กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ในเรือข้ามฟากเพื่อไปตลาดสแตนลีย์นี่เอง บราลีที่แต่งตัวเก๋มาดเท่ถือกล้องถ่ายรูปวิวอย่างเพลินใจอยู่นั้น ผิงอันหรือซายหมุยน้องสาวแท้ๆของเหม่ยอิง ลูกภรรยาคนที่สี่ของเต้ มาเที่ยวกับอาม่าผู้ดูแลเห็นเข้า ผิงอันตื่นเต้นกับชุดเก๋และท่าทางเท่ๆของบราลีถึงกับอ้าปากค้าง

ส่วน บราลีถ่ายรูป หันไปเจอผิงอันในชุดแบบคุณหนูจีนยุคเก่าถักเปียยาวสองข้าง ก็ถูกใจมากเข้าไปขอถ่ายรูปทั้งสองคน อาม่าไม่ให้ถ่าย แต่ผิงอันยิ้มดีใจ  ทั้งยังขอถ่ายรูปคู่กับบราลีด้วย แล้วให้ส่งไปให้ตนทางอีเมล์ได้ไหม

ต่างฝ่ายก็ชอบสไตล์ของกันและกัน เลยกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ผิงอันกลายเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์พาบราลีเที่ยว บราลีก็ซื้อกิ๊บติดผมน่ารักที่ผิงอันชอบให้เป็นของขวัญ

ที่นี่เอง บราลีถอยออกไปไม่ได้มองจึงชนกับฉินเจียงลูกชายจากภรรยาคนที่สองที่เป็นชาว อังกฤษของเต้เข้าอย่างจัง ฉินเจียงหันขวับทำท่าจะเอาเรื่อง แต่พอเห็นบราลีก็ถึงกับตะลึง ผิงอันรีบแทรกเข้าไปทำเป็นแนะนำให้รู้จักกัน แต่ที่แท้ต้องการปกป้องบราลีจากฉินเจียง

“พี่รองคะ...นี่...เพื่อนหนู”

ฉินเจียงคว้ามือบราลีหมับแนะนำตัวเองอย่างอวดโอ่ “ผมฉินเจียง...ไท้เผ่งของฉินเย่ว์กรุ๊ป ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ค่ะ...บรี...บราลีค่ะ” บราลีแนะนำตัวเองยังไม่หายงงที่ถูกจู่โจมจับมือ

พอรู้ว่าบราลีเป็นคนไทย ฉินเจียงปากหวานตาโลมเลียว่า ตนรู้จักคนไทยหลายคน แต่ไม่เคยเห็นใครเหมือนเธอเลย บราลีตอบไปทันควันเช่นกันว่า ผู้ชายฮ่องกงก็ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับตนเหมือนเขา

ผิงอันเห็นบรรยากาศ ไม่ดีชวนบราลีไปกันดีกว่า แต่ฉินเจียงไม่ยอมให้ผิงอันไปหาเรื่องว่าเธอหนีเรียนมาเที่ยว หันไปขู่อาม่าที่มีหน้าที่ดูแลผิงอันว่า เตรียมตอบคำถามแม่ใหญ่ให้ดีก็แล้วกัน อาม่าตกใจส่วนผิงอันรีบฉุดบราลีเดินไปบ่นอุบอิบ

“ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะโชคร้ายแบบนี้”

ooooooo

บ่ายนี้ที่ร้านเสื้อหรูแห่งหนึ่งในฮ่องกง เหม่ยอิง ไปสั่งชุดราตรีแบบใหม่ๆ เก๋ๆ จะใส่ไปดูบัลเลต์คืนนี้

ระหว่างนั้นมีแมสเซนเจอร์เข้ามาบอกเจ้าของร้านที่กำลังต้อนรับเหม่ยอิงอยู่ว่า จ้าวซันให้มารับชุดที่สั่งตัดไว้ เหม่ยอิงมองขวับทันที เมื่อเจ้าของร้านขอตัวไปหยิบของให้ เหม่ยอิงขอดูก่อน พอเปิดกล่องใบใหญ่ออกเห็นชุดราตรีสีดำโก้หรูก็อมยิ้มพึมพำ “พี่ชายคิดจะง้อฉันด้วยวิธีนี้หรือ...หึ...”

จ้าวซันยังรอบราลีอยู่ที่ คอฟฟีช็อปโรงแรม จนเทเรซ่าเลขาประจำตัวของเขาต้องเอาเอกสารไปให้เซ็นที่นั่น จ้าวซันสั่งเทเรซ่าให้ยกเลิกนัดวันนี้ทั้งหมด ให้เรียนขอประทานโทษท่านประธานบริษัทเซี่ยงไฮ้พอร์ทด้วย และขอเลื่อนนัดเป็นวันศุกร์แทน

บราลียังเที่ยวอยู่ที่ตลาดสแตนลีย์จนถึง บ่าย ระหว่างแวะซื้อน้ำผลไม้ปั่นจากรถเข็นแก้กระหาย ผิงอันปรารภว่าสงสัยพี่รองคงชอบเธอแน่ เพราะทุกทีไม่เคยเห็นสนใจตนขนาดนี้เลย ทั้งสองเลยได้คุยถึงเรื่องราวของตัวเองให้ฟังกัน

ผิงอันเล่าว่า ตนมีพี่สาวคนเดียวชื่อเหม่ยอิง สวย เก่ง ดีกว่าตนทุกอย่าง แต่ตนว่าสู้พี่บรีไม่ได้ ชวนวันไหนไปเที่ยวบ้านตนกัน บ้านตนมีสี่หลัง เพราะพ่อมีเมียสี่คน เลยให้อยู่กันคนละหลัง ชาวบ้านเรียกกันว่าบ้านสี่ฤดู ตนกับแม่และเหม่ยอิงอยู่บ้านชิวเทียนแปลว่าฤดูใบไม้ร่วง  บราลีพึมพำว่าแปลกดีที่อยู่ด้วยกันได้ ผิงอันถามว่า “พี่บรีล่ะ มีพี่น้องหรือเปล่า”

บราลีหันมองไปที่อ่าวซ่อนแววตาเศร้าก่อนหันกลับมา ตอบอย่างร่าเริงว่า ไม่มี มีแต่พ่อที่ตนรักมากแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะตนไปเรียนหนังสือที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก

“น่าอิจฉา...หนูอยากไปเรียน บ้างจัง แต่คงไม่ได้ไปหรอก ที่บ้านไม่ค่อยมีใครสนใจหนูเท่าไหร่ จะมีก็แต่อาม่า...อ้อ...ยังมีพี่ชายใหญ่อีกคนที่น่าคบที่สุด แล้ววันหลังหนูจะแนะนำให้รู้จักนะ”

ระหว่างนั้นบราลีเห็นฉินเจียง เกาเฟย และอาเหาเดินมากันทั้งกลุ่ม แอบกระซิบถามผิงอันว่า นั่นก็พี่ชายหรือ อาม่าชิงตอบว่าเขาไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของซายหมุย แต่เป็นลูกของคุณนายที่สามที่เป็นคนอังกฤษ แล้วเรียกซายหมุยของตนกลับ

“เดี๋ยวหนูค่อยเล่าให้ฟัง เรารีบกลับกันดีกว่า ไม่อยากฟังอาม่าบ่น ไป...” ผิงอันเดินนำไป บราลีกับอาม่ารีบตาม

ooooooo

บ้านสี่ฤดู...เป็นบ้านขนาดใหญ่สีขาว ต้นไม้ร่มรื่น มีหินสลักและประติมากรรมวางเรียงราย ด้านหลังและด้านข้างมีตัวบ้านต่อออกไปอีกสี่หลัง...

เหม่ยอิงทำผมเสร็จ แล้วกลับมารอด้วยใจจดจ่อว่าแมสเซนเจอร์ส่งกล่องเสื้อผ้ามาให้หรือยัง ใช้ให้คุณนายสี่ผู้เป็นแม่ไปถามพวกคนใช้ คุณนายสี่กลับมาบอกว่าไม่มีเด็กส่งของอะไรมาทั้งนั้น

เหม่ยอิงผิดคาด ซ้ำโทร.หาจ้าวซันก็ไม่รับสาย โทร.ไปที่ออฟฟิศก็ไม่อยู่ บ่นอย่างหัวเสียว่าตกลงตนต้องไปงานเองคนเดียวจริงๆหรือไม่มีการเซอร์ไพรส์ อะไรทั้งนั้นจริงๆ หรือ ครั้นคุณนายสี่อาสาจะไปเป็นเพื่อนก็ปฏิเสธอ้างว่าดูบัลเล่ต์เสร็จจะต้องไป ซัพเพอร์มื้อดึกที่โฮเต็ลหรูแม่ไปจะง่วงมาก คุณนายสี่เลยได้แต่นิ่งหน้าสลด

พอดีผิงอันกับอาม่ากลับมา พอเหม่ยอิงเห็นเท่านั้นก็แว้ดใส่ว่าไปไหนกันมากลับเอาป่านนี้เหลวไหลขึ้นทุกวันทั้งนายทั้งบ่าว พอผิงอันจะชี้แจงก็ตัดบทว่า ไม่ต้องเถียง ระวังให้ดีทำตัวแบบนี้ไม่ต้องไปเรียนต่อเมืองนอกก็แล้วกัน

ครู่เดียว ฉินเจียงก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก เขามองเหม่ยอิงแบบเหม็นขี้หน้า ส่วนเหม่ยอิงก็เหล่ใส่อย่างดูแคลน

ทั้งสองเหมือนขมิ้นกับปูน พูดกันไม่ลงรอยมองกันไม่เข้าตา เหม่ยอิงเตือนประชดว่ามีเวลามาเหยียบบ้านนี้ก็ควรไปพบแม่ใหญ่เสียบ้าง ฉินเจียงหางตามองเหม่ยอิงแต่หัวจรดเท้าพูดเยาะว่า

“บ้านนี้ทั้งหลัง อีกหน่อยก็เป็นของฉัน แม่ใหญ่อีกไม่นานก็ตาย แกก็เตรียมหาที่อยู่ใหม่ไว้ด้วยล่ะ”

“หึๆ ไท้เผ่งคนเก่งแห่งฉินเย่ว์กรุ๊ป มีความฝันอันสูงสุดคือขายสมบัติ...น่าภูมิใจจัง วันๆ ก็หาเรื่องทำแต่อะไรที่เสื่อมๆ โอ...พี่ชายรองของฉัน” เหม่ยอิงทำเสียงประชดเยาะหยัน เลยถูกฉินเจียงตวาดว่าไม่ต้องมานับตนเป็นพี่ก็ได้ เย้ยว่า

“คนอย่างแก มันก็แค่ลูกสาวเมียน้อย เป็นแค่ผู้หญิง ไม่มีความหมายอะไรสักนิด อย่าสะเออะมาข่มทายาทตัวจริงของตระกูลจ้าวดีกว่า ฉันจะทำอะไรเธอก็ไม่ต้องเกี่ยว”

“นึกว่าฉันอยากเกี่ยวนักหรอ ฉันไม่อยากเป็นคนตระกูลจ้าวก็เพราะเธอนั่นแหละ!” เหม่ยอิงสะบัดเดินเชิดขึ้นบันไดไป พวกบ่าวหญิงหอบของตามไปช่วยแต่งตัว

อาม่ามองแล้วส่ายหน้า ส่วนผิงอันนั่งก้มหน้านิ่ง พลันก็สะดุ้งเมื่อฉินเจียงทำเสียงอ่อนหวานถามว่า

“ผิงอันน้องรักของพี่...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วไปรู้จักเขาได้ยังไงหรือจ้ะ”

ผิงอันกลืนน้ำลายฝืดคอ รู้สึกสยองกับเสียงอ่อนและคำหวานของฉินเจียงจนทำตัวไม่ถูก

ooooooo

จ้าวซันคอยบราลีอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมจนเย็น เห็นบราลีถือถุงเต็มสองมือเข้ามาทางประตูหน้า เขาลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นมีชีวิตชีวา จัดแต่งเสื้อผ้าเนกไทวุ่นวายไปหมดแล้วรีบเดินตามบราลีไปที่หน้าลิฟต์

บราลีไม่ได้เฉลียวใจอะไร มุ่งแต่จะกลับขึ้นห้อง เห็นจ้าวซันเข้าลิฟต์มาด้วยก็ถอยห่างออกไปเนียนๆ อย่างระวังตัวจ้าวซันเองก็ไม่แสดงตัว หากแต่ทำทีทักทายเธอเหมือนแขกที่พักโรงแรมเดียวกัน จนขึ้นถึงชั้น 32 อันเป็นชั้นที่บราลีพักความเลยแตกเมื่อโทมัสตามมาเจอ

“คุณชายจ้าวซัน...” โทมัสมองบราลี “เอ่อ...พบคุณหญิงแล้วใช่ไหมครับ”

บราลีมองขวับ จ้าวซันเลยต้องแนะนำตัวเอง และขอโทษที่ไม่ได้ไปรับเธอที่สนามบินด้วยตัวเอง บราลีมองอึ้ง ผิดคาดที่เพื่อนของพ่อยังหนุ่ม หล่อและเท่ จ้าวซันยื่นมือออกมาจะทักทายแบบฝรั่ง บราลีนึกหมั่นไส้เลยแกล้งยกมือไหว้แทน จ้าวซันทึ่งแต่แล้วก็กลับชอบใจยกมือไหว้ตอบ ส่วนบราลีเห็นท่าทีหยวนๆกวนๆของจ้าวซันก็ยิ่งหมั่นไส้มากขึ้นทุกที

เมื่อมาถึงโถงรับแขกห้องสวีทชั้น 32 จ้าวซันนัดก่อนแยกไปว่า ทุ่มครึ่งจะมารับไปทานข้าวและพาชมเมือง ฮ่องกงพูดล้อๆว่า “อย่าหนีไปไหนอีกล่ะ”

บราลีทำทีเล่นตัวว่าไม่อยากรบกวน เมื่อเขาบอก ว่าตนตั้งใจไว้แล้ว เธอจึงขอบคุณรวมทั้งขอบคุณสำหรับทุกอย่างในวันนี้ด้วย แต่พอจ้าวซันเข้าลิฟต์ไปแล้ว

บราลีบ่นงึมงำกับตัวเอง

“บอสซี่จัง เจ้ากี้เจ้าการ ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้านาย...”

พลันก็ต้องสะดุ้งเมื่อประตูลิฟต์เปิดอีกครั้ง จ้าวซัน

บอกจากลิฟต์ว่า “อย่าลืมมือถือไว้ในห้องอีกล่ะ”

“เอ่อ...ค่ะ...” บราลีตอบเหวอๆจ้าวซันยิ้มให้ พอดีประตูลิฟต์ปิดลง...

ooooooo

จ้าวซันกลับไปหาไทไท แม่ใหญ่วัย 85 ปีที่ดูซีดขาวราวกับหินอ่อนแกะสลัก แต่ยังมีร่องรอยของความงามอยู่

ไทไททักจ้าวซันอย่างรักใคร่เอ็นดูว่า เป็นไท้เผ่งตัวจริงก็อย่างนี้แหละต้องยุ่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเต้ของลูกไทไทสั่งสอนย้ำเตือนอีกว่า

“แต่จำเอาไว้อย่าง ลูกต้องอย่าไว้ใจใครนะ โดยเฉพาะฉินเจียง ไอ้ลูกตาน้ำข้าว มันต้องการให้แม่ตาย แต่แม่ไม่ตายง่ายๆหรอก คอยดูแม่จะรอมัน...รอจุดจบของมัน” จ้าวซันไม่อยากให้ไทไทคิดมากบอกให้พักผ่อนดีกว่า แต่ไทไทก็ยังพูดอย่างห่วงใยว่า “อย่ากลัวนะอาซัน แม่จะคอยช่วยลูก อย่าลืมว่าลูกเป็นคนของตระกูลจ้าว...”

เมื่อกลับมาอาบน้ำสระผมที่ห้องนอนตัวเอง จ้าวซันยังจดจำทุกถ้อยคำที่ไทไทอบรม สั่งสอน และฝากฝังได้ในโอกาสต่างๆว่า

“...บ้านสี่ฤดูเป็นของลูก หลังคาสีเขียว หมายถึงทรัพย์สมบัติ ตึกอิฐสีแดงคือความแข็งแกร่ง ไม่มีผู้ใดทัดเทียม...หน้าบ้านเรา หันหาทะเล...ความยิ่งใหญ่จะไหลหลั่งมา ด้านหลังเป็นภูเขา... ผนึกความเป็นปึกแผ่น ตระกูลจ้าวของเราจะยิ่งใหญ่ชั่วนาตาปี...เก็บทุกอย่างไว้ลูก อย่าขาย อย่าคิดเหมือนฉินเจียง มันต้องการรื้อบ้านนี้ทำเป็นกาสิโน... อย่ายอมมันเด็ดขาด...อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ แม่รู้ทุกอย่าง...จ้าวไทไทรู้ทุกอย่าง...”

ไม่เพียงคำสั่งสอน สั่งเสีย หากดวงตาสีเทาเงิน ที่ไทไทจ้องมองจ้าวซันนั้น ยังแฝงด้วยอำนาจลึกล้ำน่ากลัวด้วย...

จ้าวซันแต่งตัวเสร็จออกจากห้องเพื่อไปรับบราลีตามนัดด้วยหัวใจเบิกบานและยังไม่หายตื่นเต้น...

ooooooo

นับแต่เจอจ้าวซัน บราลีมีเรื่องให้ตื่นเต้น แปลกใจตลอดเวลา ยิ่งเมื่อกลับเข้าห้องแล้วมีแมสเซนเจอร์

เอากล่องใส่ชุดราตรีสีดำเก๋ไก๋ทันสมัย กระเป๋าถือ รองเท้าส้นสูงมาให้ ทุกอย่างเข้าชุดกันอย่างไม่มีที่ติ ทั้งยังมีข้อความสั้นแนบมาด้วยว่า

“หวังว่าคุณไม่คิดว่าเป็นการดูหมิ่น ช่วยกรุณา รับไว้ด้วยเถิด คุณพ่อคุณก็รู้จักผมดี...จ้าวซัน”

เมื่อลองใส่จนครบชุด ส่องกระจกดูตัวเองแล้วก็พึมพำ

“หึ...ทำอย่างกับฉันเป็นตุ๊กตา อยากให้ฉันแต่งตัวยังไงก็ได้เหรอ”

ดูตัวเองจนมั่นใจแล้ว บราลีจึงลงไปที่ล็อบบี้ ทุกสายตามองเธออย่างตื่นตะลึงราวกับเห็นซุปเปอร์สตาร์

จ้าวซันเองก็มองทึ่งยิ้มออกมาไม่รู้ตัว บราลีเดินอย่างสง่างามเข้ามาถามว่าตนคงไม่ทำให้เขารอนาน และขอบคุณสำหรับเสื้อผ้าและของพวกนี้ด้วย จ้าวซันพูดอย่างโล่งใจว่า ดีใจที่เธอไม่คิดมาก

“ไม่คิดมากหรอกค่ะ แปลกใจ ที่คุณรู้ขนาดเสื้อผ้า รองเท้า ของฉันได้ยังไงน่ะสิคะ”

“เอ่อ...งั้นคงต้องขอบคุณคุณพ่อของคุณ ท่านเป็นคนบอกน่ะครับ...คุณดู เป็นสาวเต็มตัว ถ้าไปเจอกันที่อื่น ผมคงจำไม่ได้” จ้าวซันเผลอพูดออกไป พอบราลีมองอย่างแปลกใจ เขารีบแก้ว่า “ผม...เคยเห็นตอนคุณเด็กๆ”

บราลีเชื่อ เพราะเขาเป็นเพื่อนพ่อ จ้าวซันจึงรอดตัว ผายมือเชิญเธอให้ออกเดิน ระหว่างนั้นเขากระซิบเต๋อเป่าว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรให้กลับก่อนได้ บราลีได้ยินแอบเบ้หน้าว่า “มีสมุนคนสนิทด้วย”

จ้าวซันพาบราลีไปที่หอนาฬิกา บอกเธอว่าไม่ต้องห่วงเพราะตนจองที่ไว้ให้แล้ว ชวนรีบไปกันเดี๋ยวการแสดงจะเริ่มแล้ว ระหว่างเดินไปด้วยกัน จ้าวซันเดินเยื้องคอยกันไม่ให้ใครมาแตะต้องกระทบกระทั่งเธอ เห็นเธอมองไปรอบๆอย่างตื่นตาแล้วหันมายิ้มให้ จ้าวซันยิ้มตอบอย่างมีความสุขไปด้วย

ooooooo

ระหว่างการชม A symphony of light ที่ริมอ่าววิกตอเรียบนที่นั่งชั้นสองอันเป็นที่ดูแบบพิเศษผู้คนไม่พลุกพล่านนั้น บราลีตื่นเต้นเพลิดเพลินมาก อากัปกิริยาของเธอยังเหมือนวัยเด็กจนทำให้จ้าวซันเผลอเรียกเธอว่าเมยแล้วก็ต้องกลบเกลื่อนแก้ตัวว่าพูดผิด

หลังพาเธอเที่ยวและชมสถานที่สำคัญแล้ว จ้าวซันถามว่าพรุ่งนี้เธออยากไปไหนอีก เธอถามว่าเขาว่างหรือ จ้าวซันบอกว่า “ก็ว่างได้” บราลีเลยถามถึงงานของเขา ก็ได้รับคำตอบกว้างๆไม่ต่างจากที่เธอได้จากหลี่คือ “ก็...ค้าขาย...ทำธุรกิจ...”

จากนั้นพาเธอไปทานอาหารในโรงแรมหรู ได้พูดคุยกันลึกขึ้นถึงชีวิตส่วนตัว เมื่อบราลีพูดถึงชีวิตที่แอลเอขณะไปเรียนหนังสือ จ้าวซันถามว่าไปเรียนที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็มีเหงาบ้าง คิดถึงบ้าน...แล้วคุณล่ะ มาอยู่ที่นี่นานหรือยัง ไม่อยากกลับเมืองไทยบ้างเหรอ”

“ผมยังอยากกลับไปบ้านอยู่ทุกวัน แต่ผมมีหน้าที่อยู่ที่นี่...แล้วก็...ยังไม่ถึงเวลา” บราลีติงว่าบินไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว “ผมไม่ใช่คนกรุงเทพฯ... อืมมม...ไว้คุณกลับไปกรุงเทพฯแล้ว ถ้ามีโอกาสผมขอไปเยี่ยมบ้าง”

“ได้เลย...แล้วฉันจะพานั่งรถไฟฟ้าชมเมืองเอง” บราลีกระตือรือร้นมาก

ทั้งสองหัวเราะกัน บราลีชะงักเมื่อเห็นแววตาที่ใจดีเมตตาของจ้าวซัน เธอนึกถึงอดีตที่พี่น่านปิงเคยปลอบโยนตนขณะร้องไห้งอแง อดถามไม่ได้ว่า

“เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า...” จ้าวซันนิ่งเงียบหยิบแก้วไวน์จิบแก้เก้อปรับแววตาแข็งขึ้นไม่หลบตาที่มองอย่างพินิจพิจารณาของบราลีแต่ก็ไม่กล้าจ้องตา จนบริกรยกของหวานมาเสิร์ฟพร้อมเหล้าสปาร์คลิ่งไวน์สำหรับของหวาน บราลีเลยตัดบท “ช่างเถอะ...ฉันคงเคยพบใครที่เหมือนคุณมาก”

เมื่อบราลีจิบสปาร์คลิ่งไวน์และตักของหวานทาน จ้าวซันจึงเอ่ยด้วยแววตาที่เศร้าลงว่า

“ผมบอกแล้วไงว่าผมเคยเห็นคุณ...ตอนเด็กๆ” เธอถามว่าเด็กแค่ไหน “เด็กมาก ตั้งแต่คุณยังเป็นเบบี๋ อยู่ในเบาะ”

“นี่ไม่จริงล่ะ...” บราลีค้อนนิดๆ ทำให้ดูยิ่งน่ารัก

ที่ประตูหน้าร้าน...เหม่ยอิงเข้ามากับคุณนายหวังแม่ของเพื่อนเห็นภาพบาดตานั้นพอดี! แต่เป็นจังหวะที่บริกรมาโค้งพาไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของร้าน แต่เหม่ยอิงก็ยังมองจ้าวซันกับบราลีจนเหลียวหลัง

จ้าวซันถามถึงคุณพ่อเธอว่าเป็นอย่างไรบ้าง บราลี

บอกว่าสบายดีแล้วถามว่า เขารู้ใช่ไหมว่านั่นไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของตน ทำเอาจ้าวซันตกใจ บราลีติงขำๆว่า

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้ คือฉัน...ฉันเป็นคนมีปัญหานะ บางทีฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นโรคจิต หรือโรคทางสมองก็ไม่ทราบ คือความทรงจำของฉันมันเหมือนฝันไม่ปะติดปะต่อ เคยพยายามคิดจนปวดหัว แต่ตอนนี้ไม่คิดอะไรแล้ว” เธอหัวเราะขำตัวเอง แล้วหันจ้อง ชี้หน้าจ้าวซัน ดักคอว่า “ฉันถึงว่าคุณพูดไม่จริงไง ฉันเพิ่งมาอยู่กะคุณพ่อตอนที่ฉัน 6-7 ขวบ ไม่ใช่เบบี๋ในเบาะซะหน่อย”

จ้าวซันอึ้งกับความจำของเธอและความจริงที่ตนพูด แต่บราลีไม่ซีเรียสหัวเราะมองเขาแบบอย่ามาอำกันเลย คนภายนอกจึงเห็นเหมือนทั้งสองหยอกเย้ากันอยู่

เหม่ยอิงจิกมองตาแทบลุกเป็นไฟ คุณนายหวังบีบมือเธอเชิงปลอบให้ใจเย็นๆ...

คืนนี้ บราลีและจ้าวซันต่างสนิทสนมกันขึ้น โดยเฉพาะบราลีมีความรู้สึกดีๆต่อเขา เอ่ยก่อนแยกกันเมื่อเขามาส่งว่า

“ดึกมากแล้ว...ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ขอบพระคุณจริงๆวันนี้สนุกมาก อาหารก็อร่อย คุณใจดีมาก เกรงใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรเลยครับ พรุ่งนี้สายๆผมโทร.หานะ”

เมื่อบราลีเอ่ย “กู๊ดไนท์นะคะ” แล้วเดินเข้าโรงแรม จ้าวซันยังยืนมองจนเข้าข้างในอย่างปลอดภัยแล้ว จึงกลับไปอย่างมีความสุข...

บราลีอยากรู้ว่าจ้าวซันเป็นใครกันแน่ นึกคำสะกดชื่อเขาไม่ออก จึงหยิบมือถือออกมาเข้าเว็บ google พิมพ์คำว่า “JAO  SUN” ลงไป แล้วนั่งจ้องตาไม่กระพริบ...

ooooooo

ระหว่างกลับบ้าน จ้าวซันจับได้ว่าเต๋อเป่าที่เขาบอกให้กลับไปพักผ่อนยังสะกดรอยดูแลความปลอดภัยให้เขาตลอดเวลา เลยพาทั้งเต๋าเป่าและอาหลี่ไปกินร้านอาหารจีนข้างทางกัน

ที่ร้านข้างทางนี่เอง เต๋อเป่าผิดสังเกตชายสองคนว่าจะติดตามพวกตนและแอบถ่ายรูปจ้าวซันไว้ด้วย แต่จับไม่มั่นคั้นไม่ตายจึงเพียงแต่เขม่นและมีเรื่องกันจนถ้วยชามแตกเล็กน้อย แล้วชายสองคนนั้นก็หลบไป

ที่แท้ ชายทั้งสองเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ผู้กองเหลียงตำรวจหน่วยปราบปรามอาชญากรรมที่ติดตามจ้าวซัน เพราะคิดว่าเขาทำธุรกิจผิดกฎหมาย เมื่อตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองกลับมารายงาน ถูกผู้กองเหลียงตำหนิว่า

“ให้ไปหาข่าวเฉยๆก็ดันไปมีเรื่องจนได้” พึมพำเครียด “สักวันเถอะคุณชายจ้าวซัน จะจับให้ได้คาหนังคาเขาเลย”

จ้าวซันกลับเข้าบ้านอย่างมีความสุข ก็ต้องชะงักเมื่อเจอเหม่ยอิงรออยู่ เธอตัดพ้อต่อว่าเขาที่ไม่ไปงานกับตนแต่กลับพาผู้หญิงอื่นไปกินข้าว

เหม่ยอิงไม่ปิดบังความรู้สึกของตนที่มีต่อจ้าวซัน ตัดพ้อว่าเขาไม่เข้าใจตนเลย จ้าวซันรับรู้แต่ย้ำกับเธอว่าเราเป็นพี่น้องกัน เหม่ยอิงติงว่าเขาไม่ใช่คนตระกูลจ้าว จ้าวซันพูดจริงจังเคร่งขรึมว่า

“พี่เข้าใจเธอเสมอเหม่ยอิง เพราะเธอเป็นน้องสาวของพี่ เราโตมาด้วยกัน ใช้แซ่เดียวกันมันจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้...เพื่อเธอพี่ทำได้ทุกอย่าง แม้แต่จะตายแทนเพื่อตอบแทนบุญคุณมหาศาลของเต้ แต่เรื่องหัวใจอย่าบังคับพี่เลยเหม่ยอิง”

เหม่ยอิงยังไม่ละความพยายาม บอกจ้าวซันเรื่องที่ฉินเจียงเอาเงินของบริษัทไปซื้อหุ้นต่างประเทศจนบริษัทกำลังจะล้มละลายบ้านจะถูกขายเป็นโรงแรม บอกจ้าวซันอย่างดุดันว่าตนจะหยุดฉินเจียงให้เอง

“พอได้แล้วเหม่ยอิง เราทุกคน...คือพี่น้องกัน” จ้าวซันตัดบทดุๆจนเหม่ยอิงต้องหยุดพล่าม ร้องไห้โฮอย่างเสียใจ

จ้าวซันนอนลืมตาในความมืด สมองยังอื้ออึงด้วยคำพูดของตัวเองที่บอกเหม่ยอิงว่า “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” คิดคำที่ทั้งฝังใจและบาดใจเป็นแผลลึกในชีวิตจนหลับไป...

ooooooo

เป็นความจริงที่เหมือนฝันร้ายมาตลอดชีวิต... จ้าวซันจำฝังใจว่า เคยได้ยินมาทยาธรพี่ชายของพิริยเทพ

พ่อตนคุยกันเกี่ยวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นน้องอายุน้อยกว่าแต่ได้เป็นเจ้าหลวงว่า

ที่พิริยเทพได้เป็นเจ้าหลวงเพราะโชคดีเกิดมาเป็นราชบุตรของพระเทวีเอก แต่ตนเกิดมาเป็นโอรสของ พระเทวีรองเลยไม่มีสิทธิ์ เยินยอว่าในความเป็นจริงพิริยเทพก็เก่งกว่าตนทุกอย่างเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐทุกประการ

“หม่อมฉันทำงานปกครองคีรีรัฐของเราได้ลุล่วง ทุกวันนี้ ก็เพราะมีเจ้าพี่ทรงประคับประคอง หม่อมฉันไม่สนใจ ถ้อยคำผู้ใดมากกว่าความรักของเราพี่น้อง” พิริยเทพเอ่ย

“ใช่แล้วๆ ความรักของเรายิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดเราทุกคนคือพี่น้องกัน”

คำว่า “เราทุกคนคือพี่น้องกัน” ยังฝังใจน่านปิงในวัยเยาว์ และบาดลึกเป็นแผลใจตราบจนมาเป็นจ้าวซันวันนี้!

ส่วนศิขรนโรดมลูกชายของมาทยาธรนั้น เติบโตมาด้วยกันกับน่านปิง ทั้งสองรักและดูแลกัน จนวันหนึ่งชวนกันไปดูน้องสาว ลูกของอินปงกับจันทร์แรมราชองครักษ์ จันทร์แรมขอให้น่านปิงตั้งชื่อให้ลูกสาว น่านปิงจึงตั้งให้ว่า “ม่านฟ้า”และจันทร์แรมก็ถวายม่านฟ้าเป็นข้ารองพระบาทน่านปิงแต่นั้นมา

ทั้งน่านปิงและศิขรนโรดมเรียนมวยอยู่กับครูเฒ่า เช้าวันหนึ่ง ศิขรนโรดมวิ่งมาบอกครูเฒ่าว่าเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายกะทันหัน ครูเฒ่าตอบด้วยเสียงแห้งโหยว่า “กระหม่อมทราบแล้ว” ศิขรนโรดมถามว่า

“ส่วนเจ้าพี่กับเสด็จน้าก็ถูกลักพาตัวไปด้วยจริงหรือเปล่าท่านครู” ครูเฒ่าพูดเนิบๆ ว่านั่นเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างศิขรนโรดมกระวนกระวายใจ เป็นห่วงเจ้าพี่และเสด็จน้า เขาวิ่งไปตะโกนที่หน้าผา “น่านปิงนรเทพพพ พี่อยู่หนายยยยย”

อสุนีลูกชายของราชิดเป็นองครักษ์ของศิขรนโรดม ราชิดสืบการเคลื่อนไหวของน่านปิงจากอสุนี เมื่ออสุนี กลับมาก็ถามว่า วันนี้เสด็จไปไหนบ้าง? พวกเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้างไหม? แต่อสุนีเลี่ยงไม่ตอบ บอกพ่อตรงๆว่า

“คุยหลายเรื่องแต่ลูกไม่ได้ยิน อีกอย่างลูกเป็น องครักษ์ ก่อนเป็นก็ดื่มน้ำสาบานแล้ว ความในไม่ให้นำออก ความนอกไม่ให้นำเข้า พ่ออย่ามาให้ลูกเสียสัตย์ไปด้วยเลย”

ราชิดด่าอสุนีว่าบังอาจสั่งสอนตน ถามว่าคิดว่าตนทำทุกอย่างนี่เพื่อใคร อสุนีตอบอย่างไม่ยี่หระว่า

“ขออย่าต้องทำเพื่อลูกเลย บ้านเมืองเราก็เจริญรุ่งเรืองดีอยู่แล้ว จะต้องให้มีการเลือดตกยางออกอีกทำไม องค์ชายก็เป็นคนดี”

อสุนีติงราชิดว่าสิ่งที่พ่อคิดนั้นถือเป็นกบฏ ราชิด

ท้าว่าใช่! ให้ไปตะโกนบอกใครๆเลย บ้านนี้มีแต่คนภักดีต่อตน ปรามว่า “อสุนี...เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังว่ามีลูกโง่”

“ลูกยอมโง่ดีกว่าทรยศต่อแผ่นดิน ลูกผู้ชายสาบานไปแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พ่อจะหาว่าลูกอกตัญญูก็ยอม”

ราชิดโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ลูกไม่ได้ดั่งใจ

ทั้งหมดนี้ ถิมิลาน้องสาวของอสุนีแอบฟังอยู่ เธอตกใจมากทำตัวลีบเล็กหลบอยู่หลังรูปปั้นแทบไม่กล้าหายใจ...

ooooooo

จ้าวซันซื้อบริษัทซื่อฉวนแฟชั่นที่กำลังจะล้มละลายไว้ เพราะครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของเต้ก่อนที่ฉินเจียงจะเกิดด้วยซ้ำ มันคือบริษัทที่เต้เคยใช้เป็นที่ก่อร่างสร้างตัวตอนหนุ่มๆ จ้าวซันไม่อยากให้มันถูกชำแหละเป็นเสี่ยงๆ จึงซื้อไว้

แต่ฉินเจียงไม่เห็นด้วยหาว่าจ้าวซันเอาเงินของฉินเย่ว์–กรุ๊ปไปซื้อจะทำให้บริษัทล่มจม และที่สำคัญหาว่าจ้าวซันไม่เคยปรึกษาตนเลย จ้าวซันยืนยันว่าตนแจ้งเรื่องนี้แก่ฉินเจียงทุกขั้นตอนด้วยช่องทางต่างๆ แต่ฉินเจียงไม่เคยสนใจที่จะรับรู้เองต่างหาก พอเอาหลักฐานมายืนยัน ฉินเจียงก็เถียงไม่ออก พาพรรคพวกพรวดพราดออกไป

ขณะนั้นเอง เต๋อเป่าก็มาพูดเบาๆว่า “เรื่องคุณชายฉินเจียง...ตอนนี้สายรายงานมาว่า...” เต๋อเป่าเข้าไปกระซิบเบามาก แต่จ้าวซันฟังหน้าเครียด รีบออกไปทันที

เวลาเดียวกัน บราลีอยากรู้ว่าจ้าวซันทำอาชีพอะไร เธอดั้นด้นไปหาจนเจอบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป แต่พอเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าจ้าวซันอยู่ชั้นไหน เจ้าหน้าที่เช็กแล้วบอกว่า “เลขาของท่านบอกว่าคุณไม่ได้นัดไว้”

“ค่ะ ไม่ได้นัดไว้ แค่อยากรู้ว่าคุณจ้าวซันนั่นทำงานอะไร เอ๊ย...ทำอยู่ชั้นไหน”

เจ้าหน้าที่มองอย่างระแวงแล้วหันไปกระซิบเป็นภาษาจีนกับเจ้าหน้าที่อีกคน ครู่เดียวบราลีก็ถูกยามมาเชิญออกไปจากตึก บราลีอารมณ์เสีย ทำให้ยิ่งอยากรู้ว่าจ้าวซันเป็นใคร ทำงานอะไร เดินไปที่ลานจอดรถเพื่อหารถของจ้าวซัน อาหลี่จำได้เข้ามาทัก บอกว่าวันนี้มาสเตอร์จ้าวซันเอารถคันนี้มาแต่เจ้าตัวไม่อยู่

บราลีทำเฉไฉบอกว่าที่มาก็แค่อยากมาเยี่ยมชมที่ทำงานของท่าน อยากเห็นท่านเวลาทำงานบ้าง แล้วอำว่า “เมื่อวานคุณชายจ้าวซันบอกฉันแล้วนะ เรื่องตำแหน่งงานของท่านแต่ฉันลืม ท่านทำอะไรที่นี่หรือจ๊ะ”

“ที่นี่เป็นตึกฉินเย่ว์กรุ๊ป ท่านเป็นกรรมการอยู่ใน เกือบทุกบริษัทบนตึกนี้ล่ะครับ”

บราลีตะล่อมถามอีกว่าแล้วตอนนี้ท่านไปไหน? อาหลี่บอกว่าไปโบสถ์ ก็ถามอีกว่าโบสถ์ไหน? พอรู้ว่าไปโบสถ์เซนท์สตีเว่น บราลีออกมาเรียกแท็กซี่ไปที่นั่นทันที

ooooooo

ที่สนามบาสเกตบอลอินดอร์....ฉินเจียงนัดขายอาวุธให้กับโกศินตัวแทนของพลเอกราชิดเพื่อเตรียมก่อกบฏ ถูกผู้กองเหลียงนำกำลังมาจับ แต่ทุกคนก็หนีรอดไปได้หมด

จ้าวซันยืนดูเหตุการณ์อยู่มุมหนึ่งบนสเตเดียมอย่างเศร้าใจ แล้วค่อยๆหลบออกไป เขาไปหาหลวงพ่อโจเซฟที่โบสถ์เซนท์สตีเว่น หลวงพ่อโจเซฟออกมารับและพาไปที่หลังโบสถ์

บราลีมาถึงโบสถ์พอดี มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครเลยเดินหาไปเรื่อยๆ...

“มีเรื่องที่ทำให้ช็อก” จ้าวซันเอ่ยกับหลวงพ่อ “ไม่ทราบว่าผมโชคดีหรือโชคร้าย ผมรู้ตัวพ่อค้าฮ่องกงคนที่ขายอาวุธให้พวกกบฏคีรีรัฐแล้วคือฉินเจียงน้องรองของผมเอง คนที่จะขายอาวุธให้พวกคนชั่วช้าไปใช้ก่อกบฏน้องชายของผมที่คีรีรัฐ ก็คือน้องชายของผมอีกคนที่ฮ่องกง!”

หลวงพ่อตบบ่าจ้าวซันเบาๆ อย่างเห็นใจ

ในโบสถ์ บราลีพยายามมองหาจ้าวซันแต่ไม่เห็น จึงเดินบ่นออกมา

“อีตาจ้าวซันหายตัวเพราะคงจะเข้าไปสารภาพบาปกับพระบาทหลวงแหงๆ สงสัยจะนานเพราะบาปเยอะ หึๆ” บราลีหัวเราะขำๆ แล้วนั่งรอที่มุมกระถางเชื่อว่าจ้าวซันต้องออกมาทางนี้แน่

ครู่เดียวก็เห็นจ้าวซันเดินออกมากับหลวงพ่อโจเซฟ บราลีรีบหลบ พอเห็นเขาเดินออกไปนอกกำแพงก็รีบวิ่งตามแต่ไม่เห็นเขาแล้ว จึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดเรียกแท็กซี่ ระหว่างนั้นเอง มีขี้ยาสองคนเดินมาขอสตางค์

บราลีเดินหนี มันตามประกบหน้าประกบหลังอย่างมาดร้าย บราลีเห็นท่าไม่ดีผลักคนที่ดักหน้าแล้ววิ่งหนีสุดฝีเท้า

ขณะบราลีถูกขี้ยาไล่ทันจับเอามีดจี้นั่นเอง จ้าวซันนั่งรถผ่านมาเขาลงไปกระโดดเตะขี้ยาหงายหลังแล้วพาบราลีขึ้นรถหนีไป พอขึ้นรถเห็นหน้ากันชัดๆต่างอุทาน “คุณ!”

จ้าวซันดุบราลีว่ามาตามตนใช่ไหม? ตามทำไม? อยากรู้อะไรทำไมไม่ถาม? บราลีย้อนถามว่าถ้าตนถาม แล้วจะบอกไหม ถามว่าเขาไม่ใช่คนไทย แล้วมายุ่งกับตน มากมายต้องการอะไรจากตน คาดคั้นให้ตอบ จ้าวซันบอกว่า

“ผมตอบแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้เพราะมันยังไม่ถึงเวลา”

บราลีถามว่าเวลาอะไร? เมื่อไร? กี่โมง? เธอถามกวนจนจ้าวซันดุว่า

“นี่เมย..อย่ากวนประสาทให้มันมากนักถ้าโดนเข้าสักทีแล้วอย่าหาว่าพี่ร้าย...”จ้าวซันเผลออีกแล้ว! เลยถูกบราลีรุก ถามว่าใครคือเมย และเมื่อครู่นี้เขาก็เรียกตัวเองว่าพี่ ถามว่าเขาต้องการเล่นสงครามจิตวิทยากับตนใช่ไหม ลามปามไปถึงว่าเขาจะมาซื้อตนจากพ่อ ปรามาสว่าอย่าหวังเลย พ่อตนรวยมาก พ่อไม่สนเงินของเขาแน่

บราลีว่าเอา..ว่าเอา จนจ้าวซันฉุน จับตัวกดให้คว่ำลงแล้วตีก้นเพี้ยะๆสองที บราลีกระชากตัวออกด่าเขาว่าโรคจิตลามก แต่พอถูกจ้าวซันชี้หน้าสั่งให้หยุด ปรามว่าหรืออยากโดนอีก บราลีเลยนิ่งอึด จ้องเขาเป๋งสะบัดหน้านั่งคอแข็งเชิดหยิ่ง

จ้าวซันเห็นอากัปกิริยาเฮี้ยวๆนี้แล้วก็นึกขำ มองด้วยแววตาอ่อนลง

พอถึงโรงแรมเธอเปิดประตูรถวิ่งอ้าวเข้าโรงแรมไปเลย จ้าวซันนั่งมองจากในรถถอนใจเบาๆ

กลับเข้าห้องพักในโรงแรมแล้ว บราลีคลำสะโพก ที่ถูกจ้าวซันตบเมื่อครู่ ความทรงจำสมัยเด็กที่เคยถูกพี่น่านปิงตีก้นและดุแบบนี้ แวบขึ้นเลาๆทำให้เธอสับสนจนนอนไม่เป็นสุข

ooooooo

บราลีฮึดฮัดตัดสินใจ โทร.หาสุริยะบอกว่า ไม่อยากอยู่ฮ่องกงแล้วจะกลับกรุงเทพฯพรุ่งนี้เลย สุริยะอยู่ที่บ่อนกาสิโนในมาเก๊า ตกใจรีบห้าม บอกว่าตนไม่ได้อยู่เมืองไทย

สุริยะโกหกว่าตอนนี้ตนกำลังติดต่อธุรกิจอยู่ที่กัมพูชา ออกจากกัมพูชาก็จะไปเวียดนามและต่อไปลาว วันไหนกลับจะโทร.บอก ขอให้ใจเย็นๆช่วงนี้ตนวุ่นวายมาก พูดเสร็จก็ตัดสายเลย แต่บราลีไม่ยอมอยู่ เก็บข้าวของลงไปเช็กเอ้าท์ที่เคาน์เตอร์ เจอหลินจื้อเหม่ยพอดี ต่างดีใจโผเข้าหากัน บราลีถามว่ามาได้ยังไง

“บังเอิญจัง..นี่ฉันก็ว่าจะมารับเธอไปพักที่บ้านฉันพอดี ยังแอบกลัวว่าเธอจะไม่อยากไป”

“เย้...โชคดีจัง งั้นไปกันเล้ย...”บราลีดีใจมาก สองสาวพากันออกจากโรงแรมไปอย่างเริงร่า

บ้านหลินจื้อเหม่ยเป็นตึกแถว เธออยู่กับพี่สาวมีหลานวัย6-7-8 ขวบอยู่ด้วย 3 คน สภาพค่อนข้างแออัดจอแจ หลินจื้อเหม่ยบอกพี่สาวว่าพาเพื่อนมาค้างที่บ้านด้วย

“เออ...กินอะไรมารึยังล่ะ หิวหรือเปล่าจ๊ะ” พี่สาวโผล่มาถาม

สองสาวขึ้นไปนั่งกินบะหมี่กันบนดาดฟ้า หลังจากนั้น หลินจื้อเหม่ยแอบโทรศัพท์คุยกับจ้าวซัน จ้าวซันพูดออกตัวว่า คราวนี้ต้องรบกวนเธอแล้ว หลินจื้อเหม่ยบอกว่าตนเต็มใจ เล่าขำๆว่า “ตอนนี้ยัยตัวแสบหมดฤทธิ์หลับไปแล้ว”

“ช่วยทำให้เขามีความสุข ให้เขาได้ทำอะไร สนุกสนานเพลิดเพลินที่ฮ่องกงด้วย อีกไม่นานนักผมจะให้เขารู้ความจริงเอง” หลินจื้อเหม่ยรับปากให้เขาวางใจ จ้าวซันวางโทรศัพท์ แววตาเขามีความสุขขึ้น...

ooooooo

ฉินเจียงหนีตำรวจไปจอดรถที่ริมทะเล ซดเบียร์กระป๋องถามเกาเฟยที่เป็นคนชักนำให้เขาค้าอาวุธกับทหารคีรีรัฐว่า ทำไมจ้าวซันถึงรู้การเคลื่อนไหวของเรา

เกาเฟยเชื่อว่า จ้าวซันที่ชิงดีชิงเด่นกับเขา มีสายอยู่ในคนที่มาติดต่อเพื่อขัดขวางทางเจริญรุ่งเรืองของเขา

“ยังดีนะที่เงินครบ”ฉินเจียงหยิบกระเป๋าเปิดดูเงิน “ขอบใจแกนะเกาเฟย ที่แนะนำให้ฉันรู้จักไอ้ประเทศ หลังเขาโง่ๆแต่รวยระเบิดขนาดนี้” ฉินเจียงหยิบเงินส่งให้ “อ่ะ...แกเอาไปกินขนมสักปึกสองปึก ฝีมือจริงๆที่พาฉันหนีตำรวจมาได้ ถ้าไม่มีแก ฉันก็คงแย่ไปนานแล้ว แกมันเพื่อนตายคนเดียวของฉันจริงๆเกาเฟย”

จากนั้น ฉินเจียงไปกินดื่มในเลาจน์หรู มอบสร้อยมีจี้เพชรน้ำงามเป็นรูปหัวใจเล็กๆให้ซูหลิง นักร้องที่สวยเซ็กซี่ที่สุดในฮ่องกงที่เขากำลังคั่วอยู่ ซูหลิงกรี๊ดดีใจ ถามว่าแจกเนื่องในโอกาสอะไร

“โอกาส..ผมได้ธุรกิจใหม่...ขายสินค้าราคาแพงให้ประเทศด้อยพัฒนาสำเร็จไงล่ะ”พูดแล้วโอบซูหลิงเบาๆ

“ประเทศด้อยพัฒนา...ตลกจัง ทำไมไปว่าเขา แบบนั้นล่ะคะ” ซูหลิงหัวเราะคิกคัก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.