ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เห็นจ้าวซันปล่อยเหม่ยอิงออกมาเดินเล่น บราลีเป็นห่วง กังวล กลัวๆ กล้าๆ ท้วงติงจ้าวซันว่าอย่าประมาท จ้าวเหม่ยอิงเกินไป

จ้าวซันกลับเห็นว่าถ้าเราทำให้เหม่ยอิงอึดอัดเกินไปเธออาจทำอะไรบ้าๆได้ แต่เราก็ไม่ได้ปล่อยเธอเป็นอิสระมากนัก มีตำรวจคอยควบคุมทุกฝีก้าวไม่ให้คลาดสายตา พูดให้บราลีสบายใจว่า

“พี่คิดหนักอยู่แล้วม่านฟ้า พี่ไม่ได้ประมาทเหม่ยอิงต่ำหรือเพ้อฝันมากเกินไป แต่พี่ยังหวังว่าเขาจะได้รับบทเรียนจากหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้น และมองเห็นความ ปรารถนาดีจากพวกเราบ้าง เขาจะได้หายโกรธคนอื่นๆ แล้วมองโลกในมุมมองที่ดีขึ้น”

ฟังจ้าวซันพูดเช่นนั้น บราลีไม่กล้าพูดอะไรต่อ ทั้งที่ใจยังคิด...

ขณะจ้าวซันทำงานอยู่ที่ห้องทำงานในบ้านสี่ฤดูนั่นเอง ก็ได้รับโทรศัพท์จากศิขรนโรดมถามว่าจะไปพิธีสมรสของตนได้หรือไม่  จ้าวซันเล่าให้ฟังว่าทางนี้มีปัญหาหลายอย่างต้องจัดการปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย ขอให้ศิขรนโรดมจัดพิธีสมรสตามฤกษ์ที่พระครูท่านหาให้ ถ้าไปได้ตนก็จะไปแต่ถ้าไปไม่ได้ก็จะส่งของขวัญแทนตัวไปก็แล้วกัน

แม้ศิขรนโรดมจะรับฟังด้วยใจสลดแต่ก็ไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าอะไร คุยเสร็จหุนหันปึงปังจะไปบอกทูลหม่อมแม่ว่าให้จัดพิธีแต่งงานทันทีไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว มิถิลาถามว่าเกิดอะไรขึ้น?

“ไม่เกิดอะไรหรอก แต่เจ้าพี่ทรงติดภารกิจสำคัญมากมาย งานแต่งของเราไม่สำคัญเท่าไหร่เจ้าพี่อาจเสด็จมาไม่ได้ แบบนี้เราจะรอเจ้าพี่ไปทำไม รอไปก็เปล่าประโยชน์”

ศิขรนโรดมดื่มอย่างหนักจนดึก อสุนีเข้ามาเลียบเคียงว่าดื่มเหมือนมีอะไรให้คิดมากมาย เมื่อศิขร– นโรดมระบายอารมณ์ออกมาว่าจ้าวซันไม่อาจมางานสมรสของตนได้ อสุนีพูดเป็นนัยว่าสมัยนี้การเดินทางสะดวกง่ายดายมากหากทรงอยากจะมา ศิขรนโรดมหันชี้หน้าตะคอก “เจ้าคงพอใจล่ะสิที่เจ้าพี่จะไม่มาที่นี่อีก”

“แต่ไหนแต่ไรมาก็ทรงอยู่ได้ และทำทุกอย่างเองมาตลอด แต่ตั้งแต่พบจ้าวซันก็ทรงถูกลดความเชื่อมั่นลงไปทรงโดนข่มจนกลายเป็นเด็ก”

อสุนีถูกกระชากคอเสื้อตวาดว่า เจ้าพี่ไม่เคยข่มเหงไม่เคยทำอะไรเพื่อลดความเชื่อมั่นของตน ด่าอสุนีว่าชอบยุแยงใส่ร้ายป้ายสีเจ้าพี่ ผลักอสุนีจนเซแล้วไล่ไปให้พ้น จนมิถิลาเข้ามาเห็นถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทักว่าทรงเมาแล้ว เป็นเจ้าหลวงไม่ควรจะทรงประพฤติเช่นนี้

ศิขรนโรดมตะโกนว่าตนไม่ได้อยากเป็นเจ้าหลวง รู้ไหมว่ามันไม่สนุกเลย

“ใครเขาเป็นเจ้าหลวงเพื่อความสนุกกันบ้างล่ะคะ หม่อมฉันว่าองค์น่านปิงก็คงไม่ได้เป็นจ้าวซันเพราะมันสนุกอะไรหรอก แต่ปัญหาคือ พระองค์เองทรงเป็นได้แค่เด็กขี้งอแงไม่ยอมโต ติดเจ้าพี่ พอเจ้าพี่ไม่อยู่ก็ทำพระองค์เหลวไหลเสียผู้เสียคน น่าสงสารประชาชนชาวคีรีรัฐจริงๆ”

“มิถิลา หยุด...” อสุนีปรามน้อง

“ข้าขอพูดแค่นี้แหละ พี่อสุนีข้าไม่ไหวแล้ว” พูดแล้วเดินเข้าใกล้ศิขรนโรดม “ทรงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเพคะ เมื่อไหร่จะทรงคิดอะไรให้ได้ด้วยพระองค์เองเสียที ไม่มีใครเตือนใครได้หรอก ถ้าเขาไม่รู้จักเตือนตัวเองนะเพคะ..ไปพี่อสุนี”

มิถิลาดึงอสุนีออกไป ศิขรนโรดมจึงค่อยสงบลง

ooooooo

เมื่อเหม่ยอิงมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนในบ้านสี่ฤดูได้ วันนี้เธอเข้าไปดูซูหลิงถักถุงเท้าไหมพรมเตรียมไว้ให้ลูก เธอถามว่าลูกสาวหรือลูกชาย เมื่อซูหลิงบอกว่ายังไม่รู้ เหม่ยอิงก็พล่ามอย่างอัดอั้นกดดันว่า

“ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงแค่ไม้ประดับ นอกจากหาลูกชายทำยาไม่ได้แล้วจริงๆ ผู้หญิงถึงจะได้รับเกียรติแบบยัยซายหมุยไง ฮ่ะๆๆ อยู่ๆก็บุญหล่นทับ ได้รับการจับมาแต่งตัวเป็นตุ๊กตาให้เขาเชิด น่าขำ สมองของนังนั่น มันมีสักกี่กรัมกันเชียว สมองน้อยหัวเบาออกอย่างนั้น”

เหม่ยอิงขอดูถุงเท้าที่ซูหลิงถักบอกว่าน่ารักดี แล้วเอาไม้ถักนิตติ้งแหลมๆ ทำท่าแทงกระซวกๆ บอกว่าใช้เป็นอาวุธได้ ซูหลิงกลัวอาการไม่ปกติของเธอค่อยๆ ถอยหน้าซีด โชคดีที่ผิงอันเข้ามาเห็น ถามว่าเหม่ยอิงจะทำอะไร แล้วตำรวจล่ะ?! เธอรีบชวนซูหลิงไปที่อื่นกันดีกว่า

เมื่อฉินเจียงรู้ว่าซูหลิงถูกเหม่ยอิงขู่ก็ไปฟ้องจ้าวซันว่าเหม่ยอิงคิดจะฆ่าลูกเมียตน บอกจ้าวซันต้องส่งเหม่ยอิงเข้าคุก

“พี่ให้โอกาสนายได้ก็ต้องให้โอกาสน้องได้” จ้าวซันติง

“ผมไม่นับมันเป็นน้อง มันต้องคิดไม่ดีกับซูหลิงแน่ๆ เพราะมันถามด้วยว่าลูกเป็นผู้ชายหรือเปล่า มันกลัวลูกผมจะได้เป็นไท้เผ่งรุ่นต่อไปไง” จ้าวซันติงว่าคิดมากไปหรือเปล่า “พี่ชายใหญ่ เหม่ยอิงมันไม่ธรรมดา มันเป็นอย่างซายหมุย ผมจะไม่คิดมากเลย ผมจำเป็นต้องคิดมาก แต่พี่ชายใหญ่แหละลองถามตัวเองดูซิว่าพี่คิดน้อยไปรึเปล่าครับ”

ฉินเจียงรุ่มร้อนกระวนกระวายย้อนถามเอาจนจ้าวซันอึ้ง

ไม่เพียงเท่านั้น ฉินเจียงยังไปพูดกับเหม่ยอิงว่า

ถ้าเธอทำตัวดีๆ กว่าลูกตนจะโตเธอก็อาจได้เป็นนายหญิงตระกูลจ้าวไปอีกหลายปีเพราะตนก็หมดสิทธิ์ไปแล้ว เธอไม่น่าใจร้อนและโลภเกินไป สุดท้ายเลยอดหมด

ฉินเจียงกำลังดุเดือดเลือดพล่านกับเหม่ยอิงเขาด่าเหม่ยอิงว่าคิดร้ายกับเมียและลูกตนเพราะกลัวลูกตน เหม่ยอิงเยาะว่าเป็นลูกเขาจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

เมื่อแม่สี่เข้ามา ฉินเจียงฟ้องแม่สี่ว่าเหม่ยอิงหาว่าลูกในท้องซูหลิงไม่ใช่เด็กตระกูลจ้าว เจตนาเพื่อไม่ให้ลูกตนเป็นไท้เผ่งธุรกิจทั้งหมดของตระกูลจ้าว ประกาศอย่างบ้าคลั่งว่า

“นังปัศาจ!! แก..ฉันจะกระชากหน้ากากแกให้ได้ ระวังตัวให้ดีถ้ามาแตะต้องซูหลิงอีกฉันจะยิงหัวแก!”

ฉินเจียงหันจะเดินออกไป เจอจ้าวซันยืนอยู่ แม่สี่ฟ้องว่าคนที่ตกอยู่ในอันตรายคือเหม่ยอิง แทนที่จะให้ตำรวจเฝ้าเหม่ยอิงควรให้ไปเฝ้าฉินเจียงมากกว่าเพราะเขาคือคนที่อยู่ระหว่างประกันตัวสู้คดีเหมือนกัน

เหม่ยอิงทำตัวนิ่งพูดจาอ่อนโยนกับคนรอบข้างรำพันให้จ่าหมงที่มาเฝ้าฟังว่าตนต้องกลายเป็นผู้ต้องหาแบบนี้เพราะฉินเจียงขู่บังคับให้ตนทุจริตบริษัท ตนเป็นเหยื่อของผู้ชายที่ชอบเอาเปรียบผู้หญิง เธอรำพึงรำพันจนจ่าหมงเห็นใจ

ooooooo

ในขณะที่จ้าวซันหมายใช้ความเมตตามาแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในตระกูลจ้าว ต้องการทำให้พี่น้องทุกคนมาอยู่ร่วมบ้านกันอย่างสงบสุขนั้น หารู้ไม่ว่า หายนะกำลังคืบคลานเข้ามาทุกที!

หลังจากที่เกาเฟยสอดแนมการเคลื่อนไหวภายในบ้านสี่ฤดู ก็ลงมือดำเนินการ เขาแอบเอาระเบิดเวลาเข้าไปติดไว้ใต้รถของจ้าวซัน และเมื่อจ้าวซันนั่งรถออกจากบ้านไป แผนต่อไปคือบุกเข้าไประเบิดบ้านสี่ฤดูทีละหลัง..ทีละหลัง แล้วชิงตัวเหม่ยอิงออกไป

แต่จ้าวไทไทหยั่งรู้เหตุการณ์นี้ทั้งหมด เมื่ออาหลี่ขับรถพาจ้าวซันออกไปทำงาน จ้าวไทไทแผดเสียงกรี๊ดตะโกนว่าไม่...ไม่..บอกบราลีให้เข้ามาดูว่า

“มันกำลังจะมาเอาชีวิตอาซัน อาซันอยู่ที่ไหนบอกให้หยุด หยุด...อย่าไป รีบโทร.ไปหาองค์ชายเดี๋ยวนี้” บราลีจะออกไปโทร. จ้าวไทไทบอกว่าไม่ทันแล้ว อาม่าจึงเอามือถือของตนให้บราลีโทร.ไปหาจ้าวซัน แต่ปลายสายไม่ว่าง เพราะจ้าวซันกำลังโทร.คุยกับเทเรซ่าอยู่ เขาเห็นสายโทร.เข้าจึงกดสลับสายบอกว่าเดี๋ยวโทร.กลับ จ้าวไทไทบอกว่าไม่ได้ ต้องเดี๋ยวนี้เท่านั้น ขยับจะลุก บอกอย่างร้อนรุ่มใจว่า

“ฉันไปเอง ฉันจะไป ใครก็ได้...ใครก็ได้ช่วยหยุดรถคันนั้นที ช่วยหยุดที!”

หลังจากจ้าวซันคุยกับเทเรซ่าเสร็จจึงโทร.กลับบ้านสี่ฤดู สังหรณ์ใจว่าต้องมีเรื่องอะไรที่บ้านแน่  บราลีมารับโทรศัพท์บอกเขาอย่างร้อนใจ “เจ้าพี่...จอดรถเดี๋ยวนี้ค่ะ แม่ใหญ่บอกให้จอดรถ” นาทีนั้นแม่ใหญ่ตะโกนแทรกเข้าไปในโทรศัพท์ “ลงมา...รีบลงมา”

น้ำเสียงที่ร้อนรนของจ้าวไทไททำให้จ้าวซันเชื่อว่าแม่ใหญ่ต้องฝันร้ายอะไรอีกแน่ สั่งอาหลี่ให้จอดรถข้างทางก่อน เมื่ออาหลี่จอดรถ จ้าวซันกับเต๋อเป่าและอาหลี่ลงจากรถมายืนข้างทาง จ้าวซันกดมือถือถึงบราลีอีก แต่สายไม่ว่าง

ระหว่างยืนอยู่นอกรถ กะรออีก 5 นาทีไม่มีอะไรก็จะขึ้นรถไปต่อ ปรากฏว่าอาหลี่เอากระจกส่องใต้ท้องรถเจอระเบิด มันถูกตั้งไว้ให้ระเบิดตั้งแต่ 5 นาทีที่แล้ว แต่โชคดีที่ระเบิดด้าน

“พวกมันคิดจะทำอะไร?” จ้าวซันพึมพำเครียด หยิบมือถือขึ้นโทร. “ผู้กองเหลียง...มีคนเอาระเบิดมาติดที่รถผม”

เวลาเดียวกัน เกาเฟยนับถอยหลังจากเวลาที่ตั้งระเบิดไว้ใต้ท้องรถจ้าวซัน พอนับถึงหนึ่งเขาก็หยิบระเบิดขนาดเล็กขว้างเข้าไปในบ้านสี่ฤดูเกิดควันพุ่งโขมง เขาวิ่งฝ่าควันเข้าไป

เสียงระเบิดทำให้คนในบ้านตื่นตกใจ บราลีให้อาม่าดูแลจ้าวไทไทแล้วตัวเองรีบออกไปดู ทุกคนในบ้านพากันวิ่งอลหม่าน จ่าหมงให้ตำรวจอีกคนเฝ้าเหม่ยอิงไว้ ตัวเองวิ่งออกไปดู ครู่เดียวตำรวจคนนั้นก็ฝากผิงอันให้เฝ้าเหม่ยอิงแล้วตัวเองก็วิ่งออกไปอีกคน

มีแต่เหม่ยอิงคนเดียวเท่านั้น  ที่ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อน กระหยิ่มยิ้มรอเวลาของตัวเอง!

เกาเฟยปาระเบิดควันไปอีกลูก จ่าหมงให้ทุกคนหลบไปอีกด้านก่อน พอทุกคนหลบไป เกาเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นและรีบเข้าไปในบ้านทันที

เหม่ยอิงจัดทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อเกาเฟยเข้ามาจะรับตัวไป เธอขอเวลาไปจัดการกับคนคนหนึ่งก่อน

ooooooo

เหม่ยอิงวิ่งไปที่ห้องจ้าวไทไทแต่ไม่ทันเข้าไปก็ถูกมีดพุ่งเฉียดหน้าไปปักที่ผนังห้อง มองเข้าไปเห็นจ้าวไทไทนั่งรออยู่แล้ว ส่วนอาม่าหลบไปยืนช็อกอยู่อีกมุมหนึ่ง

“แก! นังปีศาจ คนอย่างแกมันต้องฆ่าให้ตาย เป็นผีไปแล้วก็ต้องสาปแช่ง ต้องสาปส่งวิญญาณแกไม่ให้ได้ผุดได้เกิด”

เกาเฟยตามมาเอาปืนจ่อจ้าวไทไท อาม่าตกใจแผดเสียงกรี๊ด เกาเฟยหันปืนไปทางอาม่า อาม่าตกใจหมดสติไป

เหม่ยอิงหันไปทางจ้าวไทไท “ทีนี้ก็เหลือแกคนเดียวแล้วจ้าวไทไท แกมันแม่เลี้ยงใจร้าย กดขี่พวกฉันมาตลอดชีวิต แกต้องรับกรรมเหมือนกัน” จ้าวไทไทท้าให้ยิงเลย เหม่ยอิงหันไปสั่งเกาเฟย “ยิงมันสิ ยิง!!” เกาเฟยบอกหน้าตาตื่นว่ายิงไม่ออก เหม่ยอิงหาว่าจ้าวไทไทเล่นของ ดึงมีดที่จ้าวไทไทขว้างมาเข้าไปจะแทง

“แกต้องตาย!!” จ้าวไทไทฮึดขึ้นมาพุ่งเข้าชนเหม่ยอิงอย่างแรงจนล้มไปด้วยกันแล้วบีบคอเหม่ยอิง เกาเฟยมากระชากจ้าวไทไทเหวี่ยงกระเด็นไป เหม่ยอิงคว้ามีดขึ้นมา จ้าวไทไทร้องราวกับเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า

“แทงฉันเลย แทงเลย แล้วมันจะเป็นจุดจบของแก ตำรวจกำลังจะมาลากคอแกแล้ว แทงฉันสิ แทงเลย!!”

เกาเฟยที่ไปค้นหาเครื่องเพชร ยกกล่องเพชรออกมาบอกเหม่ยอิงว่าเจอแล้ว เหม่ยอิงปล่อยมีดจะหนี ถูกจ้าวไทไทคว้ามือไว้ “แกหนีไม่รอด แกต้องตกนรกไปกับฉัน”
เหม่ยอิงผลักจ้าวไทไทหลุดวิ่งหนีไปกับเกาเฟย จ้าวไทไทหัวเราะตามหลังอย่างคลุ้มคลั่ง

ooooooo

เกาเฟยถือปืนวิ่งนำลงมา เหม่ยอิงกอดกล่องเครื่องเพชรแน่นวิ่งตาม เจออากงถือปืนออกมาขวางบอกให้หยุดทั้งสองคน ขอร้องเหม่ยอิงให้พอเถอะอย่าทำอย่างนี้เลย

เหม่ยอิงไล่อากงอย่ามาขวาง ตนไม่อยากฆ่า อากงท้าว่าให้เธอฆ่าตนก่อนก็แล้วกัน หันจ้องเกาเฟยประกาศว่า “แต่ไอ้นี่ กงจะฆ่ามัน” พลางหันปืนไปทางเกาเฟย ถูกเกาเฟยเตะปืนกระเด็นแล้วจูงเหม่ยอิงหนี บราลีกับจ่าหมงไล่ตามมาเจอแต่มีเสียงปืนดังจากข้างบน บราลีให้จ่าหมงขึ้นไปดู ตนจะตามสองคนนี้ไปเอง

บราลีวิ่งตามไปทัน ปะทะกับเหม่ยอิงจนล้มล้มลุกคลุกคลานกล่องเครื่องเพชรหลุดจากมือ ผิงอันมาถึง คว้ากล่องเพชรไปดูถามเหม่ยอิงว่าอยากได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ บอกพี่สาวว่าอย่าว่าแต่เครื่องเพชรเลย พี่อยากได้อะไรตนก็จะยกให้หมด เหม่ยอิงพุ่งเข้าจับผิงอัน   เป็นตัวประกัน ขู่บราลีว่าขืนเข้ามาผิงอันตาย!

ระหว่างยื้อยุดกันนั้น เหม่ยอิงตวัดมีดอย่างไม่ตั้งใจกรีดเท่ารอยข่วนที่หน้าผากผิงอัน เธอเห็นเลือดก็ตกใจต่อว่าเหม่ยอิงว่าใจร้าย เหม่ยอิงบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ บราลีรีบประคองผิงอันขึ้นมา

ฝ่ายอากงไล่ตามเกาเฟยไป เกาเฟยยกปืนยิงปรากฏว่ากระสุนหมด แต่พอจ่าหมงจะบุกเข้าไปก็ถูกเกาเฟยเอาลูกระเบิดออกมาขู่

ขณะเหม่ยอิง ผิงอันและบราลี กำลังเผชิญหน้ากันนั้น มีเสียงระเบิดขึ้นในบ้าน บราลีหันมองเป็นห่วงอากง เหม่ยอิงได้ทีวิ่งหนีไปอีกทาง บราลี ผิงอัน วิ่งเข้าไปในบ้านเจออากงนอนจมกองเลือดเพราะแขนขาถูกสะเก็ดระเบิด บราลีบอกผิงอันให้รีบโทร.เรียกรถพยาบาล พูดเสร็จตัวเองก็วิ่งออกไปทันที

ทันใดนั้นจ้าวไทไทร้องกรี๊ดๆ ร่างเกร็งร่วงลงไปชักกระตุกที่พื้น อาม่าตกใจวิ่งลงบันไดไปร้องขอความช่วยเหลือ เจอผิงอันกำลังระดมกดโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล อาม่าเห็นอากงนั่งเลือดแดงไปทั้งตัวก็ผงะรีบเข้าไปดูแล พอดีผิงอันโทรศัพท์เสร็จเดินมา อาม่าเห็นเลือดที่หน้าผาก ถามว่าใครทำคุณหนู!

บ้านส่ีฤดูอลหม่านและอื้ออึงไปด้วยเสียงกรีดร้อง ตกใจกลัว เหม่ยอิงอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นหนีไปกับเกาเฟย

เกาเฟยพาไปซ้อนมอเตอร์ไซค์ที่ซ่อนอยู่ในป่าแว้นออกจากหลังต้นไม้ใหญ่ บราลีไล่ตามมาทันตะโกนให้ตำรวจขวางไว้ ตำรวจวิ่งไปขวางถูกเกาเฟยพุ่งชนจนบาดเจ็บ บราลีไม่ยอมแพ้ขอยืมรถตำรวจที่มีกุญแจเสียบอยู่ไล่ตามไปทันที

ooooooo

บนถนนที่เกาเฟยพาเหม่ยอิงหนีนั้น สวนกับรถของจ้าวซันที่ย้อนกลับบ้าน จ้าวซันช็อกเมื่อเห็นเต็มตาว่าเกาเฟยพาเหม่ยอิงหนีไปแล้ว อึดใจต่อมาเขายิ่งช็อกเมื่อเห็นบราลีขี่รถไล่ตามไปอย่างเร็ว  มีปืนเหน็บที่ขอบกางเกงด้วย

“ม่านฟ้า! บรี! หยุด!!” จ้าวซันตะโกน บราลีหันมอง แต่รถของเกาเฟยไปลิบแล้ว เธอตัดสินใจไล่ตามไป จ้าวซันสบถอย่างหัวเสีย “จะบ้ากันใหญ่แล้ว!!”

อาหล่ีเรียกจ้าวซันให้ขึ้นรถ เขาส่ายหน้า พอดีมีรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่คันหนึ่งผ่านมา จ้าวซันออกไปยืนขวาง

“ผม...จ้าวซันนะ ขอยืมรถหน่อย ผมอยู่บ้านนั้น คุณไปนั่งรอผมได้ เดี๋ยวผมรีบมา เกิดอะไรขึ้นผมยินดีรับผิดชอบเต็มที่” คนขับรถถอดหมวกกันน็อกให้และลงจากรถ จ้าวซันใส่หมวกกันน็อกขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์แว้น ออกไปทันที เต๋อเป่าทนไม่ได้ มีรถผ่านมาอีกคันจึงเอ่ยปากขอยืมแล้วตามไป อาหลี่ได้แต่ยืนมองลุ้นสุดๆ

เกาเฟยเห็นบราลีขี่รถไล่ตามมา บอกเหม่ยอิงให้เอาระเบิดควันในเป้ตนมาถอดสลักขว้างเลย เหม่ยอิงจะถอดสลักระเบิดทำให้กล่องเครื่องเพชรร่วงลงไป

“กรี๊ดๆ เพชร...หยุดๆ เพชรหล่น จอดเดี๋ยวนี้!”

เกาเฟยจำต้องวกรถกลับมา เหม่ยอิงโดดลงไปเก็บกล่องเครื่องเพชร บราลีไล่ตามมาทันพอดี เธอควักปืนออกมา

“คุณเหม่ยอิง ฉันไม่ยอมให้คุณหนีอีกแล้ว คุณรู้ไหม ถ้าคุณหายตัวไป จ้าวซันจะเดือดร้อนลำบากอะไรบ้าง ไม่งั้นฉันยิงจริงๆ”

บราลีขู่ว่าจะยิงขาให้เธอเดินไม่ได้ เหม่ยอิงท้าให้ยิง เกาเฟยเร่งให้รีบไปดีกว่าอย่าเสียเวลาเลย แล้วหมุนตัวเตะปืนในมือบราลีกระเด็นแล้วยิงล้อรถของบราลีทั้งสองล้อ เร่งเหม่ยอิงรีบไปกัน บราลีมองรถคำรามอย่างแค้นใจ...

“พวกแกหนีไม่รอดหรอก” พอดีจ้าวซันมาถึงเธอเร่ง “เจ้าพี่เร็วค่ะ อย่าให้พวกมันหนีไปได้” จ้าวซันอึ้งๆ แล้วรีบไปตามที่เธอบอก หลังจากนั้นเต๋อเป่าก็ขี่รถตามมาและเร่งแซงรถจ้าวซันไปราวกับบิน แต่ถูกเหม่ยอิงขว้างระเบิดใส่รถล้มทับขาหักไปไม่ได้อีก รถจ้าวซันจึงแซงไป บอกบราลีว่าไม่ต้องห่วงเพราะเต๋อเป่าเป็นแมวเก้าชีวิตให้บราลีกอดแน่นๆแล้วไล่ตามรถเกาเฟยไป

เกาเฟยพาเหม่ยอิงหนีเข้าไปที่ท่าเรือเพื่อหาที่ซ่อน จ้าวซันเห็นรอยล้อรถจึงตามไปถูกทาง แต่อยู่ในลานตู้คอนเทนเนอร์ จึงต้องเข้าไปอย่างระมัดระวัง บราลีออก ไปตะโกนท้าล่อเหม่ยอิงแต่เกาเฟยไม่ให้เหม่ยอิงออกไป เธอคิดแผนใหม่ เอากล่องเครื่องเพชรมาหยิบสร้อยเพชรใส่ที่คอ ส่วนชิ้นอื่นเอาใส่กระเป๋าแล้วเอากล่องไปซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ล่อให้ทั้งสองไปติดกับ

จ้าวซันกับบราลีย่องลัดไปตามตู้คอนเทนเนอร์มองหาเหม่ยอิงกับเกาเฟย พลันได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งจึงไล่ตามไป

ที่แท้เป็นแผนล่อให้จ้าวซันกับบราลีไล่ตามไปที่ตู้คอนเทนเนอร์ที่เอากล่องเปล่าเครื่องเพชรไปใส่ไว้ จ้าวซันกับบราลีเห็นประตูตู้คอนเทนเนอร์เปิดแง้มๆ อยู่ เห็นกล่องเครื่องเพชรจึงเข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นกล่องเปล่า

ทันใดนั้น ประตูตู้คอนเทนเนอร์ปิดปังล็อกจากข้างนอกทันที จ้าวซันกับบราลีรู้ว่าติดกับดักเหม่ยอิงกับเกาเฟยแล้ว พยายามทุบประตูตะโกนเรียกแต่ไม่มีผลอะไร โทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญาณ ส่วนเกาเฟยรีบประกอบระเบิดเวลา เหม่ยอิงบอกว่าไม่ต้องไปเสียเวลารีบไปกันดีกว่า “พวกมันยังไงก็ต้องขาดอากาศตายในนั้นอยู่แล้ว รีบไปก่อนที่ใครจะแห่มากันอีก”

เกาเฟยวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของจ้าวซันขี่พา เหม่ยอิงหนีไป เหม่ยอิงหันมองตู้คอนเทนเนอร์เอ่ยเย้ย “ลาก่อน”

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู รถพยาบาลมานำร่างไม่ได้สติของจ้าวไทไทใส่เตียงไปขึ้นรถ ตามด้วยอากงที่บาดเจ็บเลือดท่วม

ทั้งผิงอัน อาม่า จ่าหมงต่างภาวนาขออย่าให้ใครเป็นอะไรเลย มีแต่ฉินเจียงคนเดียวที่พูดอย่างสะใจว่า

“ไงล่ะ สมนํ้าหน้า ผมบอกแล้วไม่มีใครเชื่อ ผลงานลูกสาวคนโปรดของคุณแม่สี่ใช่ไหมครับ งามหน้าดีนะครับ จะหาผัว ผัวดันมาเป็นโจรชั้นสวะ” แม่สี่โกรธเงื้อมือจะตบ ถูกฉินเจียงจับมือสะบัดจนแม่สี่เซ “จะทำอะไรผม คนอย่างคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมาโดนตัวผมด้วยซํ้า”

ผิงอันติงฉินเจียงว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกัน อาหลี่บอกว่าตนจะตามไปดูอากงกับจ้าวไทไท อาม่าขอไปด้วย

ผู้กองเหลียงถามว่าเราจะติดต่อใครได้บ้าง ฉินเจียงถามว่าแล้วเต๋อเป่าไปไหน ทำให้ผิงอันกับผู้กองมองหน้าฉินเจียง แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ฉินเจียงโทร.เข้ามือถือเต๋อเป่า ปรากฏว่าไม่มีคนรับสาย ผู้กองเหลียงเชื่อว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ

“ถ้าติดต่อคนของเราไม่ได้เลย เดี๋ยวผมโทร.ถามเกาเฟยหรือไม่ก็เหม่ยอิงเอง ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย” ฉิน–

เจียงเสนอ แม่สี่ขัดขึ้นว่า เดี๋ยวตนโทร.หาเหม่ยอิงเอง แล้วรีบกดโทรศัพท์

ทันใดนั้น อเล็กซ์กับหมวดจางเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบแจ้งว่า

“สายของเราบอกว่า กล้องบนทางหลวงตัวสุดท้ายที่จับรถมอเตอร์ไซค์ของจ้าวซันได้คือทางไปท่าเรือส่งสินค้าทางฝั่งใต้ครับ”

ผู้กองเหลียงสั่งให้ตำรวจแถวนั้นรีบไปค้นด่วน หมวดจางบอกว่าสั่งเรียบร้อยแล้ว ก็พอดีมือถืออเล็กซ์ดังขึ้น รับสายแล้วอเล็กซ์บอกว่า “พบมอเตอร์ไซค์แล้วที่ท่าเรือโดยสารใกล้ๆกัน แต่คนขับเหมือนจะไม่ใช่จ้าวซันกับคุณบราลี”

ทุกคนมองหน้ากันอย่างใจคอไม่ดี  ฉินเจียงสีหน้าแค้น ถามว่า “เมื่อกี้บอกว่าพบจ้าวซันครั้งสุดท้ายที่ไหนนะ...”

ooooooo

ที่ท่าเรือ  เหม่ยอิงกอดถุงผ้าเก่าๆที่ใส่เครื่องเพชรไว้แนบอก ไม่นานเกาเฟยก็มาบอกอย่างดีใจว่าหาเรือได้แล้ว  ยืมเอาจากคนแถวนี้  แต่พอถึงเวลาจริงๆเหม่ยอิงกลับไม่ยอมไปด้วย บอกให้เกาเฟยไปก่อนธุระตนยังไม่เสร็จ

เหม่ยอิงหันกลับขึ้นมอเตอร์ไซค์ของจ้าวซันขี่ออกไปทันที

ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ขังจ้าวซันและบราลี ทั้งสองอ่อนเพลียลงทุกทีเพราะอากาศใกล้หมด บราลีหลับไปในอ้อมแขนจ้าวซันอย่างอ่อนเพลียเพราะขาดอากาศหายใจ

พลันจ้าวซันก็สะดุ้งตื่นตัวเมื่อมีเสียงกุกกักที่

ประตู ปลุกบราลีว่ามีคนมาช่วยเราแล้ว พอประตูตู้คอน-เทนเนอร์เปิดแสงสาดจ้าเข้ามาจนจ้าวซันต้องหลับตา ถามว่า “เต๋อเป่า...แกใช่ไหม”

แต่พอตาชินกับแสง จ้าวซันก็แปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นเหม่ยอิง เขารีบขอบใจ

“ไม่ต้องมาขอบใจ ไม่ได้จะมาช่วยชีวิตใคร แต่ จะมาเอาชีวิตผู้หญิงคนนี้ด้วยมือของฉันเอง” จ้าวซันตกใจ ขอว่าเรื่องนี้ไว้พูดกันทีหลัง “ไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะกลับมาที่นี่อีกทำไม”

เหม่ยอิงยกปืนเล็งไปที่บราลีที่ยังนอนคอพับอยู่ในอ้อมแขนจ้าวซัน คำราม “ตายซะเถอะ!”

วินาทีนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งโดนขอบตู้คอนเทนเนอร์ ทุกคนหันมอง เห็นฉินเจียงถือปืนเล็งมาที่เหม่ยอิงสั่ง

“ทิ้งปืนซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าจ้าวฉินเจียงรังแกผู้หญิง นับหนึ่งถึงสาม” แล้วเริ่มนับหนึ่ง...เหม่ยอิงท้าให้นับสามไปเลย ท้าให้ยิงเลย แต่เสียงปืนดังเปรี้ยงขึ้นก่อน ฝีมือเกาเฟยนั่นเอง ฉินเจียงกับเกาเฟยไล่ยิงกันอย่างดุเดือด พลางฉินเจียงก็ตะโกนให้จ้าวซันพาบราลีออกไปก่อน พวกตำรวจกำลังตามมาแล้ว

เกาฟยเห็นสถานการณ์คับขัน เขาบอกเหม่ยอิงให้หนีไปก่อนเดี๋ยวค่อยไปเจอกันที่ท่าเรือ เหม่ยอิงเอาปืนให้แต่เกาเฟยให้เธอเอาไว้ป้องกันตัว เขาควักกระเป๋าสตางค์ฝากเหม่ยอิงไว้ พูดเหมือนสั่งเสีย

“ในนี้มีที่อยู่ของเมียกับลูกผม ถ้าผมเป็นอะไรไป” เหม่ยอิงจะไม่รับ เกาเฟยตัดบท “ผมฝากไว้ก่อนแล้วกันครับ เอาไปด้วยแล้วมันสู้ไม่ถนัด” เหม่ยอิงรับใส่ถุงเครื่องเพชรไว้ บอกให้เขารีบตามไปก็แล้วกัน แต่ พอเกาเฟยจะไป เธอเรียก...

“เดี๋ยว...ขอบใจมากนะเกาเฟย ขอบใจสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา”

“ด้วยความยินดีทุกครั้งที่ทำไปครับ โชคดีครับคุณหนู...แล้วเจอกัน”

พอแยกจากเหม่ยอิง เกาเฟยก็ต่อสู้กับฉินเจียง ชนิดต้องตายกันไปข้าง! เกาเฟยควานหาระเบิดแต่ไม่เหลือแล้ว แต่พอฉินเจียงนับหนึ่งเท่านั้นก็เกิดระเบิดตูม!! ฉินเจียงกลิ้งตัวหลบ แต่เกาเฟยฟุบจมกองเลือดแน่นิ่งไปแล้ว ฉินเจียงเดินไปที่ร่างของเกาเฟย พลิกตัวเขาขึ้นมาพูดเป็นครั้งสุดท้าย

“ขอบใจนะ ที่ครั้งหนึ่งเคยสอนฉันใช้ระเบิดเวลา ที่ไอ้พันหงปิงมันให้ตัวอย่างมาเพื่อเสนอขายพวกผู้ก่อการร้ายทั้งหลายแหล่ ฉันเลยยังพอจำวิธีใช้ได้บ้าง” ฉินเจียงเอามือลูบเปลือกตาเกาเฟยให้หลับลงก่อนเดินไปตามหาเหม่ยอิง

ooooooo

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายแล้ว  บราลีพยายามลุกขึ้นบอกจ้าวซันว่าอยากไปดูอาการของอากงกับจ้าว-ไทไท ทั้งสองจึงขอตัวกลับก่อน จ้าวซันฝากไว้ว่าถ้าเจอเหม่ยอิงเมื่อไรให้แจ้งข่าวตนด้วย

ตำรวจช่วยกันค้นหาเหม่ยอิงแต่ไม่เจอ ผู้กอง

เหลียงคิดว่าเธอหนีไปแล้ว อเล็กซ์ยืนยันว่าให้หนีไปไม่ได้เราต้องหาให้เจอ แล้วอเล็กซ์กับตำรวจที่เหลือก็ช่วยกันออกค้นหาอีกครั้ง...

ที่แท้เหม่ยอิงซ่อนตัวอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆ ที่มีหญ้าปกคลุมอยู่ เธอเห็นจ้าวซันประคองบราลีเดินออกไป  เห็นตำรวจบางส่วนกำลังจัดการกับศพของเกา-เฟย เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ที่เกาเฟยฝากไว้ออกมาดู...

พอเปิดกระเป๋าเห็นรูปตัวเองกำลังยิ้มหวานอยู่ ดึงรูปออกมาดู เธอเขียนสลักหลังไว้ว่า...

“ให้เกาเฟยเป็นที่ระลึก...จ้าวเหม่ยอิง”

เหม่ยอิงน้ำตาไหลพราก นั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวในตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆนั้นอย่างเศร้า..เหงา...

ooooooo

เช้านี้ ผิงอัน อาหลี่ และอาม่า เข้าไปคุกเข่าคำนับรูปของเต้ที่ห้องบรรพบุรุษ

“บ้านสี่ฤดูเกิดเรื่องขึ้นมากมาย ต่อไปไม่รู้ว่าจะเป็น ยังไง...” ผิงอันเอ่ยเมื่อเงยหน้าขึ้น

ทันใดนั้น รูปเต้ที่แขวนอยู่ตกลงมาตรงหน้า! อาม่า สะดุ้ง อาหลี่ตกใจเล็กน้อย ส่วนผิงอันอยู่ในอาการสงบ เดินไปหยิบรูปขึ้นมาดู บอกอาหลี่กับอาม่าว่า

“ลวดข้างหลังมันหลุดออกมา คงพันไว้ไม่ดี เดี๋ยวหลี่เอาไปเปลี่ยนให้ทีนะ”

อาหลี่รับกรอบรูปไปแล้ว ผิงอันเอ่ยอย่างสงบ เยือกเย็น หนักแน่นว่า

“ตอนนี้ อาม่าคือผู้ใหญ่ที่สุดในบ้าน ที่อาวุโส และรู้เรื่องราวต่างๆมากที่สุด ที่ต้องสั่งสอนคนรุ่นหลังเรื่องระเบียบพิธีการทั้งหลาย ส่วนหลี่ ก็เป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง มีความสามารถ ต่อไปหนูก็คงต้องพึ่งทั้งสองคนนี้ที่จะช่วยกันดูแลบ้านสี่ฤดูของเรา ถ้ามีอะไร ก็ช่วยสั่งสอนแนะนำหนูด้วย เพราะหนูถือว่า ทั้งคู่ก็เหมือนกับคนในครอบครัว”

ทั้งอาม่าและอาหลี่ต่างปวารณาว่าคุณหนูมีอะไรให้ช่วยก็สั่งมาได้เลย พวกตนจะดูแลบ้านนี้อย่างเต็มที่ เหมือนกับตอนที่นายใหญ่เคยอยู่

“ขอบใจทุกคนมาก เดี๋ยววันนี้แม่ใหญ่ก็กลับมาแล้ว เรามีอะไรที่ต้องรีบทำเยอะแยะเชียวล่ะ”

พอทั้งสามหันจะออกจากห้องบรรพบุรุษ ก็เห็นจ้าวซันยืนมองอยู่ท่าทางเหมือนยืนนานแล้วด้วย จ้าวซันยกมือลูบหัวผิงอัน เอ่ยอย่างชื่นชม เอ็นดูว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ ต่อไปคงลูบหัวแบบนี้ไม่ได้แล้ว

“ได้สิคะ...ยังไงหนูก็ยังเป็นซายหมุย น้องสาวคนเล็กของพี่อยู่ดีนั่นแหละ” ผิงอันมองจ้าวซันอ้อน ๆ ตามเคย

ผิงอันเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างขนานใหญ่ เธอลงมือทำความสะอาดห้องจ้าวไทไทเองเพื่อรอรับแม่ใหญ่ที่จะกลับมา

ooooooo

บราลีที่พักฟื้นอยู่ วันนี้ก็ลุกนั่งบนเตียง ถามหมอว่า ตนไม่เป็นอะไรมากแล้วลุกไปเดินเล่นทำอะไรๆ ได้ตามปกติแล้วใช่ไหม หมออนุญาตให้เดินเล่นได้แต่ไม่ใช่ที่นี่ ชี้แจงกับเธอว่า

“คุณบราลี ร่างกายคุณอ่อนแอมากนะครับ และจากผลเลือดบอกว่าคุณมีอาการโลหิตจาง ขาดสารอาหาร ขาดการพักผ่อน” เป็นจังหวะที่จ้าวซันเปิดประตูเข้ามาพอดี หมอทัก “มาพอดี..ผมก็เลยอยากให้คุณและก็คุณ พากันไปเที่ยวตากอากาศ ไปพักผ่อนที่ไหนก็ได้สักห้าหกวัน หยุดการทำงานหรือคิดเรื่องบริษัท เรื่องปัญหาของครอบครัว แค่กิน นอน เดินเล่น ช็อปปิ้ง เที่ยวสนุกสนานร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อน จะได้กลับมาแข็งแรงพร้อมเผชิญเรื่องราวต่างๆอีกครั้ง...เข้าใจนะ”

จ้าวซันมองหน้าบราลีแล้วพยักหน้า หมอกำชับว่า

“หวังว่าจะทำตามที่หมอสั่ง ไม่ใช่แค่พยักหน้ากันเฉยๆ หมอกลับก่อนล่ะคุณชาย มิสภีมะมนตรี”

ส่งหมอแล้ว จ้าวซันเอามือแตะหน้าผากบราลี เธอบอกว่าไม่ได้เป็นไข้สักหน่อย แล้วกุมมือจ้าวซัน ขอโทษอย่างรู้สึกผิดที่ตนบ้าบิ่นจนเกือบทำให้เขาได้รับอันตราย เพราะตอนนั้นคิดแต่ว่าจะไม่ยอมให้พวกนั้นหนีรอดไปได้ ยอมรับว่า

“น้องไม่มีเวลาไตร่ตรองจริงๆ ถ้าเขาทำสำเร็จเจ้าพี่ก็ต้องเจอปัญหาใหญ่แน่ๆ”

จ้าวซันมองหน้าเธอเต็มตาถามว่า “น้องไม่คิดถึงตัวเองคิดถึงแต่พี่อย่างนั้นสิ...งั้นต่อไปถ้ามีอะไรอีก เรามาสัญญากันนะว่า ทั้งพี่และทั้งน้อง จะไม่ทำอะไรตาม อำเภอใจ ต้องปรึกษากันก่อน” เมื่อบราลีรับคำ เขาเอ่ยอย่างห่วงใยว่า “รู้จักรักตัวเองบ้าง รู้จักกลัวและก็ระวังตัวด้วย อย่าประมาท เพราะว่าคนที่รักเขาเป็นห่วงเข้าใจไหม นี่แน่ะ ขอทำโทษสักทีเถอะ” พูดแล้วเอามือขยี้หัวเธออย่างเอ็นดู

ฝ่ายผู้กองเหลียง อเล็กซ์ หมวดจางและจ่าหมงยังคุยกันถึงเรื่องนี้ ผู้กองเหลียงพูดอย่างเบาใจว่า เกาเฟยกับพันหงปิงตายไปแล้ว จ่าหมงก็คาดว่าเหม่ยอิงคงหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่อเล็กซ์ติงและเตือนสติว่า แน่ใจหรือ มีใครพบศพพันหงปิงบ้าง ย้ำว่าตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเรื่องก็ยังไม่จบ

ooooooo

จ้าวไทไทนั่งรถเข็นกลับมาถึงบ้านสี่ฤดูท่ามกลางความยินดีของทุกคน แต่จ้าวไทไทเองกลับเครียด มาถึงก็บอกจ้าวซันที่เข็นรถให้ว่า

“อากง ฉัน แล้วก็..” จ้าวไทไทชี้ไปที่อาม่า “แก...แล้ว ก็นายของแก...เตรียมตัวกันไว้ให้ดีนะ” แล้วมองไปทาง บราลี จ้าวซันจึงเข็นรถไปทางเธอ จ้าวไทไทจับมือบราลีไปแนบแก้ม ปล่อยมือเธอแล้วเอ่ย “ฉันมีเวลาเหลืออีกไม่มาก...วันนี้อยากนอนแล้ว”

จ้าวซันเข็นจ้าวไทไทที่นั่งนัยน์ตาเหม่อลอยไป ทุกคนเป็นกังวลกับคำพูดของจ้าวไทไท แต่จ้าวซันมองพวกเขา บอกด้วยสายตาทำนองว่าไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องห่วง

ทุกคนเพิ่งนึกได้ว่าไม่มีใครเห็นแม่สี่เลย จึงช่วยกันออกตามหา พอดีเสียงออดประตูใหญ่ดังขึ้น

เมื่ออาหลี่กับผิงอันวิ่งไปดู เห็นชายแปลกหน้าพาแม่สี่ในสภาพเหม่อลอยมาส่งบอกว่าเห็นเดินเหม่ออยู่ข้างถนนคนเดียว แล้วจู่ๆ ก็จะข้ามถนนตนกลัวว่ารถจะชน จำได้ว่าอยู่บ้านนี้จึงพามาส่ง

แม่สี่นัยน์ตาเหม่อลอย จำใครไม่ได้ พูดเพ้อเจ้อไม่ปะติดปะต่อ ผิงอันตกใจ เศร้าใจมาก เสนอให้แม่พักข้างล่างก่อน แม่สี่รู้เรื่องขึ้นมาทันทีบอกว่าจะขึ้นห้อง ไล่ทุกคนอย่ามาเกาะแกะตน แต่พอผิงอันถามว่าจำตนได้ไหม แม่สี่ก็พูดไม่รู้เรื่องขึ้นมาอีก ซ้ำยังเขกหัวผิงอันอย่างแรงจนเธอร้องเจ็บ

เมื่อผิงอันกับอาม่าพาแม่สี่ขึ้นไปที่ห้องนอนแล้ว แม่สี่สั่งอาม่าหน้าขึงขัง

“นี่อาม่า...พายัยผิงอันลงไปเลยนะ จะพากันไปทำครัวที่ไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับฉัน ตอนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียว”

ทันทีที่อาม่าพาผิงอันออกไป แม่สี่ก็พุ่งไปปิดประตูห้องล็อกทันที!

ที่แท้แม่สี่ทำอุบายแอบพาเหม่ยอิงเข้ามาอยู่ในห้อง เมื่อผิงอันยกอาหารมาให้ก็แค่ตักโน่นนิดนี่หน่อยแล้วไล่ผิงอันออกไป จากนั้นเอาอาหารเหล่านั้นให้เหม่ยอิงกิน แม้เหม่ยอิงจะทำท่ารังเกียจว่าเป็นอาหารเหลือแต่เธอก็กินอย่างหิวโหย บอกแม่สี่ว่าอร่อยมาก...แม่สี่สงสารสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ooooooo

เมื่อหมอแนะนำและกำชับเรื่องการไปพักผ่อน จ้าวซันกับบราลีจึงวางแผนหาสถานที่เที่ยวกัน ทั้งสองเลือกเกาะที่มีภูเขาให้ปีนด้วย จ้าวซันวางแผนเที่ยวเสร็จจะเลยไปงานแต่งงานของศิขรนโรดมที่คีรีรัฐเลย บราลี เห็นด้วย

ขณะบราลีจัดกระเป๋าเดินทางนั้น อาหลี่ประคองอากงเข้ามา อากงขอโทษจ้าวซันที่ช่วยงานเขาได้ไม่เท่าไหร่เลย ทั้งสองทำท่าจะคุยกันยาว บราลีบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรกันตอนนี้เลย อากงคงอยากพักผ่อนแล้ว แต่พออาหลี่จะพาไป อากงหันบอกจ้าวซันด้วยสีหน้ากังวลว่า

“ตราบใดที่ยังหาตัวคุณเหม่ยอิงไม่พบ ผมว่าเราก็ยังไม่ควรประมาทนะครับ”

ระหว่างที่บราลีกับจ้าวซันเตรียมเดินทางไปพักผ่อนตามคำแนะนำของหมอนั้น เหม่ยอิงแฝงตัวในเงามืดจับตาดูอย่างริษยา เคียดแค้น เห็นกระเป๋าเดินทางที่วางเตรียมไว้ เธอพึมพำเหี้ยมก่อนเร้นกายไปในความมืดว่า...

“เที่ยวให้สนุกนะคะ...หวังว่า...”

ก่อนไปพักผ่อน จ้าวซันขับรถพลางคุยกับฉินเจียง ผิงอัน และเทเรซ่าที่นั่งรถมาด้วย

เขาบอกฉินเจียงว่าเวลานี้ยังทำอะไรออกนอกหน้ามากนักไม่ได้ ต้องช่วยอยู่เบื้องหลังให้ทำงานบางอย่างแทนตน ย้ำว่า “น้องต้องฟังคนอื่นแล้วก็ต้องอยู่ในกรอบต้องมีระเบียบวินัยสัญญาได้ไหม” ฉินเจียงให้สัญญา

กับผิงอัน จ้าวซันขอให้เธออยู่ข้างตัวเทเรซ่าศึกษาและช่วยงาน เทเรซ่าเสนอให้มาเป็นเลขาตนชั่วคราว ส่วนการเรียนเมืองนอกก็ให้เรียนแบบทางไกลโดยให้เทเรซ่าดูแลเรื่องนี้ให้เรียบร้อยด้วย ฝากงานทุกคนแล้วจ้าวซันฝากความหวังว่า

“พี่ไม่อยู่...ก็ฝากทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของพวกเราเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรเพื่อตัวพี่เลย เข้าใจนะ”

ทุกคนรับคำ ทำให้จ้าวซันเบาใจ

ooooooo

ใกล้วันเดินทาง จ้าวซันซื้อเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าให้บราลีมากมาย ให้อาหลี่ขนของกลับบ้านแล้วเขาไปดูงานและสั่งการที่สื้อฉวน อาหลี่บอกบราลีที่มาดูของว่า วันนี้จ้าวซันคงกลับดึก

เหม่ยอิงแอบดูแอบฟังอย่างปวดร้าวที่จ้าวซันดูแล บราลีถึงขนาดนี้ เธอกลับไปห้องที่ซ่อนตัว เอาเครื่องเพชรของจ้าวไทไทมาใส่ มองตัวเองในกระจกพูดอย่างผยองสุดๆ ว่า

“เพชรของจ้าวไทไท ใครว่ามันเป็นของต้องห้าม ห้ามแตะต้องงั้นเหรอ ขอโทษทีนะ มันเหมาะสมกับฉันอย่างที่สุด น้ำหน้าอย่างเธอ จ้างก็ไม่มีวันจะได้ครอบครอง”

เหม่ยอิงวางแผนร้ายกาจล้ำลึก มีแม่สี่ร่วมมือประสานงานอย่างแนบเนียน วันนี้แม่สี่เอายามาให้บราลีอ้างว่าอากงไม่สบายอาม่าก็ต้องดูแลแม่ใหญ่ตนจึงต้องมาดูแลเธอแทน อ้างว่านี่เป็นยาบำรุงกินแล้วจะสดชื่นแข็งแรง บราลีดมๆ บอกว่าอันนี้ไม่มีกลิ่นโสม แม่สี่อ้างว่าอันนี้เป็นสูตรผสมถั่งเช่า รบเร้าให้ดื่มจนบราลีดื่มหมดถ้วย

เพียงอึดใจเดียวบราลีก็ตาฟางมือไขว่คว้าไปข้างหน้า แล้วฟุบลงไปกับพื้น รู้สึกตัวอีกทีพบตัวเองมาอยู่ที่บ้านพักชายทะเลอยู่ในชุดราตรีสีขาวที่จ้าวซันซื้อให้ ทั้งเสื้อผ้าแม้กระทั่งรองเท้า ถูกมัดมือแน่นหนา และมีเหม่ยอิงถือปืน จ่ออยู่ตรงหน้า บราลีถามว่าเธอจะเอาอย่างไรบอกตรงๆ เลยดีกว่าหรือจะฆ่าก็ฆ่าเลย เธอมีเป้าหมายอะไรกันแน่

“ฉันจะเดินทางไกล... มีแต่เธอเท่านั้นที่จะทำให้ฉันไปถึงจุดหมาย”

เหม่ยอิงในชุดดำถือปืนจ่อบราลีในชุดราตรีขาว ต่างจ้องกันแบบไม่มีใครยอมใคร

ส่วนที่บ้านสี่ฤดู เมื่อรู้ว่าบราลีหายไป ต่างตกใจไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน แม่สี่เองก็อ้างว่าตนไม่ค่อยสบายนอนหลับไม่รู้เรื่อง หมวดจางฟันธงว่า “ท่าไม่ดีแล้วครับ.. ลักษณะนี้ ผมว่าเจ้าเก่ามาเองแน่นอน”

จ้าวซันถึงกับซีดเชื่อว่าเหม่ยอิงไม่ปล่อยบราลีไว้แน่

หลังจากพาบราลีมาขังไว้ที่บ้านบนโขดหินริมทะเลแล้ว เธอโทร.ไปหาจ้าวซันคร่ำครวญว่าตนถูกบราลีทำร้ายขอให้รีบมาช่วย มีข้อแม้ว่าเขาต้องมาคนเดียว เพราะถ้าเขาพาคนอื่นมาด้วยบราลีจะฆ่าตนทันที คร่ำครวญแล้วตัดสายเลย

แต่จ้าวซันดูเบอร์ที่โทร.เข้ามาจำได้ว่าเป็นเบอร์ของบ้านพักริมทะเลที่พวกตนไม่ได้ไปมา 5 ปีแล้วนับแต่เต้จากไป

เมื่อแน่ใจเช่นนี้แล้ว จ้าวซันให้อาหลี่ขับรถไปทันที ผู้กองเหลียงขับตามไป จ้าวซันบอกผู้กองว่าถ้าไปถึงก่อนห้ามตำรวจเข้าไปในบริเวณบ้านเด็ดขาด จะแอบที่ไหนก็ได้ ตนจะเข้าไปคนเดียวเพราะเหม่ยอิงเห็นคนอื่นเธออาจจะทำอะไรบราลีก็ได้ ย้ำแกมขอร้องว่า “ผมเป็นห่วงบราลี..และหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือ”

พอฉินเจียงรู้ว่าจ้าวซันกำลังไปที่บ้านพักชายทะเล เขาบอกทุกคนว่าจะไปจัดการกับเหม่ยอิงเองอ้างว่าจ้าวซันใจอ่อนเชื่อคนง่ายไม่มีทางรู้ทันเหม่ยอิง เขาโทร.ไปหาจ้าวซันแต่ไม่รับสายจึงโทร.ไปหาผู้กองเหลียงคาดคั้นถามว่าอยู่ที่ไหน จ้าวซันไปที่นั่นด้วยใช่ไหม ผู้กองบอกว่าใช่ แต่ตอนนี้ตนหลงทางอยู่ ฉินเจียงตอบโอเค แล้วกดตัดสายเลย ผู้กองบ่นงงๆ

“อะไรของเขาวะ”

ooooooo

ระหว่างรอจ้าวซันมานั้น บราลีพยายามหว่านล้อม เหม่ยอิง แต่เหม่ยอิงเหมือนคนเสียสติแล้ว เธอเอาแชมเปญของเต้ที่แช่ไว้มาดื่ม และเข้าไปทำร้ายบราลีอย่างโหดร้าย เท่านั้นไม่พอลากเข้าไปในห้องน้ำเปิดฝักบัวรดจนบราลีเปียกม่อลอกม่อแลกหัวเราะเยาะว่าเหมือนลูกหมาตกน้ำเลย จากนั้นลากบราลีไปนั่ง หน้ากระจก ดูว่าใครสวยกว่ากันเยาะเย้ยว่า

“สารรูปดูไม่ได้ น่าสมเพชจริงๆ เธอนี่มันไม่คู่ควรที่จะมาเป็นคู่แข่งของฉันสักนิด! เยินๆ แบบนี้ เดี๋ยวพี่ชายใหญ่มาเห็นผิดหวังแย่ ลองพยายามทำหน้าให้เข้ากับชุดหน่อยสิ บราลี เราต้องประชันความงามกันให้พี่ชายใหญ่เลือก!”

ผู้กองเหลียงมาถึงจอดซุ่มห่างประมาณสองร้อยเมตรก่อนถึงทางเข้าที่พัก จ้าวซันมาถึงก็กระโดดลงจากรถสั่งอาหลี่ไม่ต้องตามตนจะเข้าไปคนเดียว แต่พอถูกผู้กองเหลียงและเต๋อเป่าท้วงติงว่าเหม่ยอิงไม่ธรรมดา จ้าวซันจึงให้อาหลี่ตามไป แต่ห้ามทำอะไรโดยพลการและห้ามทำร้ายเหม่ยอิงโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“แล้วประเทศนี้มันจะมีตำรวจไว้ทำไมวะ!” ผู้กองเหลียงบ่นลอย ๆ อย่างหงุดหงิด

แต่พอเข้าใกล้ที่พัก จ้าวซันหันสั่งอาหลี่ “แกรออยู่ตรงนี้แหละ ฉันสัญญาไว้แล้วว่าจะเข้าไปคนเดียว”

“เดี๋ยวก่อน..” เสียงฉินเจียงดังขึ้น พอจ้าวซันหยุดเขาเดินเข้าหาถาม “นี่พี่คิดจะทำอะไร พี่คิดจะเข้าไปในนั้นคนเดียวอย่างนั้นหรือ คิดได้ไง! ผมไปด้วย” จ้าวซันไม่ยอม ฉินเจียงก็ไม่ยอม ถามว่า “พี่ไปไว้ใจคนแบบนี้ได้ยังไง ถ้าพี่เชื่อว่าพี่คนเดียวเอายัยเหม่ยอิงอยู่ ผมก็ขอบอกว่า พี่มองโลกสวยเกินไปแล้ว”

“เหม่ยอิงเป็นน้องฉัน และเขารักฉัน ครั้งที่แล้วที่ฉันรอด ก็เพราะเขาทิ้งให้ฉันตายในนั้นไม่ลง แล้วกลับมาช่วยฉัน”

“ความรักของคนแบบนั้น ถ้ามันไม่สมหวังมันจะเปลี่ยนเป็นความแค้นแบบที่พี่คาดเดาไม่ได้เลยนะ”

จ้าวซันอึ้ง ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง..นาน จ้าวซันจึงเอ่ย “ก็จริง...แต่...”

“ไม่ต้องมีแต่แล้ว...พี่ประมาทเกินไป...ไป เราสองคนเข้าไปหาเหม่ยอิงกัน” ฉินเจียงเดินเข้าไปตบบ่า และโอบพาจ้าวซันไป จ้าวซันหันสบตาเต๋อเป่ากับอาหลี่ทำนองว่า...ไม่ต้องห่วง...

เหม่ยอิงยังข่มขู่คุกคามกระทั่งทำร้ายบราลีขณะรอจ้าวซันมา บราลีถามว่าเธอไม่รู้ใช่ไหมว่าจ้าวซันเป็นใคร?

“ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ฉันยังจำวันแรกที่เราพบกันได้เลย...” เหม่ยอิงตอบอย่างมั่นใจ และเล่าถึงเวลานั้นที่ได้พบเจอและรู้จักจ้าวซันในแง่มุมของตัวเอง...

เวลานั้น...ทั้งเธอและฉินเจียงต่างยังเด็กอยู่ เธอถูกฉินเจียงข่มเหงรังแกเป็นประจำ วันนั้น เต้กับไทไทพาตนกับฉินเจียงไปที่โรงเรียนสอนเด็กกำพร้าของพ่อโจเซฟ แต่เพราะเธอกับฉินเจียงเล่นและระหองระแหงกันมาตลอดทาง เมื่อมีคนมาบอกเต้กับไทไทว่าหลวงพ่อให้มาตามไปข้างใน เต้กับไทไทจึงให้ทั้งสองรออยู่ข้างนอกดีกว่า

ระหว่างที่รอเต้กับไทไท เหม่ยอิงเดินกินขนมมาไม่ดูทาง เดินเตะกองขยะที่จ้าวซันกวาดกองๆ ไว้ พอเขาบอกให้เดินดีๆ เธอกับฉินเจียงกลับช่วยกันแกล้งเตะกองขยะกระจัดกระจาย ถึงกระนั้นจ้าวซันก็ยังอดทนอดกลั้นไม่ว่าอะไรก้มหน้าก้มตาตามกวาดไปกองตามเดิม

ฉินเจียงแกล้งแค่นั้นไม่สะใจ แย่งถุงขนมจากเหม่ยอิงเทหว่านให้กวาดอีก เหม่ยอิงร้องไห้เข้าไปแย่งขนมคืน ก็ถูกฉินเจียงผลักล้ม จ้าวซันทนไม่ได้เข้าไปผลักฉินเจียง พูดดีๆ ว่า “อย่ารังแกผู้หญิงสิ” ถูกฉินเจียงผลักถามว่าอยากมีเรื่องหรือ

จ้าวซันซัดหมัดใส่ เลยต่อยกันนัวเนีย พอดีเต้กับไทไทออกมา เต้กระชากจ้าวซันและฉินเจียงแยกจากกัน ฉินเจียงฟ้องว่าจ้าวซันรังแกตน แต่จ้าวซันกลับค้อมหัวเอ่ยขอโทษ เต้พูดอย่างเมตตาว่า “รู้จักกันแล้วสินะ”

นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้เหม่ยอิงประทับใจจ้าวซันแต่นั้นมา...

ooooooo

เต้กับไทไทจูงจ้าวซันเข้าไปที่บ้านสี่ฤดู บอกกับทุกคนที่มารอรับว่า

“บ้านสี่ฤดูต้อนรับลูกชายคนโตฉันหน่อย ต่อไปเราก็เป็นตระกูลจ้าวเหมือนกันแล้ว” เห็นทุกคนแปลกใจโดยเฉพาะฉินเจียงทำหน้าตกใจ เต้บอกว่า “ใช่..ต่อไปนี้เด็กคนนี้คือ “จ้าวซัน” ถ้าดูตามอายุแล้ว แกก็ต้องเรียกเขาว่าพี่”

“ไม่มีทาง..จะให้ผมเรียกเด็กกำพร้ากวาดขยะว่าพี่เนี่ยนะ” ฉินเจียงสวนไปอย่างไม่พอใจแล้วเดินผละไป ถูกไทไทตามไปตบปากเบา ๆ บอกว่า

“จ้าวซันเป็นลูกบุญธรรมของฉัน ฉันจะถือว่าจ้าวซันเป็นลูกชายคนโตของตระกูลจ้าว ให้ทุกคนเข้าใจตามนี้ด้วย”ฉินเจียงกับแม่สี่ไม่พอใจมาก อากงกับอาม่ามองจ้าวซันยิ้มให้อย่างอบอุ่นยินดี จ้าวซันยิ้มให้เหม่ยอิง เธอยิ้มตอบแต่พริบตาเดียวก็สะบัดหน้าเชิดใส่แต่แอบหันมองอีกที เห็นไทไทและเต้ลูบหลังลูบหัวจ้าวซันอย่างเอ็นดู

นั่นคือเหตุการณ์ในอดีตที่ประทับใจเหม่ยอิงจนกลายเป็นความรักที่มีต่อจ้าวซันผู้ปกป้องเธอนับแต่แรกเจอ...

ooooooo

เล่าถึงอดีตในวัยเยาว์ที่รู้จักและประทับใจในตัวจ้าวซันแล้ว เหม่ยอิงสรุปในตอนท้ายว่า

“เขาคือเด็กกำพร้า ผลจากสงครามในประเทศเล็กๆ ประเทศนั้นไง คีรีรัฐอะไรนั่นแหละ เหมือนเธอด้วยใช่ไหมหรือเธอมันเป็นคนไทยกันแน่ล่ะ ช่างเถอะ...ฉันไม่สนใจเธอหรอก เพราะเขาเป็นเด็กจากประเทศนั้น เขาถึงกระตือรือร้น อยากรับใช้เจ้าชายรัชทายาท และเขาถึงโกรธที่ฉินเจียงไป ขายอาวุธให้ประเทศนั้น เพราะมันคือมาตุภูมิของเขานี่ไง มีอะไรที่ฉันไม่รู้” เหม่ยอิงเชิดหน้าอย่างภูมิใจในสิ่งที่ตนรู้

เวลาเดียวกัน ที่นอกบ้านพักตากอากาศ จ้าวซันจับไหล่ฉินเจียงที่วิ่งนำไป ขอร้องให้เขารออยู่ตรงนี้ ฉินเจียงจำต้องยอม แต่มีข้อแม้ว่าจะเข้าไปทันทีถ้ารู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้น ปัดมือจ้าวซันที่บีบไหล่ออกพูดประชด

“อยากเป็นพระเอกคนเดียวก็ตามใจ”

จ้าวซันพยักหน้าขอบคุณที่เขายอม แล้วหันเดินเข้าไปช้าๆ...

เป็นเวลาที่บราลี กำลังเล่าถึงตัวตนที่แท้จริงของจ้าวซันให้เหม่ยอิงฟัง...

“จ้าวซัน...ที่จริง ชื่อ องค์ชายน่านปิงนรเทพ เจ้าพ่อของเขาเป็นอดีตเจ้าหลวงที่โดนเจ้าพ่อขององค์ชายศิขรนโรดม ที่เป็นพี่ชายแท้ปล้นราชบัลลังก์ไป เขาคือ องค์ชายรัชทายาทตัวจริงของราชบัลลังก์คีรีรัฐ”

“อะไรนะ...” เหม่ยอิงอึ้งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“เจ้าพ่อของเขาดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย พ่อแม่ของฉันเป็นข้าหลวงรับใช้เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ของเขา ท่านทั้งสองยอมสละชีวิต เพื่อให้เจ้าแม่ของจ้าวซันพาเขาหนีออกมาตอนที่เกิดเหตุชิงบัลลังก์เมื่อ 20 ปีก่อน เจ้าแม่ของจ้าวซันพาฉัน...ที่ยังเป็นทารกหนีออกมาด้วยกัน”

“ไม่จริง” เหม่ยอิงเริ่มระแวง

“จริงสิ...ก่อนท่านจะพลีชีพ ท่านได้ฝากฝังให้ฉันเป็นข้ารองบาทองค์ชาย...หมายความว่า ให้เป็นผู้หญิงของพระองค์ตั้งแต่ยังแบเบาะ หลังจากนั้น บาทหลวงโจเซฟเป็นคนพาจ้าวซันมาฝากให้จ้าวฉินเย่ว์กับจ้าวไทไทเลี้ยง ส่วนฉัน บาทหลวงโจเซฟ ก็พาไปฝากให้พลตรีสุริยะ ภีมะมนตรีเลี้ยงเหมือนกัน”

“โกหก” เหม่ยอิงไม่เชื่อ

ที่ด้านนอก จ้าวซันมาถึงพบว่าประตูบ้านพักถูกปิดล็อก เขาเอาตัวแนบผนังไต่ไปรอบๆ พยายามหาทางเข้าไป จนเจอหน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่ ได้ยินเสียงบราลีจากข้างใน...

“ที่ฉันเติบโตมา และเรียนที่อเมริกาจนจบมา จ้าวซันนี่เองที่เป็นผู้อุปถัมภ์มาตลอด”

“ม่านฟ้า...น้องปลอดภัย” จ้าวซันพึมพำดีใจสุดๆ เงี่ยหูฟังใจจดจ่อ

“กิจการโรงงานผ้าไหมของพ่อฉันที่เมืองไทยที่แท้ก็เขาที่ช่วยโอบอุ้ม ในช่วงหลังๆ มานี่ฉันเองก็เพิ่งมารู้ความจริง เมื่อมาฮ่องกงที่ทำให้ฉันได้พบกับพวกคุณนั่นแหละ... งานเลี้ยงองค์ชายคีรีรัฐ เป็นงานที่จ้าวซันจัดขึ้น เพื่อให้เขากับองค์ศิขรนโรดมได้พบกัน เรื่องบังเอิญเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นก็คือ เรื่องที่จ้าวฉินเจียงดันไปขายอาวุธสงครามให้นายทหารคีรีรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายต้องการจะยึดอำนาจจากเจ้าหลวง พ่อของศิขรนโรดมที่เป็นลุงของจ้าวซัน”

บราลีเล่าความจริงที่ทหารคีรีรัฐพวกนั้นไล่ล่าจะฆ่าจ้าวซันกับแม่แล้ว ย้ำกับเธอว่า

“นี่แหละที่คุณต้องรู้ ก็คือที่จ้าวซันหายไปต่างประเทศเป็นเวลานาน และฉันตามเสด็จไปด้วย เราไม่ได้ไปฮันนีมูน จ้าวซันไปช่วงองค์ชายศิขรปราบพวกกบฏ เราเกือบตายกันหลายหน แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จ และเวลานี้ องค์ชายศิขรได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าหลวงองค์ใหม่เรียบร้อยแล้ว จ้าวซันถึงเดินทางกลับมา”

“พระเจ้าช่วย...โอ...นี่มัน...มันเป็นเรื่องที่...ที่...” เหม่ยอิงอุทาน สับสน บราลีบอกว่าเป็นเรื่องที่เธอไม่มีทางคิดได้เลย

เหม่ยอิงร้องไห้พร่ำถาม “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง...ฉันจะไปรู้ได้ยังไง...นี่มันมากเกินไปแล้วจริงๆ” เธอค่อยๆลดปืนที่จ่อบราลีลง ทรุดนั่งอย่างสับสน บราลีเองก็ร้องไห้ออกมาอย่างสะเทือนใจเมื่อเล่าต่อ...

“มันมากเกินไปจริงๆคุณเหม่ยอิง ชีวิตของจ้าวซัน ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายมามากแล้ว ชีวิตของฉันก็เหมือนกันเราถูกปล้นชีวิตวัยเด็กที่ดีงามไป ให้กลายเป็นเด็กกำพร้า ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองไปคนละทิศละทาง สุดท้าย...เราได้มาพบกัน แต่แล้วเราต้องมาเจอเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่นี่...คุณยังจะฆ่าฉัน...แล้วจะทำร้ายจ้าวซันอีกเหรอ...คุณทำได้เหรอคะ...”

“นี่...นี่ฉัน...ฉันทำอะไรลงไป ฉันพลาดไปแล้วงั้นเหรอ...” เหม่ยอิงสบตาบราลีน้ำตายังเปียกแก้ม...

จ้าวซันแอบฟังจนบราลีเล่าจบ ได้ยินเหม่ยอิงพูดเช่นนั้นเขามีความหวังว่าเธออาจจะคิดได้...

เพื่อหาทางออกให้เหม่ยอิง บราลีบอกเธอว่าตนจะบอกทุกคนเองว่าเรามาด้วยกันเพื่อปรับความเข้าใจกัน ระหว่างเราสองคนไม่มีปัญหาอะไรกัน

เหม่ยอิงฟังอย่างสงบ ทันใดนั้นเองจ้าวซันปรากฏตัวขึ้น เหม่ยอิงคว้าปืนขึ้นมาทันที จ้าวซันแสดงความรักความเป็นห่วงบราลีจนเธอทนไม่ได้ จ้องปืนไปที่จ้าวซันถามว่ารักกันมากห่วงกันมากใช่ไหม ตัดพ้อว่าจ้าวซันที่ปกปิดความจริงทำให้ตนทำเรื่องร้ายแรงขึ้นมากมาย ตนทำทุกอย่างไปเพราะไม่รู้ ถามว่า

“เวลานี้ พี่ชายใหญ่คงจะเกลียดน้องมากใช่ไหมคะ” จ้าวซันบอกว่าตนไม่เคยเกลียดเธอเลย เหม่ยอิงก็ยังคร่ำครวญอย่างเสียใจว่า ตนทำเรื่องเลวร้ายมามาก ทำไปเพราะไม่รู้ โทษว่าเพราะจ้าวซันไม่ไว้ใจตนเลยนั่นเอง

ooooooo

จ้าวซันหายเงียบไปนาน บรรดาที่คอยฟังข่าวอยู่ข้างนอกต่างเป็นห่วงฉินเจียง อาหลี่และตำรวจ จึงวางแผนบุกเข้าไป

ในบ้านพัก...เมื่อจ้าวซันปรากฏตัวและถูกเหม่ยอิงตัดพ้อต่อว่าอย่างน้อยใจมากมาย เขาขอโทษที่ไม่บอกความจริงแก่เธอแต่แรกเพราะชีวิตของตนต้องเป็นความลับจริงๆเหม่ยอิงถามอย่างสับสน สงสัยว่า

“พี่เป็นเจ้าชาย...ถ้าอยากจะขึ้นเป็นเจ้าหลวงก็เป็นได้ แต่ที่กลับมารับใช้บ้านเรา ให้พวกเราโขกสับทุกอย่าง เพื่ออะไรคะ”

“ทุกอย่างมันคือมายาทั้งนั้นแหละเหม่ยอิง แม้แต่การเป็นจ้าวซันมันก็เป็นมายา น้องอย่าไปยึดติดอะไรเลย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุขหรอก ทุกที่ ทุกคน เอาแต่โลภ เอาแต่อยากยิ่งใหญ่ แล้วก็ฆ่ากัน  เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ปล่อยบราลีเขาไปเถอะ เรามาเจรจากัน พี่จะช่วยเหม่ยอิง จะเอาอะไรก็ว่ามา พี่ยอมให้ทุกอย่าง จะไปต่างประเทศใช่ไหม จะหนีคดีไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครตามได้ ไปมีชีวิตใหม่ใช่ไหม”

เหม่ยอิงยิ่งไม่พอใจเชื่อว่าจ้าวซันทำทุกอย่างเพื่อบราลีเพียงคนเดียว และถ้าตนปล่อยบราลีไป ตนก็จะไม่มีวันได้พบเขาอีก

“อย่างที่พี่บอกไงเหม่ยอิง...ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรทั้งหมด มันเป็นมายาทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นของพี่จริงๆ เลย ทุกอย่างเป็นของคนอื่น พี่ก็แค่ต้องทำหน้าที่ของพี่เพื่อส่วนรวม...แต่มีบราลีคนนี้เท่านั้นที่เป็นของพี่และพี่

ก็เป็นของเขาจริงๆแค่คนเดียวในโลก”

“พี่เป็นของเขา...เขาเป็นของพี่ งั้นเหรอคะ...ฮ่ะๆๆๆ” เหม่ยอิงคลั่งขึ้นมา หันปืนไปทางบราลีทันที ระบายความอัดอั้นคับแค้นใจว่า ในที่สุดตนก็กลายเป็นคนโง่ คนเลว เหลือตัวคนเดียว สูญเสียทุกอย่าง แล้วพวกเธอคือจ้าวซันกับบราลีก็จะจากไปมีความสุขกันสองคน ทิ้งให้ตนติดคุกแบบหน้าโง่ๆตามลำพังอย่างนั้นหรือ!

บราลีขัดขึ้นมา ตนจะขอเป็นคนพาเธอหนีเอง จ้าวซันเองก็ทำเป็นขัดขวางไม่ได้ ปล่อยให้ตนพาเธอไปเพราะกลัวตนเป็นอันตรายดีไหม เหม่ยอิงลดปืนลงถามว่าเธอพูดจริงหรือ?

ขณะที่เรื่องคล้ายจะคลี่คลายนั่นเอง ฉินเจียงก็บุกเข้ามา ทำให้เหม่ยอิงยิงไปทางฉินเจียงทันที เธอโกรธแค้นจ้าวซันหาว่าไม่ทำตามที่รับปากกับตนว่าจะมาคนเดียว กลายเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเหม่ยอิงกับฉินเจียง มีบรรดาตำรวจกรูกันเข้ามา จ้าวซันตะโกน

“ถอยออกไปให้หมด นี่เป็นคำสั่ง ออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้!!”

ทุกคนถอยออกไป ฉินเจียงถอยไปอย่างฉุนเฉียว จ้าวซันจึงหว่านล้อมเหม่ยอิง แต่เธอคลุ้มคลั่งแล้ว เธอประกาศว่าไม่มีใครช่วยตนได้ ถึงออกไปจากที่นี่ได้ไม่โดนเก็บก็ต้องโดนจับ จ้าวซันยืนยันสัญญาว่าจะไม่มีใครทำแบบนั้นกับเธอ แต่เหม่ยอิงไม่เชื่ออีกแล้ว เธอยกปืนจ่อหัวตัวเองจะฆ่าตัวตายให้จ้าวซันดู

บราลีพุ่งเข้าไปปัดปืน กระสุนจึงเบนไปถูกกำแพงแทน

“ทำแบบนี้ทำไม เลิกสนใจได้แล้วว่าคนอื่นจะมองคุณยังไง มานี่ ลุกขึ้น ฉันจะพาเธอหนีไปเอง ไปด้วยกัน ข้างนอกมีเรือจอดอยู่เธอเห็นใช่ไหม เราสองคนจะวิ่งไปให้ถึงเรือนั่นแล้วหนีไปด้วยกัน”

จ้าวซันตกใจกับการตัดสินใจของบราลี ส่วนเหม่ยอิงมองหน้าบราลีลังเล

“ฉันจะหาทางให้คนของคุณชายจ้าวซันพาคุณหนีไปที่คีรีรัฐ ไปอยู่ที่นั่น” ถามจ้าวซันว่า ได้ใช่ไหม จ้าวซันไม่ทันตอบเธอก็พูดกับเหม่ยอิงต่อ “คุณจะไปมีชีวิตใหม่ที่นั่น ไปทำอะไรก็ได้ ไปเปิดร้านขายเสื้อผ้า ไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษหรืออะไรก็ได้ จ้าวซันเขาใหญ่มากที่นั่น เขาจะช่วยให้คุณหลบไปอยู่เงียบๆ ได้โดยไม่มีใครรบกวนคุณอีก”

เหม่ยอิงท่าทีอ่อนลง เมื่อบราลียื่นมือไป เธอจึงยื่นมือมาจับพยักหน้า บราลีจูงมือเธอวิ่งออกไปทันที

ระหว่างวิ่งไปนั่นเอง เหม่ยอิงถูกยิงที่ท้องทรุดลง จ้าวซันวิ่งตามมาทัน เขาช้อนร่างเธอไว้พร่ำบอกว่าน้องต้องไม่เป็นอะไร เหม่ยอิงอยู่ในอ้อมกอดของจ้าวซัน เธอยิ้มทั้งที่เลือดอาบร่าง พูดอย่างมีความสุข

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ตอนนี้น้องมีความสุขมาก ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว...พี่รักน้องไหมคะ...”

“รักสิ...รักๆๆๆ” จ้าวซันพร่ำบอก กอดเหม่ยอิง เกลี่ยผมที่ลงมาปิดหน้า เหม่ยอิงพูดทั้งที่ยังหลับตาว่า...

“น้องก็รักพี่...รักพี่มากกว่าชีวิตของน้องเสียอีก...พี่รู้ใช่ไหม”

“พี่รู้ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้” จ้าวซันหันไปตะโกน “ใครก็ได้ รีบไปตามหมอมาทีเร็ว!”

ที่ท่าเรือนี่เอง เหม่ยอิงนอนอยู่บนตักจ้าวซัน บรรดาผู้เกี่ยวข้อง ทั้งฉินเจียง อาหลี่ และผู้กองเหลียงกับตำรวจ พากันมายืนห้อมล้อมด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ทุกคนเสียใจเจ็บปวดกับภาพเหม่ยอิงบาดเจ็บเลือดท่วมร่างและกำลังจะจากไป...

ทุกคนรอเรือที่จะไปส่งเหม่ยอิงที่อ่อนล้าลงทุกที ต่างสารภาพ ตำหนิตัวเองที่ทำผิดพลาดกับเหม่ยอิง...

ผู้กองเหลียงพูดกับบราลีด้วยความเสียใจสุดซึ้งว่า ตนคิดว่าเหม่ยอิงจะลักพาตัวเธอไปอีก ก็เลย...

“จริง ๆ ฉันไม่น่าบอกให้คุณเหม่ยอิงวิ่งออกไปเลย ต้นเหตุทั้งหมดอาจจะเป็นฉันเอง...” บราลีเอ่ย

“ผมควรจะเสียใจมากกว่า...ที่ผ่านมา ผมทำเลวกับเหม่ยอิงมากกว่าคุณหลายเท่านัก” ฉินเจียงตำหนิตัวเอง

ระหว่างนั้น จ้าวซันพูดให้กำลังใจเหม่ยอิงตลอดเวลา เธอขอเวลาอยู่กับจ้าวซันตามลำพัง เมื่อทุกคนถอยออกไปแล้ว เธอรำพันความรักที่มีต่อจ้าวซัน จนในที่สุดพูดอย่างอ่อนเพลียมากว่า

“น้อง...รอ...ไม่ไหวแล้ว...พี่ชายใหญ่...น้อง... อยาก...หลับแล้ว...พี่อนุญาตให้น้องนอนเสียที...นะคะ...จูบลาน้องด้วย...”

“กุดไนท์จ้ะ” จ้าวซันพูดเบาๆ “สวีทดรีมนะบาย... น้องรักของพี่”

“กุดไนท์ ไอเลิฟยู ไอ...เลิฟ...ยู ทิลไอดาย...น้องรักพี่...จนวันตาย...จริงๆ นะคะ” เหม่ยอิงคอพับในอ้อมอกของจ้าวซัน

แม่สี่ร้องไห้โฮเมื่อได้ข่าวเหม่ยอิง โทษตัวเองว่าเอายานอนหลับให้บราลีกินจนเกิดเรื่องบานปลายเช่นนี้ โทษว่า

“เพราะแม่เอง...ทำให้เหม่ยอิงโดนตำรวจยิงตาย...แม่ทำลายลูกตัวเอง แม่ผิดเอง ผิงอันแม่จะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย”

แม่สี่ร้องไห้จนเป็นลมไป ผิงอันกอดแม่ร้องไห้อย่างหนัก

ooooooo

วันต่อมา ผิงอันนำเครื่องเพชรของจ้าวไทไทครบชุดไปวางบนโต๊ะตรงหน้าจ้าวไทไท ขอโทษแทนเหม่ยอิง บอกว่า เวลานี้เธอก็ได้รับผลกรรมไปแล้วอาจเพราะคำสาปของเครื่องเพชรนี้จริงๆก็ได้

จ้าวไทไทจึงเผยความลับทั้งหมดว่า “คำสาปเครื่องเพชรจ้าวไทไท มันไม่มีจริงหรอกผิงอัน...”

แล้วจ้าวไทไทก็เล่าถึงบรรดาเมียน้อยของเต้ที่พากันแก่งแย่งที่จะครอบครองเครื่องเพชรชุดนี้ จนกระทั่งเต้ตาย ตนก็ยังอยู่เฝ้าเครื่องเพชรชุดนี้ แต่เพราะไม่มีงานอะไรให้ใส่ไปอีก จึงเอาไว้ใส่เล่นนั่งๆนอนๆอยู่ในห้องนี้ จ้าวไทไทพูดถึงการตายของเหม่ยอิงว่า

“เหม่ยอิงมันตาย เพราะมันทำตัวของมันเองต่างหาก เครื่องเพชรมันก็อยู่เฉยๆของมัน คนเราจะได้รับผลยังไงก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเองทั้งนั้นแหละ ทำดีได้ดี ชั่วได้ชั่ว ในที่สุดแล้วเมื่อถึงวันที่เหมาะสมเธอโตพอเมื่อไหร่ เครื่องเพชรชุดนี้มันก็คงจะต้องตกเป็นของเรานั่นแหละซายหมุย”

ผิงอันไม่ขอรับเพราะตนไม่ดีพอบอกแม่ใหญ่ว่าให้บราลีไปดีกว่า จ้าวไทไทชี้แจงว่า บราลีและจ้าวซันไม่ใช่ คนตระกูลจ้าว แต่ผิงอันใช่ ย้ำว่า “ยังมีอะไรอีกหลายอย่างนักที่เธอจะต้องรับเอาไว้ ทั้งๆที่เธอไม่เคยคาดฝันเลยล่ะ”

ผิงอันหน้าตาตื่นอย่างตั้งตัวไม่ทันกับความจริงที่จ้าวไทไทบอกเล่าและวางตัวเธอไว้เป็นผู้สืบทอดของตระกูลจ้าว...

ส่วนจ้าวซันกับบราลี นั่งเรือไปโรยกุหลาบลงทะเล... ในยามนี้ แม้ใจจะยังเศร้า แต่ต่างก็ให้กำลังใจกันและกันที่จะก้าวต่อไปตามวิถีทางของตนด้วยความรัก

ooooooo

ที่คีรีรัฐ...เมื่อจ้าวซันไม่อาจตอบได้แน่นอนว่าจะมางานแต่งงานของศิขรนโรดมกับมิถิลาได้หรือไม่ งานแต่งงานจึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

ทั้งในวังและชาวคีรีรัฐต่างตื่นเต้นยินดีกับข่าวมงคลนี้

ณ ลานพิธี...ประชาชนมากมาย ถือธง ถือดอกไม้นั่งกันเป็นแถว เป็นระเบียบ

เมื่อเริ่มพิธี อสุนีเดินนำศิขรนโรดมในชุดอภิเษกออกมา

ที่ลานอีกตำหนักหนึ่ง แม่นมพามิถิลาในชุดเจ้าสาวแสนสวย ออกมาหลบอยู่หลังประตูรอเวลา

ในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมชื่นชมในพิธีนี้ มีจ้าวซัน บราลี เมืองเทพ และลูกน้องคอยรักษาความปลอดภัยให้ทุกคนใส่แว่นดำแต่งตัวกลมกลืนแทรกอยู่ด้วย

บราลีและจ้าวซันต่างปลื้มปีติกับงานนี้ เฝ้ารอนาทีที่จะได้เห็นศิขรนโรดมและมิถิลาออกมา พลันทั้งสองก็ตื่นเต้นเมื่อแม่นมพามิถิลาออกมา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องโบกธงด้วยความปลื้มปีติของประชาชน

“เห็นไหม มาแอบแบบนี้สนุกดีนะ ได้เห็นว่า ประชาชนรักเจ้าหลวงมากแค่ไหน แล้วเขาก็จะได้ไม่ต้องลำบากวุ่นวายมาจัดที่ทางให้เรา” จ้าวซันเอ่ย บราลีเห็นด้วย

ทันใดนั้น! ศิขรนโรดมจับมือมิถิลา พาเดินมาท่ามกลางประชาชนสองข้างทางที่เปล่งเสียงกึกก้อง

“เจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน”

จ้าวซันกับบราลีร้องประสานเป็นเสียงเดียวกับประชาชน “เจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน” และโบกธงกันสุดแขน

เมื่อศิขรนโรดมและมิถิลาเดินมาถึง ศิขรนโรดม ตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นจ้าวซันดีใจจนหยุดชะงัก จ้าวซันรีบส่งสัญญาณให้เดินต่อทำพิธีก่อน แต่ศิขรนโรดมก็อดใจไม่ได้ที่จะกระซิบบอกมิถิลาว่า

“ในที่สุด เจ้าพี่ก็มา มิถิลาดูสิ...ในที่สุดเจ้าพี่ก็มา...”

เมื่อขบวนพระราชพิธีเข้าไปในท้องพระโรงแล้ว ประชาชนพากันหันมองจ้าวซันกับบราลีที่ถูกคนถ่ายวีดิโอหันมาถ่ายทั้งสอง ภาพจ้าวซันถูกตัดขึ้นจอใหญ่ พลันเสียงประชาชนก็เซ็งแซ่ขึ้น “น่านปิงนรเทพนี่นา”... “องค์น่านปิงเสด็จมา” แล้วเสียงสดุดีก็กึกก้องขึ้น “องค์ชายน่านปิง ทรงเจริญยั่งยืนพะย่ะค่ะ”

ooooooo

แม่นมเป็นคนมาพาจ้าวซันและบราลีเข้าไปในวัง หลังจากพระราชพิธีเสร็จสิ้นแล้ว ทุกคนต่างหวังว่าน่านปิงนรเทพจะอยู่ที่คีรีรัฐ แต่ไม่เป็นไปตามปรารถนา เพราะจ้าวซันและบราลีขอไปท่องเที่ยวอย่างไร้ภาระหนักใดๆ

ศิขรนโรดมปรารภกับจ้าวซันอย่างหนักใจว่า “น้องกลัวการมีอำนาจเหลือเกิน น้องเคยเห็นมาแล้วว่า อำนาจมันเหมือนอาวุธ มันหันมาทำลายตัวคนถืออาวุธเสียเองก็บ่อย”

“แต่ใครๆก็อยากได้ครอบครองอาวุธนั้นกันจริงๆ อยากจนสามารถทำอะไรที่น่ากลัวที่สุดก็ได้ อยากจนฆ่าพี่น้องหรือคนที่ตัวเองรัก”

“มีหลักการอะไรไหมเจ้าพี่ ที่จะทำให้น้องเป็นเจ้าหลวงที่ดีได้”

“การเป็นเจ้าหลวงที่ดี ก็คือ การทำเพื่อประชาชนมากกว่าตัวเอง การใช้อำนาจก็เหมือนกัน จงใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แค่นี้เองศิขร...ผู้ยิ่งใหญ่ต้องไม่เอาเปรียบ ต้องเป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นผู้กอบโกยเอามาเป็นของตน จงให้ไปแล้วเราจะได้มาเอง ความดีของการเป็นผู้ให้ จะคุ้มครองเรา”

ศิขรนโรดมฟังอย่างปีติปลาบปลื้ม มีกำลังใจ...

ooooooo

พันหงปิงยังไม่ตายแต่พิการ เขาขายอาวุธและ ฝึกสอนการใช้ให้กลุ่มโจรหมายตั้งตัวเป็นใหญ่ในคีรีรัฐ ขณะฝึกอาวุธกันที่หน้าผาใกล้แม่น้ำ เห็นจ้าวซันกับบราลีไปท่องเที่ยว จึงสั่งโจรให้กำจัดจ้าวซันเสียเพราะเป็นคนทำให้ตนพิการ

เมื่อถึงวันที่จ้าวซันกับบราลีจะเดินทางจากคีรีรัฐ ศิขรนโรดมจัดเรือไว้ให้ แต่ถูกอสุนีเอาระเบิดแสวงเครื่องไปวางที่ท้องเรือ ดีที่เมืองเทพเห็นเสียก่อนและจับตัวอสุนีได้ เขาสารภาพว่าที่มุ่งฆ่าจ้าวซันก็เพราะต้องการให้ศิขรนโรดมเป็นเจ้าหลวงที่แท้จริงเพียงองค์เดียวของคีรีรัฐ

แต่จ้าวซันไม่ติดใจกลับแสดงความยินดีที่ ศิขรนโรดมจะได้มีองครักษ์ที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีอย่างอสุนี แต่ระหว่างนั้นเอง พันหงปิงก็นำกองโจรมาโจมตี ถูกทหารคีรีรัฐสังหารตายหมด พันหงปิงที่ซุ่มอยู่ยกปืนเล็งใส่จ้าวซัน อสุนีเห็นเขาพุ่งเข้าเอาตัวบังจ้าวซันไว้จนตัวเองได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ได้รับการยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษของคีรีรัฐ ส่วนพันหงปิงก็ถูกยิงตาย

จ้าวซันกับบราลีเดินทางกลับไปฮ่องกง ปลูกบ้านพักริมทะเลอยู่กันแบบสามัญชนอย่างมีความสุข สมปรารถนา ดังที่จ้าวซันเคยพูดกับเหม่ยอิงว่า

“ลาภ ยศ สรรเสริญ มันเป็นมายาทั้งนั้น ไม่มี อะไรที่เป็นของพี่จริงๆเลย”

สุดท้ายของทุกชีวิตคือ คืนสู่สามัญ...นี่คือสัจธรรม...

ooooooo

–อวสาน–

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ต้นข้าว อาร์สยาม” สนุก ร้ายมีมิติ รับประสบการณ์น้อย พร้อมพัฒนา

“ต้นข้าว อาร์สยาม” สนุก ร้ายมีมิติ รับประสบการณ์น้อย พร้อมพัฒนา
16 ต.ค. 2562
12:15 น.