ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ขณะที่พันหงปิงกำลังเคลิ้มและจะเคลมเหม่ยอิงนั่นเอง เกาเฟยโผล่มาจ้องจิกราวปีศาจร้าย พุ่งเข้ากระชากพันหิงปิงจนหงายแล้วต่อยหน้าไม่ยั้ง

พันหงปิงไม่ทันตั้งตัวถูกกระทำอยู่ครู่ใหญ่ ก็พลิกสถานการณ์เตะเกาเฟยกระเด็นออกไป แต่เกาเฟยบ้าเลือดเสียแล้วพุ่งเข้าใส่อีก พันหงปิงสู้ไม่ไหวตะโกนยอมแพ้ ยอมรับผิด คราวหลังจะไม่ทำอีกแล้ว

“ไอ้ชั่ว...นี่เหรอวะหุ้นส่วนกัน แกยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่าไอ้พันหงปิง หรือว่าเป็นสัตว์ถึงได้ทำแบบนี้กับพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนได้ ไม่ถือสา”

“ก็ฉันขอโทษแล้วไง มันเผลอไปเว้ย ไม่ได้วางแผนมาก่อน พอดี...มันมาเจอจังหวะลงตัว เลย...ลืมคิดไป”

ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง พันหงปิงเตือนเกาเฟยว่าทีหลังอย่าทิ้งคุณหนูไว้คนเดียว ตำหนิเกาเฟยว่าดูแลเจ้านายยังไงปล่อยให้อัพยานอนหลับขนาดนั้น

เกาเฟยรู้สึกผิด เห็นสมุนพันหงปิงยืนก้มหน้าอยู่ก็ตวาด

“มองอะไร เอาลูกพี่ของพวกนายออกไป ไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้น...”

สมุนพันหงปิงรีบหิ้วปีกลูกพี่ออกไป  เกาเฟยจึงเอากระเป๋าบัดดี้แบ็กที่คาดมาเปิดออก ในนั้นเต็มไปด้วยเงิน

“คุณหนู...นี่ไง เงิน...เงินที่ผมเอาทองของคุณหนูไปขายมาได้  ผมทำทุกอย่างเพื่อคุณหนู ผมทิ้งคุณหนูไปไม่กี่ชั่วโมง แค่ไปเดินเร่ขายของเอาเงินมาให้คุณหนู...แต่คุณหนูกลับทำกับตัวเองแบบนี้  แล้วถ้าผมกลับมาไม่ทัน มันจะเป็นยังไง...ถ้าคุณหนูเป็นอะไรไป  ผมต้องขาดใจตายแน่ๆ”

เหม่ยอิงยังนอนไม่รู้สึกตัว เกาเฟยโยนเงินไปกองที่ตัวเหม่ยอิง ทรุดนั่งกับพื้นหน้าเตียงร้องไห้อย่างหนัก

ooooooo

ในห้องจ้าวไทไทที่บ้านสี่ฤดู...แม่สี่ยกน้ำชาเข้ามา จ้าวซันรับไปรินน้ำชาให้จ้าวไทไทที่กำลังพูดไปหัวเราะไป

“มันทำตัวเอง...นังเหม่ยอิง...ถึงไม่มีใครทำอะไรมัน  มันก็จะทำตัวเอง จนในที่สุด มันก็จะไม่เหลือราคาอะไรอีกเลย”

“ยังไงผมก็ยังหวังที่อยากจะให้เขากลับมาแล้วยอมรับผิด ผ่อนหนักให้เป็นเบา แล้วกลับตัวกลับใจเสีย” จ้าวซันเอ่ย

“มันไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว ถึงอยากกลับก็ไม่มีที่ให้มันยืน...หึๆ จ้าวซัน เจ้านี่มันมีกรรมจริงๆนะ ต้องคอยรับผิดชอบพวกคนบาปหยาบช้ามากมายเหลือเกิน ที่จริงเจ้าควรจะเป็นคนใจโหดเหี้ยมกว่านี้  แล้วชีวิตของเจ้ามันจะง่ายกว่านี้มาก”

“มันจะมีวันสิ้นสุดไหม”

“เราทุกคนต่างมีกรรมเป็นของตนที่ต้องชดใช้ แม่ก็มีกรรมของแม่ เจ้าก็มีกรรมของเจ้า อะไรที่หาสาเหตุไม่ได้ในชาตินี้  ก็คงต้องคิดเอาเองว่ามันเป็นกรรมที่ทำมาจากชาติปางก่อน”

แม่สี่จะลุกไป จ้าวไทไทถามขึ้นว่า “สร้อยเพชรของฉัน อยู่ที่แกใช่ไหม!” แม่สี่ชะงักเย็นวาบไปทั้งตัว “หล่อนก็รู้ใช่ไหมว่ามันเป็นสร้อยเพชรที่มีอาถรรพณ์ หล่อนถึงไม่กล้าจะให้มันไปกะอีนังกาลีนั่น เวลานี้มันก็เลยยังอยู่กับหล่อน!!”

แม่สี่ตกใจตัวสั่นเอาหัวโขกพื้นขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า บอกว่าตนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แม่ใหญ่อย่าลงขอโทษตน อย่าสาปแช่งตนอย่าสาปแช่งลูกตนอีกเลย บอกว่าจะไปเอาสร้อยมาคืนให้เดี๋ยวนี้

“หยุด...อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ฟังก่อน...จ้าวซันฟังแม่แล้วทำตามที่แม่สั่ง...ลูกกำลังพยายามจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปอีกครั้งใช่ไหม ทำตามที่แม่บอกนะ นี่คือคำสั่ง ใช้สร้อยเส้นนั้นเป็นสัญลักษณ์สิ”

“อะไรนะครับ”

จ้าวซันผงะอึ้ง แต่ไม่กล้าถามอะไรอีก

ooooooo

คำสั่งของจ้าวไทไทเหมือนประกาศิต จ้าวซันลงมือปฏิบัติทันที บรรยากาศในฉินเย่ว์กรุ๊ปคึกคักขึ้นมา ทุกคนมีความเชื่อมั่นกับการฟื้นฟูครั้งนี้ มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

ก่อนวันเปิดตัว จ้าวซันใส่สูทดูสง่าน่าเกรงขาม ผิงอันแต่งหน้าทำผมอยู่ในชุดราตรีเรียบสีดำเกาะอก ที่สำคัญคือ มีสร้อยจ้าวไทไทประดับที่ลำคอระหง ผิงอันวันนี้ดูเป็นคนที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด ทั้งสองถ่ายทั้งรูปคู่และเดี่ยวมากมาย

ผู้กองเหลียงได้รับการ์ดเชิญมางานนี้ด้วย ผู้กองดูรูปที่จ้าวซันถ่ายคู่กับผิงอันบนการ์ดเชิญแล้วเอ่ยขึ้นว่า...

“สารภาพมาดีกว่าจ้าวซัน ว่าคุณกำลังจะทำอะไร คุณหนูผิงอันสวมสร้อยเส้นนี้ ซึ่งคุณเหม่ยอิงเคยจับจองเอาไว้แล้วมีคุณยืนประคองขนาดนี้ มันคือแมสเสจที่คุณต้องการส่งถึงใคร”

“ก็ส่งถึงกรรมการบอร์ดของทุกบริษัท นักลงทุน ลูกค้า พนักงานต่างๆว่าบริษัทเราไม่ได้อยู่ในสภาพง่อนแง่นอย่างที่มีข่าวซุบซิบกัน” จ้าวซันชี้แจง

“คุณกำลังวางกับดักต่างหากจ้าวซัน” หมวดจาง ดักคอ

“จะทำอะไร ช่วยปรึกษากันบ้างนะครับ จะได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ” ผู้กองกึ่งติงกึ่งปราม

“ผมปรึกษาอยู่แล้ว ถึงได้ส่งการ์ดไปเชิญผู้กองครับ”

ผู้กองเหลียงยื่นมือออกมา จ้าวซันจับมือกระชับมั่น ต่างสบตากันแบบเอาจริง!

ooooooo

เหม่ยอิงถือการ์ดมือสั่นริกๆ ในที่สุดก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างรับไม่ได้ที่ผิงอันใส่สร้อยเพชรของจ้าวไทไท ถามเกาเฟยว่า จ้าวซันเอามาให้ผิงอันใส่ทำเป็นการ์ดงานบริษัทมันแปลว่าอะไร

เกาเฟยดึงการ์ดในมือเหม่ยอิงไปอ่าน “ขอเชิญไปงานมีตติ้งแนะนำตัวทายาทสาวทางธุรกิจของบริษัทในเครือตระกูลจ้าว” อ่านแล้วโพล่งอย่างฉุนเฉียว “สร้างภาพชัดๆ คุณผิงอันไม่มีทางจะทำการทำงานอะไรได้จริงหรอก”

“มีตติ้งแนะนำตัวทายาทสาวเหรอ...น่าสนุกดีเหมือนกันนะ” เหม่ยอิงยิ้มร้ายอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

ooooooo

ยิ่งใกล้เวลาเปิดตัว ผิงอันก็ยิ่งตื่นเต้นขาดความมั่นใจ ทั้งจ้าวซันและบราลีต้องคอยปลุกเร้าให้กำลังใจ บราลีแนะว่า

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวพี่กับพี่ชายใหญ่จะไปยืนที่ประตูทางเข้าตรงข้ามเวทีนะ เวลาที่ผิงอันพูดก็มองไปที่พี่กับพี่ชายใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วกัน ไม่ต้องหันไปมองใคร โอเคไหม” พูดแล้วขอกอดให้กำลังใจ จ้าวซันเองก็ปลุกเร้าน้องให้สู้ๆ

“ค่ะ...สู้ค่ะ หนูก็เป็นน้องสาวของพี่และก็มีเลือดตระกูลจ้าวอยู่เต็มตัว” ผิงอันฮึดขึ้นมา

“จวนได้เวลาแล้วนะครับ” ซ่างกวานซิงเปิดประตูเข้ามาเตือน

ทั้งสามยิ้มให้กำลังใจกัน แล้วผิงอันก็เดินตามซ่างกวานซิงออกไปอย่างมั่นใจ

จ้าวซัน ผู้กองเหลียง หมวดจาง และจ่าหมงขึ้นไปบนดาดฟ้า ผู้กองเหลียงถามว่าจ้าวซันตั้งใจจะให้ตึกชั้นนี้เป็นสมรภูมิใช่ไหม

“หวังว่าจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ผมจะทำให้คนที่ต้องการตัวผม ตามผมออกมาที่ตรงนี้ ไม่ให้แขกในงานต้องมีอันตราย” หมวดจางวางแผนว่า พอพวกที่ไล่ล่าจ้าวซันขึ้นมาเราก็จะปิดประตูนั้น “ใช่...และตำรวจต้องพร้อมที่จะเข้ามาผสมโรงทันทีเมื่อผมให้สัญญาณ”

“ได้...พวกเราจะร่วมกัน ปิดประตูตีแมว” ผู้กองพูดอย่างมั่นใจ

ทุกคนสบตากันอย่างกระตือรือร้น พร้อมที่จะรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ooooooo

ที่บริเวณจัดงาน เทเรซ่าคุยกับบราลีชื่นชมผิงอันว่า โตเป็นสาวแล้วจริงๆ

“ผิงอันจะเป็นผู้นำของตระกูลจ้าวเหมือนที่จ้าว– ไทไทได้เคยกล่าวไว้จริงๆ เร็วกว่าที่คิดเสียอีก” บราลีเอ่ย เทเรซ่าถามว่าจ้าวไทไทเคยบอกเธอหรือ “ใช่ค่ะ จ้าวไทไทเคยบอกว่า ให้ฉันช่วยดูแลผิงอันด้วย แล้วตอนนี้ฉันก็กำลังดูแลผิงอันจริงๆด้วยสิ”

“มาดามของเรา...หยั่งรู้อนาคตจริงๆ” เทเรซ่าพึมพำทึ่ง

บรรดานักข่าวและช่างภาพที่ถ่ายเจาะสร้อยเพชรที่คอผิงอันแล้วพากันมาขอให้บราลีถ่ายรูปคู่กับผิงอัน นักข่าวคนหนึ่งถามว่าตอนนี้เหม่ยอิงอยู่ไหน อีกคนถามว่า ที่ลือกันว่าเหม่ยอิงทำเรื่องทุจริตหลายอย่างกับทางบริษัทเป็นเรื่องจริงไหม

บราลีอึกอักอ้ำอึ้งหน้าถอดสี ดีที่เทเรซ่าอยู่ด้วยจึงช่วยแก้สถานการณ์ว่า

“ขอโทษนะคะ อย่าเพิ่งสัมภาษณ์เวลานี้นะคะ ประเดี๋ยวทางเราก็จะตอบทุกอย่างที่สื่ออยากทราบอย่างละเอียดในงานนะคะ ใจเย็นๆก่อนนะคะ”

พอดีฉินเจียงควงซูหลิงเข้ามาเห็นช่างภาพกำลังถ่ายรูปผิงอันกับบราลี เขาพูดกับซูหลิงอย่างไม่ชอบใจว่า

“โอ้โห...ดังกันใหญ่แล้ว แม่สาวๆพวกนั้น ดูผิงอันสิ ในที่สุดก็ได้ครอบครองเพชรของจ้าวไทไท ไม่ได้นะ! ที่จริงคุณก็มีสิทธิ์เหมือนกันนะซูหลิง เพราะคุณก็เป็นมาดามตระกูลจ้าวแท้ๆคนนึงนี่นา มานี่เร็ว!!” ว่าแล้วก็กึ่งจูงกึ่งลากซูหลิงแหวกนักข่าวและช่างภาพเข้าไป ทักทายผิงอันเสียงดังเรียกความสนใจ

พวกนักข่าวพากันทักทายฉินเจียง เขารีบแนะนำซูหลิงว่าเป็นภรรยาและกำลังมีทายาทให้ตระกูลจ้าว นักข่าวพากันตื่นเต้น ถามกันเซ็งแซ่ว่าจริงหรือ... ผู้หญิงหรือผู้ชาย...ตั้งชื่อให้คุณหนูตระกูลจ้าวหรือยัง?

ช่างภาพหันมาถ่ายรูปซูหลิงกันพรึบพรับ ฉินเจียงยิ้มสมใจ ซูหลิงยิ้มเจื่อนๆตื่นๆ

“เรื่องจอมขโมยซีนเนี่ย...คุณชายรองไม่เป็นรองใครเลย...” เทเรซ่าส่ายหน้าหัวเราะขำๆ

ooooooo

ที่ห้องคอนโทรลของหัวหน้า รปภ.พวกจ้าวซันและพวกผู้กองเหลียงกำลังดูกล้อง ผู้กองชี้บรรดาตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวมาในงานให้ดูกัน

ซ่างกวานซิงผิดสังเกตชายสองสามคนที่สวมหมวกใส่แว่นอำพรางใบหน้า บอกว่าท่าทางไม่น่าจะใช่แขกรับเชิญ หัวหน้า รปภ.ถามว่าจะให้การ์ดไปสกัดไหม

“ไม่ต้อง ให้พวกมันเข้ามาเลย แล้วให้ลูกน้องของผู้กองเหลียงจับตาไว้ ประกบเป็นรายตัวไปเลย ไหวไหมครับ”

“จัดไปครับ” จ่าหมงตอบรับแล้วสั่งการทันที

“พวกมันมากันจริงด้วย งานนี้จัดขึ้นมาไม่เสียเปล่าจริงๆ” เต๋อเป่าภาวนาขอให้เกาเฟยมา จ้าวซันติงว่า “ใจเย็น ๆ อย่านึกว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามคาด อาจมีหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ อย่าประมาทเด็ดขาด”

งานนี้ พวกอากงต่างพากันใส่สูทดูภูมิฐานเหมือนเถ้าแก่ ทักทายเพื่อนวัยเดียวกันอย่างอารมณ์ดี จู่ๆ ภูสินทรหรือที่แปลงโฉมและเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพและคนคีรีรัฐก็โผล่พรวดเข้ามา ทำเอาพวกอากงกลายเป็นเสือปืนไวชักปืนทันที แต่พอเห็นว่าใครเป็นใคร บรรยากาศก็ผ่อนคลาย อากงบอกเมืองเทพว่า

“คุณชายบอกว่า ให้พวกเราอยู่กันในนี้ก่อน แล้วคุณชายจะเป็นคนให้สัญญาณเองว่าจะให้ออกไปตอนไหน”

“ครับ...โอ้โฮ...นี่มาจากแผ่นดินใหญ่กัน

หรือครับ ยินดีครับๆที่จะได้ร่วมงานกัน” เมืองเทพเดินไปจับมือทักทายทุกคนอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

ooooooo

เทเรซ่ารับรองแขกแต่ตาคอยระวังฉินเจียงที่เดินคุยโวในกลุ่มแขกว่าเวลานี้ตนไม่เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวแล้ว กำลังช่วยภรรยาดูแลกิจการร้านขายของเก่าเล็กๆที่ทำกันสองคน

ส่วนบราลีที่คุยกับซูหลิง ก็มองอย่างสำรวจ บอกซูหลิงว่าดูไม่ออกว่ากำลังท้อง ต้นแขนก็เล็ก น้ำหนักก็เหมือนไม่ได้ขึ้นเลย ส่วนผิงอันมองหาจ้าวซันถามว่า “พี่ชายใหญ่หายไปไหนคะพี่บรี”

บราลีบอกว่าหายไปนานแล้วด้วย พลางจะไปตาม ซูหลิงก็เกิดหิวน้ำขึ้นมาทำท่าจะหน้ามืด จนบราลีต้องหันมาประคองพาไปนั่งพักที่โซฟาและจะไปหาน้ำมาให้ ผิงอันก็ตื่นเต้นจนต้องขอไปเข้าห้องน้ำ เลยลืมเรื่อง จ้าวซันไปทั้งสองคน

ขณะผิงอันเข้าห้องน้ำนี่เอง ถูกเหม่ยอิงที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำเอาปืนจี้ สั่งให้ถอดสร้อยเพชรให้ตน  ผิงอันตกใจทำอะไรไม่ถูก

“นังโง่เอ๊ย...แกมันก็แค่หุ่นเชิดของพี่ชายใหญ่ นั่นแหละ มานี่!” แล้วเหม่ยอิงก็จับผิงอันถอดสร้อยเพชรเสียเอง

บราลีไปเอาน้ำหวานมาให้ซูหลิงดื่ม ระหว่างนั้นฉินเจียงเดินมากระซิบกระซาบกับบราลี...

“คุณต้องจัดการให้ซูหลิงได้ขึ้นเวทีไปให้สัมภาษณ์ด้วย ถ้าพี่ใหญ่พีอาร์ให้ยัยซายหมุยได้ ฉันก็พีอาร์โฆษณาลูกชายฉันได้เหมือนกัน นี่มันคืองานโฆษณาชวนเชื่อ เราก็รู้อยู่แก่ใจกันทุกคนว่ายัยซายหมุยมันทำอะไรเป็นเสียที่ไหน เพราะฉะนั้น ฉันก็ต้องการจะโฆษณาถึงลูกในท้องของเมียฉันว่าอาจจะเป็นผู้ชายก็ได้ สังคมจะต้องรู้ว่าตระกูลจ้าวตัวจริงยังมีอีกคนเข้าใจไหม”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพูดแกมบังคับให้ซูหลิงขึ้นเวทีเพื่อทุกคนจะได้รู้ว่าเธอก็คือสะใภ้ตระกูลจ้าวคนหนึ่ง บราลีพาซื่อเห็นด้วยมองในแง่ดีว่าสังคมจะได้เห็นว่าครอบครัวนี้เป็นปึกแผ่นมั่นคงและสามัคคีกันน่าจะเป็นภาพที่ดีของธุรกิจ

“นั่นสิ คุณนี่ฉลาดจริงๆบรี สมแล้วที่เป็นคู่ใจของพี่ชายใหญ่” ฉินเจียงยกยอปอปั้นแล้วเอาพัดจากบราลีไปโบกพัดให้ซูหลิงอย่างรักใคร่

เทเรซ่าจับตาดูอยู่ ถอนใจอย่างรู้ทันฉินเจียง ผิดกับบราลีที่มองอย่างชื่นชมในความรักของฉินเจียง แต่ตาก็ยังสอดส่ายมองหาจ้าวซันไปรอบๆ พึมพำกับตัวเอง... “เอ๊...จ้าวซันไปไหน”

งานนี้ ใช่ว่าจะมีแต่ตำรวจที่ปลอมตัวมาเป็นแขกบ้างเป็นพนักงานบ้าง พันหงปิงก็ให้สมุนปลอมตัวเป็นบริกรจัดเลี้ยงที่สั่งมาจากข้างนอกด้วย แม้แต่เกาเฟยเองก็มาในคราบพนักงานเสิร์ฟ  เขาเห็นทั้งอเล็กซ์ หมวดจางและจ่าหมงคู่ปรับเก่ามากันครบ  สมุนคนหนึ่งถาม “ตำรวจเพียบแบบนี้ จะไหวเหรอ”

“ไอ้จ้าวซันมันจัดงานนี้มาล่อพวกเรา มันคงนึกว่าจะควบคุมทุกอย่างไว้ในอุ้งมือของมันได้สินะ ฝันไปล่ะ! มันลืมไปแล้วรึไงว่าฉันก็รู้ทางหนีทีไล่ไอ้ตึกหลังนี้ดีไม่น้อยไปกว่ามันเลย” เกาเฟยแสยะยิ้ม

ไม่เพียงเจอตำรวจคู่ปรับเก่าเท่านั้น เกาเฟยยังเดินชนฉินเจียงที่มาเอาน้ำให้ซูหลิง ดีแต่ฉินเจียงจำไม่ได้เพราะเกาเฟยทั้งย้อมผมเป็นสีบรอนซ์และใส่แว่นกลมใสจนบุคลิกเปลี่ยนไป เกาเฟยยิ้มสะใจเมื่อเห็นทั้งสองดื่มน้ำเกือบหมดแก้ว

ooooooo

อีกสิบห้านาทีจะได้เวลาเปิดงาน เทเรซ่ารีบไปดูผิงอัน ส่วนบราลีก็ยังตามหาจ้าวซันไม่พบแต่ไม่กล้าโทร.กลัวถูกหาว่าเซ้าซี้ เทเรซ่าบอกว่าเดี๋ยวคงมา จ้าวซันคงอยากเช็กรายละเอียดทุกส่วนให้พร้อมกระมัง

ทันใดนั้น ทั้งเทเรซ่าและบราลีต่างช็อกเมื่อมองไปเห็นเหม่ยอิงเดินมากับผิงอัน และเวลานี้สร้อยเพชรเส้นนั้นก็ไปอยู่ที่คอเหม่ยอิงแล้ว! เหม่ยอิงกรีดกรายมาราวกับนางพญา เดินไปเย้ยหมวดจางและผู้กองเหลียงจนทั้งสองตะลึงงัน  ผู้กองถามว่าเธอมางานนี้ได้อย่างไร เหม่ยอิงเชิดหน้าเหยียดยิ้มถามเย้ยว่า

“... ‘กล้า’ มาได้ยังไงน่ะหรือคะ ฉันก็มารายงานตัวยังไงล่ะ หึๆ!” แล้วเดินเชิดผ่านไป

ผิงอันทึ่งในความใจถึงของเหม่ยอิงแต่เธอก็ผิดหวังอย่างมากที่ตำรวจไม่ทำอะไรเลย บราลีเห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมด เธอจะไปเอาเรื่อง เทเรซ่าคว้าแขนไว้บอกว่าอย่าเสี่ยงเลย ให้ตำรวจจัดการดีกว่า

“ตำรวจที่ยืนทำอะไรไม่ถูกทั้งสองคนนั่นเหรอคะ ฉันจะไปพาผิงอันกลับมา” บราลีดึงมือตัวเองออกแล้วเดินลิ่วไปทางผิงอันกับเหม่ยอิงทันที เหม่ยอิงเห็นบราลีตรงรี่ก็เอาตัวบังผิงอันไว้ บอกผิงอันให้อยู่เฉยๆ คนพวกนี้ไม่กล้าทำอะไรให้ลูกค้าตื่นตกใจหรอก เห็นนักข่าวและช่างภาพหลายคนเตรียมตั้งกล้อง ฉุกคิดอะไรได้ พาผิงอันเดินไปที่เวที

“ใกล้เวลาแถลงข่าวแล้วสิ นัดคิวอะไรกันเหรอ ฉันไม่สนใจหรอกนะกำหนดการทั้งหมดของงานนี้น่ะ ต่อจากนี้ฉันจะเป็นคนกำหนดเอง มาทางนี้!” แล้วเดินแหวกนักข่าวและช่างภาพ “ขอโทษนะคะ ช่วยเว้นทางเดินตรงกลางไว้หน่อยได้ไหมคะ”

นักข่าวและช่างภาพต่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเหม่ยอิง กรูกันเข้าไปถ่ายรูปและขอสัมภาษณ์ ถามกันเซ็งแซ่ว่า ช่วงนี้หายไปไหนคะ...มีข่าวลือว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงไหม...เขาพูดกันว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้สื้อฉวนเกือบล้มละลาย คิดอย่างไร...ความสัมพันธ์ของสี่พี่น้องตระกูลจ้าวเป็นอย่างไร?

เหม่ยอิงยิ้มให้กับทุกคำถามทั้งที่หงุดหงิดไม่น้อย หว่านยิ้มพร้อมตอบคำถามเสียงอ่อนหวาน...

“ขอตอบสั้นๆ ก่อนแล้วกันนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวจะไม่ทันกำหนดการงานนี้ จริงๆคือระยะนี้ดิฉันไปคุมโรงงานที่กำลังเปิดใหม่ที่เสิ่นเจิ้นด้วยตัวเองตลอด จนไม่มีเวลาออกงานสังคมที่ไหนเลย นิสัยเสียน่ะค่ะ คือไม่ค่อยไว้ใจลูกน้อง ต้องลงมือทำเอง จริงๆก็อย่างที่รู้กันว่าสถานการณ์ของบริษัทเราช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก เราสี่คนเลยต้องช่วยๆกันดูแล ใครว่างพอที่จะทำอะไรได้ก็ทำ”

ส่วนเรื่องคดีที่นักข่าวถาม เธอทำหน้าตายบอกว่าตนไม่ทราบ แต่เดี๋ยวจะฝากเบอร์ทนายของบริษัทไว้ให้ก็แล้วกัน

“เสียใจไหมครับที่จะไม่ได้เป็นไท้เผ่ง” นักข่าวอีกคนถามแทงใจดำ อีกคนถามว่า “ปฏิเสธว่าพี่น้องไม่ได้ทะเลาะกันใช่ไหมคะ”

“พอแค่นี้ก่อนดีกว่านะคะ คือจริงๆเราก็โตๆ กันแล้ว หมายถึงพวกเราสี่คนน่ะค่ะ ก็คงไม่ได้ทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ แล้ว ตอนนี้มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ตระกูลจ้าวเหมือนกัน ใครจะเป็นไท้เผ่งก็ไม่สำคัญ”

ผิงอันมึนกับการตอแหลเป็นตุเป็นตะของเหม่ยอิง ส่วนเหม่ยอิงตอบนักข่าวแล้วหันไปมองหน้าบราลีเต็มตายิ้มให้อย่างมีชั้นเชิง แล้วพาผิงอันไปอีกฟากหนึ่งของเวทีเพื่อให้นักข่าวถ่ายรูป

“สร้อยเส้นนั้น...เธอปล้นไปได้แล้ว...” บราลีมองสร้อยเพชรที่คอเหม่ยอิงพึมพำ

ooooooo

ฉินเจียงเห็นข่าวกับตากล้องคนหนึ่งวิ่งกระหืด กระหอบเข้ามาในงาน มีเสียงเร่งกันให้รีบไปดูหน้าหน่อย อีกคนบอกเพื่อนว่าเธอรู้จักเหม่ยอิงน้อยเกินไป ฉินเจียงหูผึ่งหันถามซูหลิงที่เขากำลังลากเธอเข้าไปในงานว่า

“เหม่ยอิง?...คุณได้ยินเหมือนผมไหม” ซูหลิงถามว่าเหม่ยอิงมางานนี้หรือ  ฉินเจียงพึมพำเครียด “เป็นไปไม่ได้...”

ซูหลิงลุกขึ้นมองสภาพด้วยความเป็นห่วง แต่รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาจนทรงตัวไม่ไหวทรุดนั่งที่โซฟาตัวเดิม ที่มีแก้วเปล่าสองใบวางอยู่บนโต๊ะ...

อเล็กซ์ไม่พอใจผู้กองเหลียงที่ปล่อยเหม่ยอิงไปทั้งที่เธอมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว บอกผู้กองว่าคราวนี้ให้เขาชี้แจงกับผู้ใหญ่เองแล้วตนไม่เกี่ยว

ผู้กองชี้แจงว่าเราไม่อยากให้แขกในงานแตกตื่นและตอนนี้คนของเราก็จับตาดูเหม่ยอิงทุกฝีก้าว  เธอไม่มีวันหนีออกไปจากที่นี่ได้แน่

“จับตาเหรอ...จับทำไม ก็ไปจับตัวเขามาเลยสิ เอาไหม ผมไปด้วย ไปจับเหม่ยอิงเข้าคุกด้วยกันตอนนี้เลย”

ผู้กองเหลียงตอบทันทีว่าได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้       “รอให้งานเลิกก่อนได้ไหม แค่นี้บริษัทฉินเย่ว์ก็มีปัญหามากพอแล้ว หุ้นตกเละเทะ ถ้างานนี้พัง เราจะทำให้เขาหายนะมากขึ้นไปอีก” อเล็กซ์หาว่าเขาทำตัวเหมือนพนักงานในบริษัท ถามว่าทำไมต้องแคร์ด้วย ผู้กองชี้แจงอย่างใจเย็นว่า “ถ้ามีฆาตกรคนหนึ่งหนีเข้าไปในตลาด ผู้กองจะยิงกราดทั้งตลาดเลยไหม”

“เราทำงานร่วมกันไม่ได้จริงๆ” อเล็กซ์ส่ายหน้าระอา

พอดีหมวดจางวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าหาจ้าวซันไม่เจอไม่รู้หายไปไหน ในงานก็ไม่มี ด้านหลังเวทีก็ไม่อยู่

“เอาแล้วไง ความหายนะมันเริ่มตั้งเค้ามาแล้วไง” อเล็กซ์หยันในทันที ผู้กองเหลียงเริ่มเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ooooooo

เหม่ยอิงทำทีจูงผิงอันมาเผชิญหน้าซ่างกวานซิงและเทเรซ่า สั่งขอไมค์เพิ่มอีกตัว พอได้มาก็ยื่นให้ผิงอันตัวหนึ่งแล้วพาขึ้นเวที เทเรซ่ากับซ่างกวานซิงพยายามขวาง ถูกเธอตวาดว่า

“งานแนะนำตัวซายหมุย คนแนะนำมันต้องเป็นฉันสิ ฉันคนเดียวเท่านั้น”

ผิงอันสบตาบราลีอย่างขอความช่วยเหลือ บราลีพยักหน้าให้เธอขึ้นไปก่อน ทันทีที่เหม่ยอิงปรากฏตัวบนเวที เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่ม แสงแฟลชวูบวาบจนแสบตา เหม่ยอิงยืนสง่าสวยงามทักทายแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มั่นใจ

“แขกผู้มีเกียรติทุกท่านคะ ก่อนอื่น ดิฉัน ‘จ้าวเหม่ยอิง’ ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่งานวันนี้อาจจะขลุกขลักไปบ้าง...”

ข้างล่างเวทีเทเรซ่า บราลี และซ่างกวานซิงต่างร้อนรนนั่งไม่ติด ทุกคนเห็นว่าเหม่ยอิงเป็นผู้หญิงที่จิตแข็งน่ากลัวมาก ยามนี้ทุกคนคิดถึงแต่จ้าวซันว่าหายไปไหน

จ้าวซันอยู่ในห้องคอนโทรล เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากจอมอนิเตอร์ อากงครางเบาๆว่าผิดแผนหมดแล้วจะเอายังไงดี จ้าวซันยอมรับว่าตนพลาดไม่คิดว่าเหม่ยอิงจะกล้าออกโรงเอง คาดแต่ว่าเธอจะส่งพวกผู้ชายมาจัดการตน วิเคราะห์ว่า...

“แต่เขามาแบบเปิดเผยอย่างนี้ แสดงว่าเขาจะแลกแล้ว เขาใจเด็ดมาก กล้าเอาตัวเองมาอยู่ที่แจ้ง”

“จ้าวเหม่ยอิงทำได้ทุกอย่างถ้าเขาไม่ได้ถือไพ่เหนือเรา ก็แปลว่าเขาคิดคว่ำกระดานล้างไพ่ เอาให้มันเละเป็นโจ๊กไปทุกฝ่าย” เมืองเทพอ่านใจ

“ต้องแยกผิงอันออกมา แล้วพาบราลีกับผิงอันไปให้พ้นอันตราย ไปอยู่ในห้องทำงานผมก่อนก็ได้” จ้าวซันสั่งการแล้วกำชับ “ทุกคนรออยู่ที่นี่ก่อน เรายังทำตามแผนเดิม ตอนนี้ห้ามลงมือทำอะไรโดยพลการทั้งนั้น...แล้วจับตาดูพวกคนแปลกหน้าที่เราหมายหัว เอาไว้ให้ดี  แต่ถ้ามันเริ่มทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลล่ะก็...”

อากงบอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะมีพวกตำรวจบางส่วนคอยประกบอยู่แล้ว จ้าวซันย้ำอีกครั้งว่า

“หวังว่าคืนนี้เราจะยังเป็นคนคุมเกมอยู่นะ” พูดแล้วรีบออกจากห้องคอนโทรลไป

ooooooo

เหม่ยอิงยังเล่นละครบนเวทีได้อย่างแนบเนียน เธอบรรยายคุณงามความดีของตัวเองที่บ่มสอนผิงอันเรื่องการใช้ชีวิต เรื่องธุรกิจและกำลังจะส่งไปเรียนต่างประเทศเพราะน้องเพิ่งเรียนจบแค่ระดับไฮสกูลเท่านั้นเอง

ระหว่างนั้น พวกตำรวจนอกเครื่องแบบค่อยทยอยกันมายืนหน้าเวที ส่วนจ้าวซันลัดเลาะมาทางประตูข้าง เจอช่างภาพคนหนึ่งใส่หมวกปีกกำลังถ่ายภาพอยู่ เขาเข้าไปสะกิดแขน ช่างภาพคนนั้นหันมา อึดใจเดียวจ้าวซันก็กลายเป็นช่างภาพคนนั้นแทน ใส่หมวกปีกถ่ายภาพบนเวทีเอาจริงเอาจังและขยับใกล้เข้าไปทุกที

ขณะที่เหม่ยอิงกำลังพล่ามอย่างย่ามใจนั่นเอง ฉินเจียงก้าวพรวดขึ้นไปชี้หน้าด่า “อีหน้าด้าน!” แล้วเข้าไปกระชากไมค์จากเหม่ยอิง แขกเริ่มมองกันเลิ่กลั่ก เกาเฟยที่ปลอมเป็นบ๋อยขยับเข้าไปใกล้เวที ฉินเจียงคว้าไมค์ประกาศลั่นว่าตำรวจอยู่ไหนให้มาจับผู้หญิงเสียสติคนนี้หน่อย จ้าวซันเดินเข้าไปเตรียมจะแยกผิงอันออกมา เหม่ยอิงประกาศแนะนำ  ฉินเจียงแก่แขกและขอเสียงปรบมือต้อนรับ ฉินเจียงตวาดว่า

“ไม่ต้องตบ! ตบทำไม ใครเชิญแกมา ที่นี่ไม่มีท่ีให้แกยืนอีกต่อไปแล้ว” เหม่ยอิงขู่ว่าเขากำลังจะทำให้งานล่ม“ล่มก็ไม่เป็นไร ฉันจะทำ และผู้หญิงคนนี้ครับ จ้าวเหม่ยอิง น้องสาวคนละแม่กับผม เป็นคนจิตวิปริต จ้องจะฮุบสมบัติทั้งหมดของตระกูลจ้าวเป็นของตัวเอง แต่พอพลาดก็เลยวางแผนจะทำลายทุกอย่าง ข่าวลือทั้งหมดที่พวกคุณได้ยินเป็นเรื่องจริงครับ”

การเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดของเหม่ยอิงกับฉินเจียง ทำให้ผิงอันตกใจมองหาคนช่วย บราลีส่งสัญญาณให้เธอพยายามถอยห่างจากเหม่ยอิง แต่เหม่ยอิงเห็นพอดีเลยคว้ามือผิงอันดึงไว้ข้างตัว ฉินเจียงเข้ายื้อ เลยดึงกันคนละแขนจนผิงอันร้อง บราลีทนไม่ได้จะขึ้นไปช่วยผิงอัน แต่เทเรซ่ากับซ่างกวานซิงห้ามไว้

ฉินเจียงสาวไส้เหม่ยอิงอย่างเผ็ดร้อน แต่ทำได้ไม่นานเขาก็รู้สึกเวียนหัวจนยืนแทบไม่ติด เกาเฟยเห็นอาการก็ยิ้มสะใจว่ายาในน้ำดื่มที่เขาใส่ไว้เริ่มได้ผลแล้ว เหม่ยอิงใส่ไคล้ทันทีว่าฉินเจียงดื่มมากไปหน่อยอย่าได้ถือสาเลย

ฉินเจียงรู้ตัวว่าถูกวางยา เขาเป็นห่วงซูหลิงมาก แต่ถูกเกาเฟยเข้ามาล็อกตัวออกไป ทำให้เหม่ยอิงยึดครองเวทีได้อีกครั้ง เธอเล่นละครอย่างแนบเนียนต่อไป

บราลีฉุกคิดได้ถามหาช่อดอกไม้ที่จะให้ผิงอันแล้วรีบขึ้นไปทำทีเอาดอกไม้ไปมอบให้เหม่ยอิง จ้าวซันในคราบตากล้องก็ทำทีเข้าไปถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด เมื่อบราลีเดินไปมอบดอกไม้ให้เหม่ยอิง จ้าวซันก็แทรกเข้าไปถ่ายรูปเอาหลังเบียดผิงอันหลบไป แล้วหันมาถ่ายเหม่ยอิงที่กำลังรับช่อดอกไม้ ใช้หลังดันบราลีออกไปอีกคน

เหม่ยอิงเริ่มสงสัยพฤติกรรมของช่างภาพ หันมองเห็นผิงอันหายไปแล้วและบราลีก็กำลังจะลงจากเวที เธอจะตามถูกจ้าวซันถือกล้องมาขวาง

“เอ๊ะ...ไอ้ตากล้องนี่ ถ่ายอะไรนักหนา” เธอเอาช่อดอกไม้ฟาด จ้าวซันพลางล้วงปืนที่ขาอ่อนออกมา

เทเรซ่ารีบขึ้นเวทีแก้ไขสถานการณ์ ประกาศให้แขกดูข้อมูลเรื่องผลประกอบการประจำไตรมาสที่สองของปีนี้ โดยจ้าวผิงอันจะเป็นผู้บรรยายด้วยตัวเอง

ผิงอันขึ้นประกาศอย่างมั่นใจ แขกที่มาร่วมงานฟังอย่างสนใจ บรรยากาศในห้องจัดงานกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ooooooo

แต่นอกห้องจัดงาน...เกาเฟยลากฉินเจียงไปโยนไว้ในห้องเก็บของ และเหม่ยอิงที่ถูกจ้าวซันพาขึ้นไปบนดาดฟ้าที่ผู้กองเหลียง หมวดจางและอเล็กซ์ขึ้นมารออยู่ก่อนแล้ว เหม่ยอิงน้ำตารื้นพูดกับจ้าวซันที่กอดตนไว้แน่นว่า

“น้องจำไม่ได้แล้วว่าพี่เคยโอบกอดน้องหรือสัมผัสตัวน้องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ น่าขำนะคะที่น้องเคยทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดกัน แต่มันไม่ใช่แบบนี้ น้องจะจำใส่หัวไว้ว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่จะกอดน้อง”

ไม่จริง...พี่กอดน้องได้เสมอ” จ้าวซันคลายมือออกเริ่มใจอ่อนกับเธอ

สมุนคนหนึ่งของพันหงปิงหลบไปโทรศัพท์รายงานว่า

“ลูกพี่ครับ...คุณหนูเหม่ยอิงแย่แล้วนะครับ”

พันหงปิงไปห้องเก็บของที่เกาเฟยกับฉินเจียงกำลังต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย คว้าไม้ถูพื้นฟาดหัวฉินเจียงสลบเลือดอาบแล้วตวาดเกาเฟย

“มัวทำบ้าอะไรอยู่วะ คุณหนูของแกโดนตำรวจสอยไปแล้วนะเว้ย” เกาเฟยตกใจบอกให้รีบไปช่วย

“ไม่...เสียเวลา รีบไปทำตามแผนของเราได้แล้ว” พันหงปิงไม่สนใจนำสมุนออกไป เกาเฟยรีบตามก้าวข้ามร่างฉินเจียงที่นอนสลบเลือดนองไปราวกับข้ามเศษขยะ

ooooooo

เหม่ยอิงผละจากจ้าวซัน มองและพูดอย่างเจ็บปวด ร้าวใจแสนสาหัส...

“ขอบคุณนะคะสำหรับอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น ขอบคุณสำหรับความรัก ความปรารถนาดี ขอบคุณการฆ่าที่อ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุด ตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมา และได้มาเป็นพี่น้องกัน ฉันมีความสุขมาก... แต่วันนี้...ฉันเสียใจมากที่สุดที่พี่มาหลอกฉัน”

“เหม่ยอิง เธอฟังพี่บ้าง...พี่หลอกอะไร?”

เหม่ยอิงหาว่า ทั้งหมดนั้นเป็นกับดักของเขา ล่อให้ตนเข้ามาและให้คนของเขามาลากตนเข้าคุก จ้าวซันเตือนสติว่าเธอสร้างกับดักขึ้นมาเองต่างหาก เหม่ยอิงไม่อาจฟังอะไรได้อีกแล้ว เธอทั้งตัดพ้อต่อว่า น้ำตาไหลพรากเมื่อพูดถึงอดีต...

“ฉันมันโง่เอง...โง่ตั้งแต่วันแรกที่เจอพี่ เจ็บใจตัวเองจริงๆ คิดว่าเป็นคนฉลาดไปทุกเรื่อง แต่ทำไมเรื่องนี้ถึงได้โง่นักก็ไม่รู้ โง่ที่ไปรักคนอย่างพี่...อีโง่เอ๊ยยยย...” ด่าตัวเองแล้วเอาปืนออกมาเล็งจ้าวซัน ตำรวจที่อยู่ตรงนั้นควักปืนเล็งใส่เธอทันทีเช่นกัน เหม่ยอิงคร่ำครวญน้ำตาอาบหน้า “น้องแพ้แล้ว...น้องฉลาดสู้พี่ชายใหญ่ไม่ได้จริงๆ ลาก่อน...”

พูดแล้วหันปืนจ่อที่หัวตัวเอง ทุกคนช็อก จ้าวซันร้องห้าม เมื่อเหม่ยอิงยังไม่ลดปืนลง จ้าวซันหันไปอีกทางตะโกนสุดเสียง “อย่า...ผิงอัน!!” เหม่ยอิงหลงกลหันมอง ทำให้จ้าวซันได้โอกาสกระโดดเข้าชาร์จ ล้มปล้ำแย่งปืนกันไปมา ทันใดไฟในห้องดับพรึ่บ เสียงปืนกัมปนาทขึ้นนัดหนึ่ง!

ooooooo

ที่ห้องจัดงาน พอไฟดับ เสียงปืนดังขึ้น และเทเรซ่าก็แผดเสียงกรี๊ดไม่หยุด ผู้คนในห้องอลหม่านไปหมด

บราลีรีบดึงผิงอันไป จ่าหมงพาทั้งสองหลบไปในที่ปลอดภัยตามที่จ้าวซันสั่งไว้

พริบตานั้น ไฟสำรองสว่างขึ้น พันหงปิงในชุดเชฟ เกาเฟยและทีมในชุดบ๋อย กรูกันออกมาพร้อมอาวุธสงคราม ทุกคนใส่หน้ากากหมด พันหงปิงยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ก่อนแล้วคว้าไมค์ไปประกาศให้แขกที่มาในงานถอดเครื่องประดับของตัวเองใส่ถาดที่สมุนของตนจะเดินไปรับ

พวกแขกพากันช็อก บางคนอิดออดเสียดายของ เมื่อสามีมาปกป้องเลยถูกสมุนพันหงปิงเอาปืนตบจนเลือดกบปาก แขกทุกคนรักตัวกลัวตายจึงพากันถอดเครื่องประดับใส่ถาดที่สมุนพันหงปิงเดินไปบังคับเอา

ที่ห้องคอนโทรล เมืองเทพ อากงและคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด อากงถามเมืองเทพว่าจะเอาอย่างไรดี พันหงปิงอับจนถึงขนาดต้องใช้ไม้นี้แล้วหรือ

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับอากง นี่มันแค่มุกของมัน ที่จะยั่วยุให้จ้าวซันปรากฏตัวมาเล่นกับมันต่างหาก” เมืองเทพคาดเดา อากงร้อนใจถามว่าแล้วจะเอายังไงดี เมืองเทพยืนยันคำสั่งของจ้าวซันว่า “คุณชายให้เรารอคำสั่งจากท่านคนเดียว”

ooooooo

จ้าวซันประคองเหม่ยอิงขึ้นมา เธอหัวเราะอย่างเสียสติถามว่าฉินเย่ว์กรุ๊ปตกต่ำขนาดปล่อยให้โจรกระจอกมาปล้นแขกในงานเลยหรือ

“ไม่ใช่หรอกเหม่ยอิง งานนี้พี่ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อกอบกู้หน้าตาอะไรของบริษัทสักนิด พี่จัดเพื่อให้ได้ตัวน้องกลับมาไงล่ะ แล้วสำหรับไอ้คนเลวพวกนั้น พี่ก็มีของเตรียมไว้สมนาคุณพวกมันเหมือนกัน”

ขณะนั้นเอง มีเสียงพูด ว.จากจ่าหมงมาหาผู้กองเหลียง ฟังแล้วผู้กองบอกจ้าวซันว่าตอนนี้บราลีกับผิงอันอยู่ในที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

“โอเค...ปิดประตูตีแมว!! จ้าวซันหยิบมือถือมากดส่งสัญญาณเปิดสนามรบทันที เหม่ยอิงงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น?

ขณะที่สมุนของพันหงปิงกำลังปลดของมีค่าจากแขกในงานนั้น เทเรซ่าได้รับสัญญาณไลน์ว่าบราลีกับผิงอันออกไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว

เธอบอกข่าวดีนี้แก่ซ่างกวานซิงที่หมอบอยู่ใกล้ๆ แล้วพากันค่อยๆคลานมุดไปใต้เวที โดยเธอคว้าไมค์ลอยอันหนึ่งติดมือไปด้วย

ฝ่ายอากงกับก๊วนเพื่อนเก่าที่มารวมตัวกัน ก็ลอบจัดการกับสมุนพันหงปิงแบบ “เก็บเงียบ” โดยใช้มีดโกนปาดคอบ้าง ใช้มีดแทงสีข้างแบบเสียบทีเดียวร่วงบ้าง และเข้าไปรัดคอบ้าง เมืองเทพเองก็คลานลอดไปโผล่หลังเวทีเช่นกัน

พันหงปิงกำลังผยองสุดขีดร้องท้าจ้าวซันให้ออกมา ส่วนเกาเฟยก็ร้องหาแต่เหม่ยอิง ประกาศว่าใครเอาตัวคุณหนูของตนไปก็ให้มาคอยรับศพพวกแขกไฮโซในงานนี้ด้วยก็แล้วกัน ร้องท้าและยิงปืนขู่อย่างผยอง

เทเรซ่ามุดไปโผล่ที่หลังเวที เห็นเมืองเทพตามมา ก็เอาไมค์ลอยมากดเปิด ประกาศเหมือนบัญชาการรบ

“สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีเกียรติคะ ทุกคน...หมอบเดี๋ยวนี้ค่ะ”

สิ้นเสียงประกาศ เมืองเทพและพวกก็โผล่มาระดมยิงพันหงปิงและเกาเฟย พวกตำรวจนอกเครื่องแบบก็ยิงสมุนพันหงปิงที่ถืออาวุธสงคราม พันหงปิงและเกาเฟยต่างโดนยิงล้มลง เมืองเทพจะเข้าไปซ้ำแต่ทั้งสองกลิ้งหนีพลางยิงต่อสู้

ในยามเป็นยามตายเช่นนี้ ทั้งพันหงปิงและเกาเฟยต่างเผยสันดานเอาตัวรอด ไม่มีใครช่วยใคร แต่เพราะเกาเฟยรู้ทางหนีทีไล่ในบริษัทดีจึงคลานหนีไปเจอประตูออกสู่บันไดหนีไฟ ทิ้งกองเลือด ชุดเชฟและหน้ากากสองชุดไว้ให้ดูต่างหน้า

“คนร้ายหนีไปทางบันไดหนีไฟ จัดการสกัดด่วน” ตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งตะโกนบอกเมืองเทพที่วิ่งตามมา

เมืองเทพคาดว่าน่าจะเป็นพันหงปิงกับเกาเฟยที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ตำรวจนอกเครื่องแบบบอกว่า ให้คนสกัดไว้แล้ว ไม่น่าจะรอด จ้าวซันฟังแล้วทำหน้าเซ็งเพราะรู้พิษสงของทั้งสองคนดี

ooooooo

ที่คีรีรัฐ เจ้าศิขรนโรดมรู้ข่าวที่เกิดกับฉินเย่ว์กรุ๊ป ก็ร้อนใจเป็นห่วงจ้าวซัน กระทั่งสงสัยว่าครอบครัวจ้าวหวังดีกับเจ้าพี่ของตนจริงหรือเปล่า

มิถิลาทำใจไม่ได้ที่ศิขรนโรดมไม่สนใจเรื่องการแต่งงาน หากแต่มุ่งจะไปฮ่องกงหาเจ้าพี่ ไปช่วยเจ้าพี่ บ่นกับอสุนีว่า

“เจ้าหลวงทรงติดเจ้าพี่ของพระองค์เกินไป ตั้งแต่เล็กจนโต ทรงคิดแต่ว่าชีวิตของพระองค์ขึ้นอยู่กับเจ้าพี่น่านปิง”

“หน้าที่ของเจ้าคือกล่อมให้เจ้าหลวงทรงปล่อยวาง และเข้าพิธีอภิเษกเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว ประเทศชาติจะได้เดินไปข้างหน้าอย่างปกติสุขเสียที” อสุนีหว่านล้อม มิถิลาได้แต่อึ้ง
จากการที่ต้องฟันฝ่าเหตุร้ายเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อแก้ปัญหาและดูแลกัน ทำให้ทั้งจ้าวซันและบราลียิ่งรักและห่วงใยกันมากขึ้น จ้าวซันสัญญากับเธอว่าจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและพาเธอออกไปจากเรื่องยุ่งยากให้เร็วที่สุด

“พี่ต้องสัญญา...ว่าพี่จะปลอดภัย” บราลีเอ่ย

“น้องก็เหมือนกัน ต้องสัญญาว่าจะระวังตัวตลอดเวลา”

ส่วนกับเหม่ยอิงนั้น จ้าวซันพูดกับผู้กองเหลียงจริงจังว่า “ผมจะรับผิดชอบเรื่องเหม่ยอิงให้ดีที่สุด”

“ผมเชื่อว่าคุณชายตั้งใจอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริง คุณชายต้องระวังตัวไว้ให้มาก น้องสาวของคุณชาย คุณชายย่อมทราบดีอยู่แล้ว ว่าเขาเป็นยังไง” ผู้กองเตือน

“คุณเป็นคนจับเขาเอง แล้วก็เป็นคนประกันเขาเอง ถ้าเขาหนีหรือทำอะไรร้ายแรงอีก คุณก็คงต้องรับผิดชอบเองเต็มๆล่ะ” หมวดจางเสริม

“ผมหวังว่าองค์ชายจะมีความสามารถสั่งสอนให้คุณเหม่ยอิงกลับเนื้อกลับตัวได้ ส่วนพวกผม ถ้าล่าไอ้พัน–หงปิงกับไอ้เกาเฟยไม่ได้ คราวนี้โดนเด้งยกทีมแน่” ผู้กองย้ำ ทั้งจ้าวซันและผู้กองต่างมองหน้าอย่างเข้าใจกัน

เมื่อไปเยี่ยมพวกอากง รู้ว่าก๊วนของอากงไม่มีใครเป็นอะไรมากแค่ฟกช้ำดำเขียว จ้าวซันก็เบาใจ

“มองในแง่ดี เหตุการณ์เมื่อคืน พวกผู้ร้ายฮ่องกงโดนเก็บไปหลายตัวในงานเดียว ทรัพย์สินของแขกในงานก็เก็บมาได้ครบ” อาหลี่พูดอารมณ์ดี

“นั่นมันแค่ผลพลอยได้ แต่คนที่ฉันลงทุนทำทุกอย่าง และเอาทุกคนมาเสี่ยงเพื่อช่วยเขานี่สิ เขาจะคิดได้ไหม”

จ้าวซันพูดขรึม ทุกคนฟังแล้วพลอยหนักใจไปด้วย

ooooooo

เหม่ยอิงถูกนำตัวมากักไว้ที่ห้องนอน มีตำรวจเฝ้าอยู่หน้าห้องและมีอากงเป็นคนดูแล แม่สี่จะเอาอาหารไปให้เหม่ยอิง อากงขอเอาเข้าไปเอง เลยถูกแม่สี่ตัดพ้อต่อว่าอย่างรุนแรง จนจ้าวซันต้องมาชี้แจงว่า

“แม่สี่ครับ ผมพยายามทำทุกอย่างให้เหม่ยอิงกลับมานะครับ แม่สี่ต้องช่วยผมนะครับถ้าแม่สี่รักเหม่ยอิงจริง”

แม่สี่ย้อนถามอย่างไม่พอใจว่าตนเป็นแม่ทำไมจะไม่รักลูก จ้าวซันเองต่างหากที่ไม่เคยรักเหม่ยอิงเลย จ้าวซันได้แต่ฟังอย่างเพลียใจ

เมื่อจ้าวซันเข้าไปหาเหม่ยอิงในห้อง เพื่อหว่านล้อมให้เธอร่วมมือ เธอจะได้กลับมาเป็นจ้าวเหม่ยอิง  เป็นคนดีในสังคมตามเดิม ก็ถูกเหม่ยอิงปฏิเสธที่จะทำอย่างที่จ้าวซันแนะนำให้ทำตามที่ทนายบอก จ้าวซันโมโหเสียงแข็งใส่ว่า

“น้องต้องทำ!! น้องคือผู้ต้องหาหลายคดี และพี่ก็ประกันน้องออกมาเพื่อสู้คดี น้องเป็นผู้หญิง พี่ไม่ต้องการให้น้องไปอยู่ในกรงขังปะปนกับพวกอาชญากร”

“โดยเอาน้องมาขังไว้เสียเอง ไม่ให้มีโทรศัพท์ ที่จะติดต่อกับใครเลย”

“น้องต้องไม่ติดต่อ ไม่ร่วมมือกับคนพวกนั้นอีก พี่มีหน้าที่ควบคุมน้อง ถ้าพี่ควบคุมไม่ได้พี่ก็จะผิดต่อเต้ เป็นลูกอกตัญญู เต้อุตส่าห์ไว้ใจให้พี่ดูแลน้องๆ แต่พี่กลับทำพลาด ทำให้ทุกคนเดินไปในทางชั่ว พี่ยอมให้ตัวเองเป็นคนล้มเหลวแบบนั้นไม่ได้!” จ้าวซันจริงจังดุดันเสียจนเหม่ยอิงน้ำตาคลอ แต่ก็ยังเชิดอย่างอวดดี

ส่วนฉินเจียงกับซูหลิงนั่งพักกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นบ้านสี่ฤดู ฉินเจียงบอกซูหลิงว่าตนจะเป็นคนฆ่าเกาเฟยด้วยมือตัวเอง ซูหลิงพยายามเตือนให้เขายั้งคิดว่าตัวเองเป็นพ่อคนแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า ฉินเจียงก็ยังดื้อรั้น

ผิงอันเอายาบำรุงมาให้ซูหลิงบอกว่าแม่ใหญ่ให้เอามาและให้ดื่มเดี๋ยวนี้เลย ฉินเจียงได้ยินก็อดเหน็บไม่ได้ว่าอยู่บ้านนี้ก็ต้องทำแบบนี้แหละ แม่ใหญ่ให้ทำอะไรก็ต้องทำ บอกให้ทำเดี๋ยวนี้ก็ต้องเดี๋ยวนี้ แขวะซูหลิงนิดๆ ว่าเป็นคนว่าง่าย คงอยู่รวมกับกงสีไปแบบนี้ได้โดยไม่อึดอัดใจจนเกินไปหรอก

“อึดอัดยังไงก็ต้องทนค่ะ ศัตรูของเรายังลอยนวลอยู่ แล้วมันก็อาจจะทำร้ายพวกเราคนใดคนนึงได้ทุกเมื่อ เราเจอเรื่องเลวร้ายกันมาพอแล้ว เราแตกแยกกันไม่ได้อีกแล้ว เราต้องรวมกันไว้ให้ดีก่อนที่ครอบครัวของเราจะไม่เหลืออะไรอีก”

คำพูดที่มีเหตุผลลุ่มลึกของผิงอัน ทำเอาฉินเจียงมองทึ่ง

ฝ่ายจ้าวซันเห็นพี่น้องในตระกูลจ้าวได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้ากันในบ้านสี่ฤดูเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีก็ดีใจ บอกบราลีว่า “ถ้าพี่ทำให้น้องๆ ที่นี่รักกัน ช่วยเหลือกัน ดูแลกันเองได้พี่ ก็จะหมดหน้าที่จากตระกูลจ้าว... รอพี่อีกนิดนะม่านฟ้าอีกนิดเดียวเท่านั้น ตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปได้ด้วยดี อีกไม่นานเมื่อพี่ทำหน้าที่ที่ได้สัญญาไว้กับเต้เสร็จสิ้นลง เราก็จะได้มีชีวิตของเราเสียที”

“ค่ะ...รอค่ะ” บราลีตอบหนักแน่น ทั้งสองต่างยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ

ooooooo

แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของใคร เพราะจู่ๆ จ้าวไทไทก็อาละวาดกราดเกรี้ยวใส่ทั้งอาม่าและอากง ด่าทอขว้างปาข้าวของใส่จนอากงต้องหลบออกไปจากห้อง
จ้าวไทไทไม่ยอมให้เหม่ยอิงมาอยู่ที่บ้านสี่ฤดู ไม่ยอมแม้แต่จะให้มาสูดอากาศหายใจในบ้านนี้!

อากงรีบไปบอกจ้าวซัน เขามาขอร้องจ้าวไทไทไม่ให้ทุบตีอาม่าหาว่าอาม่าเป็นนกสองหัว พอเห็นจ้าวซันเข้ามา จ้าวไทไทก็หันมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่จนจ้าวซันผงะ บราลีเข้ามาขอร้องก็ถูกไล่ไม่ให้มาขวาง ประกาศจะตีจ้าวซันให้ตาย ฐานทำอะไรตามอำเภอใจเกินไปไม่ปรึกษากันก่อน

“เรื่องอะไรครับ”

“แกทำทุกอย่างพลาดหมด นังจ้าวเหม่ยอิง ตามชะตากรรมของมัน มันต้องตายในคุก เวลานี้มันต้องอยู่ที่นั่น แต่แก...แกไปเอามันมาเข้าบ้าน  แกทำให้ทุกอย่างผิดแผนของฟ้าดิน!!”

“ผมทำเพื่อเต้”

“ทำเพื่อเต้เหรอ เต้ตายไปแล้ว นอนอยู่ในหลุม คนที่ต้องเผชิญกับปัญหาคือ  คนเป็นไม่ใช่คนที่ตายแล้ว คือฉัน คือพวกแก ไม่ใช่เต้ของแก!!”

“แม่ใหญ่ครับ ให้โอกาสเหม่ยอิงบ้าง ผมจำได้ว่าเต้รักเหม่ยอิงมาก เหม่ยอิงก็เก่งสมใจเต้ทุกอย่าง แต่พอดีเขาเป็นผู้หญิง ทำให้เขาต้องเสียโอกาสไป”

“หยุดพูด...เต้ของแกนั่นแหละที่เป็นคนแรกที่ไปให้ท้ายมัน มันเลยกลายเป็นคนแบบนี้ คนอย่างเหม่ยอิง มันไม่มีวาสนาหรอก เพราะมันเป็นคนเลว มันจะนำมรณะมาให้ทุกคน มันไปถึงไหนก็นำความพินาศไปถึงนั่น แกต้องเอามันไปทิ้ง ทิ้งไว้บนถนน ทิ้งทะเลอะไรก็ได้”

“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ”

“แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ!!!”

“แม่ใหญ่ ผมขอร้องล่ะ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด บ้านของเรามันควรจะอบอุ่น อยู่แล้วมีความสุข ทุกคน

รักกัน ดูแลกันสิครับ...เราอย่าใจร้ายกับใครเลยนะครับ ผมขอนะครับ ผมกราบล่ะ” จ้าวซันนั่งลงกราบที่ตักแม่ใหญ่

“แกคิดผิดแล้ว...จ้าวซัน...แกคิดผิดแล้ว...”

จ้าวไทไทพึมพำ

ooooooo

พันหงปิงกับเกาเฟยที่ต่างก็บาดเจ็บสาหัส พากันไปหลบซ่อนที่บ้านเช่าเล็กๆ รักษาตัวเองตามมีตามเกิด

เกาเฟยใช้มีดกรีดแงะกระสุนที่ฝังน่องออก กัดฟันทนความเจ็บจนเหงื่อกาฬแตก พันหงปิงที่นอนซมอยู่ส่งเสียงแผ่วอย่างหมดแรงร้องขอให้เกาเฟยช่วยตนด้วย ให้ช่วยผ่ากระสุนออกอย่างที่เกาเฟยทำกับตัวเอง

“บอกตรงๆนะพันหงปิง คงไม่มีใครช่วยแก

ได้หรอก ในตัวแกมีกระสุนพรุนไปหมดแบบนี้ ขืนผ่าแกก็ต้องตายเร็วขึ้น เพราะมันคงจะเข้าจุดสำคัญแก

ทั้งนั้น แกนอนตายไปเงียบๆอย่างสงบจะดีกว่า หลับตาซะพันหงปิง สวดมนต์ให้พระเจ้ามารับวิญญาณเสียดีกว่า แต่แกคงลงนรกมากกว่าขึ้นสวรรค์นะ เพราะแกค้าอาวุธให้คนเขาเอาไปฆ่ากันมามาก ผลกรรมเลยให้แกต้องมาตาย เพราะลูกปืนเต็มตัวแบบนี้” เกาเฟยหัวเราะเลือดเย็น

ระหว่างนั้น เกาเฟยค้นเจอระเบิดเป็นกล่องๆของพันหงปิง เขาเอาออกมาเรียงดูอย่างสะใจ พันหงปิงโวยวายไม่ให้ยุ่งกับของของตน แต่อึดใจเดียวก็หมดสติไป

เกาเฟยจัดระเบิดไปก็ดูทีวีไป แต่ไม่ได้เปิดเสียง เห็นผู้ประกาศข่าวกำลังอ่านข่าวจึงหารีโมทกดเสียงแต่หาไม่เจอเลยลุกไปเปิดเสียง เป็นช่วงสุดท้ายของข่าวพอดี...

“หากคุณจ้าวเหม่ยอิงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนหายดีแล้ว ทางบ้านสี่ฤดูจะจัดให้มีการแถลงข่าวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งทางสถานีจะรีบนำเสนอข่าวนี้ทันที”

“คุณหนูอยู่บ้านสี่ฤดูเหรอ...ไม่ได้อยู่คุก...รอเกาเฟยก่อนเถอะ” แล้วทำท่าเล็งปืนใส่จอโทรทัศน์ที่มีรูปจ้าวซันคำราม “เปรี้ยง...ตาย!!”

ooooooo

วันนี้แม่สี่ไปเยี่ยมเหม่ยอิงอีก จ่าหมงตามเข้าไปด้วยบอกว่าต้องทำตามคำสั่งจ้าวซัน แม่สี่จะคุยอะไรก็คุยตามสบาย

แม่สี่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรรำพึงรำพันว่าถูกบีบคั้นใจร้ายกับตนเหลือเกิน ตนแค่อยากจะคุยความในใจกับลูกก็ไม่ได้ แม่สี่ร้องไห้จนจ่าหมงใจอ่อน ยอมออกไปปล่อยให้แม่สี่ได้อยู่กับเหม่ยอิงตามลำพัง

พอจ่าหมงออกไปเท่านั้น แม่สี่ก็หยุดร้องไห้ได้เป็นปลิดทิ้ง เหม่ยอิงพูดอย่างสะใจว่า

“นี่สินะ...ที่เรียกว่าใช้น้ำตาเป็นอาวุธ ได้ผลจริงๆด้วย”

แม่สี่ร้องไห้ออกมาอีก ขอร้องเหม่ยอิงให้ยอมแพ้เสียเถิด อย่าดิ้นรนอีกเลย ทำตามที่จ้าวซันบอก ไม่ต้องวางแผนอะไรทั้งนั้น

“ทำตามที่จ้าวซันบอก ต่อให้ทำดียังไง หนูก็ต้องติดคุกอยู่ดี...ไม่! หนูจะไม่ยอมติดคุกเด็ดขาด ให้หนูตายเสียดีกว่า” แม่สี่ตกใจอ้อนวอนลูกอย่าคิดสั้น “แม่...หนูไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ หนูจะให้พี่ชายใหญ่ช่วยให้หนูหนีไปจากฮ่องกง พี่ชายใหญ่จัดการได้อยู่แล้ว”

“ถ้าหนูหนีไป เขาก็จะตกที่นั่งลำบากนะลูก”

“ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ เขาพูดเอง แล้วหนูก็จะบอกว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยเงินไงล่ะแม่ เขาให้หนูไปไหนก็ได้ ประเทศไหนก็ได้ ที่มีเยอะแยะไปที่หนูจะอยู่ได้อย่างดี อย่างสบายด้วย ขอให้มีเงินเท่านั้น แม่ไปบอกเขาเลยว่า ถ้าพี่ใหญ่รักเต้จริง รักหนูจริง เขาต้องช่วยหนูได้อยู่แล้วล่ะ”

แทนที่แม่สี่จะหว่านล้อมให้เหม่ยอิง กลับถูกเหม่ย– อิงกล่อมจนต้องทำตามความคิดของเธอ ไปขอร้องจ้าวซันให้ช่วยพาเหม่ยอิงหนีไปต่างประเทศที่ไหนก็ได้ไม่ว่าไทยหรือคีรีรัฐ

จ้าวซันยืนหยัดหลักการ บอกว่าตนทำอย่างที่แม่สี่ขอร้องไม่ได้ แต่ตนจะพยายามเต็มที่ จะทำให้คดีผ่อน หนักเป็นเบา เมื่ออ้อนวอนขอร้องกระทั่งจะคุกเข่าก็ไม่สำเร็จ แม่สี่เปลี่ยนเป็นตัดพ้อต่อว่าลำเลิกสิ่งที่ตนเคยช่วยเหลือดูแลจ้าวซันมาตั้งแต่เด็ก ตัดพ้อว่า “ไม่นึก

เลยว่าแม่ขอร้องให้ช่วยน้องแค่นี้ก็ไม่ได้”

“ผมทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ” จ้าวซันตอบอย่างลำบากใจมาก

“คุณชายเป็นคนอกตัญญูกว่าที่แม่คิดไว้ซะอีก เต้คงเสียใจที่เลี้ยงลูกมาแล้วกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคนแบบนี้” แม่สี่น้ำตานองหน้าลุกเดินออกจากห้องไป จ้าวซันนั่งเครียดกับปัญหาที่กดดันอย่างหนัก

เพราะคิดมาก คืนนี้จ้าวซันฝันถึงเต้ ฝันว่าเต้มาตำหนิที่เขาทำกับน้องแบบนี้ ทำไมน้องๆถึงไม่มีใครได้ดีสักคน บริษัทก็จะล้มละลาย ทำให้ตนนอนตายตาไม่หลับจนต้องตื่นขึ้นมา ถ้าน้องๆทุกคนยังไม่มีความสุข จ้าวซันเองก็อย่าหวังเลยว่าจะมีความสุข เต้พุ่งเข้ากระหน่ำตีจะเอาจ้าวซันไปอยู่ด้วย จ้าวซันคว้ามีดปอกผลไม้ใกล้มือจ้วงแทงเต้ทะลุกลางท้องเลือดไหลทะลัก เขายืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก

จ้าวซันตกใจกับฝันร้ายแผดเสียงร้องลั่น จนบราลีลุกมาดู เขากอดเธอไว้ ขอร้องอย่าทิ้งตนไป บราลีปลอบว่าไม่มีอะไรเจ้าพี่แค่ฝันร้ายเท่านั้น เอามือลูบหลังเบาๆ “น้องอยู่ตรงนี้แล้วค่ะ ไม่เป็นไรนะคะ...”

ooooooo

ที่บ้านเช่าเก่าๆ เกาเฟยเดินลับๆล่อๆ มาที่หน้าบ้าน เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังเห็นปลอดคนแล้วจึงแอบเข้าไปในบ้าน ตรงไปที่ลังลูกระเบิดที่เอาผ้าใบคลุมซ่อนไว้ หยิบลูกระเบิดใส่เป้ด้วยความระมัดระวัง

“เฮ้ยๆ ไอ้พันหงปิง...ตายหรือยังวะ” เกาเฟยถามเบาๆ แล้วสะดุ้งโหยงชักปืนออกมาทันทีเมื่อมีเสียงตอบมาว่า

“ตายแล้ว ตายเมื่อเช้า ข้าเอาไปฝังแล้วล่ะ” เป็นเสียงหญิงแก่คนหนึ่ง

“แกเป็นใคร” เกาเฟยถามหญิงแก่เจ้าของเสียง หญิงแก่ไม่ตอบแต่กลับขอเงินค่าทำศพ “เงินอะไร...ไม่มี... แล้วนี่ยายเข้ามาได้ยังไง”

หญิงแก่ชูพวงกุญแจให้ดู เกาเฟยยิ่งสงสัยถามอย่างระแวงว่า

“เข้ามาแล้วเห็นอะไรมั่ง มีใครรู้เรื่องนี้รึเปล่า”

“เงินค่าทำศพล่ะ” หญิงแก่เดินเข้าหาแบมือขอเงิน บอกเกาเฟยว่า “แกน่าจะเอาของพวกนี้ไปขายได้หลายตังค์อยู่ แบ่งมาให้ใช้บ้างสิ”

เกาเฟยถอยออกมา จ้องมองหญิงแก่อย่างระแวงมากขึ้นทุกที...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวซันเข้าไปหาเหม่ยอิง เธอแต่งตัวไม่รัดกุมเขาจึงออกไป  ให้เธอแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจึงเข้าไปใหม่

เหม่ยอิงตอบตกลงทำตามคำขอของจ้าวซันทันที จ้าวซันโล่งใจบอกว่า “งั้นก็ดีแล้ว”

“น้องสัญญาว่าจะเชื่อฟังทุกอย่าง พี่จะให้น้องพูดตามทนายว่ายังไง แล้วคดีที่พี่เองเป็นเจ้าทุกข์พี่จะให้น้องสารภาพหรืออะไรน้องจะยอมหมด โอเคไหมคะ”

เธอพูดประชดประชันว่าจะหาปลอกคอหรือฝังไมโครชิปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยแล้วจูงตนออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกบ้าง จากนั้นก็คร่ำครวญว่าแค่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกก็ไม่ได้ ตนเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวจะไปทำอะไรใครได้

จ้าวซันใจอ่อน พาเหม่ยอิงลงไปเดินเล่น เธอพร่ำรำพันถึงอดีตที่เคยเล่นกันตรงโน้นตรงนี้ เคยนั่งโล้ชิงช้าด้วยกันตรงนั้น แล้วร้องไห้โฮ เสียดายเวลาที่ผ่านไปตนน่าจะทำตัวดีกว่านี้หน่อย จ้าวซันตกใจถามว่า “เหม่ยอิง... เป็นอะไรไป”

“น้องกลัวค่ะ กลัวมากๆ น้องไม่อยากติดคุก เห็นสภาพในคุกแล้ว...” เธอทำท่าสยองจนพูดไม่ออก

กลั้นน้ำตาไม่อยู่ สะอื้นฮักๆ อ้อนวอนอย่างน่าเวทนา...

“พี่ชายใหญ่ต้องช่วยนะคะ น้องสัญญา น้องจะไม่ทำอีกแล้ว ไม่เอาแล้ว น้องจะไม่ไปคบพวกคนเลวอีก...พี่ชายใหญ่พาน้องไปอยู่ที่อื่นได้ไหม อยู่ที่นี่น้องก็มองหน้าใครไม่ติด นะคะ...พาน้องออกไปจากฮ่องกงที...นะคะ... นะคะ...”

เหม่ยอิงลงไปคุกเข่าร้องไห้กับพื้น...

“พี่ไม่ต้องกลัวนะว่าน้องจะไปคบกะไอ้สองคนนั้นอีก แค่น้องไปอยู่กะพวกมันมาไม่กี่วัน น้องก็ขยะแขยงจะตายอยู่แล้ว พี่จะให้น้องไปอยู่ประเทศไกลๆ บนเกาะหรือในป่าในเขาอะไรก็ได้ น้องยังทำประโยชน์อะไรให้ใครๆได้อีกตั้งเยอะ อย่าให้น้องติดคุกเลยนะคะ”

จ้าวซันยืนอึ้ง หนักใจกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา...

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด
15 พ.ย. 2562
12:10 น.