ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

วันนี้ที่รอคอย ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ ราตรีนี้...ภายใต้พระจันทร์สีขาวซีด มีแสง ประทีป โคมไฟวอมแวมจากปราสาทราชวัง และวัดทรงไทยใหญ่พม่า

ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นเศร้านี้...ในห้องบรรทมเจ้าหลวงพีริยเทพ แห่งพระราชวังคีรีรัฐ เสียงแก้วชั้นดีตกกระทบพื้นหินแตกเสียงบาดใจ! ที่พื้นมีน้ำสีแดงใสที่เหลืออยู่กระเซ็นกระจายที่พื้น...

แก้วตกจากมือพระเทวีศุลีมาน...มือที่ถือแก้วตกลงข้างตัว ร่างทรุดลง องค์เจ้าหลวงพีริยเทพรีบประคองรับไว้!

“เจ้าพ่อ...เจ้าแม่เป็นอะไรเจ้าข้า...” น่านปิงใน

วัย 8 ขวบถามอย่างตื่นตะลึง วิ่งเข้าไปเขย่าตัวมารดา อย่างตระหนก

เจ้าหลวงอุ้มพระเทวีนอนลงที่บรรทม หันมองน่านปิงด้วยสายตาที่ปวดร้าว

น่านปิงถามว่าเจ้าพ่อประทานสิ่งใดให้เจ้าแม่ดื่ม... เจ้าหลวงบอกว่าแม่เพียงแค่หลับไปเท่านั้น ไม่นานก็จะฟื้นตื่นขึ้น แล้วดึงน่านปิงออกจากตัว จับบ่าทั้งสองข้าง มองหน้าบอก

“เจ้าต้องเข้มแข็ง...ต่อไปเจ้าจะต้องเป็นคนดูแลแม่ของเจ้าแทนพ่อ...เข้าใจไหม...” น่านปิงพยักหน้าดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา เจ้าหลวงบอกน่านปิงอีกว่า “พาแม่เจ้าตามอินปง ราชองครักษ์ไป...ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออกไปจากคีรีรัฐ!!”

น่านปิงกางมือออกสุดแขนถลาเข้าไปจะกอดบิดา แต่เจ้าหลวงเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง เร่งรัดอย่างร้อนใจ

“อย่ามามัวเสียเวลา...รีบไปเลย...ไม่ต้องห่วงพ่อ”

ขณะนั้นเอง อินปงราชองครักษ์ร่างกำยำแต่งกายด้วยชุดดำมีผ้าคลุมหน้าที่ยังไม่ได้ปิดให้ดี วิ่งเข้ามาก้มกราบแทบเท้าเจ้าหลวง “ต้องรีบเสด็จแล้วพระเจ้าค่ะ พวกมันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว” เจ้าหลวงหันไปที่พระเทวีบนที่บรรทมพยักหน้าให้อินปง อินปงจึงเข้าไปกราบเจ้าหลวงขอพระราชทานอภัยก่อนช้อนร่างพระเทวีที่ไม่ได้สติขึ้น

เจ้าหลวงเดินไปหยิบจอกน้ำจัณฑ์ในถาดทองที่วางอยู่ข้างที่บรรทม ยกจอกขึ้นมือสั่นเล็กน้อยจนน้ำสีดำในจอกกระเพื่อม เจ้าหลวงดื่มน้ำจัณฑ์รวดเดียวหมดด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืนกับรสชาติแล้วทรุดนั่งบนเตียง พลันก็นึกอะไรได้รีบเอื้อมมือไปควานหาถุงไถ้ไหมที่เย็บอย่างแข็งแรงมีกล่องไม้ข้างใน ยื่นให้น่านปิง พูดอย่างลำบาก...

“ตรา...ประจำตัวเจ้าหลวงแห่งคีรีรัฐ...เก็บ...ไว้... ให้ดี...ไปได้...แล้...ว...”

น่านปิงรับไถ้มาคล้องกับตัว อินปงอุ้มร่างพระเทวีน้ำตาปริ่ม จ้องเจ้าหลวงพูดอย่างแน่วแน่

“แล้วกระหม่อมจะตามไปถวายการรับใช้ฝ่าบาทเหมือนดังเช่นในภพนี้”

เจ้าหลวงในสภาพจะสิ้นแรงแล้ว โบกมือให้น่านปิงรีบไป...รีบไป...อินปงจึงอุ้มพระเทวีออกไป น่านปิงวิ่งตามไป แต่ยังไม่ละสายตาจากเสด็จพ่อ...

เจ้าหลวงทุรนทุราย ในขณะที่เสียงฝีเท้าทหารกำลังย่ำมาตามบันไดตึกพระราชวัง!

ooooooo

ที่สวนป่าหลังวังคีรีรัฐ...อินปงอุ้มพระเทวีวิ่งมาที่มีดาบสะพายไขว้อยู่กลางหลัง ร้องบอกน่านปิงที่วิ่งตามมาว่าเราต้องไปให้พ้นชายแดนในคืนนี้ น่านปิงถามว่าทำไมไม่พาเจ้าพ่อไปด้วย อินปงหยุดชี้แจงแก่น่านปิงว่า

“เจ้าหลวงคีรีรัฐ จะต้องประทับใต้เศวตฉัตรของคีรีรัฐ ไม่ว่าจะยังทรงพระชนม์หรือสิ้นพระชนม์...เวลาเหลือน้อยแล้ว หากช้า พระเทวีรู้สึกพระองค์เราจะหมดหนทาง”

เสียงเอะอะดังใกล้เข้ามา อินปงเร่งฝีเท้าวิ่งเร็วขึ้น น่านปิงวิ่งตามไปไม่เหลียวหลังอีกเลย...

พากันวิ่งไปถึงอุทยานหลังวัง น่านปิงสะดุดล้มลงเท้าแพลง น่านปิงพยายามลุกยืนแต่เจ็บจนล้มลงอีก อินปงวางพระเทวีลงกลับมาดูน่านปิง ก็ถูกทหารสี่คนวิ่งตามมาทัน เงื้อดาบหมายฟันอินปง!

น่านปิงร้องบอกอินปงทำให้หลบทัน ทหารนายนั้นตะโกนบอกพรรคพวกว่า “พบแล้ว...ทางนี้...ทางนี้!!”

อินปงชักดาบออกประจันหน้า ฟาดฟันทหารที่วิ่งเข้ามาทีละคนจนตายไป 3 คน คนที่ 4 เงื้อดาบสุดแขนจะฟัน พลันก็มีลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาปักทะลุกลางอกตายคาที่!

ชายชุดดำเดินออกมาสะบัดชายผ้าคลุมหน้าไปข้างหลัง เผยให้เห็นใบหน้าดุดัน ผิวคลํ้าตาลึก อินปงร้องอย่างตกใจ

“ภูสินทร!”

“องครักษ์ตำหนักหน้า คนของเสด็จลุง” น่านปิงจำได้ ภูสินทรก้มหัวทำความเคารพน่านปิงแล้วหันพูดกับอินปง

“ข้าได้รับคำสั่งจากพระเทวีพี่นาง ให้มาคอยติดตามระวังหลังให้ท่าน จงเชื่อใจข้า เร็วเข้าเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ”

“งั้นรีบไปที่ประตูหลังวัง เมียข้ารออยู่ที่นั่น” อินปงบอกแล้วช้อนร่างพระเทวีขึ้นมา ส่วนภูสินทรคุกเข่าช้อนตัวน่านปิงอุ้มวิ่งตามกันไปอย่างรวดเร็ว

แต่วิ่งไปได้ไม่นานก็มีทหารอีกคนโผล่พรวดจากพุ่มไม้เล็งธนูใส่! น่านปิงร้องตะโกนให้ระวัง ภูสินทรก้มตัวลงผลักน่านปิงกลิ้งไปในพงหญ้าใกล้ๆ ชักดาบออกมาพร้อมสู้ ตะโกนบอกอินปงที่หันมองว่ารีบไป ทางนี้ตนจัดการเอง

ภูสินทรเห็นว่าคือราชิดราชองครักษ์ของเจ้าชายมาทยาธรพี่ชายของเจ้าหลวงพีริยเทพกับโกศิณคนสนิท ราชิดสั่งฆ่าทันที แม้ภูสินทรจะเก่งกาจสามารถแต่เพราะฝ่ายนั้นมีคนมากกว่าจึงตะโกนบอกให้อินปงกับน่านปิงรีบหนีไป ส่วนตัวเองต่อสู้ต้านพวกนั้นเต็มกำลัง แม้จะได้รับบาดเจ็บหลายแผลแต่ก็สู้ไม่ถอย!

ooooooo

อินปงพาพระเทวีกับน่านปิงมาลงเรือติดประทุนที่จอดรออยู่ในพงหญ้า พระเทวีกอดน่านปิงร้องไห้เมื่อรู้ว่าเจ้าหลวงจากไปแล้ว ครํ่าครวญน่าเวทนา...

“เจ้าพี่...ทรงพระทัยดำนัก แล้วเราสองคน...จะอยู่ต่อไปอย่างไร...เมื่อไร้พระองค์...”

ที่ข้างเรือ คำฝายหญิงใบ้ที่เป็นคนดูแลราชบุตรและพระเทวีถือไต้คอยผลักเรืออยู่ อินปงถือดาบหันรีหันขวางอยู่บนฝั่งเร่งพระเทวีให้ทำตามพระประสงค์ของเจ้าหลวงเถิด ให้เร่งเสด็จโดยเร็ว ตนขอฝากลูกสาวให้ตามเสด็จไปด้วย พลางจันทร์แรมเมียอินปงส่งทารกหญิงให้พระเทวี

“พระเทวี...จันทร์แรมฝากม่านฟ้าด้วยเพคะ” จันทร์แรมเอ่ยนํ้าตาไหลพราก

พระเทวีตั้งสติ ค่อยๆ เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า “จริงสินะ...หน้าที่ของเราคือปกปักรักษาและทำนุบำรุงน่านปิงนรเทพ จันทร์แรม...อินปง...ข้าให้สัญญาว่าจะดูแลม่านฟ้าของเจ้าให้เหมือนกับเลือดเนื้อของข้า เพื่อตอบแทนความภักดีของเจ้าทั้งสองคน เจ้ามอบชีวิตให้ข้ากับลูกชาย เพราะฉะนั้น ข้าขอสาบาน ชีวิตของข้ากับน่านปิงนรเทพ จะเป็นของม่านฟ้าด้วย”

จันทร์แรมเอื้อมมือจับที่เท้าน่านปิง เอ่ย “เจ้าอ้าย...หม่อมฉันฝากเมยให้เป็นข้ารองพระบาทเพคะ”

น่านปิงถามทั้งสองว่าทำไมไม่ไปด้วยกัน อินปงพูดอย่างระแวดระวังว่า ตนถวายเมยไปแทนแล้ว เร่งน่านปิงให้รีบเสด็จ พลางนั่งลงกราบลากับพื้นดิน จันทร์แรมรีบทำตาม อินปงเร่งให้คนเรือรีบเดินทาง บอกคำฝายให้ส่งไต้ให้ตน

เสียงฝีเท้าม้าเป็นหมู่ห้อตะบึงจนพื้นสะเทือนใกล้เข้ามา อินปงเร่ง “รีบไป!” คำฝายผลักเรือออกแล้วกระโดดขึ้นเรือ คนเรือสองคนรีบแจวออกไป

ooooooo

บนฝั่ง...จันทร์แรมเอาผ้าคลุมหัวย่อตัวลงเปิดสวิตช์ตะเกียงหลอดฟูลโอเรสเซนท์สว่างจ้า ส่วนอินปงกระชับดาบมั่น ทั้งสองพากันวิ่งแยกไปอีกทางเพื่อลวงทิศ

ราชิดและโกศิณถือไต้ควบม้านำทหารอีก 5 นายพร้อมธนูและดาบตรงมาถึงจุดลงเรือของพระเทวี ราชิดกับโกศิณลงมาส่องไต้ดูเห็นรอยหลายคนทั้งชายหญิง ราชิดก้าวไปริมธารมองไปในความมืด ไม่พบสิ่งใดนอกจากกระแสนํ้าที่ไหลแรง...

ทันใดนั้น ทหารที่อยู่บนหลังม้าร้องบอก “นั่น อยู่บนนั้น ท่านราชิด ท่านโกศิณดูครับ”

เมื่อทุกคนมองตามจึงเห็นแสงตะเกียงสว่างจ้าวูบวาบลอดออกมาจากแนวไม้

“ใช้ตะเกียงของในวังแบบนี้ไม่ใช่ชาวบ้าน นายพราน หรือทหารชายแดนแน่ๆ หน็อย! คิดจะหนีไปไหน นึกว่าจะพ้นข้าหรือ...” ราชิดกระโดดขึ้นหลังม้าสั่งเหี้ยม “ตามไป! ฆ่าให้หมด!!!”

ขบวนม้าของราชิดห้อตะบึงตามแสงไฟไป อินปงกับจันทร์แรมเห็นแสงไต้ตามขึ้นมาเป็นสายจึงยิ่งล่อเป้าพากันวิ่งสูงขึ้นไปอีก

น่านปิงนั่งอยู่ที่ประทุนเรือ มองภาพเหตุการณ์จากแสงไฟสองฝ่ายที่เข้าต่อสู้กัน จันทร์แรมถูกธนูล้มลง อินปงสู้ยิบตา ไม่นานแสงตะเกียงก็ดับวูบลง...
น่านปิงนํ้าตาไหลพรู คุกเข่าที่ประทุนเรือ วางมือสองข้างลงบนตักกำแน่นบีบมืออย่างแค้นใจ!

ที่นิ้วชี้น่านปิงมีแหวนทองหัวพลอยสีนํ้าเงินเข้มเม็ดใหญ่รูปไข่ มีวาวแสงเปล่งวาบในความมืด

นั่นคือน่านปิงวัย 8 ขวบ ในคืนที่พลัดพรากจากไปอย่างสูญเสียใหญ่หลวงในชีวิต...

ooooooo

วันนี้...จ้าวซัน หนุ่มวัยฉกรรจ์กำพวงมาลัยเรือเร็วขับไปอย่างเร็ว ที่นิ้วนางขวาของจ้าวซันสวมแหวนเรือนทองขาว หัวแหวนเป็นพลอยสีนํ้าเงินเข้มเม็ดโตรูปไข่ เปล่งประกายวาบๆในแดดกล้า

เขาคือน่านปิงนั่นเอง!

จ้าวซันได้มาอยู่กับเต้ นักธุรกิจใหญ่ในฮ่องกง วันนี้เขาขับเรือเร็วไล่ล่าเพื่อขัดขวางมิให้ฉินเจียงลูกชายของเต้ในวัยอ่อนกว่าเขาค้ายาเสพติดทำผิดกฎหมาย จ้าวซันขับเรือเร็วไล่ไปจนทัน ทำให้พวกนักค้ายาที่นัดพบกันกลางทะเลพากันขับเรือหนี ส่วนฉินเจียงรีบเอายาเสพติดหย่อนลงทะเลทำลายหลักฐาน ซํ้าเรือของฉินเจียงยังน็อก สำลักแล้วดับไป...

จ้าวซันขับเรือวนดูรอบๆ เรือของฉินเจียง ฉินเจียงได้แต่มองพี่ชายบุญธรรมอย่างแค้นจัด!

เมื่อพากันกลับมาถึงท่าเรือใหญ่ ฉินเจียงอ้างว่าตนพาแฟนไปนั่งเรือเล่นเท่านั้น จ้าวซันดักคออย่างรู้ทันว่าถ้าคิดจะโกหกก็หัดสร้างเรื่องให้ฉลาดกว่านี้หน่อย เตือนสติว่า

“ฉินเจียง...ถ้าเต้ยังมีชีวิตอยู่...”

“เต้ตายไปนานแล้ว!” ฉินเจียงสวนขวับ “แล้ว หลังจากที่เต้ตาย คนที่เต้เก็บมาจากถังขยะหน้าโบสถ์ก็ทำทุกอย่างเพื่อทำลายลูกชายคนเดียว ลูกชายที่แท้จริงของเต้!”

“จ้าวฉินเจียง” จ้าวซันเรียกเต็มยศ ถอดแว่นดำออก “ไม่มีใครทำลายแก มีแต่ตัวแกที่จะทำลายตัวเอง แกคบคนชั่ว ที่ชักพาแกไปในทางหายนะ”

จ้าวซันเตือนฉินเจียงว่า “ให้เข้าประชุมที่ฉินเยว่กรุ๊ปบ้าง ฉันมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา แกควรจะสนใจธุรกิจของครอบครัวมากกว่าธุรกิจต้องห้ามพวกนี้”

“อะไรคือธุรกิจต้องห้าม!” ฉินเจียงถามอย่างท้าทาย

“ค้ายา ค้าคน ค้าอาวุธ 3 ธุรกิจต้องห้ามที่เต้สั่งไว้เด็ดขาดว่า ไม่ให้คนตระกูลจ้าวไปข้องเกี่ยว แกจำไม่ได้หรือ”

ฉินเจียงถามจ้าวซันว่าเป็นใครถึงมาตามจิกตนนัก นึกว่าตัวเองเป็นตำรวจรึไง จ้าวซันเตือนสติว่าถ้าเมื่อกี้ตนมาช้ากว่านี้...ดีแค่ไหนที่ตนมาเจอก่อน แทนที่จะเป็นตำรวจ ฉินเจียงถามว่าแล้วใครเป็นคนไปบอกตำรวจ?

จ้าวซันบอกไม่รู้ อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ส่งข่าวให้ตนก็ได้ ขณะนั้นเอง เต๋อเป่ามือขวาของจ้าวซันเข้ามาบอกว่า อาฉีขอเวลาซ่อมเรือ 2 วัน แล้วหันบอกจ้าวซัน “คุณชายใหญ่ครับ ใกล้ถึงเวลานัดแล้วนะครับ”

“ยังทัน” จ้าวซันบอกหลังจากดูนาฬิกา แล้วหันไปทางฉินเจียงพูดสำทับ “หวังว่าประชุมบริษัทฉินเยว่ กรุ๊ปคราวหน้า ไท้เผ่งคงเข้ามาเป็นประธานในที่ประชุมนะครับ เทเรซ่าบอกว่า แจ้งไปแล้ว คอนเฟิร์มแล้วด้วย อย่าอ้างว่า ไม่มีใครเชิญ” พูดแล้วจ้าวซันเดินออกไปเท่ๆ เต๋อเป่ากวาดตามองรอบๆ อีกทีก่อนเดินตามจ้าวซันไป

ฉินเจียงมองตามไปทั้งแค้นทั้งเสียหน้า

ระหว่างนั่งรถกลับโดยมีเต๋อเป่าเป็นคนขับ จ้าวซันโทรศัพท์คุยกับอาหลี่คนขับรถประจำตัว ถามเรื่องเครื่องบินลงตามกำหนดหรือเปล่า สั่งอาหลี่ให้จัดการดูแลให้เรียบร้อยตามที่สั่งด้วย อย่าให้ผิดพลาดเด็ดขาด

พอวางสายจากอาหลี่ เต๋อเป่าถามว่า “ที่จริง...คุณชาย ตั้งใจจะไปรับเองนี่ครับ”

“ใช่...แต่บังเอิญ...มันมีอะไรเข้ามาแทรกหลายอย่าง ไม่งั้นฉันควรจะได้ดูแลเขาด้วยตัวเอง” จ้าวซันนิ่งไป แววตาอ่อนโยน...

ooooooo

10 กว่าปีก่อน...เวลานั้น น่านปิงอายุ 12 ปี และม่านฟ้าหรือเมย อายุ 6 ขวบ ทั้งสองเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กเล็กพื้นเมืองในโบสถ์คริสต์ทางเหนือ

ด้วยความเป็นห่วงเมย เจ้าแม่ปรารถกับหลวงพ่อว่า เลี้ยงดูเมยมาแต่แบเบาะ รักเหมือนลูกในไส้ แต่ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร ตนไม่ต้องการให้ม่านฟ้าหมกตัวอยู่ในป่าดอย น่านปิงเดินอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นว่า ตนดูแลเมยได้ และที่นี่ก็สงบสุขดี

“สงบสุขก็จริง แต่วันหนึ่ง น่านปิงก็ต้องไปเรียนต่อ แม่ต้องการให้ลูกมีความรู้ ความสามารถ แล้ววันนึง... หากแม่เป็นอะไรไป ตอนที่น่านปิงก็ไม่อยู่แล้ว จะให้เมยเป็นเด็กผู้หญิงโง่เง่าเยี่ยงข้าทาสที่คอยเจ้านายอยู่กับบ้านอย่างนั้นหรือ ให้เขาไปเสียตอนนี้ก่อนจะจดจำอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่านี้”

“ทำไมครับ ทำไมเจ้าแม่ไม่อยากให้เมยจดจำอะไรๆ”

“ชีวิตของเมย ควรจะมีความสุขมากกว่าชีวิตของลูกไงล่ะน่านปิง แม่เพิ่งไปอธิษฐานกับพระเจ้า บอกกล่าวให้อินปงกับจันทร์แรม พ่อแม่ของเมยให้รับรู้ว่า เราจะทำให้เมยได้มีชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์แบบที่สุดและมั่นคงยั่งยืน ไม่โลดโผนหรือต้องเสี่ยงอะไรอีก”

“ไม่ต้องห่วง คนที่จะเลี้ยงดูเมยเป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์ ไว้ใจได้ สามีเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ภรรยาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และเป็นทายาทตระกูลเจ้าทางเหนือของไทย ที่เป็นเจ้าของกิจการโรงงานอุตสา– หกรรมทอผ้าไหมที่ลำพูนด้วย” หลวงพ่อให้ความมั่นใจ

“แล้วลูกจะได้เจอกับเมยอีกไหม” น่านปิงถามสีหน้าเศร้า

ooooooo

แล้ววันรุ่งขึ้น เมยแต่งตัวสวยจะไปเที่ยวตามที่เจ้าแม่บอก น่านปิงรู้ว่าน้องจะจากไปแล้ว มองน้องลงเรือนไปอย่างใจหาย จนเจ้าแม่ต้องจับมือไว้เตือนสติว่า

“เราพูดกันแล้วนะลูก เพื่ออนาคตของน้อง เราต้องให้เขาไป อีกอย่าง ลูกก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องอนาคตอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย แม่ยอมรับ ว่าแม่มีความ สามารถพอที่จะปกป้องเมยได้ ถ้าหากว่าพวกมัน...สำหรับลูก แม่ไม่ห่วง แต่ชีวิตม่านฟ้า...แม่ต้องตอบแทนความดีของพ่อแม่เขาด้วยการทำให้ชีวิตม่านฟ้ามีแต่ความสุข...”

แม้ว่าน่านปิงจะเข้าใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งลงบันไดเรือนตามไปดูที่ท่าน้ำริมแม่น้ำ เห็นเมยที่เริงร่าให้หลวงพ่อจูงเรือไปคิดว่าจะได้ไปเที่ยว น่านปิงมองตามน้องไปอย่างอดใจหายไม่ได้

ขณะน่านปิงยืนน้ำตาคลออยู่นั้น คำฝายมาคุกเข่าจับมือน่านปิงไปกุม เงยหน้าพยายามพูดประสาคนใบ้ น่านปิงอ่านปากและท่าทางแล้ว พูดให้คำฝายฟังอีกทีว่า ตนแปลถูกหรือไม่

“ถ้าเจ้ากับเมยมีวาสนาต่อกัน จะต้องได้พบกันอีก”

“จะไม่มีสิ่งใดในโลก ที่จะมาขวางกั้นเราได้” และ...“เราจะต้องรอ รอจนกว่าจะถึงวันนั้น”

คำฝายพยักหน้าดีใจที่น่านปิงเข้าใจภาษาใบ้ของตน

ooooooo

จ้าวซันยังนั่งอยู่ในรถ...เขาดูนาฬิกาแล้ว ตื่นเต้นเมื่อนึกถึงว่าเครื่องบินกำลังแลนดิ้งแล้ว

ที่สนามบินฮ่องกง เครื่องบินแลนดิ้งพอดี...

บราลี...สาวสวย เอวบางร่างน้อยสูงเพรียว นุ่งกางเกงขาสั้นเสื้อเชิ้ตเข้ารูปกับแจ็กเกตหนังชนิดบางเข้ารูปเอวสั้นผมหยักศกถูกรวบไว้หลวมๆ ลากกระเป๋าใบขนาดกลางพลางพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่นุ่มนวล

เธอกำลังต่อว่าหลินจื้อเหม่ยที่นัดกันไว้ แต่ว้อทแอพมาบอกตอนตนอยู่บนเครื่อง มาเปิดเจอตอนตนอยู่ฮ่องกงแล้วว่า มารับไม่ได้ เพราะต้องไปเยี่ยมคุณย่าที่ป่วยหนักอยู่ที่เฉิงตู ให้เธอเที่ยวรอสัก 2-3 วันค่อยเจอกัน บราลีบ่นเพื่อนอย่างหงุดหงิดว่า

“ยัยบ๊องเอ๊ย...เออๆๆ โอเคๆๆแค่นี้นะ” พอกดวางก็ปลอบใจตัวเองให้ฮึดสู้ แต่ก็โทร.อีกเบอร์ที่เมมไว้

เป็นเบอร์ของสุริยะ ทันทีที่มีเสียงโทร.เข้า สุริยะรับสายทักทันทีเหมือนรออยู่ว่า

“บรีหรือลูก...พ่อรู้เรื่องหมดแล้วนะ...ก็เรื่องหลิน–

จื้อเหม่ยไปรับลูกที่แอร์พอร์ตไม่ได้น่ะสิ”

บราลีถามว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มาบอกหรือ สุริยะบอกว่าตนโทร.ไปหาก่อนหน้านี้สัก 2 ชั่วโมง เล่าว่า

“พ่อโทร.ถามเขาเรื่องลูกว่า จะอยู่เที่ยวกี่วัน จะไปไหนอะไรยังไงบ้าง...ก็พ่อห่วงลูกนี่นา หลินจื้อเหม่ย ก็เลยบอกพ่อแล้วทั้งหมด”

บราลีพูดงอนๆว่า แบบนี้ตนกลับไปหาพ่อที่กรุงเทพฯดีกว่า สุริยะบอกให้ใจเย็นๆ พ่อจัดการแก้ปัญหาให้แล้ว บอกรายละเอียดว่า “ลูกออกมาข้างหน้าสนามบินเลยนะ จะมีรถมารอรับลูกอยู่แล้ว”

บราลีถามงงๆว่า รถใคร รับไปไหน สุริยะบอกว่าเพื่อนพ่อเอง เขาอาสาจะดูแลลูกอย่างดีตลอดเวลาที่ลูกรอหลินจื้อเหม่ยบอกให้สบายใจว่า

“ทั้งที่พัก แล้วก็ทุกอย่าง เขาจะเป็นคนพาลูกไปเที่ยวที่ที่สนุก พาไปกินอะไรอร่อยๆ ลูกไม่ต้องเกรงใจเลย เพื่อนพ่อคนนี้เขาเป็นคนดีมาก” สุริยะพูดเสียงแจ่มใสเหมือนอำๆ อะไรอยู่

บราลีทวนเสียงชืดๆว่า เพื่อนพ่อ...ตนต้องไปเที่ยวกับอาแปะอาเจ็ก แล้วจะสนุกหรือ

“สนุกสิบลี เพื่อนพ่อคนนี้เขาไม่ใช่คนธรรมดา พ่อรับประกันว่า ลูกจะชอบฮ่องกงมากๆเลย เออ...คนรถที่จะมารับลูกชื่ออาหลี่นะ พูดภาษาอังกฤษได้ หน้าตาเหมือนคนรถไทยๆบ้านเรานี่แหละ กิริยามารยาทดี สุภาพเรียบร้อย have a good time in hongkong นะลูก” พูดเสร็จกดวางแล้วยืนอึ้งๆอย่างรู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน แต่ก็ตัดใจ

บราลีเดินออกมาเห็นหลี่ยืนชูป้าย WELCOME MISS BARALI BHIMAMONTRI ยืนยิ้มเต็มหน้ามองมาทางบราลีราวกับรู้จักกันดี เธอเดินเข้าไปหายิ้มงงๆ

“สวัสดีครับ มายเนมอิสอาหลี่ มาสเตอร์จ้าวซันให้ผมมารับคุณไปโฮเต็ลครับ มิสบาราลี ภีมามนตรี”

“บราลี ภีมะมนตรี ค่ะ” บราลีแก้ให้ยิ้มๆ ไม่ทันตั้งตัวหลี่ก็มารับกระเป๋าลากไปพลางผายมือเชิญไปที่รถ บราลีตามไปเห็นรถหรูก็ตาโต อึ้ง ทึ่งกับการต้อนรับที่คาดไม่ถึง

เมื่อไปถึงโรงแรมเธอยิ่งอึ้งกับการต้อนรับที่เป็นทางการและห้องพักที่หรูหรา หลี่บอกว่า มาสเตอร์จ้าวซันเลือกโรงแรมนี้ เพราะเห็นทิวทัศน์ของฮ่องกงที่สวยมาก

บราลีเริ่มสนใจมาสเตอร์จ้าวซันขึ้นมา ถามว่ามาสเตอร์จ้าวซันรออยู่ที่โรงแรมหรือ

“มิได้ขอรับ มาสเตอร์จ้าวซันทำงานอยู่ ท่านขอให้คุณพักผ่อนตามสบาย แล้วเลิกงานท่านจะมารับออกไปข้างนอกขอรับ”

บราลีถามว่ามาสเตอร์จ้าวซันทำงานอะไรหรือ หลี่บอกว่าหลายอย่าง ครั้นถามว่าหลายอย่างมีอะไรบ้าง หลี่ตอบกว้างๆตามเคยว่า ก็ค้าขายบ้าง อะไรบ้าง บราลียิ่งอยากรู้ถามว่าค้าขายสินค้าอะไร

“ก็สินค้านั่นบ้าง นี่บ้างครับ”

บราลีเริ่มหงุดหงิดกับคำตอบที่จับต้องไม่ได้มองไม่เห็นตัวตนของหลี่ แต่พยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัวไว้ ส่วนหลี่ก็เหล่มองบราลีรู้สึกว่าคนนี้ไม่ธรรมดา แล้วเอามือถือขึ้นมากดจึ๊กหนึ่ง

หลี่ส่งสติกเกอร์การ์ตูนโอเคให้จ้าวซันนั่นเอง เขากดดูแล้วถอนใจโล่งอกบอกเต๋อเป่าว่า

“หลี่รับแขกของฉันออกมาเรียบร้อยแล้ว”

ooooooo

ขณะจ้าวซันบ่ายหน้าไปโบสถ์นั่นเอง ถูกเหม่ยอิงลูกสาวของเต้กับภรรยาคนที่ 3 ที่แอบพอใจจ้าวซันขับรถสปอร์ตสีแดงไล่บี้อย่างน่าหวาดเสียว

“เต๋อเป่า พอเถอะ ฉันไม่อยากมีปัญหา จอดคุยกะเขาหน่อย” จ้าวซันบอก พอจอดรถ เหม่ยอิงก็จอดเทียบลงไปคุยกัน เหม่ยอิงตัดพ้อต่อว่าจ้าวซันว่าขับรถหนีตนทำไม จ้าวซันบอกว่าตนจะรีบไปโบสถ์ เพราะมีธุระกับหลวงพ่อ จะมาประชุมกิจกรรมของโรงเรียนเด็กกำพร้าที่เต้ของเราอุปถัมภ์มาตั้งแต่ต้น ถามว่าขับรถไล่ตามมาขนาดนี้จะไปร่วมประชุมด้วยไหม

เหม่ยอิงปฏิเสธทันที บอกว่าที่พยายามตามเขาก็เพราะโทร.ก็ไม่รับ แต่จู่ๆก็มาเจอเลยไล่ตาม พลางหยิบตั๋วรอยัลบาลเลท์ที่ได้มาสองใบชวนไปดูด้วยกันคืนนี้หนึ่งทุ่ม

จ้าวซันขอบใจที่นึกถึง แนะว่าให้ชวนผิงอันลูกสาวเต้กับคุณนายสี่ในวัยทีนเอจไปดีกว่า ตนไม่ว่างเพราะมีนัดแล้วขอตัวไปประชุม เหม่ยอิงกระฟัดกระเฟียดไปขึ้นรถขับปี๊ดปร๊าดจี๊ดจ๊าดไปตลอดทางอย่างระบายอารมณ์

จ้าวซันกับเต๋อเป่ามองหน้ากันเพลียๆ

ooooooo

เมื่อจ้าวซันไปถึงโบสถ์ พอหลวงพ่อรู้ว่าเขายังไม่ได้เจอม่านฟ้า ก็รำพึงว่า

“หลายปีแล้วสินะ เห็นแต่ในรูปที่เธอส่งมาให้ดูอยู่บ่อยๆ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ พ่อยังจำภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ เต้นเร่าๆร้องไห้จะกลับบ้านจะหาแม่หาพี่เจ้าได้อยู่เลย”

“ผมก็ยังจำได้ไม่ลืม” จ้าวซันยิ้มอ่อนโยน

จ้าวซันมาที่โบสถ์ครั้งนี้ก็เพื่อพบกับแขกพิเศษ แม้หลวงพ่อจะไม่รู้ว่าแขกพิเศษของเขาคือใคร แต่ก็มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรที่ขัดกับแนวทางของพระเจ้าและสันติภาพ

เมื่อได้เวลา หลวงพ่อพาจ้าวซันไปที่หลังโบสถ์ซึ่งเป็นพื้นสีเขียวมีป่าสนแวดล้อม ไม่นานก็มีเฮลิคอปเตอร์มาบินวนแล้วลงจอด

ผู้ที่ก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์คือภูสินทรนั่นเอง! พอเดินมาถึงที่จ้าวซันรออยู่ ภูสินทรทรุดลงกราบแทบเท้า แล้วเงยหน้ามองจ้าวซันเอ่ยด้วยความปลื้มปีติน้ำตาปริ่ม “ฝ่าบาท...”

“มีเพียงดวงตาของเจ้าเท่านั้น ที่ยังมีประกายที่เราคุ้นเคย” จ้าวซันเอ่ยมองภูสินทรไม่วางตา

“หม่อมฉันจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าเพื่อความสะดวก...หากจะกลับไปที่นั่น” ภูสินทรเอ่ย จ้าวซันพูดอย่างไม่หายทึ่งว่าเราเกือบจำเจ้าไม่ได้ ภูสินทรยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า “แม้ใบหน้าจะเปลี่ยนไป แต่จิตใจของกระหม่อมยังจงรักภักดีต่อเจ้าหลวงและองค์รัชทายาทไม่เสื่อมคลาย”

“ลุกขึ้น...” จ้าวซันส่งมือให้ภูสินทรประคองให้ยืนขึ้นแล้วโอบกอดกันอึดใจ ภูสินทรจึงเอ่ยว่าตนคิดว่าไม่สมควรกราบทูลทางโทรศัพท์จึงตัดสินใจมาเฝ้าเอง แล้วเล่าว่า

“สายของเรารายงานมาว่า องค์รัชทายาทสิขรนโรดมกำลังจะเสด็จเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและทรงทอดพระเนตรตลาดงานหัตถกรรมซึ่งเวลานี้กำลังเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของคีรีรัฐ”

“ศิขรนโรดม...น้องชายของข้า...ราชบุตรแห่งเจ้าลุง และเจ้าป้าของข้า”

“หลังจากองค์รัชทายาทเสด็จไปประเทศไทยแล้ว จะเสด็จมาที่ฮ่องกงเป็นการส่วนพระองค์”

“ตามคำเชิญของสภาหอการค้าฮ่องกง...ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลัง...ก็คือ...”

“เป็นฝ่าบาทเอง” ภูสินทรมองทึ่ง เห็นจ้าวซัน

ยิ้มเยือกเย็นก็ยิ่งตื่นเต้น “กระหม่อมก็แอบคิดว่าอาจจะเป็นฝ่าบาทแต่อีกใจก็ยังหวั่นว่า จะทรงเสี่ยงเกินไป”

ฟังแล้วจ้าวซันนิ่งไป...ภูสินทรย้ำว่า “พระองค์อย่าทรงประมาท ข้าเชื่อว่า พวกมันก็ยังคงตามหาตัว พระองค์อยู่เพราะปราศจากตราประจำพระองค์ เจ้าหลวงก็มิอาจครองราชย์ได้อย่างถูกต้อง”

จ้าวซันเตือนภูสินทรว่าเขาเองก็ต้องระวังแม้จะแปลงโฉมและเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพแล้วก็ตาม เพราะพวกนั้นตาแหลมคมนัก วางใจไม่ได้ ถามว่าแล้วมีใครตามเสด็จมาบ้าง

“พลเอกราชิด” ภูสินทรบอก จ้าวซันถามว่าเป็นพลเอกแล้วหรือ ภูสินทรพยักหน้า “พวกมันทุกคน เวลานี้ใหญ่โตคับประเทศกอบโกยทรัพย์แผ่นดินและมีบัญชีฟอกเงินอยู่ในต่างประเทศทุกคน”

จ้าวซันเอ่ยชื่อ ราชิดกับจัตุรัส ภูสินทรพูดหน้าเหี้ยม เกรียมว่าตนรอวันที่จะได้เผชิญหน้ากับพวกมันอีกครั้ง!

ภูสินทรเล่าถึงเหตุการณ์ขณะถูกราชิดกับจัตุรัสจับไปขังทรมานที่ผาห่มดอกว่า พวกนั้นทรมานตนอย่างทารุณเพื่อให้บอกว่าพระเทวีกับองค์รัชทายาทน่านปิงนรเทพหนีไปไหน แต่ตนก็ไม่ยอมก้มหัวให้ ไม่ยอมปริปากจนมันพูดกันว่าจะไปจับนางบายศรีเมียตนมาทรมานให้ดู ก็ไม่ทำให้ตนยอมจำนนได้

แล้วจู่ๆภูสินทรก็ทำตาเหลือกเหมือนคนไร้สติ หมอเดินมาจากด้านหน้าบอกว่าสมองถูกกระทบกระเทือนจนเลอะเลือนแล้วเดินเข้ามาขอตรวจอาการ จัตุรัสถามว่าจะเตรียมทำไม หมอถามว่าหรือท่านอยากให้มันตายแล้วความลับเรื่องพระเทวีก็จะตายไปกับมัน ราชิดพยักหน้ากับจัตุรัสบอกหมอว่า “ให้ดูหน่อยก็ดีช่วยให้มีสติสัมปชัญญะเร็วๆด้วย”

หมอจึงเอายาให้กิน บอกภูสินทรว่า “กินยาซะ ทุกคนอยากให้เจ้าหายป่วย”

หลังจากจับกรอกยาเข้าปากภูสินทรแล้ว หมอยังเอาซองยาวางไว้ บอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องกินอีกหน แล้วหมอก็ออกไปกับราชิดและจัตุรัส

ตกดึก ภูสินทรกระหายน้ำจึงควานหยิบคนโทน้ำมารินใส่แก้ว มือปัดถูกซองยาหล่น ภูสินทรฉุกคิดถึงตอนที่หมอให้ยา หมอบีบข้อมือเขาอย่างผิดปกติ ทั้งย้ำว่า “กินยาซะ ‘ทุกคน’ อยากให้เจ้าหายป่วย” พอฉุกคิดได้ก็เปิดซองหยิบยาออกมา มีเศษกระดาษพับเล็กๆร่วงลงมา ภูสินทรเหลือบมองยามสองคนเห็นหลับอยู่ก็โล่งใจรีบคลี่กระดาษอ่าน

“วันเพ็ญลอยพระประทีปเตรียมตัวให้พร้อม ทหารยามจะถูกวางยา จงตามคนที่เปิดประตูให้ ทำตามที่สั่งโดยไม่ต้องถาม ขอให้โชคดี”

ภูสินทรเอากระดาษแผ่นนั้นใส่ปากเคี้ยวและกลืนลงไป ตาเป็นประกายอย่างมีความหวังขึ้นอีกครั้ง!

ooooooo

ภูสินทรรายงานว่า ราชิดจะตามเสด็จครั้งนี้ และเป็นเครื่องมือบังหน้าลักลอบซื้ออาวุธ คาดว่าเพื่อก่อกบฏยึดอำนาจ

“สิขรนโรดม จะเป็นเพียงตุ๊กตาเสียกบาลของ พวกมันเท่านั้น” จ้าวซันอ่านเกมออก ภูสินทรบอกว่าผู้ที่ค้าอาวุธให้มันเป็นคนมีอิทธิพลในฮ่องกง ทำให้ จ้าวซันสงสัยว่าเป็นใคร! ภูสินทรบอกว่าตนยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด เมื่อกลับเมืองไทยแล้วได้ข่าวอะไรจะรีบแจ้งทันที ส่วนจ้าวซันก็บอกว่าทางนี้ก็จะช่วยสืบหาคนมีอิทธิพลในฮ่องกงที่ว่านั้นอีกแรงหนึ่ง

ก่อนที่ภูสินทรจะกลับไป ้จาวซันถามถึงคำฝายว่าสบายดีหรือ ถามถึงพระเจดีย์ของเจ้าแม่ บอกว่าอีกไม่นานเราคงได้กลับไปถวายบังคม ฝากบอกคำฝายว่า ม่านฟ้าของเรากลับมาแล้ว ตอนนี้อยู่ที่นี่เป็นแขกของตนเอง

“พระองค์ทรงหมายถึง...”

“ใช่...ม่านฟ้า...บราลี ลูกสาวคนเดียวของอินปงและจันทร์แรม องครักษ์ที่ยอมสละชีวิตเพื่อเราและเสด็จแม่ บอกคำฝายว่า ม่านฟ้าสบายดี คำฝายคงดีใจ”
จ้าวซันยืนส่งภูสินทรขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ในภารกิจ

ooooooo

บราลีอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาดูโทรศัพท์ปรากฏว่าแบตหมดจึงเสียบชาร์จไว้ แล้วออกไปที่ระเบียงวัดอากาศ ปรากฏว่าเย็นนิดๆ กำลังสบาย
กลับมานั่งกัดกินแอปเปิ้ลดูทีวีรายการสารคดีท่องเที่ยวในฮ่องกง เห็นแนะนำตลาดสแตนลีย์นึกอยากไป ดูนาฬิกาคว้ากระเป๋าออกจากห้องไป ลืมโทรศัพท์ที่ชาร์จแบตอยู่ พอออกพ้นห้องเท่านั้น เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น ดังจนดับแล้วดังอีกจนดับ ก็ไม่มีคนรับสาย

เต๋อเป่าเป็นคนโทร.เข้ามา เมื่อโทร.เข้ามือถือไม่มีคนรับสาย จึงโทร.ไปที่โอปอเรเตอร์ จึงรู้ว่าในห้องไม่มีคนรับสาย จ้าวซันไม่สบายใจ เพราะเป็นคนบอกให้บราลีรอรับโทรศัพท์แล้วไม่ได้โทร.มา คิดว่าบราลีคงโกรธ หรืองอน หรือไม่พอใจ แต่เต๋อเป่าคิดว่าไม่น่าจะใช่

“ไม่แน่หรอก ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนคนนึงเลยล่ะ แกขับรถให้เร็วกว่านี้ได้ไหม” จ้าวซันเริ่มหงุดหงิด

บราลีออกจากโรงแรมไปโดยไม่มีใครเห็น แต่ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ เธอสวนกับรถจ้าวซันที่ขับเข้าโรงแรมพอดี!

บราลีออกไปขึ้นแท็กซี่แล้วจึงรู้ว่าลืมเอาโทรศัพท์มา แต่ก็ปล่อยเลยตามเลย

ส่วนจ้าวซันรีบขึ้นไปดูที่ห้อง แม่บ้านบอกว่าห้องน้ำยังเปียกแสดงว่าเพิ่งออกไป โทมัสบอกว่าตนจะคอยดูให้ถ้าเธอกลับมาจะให้โทร.บอกที่เบอร์ส่วนตัวไหม?

“ไม่ต้องครับ ผมจะรออยู่แถวนี้”

ทุกคนมองหน้ากันทึ่ง ที่จ้าวซันเครซี่ผู้หญิงคนนี้มาก

ooooooo

ตอนที่ 2

ในเรือข้ามฟากเพื่อไปตลาดสแตนลีย์นี่เอง บราลีที่แต่งตัวเก๋มาดเท่ถือกล้องถ่ายรูปวิวอย่างเพลินใจอยู่นั้น ผิงอันหรือซายหมุยน้องสาวแท้ๆของเหม่ยอิง ลูกภรรยาคนที่สี่ของเต้ มาเที่ยวกับอาม่าผู้ดูแลเห็นเข้า ผิงอันตื่นเต้นกับชุดเก๋และท่าทางเท่ๆของบราลีถึงกับอ้าปากค้าง

ส่วน บราลีถ่ายรูป หันไปเจอผิงอันในชุดแบบคุณหนูจีนยุคเก่าถักเปียยาวสองข้าง ก็ถูกใจมากเข้าไปขอถ่ายรูปทั้งสองคน อาม่าไม่ให้ถ่าย แต่ผิงอันยิ้มดีใจ  ทั้งยังขอถ่ายรูปคู่กับบราลีด้วย แล้วให้ส่งไปให้ตนทางอีเมล์ได้ไหม

ต่างฝ่ายก็ชอบสไตล์ของกันและกัน เลยกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ผิงอันกลายเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์พาบราลีเที่ยว บราลีก็ซื้อกิ๊บติดผมน่ารักที่ผิงอันชอบให้เป็นของขวัญ

ที่นี่เอง บราลีถอยออกไปไม่ได้มองจึงชนกับฉินเจียงลูกชายจากภรรยาคนที่สองที่เป็นชาว อังกฤษของเต้เข้าอย่างจัง ฉินเจียงหันขวับทำท่าจะเอาเรื่อง แต่พอเห็นบราลีก็ถึงกับตะลึง ผิงอันรีบแทรกเข้าไปทำเป็นแนะนำให้รู้จักกัน แต่ที่แท้ต้องการปกป้องบราลีจากฉินเจียง

“พี่รองคะ...นี่...เพื่อนหนู”

ฉินเจียงคว้ามือบราลีหมับแนะนำตัวเองอย่างอวดโอ่ “ผมฉินเจียง...ไท้เผ่งของฉินเย่ว์กรุ๊ป ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ค่ะ...บรี...บราลีค่ะ” บราลีแนะนำตัวเองยังไม่หายงงที่ถูกจู่โจมจับมือ

พอรู้ว่าบราลีเป็นคนไทย ฉินเจียงปากหวานตาโลมเลียว่า ตนรู้จักคนไทยหลายคน แต่ไม่เคยเห็นใครเหมือนเธอเลย บราลีตอบไปทันควันเช่นกันว่า ผู้ชายฮ่องกงก็ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับตนเหมือนเขา

ผิงอันเห็นบรรยากาศ ไม่ดีชวนบราลีไปกันดีกว่า แต่ฉินเจียงไม่ยอมให้ผิงอันไปหาเรื่องว่าเธอหนีเรียนมาเที่ยว หันไปขู่อาม่าที่มีหน้าที่ดูแลผิงอันว่า เตรียมตอบคำถามแม่ใหญ่ให้ดีก็แล้วกัน อาม่าตกใจส่วนผิงอันรีบฉุดบราลีเดินไปบ่นอุบอิบ

“ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะโชคร้ายแบบนี้”

ooooooo

บ่ายนี้ที่ร้านเสื้อหรูแห่งหนึ่งในฮ่องกง เหม่ยอิง ไปสั่งชุดราตรีแบบใหม่ๆ เก๋ๆ จะใส่ไปดูบัลเลต์คืนนี้

ระหว่างนั้นมีแมสเซนเจอร์เข้ามาบอกเจ้าของร้านที่กำลังต้อนรับเหม่ยอิงอยู่ว่า จ้าวซันให้มารับชุดที่สั่งตัดไว้ เหม่ยอิงมองขวับทันที เมื่อเจ้าของร้านขอตัวไปหยิบของให้ เหม่ยอิงขอดูก่อน พอเปิดกล่องใบใหญ่ออกเห็นชุดราตรีสีดำโก้หรูก็อมยิ้มพึมพำ “พี่ชายคิดจะง้อฉันด้วยวิธีนี้หรือ...หึ...”

จ้าวซันยังรอบราลีอยู่ที่ คอฟฟีช็อปโรงแรม จนเทเรซ่าเลขาประจำตัวของเขาต้องเอาเอกสารไปให้เซ็นที่นั่น จ้าวซันสั่งเทเรซ่าให้ยกเลิกนัดวันนี้ทั้งหมด ให้เรียนขอประทานโทษท่านประธานบริษัทเซี่ยงไฮ้พอร์ทด้วย และขอเลื่อนนัดเป็นวันศุกร์แทน

บราลียังเที่ยวอยู่ที่ตลาดสแตนลีย์จนถึง บ่าย ระหว่างแวะซื้อน้ำผลไม้ปั่นจากรถเข็นแก้กระหาย ผิงอันปรารภว่าสงสัยพี่รองคงชอบเธอแน่ เพราะทุกทีไม่เคยเห็นสนใจตนขนาดนี้เลย ทั้งสองเลยได้คุยถึงเรื่องราวของตัวเองให้ฟังกัน

ผิงอันเล่าว่า ตนมีพี่สาวคนเดียวชื่อเหม่ยอิง สวย เก่ง ดีกว่าตนทุกอย่าง แต่ตนว่าสู้พี่บรีไม่ได้ ชวนวันไหนไปเที่ยวบ้านตนกัน บ้านตนมีสี่หลัง เพราะพ่อมีเมียสี่คน เลยให้อยู่กันคนละหลัง ชาวบ้านเรียกกันว่าบ้านสี่ฤดู ตนกับแม่และเหม่ยอิงอยู่บ้านชิวเทียนแปลว่าฤดูใบไม้ร่วง  บราลีพึมพำว่าแปลกดีที่อยู่ด้วยกันได้ ผิงอันถามว่า “พี่บรีล่ะ มีพี่น้องหรือเปล่า”

บราลีหันมองไปที่อ่าวซ่อนแววตาเศร้าก่อนหันกลับมา ตอบอย่างร่าเริงว่า ไม่มี มีแต่พ่อที่ตนรักมากแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะตนไปเรียนหนังสือที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก

“น่าอิจฉา...หนูอยากไปเรียน บ้างจัง แต่คงไม่ได้ไปหรอก ที่บ้านไม่ค่อยมีใครสนใจหนูเท่าไหร่ จะมีก็แต่อาม่า...อ้อ...ยังมีพี่ชายใหญ่อีกคนที่น่าคบที่สุด แล้ววันหลังหนูจะแนะนำให้รู้จักนะ”

ระหว่างนั้นบราลีเห็นฉินเจียง เกาเฟย และอาเหาเดินมากันทั้งกลุ่ม แอบกระซิบถามผิงอันว่า นั่นก็พี่ชายหรือ อาม่าชิงตอบว่าเขาไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของซายหมุย แต่เป็นลูกของคุณนายที่สามที่เป็นคนอังกฤษ แล้วเรียกซายหมุยของตนกลับ

“เดี๋ยวหนูค่อยเล่าให้ฟัง เรารีบกลับกันดีกว่า ไม่อยากฟังอาม่าบ่น ไป...” ผิงอันเดินนำไป บราลีกับอาม่ารีบตาม

ooooooo

บ้านสี่ฤดู...เป็นบ้านขนาดใหญ่สีขาว ต้นไม้ร่มรื่น มีหินสลักและประติมากรรมวางเรียงราย ด้านหลังและด้านข้างมีตัวบ้านต่อออกไปอีกสี่หลัง...

เหม่ยอิงทำผมเสร็จ แล้วกลับมารอด้วยใจจดจ่อว่าแมสเซนเจอร์ส่งกล่องเสื้อผ้ามาให้หรือยัง ใช้ให้คุณนายสี่ผู้เป็นแม่ไปถามพวกคนใช้ คุณนายสี่กลับมาบอกว่าไม่มีเด็กส่งของอะไรมาทั้งนั้น

เหม่ยอิงผิดคาด ซ้ำโทร.หาจ้าวซันก็ไม่รับสาย โทร.ไปที่ออฟฟิศก็ไม่อยู่ บ่นอย่างหัวเสียว่าตกลงตนต้องไปงานเองคนเดียวจริงๆหรือไม่มีการเซอร์ไพรส์ อะไรทั้งนั้นจริงๆ หรือ ครั้นคุณนายสี่อาสาจะไปเป็นเพื่อนก็ปฏิเสธอ้างว่าดูบัลเล่ต์เสร็จจะต้องไป ซัพเพอร์มื้อดึกที่โฮเต็ลหรูแม่ไปจะง่วงมาก คุณนายสี่เลยได้แต่นิ่งหน้าสลด

พอดีผิงอันกับอาม่ากลับมา พอเหม่ยอิงเห็นเท่านั้นก็แว้ดใส่ว่าไปไหนกันมากลับเอาป่านนี้เหลวไหลขึ้นทุกวันทั้งนายทั้งบ่าว พอผิงอันจะชี้แจงก็ตัดบทว่า ไม่ต้องเถียง ระวังให้ดีทำตัวแบบนี้ไม่ต้องไปเรียนต่อเมืองนอกก็แล้วกัน

ครู่เดียว ฉินเจียงก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก เขามองเหม่ยอิงแบบเหม็นขี้หน้า ส่วนเหม่ยอิงก็เหล่ใส่อย่างดูแคลน

ทั้งสองเหมือนขมิ้นกับปูน พูดกันไม่ลงรอยมองกันไม่เข้าตา เหม่ยอิงเตือนประชดว่ามีเวลามาเหยียบบ้านนี้ก็ควรไปพบแม่ใหญ่เสียบ้าง ฉินเจียงหางตามองเหม่ยอิงแต่หัวจรดเท้าพูดเยาะว่า

“บ้านนี้ทั้งหลัง อีกหน่อยก็เป็นของฉัน แม่ใหญ่อีกไม่นานก็ตาย แกก็เตรียมหาที่อยู่ใหม่ไว้ด้วยล่ะ”

“หึๆ ไท้เผ่งคนเก่งแห่งฉินเย่ว์กรุ๊ป มีความฝันอันสูงสุดคือขายสมบัติ...น่าภูมิใจจัง วันๆ ก็หาเรื่องทำแต่อะไรที่เสื่อมๆ โอ...พี่ชายรองของฉัน” เหม่ยอิงทำเสียงประชดเยาะหยัน เลยถูกฉินเจียงตวาดว่าไม่ต้องมานับตนเป็นพี่ก็ได้ เย้ยว่า

“คนอย่างแก มันก็แค่ลูกสาวเมียน้อย เป็นแค่ผู้หญิง ไม่มีความหมายอะไรสักนิด อย่าสะเออะมาข่มทายาทตัวจริงของตระกูลจ้าวดีกว่า ฉันจะทำอะไรเธอก็ไม่ต้องเกี่ยว”

“นึกว่าฉันอยากเกี่ยวนักหรอ ฉันไม่อยากเป็นคนตระกูลจ้าวก็เพราะเธอนั่นแหละ!” เหม่ยอิงสะบัดเดินเชิดขึ้นบันไดไป พวกบ่าวหญิงหอบของตามไปช่วยแต่งตัว

อาม่ามองแล้วส่ายหน้า ส่วนผิงอันนั่งก้มหน้านิ่ง พลันก็สะดุ้งเมื่อฉินเจียงทำเสียงอ่อนหวานถามว่า

“ผิงอันน้องรักของพี่...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วไปรู้จักเขาได้ยังไงหรือจ้ะ”

ผิงอันกลืนน้ำลายฝืดคอ รู้สึกสยองกับเสียงอ่อนและคำหวานของฉินเจียงจนทำตัวไม่ถูก

ooooooo

จ้าวซันคอยบราลีอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมจนเย็น เห็นบราลีถือถุงเต็มสองมือเข้ามาทางประตูหน้า เขาลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นมีชีวิตชีวา จัดแต่งเสื้อผ้าเนกไทวุ่นวายไปหมดแล้วรีบเดินตามบราลีไปที่หน้าลิฟต์

บราลีไม่ได้เฉลียวใจอะไร มุ่งแต่จะกลับขึ้นห้อง เห็นจ้าวซันเข้าลิฟต์มาด้วยก็ถอยห่างออกไปเนียนๆ อย่างระวังตัวจ้าวซันเองก็ไม่แสดงตัว หากแต่ทำทีทักทายเธอเหมือนแขกที่พักโรงแรมเดียวกัน จนขึ้นถึงชั้น 32 อันเป็นชั้นที่บราลีพักความเลยแตกเมื่อโทมัสตามมาเจอ

“คุณชายจ้าวซัน...” โทมัสมองบราลี “เอ่อ...พบคุณหญิงแล้วใช่ไหมครับ”

บราลีมองขวับ จ้าวซันเลยต้องแนะนำตัวเอง และขอโทษที่ไม่ได้ไปรับเธอที่สนามบินด้วยตัวเอง บราลีมองอึ้ง ผิดคาดที่เพื่อนของพ่อยังหนุ่ม หล่อและเท่ จ้าวซันยื่นมือออกมาจะทักทายแบบฝรั่ง บราลีนึกหมั่นไส้เลยแกล้งยกมือไหว้แทน จ้าวซันทึ่งแต่แล้วก็กลับชอบใจยกมือไหว้ตอบ ส่วนบราลีเห็นท่าทีหยวนๆกวนๆของจ้าวซันก็ยิ่งหมั่นไส้มากขึ้นทุกที

เมื่อมาถึงโถงรับแขกห้องสวีทชั้น 32 จ้าวซันนัดก่อนแยกไปว่า ทุ่มครึ่งจะมารับไปทานข้าวและพาชมเมือง ฮ่องกงพูดล้อๆว่า “อย่าหนีไปไหนอีกล่ะ”

บราลีทำทีเล่นตัวว่าไม่อยากรบกวน เมื่อเขาบอก ว่าตนตั้งใจไว้แล้ว เธอจึงขอบคุณรวมทั้งขอบคุณสำหรับทุกอย่างในวันนี้ด้วย แต่พอจ้าวซันเข้าลิฟต์ไปแล้ว

บราลีบ่นงึมงำกับตัวเอง

“บอสซี่จัง เจ้ากี้เจ้าการ ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้านาย...”

พลันก็ต้องสะดุ้งเมื่อประตูลิฟต์เปิดอีกครั้ง จ้าวซัน

บอกจากลิฟต์ว่า “อย่าลืมมือถือไว้ในห้องอีกล่ะ”

“เอ่อ...ค่ะ...” บราลีตอบเหวอๆจ้าวซันยิ้มให้ พอดีประตูลิฟต์ปิดลง...

ooooooo

จ้าวซันกลับไปหาไทไท แม่ใหญ่วัย 85 ปีที่ดูซีดขาวราวกับหินอ่อนแกะสลัก แต่ยังมีร่องรอยของความงามอยู่

ไทไททักจ้าวซันอย่างรักใคร่เอ็นดูว่า เป็นไท้เผ่งตัวจริงก็อย่างนี้แหละต้องยุ่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเต้ของลูกไทไทสั่งสอนย้ำเตือนอีกว่า

“แต่จำเอาไว้อย่าง ลูกต้องอย่าไว้ใจใครนะ โดยเฉพาะฉินเจียง ไอ้ลูกตาน้ำข้าว มันต้องการให้แม่ตาย แต่แม่ไม่ตายง่ายๆหรอก คอยดูแม่จะรอมัน...รอจุดจบของมัน” จ้าวซันไม่อยากให้ไทไทคิดมากบอกให้พักผ่อนดีกว่า แต่ไทไทก็ยังพูดอย่างห่วงใยว่า “อย่ากลัวนะอาซัน แม่จะคอยช่วยลูก อย่าลืมว่าลูกเป็นคนของตระกูลจ้าว...”

เมื่อกลับมาอาบน้ำสระผมที่ห้องนอนตัวเอง จ้าวซันยังจดจำทุกถ้อยคำที่ไทไทอบรม สั่งสอน และฝากฝังได้ในโอกาสต่างๆว่า

“...บ้านสี่ฤดูเป็นของลูก หลังคาสีเขียว หมายถึงทรัพย์สมบัติ ตึกอิฐสีแดงคือความแข็งแกร่ง ไม่มีผู้ใดทัดเทียม...หน้าบ้านเรา หันหาทะเล...ความยิ่งใหญ่จะไหลหลั่งมา ด้านหลังเป็นภูเขา... ผนึกความเป็นปึกแผ่น ตระกูลจ้าวของเราจะยิ่งใหญ่ชั่วนาตาปี...เก็บทุกอย่างไว้ลูก อย่าขาย อย่าคิดเหมือนฉินเจียง มันต้องการรื้อบ้านนี้ทำเป็นกาสิโน... อย่ายอมมันเด็ดขาด...อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ แม่รู้ทุกอย่าง...จ้าวไทไทรู้ทุกอย่าง...”

ไม่เพียงคำสั่งสอน สั่งเสีย หากดวงตาสีเทาเงิน ที่ไทไทจ้องมองจ้าวซันนั้น ยังแฝงด้วยอำนาจลึกล้ำน่ากลัวด้วย...

จ้าวซันแต่งตัวเสร็จออกจากห้องเพื่อไปรับบราลีตามนัดด้วยหัวใจเบิกบานและยังไม่หายตื่นเต้น...

ooooooo

นับแต่เจอจ้าวซัน บราลีมีเรื่องให้ตื่นเต้น แปลกใจตลอดเวลา ยิ่งเมื่อกลับเข้าห้องแล้วมีแมสเซนเจอร์

เอากล่องใส่ชุดราตรีสีดำเก๋ไก๋ทันสมัย กระเป๋าถือ รองเท้าส้นสูงมาให้ ทุกอย่างเข้าชุดกันอย่างไม่มีที่ติ ทั้งยังมีข้อความสั้นแนบมาด้วยว่า

“หวังว่าคุณไม่คิดว่าเป็นการดูหมิ่น ช่วยกรุณา รับไว้ด้วยเถิด คุณพ่อคุณก็รู้จักผมดี...จ้าวซัน”

เมื่อลองใส่จนครบชุด ส่องกระจกดูตัวเองแล้วก็พึมพำ

“หึ...ทำอย่างกับฉันเป็นตุ๊กตา อยากให้ฉันแต่งตัวยังไงก็ได้เหรอ”

ดูตัวเองจนมั่นใจแล้ว บราลีจึงลงไปที่ล็อบบี้ ทุกสายตามองเธออย่างตื่นตะลึงราวกับเห็นซุปเปอร์สตาร์

จ้าวซันเองก็มองทึ่งยิ้มออกมาไม่รู้ตัว บราลีเดินอย่างสง่างามเข้ามาถามว่าตนคงไม่ทำให้เขารอนาน และขอบคุณสำหรับเสื้อผ้าและของพวกนี้ด้วย จ้าวซันพูดอย่างโล่งใจว่า ดีใจที่เธอไม่คิดมาก

“ไม่คิดมากหรอกค่ะ แปลกใจ ที่คุณรู้ขนาดเสื้อผ้า รองเท้า ของฉันได้ยังไงน่ะสิคะ”

“เอ่อ...งั้นคงต้องขอบคุณคุณพ่อของคุณ ท่านเป็นคนบอกน่ะครับ...คุณดู เป็นสาวเต็มตัว ถ้าไปเจอกันที่อื่น ผมคงจำไม่ได้” จ้าวซันเผลอพูดออกไป พอบราลีมองอย่างแปลกใจ เขารีบแก้ว่า “ผม...เคยเห็นตอนคุณเด็กๆ”

บราลีเชื่อ เพราะเขาเป็นเพื่อนพ่อ จ้าวซันจึงรอดตัว ผายมือเชิญเธอให้ออกเดิน ระหว่างนั้นเขากระซิบเต๋อเป่าว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรให้กลับก่อนได้ บราลีได้ยินแอบเบ้หน้าว่า “มีสมุนคนสนิทด้วย”

จ้าวซันพาบราลีไปที่หอนาฬิกา บอกเธอว่าไม่ต้องห่วงเพราะตนจองที่ไว้ให้แล้ว ชวนรีบไปกันเดี๋ยวการแสดงจะเริ่มแล้ว ระหว่างเดินไปด้วยกัน จ้าวซันเดินเยื้องคอยกันไม่ให้ใครมาแตะต้องกระทบกระทั่งเธอ เห็นเธอมองไปรอบๆอย่างตื่นตาแล้วหันมายิ้มให้ จ้าวซันยิ้มตอบอย่างมีความสุขไปด้วย

ooooooo

ระหว่างการชม A symphony of light ที่ริมอ่าววิกตอเรียบนที่นั่งชั้นสองอันเป็นที่ดูแบบพิเศษผู้คนไม่พลุกพล่านนั้น บราลีตื่นเต้นเพลิดเพลินมาก อากัปกิริยาของเธอยังเหมือนวัยเด็กจนทำให้จ้าวซันเผลอเรียกเธอว่าเมยแล้วก็ต้องกลบเกลื่อนแก้ตัวว่าพูดผิด

หลังพาเธอเที่ยวและชมสถานที่สำคัญแล้ว จ้าวซันถามว่าพรุ่งนี้เธออยากไปไหนอีก เธอถามว่าเขาว่างหรือ จ้าวซันบอกว่า “ก็ว่างได้” บราลีเลยถามถึงงานของเขา ก็ได้รับคำตอบกว้างๆไม่ต่างจากที่เธอได้จากหลี่คือ “ก็...ค้าขาย...ทำธุรกิจ...”

จากนั้นพาเธอไปทานอาหารในโรงแรมหรู ได้พูดคุยกันลึกขึ้นถึงชีวิตส่วนตัว เมื่อบราลีพูดถึงชีวิตที่แอลเอขณะไปเรียนหนังสือ จ้าวซันถามว่าไปเรียนที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็มีเหงาบ้าง คิดถึงบ้าน...แล้วคุณล่ะ มาอยู่ที่นี่นานหรือยัง ไม่อยากกลับเมืองไทยบ้างเหรอ”

“ผมยังอยากกลับไปบ้านอยู่ทุกวัน แต่ผมมีหน้าที่อยู่ที่นี่...แล้วก็...ยังไม่ถึงเวลา” บราลีติงว่าบินไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว “ผมไม่ใช่คนกรุงเทพฯ... อืมมม...ไว้คุณกลับไปกรุงเทพฯแล้ว ถ้ามีโอกาสผมขอไปเยี่ยมบ้าง”

“ได้เลย...แล้วฉันจะพานั่งรถไฟฟ้าชมเมืองเอง” บราลีกระตือรือร้นมาก

ทั้งสองหัวเราะกัน บราลีชะงักเมื่อเห็นแววตาที่ใจดีเมตตาของจ้าวซัน เธอนึกถึงอดีตที่พี่น่านปิงเคยปลอบโยนตนขณะร้องไห้งอแง อดถามไม่ได้ว่า

“เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า...” จ้าวซันนิ่งเงียบหยิบแก้วไวน์จิบแก้เก้อปรับแววตาแข็งขึ้นไม่หลบตาที่มองอย่างพินิจพิจารณาของบราลีแต่ก็ไม่กล้าจ้องตา จนบริกรยกของหวานมาเสิร์ฟพร้อมเหล้าสปาร์คลิ่งไวน์สำหรับของหวาน บราลีเลยตัดบท “ช่างเถอะ...ฉันคงเคยพบใครที่เหมือนคุณมาก”

เมื่อบราลีจิบสปาร์คลิ่งไวน์และตักของหวานทาน จ้าวซันจึงเอ่ยด้วยแววตาที่เศร้าลงว่า

“ผมบอกแล้วไงว่าผมเคยเห็นคุณ...ตอนเด็กๆ” เธอถามว่าเด็กแค่ไหน “เด็กมาก ตั้งแต่คุณยังเป็นเบบี๋ อยู่ในเบาะ”

“นี่ไม่จริงล่ะ...” บราลีค้อนนิดๆ ทำให้ดูยิ่งน่ารัก

ที่ประตูหน้าร้าน...เหม่ยอิงเข้ามากับคุณนายหวังแม่ของเพื่อนเห็นภาพบาดตานั้นพอดี! แต่เป็นจังหวะที่บริกรมาโค้งพาไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของร้าน แต่เหม่ยอิงก็ยังมองจ้าวซันกับบราลีจนเหลียวหลัง

จ้าวซันถามถึงคุณพ่อเธอว่าเป็นอย่างไรบ้าง บราลี

บอกว่าสบายดีแล้วถามว่า เขารู้ใช่ไหมว่านั่นไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของตน ทำเอาจ้าวซันตกใจ บราลีติงขำๆว่า

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้ คือฉัน...ฉันเป็นคนมีปัญหานะ บางทีฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นโรคจิต หรือโรคทางสมองก็ไม่ทราบ คือความทรงจำของฉันมันเหมือนฝันไม่ปะติดปะต่อ เคยพยายามคิดจนปวดหัว แต่ตอนนี้ไม่คิดอะไรแล้ว” เธอหัวเราะขำตัวเอง แล้วหันจ้อง ชี้หน้าจ้าวซัน ดักคอว่า “ฉันถึงว่าคุณพูดไม่จริงไง ฉันเพิ่งมาอยู่กะคุณพ่อตอนที่ฉัน 6-7 ขวบ ไม่ใช่เบบี๋ในเบาะซะหน่อย”

จ้าวซันอึ้งกับความจำของเธอและความจริงที่ตนพูด แต่บราลีไม่ซีเรียสหัวเราะมองเขาแบบอย่ามาอำกันเลย คนภายนอกจึงเห็นเหมือนทั้งสองหยอกเย้ากันอยู่

เหม่ยอิงจิกมองตาแทบลุกเป็นไฟ คุณนายหวังบีบมือเธอเชิงปลอบให้ใจเย็นๆ...

คืนนี้ บราลีและจ้าวซันต่างสนิทสนมกันขึ้น โดยเฉพาะบราลีมีความรู้สึกดีๆต่อเขา เอ่ยก่อนแยกกันเมื่อเขามาส่งว่า

“ดึกมากแล้ว...ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ขอบพระคุณจริงๆวันนี้สนุกมาก อาหารก็อร่อย คุณใจดีมาก เกรงใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรเลยครับ พรุ่งนี้สายๆผมโทร.หานะ”

เมื่อบราลีเอ่ย “กู๊ดไนท์นะคะ” แล้วเดินเข้าโรงแรม จ้าวซันยังยืนมองจนเข้าข้างในอย่างปลอดภัยแล้ว จึงกลับไปอย่างมีความสุข...

บราลีอยากรู้ว่าจ้าวซันเป็นใครกันแน่ นึกคำสะกดชื่อเขาไม่ออก จึงหยิบมือถือออกมาเข้าเว็บ google พิมพ์คำว่า “JAO  SUN” ลงไป แล้วนั่งจ้องตาไม่กระพริบ...

ooooooo

ระหว่างกลับบ้าน จ้าวซันจับได้ว่าเต๋อเป่าที่เขาบอกให้กลับไปพักผ่อนยังสะกดรอยดูแลความปลอดภัยให้เขาตลอดเวลา เลยพาทั้งเต๋าเป่าและอาหลี่ไปกินร้านอาหารจีนข้างทางกัน

ที่ร้านข้างทางนี่เอง เต๋อเป่าผิดสังเกตชายสองคนว่าจะติดตามพวกตนและแอบถ่ายรูปจ้าวซันไว้ด้วย แต่จับไม่มั่นคั้นไม่ตายจึงเพียงแต่เขม่นและมีเรื่องกันจนถ้วยชามแตกเล็กน้อย แล้วชายสองคนนั้นก็หลบไป

ที่แท้ ชายทั้งสองเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ผู้กองเหลียงตำรวจหน่วยปราบปรามอาชญากรรมที่ติดตามจ้าวซัน เพราะคิดว่าเขาทำธุรกิจผิดกฎหมาย เมื่อตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองกลับมารายงาน ถูกผู้กองเหลียงตำหนิว่า

“ให้ไปหาข่าวเฉยๆก็ดันไปมีเรื่องจนได้” พึมพำเครียด “สักวันเถอะคุณชายจ้าวซัน จะจับให้ได้คาหนังคาเขาเลย”

จ้าวซันกลับเข้าบ้านอย่างมีความสุข ก็ต้องชะงักเมื่อเจอเหม่ยอิงรออยู่ เธอตัดพ้อต่อว่าเขาที่ไม่ไปงานกับตนแต่กลับพาผู้หญิงอื่นไปกินข้าว

เหม่ยอิงไม่ปิดบังความรู้สึกของตนที่มีต่อจ้าวซัน ตัดพ้อว่าเขาไม่เข้าใจตนเลย จ้าวซันรับรู้แต่ย้ำกับเธอว่าเราเป็นพี่น้องกัน เหม่ยอิงติงว่าเขาไม่ใช่คนตระกูลจ้าว จ้าวซันพูดจริงจังเคร่งขรึมว่า

“พี่เข้าใจเธอเสมอเหม่ยอิง เพราะเธอเป็นน้องสาวของพี่ เราโตมาด้วยกัน ใช้แซ่เดียวกันมันจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้...เพื่อเธอพี่ทำได้ทุกอย่าง แม้แต่จะตายแทนเพื่อตอบแทนบุญคุณมหาศาลของเต้ แต่เรื่องหัวใจอย่าบังคับพี่เลยเหม่ยอิง”

เหม่ยอิงยังไม่ละความพยายาม บอกจ้าวซันเรื่องที่ฉินเจียงเอาเงินของบริษัทไปซื้อหุ้นต่างประเทศจนบริษัทกำลังจะล้มละลายบ้านจะถูกขายเป็นโรงแรม บอกจ้าวซันอย่างดุดันว่าตนจะหยุดฉินเจียงให้เอง

“พอได้แล้วเหม่ยอิง เราทุกคน...คือพี่น้องกัน” จ้าวซันตัดบทดุๆจนเหม่ยอิงต้องหยุดพล่าม ร้องไห้โฮอย่างเสียใจ

จ้าวซันนอนลืมตาในความมืด สมองยังอื้ออึงด้วยคำพูดของตัวเองที่บอกเหม่ยอิงว่า “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” คิดคำที่ทั้งฝังใจและบาดใจเป็นแผลลึกในชีวิตจนหลับไป...

ooooooo

เป็นความจริงที่เหมือนฝันร้ายมาตลอดชีวิต... จ้าวซันจำฝังใจว่า เคยได้ยินมาทยาธรพี่ชายของพิริยเทพ

พ่อตนคุยกันเกี่ยวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นน้องอายุน้อยกว่าแต่ได้เป็นเจ้าหลวงว่า

ที่พิริยเทพได้เป็นเจ้าหลวงเพราะโชคดีเกิดมาเป็นราชบุตรของพระเทวีเอก แต่ตนเกิดมาเป็นโอรสของ พระเทวีรองเลยไม่มีสิทธิ์ เยินยอว่าในความเป็นจริงพิริยเทพก็เก่งกว่าตนทุกอย่างเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐทุกประการ

“หม่อมฉันทำงานปกครองคีรีรัฐของเราได้ลุล่วง ทุกวันนี้ ก็เพราะมีเจ้าพี่ทรงประคับประคอง หม่อมฉันไม่สนใจ ถ้อยคำผู้ใดมากกว่าความรักของเราพี่น้อง” พิริยเทพเอ่ย

“ใช่แล้วๆ ความรักของเรายิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดเราทุกคนคือพี่น้องกัน”

คำว่า “เราทุกคนคือพี่น้องกัน” ยังฝังใจน่านปิงในวัยเยาว์ และบาดลึกเป็นแผลใจตราบจนมาเป็นจ้าวซันวันนี้!

ส่วนศิขรนโรดมลูกชายของมาทยาธรนั้น เติบโตมาด้วยกันกับน่านปิง ทั้งสองรักและดูแลกัน จนวันหนึ่งชวนกันไปดูน้องสาว ลูกของอินปงกับจันทร์แรมราชองครักษ์ จันทร์แรมขอให้น่านปิงตั้งชื่อให้ลูกสาว น่านปิงจึงตั้งให้ว่า “ม่านฟ้า”และจันทร์แรมก็ถวายม่านฟ้าเป็นข้ารองพระบาทน่านปิงแต่นั้นมา

ทั้งน่านปิงและศิขรนโรดมเรียนมวยอยู่กับครูเฒ่า เช้าวันหนึ่ง ศิขรนโรดมวิ่งมาบอกครูเฒ่าว่าเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายกะทันหัน ครูเฒ่าตอบด้วยเสียงแห้งโหยว่า “กระหม่อมทราบแล้ว” ศิขรนโรดมถามว่า

“ส่วนเจ้าพี่กับเสด็จน้าก็ถูกลักพาตัวไปด้วยจริงหรือเปล่าท่านครู” ครูเฒ่าพูดเนิบๆ ว่านั่นเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างศิขรนโรดมกระวนกระวายใจ เป็นห่วงเจ้าพี่และเสด็จน้า เขาวิ่งไปตะโกนที่หน้าผา “น่านปิงนรเทพพพ พี่อยู่หนายยยยย”

อสุนีลูกชายของราชิดเป็นองครักษ์ของศิขรนโรดม ราชิดสืบการเคลื่อนไหวของน่านปิงจากอสุนี เมื่ออสุนี กลับมาก็ถามว่า วันนี้เสด็จไปไหนบ้าง? พวกเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้างไหม? แต่อสุนีเลี่ยงไม่ตอบ บอกพ่อตรงๆว่า

“คุยหลายเรื่องแต่ลูกไม่ได้ยิน อีกอย่างลูกเป็น องครักษ์ ก่อนเป็นก็ดื่มน้ำสาบานแล้ว ความในไม่ให้นำออก ความนอกไม่ให้นำเข้า พ่ออย่ามาให้ลูกเสียสัตย์ไปด้วยเลย”

ราชิดด่าอสุนีว่าบังอาจสั่งสอนตน ถามว่าคิดว่าตนทำทุกอย่างนี่เพื่อใคร อสุนีตอบอย่างไม่ยี่หระว่า

“ขออย่าต้องทำเพื่อลูกเลย บ้านเมืองเราก็เจริญรุ่งเรืองดีอยู่แล้ว จะต้องให้มีการเลือดตกยางออกอีกทำไม องค์ชายก็เป็นคนดี”

อสุนีติงราชิดว่าสิ่งที่พ่อคิดนั้นถือเป็นกบฏ ราชิด

ท้าว่าใช่! ให้ไปตะโกนบอกใครๆเลย บ้านนี้มีแต่คนภักดีต่อตน ปรามว่า “อสุนี...เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังว่ามีลูกโง่”

“ลูกยอมโง่ดีกว่าทรยศต่อแผ่นดิน ลูกผู้ชายสาบานไปแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พ่อจะหาว่าลูกอกตัญญูก็ยอม”

ราชิดโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ลูกไม่ได้ดั่งใจ

ทั้งหมดนี้ ถิมิลาน้องสาวของอสุนีแอบฟังอยู่ เธอตกใจมากทำตัวลีบเล็กหลบอยู่หลังรูปปั้นแทบไม่กล้าหายใจ...

ooooooo

จ้าวซันซื้อบริษัทซื่อฉวนแฟชั่นที่กำลังจะล้มละลายไว้ เพราะครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของเต้ก่อนที่ฉินเจียงจะเกิดด้วยซ้ำ มันคือบริษัทที่เต้เคยใช้เป็นที่ก่อร่างสร้างตัวตอนหนุ่มๆ จ้าวซันไม่อยากให้มันถูกชำแหละเป็นเสี่ยงๆ จึงซื้อไว้

แต่ฉินเจียงไม่เห็นด้วยหาว่าจ้าวซันเอาเงินของฉินเย่ว์–กรุ๊ปไปซื้อจะทำให้บริษัทล่มจม และที่สำคัญหาว่าจ้าวซันไม่เคยปรึกษาตนเลย จ้าวซันยืนยันว่าตนแจ้งเรื่องนี้แก่ฉินเจียงทุกขั้นตอนด้วยช่องทางต่างๆ แต่ฉินเจียงไม่เคยสนใจที่จะรับรู้เองต่างหาก พอเอาหลักฐานมายืนยัน ฉินเจียงก็เถียงไม่ออก พาพรรคพวกพรวดพราดออกไป

ขณะนั้นเอง เต๋อเป่าก็มาพูดเบาๆว่า “เรื่องคุณชายฉินเจียง...ตอนนี้สายรายงานมาว่า...” เต๋อเป่าเข้าไปกระซิบเบามาก แต่จ้าวซันฟังหน้าเครียด รีบออกไปทันที

เวลาเดียวกัน บราลีอยากรู้ว่าจ้าวซันทำอาชีพอะไร เธอดั้นด้นไปหาจนเจอบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป แต่พอเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าจ้าวซันอยู่ชั้นไหน เจ้าหน้าที่เช็กแล้วบอกว่า “เลขาของท่านบอกว่าคุณไม่ได้นัดไว้”

“ค่ะ ไม่ได้นัดไว้ แค่อยากรู้ว่าคุณจ้าวซันนั่นทำงานอะไร เอ๊ย...ทำอยู่ชั้นไหน”

เจ้าหน้าที่มองอย่างระแวงแล้วหันไปกระซิบเป็นภาษาจีนกับเจ้าหน้าที่อีกคน ครู่เดียวบราลีก็ถูกยามมาเชิญออกไปจากตึก บราลีอารมณ์เสีย ทำให้ยิ่งอยากรู้ว่าจ้าวซันเป็นใคร ทำงานอะไร เดินไปที่ลานจอดรถเพื่อหารถของจ้าวซัน อาหลี่จำได้เข้ามาทัก บอกว่าวันนี้มาสเตอร์จ้าวซันเอารถคันนี้มาแต่เจ้าตัวไม่อยู่

บราลีทำเฉไฉบอกว่าที่มาก็แค่อยากมาเยี่ยมชมที่ทำงานของท่าน อยากเห็นท่านเวลาทำงานบ้าง แล้วอำว่า “เมื่อวานคุณชายจ้าวซันบอกฉันแล้วนะ เรื่องตำแหน่งงานของท่านแต่ฉันลืม ท่านทำอะไรที่นี่หรือจ๊ะ”

“ที่นี่เป็นตึกฉินเย่ว์กรุ๊ป ท่านเป็นกรรมการอยู่ใน เกือบทุกบริษัทบนตึกนี้ล่ะครับ”

บราลีตะล่อมถามอีกว่าแล้วตอนนี้ท่านไปไหน? อาหลี่บอกว่าไปโบสถ์ ก็ถามอีกว่าโบสถ์ไหน? พอรู้ว่าไปโบสถ์เซนท์สตีเว่น บราลีออกมาเรียกแท็กซี่ไปที่นั่นทันที

ooooooo

ที่สนามบาสเกตบอลอินดอร์....ฉินเจียงนัดขายอาวุธให้กับโกศินตัวแทนของพลเอกราชิดเพื่อเตรียมก่อกบฏ ถูกผู้กองเหลียงนำกำลังมาจับ แต่ทุกคนก็หนีรอดไปได้หมด

จ้าวซันยืนดูเหตุการณ์อยู่มุมหนึ่งบนสเตเดียมอย่างเศร้าใจ แล้วค่อยๆหลบออกไป เขาไปหาหลวงพ่อโจเซฟที่โบสถ์เซนท์สตีเว่น หลวงพ่อโจเซฟออกมารับและพาไปที่หลังโบสถ์

บราลีมาถึงโบสถ์พอดี มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครเลยเดินหาไปเรื่อยๆ...

“มีเรื่องที่ทำให้ช็อก” จ้าวซันเอ่ยกับหลวงพ่อ “ไม่ทราบว่าผมโชคดีหรือโชคร้าย ผมรู้ตัวพ่อค้าฮ่องกงคนที่ขายอาวุธให้พวกกบฏคีรีรัฐแล้วคือฉินเจียงน้องรองของผมเอง คนที่จะขายอาวุธให้พวกคนชั่วช้าไปใช้ก่อกบฏน้องชายของผมที่คีรีรัฐ ก็คือน้องชายของผมอีกคนที่ฮ่องกง!”

หลวงพ่อตบบ่าจ้าวซันเบาๆ อย่างเห็นใจ

ในโบสถ์ บราลีพยายามมองหาจ้าวซันแต่ไม่เห็น จึงเดินบ่นออกมา

“อีตาจ้าวซันหายตัวเพราะคงจะเข้าไปสารภาพบาปกับพระบาทหลวงแหงๆ สงสัยจะนานเพราะบาปเยอะ หึๆ” บราลีหัวเราะขำๆ แล้วนั่งรอที่มุมกระถางเชื่อว่าจ้าวซันต้องออกมาทางนี้แน่

ครู่เดียวก็เห็นจ้าวซันเดินออกมากับหลวงพ่อโจเซฟ บราลีรีบหลบ พอเห็นเขาเดินออกไปนอกกำแพงก็รีบวิ่งตามแต่ไม่เห็นเขาแล้ว จึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดเรียกแท็กซี่ ระหว่างนั้นเอง มีขี้ยาสองคนเดินมาขอสตางค์

บราลีเดินหนี มันตามประกบหน้าประกบหลังอย่างมาดร้าย บราลีเห็นท่าไม่ดีผลักคนที่ดักหน้าแล้ววิ่งหนีสุดฝีเท้า

ขณะบราลีถูกขี้ยาไล่ทันจับเอามีดจี้นั่นเอง จ้าวซันนั่งรถผ่านมาเขาลงไปกระโดดเตะขี้ยาหงายหลังแล้วพาบราลีขึ้นรถหนีไป พอขึ้นรถเห็นหน้ากันชัดๆต่างอุทาน “คุณ!”

จ้าวซันดุบราลีว่ามาตามตนใช่ไหม? ตามทำไม? อยากรู้อะไรทำไมไม่ถาม? บราลีย้อนถามว่าถ้าตนถาม แล้วจะบอกไหม ถามว่าเขาไม่ใช่คนไทย แล้วมายุ่งกับตน มากมายต้องการอะไรจากตน คาดคั้นให้ตอบ จ้าวซันบอกว่า

“ผมตอบแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้เพราะมันยังไม่ถึงเวลา”

บราลีถามว่าเวลาอะไร? เมื่อไร? กี่โมง? เธอถามกวนจนจ้าวซันดุว่า

“นี่เมย..อย่ากวนประสาทให้มันมากนักถ้าโดนเข้าสักทีแล้วอย่าหาว่าพี่ร้าย...”จ้าวซันเผลออีกแล้ว! เลยถูกบราลีรุก ถามว่าใครคือเมย และเมื่อครู่นี้เขาก็เรียกตัวเองว่าพี่ ถามว่าเขาต้องการเล่นสงครามจิตวิทยากับตนใช่ไหม ลามปามไปถึงว่าเขาจะมาซื้อตนจากพ่อ ปรามาสว่าอย่าหวังเลย พ่อตนรวยมาก พ่อไม่สนเงินของเขาแน่

บราลีว่าเอา..ว่าเอา จนจ้าวซันฉุน จับตัวกดให้คว่ำลงแล้วตีก้นเพี้ยะๆสองที บราลีกระชากตัวออกด่าเขาว่าโรคจิตลามก แต่พอถูกจ้าวซันชี้หน้าสั่งให้หยุด ปรามว่าหรืออยากโดนอีก บราลีเลยนิ่งอึด จ้องเขาเป๋งสะบัดหน้านั่งคอแข็งเชิดหยิ่ง

จ้าวซันเห็นอากัปกิริยาเฮี้ยวๆนี้แล้วก็นึกขำ มองด้วยแววตาอ่อนลง

พอถึงโรงแรมเธอเปิดประตูรถวิ่งอ้าวเข้าโรงแรมไปเลย จ้าวซันนั่งมองจากในรถถอนใจเบาๆ

กลับเข้าห้องพักในโรงแรมแล้ว บราลีคลำสะโพก ที่ถูกจ้าวซันตบเมื่อครู่ ความทรงจำสมัยเด็กที่เคยถูกพี่น่านปิงตีก้นและดุแบบนี้ แวบขึ้นเลาๆทำให้เธอสับสนจนนอนไม่เป็นสุข

ooooooo

บราลีฮึดฮัดตัดสินใจ โทร.หาสุริยะบอกว่า ไม่อยากอยู่ฮ่องกงแล้วจะกลับกรุงเทพฯพรุ่งนี้เลย สุริยะอยู่ที่บ่อนกาสิโนในมาเก๊า ตกใจรีบห้าม บอกว่าตนไม่ได้อยู่เมืองไทย

สุริยะโกหกว่าตอนนี้ตนกำลังติดต่อธุรกิจอยู่ที่กัมพูชา ออกจากกัมพูชาก็จะไปเวียดนามและต่อไปลาว วันไหนกลับจะโทร.บอก ขอให้ใจเย็นๆช่วงนี้ตนวุ่นวายมาก พูดเสร็จก็ตัดสายเลย แต่บราลีไม่ยอมอยู่ เก็บข้าวของลงไปเช็กเอ้าท์ที่เคาน์เตอร์ เจอหลินจื้อเหม่ยพอดี ต่างดีใจโผเข้าหากัน บราลีถามว่ามาได้ยังไง

“บังเอิญจัง..นี่ฉันก็ว่าจะมารับเธอไปพักที่บ้านฉันพอดี ยังแอบกลัวว่าเธอจะไม่อยากไป”

“เย้...โชคดีจัง งั้นไปกันเล้ย...”บราลีดีใจมาก สองสาวพากันออกจากโรงแรมไปอย่างเริงร่า

บ้านหลินจื้อเหม่ยเป็นตึกแถว เธออยู่กับพี่สาวมีหลานวัย6-7-8 ขวบอยู่ด้วย 3 คน สภาพค่อนข้างแออัดจอแจ หลินจื้อเหม่ยบอกพี่สาวว่าพาเพื่อนมาค้างที่บ้านด้วย

“เออ...กินอะไรมารึยังล่ะ หิวหรือเปล่าจ๊ะ” พี่สาวโผล่มาถาม

สองสาวขึ้นไปนั่งกินบะหมี่กันบนดาดฟ้า หลังจากนั้น หลินจื้อเหม่ยแอบโทรศัพท์คุยกับจ้าวซัน จ้าวซันพูดออกตัวว่า คราวนี้ต้องรบกวนเธอแล้ว หลินจื้อเหม่ยบอกว่าตนเต็มใจ เล่าขำๆว่า “ตอนนี้ยัยตัวแสบหมดฤทธิ์หลับไปแล้ว”

“ช่วยทำให้เขามีความสุข ให้เขาได้ทำอะไร สนุกสนานเพลิดเพลินที่ฮ่องกงด้วย อีกไม่นานนักผมจะให้เขารู้ความจริงเอง” หลินจื้อเหม่ยรับปากให้เขาวางใจ จ้าวซันวางโทรศัพท์ แววตาเขามีความสุขขึ้น...

ooooooo

ฉินเจียงหนีตำรวจไปจอดรถที่ริมทะเล ซดเบียร์กระป๋องถามเกาเฟยที่เป็นคนชักนำให้เขาค้าอาวุธกับทหารคีรีรัฐว่า ทำไมจ้าวซันถึงรู้การเคลื่อนไหวของเรา

เกาเฟยเชื่อว่า จ้าวซันที่ชิงดีชิงเด่นกับเขา มีสายอยู่ในคนที่มาติดต่อเพื่อขัดขวางทางเจริญรุ่งเรืองของเขา

“ยังดีนะที่เงินครบ”ฉินเจียงหยิบกระเป๋าเปิดดูเงิน “ขอบใจแกนะเกาเฟย ที่แนะนำให้ฉันรู้จักไอ้ประเทศ หลังเขาโง่ๆแต่รวยระเบิดขนาดนี้” ฉินเจียงหยิบเงินส่งให้ “อ่ะ...แกเอาไปกินขนมสักปึกสองปึก ฝีมือจริงๆที่พาฉันหนีตำรวจมาได้ ถ้าไม่มีแก ฉันก็คงแย่ไปนานแล้ว แกมันเพื่อนตายคนเดียวของฉันจริงๆเกาเฟย”

จากนั้น ฉินเจียงไปกินดื่มในเลาจน์หรู มอบสร้อยมีจี้เพชรน้ำงามเป็นรูปหัวใจเล็กๆให้ซูหลิง นักร้องที่สวยเซ็กซี่ที่สุดในฮ่องกงที่เขากำลังคั่วอยู่ ซูหลิงกรี๊ดดีใจ ถามว่าแจกเนื่องในโอกาสอะไร

“โอกาส..ผมได้ธุรกิจใหม่...ขายสินค้าราคาแพงให้ประเทศด้อยพัฒนาสำเร็จไงล่ะ”พูดแล้วโอบซูหลิงเบาๆ

“ประเทศด้อยพัฒนา...ตลกจัง ทำไมไปว่าเขา แบบนั้นล่ะคะ” ซูหลิงหัวเราะคิกคัก

ooooooo

ตอนที่ 3

ที่อุทยานในวังแห่งคีรีรัฐ...ราชิด โกศิณ จอมพล จัตุรัส และอสุนีที่เดินตามหลัง กำลังเดินมาหาเจ้าหลวงมาทยาธรที่ต้องใช้ไม้เท้าประคองหัดเดิน โดยมีศิขรนโรดมคอยดูแล ทั้งสามคุยกันถึงการขนอาวุธจากฮ่องกงเข้า คีรีรัฐ

เจ้าหลวงเห็นทั้งสี่เดินมา จึงร้องทักอย่างยินดี

“มากันแล้ว สามทหารเสือ...มิตรแท้ของพ่อศิขรพ่อไม่ห่วงลูกเลยแม้แต่น้อย ที่จะเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตกับคนพวกนี้ ทั้งมีฝีมือแล้วก็จงรักภักดีกับเราอย่างแท้จริง ถ้าไม่ได้พวกเขา ทุกวันนี้ พวกเราก็คงเป็นแค่ไม้ประดับอยู่ในคีรีรัฐไปวันๆ ไม่ได้เป็นใหญ่อย่างทุกวันนี้หรอกนะลูก ต่อไปลูกต้องไม่ลืมตอบแทนบุญคุณพวกเขา และให้อสุนีบุตรชายราชิดได้เป็นใหญ่เป็นโตในสมัยของลูกล่ะ”

สามทหารเสือ ที่เจ้าหลวงมาทยาธรเอ่ยถึงนั้น มาเพื่อเตรียมการเดินทางไปต่างประเทศของศิขรนโรดม จอมพลจัตุรัสแจ้งว่า ได้เอาร่างพระราชดำรัสที่จะต้องดำรัสเป็นทางการในที่ต่างๆ มาให้ด้วย

“ที่จริงเราก็ร่างๆ ของเราเองไว้แล้ว ท่านจอมพลไม่น่าลำบาก” ศิขรนโรดมพูดพลางสบตากับอสุนีแบบรู้กัน

“ศิขร นโรดม...ท่านจัตุรัสเป็นผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศ ลูกให้ท่านชี้แนะน่ะ ถูกต้องแล้ว ไม่งั้นลูกชอบพูดชอบคิดอะไรล้าหลัง ตามอย่างไอ้ครูแก่นั่นอยู่เรื่อย มันเชยจะตาย อายชาวโลกเขาแย่ ไม่ไหว...ไม่ไหว...”

พวกราชิดหัวเราะกันอย่างประจบเอาใจเจ้าหลวงในขณะที่ศิขรนโรดมกับอสุนีสบตากันอีกครั้งอย่างอึดอัดใจ...

ต่อมา อสุนีได้รับคำสั่งจากราชิดว่าไม่ให้เขาเดินทางไปกับศิขรนโรดม เขาถามว่าพวกพ่อมีแผนอะไรกับองค์ชายศิขรหรือ

“เปล่าแต่มันอาจจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นโดยที่พวกเราป้องกันไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของลูก ลูกอยู่ที่คีรีรัฐนี่ดีที่สุด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ลูกจะได้พ้นผิด เพราะเรามีคนที่จะโยนบาปให้ไว้เรียบร้อยแล้ว”

คนพวกนั้น ที่ราชิดเอ่ยถึงคือน่านปิง พระเทวีและภูสินทรที่หนีไปและไม่มีข่าวคราวอะไรเลย อสุนีเดาได้ทันทีว่าพวกเขากำลังจะถูกโยนให้เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้

“ช่วยไม่ได้ พวกมันอาจตายไปแล้วก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับองค์ชายน้อย ถ้าเราบอกว่าเป็นฝีมือพวกนั้น ประชาชนก็พร้อมที่จะเชื่อกันอยู่แล้วนี่นา... ตั้งแต่วันนี้...พ่อขอให้ลูกป่วย ป่วยหนักมากด้วย พ่อจะออกใบลาให้ เข้าใจนะ อย่ามีปัญหา” ราชิดทั้งย้ำ ทั้งปรามแล้วเดินไป อสุนียืนอึ้งหน้าซีดเผือดกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น!

ooooooo

บนเส้นทางไปบ้านครูเฒ่า ศิขรนโรดมขี่ม้าตะบึงไปอย่างเร็ว มิถิลาน้องสาวของอสุนีที่มีใจเดียวกับพี่ชาย เห็นม้าของอสุนีวิ่งอยู่ไกลๆ จึงขี่ม้าไล่ตามเธอแต่งชุดดำปิดหน้าปิดตา ขี่ม้าดักหน้าดักหลังจนถูกศิขรนโรดมกระโดดล็อกคอรั้งตกกลิ้งไปกับพื้น จับตัวได้จึงรู้ว่าเป็นมิถิลา และมิถิลาก็เพิ่งรู้ว่านั่นไม่ใช่พี่ชายแต่เป็นองค์ชายรัชทายาท

ศิขรนโรดมบอกว่าตนเอาม้าของอสุนีมาขี่และปลอมตัวมาเพราะหากมาเป็นทางการจะเป็น เรื่องใหญ่โตต้องแจ้งฝ่ายนั้นแผนกนี้มากมายเหลือเกิน มิถิลาถามว่าพี่อสุนีเห็นด้วยใช่ไหม

“เปล่าเลย ข้าไม่ได้พบเขามาสองสามวันแล้ว นี่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว กลับไม่ได้นัดแนะเตรียมการอะไรกันเลย ดูเหมือนพ่อเจ้าจะใช้งานเขาหนัก”

“หม่อมฉันก็ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ทราบความเป็นไปที่นั่นเลย” มิถิลาก้มหน้าไม่กล้าสบตา ศิขรนโรดมมองมิถิลาอย่างพินิจพิจารณา ถามว่า

“เจ้าคงอยากเป็นชาย เป็นทหารมากสินะ ถ้าราชิดมีลูกชายสองคน เขาคงจะน่ากลัวมาก”

“พระองค์...ทรงคิดอย่างไรกับพ่อของหม่อมฉัน” มิถิลาเอะใจ

“ข้าก็นับถือเขามากน่ะสิ...ในแผ่นดินนี้ ใครจะยิ่งใหญ่เท่าราชิด ตัวเขาประกบติดเจ้าหลวง ลูกชายเขาประกบติดข้า ส่วนเจ้าลูกสาวคนเล็กที่เก่งกาจขนาดนี้ก็ประกบติดตัวแม่ข้าพระเทวีแห่ง คีรีรัฐ” ศิขรนโรดมหยุดยิ้มเย็นเยียบก่อนพูดต่อ “หากขาดครอบครัวเจ้า คงจะแย่ ทำอะไรไม่ได้ ไปไม่เป็นกันเลยล่ะ หึๆๆ”

มิถิลามิได้ภูมิใจ แต่ฟังแล้วกลับหน้าซีดเผือด!

ooooooo

ผิงอันติดกิ๊บใหม่ที่บราลีซื้อให้และนุ่งกางเกงขาสั้นแบบบราลี ยกจานผลไม้มาให้จ้าวซันที่นั่งอ่านหนังสือที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนบ้านสี่ฤดู  เธออวดกิ๊บตัวใหม่กับพี่ชาย แล้วคุกเข่าลงข้างๆ อ้อนให้พาเที่ยวดิสนีย์แลนด์เป็นของขวัญวันเกิดตน

เหม่ยอิงเดินมากับ คุณนายสี่ เห็นความสนิทสนมและการแต่งตัวนุ่งกางเกงขาสั้นของผิงอันก็หึงหมั่นไส้  เอ็ดน้องว่าอยู่บ้านก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วย เอาเสื้อผ้าที่ไหนมาใส่เหมือนคนชั้นต่ำ เดี๋ยวจะไปฟ้องแม่ใหญ่ ผิงอันวิ่งหนีไป คุณนายสี่จึงตามไปดู ที่นั่นจึงเหลือเหม่ยอิงกับจ้าวซัน เธอถามอย่างไม่พอใจว่า

“ระหว่างนังผิงอันกับน้อง พี่ชายใหญ่คงเลือกมันสินะคะ” แล้วยังตำหนิผิงอันอีกมากมายในเชิงหึงหวง จนจ้าวซันเตือนว่าให้หยุดคิดมากเสียที พี่น้องกันจะอะไรนักหนา เหม่ยอิงเลยงอนสะบัดออกไป

เหม่ยอิงกลับเข้าห้องค้นหาชุดที่จะทำให้ตัวเองสดใสขึ้นเพื่อเอาชนะใจจ้าวซัน เมื่อคุณนายสี่ติติงก็ย้อนแม่ว่า

“แม่ไม่ลองคิดถึงหัวอกหนูบ้าง ยอมให้หนูได้แต่งงานกับคนที่หนูรัก”

“แล้วเขารักลูกหรือเปล่าล่ะ” คุณนายสี่ย้อนถามแล้วลุกเปิดประตูจะออกไป เหม่ยอิงพูดตามหลังว่า

“แม่คอยดูหนูให้ดีก็แล้วกัน!”

ooooooo

วันหนึ่ง ผิงอันชวนบราลีไปเที่ยวบ้านตน และขอให้สอนภาษาอังกฤษให้เพื่อเตรียมไปเรียนที่อเมริกา บราลีมาสอนให้ผิงอัน จ้าวซันเห็นจึงขอยกน้ำชาเข้าไปให้แทนคนรับใช้ พอบราลีเห็นจ้าวซันก็ของขึ้นทันที

บราลีหาว่าจ้าวซันใช้ผิงอันเป็นเครื่องมือหลอกตน เธอเลิกสอนผิงอันคว้ากระเป๋ากลับทันที

จ้าวซันตามไปขอร้องให้สอนผิงอันต่อไป อย่าทิ้งเธอไปเลย เธอเป็นคนน่าสงสาร

ขณะจ้าวซันเดินง้อบราลีนั่นเอง เหม่ยอิงนั่งรถผ่านมา พอตามไปเห็นชัดๆว่าผู้หญิงคนนั้นคือบราลีก็คำรามเจ็บใจ

“ยัยนั่นอีกแล้ว นี่พี่ชายใหญ่ถึงกับพามาที่บ้านเลยเหรอ...” แล้วสั่งคนขับให้ตามไปแต่อย่าให้จ้าวซันเห็นเรา

จ้าวซันยังพยายามทั้งหว่านล้อมกระทั่งอ้อนวอนให้บราลีสอนภาษาอังกฤษแก่ผิงอัน แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งอาหลี่ขับรถมาจอด เขาจึงบอกให้เธอขึ้นรถ จะไปไหนก็บอก อาหลี่จะพาไป บราลีจะไม่ไป จ้าวซันเอ่ยอย่างเหนื่อยใจว่า

“ขอร้อง...อย่าให้ผมเป็นห่วงมากกว่านี้ คิดเสียว่าหลี่คือแท็กซี่ของคุณ”

“ฉัน...ขอบพระคุณ แต่อย่ามายุ่งกะฉันอีก ขอให้พอแค่นี้” บราลียอมขึ้นรถอย่างไว้เชิง

ตลอดเวลาที่จ้าวซันตามตื๊อบราลีนั้น เหม่ยอิงเฝ้าดูอยู่อย่างเจ็บใจร่ำๆจะออกไปตบบราลีให้หายแค้น

เมื่อบราลีขึ้นรถอาหลี่ไป เธอสั่งรถให้ตามไปอีก โอกาสดีเมื่อหลินจื้อเหม่ยยังไม่เลิกงาน พอลงจากรถอาหลี่ บราลีจึงท่องเที่ยวคนเดียว เหม่ยอิงฉวยโอกาสเข้าตีสนิทพาขึ้นกระเช้า แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

ระหว่างพาบราลีเที่ยว เหม่ยอิงก็สืบว่าเธอมีใครเป็นเพื่อนอยู่ที่ฮ่องกงและพักอยู่ที่ไหน ได้ข้อมูลแค่ว่ามีเพื่อนชื่อหลินจื้อเหม่ยพักอยู่ด้วยกัน แต่ระหว่างอาสาถ่ายรูปให้บราลี เหม่ยอิงแอบกดดูรูปที่ถ่ายไว้ เจอรูปจ้าวซันกับบราลีไปดูการแสดง Symphony of Light ด้วยกัน

ก่อนจากกันต่างแนะนำชื่อตัวเอง เหม่ยอิงบอกว่าหากบราลียังไม่กลับเมืองไทย เราคงได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้

โชคดีที่แยกกับเหม่ยอิงไม่นาน หลินจื้อเหม่ยก็มาถึง แต่พอบราลีเล่าว่ามีคนใจดีช่วยพาขึ้นกระเช้ามาตลอดทาง เธอชื่อเหม่ยอิง สวยด้วย หลินจื้อเหม่ยตกใจ พอบราลีถามว่ารู้จักหรือ ก็กลบเกลื่อนว่าชื่อคงซ้ำกันมากกว่า

ooooooo

จ้าวซันไปหาหลวงพ่อ ท่านให้เขาบอกความจริงแก่บราลีเสีย เพราะไม่มีอะไรดีกว่าความจริงอีกแล้ว

“ไม่ได้ หลวงพ่อ...ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าพ่อแม่เขาตายหมดเพื่อช่วยให้ผมรอด แล้วเจ้าแม่ผมก็ส่งเขาไปไกลให้ลืมทุกอย่าง เพื่อจะได้มีชีวิตที่สนุกสนาน ไม่ต้องเจ็บปวด ขมขื่น คับแค้น แล้วตอนนี้ ผมกลับจะต้องเป็นคนบอกทุกอย่าง...เพื่อ...”

“เพราะวันนั้นกำลังจะมาถึงเร็วๆนี้แล้วไงล่ะน่านปิง วันที่ลูกจะกลับไปทำภารกิจให้จบ เพราะฉะนั้นม่านฟ้าก็ต้องรับรู้ความจริงเช่นกัน”

“ไม่ได้หรอกครับ...เพราะผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าภารกิจนั้นจะทำสำเร็จหรือเปล่า ถ้าไม่สำเร็จ แล้วม่านฟ้าจะเป็นยังไง เขาจะมีชีวิตต่อไปยังไง สู้ให้เขาเกลียดผม เพราะนึกว่าผมเป็นมาเฟียโรคจิตบ้ากามเสียยังดีกว่า...”

จ้าวซันก้มหน้าอย่างอัดอั้น หลวงพ่อได้แต่มองเขาอย่างเวทนา...

ooooooo

ที่ตำหนักพระเทวีสิริวาระตี พระมารดาของศิขรนโรดม พระเทวีกำลังไหว้รูปวาดของเจ้าหลวงองค์ก่อนคือเจ้าพิริยเทพ

“หากมีใครไปทูลเจ้าหลวงว่าทรงบูชาเจ้าหลวงในพระโกศอยู่แบบนี้จะกริ้วแค่ไหน” แม่นมเอ่ย

“ใครจะไปทูล แม่นมหรือ? ตั้งแต่ประชวร ก็ไม่ได้เสด็จมาตำหนักในอีกเลย นอกจากเราออกไปถวายรับใช้ ถ้าไม่มีใครปากบอน ก็ไม่ทรงทราบหรอก ข้าอยากจะตั้งรูปพระเทวีองค์ก่อนบูชาเคียงข้างกันด้วยซ้ำ แต่ข้าอยากจะเชื่อว่า พระน้องนางของข้า และน่านปิงหลานรัก ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า...ไม่ใช่เพราะบาปกรรมที่ทรงทำกับอนุชาตัวเองหรือ เจ้าพี่ถึงได้ประชวรด้วยโรคร้ายตั้งแต่ยังทรงหนุ่มอยู่แท้ๆ”

คืนนี้ ศิขรนโรดมองค์ชายรัชทายาทมาเฝ้า พระเทวีถามว่าจะเดินทางเมื่อไร ศิขรนโรดมบอกว่าเร็วๆนี้ มาเพื่อถามว่าแม่ทรงประสงค์สิ่งใดเพื่อจะได้ซื้อมาถวาย

“ลูกคงหาซื้อทุกอย่างที่แม่ต้องการสินะ ศิขรนโรดม แต่สิ่งที่แม่อยากจะขอลูกจริงๆ ลูกคงทำไม่ได้”

“อะไรหรือเจ้าแม่”

“แม่อยากขอ...ให้ลูกไม่ไป”

“ลูกต้องไปเจ้าแม่ ลูกมีหน้าที่ที่จะต้องทำสำหรับประเทศเราที่ต่างบ้านต่างเมืองหลายอย่างนัก”

“หน้าที่อะไร” พระเทวีทำหน้าเย้ยหยัน “ประชา-สัมพันธ์คีรีรัฐให้ชาวโลกรู้จัก หรือทำหน้าที่ขายบ้านขายเมือง...”

“สิ่งเหล่านั้น...คือผลพลอยได้ต่างหาก” ศิขรนโรดมหันมองบรรดาคนที่อยู่ในห้องถามว่า “ทำไมลูกกับแม่จะคุยกันต้องมีคนร่วมฟังมากเหลือเกิน” แม่นมจึงพยักหน้าให้ทุกคนออกไป ศิขรนโรดมโผเข้ากอด “เจ้าแม่...สิ่งที่ลูกจะต้องไปทำให้ได้คือ ...ไปสืบหาเจ้าพี่น่านปิงนรเทพต่างหาก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของเรา ลูกจะหาเจ้าพี่ให้พบ แล้วถวายราชบัลลังก์คืน”

“ศิขรนโรดม...เจ้าพูดจริงหรือ...แม่...แม่ฝากลูกด้วย แม่ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว...นอกจากสิ่งนี้...”

แม่ลูกสบตากันด้วยความโล่งอกที่ได้เปิดใจกัน...

ooooooo

จ้าวซันอยู่ในภาวะที่ว้าวุ่นใจถามเทเรซ่าว่าเตรียมรับเสด็จองค์ชายศิขรนโรดมที่กรุงเทพฯมีปัญหาอะไรไหม แล้วพลตรีสุริยะอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แล้วบราลีล่ะเป็นยังไง ให้ติดต่อหลินจื้อเหม่ยตนอยากรู้ว่าบราลีเป็นยังไง ทำอะไรอยู่

เทเรซ่าว่าคุณชายใหญ่เป็นอะไร ดูกระวนกระวายใจ ไม่เหมือนคุณชายคนเดิมเลย

ไม่ทันไร เต๋อเป่าก็บอกมาว่ามีคนมาขอพบ พร้อมกันนั้นผู้กองเหลียงก็ตามเข้ามาเลย บอกว่าต้องการมาขอบคุณที่จ้าวซันแจ้งเบาะแสการนัดหมายค้าอาวุธเถื่อนไปให้ จ้าวซันปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ ผู้กองเหลียงไม่เชื่อ ย้อนถามว่า ถ้าเขาไม่ได้ส่งแฟกซ์แล้ววันนั้นไปยืนดูเหตุการณ์ได้อย่างไร จ้าวซันบอกว่าตนผ่านไปแถวนั้น

“ผมแค่อยากมาสอบถามคุณชายสักสองสามคำถาม...คุณชายทราบไหมครับว่า ครั้งที่แล้วมันเป็นแค่การนัดดูของตรวจสอบตัวอย่างสินค้าเท่านั้น มันยังไม่ใช่การส่งของที่แท้จริง” จ้าวซันบอกว่าตนไม่ทราบ

“หน่วยข่าวกรองของเราแจ้งมาว่า การนัดซื้อขายอาวุธสงครามของจริง จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้...ระหว่างพ่อค้าอาวุธเถื่อนรายใหม่ของฮ่องกงกับคนจากคีรีรัฐ ผมคาดว่า คงฉวยโอกาสใช้ขบวนเสด็จขององค์ชายศิขรนโรคมเป็นเกราะกำบังคุ้มกันไม่ให้ถูกตรวจสอบ และการซื้อขายครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปืนยี่สิบกระบอกนะครับมันยิ่งกว่านั้นมาก เป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว ประเทศที่สงบเงียบอย่างคีรีรัฐ จะสั่งอาวุธสงครามมากมายไปทำอะไร คุณชายทราบไหมครับ”

จ้าวซันย้อนถามว่าผู้กองต้องการถามอะไรตนกันแน่ ผู้กองเหลียงกลับบอกว่าเปล่าไม่ได้ถามอะไรเลย แค่แวะมาส่งข่าวเท่านั้น ทำเอาจ้าวซันงง แต่พอเต๋อเป่าเชิญให้กลับ ผู้กองทำท่าจะไปแต่แล้วก็หันกลับมาถามอีก

“อ้อ...ตอนนี้คุณชายยังไม่คิดจะออกนอกประเทศไปเที่ยวไหนใช่ไหมครับ เอ่อ...ผมหมายถึงถ้ามีอะไรคืบหน้า ผมจะได้ติดต่อคุณชายได้ทันที”

“ผมจะไม่ออกจากฮ่องกงไปไหนทั้งนั้น ผู้กองมาหาผมได้ตลอดเวลา” จ้าวซันประสานสายตากับผู้กองขรึมๆ

ooooooo

วันนี้ ขณะเหม่ยอิงเดินอยู่ในห้างดังกับคุณนายหวัง เธอได้รับโทรศัพท์ คุยกันแล้วสีหน้าเธอครุ่นคิด ข้องใจ ใคร่รู้ให้ได้ เมื่อคุณนายหวังเดินมาสมทบจึงถามว่ารู้จักนายตำรวจที่ชื่อผู้กองเหลียงเป็นการส่วนตัวไหม

คุณนายเหลียงดี๊ด๊านัดทั้งสองมาพบกันที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่ง เหม่ยอิงมาพบผู้กองหนุ่มอย่างเซ็กซี่ด้วยการดำน้ำมาโผล่ตรงที่ผู้กองรอ แนะนำตัวเองว่าเป็นน้องสาวของจ้าวซัน

เหม่ยอิงหว่านเสน่ห์ยั่วยวน ถามถึงชีวิตส่วนตัวว่ามีภรรยาหรือยัง แต่ผู้กองกลับมองว่าเธอถูกจ้าวซันใช้มาเป็นเหยื่อล่อตน ชมว่าจ้าวซันช่วยเหลือตำรวจมาก ครั้งก่อนก็เป็นคนแจ้งข่าววันเวลานัดพบของพวกค้าอาวุธเถื่อนให้กับตำรวจ แต่เตือนเธออย่าทำให้เสียเวลาเลยเพราะตนไม่ใช่คนบ้าผู้หญิง ทั้งยังพูดเป็นการเป็น งานอย่างแข็งกร้าวว่า

“คุณเหม่ยอิง ฝากไปบอกจ้าวซันด้วยว่า ถ้าอยากจะส่งข่าวเรื่อง วันส่งอาวุธจริงลอตใหญ่อีก ให้จ้าวซันบอกเวลามาให้เป๊ะด้วยนะครับ อย่าให้ผมต้องลุ้นเองอีก”

“ผู้ชายบ้า” เหม่ยอิงด่าเบาๆ อย่างขัดใจที่อ่อยไม่สำเร็จ

ระหว่างนั่งรถกลับนั่นเอง เหม่ยอิงพึมพำอย่างอารมณ์เสีย “พี่ชายก็รู้เรื่องฉินเจียงหันมาค้าอาวุธด้วยเหรอ ก็วันนั้นเราเองที่เป็นคนแฟกซ์ไปบอกตำรวจที่หน่วยปราบปราม แล้วทำไม...พี่ชายใหญ่ถึงได้มาเกี่ยวด้วยได้”

ooooooo

เหม่ยอิงไปที่ออฟฟิศใหญ่ ตรงไปที่ห้องทำงานของฉินเจียง เจอแต่ไอ้สือ ถามหาไท้เผ่ง ไอ้สือบอกว่าไม่อยู่

“ดี...งั้นตามเข้ามา” เหม่ยอิงเดินนำเข้าไปในห้อง จ้องจิกถามอีกว่าไท้เผ่งไปไหน เมื่อไอ้สือบอกว่าไม่ ทราบเพราะไท้เผ่งไม่ได้บอกไว้ เหม่ยอิงเล่นบทใหม่ ทันที “ไอ้สือ! แกเป็นลูกน้องคนสนิทของจ้าวฉินเจียง เจ้านายแกไปไหน ไปทำอะไรมีหรือที่แกจะไม่รู้ ไอ้สือ บอกฉันมาเถอะ ฉันมีธุระสำคัญจริงๆนี่แกไม่ไว้ใจฉันหรือ ฉันกับไท้เผ่งเป็นพี่น้องกันนะ ฉันไม่มีสิทธิ์จะเป็นห่วงพี่ชายฉันบ้างเลยหรือ”

ไอ้สืออึกอัก เหม่ยอิงเข้าประชิดตัวไอ้สือเข้าไป จนดูเหมือนกอดกัน

“ฉันขอร้องนะไอ้สือ...บอกฉัน แล้วฉันจะให้ รางวัลแกเต็มที่เลย แต่ถ้าแกไม่บอก แกรู้ใช่ไหมว่า ห้องนี้มีกล้องวงจรปิด” พูดพลางดึงมือไอ้สือมาโอบตัวเอง “ฉันจะร้องและบอกทุกคนว่าแกทำสกปรกกับฉัน...จะบอกได้หรือยังว่าไท้เผ่งไปไหน”

ประโยคหลังเหม่ยอิงกระซิบข้างหู ยิ้มร้ายกาจ ส่วนไอ้สือหน้าซีดเผือด

เป็นเวลาที่ฉินเจียงและเกาเฟยนัดเจรจาเรื่องขายอาวุธกับโกศินอยู่ที่ท่าเรือ  แต่การเจรจาไม่เป็นที่ตกลง เพราะ เกาเฟยขอเพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์อ้างว่าเสี่ยงมากก็ต้องบวกมาก โกศินเกี่ยงว่ามากไป

“งั้นคำสุดท้าย ขาดตัว 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณต้องการเวลาคิด หรือกลับไปหารือกับเจ้านายคุณก่อนก็ได้ ไท้เผ่งยินดีให้เวลาคุณ ถ้าทางคุณไม่ตกลง ก็ถือว่าเราไม่เคยคุยกัน”

“ก็ได้ ผมจะกลับไปคิด แล้วจะติดต่อกลับไป” โกศินแยกกลับไป

เกาเฟยหัวเราะชอบใจ ถูกฉินเจียงด่าว่าหัวเราะ อะไรโก่งราคาเสียสูงถ้าตนชวดเงินก้อนนี้ขึ้นมาจะทำอย่างไร เกาเฟยพูดกลั้วหัวเราะว่าหมูอยู่ในอวยแล้ว ไม่เห็นหรือว่าโกศินอยากได้ใจแทบขาดแต่จุ๊ยไปอย่างนั้นเอง แล้วชวนกลับกันดีกว่า

ooooooo

ฉินเจียงกลับถึงคอนโดฯก็ดึกแล้ว เขานั่งเพลียๆ ง่วงๆมาตลอดทาง พอมาถึงเกาเฟยเปิดประตูรถให้ แล้วหันไปหยิบกระเป๋าใบย่อมออกมาพร้อมถุงของดิวตี้ฟรีหลายถุง

ฉินเจียงก้าวลงจากรถก็ชะงักตกใจหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เมื่อจ้าวซันมายืนขวางถามว่าไปช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีข้ามประเทศมาหรือ ฉินเจียงตอบกวนๆว่าตนแค่อยากกินต้มยำกุ้งของจริง กุ้งสดๆจากแม่น้ำ มีปัญหาหรือ!

“ใช่...คืนนี้แกไปนอนกับฉัน ที่บ้าน 4 ฤดูหน่อย”

“ไม่” ฉินเจียงสวนไปทันทีแล้วหันมองเกาเฟย ฝ่ายนั้นบอกว่าดึกแล้วคุณชายรองง่วงมากด้วย เลยถูกอาหลี่สะอึกเข้ามาบอกว่าพี่น้องเขารักกันจะไปไหนด้วยกัน ขี้ข้ากรุณาอย่าแหยม!

เกาเฟยกับอาหลี่เลยได้ประลองกำลังกันสองสามผัวะ จ้าวซันสั่งให้อาหลี่ถอยออกมา แต่เกาเฟยไม่ยอมหยุด เต๋อเป่าพุ่งเข้าไป จ้าวซันกระโดดกั้นกลางสั่งให้หยุด ฉินเจียงจึงเดินมาบอกจ้าวซันว่าตนไม่ได้ไปบ้าน 4 ฤดูมานานแล้ว พี่ชายใหญ่ให้ค้างตนก็จะไป

เมื่อไปถึงบ้าน 4 ฤดู จ้าวซันพาฉินเจียงไปหน้า แท่นบูชาที่ตั้งรูปเต้ จุดธูปส่งให้ดอกหนึ่งบอก ให้สาบานต่อหน้าเต้ว่าไม่ได้ทำสิ่งผิดกฎ 3 ข้อที่เต้ห้ามไว้ คือ ห้ามค้ายาเสพติด ห้ามค้าอาวุธและห้ามค้ามนุษย์

ฉินเจียงไม่ยอมสาบานอ้างว่าตนไม่เชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้ เหลือบเห็นอากงก็สะดุ้งโหยงด่าอากงว่า

“ไอ้พวกบ้าผีสางพวกนี้ ชอบทำตัวเป็นผีกันจริงนะ ยังไม่นอนก็ดีแล้วไปจัดที่นอนที่ห้องพักแขกให้ฉันหน่อย พี่ชายเขาอยากให้ค้างฉันก็มาค้าง แล้วมีอะไรพรุ่งนี้สว่างๆ ให้ผีมันกลับหลุมแล้วค่อยพูดกัน”

ฉินเจียงเดินลอยชายออกไป อากงมองจ้าวซันส่ายหน้าทำนองว่าไม่มีประโยชน์ แล้วรีบตามฉินเจียงไป จ้าวซันจึงปักธูปลงกระถางอย่างเศร้าใจ

ooooooo

ค่ำนี้ มิถิลาถูกเรียกตัวไปเฝ้าพระเทวี เมื่อมิถิลาเข้าเฝ้าแล้ว พระเทวีสั่งให้ปิดประตูแล้วถามว่า

“วันพรุ่งนี้ องค์รัชทายาทจะเสด็จเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วยสักหน่อยได้ไหม”

“รับสั่งได้เลยเพคะ”

“ความหวังทั้งมวลของข้า...ฝากไว้ที่เจ้าแล้ว” พระเทวีสบตามิถิลา ดึงตัวเข้าไปกอดแน่น มิถิลาทั้งหนักใจและตกใจ

หน้าที่ของมิถิลาคือปลอมตัวเป็นทหารคีรีรัฐไปกับคณะทหารที่เดินทางไปกับรัชทายาทศิขรนโรดมนั่นเอง

ในคณะนักธุรกิจที่มายืนรับที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ภูสินทรถือผ้าไหมจากโรงงานของสุริยะเตรียมมา ถวายด้วย แต่ถูกราชิดยึดไปอ้างว่าจะถวายอะไรต้องผ่านการตรวจก่อน ยังความแค้นใจแก่ภูสินทรยิ่งนัก เขาโทรศัพท์รายงานจ้าวซันว่า ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มามีแค่พลเอกราชิดกับโกศิน จ้าวซันถามว่าแล้วนายพลจัตุรัสล่ะ? ภูสินทรบอกว่าไม่ได้มาด้วย

“มันคงจะให้นายพลจัตุรัสคอยควบคุมตัวเจ้าหลวงอยู่ที่คีรีรัฐ นี่ศิขรฯ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกห้อมล้อมด้วยอะไร บางทีเป้าหมายในการเยือนประเทศต่างๆ ของคีรีรัฐ จะไม่ใช่แค่การเปิดประเทศเพียงอย่างเดียว”

ขณะนั้นเอง เทเรซ่าเลขาส่วนตัวของจ้าวซันเข้ามาถามว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องให้บริษัทเราเป็นผู้ถวายการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ที่เจ้าชายคีรีรัฐจะเสด็จฮ่องกงสัปดาห์หน้า

“เทเรซ่า ผมไว้ใจคุณมากนะ คุณจงรักภักดีกับบริษัทฉินเย่ว์มาตลอด ตั้งแต่คุณทำงานกับเต้และความภักดีนั้นก็ตกทอดมาสู่ผม ผมไม่เคยคิดจะปิดบังอะไรคุณเลย แต่เรื่องนี้ขอสักเรื่องได้ไหม”

เทเรซ่ายักไหล่แบบจำยอมแต่ก็ยังสงสัยอีกว่าเขาพูดโทรศัพท์เป็นภาษาคีรีรัฐ ตนฟังไม่รู้เรื่อง ถามว่า “หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้คุณชายลำบากเดือดร้อนเป็นอันตรายนะคะ” พอจ้าวซันเรียกปราม เธอจึงชี้แจงว่า “ตอนที่เต้ของคุณชายยังอยู่ ดิฉันจำได้ค่ะว่า ท่านสั่งเสมอว่าให้ดิฉันอย่าทิ้งคุณชาย ให้ส่งคุณชายให้ถึงฝั่ง ฝั่งที่เต้ของคุณชายว่า อยู่ที่คีรีรัฐหรือที่ไหนกันแน่คะ”

จ้าวซันไม่ตอบ หันมองจอที่ยังเป็นภาพรัชทายาทอยู่ท่ามกลางบรรดาทหารคนดังของคีรีรัฐที่ห้อมล้อมแบบไม่ให้หลุดไปได้ จ้าวซันหน้าเครียดส่วนเทเรซ่ามองอย่างห่วงใย

ooooooo

ระหว่างที่รัชทายาทพักที่กรุงเทพฯ พลตรีสุริยะมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล แต่ก็ถูกพวกราชิดเข้าแทรกแซงตรวจค้นห้องอย่างละเอียด แม้แต่ผลไม้ก็รื้อออกดู อ้างว่าเป็นหน้าที่

มิถิลาเข้าไปดูห้องนอนเดินออกมาไม่ทันระวังชนเข้ากับรัชทายาท หน้าอกปะทะเต็มๆ มิถิลารีบขออภัย องค์รัชทายาทมองอย่างฉงน ก็พอดีราชิดมาเห็นมิถิลาถามว่าเป็นใคร ไม่ใช่ทหารของตนแน่ๆ หันถามว่าใครรู้จักบ้าง มิถิลาอึกอัก โกศินจับมิถิลากดกับพื้นทันที ตะคอกถามว่า “เจ้าเป็นใคร ใครส่งเจ้ามา!!”

“เดี๋ยวก่อนท่านโกศิน คนคนนี้คนของเราเอง” รัชทายาทเอ่ยขึ้น แล้วชี้แจง “เจ้านี่เป็นทหารใหม่ เรากับอสุนีฝึกขึ้นมา เราเห็นว่าอสุนีป่วยมาไม่ได้ เราก็เลยให้เจ้านี่มาแทน เราจะได้มีคนคอยรับใช้ส่วนตัวแทนลูกชายท่านไงล่ะ ปล่อยมันเถอะ” เมื่อโกศินจำต้องปล่อย มิถิลาลุกขึ้นขอบคุณองค์ชาย องค์รัชทายาทเอ่ยแก่ราชิดกับโกศินอีกว่า

“เราขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าอสุนีจะป่วยกะทันหัน”

ราชิดและโกศินมองมิถิลาอย่างไม่ไว้ใจแต่จำต้องนิ่งทั้งที่ไม่พอใจที่มีคนนอกเข้ามาในขบวน

เมื่อออกจากห้องพัก โกศินระแวงว่าองค์รัชทายาทจะล่วงรู้แผนการของเรา จึงเอาไอ้หน้าจืดตัวกะเปี๊ยกนี่เข้ามา แต่ราชิดเชื่อว่าองค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ อาจจะต้องการเพื่อนเล่นเพื่อนคุย ทั้งทหารคนนั้นก็บอบ

บางกระดูกอ่อนขนาดนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำอะไรได้ ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างร้ายกาจ

ฝ่ายองค์รัชทายาทช่วยปกป้องมิถิลาแล้ว จึงถามว่าชื่ออะไร เธอบอกว่าชื่อมิน รัชทายาทเชื่อว่ามินเป็นคนที่อสุนีส่งมาอารักขาและรับใช้ตน สั่งให้ไปเตรียมน้ำอุ่น ตนจะอาบน้ำอยากพักผ่อนแล้ว แต่พอมิถิลาเตรียมน้ำอุ่นออกมาก็ตกใจแทบช็อก เมื่อเห็นรัชทายาทเดินเปลือยจะไปเข้าห้องน้ำ

พอรัชทายาทถามว่าตกใจอะไร มิถิลากลัวจะเสียความลับ เธอปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แล้วขอไปประจำเวรที่ระเบียงยืนขนลุกขนพองอยู่คนเดียว...

ooooooo

เพราะไม่ยอมไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน บราลีมีเวลาจึงจะพาหลานๆของหลินจื้อเหม่ยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์กัน พอหลินจื้อเหม่ยรู้ก็บอกให้รอเดี๋ยวจะไปด้วย ขอเวลาแต่งตัวแป๊บเดียว แต่แอบขึ้นไปโทร.บอกจ้าวซัน

จ้าวซันกำลังฟังเทเรซ่ารายงานการเคลื่อนไหวขององค์รัชทายาทอยู่ พอรู้ว่าบราลีจะพาหลานๆ ของหลินจื้อ– เหม่ยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์และไม่ยอมไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน เขาบอกหลินจื้อเหม่ยให้ถ่วงเวลาบราลีไว้ หลินจื้อเหม่ยถ่วงเวลา จนจ้าวซันส่งผิงอันกับอาม่าตามมาที่บ้าน บราลีรู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของหลินจื้อเหม่ยแน่ๆ จ้องหน้าเพื่อนตาแทบถลนถาม

“เธอถ่วงเวลาฉัน เพื่อโทร.ตามผิงอัน” หลินจื้อเหม่ยบอกว่าตนอยากให้เธอมีความรับผิดชอบ

ระหว่างนั้น อาหลี่ลงจากรถมาพูดเบาๆ กับบราลีไม่อยากให้ผิงอันได้ยินว่า

“มิสภีมะมนตรีครับ คุณจะไปเที่ยวที่ไหน กรุณาบอกเลยครับ ผมจะบริการคุณกับเพื่อนๆคุณเอง คุณชายใหญ่ขอให้คุณช่วยพาหนูผิงอันของเราไปเที่ยวด้วยนะครับ กรุณาอย่าปฏิเสธเลยนะครับ คุณชายใหญ่บอกคุณผิงอัน ว่า...คุณจะชวนคุณหนูไปสอนภาษาอังกฤษนอกสถานที่ ทำให้คุณหนูผิงอันมีความสุขมากๆ ถ้าคุณหนูผิงอันทราบว่าคุณไม่เต็มใจจะพาเธอไป เธอคงจะเสียใจมากเลยครับ”

บราลีแค้นใจหาว่าจ้าวซันใช้เด็กมาบีบตน แต่อีกใจก็สงสารผิงอันเลยต้องตกกระไดพลอยโจน แต่ก็ยังอดฮึดฮัดฟัดเฟียดใส่ทั้งอาม่าและผิงอันไม่ได้ เดินอ้าวๆเหมือนจงใจเดินหนี พอผิงอันตามก็บอกว่าอย่าตาม ผิงอันบอกว่าก็พี่อย่าหนีซิ บราลีหันกลับมาเผชิญหน้าผิงอันพูดขึงขังว่า

“พี่ไม่ได้มีปัญหากับเธอ แต่พี่ไม่ชอบวิธีการของคุณชายจ้าวซัน พี่ไม่รู้ว่าพี่ชายใหญ่ของเธอคิดอะไร ทำอะไรอยู่ เขาเหมือนผี...เขาโผล่ไปในทุกที่ที่พี่ไป ทุกๆคนที่พี่เจอก็กลายเป็นคนรอบตัวเขาหมด”

“พี่ชายใหญ่คือจ้าวซัน ไม่มีใครในฮ่องกงไม่รู้จักจ้าวซัน” บราลีบอกว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ผิงอันถามว่า แล้วมันยังไงล่ะ พอดีอาม่าเข้ามาบอกว่าเหนื่อยสงสารอาม่าเถอะ บราลีได้ทีบอกผิงอันให้พาอาม่ากลับไปเสีย

“ไม่...พี่บรี ถ้าพี่ข้องใจอะไรเกี่ยวกับพี่ชายใหญ่ พี่ก็ถาม ถามมาให้หมด ให้หายสงสัย แล้วก็กลับไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน ผิงอันต้องการพี่...ผิงอันเกิดมามีแต่ความเหงา...ไม่มีความสุข...ไม่มีทางออก แต่พอผิงอันได้รู้จักพี่ ผิงอันรู้สึกว่าโลกนี้น่าสนุก พี่ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะทำตัวให้เก่งกะเขาบ้าง จะได้ออกไปดูโลกกว้าง ถ้าพี่ทิ้งหนู...หนูก็คงต้องกลับไปอยู่ในโลกเดิม โลกที่แคบๆ โลกที่ทำให้หนูรู้สึกตัวว่าไร้ค่า ไม่มีประโยชน์อย่างที่สุด” ผิงอันน้ำตาไหลพรากๆ
บราลีอึ้ง ซีด พูดอะไรไม่ออกอีกเลย

ooooooo

วันนี้ฉินเจียงเข้าออฟฟิศ แต่มาถึงก็ก่อเรื่อง บังคับให้ซ่างกวานซิงเอาทองไปขาย ซ่างกวานซิงไม่ยอมทำตามบอกว่าถ้าคุณชายใหญ่รู้ ตนตายแน่

ผลคือซ่างกวานซิงถูกเกาเฟยคนสนิทของฉินเจียงตบหน้าหงายล้มลง โชคดีที่จ้าวซันผลักประตูเข้ามาเห็น ซ่างกวานซิงล้มเลือดกบปากอยู่จึงเข้าประคองถามว่าทำอะไรซ่างกวานซิง ฉินเจียงโต้ว่าตนเป็นไท้เผ่ง จะลงไม้ลงมือกับลูกน้องบ้างจะเป็นไรไป

“มีผู้บริหารที่ไหนเขาใช้กำลังกับพนักงานบ้าง ฉินเจียง แกมัน...”

ฉินเจียงขัดขึ้นว่า หยุดวิพากษ์วิจารณ์ตนเสียที ตนไม่เข้ามาทำงานก็ด่า นี่ก็เข้ามาแล้วไง และที่ทำนี้ ก็เป็นวิธีดัดสันดานพนักงานของตน แล้วสั่งซ่างกวานซิง ให้ไปทำตามที่ตนสั่งเดี๋ยวนี้ จ้าวซันถามว่าทำอะไร

“ผมจะขายทอง ทองของผมกำลังราคาดีผมจะปล่อย มันต้องทำตามที่ผมต้องการ อยากให้ผมทำงาน พี่ก็อย่ามาจุ้นจ้าน มันจะทำให้เสียระบบ”

ฉินเจียงมองหน้าจ้าวซันอย่างท้าทาย จ้าวซันจ้องหน้าฉินเจียงอย่างแค้นใจ หลังจากนั้นเขาขึ้นไประงับสติอารมณ์บนดาดฟ้า ครู่หนึ่งเทเรซ่าเอาโทรศัพท์ขึ้นไปให้ บอกว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มา

หลินจื้อเหม่ยโทร.มารายงานว่าบราลียอมสอนภาษาให้ผิงอันแล้ว ตอนนี้คงกำลังสอนอยู่ร้านกาแฟสักร้านแถวๆเกาลูน ไม่ต้องกังวล จ้าวซันขอบใจ โล่งอก เทเรซ่าพลอยยิ้มแย้มบอกว่าเบาใจไปได้คนหนึ่ง แล้วขอไปดูแลซ่างกวานซิง

เต๋อเป่าเข้ามาหาจ้าวซัน เขาบอกว่า ฉินเจียงขายทอง เต๋อเป่าบอกว่า “ทองของเขา ช่างเขาเถอะคุณชาย”

“มันขายทองเพื่อจะเอาเงินไปลงทุนซื้ออาวุธสงครามที่จะขายให้พวกคนชั่วเอาไปจัดการกับคนบริสุทธิ์ที่คีรีรัฐไงล่ะ” จ้าวซันพูดอย่างเจ็บปวดใจ

ooooooo

ที่แท้บราลีไม่ได้สอนภาษาให้ผิงอันแต่พากันกลับมาที่ออฟฟิศจะขึ้นไปหาจ้าวซัน บราลีทั้งปดและหลอกพวกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจนขึ้นไปถึงห้องทำงานของจ้าวซัน

“นั่นค่ะ ห้องทำงานพี่ชายใหญ่ ไปค่ะ จะได้คุยกับพี่ชายใหญ่ให้รู้เรื่อง”

พอดีเทเรซ่ามาเจอถามว่ามาได้ยังไง มีธุระอะไร ทำไมไม่บอกก่อน และมากับใคร ผิงอันบอกว่าตนมาคนเดียว พี่ชายใหญ่อยู่ในห้องใช่ไหม เทเรซ่าบอกว่าไม่อยู่ บราลีแอบฟังอยู่ค่อยๆถอยหลบไป

ฉินเจียง เกาเฟย และไอ้สือขึ้นไปหาจ้าวซันบนดาดฟ้า ฉินเจียงบอกว่าธุระของตนเสร็จและจะกลับแล้วทีหลังก็อย่ามาว่าตนว่าไม่เข้าออฟฟิศอีก จ้าวซันมองฉินเจียงบอกเขาว่า “ฉินเจียง แกแปลกไปมาก”

ฉินเจียงบอกว่าคนเราต้องมีพัฒนาการ จ้าวซัน สวนไปทันทีว่าแบบนี้ไม่ใช่พัฒนาการแต่เขาเรียกว่าเสื่อม

“คนที่เสื่อมคือพี่!! จ้าวซัน เวลาของพี่ใกล้จะหมดแล้ว เลิกครอบงำตระกูลเราได้แล้ว”

“คนที่ขายทองในเวลานี้เรียกว่าโง่อย่างที่สุด ใครมันเป็นกุนซือแนะนำให้แกหาเงินวิธีนี้ ฉินเจียง

พี่ขอเตือนว่าแกควรจะไล่มันออกไปเสีย เพราะมันต้อง หวังร้ายกับแกแน่”

ฉินเจียงไม่เพียงไม่ฟัง หากยังปรามจ้าวซันว่า “ผมขอเตือนพี่ว่า จงเตรียมตัวเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไว้ให้ดี ผมกำลังจะก้าวไปอีกขั้น ไปอยู่ในระดับที่พี่ตามไม่ทัน แล้วพี่จะรู้ว่า คนที่เดินเกมผิด คือตัวพี่เอง!”

“ฉินเจียง! อย่ายุ่งกับพวกต่างชาติพวกนั้น...เต้รัก แกมากนะ เต้บอกให้พี่ช่วยดูแลแก”

“เอาเต้มาอ้างตลอดเวลา เอาความหวังดีห่วงใยมา อ้างตลอดเวลา ถอดหน้ากากซะทีสิจ้าวซัน ผมรู้นะว่า ความจริงพี่ไม่ใช่คนดีอย่างที่พยายามแสดงหรอก”

“ดีแล้วที่แกรู้!” จ้าวซันจับคอเสื้อฉินเจียง ทุกคนตกใจ บราลีที่แอบดูอยู่ตาโต จ้าวซันพูดอย่างโกรธจัดว่า “เพราะฉะนั้น แกระวังไว้ให้ดี เพราะตัวจริงของฉันทำได้ทุกอย่างเพื่อหยุดแก ฉันขอบอกว่า ฉันทำได้ทุกอย่างจริง เพราะคนอย่างฉันมันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”

เจอของจริงเข้า ฉินเจียงก็ปอด สั่งลูกน้องถอย จ้าวซันบอกเต๋อเป่าว่าจะทำอะไรก็ไป ตนอยากอยู่คนเดียวสักพัก เต๋อเป่าละล้าละลังยังเป็นห่วงจ้าวซัน เลยถูกเสียงดังใส่ว่า

“แกเลิกมองฉันด้วยสายตาอย่างนั้นได้ไหม ไม่ต้องมาสงสารเห็นใจฉัน แค่ออกไป!!”

เต๋อเป่าจึงรีบออกไป จ้าวซันยืนนิ่งทอดสายตา ไปข้างหน้าคิดอะไรเงียบๆ ส่วนบราลีที่แอบฟังอยู่สะดุ้งโหยงกับท่าทีดุดันของจ้าวซัน ตัดสินใจไปดีกว่า แต่จ้าวซันหันมาเห็นเสียก่อน บราลีตกใจหน้าซีดเผือดรีบชี้แจง

“เปล่านะ เปล่าๆๆ ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยนะ...”

บราลีวิ่งอ้าวทันที จ้าวซันรีบตามไป...

ooooooo

ตอนที่ 4

จ้าวซันวิ่งตามบราลีไปถึงหน้าลิฟต์เรียกเธอให้ฟังตนก่อน พอดีลิฟต์มาบราลีรีบเข้าไป จ้าวซันพุ่งตาม ประตูลิฟต์ปิดพอดี ทั้งสองเลยเผชิญหน้ากันในลิฟต์

“ที่แท้คุณก็เป็นเจ้าพ่อฮ่องกงจริงๆ” บราลีถอยห่างอย่างกลัวๆจ้าวซันบอกว่า ตนเป็นคนธรรมดาเท่านั้น “ไม่ใช่! หน้าตา ท่าทางและน้ำเสียงที่คุณพูดเมื่อกี้มัน

ไม่ใช่คนธรรมดา มันคือคนที่...ที่พร้อมจะ...จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ แม้แต่การ...ฆ่าคน...”

จ้าวซันถามเสียงอ่อนโยนว่า ตนจะฆ่าใครได้ บราลีพูดกลัวๆว่า อย่าฆ่าตนก็แล้วกัน

ความอ่อนแอแผ่ซ่านในหัวใจของจ้าวซัน เขาบอกเธออย่างอ่อนโยนว่า

“บราลี...อย่ากลัวผมเลย ผมไม่ใช่คนที่คุณต้องกลัวเลยซักนิด เพราะผมจะไม่มีวันทำร้ายคุณได้ ไม่มีทาง...” บราลีโต้ว่าเขาเคยตีตน “นั่นคือการอบรมสำหรับเด็กดื้อ”

“คุณมีสิทธิ์อะไรมาอบรมฉัน คุณคงเคยชินกับการได้ทุกอย่างที่อยากได้ คอยควบคุมให้โลกหมุนตามที่ใจคุณต้องการ แต่คุณไม่ใช่พระอาทิตย์ไม่มีทางที่คุณจะได้ดังใจทุกอย่างหรอก รู้ไว้ด้วย!!”

“ทำไมผมจะไม่รู้!! ชีวิตที่ผ่านความสูญเสียมาแล้วทุกรูปแบบอย่างผม รู้ซึ้งดีทุกรสชาติ...ทุกอย่างมันอยู่ในนี้” เขาชี้ที่หัวตัวเอง “ไม่เคยไปไหน มันอยู่กับผมตลอด ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ภาพมันยังอยู่ในนี้...ภาพวันที่ผมต้องหนีกระเจิดกระเจิงมาอยู่ที่นี่ ภาพตอนที่พ่อผมฆ่าตัวตาย...ภาพแม่ที่ต้องลำบากและหัวใจสลายตายตามพ่อไปอีกคน...และภาพวันที่ผมต้องปล่อยให้น้องสาวระหกระเหินจากไปที่อื่น ผมไม่มีสิทธิ์...แม้แต่จะร้องไห้...”

“น้องสาว?...”

“ถ้าตอนนั้นผมโตอีกสักหน่อย เก่งอีกสักนิด มันคงไม่เป็นอย่างนี้...”

เรื่องราวและน้ำเสียงของจ้าวซันที่เจ็บปวด เก็บกด และโกรธแค้น...ทำให้บราลีสงสารเขาขึ้นมา เมื่อออกจากลิฟต์ บราลีลากเขาเลี่ยงไปมุมสงบแถวบันได บอกเขาว่าตนเข้าใจแล้ว แต่ที่เธอบอกว่าเข้าใจคือ เข้าใจจากการเปรียบเทียบความรู้สึกของเขากับนิยายกำลังภายใน และหนังจีนที่เธอเคยดูเคยอ่านเกี่ยวกับการตามล้างแค้น พูดจริงจังว่า

“คุณต้องเลิกคิดที่จะแก้แค้น มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ล้างแค้นต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด พ่อของคุณหรือใครต่อใครที่คุณเคยสูญเสีย ก็ไม่มีทางย้อนคืนกลับมาได้ ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า อย่าถอยหลังลงคลอง ฉันพูดแค่นี้ คิดว่าคุณคงจะมีปัญญามากพอจะสำนึกและคิดได้”

จ้าวซันมองหน้าบราลีที่พูดขึงขังจริงจังแล้วอยากขำแต่ขำไม่ออก

บราลีนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าเศร้าลงเมื่อคิดถึงชีวิตตัวเอง บอกเขาว่า

“และ...และที่สำคัญ อย่าคิดว่าชีวิตคุณคนเดียวเท่านั้นที่เลวร้าย ยังมีคนที่ชีวิตเลวร้ายกว่าคุณอีก...จำไว้...”

“หมายความว่า...ยังไง....” จ้าวซันมองหน้าบราลีใจหวิวๆใคร่รู้ อยากฟังเรื่องราวในชีวิตของเธอ...

ooooooo

ทั้งสองพากันไปที่สวนสาธารณะ เดินกินไอติม โยเกิร์ตมาด้วยกัน พลางบราลีเล่าชีวิตของตัวเองให้ฟัง

“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังหรอกนะ แต่ชีวิตฉันเศร้า...คุณพ่อฉันที่เป็นเพื่อนคุณ ขอฉันมาเลี้ยง ฉันพยายามทบทวนความทรงจำ ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า ฉันน่าจะเป็นเด็กชาวเขา...มาจากเผ่าอะไรสักเผ่าทางเหนือของไทย”

“จริงเหรอครับ” จ้าวซันมองทึ่งกับจินตนาการของเธอ บราลีเดินนำไปนั่งที่ใต้ต้นไม้สวย เล่าเศร้าๆต่อไปว่า

“จริง...แล้วอาจจะมีใครลักพาฉันจากพ่อแม่ จะเอามาขายที่เชียงใหม่ แล้วก็มีบาทหลวงของศาสนาคริสต์มาช่วยไว้แล้วคุณพ่อก็ไปรับมา ตอนที่คุณแม่อยู่ เรามีความสุขมากถึงฉันจะอยู่อเมริกา คุณพ่อคุณแม่ก็น่ารักตลอด จนคุณแม่ตาย คุณพ่อก็เปลี่ยนไป”

“เปลี่ยนยังไง” จ้าวซันหน้าเครียด บราลีน้ำตาคลอขณะเล่าต่อว่า...

“ท่าน...เย็นชามาก เหมือนไม่อยากเจอหน้าฉันอีก ท่านไม่ให้ฉันกลับบ้านแล้วตัวท่านเองก็ไม่ไปเยี่ยมฉันที่อเมริกาอีกเลย จนบัดนี้ ฉันจะกลับเมืองไทย ท่านก็ยังไม่ยอม เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพราะท่านคงอึดอัด เพราะฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆหรืออะไรก็ไม่รู้...แล้วคุณคิดดูสิ ว่าฉันจะรู้สึกยังไง...”

บราลีน้ำตาไหล เธอปาดทิ้ง เงยหน้ามองฟ้ากะพริบตาถี่ๆกลืนน้ำตาเข้าไปแล้วจึงหันยิ้มกับจ้าวซันกลบเกลื่อน

แต่เมื่อแยกกันกลับ อยู่กับตัวเองแล้ว ต่างก็คิดถึงเรื่องราวของอีกฝ่ายอย่างสะเทือนใจ

“ใช่...ชีวิตเธอเลวร้ายกว่าฉันมาก...ฉันขอโทษ...ม่านฟ้า...” จ้าวซันรำพึง

บราลีเองก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ พึมพำ...

“น้องสาว?...จ้าวซันมีน้องสาวที่ไหนอีก??”

ooooooo

ในทางเปิดเผย เกาเฟยแสดงตัวเป็นคนซื่อสัตย์รับใช้ฉินเจียงอย่างถวายหัว แต่ในทางลับ เขาติดต่อกับเหม่ยอิง ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง แต่เป้าหมายร่วมกันเวลานี้คือ กำจัดฉินเจียงก่อน

เมื่อนัดพบกันลับๆเหม่ยอิงถามว่า “มันไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม” เกาเฟยพูดอย่างย่ามใจว่าไม่เลย มันไว้ใจตนเต็มที่ เชื่อตนทุกอย่าง เหม่ยอิงบอกว่ามันโง่ แล้วก็ยุขึ้น เกาเฟยฟังแล้วพูดอย่างดูถูกว่า

“มันไม่เหมาะที่จะเป็นไท้เผ่งแม้แต่น้อย ไม่มีความรู้อะไรสักอย่าง ไม่มีพรสวรรค์อะไรสักเรื่องแต่

กร่างที่สุดในโลก” เหม่ยอิงหัวเราะบอกว่า เขาเรียกว่าโง่แล้วอยากนอนเตียง เกาเฟยผสมโรงว่า “มันจะได้ไปนอนเตียงในคุกแน่ครับ ถ้าไม่ตายเสียก่อน” เหม่ยอิงบอกเกาเฟยว่าทุกอย่างตนฝากไว้กับเขา “คุณหนูวางใจเถอะครับ ผมวางกับดักมันไว้ทุกทางแล้ว มันไม่รอดแน่ๆ

คนนี้...ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง แล้วแถมปัญญาเบาอีก”

“ครบเครื่องเรื่องฉินเจียงจริงๆ” เหม่ยอิงหัวเราะเสียงใส เกาเฟยหัวเราะอย่างสะใจ

คืนนี้เอง จ้าวไทไท คุณนายใหญ่ ก็ให้อาม่าเรียกเหม่ยอิงไปพบ เหม่ยอิงหงุดหงิดที่ถูกเรียกเอากลางดึก ไปถึงเธอถามตามมารยาทว่า แม่ใหญ่สบายดีหรือ แล้วถามว่ามีอะไรจะใช้ตนหรือแม่ตน

จ้าวไทไท หรือแม่ใหญ่ของทุกคน ชวนเหม่ยอิงดื่มน้ำชา เหม่ยอิงหงุดหงิดเลยยกดื่มรวดเดียวหมดถูกน้ำชาลวกปากแต่อดทนไม่แสดงอาการ บอกจ้าวไทไทว่าดื่มแล้ว จ้าวไทไทถามว่ารู้ไหมว่านี่ ชาอะไร...ชาชั้นดีเลยนะ คนอย่างเธอคงแยกแยะไม่ออกสินะว่าอะไรคือชาชั้นดี อะไรคือชาชั้นเลว แล้วจ้าวไทไทก็ยกชาของตัวเองขึ้นละเลียดดมและจิบ เอ่ยช้าๆ

“คนที่สักแต่กรอกเข้าปาก ไม่มีความละเอียดใดๆในชีวิต จะดื่มชาหรือน้ำอุ่นก็ไม่ต่างกัน คนเช่นนี้ไม่คู่ควรจะได้ลิ้มรสชาดีๆแม้สักหยดเดียว” เหม่ยอิงพูดเสียงขุ่นว่าตนไม่ชอบดื่มชา จ้าวไทไทยังคงพูดเนิบๆว่า “คนเก็บชาบางคน ไม่รู้ว่าใบชาที่ดีคือใบชายอดอ่อน ก็เลยไปเก็บเอาใบชาที่หลุดจากขั้ว ร่วงตกพื้นมาใส่ตะกร้าปะปนกัน เพราะคิดตื้นๆว่ากลิ่นและรสชาติที่ได้จากยอดอ่อนจะช่วยเจือจางความเลวจากดินได้บ้าง แต่เปล่าเลย ชาชั้นเลวก็คือชาชั้นเลววันยันค่ำ”

“แล้วชาชั้นดีมันวิเศษวิโสมากนักเหรอ จะบอกให้นะคะแม่ใหญ่ จะชาดีชาชั่ว มันก็ทำให้ท้องผูกเหมือนๆกัน”

“คนไม่รู้ดื่มชาคือท้องผูก คนรู้ดื่มคือระบาย...อย่า ระเริงไป เพราะต่อให้เธอซ่อนตัวเองอย่างดีอยู่ในสุดยอดใบชา แต่คนที่รู้ เขาดูออก มองปราดเดียวเขาก็แยกกำพืดที่มาของเธอได้ ไม่แน่เขาอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใบชาขึ้นรา...เป็นพิษ...ไม่ให้คุณ...หาประโยชน์อันใดไม่ได้เลย...เขาจะไม่เสียเวลาดมกลิ่นเธอด้วยซ้ำ แล้วจุดจบของใบชาขึ้นราอย่างเธอก็คือ พื้นดินที่เธอจากมานั่นแหละ”

พูดจบจ้าวไทไทเทชาที่เหลือทิ้งกระโถน เหม่ยอิงโกรธจนตัวสั่นที่ถูกเปรียบเปรย ท้าก่อนสะบัดหน้าออกไปว่า

“แม่ใหญ่คอยดูก็แล้วกันค่ะ ฉันขอตัว”

จ้าวไทไทมองตามแล้วหัวเราะสะใจด้วยเสียงที่เย็นเยียบ...

ooooooo

มิถิลาแปลกที่เลยนอนไม่หลับ จนตีสอง เธอตกใจร้องกรี๊ดเมื่อพลิกตัวมาเห็นคนใส่ชุดดำใส่หมวกคีโม ครอบผม มายืนมืดๆ อยู่ข้างเตียง คนชุดดำรีบเอามือปิดปากด่าเบาๆ

“ไอ้บ้า...แต๋วแตกไปได้เงียบๆ สิ เดี๋ยวไอ้พวกข้าง นอกก็แห่มากัน” ที่แท้คือศิขรนโรดม องค์รัชทายาทนั่นเอง

ไม่ทันไร ทหารองค์รักษ์สองคนที่อยู่หน้าห้องก็เคาะประตูบอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้อง ศิขรนโรดมทำหน้าตายถามว่า พวกเขาคิดว่าตนนอนหลับแล้วละเมอกรีดร้องเยี่ยงสตรีกระนั้นหรือ ถามว่าเสียงจากห้องอื่นหรือเปล่า แกล้งถามว่าราชิดกับโกศินหรือบรรดานายทหารของเขานำสตรีมาค้างคืนด้วยหรือเปล่า

ศิขรนโรดมพูดเสียจนทหารองครักษ์ทั้งสองนายถอยออกไป จากนั้นจึงหันมาเร่งมิถิลาให้แต่งตัวออกไปท่องราตรีกรุงเทพฯ กัน

มิถิลาจำต้องลุกขึ้นไปกับศิขรนโรดม เธอถูกพาไต่ระเบียงอย่างโลดโผนลงมา ทั้งสองในชุดดำ ใส่แว่นตา ใส่หมวกถักดำ เดินกอดคอกันบ่ายหน้าไปยังถนนที่ยังพลุกพล่าน

ศิขรนโรดมสนุกสนานกับการหนีเที่ยวคืนนี้มาก ส่วนมิถิลาทั้งเกร็งทั้งกลัว ตามศิขรนโรดมไปแบบที่แทบจะเรียกได้ว่าถูกลากคอไปเลยทีเดียว เมื่อเจอ รปภ.ศิขรนโรดมก็เข้าไปถามเป็นภาษาอังกฤษว่า อยากจะไปกินอะไรข้างนอก มีที่ที่เปิดตลอดทั้งคืนแถวนี้ไหม รปภ.บอกว่าต้องไปแถวไชน่าทาวน์เยาวราช ศิขรนโรดมโค้งขอบคุณอย่างงามแล้วลากมิถิลาออกไปเรียกตุ๊กๆ ที่หน้าโรงแรมไปกันอย่างเบิกบานใจ

ที่หน้าโรงแรม ชายร่างล่ำสันยืนข้างเสาไฟ เมื่อเห็นทั้งสองนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ออกไปก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขี่ตามไปห่างๆ จนทั้งสองไปถึงเยาวราช เข้าไปในร้านบะหมี่ปู ครู่เดียว บะหมี่ที่มีก้ามปูวางอย่างหรู 2 ชาม ก็มาวางตรงหน้ามิถิลามองตาโต ส่วนศิขรนโรดมบ่นยิ้มๆว่า

“เสียดายแทนอสุนีไม่ได้มาสนุกกันอย่างนี้...มาต่างประเทศเราควรเที่ยวตามข้างถนน จะได้รู้จักชีวิตจริงของราษฎรในประเทศนั้น จำไว้นะเจ้า” ว่าแล้ว ศิขรนโรดมก็คีบบะหมี่กินอย่างเอร็ดอร่อย

มิถิลาตอบรับเบาๆ ติงแผ่วๆ ว่า “ทรงทำแบบนี้มันเสี่ยงมาก”

“มิน เจ้ารู้ไหม บางที...นั่งอยู่ตรงนี้ อาจจะเสี่ยงชีวิตน้อยกว่านั่งอยู่ใต้ฉัตรแห่งราชบัลลังก์คีรีรัฐเสียอีก อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าหากเราหายไป ไม่กลับไปที่ห้องอีก พลเอกราชิดกับเจ้าโกศินจะทำอย่างไรต่อไป คงสนุกพิลึก” พูดแล้วหัวเราะขำๆ

มิถิลาถามว่าไม่โปรดราชิดหรือ ศิขรนโรดมทำเสียงตกใจว่า ถามอะไรอย่างนั้น ใครจะกล้า หัวเราะแล้วบอกว่า

“เขาใหญ่ที่สุดแล้วในคีรีรัฐ เจ้าเองก็ประจบประแจงไว้ให้ดีเถิด จะได้มียศใหญ่ไวๆ” พูดแล้วจับแก้มมิถิลาบีบเบาๆ เธอปัดมือออกบ่นว่าชอบจับตัวอยู่เรื่อย ศิขรนโรดมมองหน้าเย้า “ทำไมล่ะ จับไม่ได้หรือ เป็นกะเทยหรือถึงหวงตัว นี่ๆ” ว่าแล้วก็จับหูจับจมูกจับไหล่มั่วไปหมด มิถิลากลัวโดนว่าอีก เลยนั่งตัวแข็ง

ที่มุมหนึ่ง ชายร่างกำยำที่ตามมา กำลังยกโทรศัพท์ขึ้นกดๆๆ...

ooooooo

กินบะหมี่ปูเสร็จพากันเดินมาตามริมถนน มิถิลาใจไม่ดีถามว่าจะไปไหนอีก ชวนกลับดีกว่าเพราะ ถ้านายพลราชิดรู้เข้าจะเดือดร้อนกันใหญ่

“อ้อ...เจ้าคงกลัวความผิดล่ะสิ งั้นเจ้ากลับไปเลย เราจะไปของเราคนเดียว”

“ไม่ใช่เช่นนั้น” มิถิลาชี้แจงว่า พรุ่งนี้บ่ายต้องไปร่วมงานประชุมเรื่องอุตสาหกรรมสิ่งทอพื้นเมืองอาเซียนที่โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา เช้าต้องเตรียมข้อมูลการประชุมให้พร้อม คืนนี้จึงควรบรรทมให้เต็มที่

“พูดมากจริง รู้หมดแล้วไม่ต้องเตรียมอะไรหรอกน่ะ” แล้วเหล่ไปที่มุมหนึ่งลดเสียงลงบอกว่า “บนถนน...ที่ 17 นาฬิกา มีคนตามเรามา มันตามมานานแล้ว เจ้าทำเฉยๆไว้”

ศิขรนโรดมหลอกล่อแล้วหลบชายร่างกำยำที่ตามมา ชายคนนั้นเงยหน้าจากโทรศัพท์ไม่เห็นทั้งสองแล้ว จึงขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามหา ถูกศิขรนโรดมกลิ้งถังขยะมาขวางแล้วกระโดดออกไปโจมตีอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว รถล้มลงมิถิลากระโดดคร่อมรถประคองไว้ ส่วนชายคนนั้นพลาดท่าล้มลง ศิขรนโรดมถอดหมวกกันน็อกออกถามว่า

“เจ้าคือใคร เป็นคนของไอ้พวกกบฏหรือไม่!”

“องค์รัชทายาท ข้าพเจ้า.....”

“หึ...คนไทยนี่ แต่รู้จักข้า เจ้าตามข้ามาใช่ไหม กลับไปบอกหัวหน้าเจ้าด้วยว่าข้าขอยืมรถของเจ้าไปใช้หน่อย ขอบใจนะ” พูดแล้วกระโดดขึ้นรถซ้อนมิถิลาเอาแขนคร่อมตัวเธอไว้แล้วขับออกไปทันที มิถิลาร้องอย่างตกใจ

“ไม่ต้องกลัว มันไม่ต่างจากม้าของพวกเราหรอก เราเคยลองขับมอเตอร์ไซค์ภูเขาของพวกขนสินค้าเถื่อนข้ามดอยมาแล้ว” ศิขรนโรดมบิดมอเตอร์ไซค์ไปอย่างเร็ว

ที่แท้ ชายกำยำคนนั้น เป็นคนของภูสินทรที่ตามมาอารักขา พอลุกขึ้นได้ก็รีบล้วงโทรศัพท์ออกมากดรัวทันที

ooooooo

ศิขรนโรดมขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่บังคับยืมมาท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานมาถึงชายทะเลก็เช้าพอดีศิขรนโรดมเที่ยวอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและคึกคะนอง แต่มิถิลานั่งหน้าซีดแล้วซีดอีก

แต่สุดท้ายศิขรนโรดมก็ถูกรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พุ่งเข้ามา ต่างทำท่าราวกับจะประจัญบานกัน แต่พอถอดหมวกกันน็อกออก กลายเป็นภูสินทร

“คุณเมืองเทพ...” ศิขรนโรดมอุทานอึ้ง

ภูสินทรที่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพเพื่ออำพราง นั่งลงบังคมรายงานว่า

“กระหม่อมตามมาได้ เพราะรถคันนั้นมีเครื่องติดตามจีพีเอส และชายที่ตามอารักขาเจ้าน้องเมื่อคืน คือคนของกระหม่อม เจ้าน้อง ทำไมทรงซุกซนอย่างนี้ หากเกิดอันใดขึ้นกับพระองค์ พวกกระหม่อมคงไม่แคล้วถูกประหาร”

ศิขรนโรดมได้ยินภูสินทรเรียกว่า “เจ้าน้อง” ก็ถึงกับน้ำตาคลอบอกว่าไม่มีคนเรียกตนเช่นนี้มานานมากแล้ว พึมพำ “เราได้เป็นเจ้าน้อง...เพราะครั้งนั้น เราเคยมีเจ้าพี่...”

“พระองค์ยังทรงมีเจ้าพี่อยู่เสมอมา องค์ชายศิขรนโรดม”

ศิขรนโรดมตะลึงกับเรื่องที่ไม่คาดว่าจะได้ยิน...

ooooooo

จ้าวซันยังฝึกซ้อมการต่อสู้กับเต๋อเป่าและอาหลี่อย่างสม่ำเสมอ หลังซ้อมวันนี้ เต๋อเป่าเอารายชื่อพ่อค้าอาวุธ 3 คนจากแผ่นดินใหญ่ให้ดู จ้าวซันคลี่กระดาษอ่านทันที

“พานหงปิน เฉินเสี่ยวหาว ต้าเป่ยไหล พวกนี้มันซื้อ ขายอาวุธสงครามที่หลุดออกมาจากทุกสำนักเลยใช่ไหม”

จ้าวซันคุยกันถึงเส้นทางค้าอาวุธทั้งทางน้ำและทางบกซึ่งนับวันเสี่ยงที่จะถูกจับได้มากขึ้นและหากถูกจับได้ก็ย่อมกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พวกนักค้าอาวุธจึงหาเส้นทางใหม่

“มันขนส่งกันโดยใช้เที่ยวบินของเจ้าชายคนนั้น เพราะหากมีปัญหาอะไรมันก็อ้างว่าเป็นฝีมือเจ้าชายคนนั้น ที่ซื้ออาวุธเพื่อจะก่อการร้ายหรืออะไรได้ด้วย” เต๋อเป่าวิเคราะห์

“มันจะเอาศิขรนโรดมเป็นเหยื่อให้ได้ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง...อย่าหวังเลย!” จ้าวซันขบกรามแน่น

“เราคงต้องสืบต่อว่าในจำนวนนักค้าอาวุธเถื่อน 3 คนนี้ ใครที่ไอ้เกาเฟยติดต่ออยู่” เต๋อเป่าเสนอ

จ้าวซันพยักหน้าเห็นด้วย

ooooooo

บราลียังเคืองหลินจื้อเหม่ยไม่หายที่รู้เห็นเป็นใจกับจ้าวซันหลอกตนวันนั้น หลินจื้อเหม่ยไม่ถือสาบอกว่าตนทำไปเพราะรักเธอ บอกบราลีอย่างหนักแน่นมั่นใจว่า

“สำหรับฉัน เขาเป็นคนดี ฉันยอมรับเขา ไม่ใช่เพราะเขามีเงิน แต่เพราะความดีของเขาและเธอก็ควรจะมองเห็นความดีของเขาเสียที”

พอดีจ้าวซันเอารถมาให้บราลีใช้ เธอปฏิเสธทันที จ้าวซันชี้แจงว่าเอามาให้เธอยืมชั่วคราว เธอจะได้ไม่ต้องเรียกแท็กซี่ ไม่ต้องเสี่ยงกับคนที่ไม่น่าไว้วางใจ และตนก็จะได้ไม่ต้องส่งรถมารับส่งให้เธออึดอัดอีก

บราลีจึงยอมรับรถไว้ใช้ และไปลองรถกัน ปรากฏว่าเธอขับรถดีมากจนจ้าวซันชม แต่เรื่องก็ยังไม่จบ บราลีถามอย่างตรงไปตรงมาและให้เขาตอบอย่างเปิดเผยว่า เขาต้องการอะไร จะจีบตนหรือ จ้าวซันอึ้ง เธอรุกต่อถามว่าเขาแต่งงานหรือยัง! จ้าวซันนิ่งไปกับคำถามที่ตรงจนเป็นขวานผ่าซากนั้น แต่บราลีถือว่าเขาไม่ตอบอะไรตรงๆเลยถามใหม่ว่า

“เอางี้...คุณเป็นคนดีหรือเปล่า” จ้าวซันหัวเราะถามว่าใครจะตอบได้ บราลีโมเมว่าแค่คำถามง่ายๆก็ยังไม่ยอมตอบ ชี้หน้าเขาสรุปว่า “แปลว่าคุณเป็นคนไม่ดี” เธอชี้หน้าว่าเขาแบบนี้ถึงสองครั้ง จนจ้าวซันฉุนจับนิ้วเธอกำไว้ ปรามเสียงเข้ม

“อย่าชี้หน้าผม! เพราะการชี้หน้าด่ากัน มันคืออาการแสดงความไม่เคารพไม่ให้เกียรติ ไม่นับถือผู้ใหญ่ เป็นนิสัยไม่ดี คนฮ่องกงหรือคนอเมริกันอาจจะทำได้ แต่เด็กๆคีรีรัฐต้องไม่ทำ!”

บราลีมองขวับถามว่าใครเป็นเด็กคีรีรัฐ! จ้าวซันอึกอักรู้ตัวว่าพลาดอีกแล้ว เลยเดินเลี่ยงไป แต่บราลีไม่ยอม ตามจิกถามจะรู้ให้ได้ จ้าวซันเลยตัดบทว่า “มันไม่เกี่ยวกับคุณ ผมพูดถึงตัวผม” บราลีไม่เชื่อหาว่าเขาโกหก

จ้าวซันเลยบอกว่าไม่โกหกก็ได้ แต่บอกแล้วห้ามเธอบอกคนอื่นแม้แต่เพื่อนสนิทของเธอ เมื่อบราลีสัญญาว่าไม่บอกใคร เขาจึงบอกว่า “ผมเป็นคนคีรีรัฐ”

บราลีเข้าใจว่าเขาอายชาติกำเนิดของตัวเอง ชักสีหน้าใส่ “ฉันเกลียดมากเลย คนที่ดูถูกรากเหง้าของตัวเอง” จ้าวซันถอนใจยาวอย่างอ่อนใจกับการมองตนในแง่ลบทุกแง่มุมของบราลี แต่เธอไม่สนใจ เปิดฉากอบรมยืดยาวว่า...

“ฉันพูดจริง คนอย่างฉัน ไม่เคยอายชาติกำเนิด...

ถ้าคุณอายที่จะบอกใครๆว่าคุณเป็นคนคีรีรัฐ คุณก็ควรจะกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติคุณเสียบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าคีรีรัฐเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ มีภาษา มีวัฒนธรรมของตัวเอง แล้วคุณคิดดูเถอะ ว่าประเทศนั้นอยู่มาได้ยังไง โดยไม่เป็นเมืองขึ้นของไทย พม่า จีน หรือแม้แต่อังกฤษ...
จ้าวซัน คุณควรภูมิใจในชาติของคุณ”

จ้าวซันอึ้ง พูดไม่ออก มองบราลีน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งตื้นตันใจ

ooooooo

เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าไม่อยู่โรงแรม ศิขรนโรดมโทรศัพท์บอกราชิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีภารกิจให้ทำมากมายต้องตื่นเช้าทุกวันเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว ฉะนั้นวันนี้ก่อนเที่ยงห้ามใครรบกวนเด็ดขาด

ขณะที่ภูสินทรกับศิขรนโรดมคุยกันถึงอดีต มิถิลามองหน้าภูสินทรตลอดเวลา ภูสินทรบอกเธอว่า

“เจ้าเด็กน้อย เจ้าคงจะต้องเลือกแล้วว่าเจ้าจะจงรักภักดีต่อฝ่ายใด”

“มิน...ฟังนะ” ศิขรนโรดมเอ่ย “เมื่อ 20 ปีก่อน เรามีพี่ชายคนหนึ่ง ชื่อองค์น่านปิงนรเทพ สำหรับเรา เขาคือองค์รัชทายาทที่ควรจะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่ใช่เรา แต่เวลานี้ เจ้าพี่น่านปิงของข้า อยู่ที่ไหน ทรงสบายดีใช่ไหม ทรงเกลียดข้าแล้วหรือเปล่า...” ศิขรนโรดมหันถามภูสินทร พยายามกลั้นน้ำตาไว้

“เจ้าพี่ของฝ่าบาท ไม่เคยคิดในทางลบต่อฝ่าบาทเลย” ภูสินทรพูดอย่างสะเทือนใจ

มิถิลายิ่งฟังก็ยิ่งงง ในขณะที่ภูสินทรและศิขรนโรดมพูดกันถึงเหตุการณ์ในเวลานั้นด้วยความนึกคิดในวันนี้อย่างสะเทือนใจ ทั้งสองเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบ ประสานเรียงร้อยเป็นเหตุการณ์เดียวกัน...

ในคืนที่เจ้าหลวงพีริยเทพสิ้นพระชนม์นั้น เจ้าชายมาทยาธรพระเชษฐากลับยิ้มที่มุมปาก นายพลจัตุรัสเป็นต้นเสียงแก่ทหารในทันทีว่า “เจ้าเหนือหัวองค์ใหม่ ขอจงทรงพระเจริญ” บรรดาทหารขานรับกันเซ็งแซ่

มาทยาธรบัญชานายพลจัตุรัสในทันทีว่า “ย่ำรุ่งพรุ่งนี้ ออกข่าวให้ประชาชนรู้ว่าน้องเราพระทัยวายกะทันหันและจัดเตรียมงานพระศพให้สมพระเกียรติ”

แต่เมื่อรู้ว่าพระเทวีกับราชบุตรหนีไปได้ มาทยาธรก็สบถถามว่า “แล้วข้าจะนอนหลับตาลงได้อย่างไร มิต้องสะดุ้งตื่นมาพบดาบจ่อคอสักคืนหรือ!” ราชิดรายงานว่าตนจับภูสินทร ราชองครักษ์ตำหนักหน้าไว้แล้ว มาทยาธรสั่งเค้นเอาความจริงจากปากภูสินทรให้ได้ ภูสินทรจึงถูกทรมานอย่างทารุณ

มิถิลาฟังอย่างตั้งใจ มองหน้าเมืองเทพที่อยู่ตรงหน้าถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่าน...ท่านคือราชองครักษ์ตำหนักหน้า ภูสินทร!” ทั้งภูสินทรและศิขรนโรดมมองหน้ามิถิลาเหมือนสงสัยว่ารู้ได้อย่างไร มิถิลาเล่ากลัวๆกล้าๆว่า “คือ... ตอนฝึกทหารเคยได้ยินครูฝึกเล่าว่า เอ่อ...ราชองครักษ์ภูสินทรเป็นกบฏที่ลักพาตัวพระชายาและพระราชบุตรของพระองค์เจ้าหลวงในโกศหายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน”

“ครูฝึกเจ้าเล่าคำเท็จ ความจริงเสด็จแม่ทรงเล่าให้ฟังว่า...” ศิขรนโรดมเล่าถึงเสด็จแม่ ซึ่งเป็นพี่สาวของพระเทวีที่เล่าเหตุการณ์ขณะนั้นว่า เมื่อทราบจากบายศรี ภรรยาของภูสินทร ว่าสามีบาดเจ็บสาหัสและถูกคุมขังอยู่ และเวลานี้ไม่รู้ชะตากรรมของพระเทวีกับราชบุตร ก็บอกแก่บายศรีว่า
“ภูสินทรจะไม่ถูกฆ่าตาย เขาเป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับเรื่องนี้ ข้าจะให้เขาหนีไป เพื่อตามไปดูแลน้องสาวและหลานข้าให้ได้”

ด้วยการช่วยเหลือของเสด็จแม่ของศิขรนโรดม ภูสินทรจึงหนีรอดไปได้ และพระเทวีกับราชบุตรจึงปลอดภัย...

“พระมารดาของพระองค์ทรงกล้าหาญยิ่ง กระหม่อมจึงมีวันนี้” ภูสินทรเอ่ย แล้วเร่ง “แต่ตอนนี้ พระองค์รีบเสด็จกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลานัดหมาย”

เวลาตามหมายกำหนดการใกล้เข้ามาทุกที ราชิตและโกศินจะขึ้นไปที่ห้องศิขรนโรดม สุริยะต้องหลอกล่อให้ไปชมวิวถ่วงเวลา

ภูสินทรเห็นว่าถ้าไปทางรถคงถึงโรงแรมไม่ทันเวลาแน่ จึงเปลี่ยนเป็นให้ศิขรนโรดมไปเจ็ตสกีแทน โดยภูสินทรไปกับศิขรนโรดม และมิถิลาไปกับลูกน้องภูสินทร จึงไปได้ทันเวลาพอดี!

ooooooo

จ้าวซันฟังบราลีซึ้งใจจนน้ำตาคลอ เขาขอบใจที่เธอทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น ทำให้ตนมีความสุข ตนเริ่มภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนคีรีรัฐขึ้นแล้ว

บราลีพาซื่อถามว่าจริงหรือ พลันก็หน้าสลดเมื่อบอกว่าตนเองก็อยากภูมิใจแบบเขาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะภูมิใจเรื่องอะไร แล้วบราลีก็ระบายปมที่อยู่ก้นบึ้งหัวใจตัวเองตลอดมาว่า...

“ฉันไม่รู้ว่าตัวฉันเป็นใคร มาจากไหน พ่อแม่เป็นใคร ท่านยังอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ทำไมฉันถึงต้องถูกคนนั้นคนนี้เอาไปเลี้ยง หรือว่าพ่อแม่ขายฉันมา หรือว่าท่านยังมีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากจนที่ไหนสักแห่ง ฉันไม่รู้เลย...”

จ้าวซันเป็นห่วงความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอบอกว่าจะกลับกรุงเทพฯไปช่วยพ่อทำงาน แต่ก็กังวลไม่รู้พ่อจะยินดีหรือไม่จ้าวซันจึงเสนอให้เธอทำงานที่บริษัทตน รับรองว่าเธอจะได้ใช้ศักยภาพเต็มที่แน่ บราลีถามว่างานอะไร

“งานถวายการต้อนรับเจ้าชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐ เวลานี้ คุณพ่อคุณก็กำลังทำงานนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ หากอยากช่วยพ่อ คุณต้องรับงานนี้”

ระหว่างที่จ้าวซันพาบราลีไปที่บ้านสี่ฤดู เขามอบไอแพดให้เธอ เปิดให้ดู เป็นภาพของคีรีรัฐในปัจจุบัน ในนั้นมีรูปของศิขรนโรดมในเครื่องแต่งกายประจำชาติ จ้าวซันแนะนำว่า

“นั่นคือองค์ชายศิขรนโรดม เจ้าชายรัชทายาทแห่งคีรีรัฐ คนที่คุณต้องดูแลให้ดีเมื่อเขามาถึงที่นี่”

เมื่อไปถึงบ้านสี่ฤดู จ้าวซันเอาเอกสารเกี่ยวกับคีรีรัฐปึกใหญ่มาให้บราลีศึกษา เธอโวยวายว่าใครจะไปอ่านทัน จ้าวซันบอกว่ายังมีเวลาอีก 5 วันก่อนที่เจ้าชายศิขรนโรดมจะเสด็จมา งานของเธอแค่ช่วยแนะนำสถานที่และโรงงานของตนก็พอแล้ว

ผิงอันมาเห็นบราลีมากับจ้าวซัน เธอดีใจมากถามว่าดีกันแล้วหรือ

“ผิงอัน วันนี้ มิสบราลีจะสอนน้องเรื่องประเทศคีรีรัฐเป็นภาษาอังกฤษ” จ้าวซันตีขลุม บราลีทำท่าจะโวยแต่ผิงอันร้องขึ้นอย่างดีใจเสียก่อนว่าต้องสนุกแน่ๆ เลย “แน่นอนจ้ะ พี่ฝากให้น้องดูแลครูของน้องด้วย”

“คุณฝากใครให้ดูแลใครกันแน่” บราลีชักฉุน

“ฝากให้น้องทั้งสองคนดูแลกันและกันก็แล้วกัน” บราลีสะดุดหูถามว่า ‘น้องทั้งสองคน’ พูดผิดหรือเปล่า จ้าวซันยิ้มทำทียอมรับว่าตนพูดผิด แล้วขอไปทำงานเลย บราลีจะตามไปจิกถามให้รู้เรื่อง ถูกผิงอันดึงมือรบเร้า...

“พี่บรี...มาสอนหนูเถอะ หนูอยากเรียนเรื่องประเทศต่างๆในโลก คีรีรัฐอยู่ใกล้ประเทศของพี่บรีนี่คะ ต้องสวยน่าไปเที่ยวแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”

บราลีเลยต้องหยุดอยู่ตรงนี้  แต่ไม่วายจิกตาตามหลังจ้าวซันไปเคืองๆ

ooooooo

แม้ว่าศิขรนโรดมจะมาได้ทันเวลา แต่ทหารของราชิดยืนเต็มไปหมดจะเข้าไปในห้องพักได้อย่างไร จึงเป็นปัญหา

แต่สุริยะที่รู้ว่าศิขรนโรดมอยู่ข้างนอก นอกจากหลอกล่อถ่วงเวลาไม่ให้ราชิดกับโกศินไปเร่งรัดศิขรนโรดมที่ห้องนอนแล้ว ยังหลอกทั้งสองไปขังไว้ที่บันไดหนีไฟ ทั้งสองทุบประตูโวยวาย จนทหารที่เฝ้าหน้าห้องนอนศิขรนโรดมต้องรีบมาช่วย ศิขรนโรดมจึงเข้าห้องไปได้โดยสะดวก

เมื่อราชิดกับโกศินกลับเข้ามาในโรงแรมได้แล้ว ก็ตรงไปที่ห้องนอน เคาะประตูก็ไม่มีเสียงตอบโกศินจึงส่งเสียง

“ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงตื่นหรือยังพระเจ้าค่ะ” ในห้องยังเงียบ พอราชิดสั่งให้ไปเอาคีย์การ์ดมา ประตูก็เปิดในทันที

ศิขรนโรดมใส่เสื้อคลุมอาบน้ำเปิดประตูมาถามเสียงงัวเงียรำคาญว่า

“อารายกานนนน...ได้เวลาแล้วเหรอ...”

ทุกคนอึ้ง มิถิลามาขออภัยว่าตนลืมตั้งนาฬิกาปลุก

“ฝ่าบาท...ยังมีเวลาพะยะค่ะ 10 นาที แต่จะสรงนานกว่านั้นก็ได้ เราไปช้าแค่ไหน พวกคนไทยก็ต้องรออยู่แล้ว ไม่ต้องไปเกรงใจใครหรอกพะยะค่ะ” ราชิดกัดนิ่มๆยิ้มเครียดๆ

ที่มุมหนึ่ง ภูสินทรโผล่มาสบตาสุริยะ ต่างชูแม่โป้งให้กัน โดยที่ทหารคีรีรัฐไม่มีใครสังเกตเห็น

ooooooo

ผู้กองเหลียงยังปักใจเชื่อว่าจ้าวซันทำเรื่องผิดกฎหมาย สั่งหมวดจางให้จับตาการเคลื่อนไหวของจ้าวซันตลอดเวลา บอกหมวดจางว่า ตนอยากเป็นคนเล่นงานจ้าวซันด้วยตัวเอง เพราะได้กลิ่นคดีเด็ด หมายมั่นปั้นมือว่า งานนี้เราดังแน่

ดังนั้น ผู้กองเหลียงจึงขับรถสะกดรอยรถของจ้าวซันไป อาหลี่รู้แกวแกล้งเลี้ยวรถเข้าไปในซอย ผู้กองเหลียงไม่กล้าตามกลัวฝ่ายนั้นจะรู้ตัวเลยขับรถตรงไป อาหลี่แน่ใจว่าถูกตามแน่ๆ บอกจ้าวซันว่าเห็นมันตามมาตั้งแต่ลงเขาแล้ว

จ้าวซันถามว่าระแวงมากไปหรือเปล่า บ่นว่าทำให้ตนเสียเวลา อาหลี่รีบบอกว่าเดี๋ยวตนจะพาไปทางลัดทันเวลาแน่

เวลาเดียวกันนั้น ฉินเจียงที่เกาเฟยบอกว่าบัญชีในธนาคารของเขาถูกอายัดหมดแล้ว ก็ลิ่วมาที่ห้องทำงานของจ้าวซันเจอเทเรซ่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ตรงเข้าไปตะคอกว่าจ้าวซันไปไหน เทเรซ่าตกใจบอกว่าไม่อยู่ มีธุระอะไรสั่งตนไว้ก็ได้

“ฉันต้องการพูดกะเขาเดี๋ยวนี้” ฉินเจียงตวาดเกาเฟยพูดแทรกว่า จ้าวซันสั่งอายัดบัญชีธนาคารของไท้เผ่งใช่ไหม เวลานี้ไท้เผ่งไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินอะไรได้เลย

เทเรซ่ายืนยันว่าตนไม่ทราบจริงๆ ฉินเจียงตะคอกว่า “พวกแกจะลองดีกะฉันใช่ไหม จ้าวซันอยากงัดข้อกับไท้เผ่งใช่ไหม” ตบโต๊ะปัง! แล้วกระชากโทรศัพท์สั่ง “ตามตัวมันมา ใช้เบอร์ด่วนติดต่อให้มันมาพูดกับฉันเดี๋ยวนี้!”

“ดิฉันไม่ทราบว่าคุณชายจ้าวซันไปไหน แล้วดิฉันก็ไม่สามารถติดต่อท่านได้เหมือนกันค่ะ” เทเรซ่ายืนยันเสียงสั่น

ooooooo

ที่ห้องพักศิขรนโรดมในโรงแรม มิถิลามาถามที่หน้าห้องว่าทรงฉลองพระองค์เสร็จหรือยัง ได้เวลาเสด็จแล้ว เสียงจากข้างในบอกว่าขอเวลาอีกห้านาที มิถิลาจึงจะไปแจ้งนายพลราชิด

ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดผัวะ ศิขรนโรดมล็อกคอมิถิลาเข้าไปในห้อง กดลงกับพื้นกลางห้องทันที ตัวศิขรนโรดมคุกเข้าคร่อมบนร่างมิถิลาพูดแววตาแข็งกร้าว

“มิน...ข้าขอโทษที่ต้องทำเช่นนี้ แต่เจ้ารู้ความลับของข้าทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่ท่านแม่แอบลักลอบช่วย

ภูสินทรจากผาห่มดอก และเรื่องที่นักธุรกิจเมืองเทพคือราชองครักษ์ภูสินทร โดยเฉพาะเรื่องของเจ้าพี่น่านปิงนรเทพ ข้าไม่สามารถให้ความลับเรื่องเจ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่รั่วไหลออกได้!”

“องค์ชาย...จะทำอะไรกระหม่อม...ได้โปรด...” มิถิลาตกใจตาเหลือก

“มิน...ขอชีวิตเจ้าให้ข้าเถอะ...” ศิขรนโรดมกด คอมิถิลาแน่น “ข้าขอชีวิตทั้งกายและใจของเจ้าให้กับข้า...ขอให้เจ้าจงรักภักดีต่อข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น...เจ้าให้ข้าได้หรือไม่ หากฝ่ายพวกไอ้ทรราชเสนออะไรให้กับเจ้า ข้าจะให้สองเท่า เจ้าอยากจะได้ลาภยศ หรืออะไร แม้แต่นางกำนัลสวยๆ สักสิบหรือร้อยคนข้าก็จัดหาให้เจ้าได้ ขอเพียงเจ้าสาบานว่าจะถวายชีวิตเจ้าเพื่อข้า ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าต่อต้านกบฏคีรีรัฐได้หรือไม่มิน!”

“พวกทรราชที่ท่านว่าคือ เอ่อ...คือ...” มิถิลาพยายามดิ้น พริบตานั้นนายพลราชิดเปิดประตูเข้ามาเร่งว่าสายแล้ว เห็นภาพนั้นก็ชะงัก ถามว่าอะไรกัน!! ศิขรนโรดมลุกขึ้นปัดมือไปมาบอกราชิดว่า

“เราซ้อมศิลปะป้องกันตัวแบบคีรีรัฐกันนิดหน่อย ก็ท่านราชิดไม่ยอมให้อสุนีมาด้วยนี่นา ปกติเราต้องซ้อมมือกับลูกชายท่านเสมอๆ พอไม่มีเขาเราก็เลยต้องซ้อมกับเด็กแบบนี้แหละ แต่ไอ้มินมันไม่ไหว อ่อนหัดเหลือเกิน ทหารหนุ่มทั้งกองทัพไม่เห็นมีใครเก่งเท่าอสุนีสักคน”

“ก็...อสุนีป่วยจริงๆ หม่อมก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรนี่พะย่ะค่ะ” ราชิดรีบแก้ตัว

“นั่นสินะ...” ศิขรนโรดมทำหน้าตึงเดินออกจากห้องไปทันที มิถิลายังอึ้ง งง สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นยืนมึนอยู่

“จะยืนทื่อหาบุพการีรึไง! ตามเสด็จไปสิ...ไป!!” ราชิดตะคอกระบายอารมณ์ลงกับมิถิลาแทน

มิถิลาได้สติรีบตามศิขรนโรดมไป

ooooooo

ผู้กองเหลียงกับหมวดจางเดินเข้าห้องมาต่างชะงักเมื่อเห็นอเล็กซ์ง่วนอยู่กับการกดดูคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะผู้กอง พอผู้กองเหลียงถามว่ามาทำอะไรที่โต๊ะตน อเล็กซ์เดินออกมาบอกว่า

“เขาไปแล้ว...ไหนผู้กองว่าคุณห้ามเขาเดินทางไปต่างประเทศแล้วไง” ผู้กองยืนยันว่าจ้าวซันรับปากแล้ว “แสดงว่าคุณไม่มีความหมายในสายตาเขาเอาเสียเลย” อเล็กซ์หยัน

“คุณหมายความว่าไง อเล็กซ์” หมวดจางถาม

“ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรายงานผมมาเดี๋ยวนี้เอง ว่าเขาเพิ่งเดินทางออกจากฮ่องกงไป ด้วยเครื่องบินเล็ก คนเดียวเดี๋ยวนี้เอง”

“อะไรนะ...จ้าวซันไปไหน!!” ผู้กองเหลียงตกใจ

ooooooo

ศิขรนโรดมไปเยี่ยมเยือนโรงงานผ้าไหมที่อยุธยาของสุริยะ โดยมีภูสินทรคอยรับเสด็จ และสุริยะนำทัวร์ด้วยตัวเอง

ระหว่างนั้น โกศินกับราชิดแอบสบตากัน โกศินพยักหน้าเชิงว่าทุกอย่างพร้อมตามแผน

เมื่อเข้าไปที่โรงเลี้ยงไหม ราชิดแอบแบมือขออะไรบางอย่างจากโกศิน โกศินหันไปพยักหน้ากับทหารติดตาม ทหารคนนั้นหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาให้ โกศินเอากล้องไปส่งให้ศิขรนโรดม

“ฝ่าบาท...โปรดถ่ายภาพ ทรงอยากจะถ่ายภาพ ไปฝากเจ้าหลวงและพระเทวีด้วยองค์เองสักหน่อยไหมพะย่ะค่ะ”

“เอาสิ” ศิขรนโรดมรับกล้องไปแล้วเริ่มถ่ายรูปสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจัง

เวลาเดียวกันนี้...ที่ฮ่องกง ขณะบราลีกำลังสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอันนั้น จู่ๆเหม่ยอิงก็เข้ามาถามว่าพี่ใหญ่อยู่ไหน พอบราลีกับเหม่ยอิงพบกันต่างก็ทักทายกันอย่างนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันที่นี่ ผิงอันถามงงๆ ว่าสองคนรู้จักกันหรือ

“แกสะเออะอะไร กล้าเข้ามาอยู่กันในห้องนี้” เหม่ยอิงถลึงตาใส่ ผิงอันลุกขึ้นตอบเชิดๆว่า

“ก็พี่ชายใหญ่ให้มาใช้ห้องนี้ อ้อ...นี่มิสบราลี ภีมะมนตรี ลูกสาวของพลตรีสุริยะ นักธุรกิจเพื่อนพี่ชายใหญ่จากเมืองไทย พี่บรีคะ นี่ พี่เหม่ยอิง พี่สาวแท้ๆ  แม่เดียวกันกับหนู” น้ำเสียงผิงอันกัดนิด ในประโยคสุดท้าย

เหม่ยอิงใส่จริตแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกับบราลีอย่างเป็นทางการ แล้วบ่นว่าไม่รู้พี่ใหญ่ไปไหน ปิดโทรศัพท์และไม่เข้าไปที่ตึกอีกแล้ว หมู่นี้พี่ใหญ่หายตัวลึกลับบ่อยจัง ผิงอันย้อนกวนๆ ว่าแล้วพวกตนจะไปรู้หรือ แล้วพูดเหน็บว่า

“ถ้าพี่ไม่รู้ ก็แปลว่า พี่ใหญ่ไม่อยากให้ใครรู้ พี่ก็ไม่ควรจะไปตามจิกพี่ใหญ่” เลยถูกเหม่ยอิงตวาดปราม

บราลีเห็นบรรยากาศไม่ดีรีบขัดขึ้น ขอบคุณเหม่ยอิงอีกครั้งที่ช่วยบอกทางวันนั้น แล้วหันถามผิงอันอย่างประชดประชันว่านี่ก็เรื่องบังเอิญอีกหรือ ผิงอันงงไม่เข้าใจ เหม่ยอิงไล่ผิงอันออกไปบอกว่าตนจะคุยกับมิสบรีส่วนตัว ทีแรกผิงอันไม่ยอมออกไปอ้างว่าพี่ชายใหญ่ให้ตนดูแลเธอ เหม่ยอิงจิกมองไล่ตะเพิด บราลีจึงบอกให้ผิงอันออกไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงตน ไม่มีใครทำอะไรตนได้หรอก ผิงอันจึงจำต้องออกไปอย่างห่วงๆ

ผิงอันออกไปเจออาม่า อาม่าถามว่าออกมาทำไม หนีเรียนหรือ ผิงอันจิกตาแค้นระบายกับอาม่าว่า

“หนูเกลียดบ้านนี้ พี่ใหญ่ไปไหนก็ไม่รู้ ปล่อยให้นางปีศาจอาละวาดอีกแล้ว บ้านนี้ถ้าไม่มีพี่ใหญ่ซะคน พวกเราต้องโดนรังแกจนไม่มีที่ยืนแน่ๆ”

ooooooo

พอผิงอันออกไป เหม่ยอิงก็ก่นด่าว่าเด็กบ้าทำอย่างกับตนเป็นยักษ์มาร บราลีตัดบทว่ามีอะไรจะคุยกับตนหรือ เธอจึงหันมาบอกด้วยท่าทีที่ผิดกับครั้งที่ทำเป็นเจอกันโดยบังเอิญว่า

“จะบอกให้ก็ได้นะ...วันนั้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... วันนั้นฉันตามคุณไปเองแหละ ฉันอยากรู้จักผู้หญิงที่ทำให้พี่ชายใหญ่หลงจนหัวปักหัวปํา แต่ก็ขอเตือนเอาไว้อย่าง พี่ชายใหญ่ไม่ใช่คนดี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาก อย่าไปไว้ใจ ระวังจะเสียน้ำตา อ้อ...ข้อมูลอีกอันที่คุณควรจะรู้ไว้ จ้าวซันเป็นคู่หมั้นของฉัน!”

คราวนี้ทำเอาบราลีช็อก เหม่ยอิงชำเลืองแว่บหนึ่ง เล่าต่ออย่างสะใจว่า

“เราไม่ใช่พี่น้องที่แท้จริง เต้ของฉันเลี้ยงพี่ชายใหญ่มา เพื่อให้ดูแลพวกเราและเพื่อให้เขาเป็นเจ้าบ่าวของฉัน เราจะช่วยกันสร้างอาณาจักรของตระกุลจ้าวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยั่งยืน แล้วเราสองคนก็รักกันและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันแล้วด้วย หวังว่าเธอคงจะไม่คิดจะเข้ามาเป็นมือที่สามหรอกนะ”

ooooooo

โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา...สุริยะนำทัวร์มาจนถึงบริเวณสาธิตทอผ้าไหม ศิขรนโรดมถ่ายรูปไม่หยุด

ภูสินทรยืนคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างๆ พลันเขาก็สะดุ้งเมื่อมือถือดังขึ้น พอกดรับฟังปลายสายเขาตาโตรีบผละไปเนียนๆ

สุริยะพาชมมาจนถึงส่วนต้นไหมเพื่อการย้อมสี ซึ่งเป็นลานกว้างมีเตาถ่านเรียงราย ทุกเตามีกระทะใบบัว ขนาดใหญ่ แต่ละกระทะเป็นสีที่ถูกต้มจนเดือดปุดๆ เพื่อการย้อม ฟืนในเตาปะทุแดงฉาน!

ที่อีกด้านหนึ่ง ภูสินทรเดินนำคนงานเข้ามา 2-3 คน ทุกคนสวมหมวกคลุมหัว ถุงมือ หน้ากากปิดจมูกปาก ถือเข็ดไหมที่ย้อมแล้วเข้ามาจะแขวนโชว์
หนึ่งในคนงานจ้องมองศิขรนโรดมแววตาตื่นเต้น ตื้นตัน ใต้หน้ากากนั้นคือจ้าวซันนั่นเอง!

“ทอดพระเนตรไหมที่ย้อมเสร็จแล้วก่อนพะย่ะค่ะ จะเห็นว่าสีไหมนี้สดใส แต่ก็ไม่จี๊ดจ๊าดบาดตา เพราะเป็นสีธรรมชาติ ที่เราคิดสูตรของเราเอง นี่...นายคนนั้นน่ะมาทางนี้หน่อยซิ” สุริยะชี้ไปที่จ้าวซัน

จ้าวซันค้อมหัวเชิญไหมเข้าไปตรงหน้าให้ศิขรนโรดมถ่ายรูป ระหว่างนั้นจ้าวซันแอบมองศิขรนโรดม อย่างใกล้ชิด เห็นความน่ารักอ่อนโยนจนอดชวนคุยไม่ได้ ถามว่า “โปรดการถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไหร่หรือพะย่ะค่ะ”

“เพิ่งหัดถ่าย ยังไม่เก่ง วันก่อนไปเที่ยวห้างในกรุงเทพฯ แล้วมีคนถวายกล้อง ก็เลยอยากจะ...”

พริบตานั้น ราชิดเข้ามาผลักอกจ้าวซัน ตวาดว่าพูดอะไรกับองค์ชาย! โกศินเข้ามาถามว่า ทำไมต้องใส่หน้ากากทำท่าจะกระชากหน้ากากออก ภูสินทรรีบเข้ามาขวางบอกว่าคนงานพวกนี้ทำงานกับสีกับสารเคมีตลอดวัน เขาต้องป้องกันตัวเอง

“อย่าไปยุ่งกับเขาเลยท่านราชิด” ศิขรนโรดมตัดบท พยักหน้าให้จ้าวซันออกไปเสีย จ้าวซันถอยไปให้พ้นจากความสนใจของพวกราชิดเนียนๆ เอาไหมที่ย้อมแล้วขึ้นไปแขวนแล้วออกไปกับพวกคนงาน

ราชิดหันมาสะกิดโกศินเตือนให้รีบทำบางอย่าง แล้วทั้งสองก็หลอกล่อให้ศิขรนโรดมไปถ่ายรูปจากมุมสูง โดยต้องขึ้นไปบนสะพานโครเมียมที่ใช้สำหรับเดินเหนือเตาเหล่านั้น ศิขรนโรดมสนใจ สุริยะจึงทูลเชิญขึ้นไปโดยตัวเองจะตามขึ้นไปด้วย ถูกราชิดติงว่าอย่าขึ้นไปหลายคนนักเลย ให้สุริยะอยู่ให้ข้อมูลข้างล่างนี้ดีแล้ว

“ให้คนสนิทของเราตามมาอารักขาด้วยอีกคนก็พอ มิน...เจ้ามากับเรา”

ราชิดเลยพูดไม่ออก

ooooooo

จ้าวซันกับคนงานเดินออกมา คนงานเหลือบเห็นน็อต 4 ตัววางอยู่ที่ขอบหน้าต่าง จ้าวซันถามว่าน็อตอะไร คนงานคนนั้นบอกว่าไม่รู้ เพราะเมื่อคืนตนทำความสะอาดห้องนี้แล้ว ดูดฝุ่นอย่างดี ไม่รู้น็อตพวกนี้มาจากไหน จ้าวซันหยิบขึ้นมาดูรู้สึกถึงสถาน-การณ์ที่ไม่ปกติ รีบกลับเข้าไป เห็นศิขรนโรดมยืนอยู่เหนือเตาต้มไหมแล้ว!

จ้าวซันขยับจะเข้าไปถูกทหารคีรีรัฐขวางไว้ไม่ยอมให้ขึ้นบันได ทั้งยังถูกโกศินเข้ามาจะกระชากหน้ากาก จ้าวซันถอยไปปัดมือโกศินออก

ศิขรนโรดมเดินไปบนแผ่นโครเมียมที่พะเยิบ พะยาบ พลางทวงคำตอบจากมิถิลาที่ตนได้ขอชีวิตเธอไว้แต่มิถิลายังไม่ได้ตอบ พอถูกทวงคำตอบมิถิลาอึกอัก ทันใดนั้นศิขรนโรดมก้าวไปบนพื้นสะพานที่พะเยิบพะยาบน่ากลัว มิถิลาตะโกน

“องค์ชาย ระวัง!!” แล้วถลาเข้าไป ศิขรนโรดมถอยพ้นแต่มิถิลาร่วงลงไป ศิขรนโรดมคว้าไว้ทัน ร่างมิถิลาจึงถูกจับมือห้อยอยู่เหนือเตาใหญ่ที่สุดที่สีในกระทะกำลังเดือดปุดๆ ทุกคนตะลึง!

ศิขรนโรดมรั้งมิถิลาไว้สุดกำลัง แขนสองข้างถูกน้ำหนักและแรงดึงดูดกดทับไปกับขอบโครเมียมที่ค่อนข้างคมกดบี้เข้าไปในเนื้อจนเลือดไหล!

ภูสินทรจะวิ่งขึ้นไปช่วย ถูกโกศินขวางไว้อ้างว่าสะพานรับน้ำหนักไม่ไหว จ้าวซันเห็นศิขรนโรดมพยายามช่วยมิถิลาแต่มือเริ่มลื่นจะหลุด สุริยาตะโกนให้คนงานเอาบันไดมารับตัวองครักษ์ไว้ ศิขรนโรดมบอกมิถิลาให้ทนอีกนิด

“พระโลหิตไหลมากแล้ว ปล่อยมือหม่อมฉัน... หม่อมฉันเลือกแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อองค์ชายแต่เพียงผู้เดียว ชีวิตของกระหม่อมเป็นขององค์ชาย ทอดพระเนตรเห็นแล้วใช่ไหม”

“ขอบใจ...มิน...ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าตกลงไปเด็ดขาด!”

พริบตานั้น มิถิลามือลื่นร่างร่วงลง วินาทีนั้นจ้าวซันโหนผ้าไหมที่ตากระโยงระยางคล้องอยู่กับขื่อ จับสองชายม้วนกับแขนโหนทะยานไปตะครุบตัวมิถิลาไว้ได้ก่อนจะร่วงลงไปในกระทะที่กำลังเดือด ร่างทั้งสองตกกลิ้งไปกับพื้น

“เจ้าทหารน้อย ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” จ้าวซันถามอย่างโล่งใจ ศิขรนโรดมดีใจมากที่มิถิลาปลอดภัย ดีใจจนลืมความเจ็บปวดของตัวเอง ส่วนราชิดกับโกศินเจ็บใจที่แผนพลิกความคาดหมาย ทำทีเข้าไปดูแลศิขรนโรดมอย่างห่วงใย ขณะเดียวกันก็จิกตามองคนงานที่โหนเส้นไหมขึ้นไปช่วยมิถิลา ตรงไปจะกระชากหน้ากากออกดูหน้า

“ไปดูทหารของคุณสิ เขาเกือบจะตาย มาสนใจอะไรผม” จ้าวซันปัดมือโกศินพลางถอยแล้วแหวกผู้คนหลบไป โกศินจะตาม ถูกสุริยะมาขวางถามว่าองค์ชายเป็นอย่างไรบ้าง ภูสินทรก็เร่งให้รีบพาไปห้องพยาบาล โกศินถูกกันและเร่งให้มาดูแลศิขรนโรดม เป็นโอกาสให้จ้าวซันหลบเข้าไปในห้องเก็บของ แต่โกศินยังไม่ยอมแพ้ ตามเข้าไปในห้องเก็บของข้างๆนั้นเห็นคนงานใส่หน้ากากเต็มไปหมด เข้าไปกระชากหน้ากากออกทีละคน...ทีละคนประกาศว่า “ใครที่ช่วยทหารคนนั้นไว้เมื่อกี๊ ข้าจะให้รางวัล” พลันก็มีคนงานร่างใหญ่คนหนึ่งยกมือขึ้นเอ๋อๆ

โกศินหุนหันผละไปด้วยใบหน้าที่เอ๋อยิ่งกว่า...

ooooooo

ฉินเจียงแค้นใจที่ถูกจ้าวซันขวางทางธุรกิจมืดของตน เกาเฟยกระทุ้งซ้ำว่าจ้าวซันมีอิทธิพลจริงๆ เราคงสู้เขายากแล้วส่งโทรศัพท์ให้กดดู บอกว่ามีคนส่งรูปนี้มาให้ตน

เป็นรูปสดๆ ที่บราลีอยู่กับผิงอันในบ้านจ้าวซัน ฉินเจียงพึมพำ “ผู้หญิงคนนี้...เพื่อนยัยผิง”

“ไม่ใช่แค่นั้นครับ เธอเป็นเพื่อนและเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คุณหนูผิงอันด้วย แต่ที่ผมอยากจะบอกคุณชายรองก็คือ บราลีคนนี้น่าจะเป็นคนสำคัญมากๆ ของคุณชายใหญ่ครับ คุณชายใหญ่กำลังพยายามเอาใจแม่นี่อย่างสุดๆ เลยครับ ถึงกับซื้อรถให้ขับ”

ฉินเจียงถามว่าจ้าวซันกำลังจีบบราลีหรือ เกาเฟยยั่วยุว่า ไม่ใช่แค่จีบแต่หลงรักเอามากๆ อยากจะขอแต่งงานอะไรขนาดนั้นเลย แล้วหยอดท้ายให้ฉินเจียงน้ำลายสอว่า “แต่นังผู้หญิงก็ดูเหมือนจะเล่นตัวไม่น้อย”

เวลาเดียวกัน ผู้กองเหลียงก็ไปหาข่าวจ้าวซันเดินทางไปต่างประเทศจากเหม่ยอิง เล่าข่าวอ่อยก่อนว่า จ้าวซันเดินทางไปประเทศไทยด้วยเครื่องบินเล็ก ปรากฏว่าเหม่ยอิงเองก็ไม่รู้ ผู้กองจึงเล่าต่อว่า จ้าวซันส่งเทียบเชิญองค์ชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐมาเยือนฮ่องกงในไม่กี่วันนี้ เวลานี้องค์ชายคนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ การไปเมืองไทยแบบลับๆ มันเกี่ยวกับแผนการรับเสด็จหรือเปล่า? อ่อยขนาดนี้แล้วเหม่ยอิงยังบอกว่าจ้าวซันทำอะไรอยู่เขาไม่ยอมให้ตนรู้เลย ผู้กองทั้งยอและยุว่า

“แปลกจัง งานนี้ทำไมคุณชายไม่โชว์น้องสาวคนสวยและเก่งให้พวกประเทศหลังเขาได้ชมเป็นขวัญตา”

“พี่ชายเห็นคนอื่นสำคัญกว่าเหม่ยอิง ไม่เป็นไร สักวันเหม่ยอิงจะพิสูจน์ให้พี่ชายเห็นว่าเหม่ยอิงมีค่ามากกว่าผู้หญิงไทยคนนั้น” แต่พอผู้กองสนใจเรื่องผู้หญิงไทยคนนั้น เธอกลับตัดบทว่า “ช่างมันเถอะค่ะ แล้วผู้กองจะเลี้ยงอะไรเหม่ยอิงล่ะคะ อยากเมาจังเลยตอนนี้”

ผู้กองเหลียงมองตาปรอย รู้สึกผู้หญิงคนนี้จี๊ดโดนใจจริงๆ!

ฝ่ายบราลี หลังจากคุยกับเหม่ยอิงแล้ว เธอตัดสินใจจะไม่มาที่บ้านสี่ฤดูอีก บอกผิงอันว่าถ้าอยากเรียนภาษาอังกฤษกับตน ก็ให้ไปบ้านตน ฝากกุญแจรถคืนให้จ้าวซัน อาม่าจะให้คนขับรถไปส่งก็ปฏิเสธ

“ไม่...ไม่ต้องให้ใครมาบริการฉันอีก ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น อย่าตามตื๊อฉัน ถ้าอยากเรียนกับฉัน เราต้องปรับท่าทีของพวกเราทุกคนใหม่ ไม่มีการทำตัวสนิทสนมกันเองเป็นพิเศษอีกแล้ว” บราลีเดินเชิดออกไปอย่างทระนง

“พี่เหม่ยอิงทำอะไร ทำไมพี่บรีเปลี่ยนไป” ผิงอันร้องไห้จนอาม่าต้องกอดปลอบ

แต่พอบราลีเดินออกไปถึงหน้าบ้าน ก็เจอฉินเจียงมาดักพบบอกว่ามีเรื่องอยากให้เธอช่วย แต่ไม่ยอมคุยที่บ้านชวนขึ้นรถไปด้วยกัน ครั้นบราลีไม่ไปก็คุยอวดความเป็นไท้เผ่งเป็นสุภาพบุรุษสาบานว่าเรื่องที่จะให้เธอช่วยไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ขอให้ไว้ใจตน ให้โอกาสตนสักครั้ง ทั้งหว่านล้อม ปรามาสว่าไม่กล้า ทำตัวเป็นเบบี๋ จนบราลีฮึดขึ้นมายอมขึ้นรถไปกับเขา

ooooooo

ศิขรนโรดมกลับห้องพักโดยไม่ยอมไปทำแผล มิถิลาจึงทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว

“เจ้าช่วยชีวิตเรา...มิน...เจ้าคือเพื่อน...เจ้ารู้ตัวไหม มิน ว่าเจ้าทำลายแผนการของพวกเขา”

“พวกเขา?”

“ราชิด...เขาวางแผนจะฆ่าเราในโอกาสมาต่างบ้านต่างเมืองคราวนี้แน่ๆ เขากันลูกชายเขาไว้ ไม่เช่นนั้นอสุนีต้องมารับเคราะห์นี้แทนเจ้า ราชิดเขาจัดการทุกอย่างไว้รัดกุมแล้ว น้องสาวของอสุนีเป็นนางกำนัลควบคุมตัวแม่เราอยู่ ถ้าเขาฆ่าเราสำเร็จ ครอบครัวเขาขึ้นเถลิงอำนาจแน่นอน อสุนีอาจเสียใจบ้างในทีแรก แต่สักพักเขาก็ต้องยอมรับสิ่งที่พ่อเขามอบให้ น่าอนาถจริงๆ ความโลภไม่เคยปรานีคนเลว ได้คืบจะเอาศอก อยากได้อำนาจจนถึงกับคิดฆ่าคน แล้วจะต้องฆ่าอีกกี่คน แล้วตัวเขาจะอยู่ค้ำฟ้าหรือก็เปล่า”

มิถิลาร้องไห้ออกมา ศิขรนโรดมถามว่าร้องไห้ทำไม เธอบอกว่า เสียใจที่พลเอกราชิดเป็นเช่นนี้...ไม่น่าเลย...ศิขรนโรดมนั่งลงข้างๆ มิถิลาโอบไหล่เธอไว้ตบเบาๆ พูดปลอบทั้งที่ตัวเองก็เจ็บปวด...“ เราร้องไห้มามากแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต ตอนนี้เราจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว มันไม่มีประโยชน์ มิน...เราต้องสู้ ไม่สู้ก็ตาย หรือไม่ก็ยอมแพ้ มีแค่นั้นเอง ไม่มีทางที่ 3 ให้เลือก!”

มิถิลาลอบมองหน้าศิขรนโรดม คิดในใจว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นใครจะทำอย่างไร? แต่อยู่ๆศิขรนโรดมก็มองหน้ามิถิลาอย่างใกล้ชิด เธอตกใจผงะ แต่แล้วศิขรนโรดมกลับ ดึงตัวเข้าไปกอดไว้ มิถิลาช็อกอยู่ในอ้อมกอดนั้น

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"
17 ก.พ. 2563

11:45 น.