผิดเรื่องแม่เอื้อยแตง จนฉันแค้นพี่เหลือ แต่หากให้เลือก ฉันก็ยอมเสียแม่เอื้อยแตง ดีกว่าให้พี่ตาย ฉันพูดไม่เก่งอย่างอ้ายสมบุญ แต่หากพี่ยังนับฉันเป็นน้อง เราก็กลับด้วยกันเถิด มิว่าจะได้โทษใด เราก็จะช่วยเหลือกัน” สินนํ้าตาคลอเข้ามาประคองลูกพี่

เสมาพยักหน้ารับซึ้งใจในนํ้าใจของสิน จนยอมแบกหน้ากลับไปรับโทษ

ooooooo

พระราชมนูและเสมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถเพื่อขอรับโทษ สมเด็จพระนเรศวรกริ้วมาก สั่งให้ทหารนำทั้งสองไปตัดหัวตามอาญา แต่สมเด็จพระเอกาทศรถตรัสขึ้น

“ช้าก่อน เพลานี้เป็นยามศึก ตามธรรมเนียมไม่ควร ลงโทษนายทหารผู้ใหญ่ถึงประหาร เพราะจะเสียนํ้าใจแก่ไพร่พล รอเสร็จศึกก่อน แล้วค่อยพิจารณาโทษเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระนเรศวรยอมรับฟัง เพราะลึกๆก็ไม่อยากทำจึงมีรับสั่งให้นำพระราชมนูกับเสมาไปจองจำไว้ก่อน

สินและสมบุญยิ้มดีใจ ที่เสมารอดไปได้อีกครา

“ละแวกชำนะศึกครานี้ คงฮึกเหิมนัก ขอสมเด็จพี่จงนำทัพหลวงออกศึกด้วยพระองค์เองเถิดพระพุทธเจ้า จักได้เรียกขวัญทหารให้กลับมาดังเดิม” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

“มีพระบรมราชโองการลงไป จงยกทัพทั้งหมดบุกเข้าตีเมืองพระตะบองแลโพธิสัตว์บัดเดี๋ยวนี้” สมเด็จพระนเรศวรเสียงกร้าว ท่าทางขึงขังน่าเกรงขาม

ไม่นานนัก สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพหลวงบุกเข้าตีเมืองพระตะบองและเมืองโพธิสัตว์แตกได้อย่างง่ายดาย จากนั้นได้ทรงยกทัพบุกเข้าตีเมืองละแวกต่อ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเมืองละแวกสามารถรบพุ่งป้องกันได้อย่างเข้มแข็ง แม้จักล้อมเมืองอยู่ถึงสามเดือนเศษ ก็ไม่สามารถตีให้แตกได้ จนทัพหลวงขาดเสบียงอาหาร ต้องยกทัพกลับ

ooooooo

4 เดือนต่อมา บัวเผื่อนแจ้งข่าวกับเรไรเรื่องทหารที่ไปศึกละแวกกลับมาแล้ว แต่ครั้งนี้เสมาทำศึกแพ้เพราะประมาทแก่ข้าศึก จึงถูกจำอยู่ในคุกหลวง อีกไม่กี่วันคงถูกประหารเป็นแน่ เรไรหน้าซีดเผือดด้วยห่วงเสมา

ด้านเสมาที่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงกับพระราชมนู เขารู้สึกผิดยิ่งหนัก จึงเข้ามากราบขอขมา

“ข้าพระเจ้ากราบขอขมาพระคุณ ที่เป็นเหตุให้พระคุณต้องโทษประหารไปกับข้าพระเจ้าด้วย ข้าพระเจ้าไม่หวังให้พระคุณอภัยให้ดอก เพราะผิดนี้หนักหนานัก แต่ข้าพระเจ้าก็อยากกราบขมา เพื่อแสดงการสำนึกผิดขอรับ”

พระราชมนูอึ้งไปนิด เมื่อเห็นเสมาสำนึกผิดจากใจจริงก็ยอมเอ่ย “เมื่อเจ้าสำนึกผิดแล้วก็ช่างมันเถิด เกิดเป็นทหารย่อมพร้อมตายทุกเมื่อ อีกไม่กี่วันเจ้ากับข้าก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมตายกันแล้ว จะโกรธกันไปไย”

“ขอบพระคุณขอรับพระคุณ” เสมาส่งยิ้มบางๆ ขณะที่พระราชมนูได้แต่ถอดถอนใจยาวออกมาอย่างทำใจ

วันต่อมา สมเด็จพระนเรศวรเรียกขุนรามเดชะกับพันอินเข้าเฝ้าเพื่อสั่งการเรื่องงานประเพณีประจำปี เพราะจะจัดเป็นงานใหญ่ให้พวกชาวบ้านได้รื่นเริงกันเต็มที่

“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า” ทั้งสองถวายบังคมพร้อมกัน

สมเด็จพระเอกาทศรถเดินเข้ามาหาสมเด็จพระนเรศวร เพื่อทูลขออภัยโทษให้พระราชมนูกับเสมาด้วยเสียดายฝีมือของทั้งสอง แต่สมเด็จพระนเรศวรยืนกรานรับสั่งเดิม

“พี่กับเจ้าราชมนูร่วมเป็นร่วมตายกันมานานนัก พี่ไม่เสียใจกว่าน้องรึ แต่เหตุที่ต้องประหารเพราะเจ้าราชมนูมันลั่นวาจาไว้ แลธรรมเนียมการทำศึก หากสู้สุดฝีมือแล้วยังแพ้ก็หามีผู้ตำหนิไม่ แต่นี่กลับแพ้เพราะประมาท หากพี่ละไว้ ต่อไปจะบังคับบัญชาผู้ใดได้ พี่ได้ฤกษ์ประหารแล้วเป็นวันมะรืน อย่างไรเสียก็คงไม่ทัน”

ขุนรามเดชะและพันอินได้ฟังก็ตกใจ เมื่อรู้ว่าเสมาจะตายวันมะรืน ทั้งสองรีบชักชวนกันกลับเพื่อมาแจ้งข่าวให้ขันกับพุฒรู้ ด้วยจะให้ไปขออโหสิกรรมกับเสมา แต่สองเกลอกลับหัวเราะสะใจ บอกว่าไม่มีวันอโหสิให้เสมาเป็นแน่ และถ้าทำได้ขันจะฟันคอเสมาด้วยมือตัวเอง

ดวงแขที่แอบฟังอยู่ถึงกับลมจับ เมื่อรู้ว่าเสมาจะโดนประหาร

ส่วนที่เรือนเสมา จำเรียงนั่งร้องไห้อยู่กับเอื้อยแตง โดยมีมั่นคอยปลอบใจ สมบุญและสินที่มาแจ้งข่าวนึก

เห็นใจนัก สมบุญเอ่ยกับทุกคนว่า ที่เสมาแพ้ศึกครั้งนี้ก็เพราะเรื่องกลัดกลุ้มมากนัก จึงเป็นเหตุให้ขาดความระวัง

สินกับเอื้อยแตงเหล่มองกันรู้สึกผิด ที่พวกตนเป็นสาเหตุหนึ่งให้เสมาต้องรับโทษ

“แต่บุญข้ายังมี ที่ไม่ได้ยกนังเอื้อยแตงให้อ้ายเสมา มิเช่นนั้น ลูกข้าคงเป็นหม้ายไปเสียแล้ว เฮ้อ นึกว่าจะพึ่งพาอ้ายเสมาเสียหน่อย ที่ไหนได้” แต้มหงุดหงิดลงเรือนไป

เอื้อยแตงนึกละอายใจที่พ่อเห็นแก่ตัวนัก เธอ

หันมามองสิน เห็นเขาขบกรามแน่น เอ่ยว่าแม้ต้องปล้นลานประหารก็จะต้องช่วยเสมาให้จงได้

ในตอนคํ่า ผู้คุมนำอาหารมาให้เสมา แต่เขาปฏิเสธ แล้วทวงขอแหวนทองของเรไรที่ถูกริบไป แต่ผู้คุมไม่ยอมคืนให้เพราะผิดกฎ พ่อทหารหนุ่มนั่งซึมนึกถึงภาพความรักความหลังของตนกับเรไร แล้วตัดใจหยิบเศษฟางเศษหญ้าในคุกมาผูกทำเป็นแหวนสวมแทน พลางรำพึง

“แม่หญิงเรไร สุดรักของเสมา ชาตินี้คงหมดบุญสิ้นวาสนาจะได้พบหน้ากันอีกแล้ว” ทหารกล้านํ้าตาคลอ กุมมือที่สวมแหวนแนบอก

ชีวิตมืดมน คล้ายฟ้าคืนมรสุมแรงกล้า

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:56 น.