ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สามหนุ่มเนื้อทอง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ โรงแรมหรู...

ในห้องจัดงานเท่หรูของ “M Group” ผู้นำเข้ายานยนต์แห่งความฝันของผู้ที่รักความเร็วและลุ่มหลงในความงาม เท่ เก๋ ของนวัตกรรมยานยนต์
บนเวทีมีสัญลักษณ์ของ เอ็ม กรุ๊ป ติดอยู่ มีแดนเซอร์สาวเกือบ 10 คน ในชุดนักบิดเก๋ไก๋ เต้นออกมาตามจังหวะดนตรีเทค– โนบีทสนุกสนานทันสมัยที่กระหึ่มห้องอย่างเก๋ แฝงเซ็กซี่เล็กๆ

คอกเทลขนาดกลาง ที่มุมหนึ่ง ทั่วบริเวณงาน มีหนุ่มสาวล้วนหน้าตาดีลีลาเก๋แต่งตัวเท่ เดินไปมากันขวักไขว่ ที่ดูดีในรุ่นใหญ่วัย 50 มาดดี แต่งตัวโก้เก๋มีฐานะ ทุกคนจัดกันมาเต็ม ยืนกันเป็นกลุ่มๆคุยกันอย่างร่าเริงแจ่มใส

ทันใดนั้น ไฟกลางเวทีสว่างพรึบขึ้น อรุณศรี ยืนอยู่กลางเวทีในชุดราตรีสวยสง่า ความเด่นของเธอ เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงานมองกันเป็นตาเดียว ทั้งห้องเงียบกริบโดยเฉพาะหนุ่มๆ มองเธอเหมือนถูกตรึง

บนเวทีเหลือแต่อรุณศรีเด่นเป็นสง่าคนเดียว เมื่อแดนเซอร์พากันวิ่งไปหลังเวทีหมด เธอพูดผ่านไมค์ไร้สายที่ติดอยู่กับตัวด้วยน้ำเสียงใส กังวาน มีเสน่ห์น่าฟังว่า

“ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่อาณาจักร “เอ็ม กรุ๊ป”

ผู้นำยานยนต์ ที่ตอบสนองความฝันของผู้ที่รักความเร็ว และลุ่มหลงในความงามของนวัตกรรมยานยนต์”

ในความนิ่งงันของแขกในงานนั้น มีเพียงหนุ่มเดียวที่มีการเคลื่อนไหว เขาใส่สูทเรียบเก๋ เท้าเดินช้าๆ แต่สายตาจับจ้องอยู่บนเวที แววตานิ่งขรึมแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจมีรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

เขาคือ “กริชชัย” หนุ่มหล่อ มาดขรึม แต่แฝงไว้

ด้วยความละเอียดอ่อน โรแมนติก และเป็นสุภาพบุรุษ

อรุณศรียังคงตรึงความสนใจของแขกในงานอยู่บนเวทีด้วยน้ำเสียงมีเสน่ห์ชวนฟังว่า

“เอ็ม กรุ๊ป ถือกำเนิด เติบโต และยืนหยัดอยู่ในวงการมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ...”

กริชชัยยังคงมองอรุณศรีที่ทำงานอยู่บนเวทีอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยความชื่นชม...อดไม่ได้ที่จะคิดถึง...เมื่อ 10 เดือนก่อนหน้านี้...

ooooooo

วันนั้น กริชชัยอยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืดเก๋ๆ กางเกงยีนส์สุดเท่ เขาถือสมุดสเก็ตภาพหลวมๆสบายๆเดิน อยู่ที่ระเบียงชั้น 5 ที่เปิดโล่ง แต่ขณะเขาเลี้ยวมุมตึกนั่นเอง ชนกับคุณป้าคนหนึ่งที่ใส่แว่นหนาเตอะ จนสมุดหลุดมือ ตกที่พื้น

ทันใดนั้นลมพัดวูบเข้ามาทำให้สมุดเปิดออก ภาพสเก็ตรูปรถยนต์มากมายที่ซ้อนอยู่ในสมุดปลิวกระจายว่อน

กริชชัยรีบวิ่งเก็บรูป คุณป้าคนนั้นก็ช่วยเก็บด้วย แต่ก็มีภาพสเก็ตรูปรถนานาชนิดจำนวนไม่น้อยที่ปลิวลงไปที่สวน กริชชัยชะโงกมองลงไปด้วยความเป็นห่วง...เสียดาย

แต่มีสิ่งที่ดึงความสนใจของเขาไปจนลืมภาพสเก็ตที่ปลิวลงไป คือ อรุณศรี หญิงสาวในชุดทำงานทะมัดทะแมง เซ็กซี่นิดๆกำลังวิ่งไล่เก็บภาพเหล่านั้นเอาจริงเอาจังด้วยความห่วง...หวงราวกับเป็นของมีค่าสำหรับเธอ...เขามองเธออย่างแปลกใจ

กริชชัยวิ่งจากชั้น 5 ลงมา ถึงชั้น 3 เขามองลงไปเห็นหญิงสาวถอดรองเท้าลุยลงไปในบ่อน้ำเพื่อเก็บภาพที่ตกลงไป เขาร้องเฮ้ย...อย่างทึ่ง ครั้นวิ่งลงไปถึงชั้น 2 มองลงไป เห็นเธอกำลังปีนต้นไม้เพื่อเก็บภาพที่ค้างอยู่บนกิ่งไม้ เขาอุทานเสียงดัง

“เฮ้ยยยยย” ทั้งทึ่งและประทับใจ ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว พอนึกได้ก็รีบลงไปที่ชั้น 1 ตรงไปที่สวนทันที

วิ่งลงมาถึงสวน  กวาดตามองไปรอบๆ  เห็นแต่ รปภ.กำลังวางกระดาษภาพสเก็ตที่เปียกน้ำผึ่งไว้ที่ม้านั่ง ส่วนแผ่นที่แห้งแล้วถูกจัดวางไว้รวมกันอย่างเรียบร้อย กริชชัยวิ่งไปถาม รปภ.ว่า

“ผู้หญิงคนที่เก็บภาพพวกนี้อยู่ไหน?”

ooooooo

เมื่อผ่านไปที่ห้องสอบสัมภาษณ์ กริชชัยเห็นอรุณศรีกำลังพูดถึงสมรรถนะของรถมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ตที่จอดอยู่ โดยมีเบญลี่ เลขาของเขา และพนักงานอีกสองคนนั่งฟังและคอยให้คะแนน

อรุณศรีพูดอย่างฉะฉานคล่องแคล่วด้วยบุคลิกที่มั่นใจ สวยสง่า มีเสน่ห์ในขณะพูด ชายหนุ่มยืนดูอยู่นอกห้องด้วยความสนใจ ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมานิดหนึ่งก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือ มากดข้อความและส่งให้เบญลี่ทันที

หลังจากเบญลี่ได้รับข้อความจากโทรศัพท์แล้ว ถามอรุณศรีที่นั่งรอสัมภาษณ์อยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงงงๆนิดๆว่า

“เมื่อครู่ มี รปภ.แจ้งว่า คุณวิ่งเก็บกระดาษอยู่ในสวน เราอยากรู้เหตุผลว่า คุณวิ่งเก็บกระดาษพวกนั้นทำไม”

กรรมการอีกสองคนหันมองเบญลี่งงๆ กับคำถามนั้น เบญลี่อ่านสายตานั้นออก ตอบด้วยสายตาทำนองว่าตนก็งงเหมือนกัน แต่อรุณศรีที่ถูกสัมภาษณ์ไม่งง เธอตอบฉะฉาน มั่นใจ ชัดถ้อยชัดคำว่า

“ฉันเสียดายค่ะ เพราะรูปพวกนั้นมันสวยมาก คนวาดคงจะตั้งใจวาดมันขึ้นมา ถึงฉันจะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่ฉันคิดว่าเขาคงไม่อยากให้มันเสียหาย”

กริชชัยที่แอบฟังอยู่ รับรู้โดยสัญชาตญาณว่า อรุณศรีตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาไร้มารยาปรุงแต่ง เขายิ่งตั้งใจฟัง

“ฉันก็แค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำในสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดค่ะ”

อรุณศรีตอบยิ้มๆสบายๆ กริชชัยที่แอบดูแอบฟังอยู่พลอยยิ้มไปด้วย เบญลี่เหลือบเห็นเขาพอดีอุทานเรียก “ท่านค่ะ” อรุณศรีหันไปตามสายตาเบญลี่ แต่ไม่เห็นใคร ได้แต่นึกแปลกใจว่า “ท่านไหน?”

กริชชัยที่หลบมุมอยู่ค่อยๆ ยิ้มออกมาบางๆ...จนยิ้มเต็มหน้าอย่างถูกใจ...

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ 10 เดือนก่อน...

ooooooo

จนวันนี้ ภาพอรุณศรีที่ยืนอยู่บนเวที พูดจาฉะฉาน มั่นใจด้วยท่าทีสง่างามและมีเสน่ห์ ก็ยิ่งทำให้กริชชัยมีความรู้สึกพอใจยิ่งขึ้น ชายหนุ่มยืนฟังเธอพูดต่อด้วยสีหน้าชื่นชม...

“และในวันนี้...ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญของพวกเราชาว เอ็ม กรุ๊ป ก้าวที่เราภาคภูมิใจ และถือเป็นก้าวใหม่ที่จะพา เอ็ม กรุ๊ป ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง”

ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่จัดอีเวนต์เดินมาเชิญเขาเข้าประจำที่ กริชชัยพยักหน้ารับ กระชับสูทและเดินตามไปเป็นจังหวะที่อรุณศรีพูดบนเวทีด้วยน้ำเสียงแจ่มใสชัดถ้อยชัดคำว่า

“ขอเชิญทุกท่านพบกับประธานกรรมการบริหารคนใหม่ ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งอาณาจักร เอ็ม กรุ๊ป คุณกริชชัย พงษ์โภคิน”

อรุณศรีผายมือไปด้านหลังแล้วเดินเลี่ยงลงข้างเวที เสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้น และเสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ก็กระหึ่มขึ้นพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คันโตเกือบ 10 คันทยอยเคลื่อนขึ้นมาบนเวทีอย่างเท่ อลังการจนตรึงคนทั้งห้องมองกัน

ครู่เดียวรถมอเตอร์ไซค์ก็ค่อยๆ เคลื่อน คลี่ออกเผยให้เห็นกริชชัยยืนอย่างสุดเท่อยู่กลางเวที กล้องโทรทัศน์มากมาย แสงแฟลชวูบวาบ กระหน่ำถ่ายกันเต็มที่

เบญลี่ถือกล้องระดมถ่ายรูปกริชชัยทุกแง่ทุกมุมอย่างเมามัน อรุณศรีมองเบญลี่และบรรดาสาวๆที่มองกริชชัยตาแป๋วตาเป็นมันก็รับรู้ถึงความเด่นดังของเขา แม้แต่เบญลี่ก็ยังไม่ยอมหยุดแม้วินาทีเดียว เมื่อตนเดินไปสมทบและจะคุยด้วย เบญลี่พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า

“เดี๋ยวก่อนแอ๊ว นาทีนี้อย่าเพิ่งกวน พี่ขอเก็บรูปท่านประธานก่อน ส่วนเธอไว้ทีหลัง”

อรุณศรีหรือแอ๊วที่เบญลี่เรียกอย่างกันเอง ได้แต่มองแล้วส่ายหน้ากับความเห่อเจ้านายของเธอเห็นความเด่นดังของกริชชัยแล้ว อรุณศรีก็อดนึกถึงวันที่พบเขาครั้งแรกเมื่อ 10 เดือนก่อนไม่ได้

ooooooo

วันนั้น เธอเริ่มงานเป็นวันแรก อรุณศรีรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ เบญลี่พาเธอเดินคุยไปแนะนำตัวและสถานที่ไปว่า ตนชื่อเบญลี่เป็นเลขาท่านประธาน อรุณศรี บอกว่าตนชื่อ “แอ๊วค่ะ” จากนั้นเบญลี่ก็เรียกเธอว่าแอ๊วอย่างติดปาก แนะนำว่า

“โอเค...น้องแอ๊วเป็นพนักงานคนแรกที่เข้ามาทำในตำแหน่งประชาสัมพันธ์พิเศษ เรื่องรายละเอียดการทำงานพี่จะค่อยๆบอก วันนี้วันแรก คงไม่มีอะไรมาก ไป...พี่จะพาไปที่โต๊ะ”

ขณะเดินตามเบญลี่ไปนั้น กริชชัยในชุดสูทดูขรึมเท่ เดินออกมา เขามองตามอรุณศรีไปอย่างสนใจ จนอรุณศรีรู้สึกว่ามีคนมองตนอยู่ หันขวับไปเจอกริชชัยมองอยู่จริงๆ กริชชัยมองนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาแล้วเดินไปเสียงั้น อรุณศรีมองตามงงๆไม่เข้าใจสายตาสงบนิ่งคู่นั้น

จนมานั่งในห้องประชุมร่วมกับพนักงานอีก 3-4 คน ครู่หนึ่งเธอรู้สึกอีกแล้วว่ามีคนมองตนอยู่ พอหันขวับไปเจอกริชชัยมองอยู่จริงๆ แล้วเขาก็มองไปทางอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อรุณศรีเริ่มผิดสังเกต เพราะถูกมองสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน นึกสงสัยว่าชายหนุ่มมาดนิ่งดูดีคนนี้เป็นใคร?

ต่อมา ที่หน้าออฟฟิศขณะเธอจะเดินเข้าไปก็รู้สึกมีคนมองอยู่ หันไปที่ร้านกาแฟหรูข้างออฟฟิศเห็นกริชชัยมองอยู่จริงๆ แต่พอเธอมองไปเขาก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อะไรกันเนี่ย...อรุณศรีเริ่มเอะใจกับการถูกแอบมองเป็นครั้งที่สาม

แล้วก็มีครั้งที่สี่อีกจนได้ ขณะที่เธอกำลังพรีเซนต์รถยนต์รุ่นใหม่อย่างตั้งใจ รู้สึกว่ามีคนมองตนอยู่ ครั้นมองขึ้นไปที่ชั้นบนก็เห็นกริชชัยยืนมองอยู่ แต่พอสบตากันเขาก็หันหน้าหนีแล้วเดินไปทางอื่น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกตามเคย

อรุณศรีเริ่มรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีแปลกๆ ของชายหนุ่ม

นั่นคือ เหตุการณ์หลายๆครั้งที่ทำให้อรุณศรีเริ่มสะกิดใจ กับชายหนุ่มคนนี้

ooooooo

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะเธอนั่งเขียนสคริปต์ แต่เขียนแล้วไม่ถูกใจขยำปาใส่ถังขยะ แต่ปาไม่เข้าตกเกลื่อนอยู่ข้างถัง ครั้นจะก้มลงเก็บ ปรากฏว่ากริชชัยมาเก็บใส่ถัง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังยกถังเข้าไปวางใกล้ๆ เพื่อเธอจะปาลงถังได้แม่นๆ อรุณศรีเงยหน้ามอง

ฟึ่บ! หน้ากับหน้าใกล้กันจนเธอตกใจ แต่ที่แปลกคือแอบตื่นเต้นกับหน้าที่ใกล้จนเกือบสัมผัสกัน เธอรีบเลื่อนเก้าอี้ออกห่าง กริชชัยเห็นแล้วพยายามกลั้นยิ้ม อรุณศรีมองหน้าเหมือนจะรอฟังคำพูดจากเขา แต่แล้วก็แป่ว...เพราะเขาเพียงแค่มองหน้าอึดใจเดียวแล้วหันหลังเดินไป
อรุณศรีหมดความอดทน ลุกพรวดไปยืนขวางหน้า ถามห้วนๆว่า “คุณมีปัญหาอะไรกับฉันรึเปล่าคะ?”

“ทำไมผมต้องมีปัญหากับคุณ” น้ำเสียงเรียบจนเย็นชาของเขา ทำให้อรุณศรียิ่งไม่พอใจ ยืนยันว่าเห็นเขาแอบมองตนมานานแล้ว ถามไม่ยั้งปากว่า เขามีอะไรกับตนหรือเปล่า

กริชชัยหน้าร้อนวาบขึ้นมา ยืนอึ้ง พูดไม่ออก แต่ใจเต้น ตุ๊มต่อม...ตุ๊มต่อม...อรุณศรีได้ทีเอามือกอดอกรุกอย่างนักเลงว่า

“ถ้าคุณมีปัญหาอะไร คุยกันตรงๆ ก็ได้นะคะ

แอบมองฉันแบบนี้ ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือถ้าคุณคิดอะไรที่มัน...เอ่อ...อย่างนั้นน่ะ...ฉันขอบอกก่อนเลยนะว่าฉันมีแฟนแล้ว”

กริชชัยใจเต้นแรงพยายามคุมเสียงไม่ให้ตื่นเต้น รีบชี้แจงว่า “ขอบคุณที่บอก...และผมขอโทษถ้าทำให้คุณรู้สึกว่าโดนคุกคาม แต่ทุกอย่างที่ผมทำ....ผมทำตามหน้าที่”

“หน้าที่อะไรคะ” อรุณศรีเปลี่ยนจากกอดอกเป็นเท้าเอว ลอยหน้าพูดกวนๆว่า “อย่าบอกนะว่าคุณมีตำแหน่งเป็นกล้องวงจรปิดของบริษัท”
ทันใดนั้นเอง เบญจาเข้ามาเรียกอย่างรีบร้อน

“ท่านประธานคะ ท่านประธาน...ที่ประชุมพร้อมแล้วค่ะ เชิญท่านประธานที่ห้องประชุมได้เลยค่ะ”

อรุณศรีรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้ามึน อึ้ง ตะลึงงัน มองหน้ากริชชัยอีกครั้งพึมพำเหมือนละเมอ “คุณ...”

“ใช่ ผมเอง กริชชัย พงษ์โภคิน ซีอีโอของที่นี่” อรุณศรีมือตกจากเอว ยืนอึ้ง มองเหวอ พูดไม่ออก “ส่วนคุณ อรุณศรี ไตรสถาพร เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์พิเศษ” กริชชัยพูดชัดถ้อยชัดคำ

“โห...เต็มยศเลย...” อรุณศรีพึมพำในลำคอ แล้วยืนหน้าซีดจ๋อยสนิท กริชชัยพูดต่อเรียบๆ แต่มีอำนาจว่า

“เดี๋ยวคุณเข้าประชุมด้วยในงานเลี้ยงเปิดตัวผม คุณมีงานสำคัญต้องทำ”

“เอ่อ...ค่ะ...” เสียงตอบรับเบาๆ ด้วยท่าทีอ่อนน้อม อิหลักอิเหลื่อ ทั้งเขิน ทั้งอาย ทั้งเสียหน้า

สั่งงานแล้วกริชชัยเดินนำไป เบญลี่รีบเดินตาม แต่หันมาลากอรุณศรีที่ยืนจ๋อยอยู่ตรงนั้นติดมือไปด้วย

จนวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปถึง 10 เดือนแล้ว แต่ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจของอรุณศรีก็ยังไม่หายไป

ooooooo

กริชชัยยืนอยู่บนโพเดียม แม้จะเห็นแค่ช่วงอกขึ้นไป เขาก็ยังดูดีมาก เมื่อเสียงดนตรีเบาลง  เขาเตรียมพูด ทุกคนในห้องพากันเงียบ

ไม่ทันที่กริชชัยจะพูดอะไร เสียงมือถือก็ดังขึ้น เสียงอยู่ใกล้ๆ เขาชะงักปรายตาไปทางต้นเสียง เป็นตำแหน่งที่  “ธีธัช” ยืนเป็นบอดี้การ์ดห้อมล้อมเขาอยู่ ธีธัชรู้ตัวยิ้มแห้งๆ รู้สึกผิดหน่อยๆ รีบกดปิด แล้วหันไปเหล่ยิ้มหลีพวกสาวๆ ที่อยู่หน้าเวทีต่อ กริชชัยพยายามสงบใจ เริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า

“ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานในวันนี้....”

อรุณศรียืนอยู่กับเบญลี่ เธอเอนตัวมาถามเบญลี่ทั้งที่ตายังมองธีธัชอยู่ว่า โมเดลคนนี้มาจากไหน ไม่มีมารยาทเลย เอามือถือขึ้นเวทีแล้วยังเปิดไว้อีก

“คนนี้ไม่ใช่นายแบบจ้ะ แต่เป็นเพื่อนสนิทของคุณกริช” เบญลี่กระซิบบอก พออรุณศรีพึมพำว่าเพื่อนสนิท เบญลี่ก็ลากเสียงยาวว่า “มากกกกกกก ชื่อคุณธีธัช พี่เห็นหล่อดีเลยเชิญมาเป็นนายแบบกิตติมศักดิ์”

อรุณศรีมองธีธัชไม่วางตา เห็นเขายิ้มหวานหว่านเสน่ห์ให้สาวๆ หน้าเวที และที่สำคัญ ตรงหน้าเวทีมีเกย์ล่ำรสนิยมดียืนจ้องจิกธีธัชตาเป็นประกายอยู่ อรุณศรีพยักหน้าพึมพำคิดว่ากริชชัยกับธีธัชมีอะไรกันอยู่ว่า

“เห็นเนี้ยบๆ เฮี้ยบๆ ที่แท้ประธานก็แนวนี้นี่เอง...” อรุณศรียิ้มเมื่อคิดว่าตัวเองรู้จักตัวตนของกริชชัยแล้ว

ooooooo

กริชชัยยังคงยืนพูดอยู่กลางเวทีด้วยความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยมต่อไปว่า

“แนวทางการทำงานของเราคือ มุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ แต่อยู่ร่วมกันแบบครอบครัว ลูกค้าทุกคนคือเพื่อน คือญาติ พี่น้องผู้มีความรักในรถและเครื่องยนต์เหมือนพวกเรา เอ็ม กรุ๊ป คือภาพสะท้อนในทุกๆด้าน ของคนในสังคมปัจจุบัน”

ระหว่างนั้น ธีธัชที่ยังอยู่บนเวที ก็ส่งสายตาให้สาวเอ็กซ์หมวยไม่สวยนักที่มองตนอยู่ ทั้งสองส่งสายตาให้กัน แต่กริชชัยก็ยังคงพูดต่ออย่างมีสมาธิว่า

“พวกเราทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีวิต และมีรถในฝันสักคันเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ...”

แม้จะหลีสาวอยู่แต่ธีธัชก็ฟังที่กริชชัยพูด พอกริชชัยพูดทิ้งท้าย ธีธัชก็ปรบมือนำทำตัวเป็นหน้าม้าเต็มที่ ทุกคนปรบมือตาม เสียงกรี๊ด เสียงเป่าปาก หัวเราะกันด้วยความสะใจ ถูกใจกับคำพูดของกริชชัย

อรุณศรีถือขวดแชมเปญขึ้นมายืนข้างๆ กริชชัยยิ้มนิดๆ กับบรรยากาศคึกคักฮึมเหิมในงาน

ธีธัชยังคงตั้งหน้าตั้งตาปรบมือไม่หยุด ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของเขาสว่างวาบขึ้น ธีธัชมองหน้าจอเห็นรูปหน้าของ “วัชระ” พร้อมกับชื่อ “ไอ้วัช” เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเขา

ooooooo

ที่ถนนสายหนึ่งที่ค่อนข้างจอแจ วัชระนั่งอยู่ในรถ กดวางโทรศัพท์บ่นอย่างหงุดหงิดว่า

“ทำไมไอ้ธีมันไม่รับสายวะ หลีหญิงชัวร์” พอมองไปบนท้องถนนก็ยิ่งหงุดหงิด “ติดอะไรเนี่ย คนยิ่งรีบๆอยู่”

ที่ข้างหน้าเขา รถสามสี่คันติดกันเป็นพืด ธีธัชเบี่ยงออกทางขวา จึงเห็นว่า มีรถสปอร์ตสีดำราคาแพงจอดอยู่ มีรถกระบะจอดเทียบ ทั้งสองคันเปิดไฟฉุกเฉิน

หญิงสาวในชุดดำรัดรูป ร่างผอมผิวขาวราวกับหยวกกล้วย ตัดผมสั้นจนดูแทบไม่ออกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย กำลังยืนเอามือเท้าเอวด่าชายฉกรรจ์ที่เป็นคนขับรถกระบะอยู่ฉอดๆๆ ต่างเถียงกันว่าตนไม่ผิด ฝ่ายรถกระบะเถียงว่าตนไม่ผิด เพราะตนเปิดไฟขอทางแล้ว นึกว่าให้ตนเสียบเข้าได้ ตบท้ายว่า “ไม่คิดว่าจะไม่มีน้ำใจ”

“อ้าววววว พูดยังงี้ได้ไง เล่นแทรกเข้ามาแบบไม่มีมารยาท เปิดไฟระยะประชิดแบบนี้ ใครจะมองเห็น โธ่เอ๊ย... พูดออกมาได้ว่าไม่มีน้ำใจ ยังกะตัวเองดีนักนี่ ทำผิดแล้วยังจะมายืนว่าคนอื่น ขอโทษสักคำก็ไม่มี!”

วัชระเห็นท่าทางนักเลงก๋ากั่นของเธอแล้วพึมพำสยองนิดๆ ว่า “โห...ผู้หญิงหรือผู้ชายวะเนี่ย...แรง!”

วัชระมองไปเคลื่อนรถไปด้วย มองหญิงสาวเหมือนถูกสะกดไว้ไม่รู้ตัว

เธอคือ สุพรรณิการ์หรือฝ้าย สาวเท่ ก๋ากั่น เปรี้ยว ปากร้ายใจนักเลง นั่นเอง...

ooooooo

ที่ห้องจัดงานของเอ็ม กรุ๊ป กริชชัยพูดทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น ด้วยน้ำเสียงที่มีพลังว่า

“ในฐานะประธานกรรมการบริหารของเอ็ม กรุ๊ป ผมจะพาทุกคนเดินหน้าต่อไป และเราจะเดินไปด้วยกัน...ขอบคุณครับ”

เสียงปรบมือดังกึกก้อง กริชชัยหันไปรับขวดแชมเปญจากอรุณศรี มองเธอตาเป็นประกายแวบหนึ่ง จึงเขย่าขวดและเปิดดังป๊อกกก ฟองแชมเปญพุ่งกระฉูด ดนตรีรับอย่างสนุกสนาน จากนั้น กริชชัยรินแชมเปญใส่แก้วที่วางเรียงไว้อย่างสวยงาม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง ยาวนาน เร้าใจด้วยเสียงดนตรีกระหึ่มคึกคัก

เสียงมือถือของธีธัชดังขึ้นอีก เขาหันหลังหยิบโทรศัพท์มาดู เป็นสายจาก “ไอ้วัช” อีกแล้ว

ooooooo

วัชระยังคงเคลื่อนรถช้าๆ อย่างลุ้นว่าคู่กรณีจะลงเอยกันอย่างไร สุพรรณิการ์ยังคงพูด ฉอดๆๆว่า ทีแรกว่าจะไม่เอาเรื่องต่างคนต่างซ่อม แต่ปากแบบนี้ก็รอตำรวจแล้วกัน ประกันไม่ต้องแล้ว

วัชระค่อยๆ เบี่ยงรถเข้าเลนเดิมหักเข้าไปที่หน้ารถของสุพรรณิการ์ เพราะมัวแต่มองเธอและใจลุ้นผลการโต้เถียงกัน ทำให้รถแฉลบเข้าเฉี่ยวสะโพกเธอ เป็นเรื่องทันที! สุพรรณิการ์หันขวับราวกับงูจะฉก ร้อง “เฮ้ยยยย!”

“โครม!” เสียงชนพร้อมกับรถสะเทือน ทำให้วัชระร้องลั่น “เฮ้ยยยย!” รถเขาถูกรถคันหลังพุ่งชนเพราะเบรกไม่ทัน แต่พอเขาหันมอง รถคันนั้นก็เบี่ยงออกแล้วตะบึงหนีไปต่อหน้าต่อตาเสียแล้ว

เจอรถชนแล้วหนี วัชระไม่ทันหายมึน หันกลับมาก็เจอสุพรรณิการ์ยืนเท้าสะเอวจ้องด้วยแววตาพิฆาต นึกสยองในใจ พลันก็ได้ยินเสียงแหวมา “ขับรถประสาอะไรหา!” พริบตานั้นก็พรวดเข้าทุบหน้ารถเขาอย่างแรง จนรถกระเพื่อม จ้องหน้าวัชระราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รถกระบะคู่กรณีฉวยโอกาสนั้นขับหนีไป

ooooooo

เมื่อคู่กรณีของสุพรรณิการ์และวัชระต่างหนีไปแล้ว ทั้งสองเลยหันมาเป็นคู่กรณีกันเอง แม้จะทะเลาะโต้เถียงกับเจ้าของรถกระบะมานานแล้ว แต่อารมณ์ของสุพรรณิการ์ก็ยังแรงมาก หลังจากทะเลาะโต้เถียงกันแล้ว สุพรรณิการ์บ่นตำรวจว่าหายไปไหนหมด สถานีก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง มายากมาเย็น ทีที่ด่านเก็บเงินล่ะยืนกันแน่นเลย

วัชระฉุนกึกทันที หาว่าเธอมีความผิดเพราะหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน สุพรรณิการ์ย้อนถามว่าตนพูดความจริงผิดตรงไหน เขาเป็นตำรวจหรือถึงได้เดือดร้อนแทน

“ผมเป็นตำรวจ” วัชระแสดงตัว

“อ๋ออออ...เหรอ ดีเลย งั้นช่วยเชิญเพื่อนๆ คุณมาช่วยเคลียร์หน่อยได้ไหมคะคุณตำรวจ ฉันจะได้ไม่โดนชนบั้นท้ายฟรี แถมคู่กรณีฉันก็เผ่นแน่บไปแล้ว ช่วยบอกให้รีบมาหน่อยนะคะ เพราะฉันต้องรีบไป”

“ผมก็ต้องรีบไปเหมือนกัน และคู่กรณีที่ชนท้ายรถผมก็หนีไปแล้ว จะว่าไปคุณกับผมก็เหมือนกัน ถือว่าเจ๊า!”

สุพรรณิการ์ไม่ยอมเจ๊าด้วย เพราะตนเป็นคนเสียหายฝ่ายเดียวที่ถูกเขาชนบั้นท้าย สั่งให้เขาถอนคำพูด วัชระบ่นงึมงำว่า อะไรกันนักหนาวะ แต่ก็ยอมถอนคำพูดให้หมดเรื่องไป ทั้งยังเป็นฝ่ายรับผิดและขอรับผิดชอบเอง หยิบนามบัตรส่งให้ตัดบทว่า

“ตอนนี้แยกย้ายกันไปก่อน รถติดใหญ่แล้ว มีอะไรโทร.มา ผมไม่หนี”

แต่พอวัชระจะไป เธอเรียกไว้ พอเขาหันมาเธอถ่ายรูปเขาด้วยมือถือ และถ่ายรูปทะเบียนรถไว้ด้วย บอกว่า

“เก็บไว้เป็นหลักฐาน ถ้าฉันไปเอกซเรย์ก้นแล้วมีปัญหากระดูกแตก กระดูกเคลื่อน ฉันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณ” เธอเอานามบัตรของเขาในมือชี้หน้าปราม

วัชระถึงกับอึ้งในความแรงไม่มีตกของเธอ พอสุพรรณิการ์ขับรถออกไป เขาพึมพำทึ่ง “ผู้หญิงเหรอวะเนี่ย?”

ooooooo

วัชระโทร.หาธีธัชอีก เจ้าตัวกำลังเล่นบีบีกับสาวหมวยสวยเอ็กซ์ที่ส่งสายตากันเมื่อครู่อย่างสนุกสนาน พอเห็นวัชระโทร.เข้ามา ธีธัชก็ขอตัวไปคุยกับเพื่อนก่อน แต่ไม่วายอ่อยทิ้งไว้ว่า “แล้วค่อยคุยกัน”

วัชระโทร.มาโวยใส่เพื่อนว่ามัวทำอะไรอยู่กว่าจะรับสายได้ แล้วตอนนี้อยู่ไหน เลยถูกธีธัชด่ากลับเอาว่าตัวเองมาช้าแล้วยังมาโวยใส่เพื่อนอีก แล้วนัดให้มาพบกัน บอกว่าตอนนี้กริชชัยกำลังถ่ายรูปปิดงานอยู่ เร่งให้มาไวๆด้วย

ภายในบริเวณจัดงาน กริชชัยกำลังถ่ายรูปกับผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ อยู่ มีอรุณศรีมายืนเป็นไม้ประดับด้วย เธอยืนห่างจากกริชชัยมีคนอื่นคั่นอยู่สองสามคน เมื่อถ่ายผู้บริหารเซตแรกเสร็จ เบญลี่ก็ร้องขออย่างตื่นเต้นว่า

“คุณกริชคะ ขอรูปคู่กับแอ๊วหน่อยค่ะ จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก” เบญลี่ทำเป็นปล่อยมุกแล้วขำคิกๆ พลางวิ่งเข้ามาจัดให้ อรุณศรีขยับเข้าใกล้กริชชัย เมื่ออรุณศรีขืนตัว กริชชัยบอกว่าขยับเข้ามาหน่อย ตนไม่ใช่คนถือตัว

“คุณไม่ถือแต่อาจจะมีบางคนไม่พอใจก็ได้นะคะ” อรุณศรีพูดปรายตายิ้มกริ่มไปทางธีธัชที่ยืนอยู่ในกลุ่มนักข่าวใช้มือถือถ่ายรูปให้กริชชัยด้วย ร้องบอกให้ท่านประธานยิ้มหน่อย เบญลี่ก็บอกให้ยิ้มหน่อย

อรุณศรียิ้มสดใสในขณะที่กริชชัยก็ยิ้มนิดๆแต่พอเท่ เบญลี่ถ่ายรัวไปหลายรูป ส่วนธีธัชเลือกถ่ายเป็นบางท่า โดยเฉพาะตอนที่กริชชัยแอบมองอรุณศรีแล้วยิ้มที่มุมปากแบบปลื้มเอามากๆ ธีธัชถ่ายรูปไว้แล้วมองเพื่อนรักอึ้งๆ พึมพำเบาๆ

“เฮ้ย...ไอ้กริช...”

“มันชอบผู้หยิงคนนี้ชัวร์” เสียงวัชระแทรกขึ้น ทำเอาธีธัชตกใจถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่

ooooooo

งานเลิกแล้ว สามหนุ่มอันได้แก่ กริชชัย ผู้เงียบขรึม มาดนักธุรกิจที่ดูดีมีสง่า ร้อยตำรวจเอกวัชระ ตำรวจหนุ่มเลือดร้อน ปากร้ายใจนักเลง และธีธัช หนุ่มเจ้าเสน่ห์ หล่อ ปากหวาน คุยสนุกแต่มีความหยิ่งทะนงในความหล่อของตัวเอง สามหนุ่มสามสไตล์ไปนั่งคุยกันสบายๆ ที่มุมหนึ่งในโรงแรม

ธีธัชกับวัชระช่วยกันอำกริชชัยว่า ชอบอรุณศรี เพราะเขาไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนด้วยสายตาแบบนี้ ธีธัชยังเอาหลักฐานที่ตนถ่ายไว้มายืนยัน จนกริชชัยเถียงไม่ออก เพื่อนๆ เลยตีขลุมถามว่านานแล้วรึยัง

“ก็...ตั้งแต่เขาเริ่มเข้ามาทำงาน” กริชชัยยอมรับเขินๆพอเพื่อนซักว่านานแค่ไหน เขาบอกว่า “ก็...เกือบปี”

“โหยยยยย...” เพื่อนรักทั้งสองร้องพร้อมกัน วัชระถามว่าแล้วทำอะไรบ้างรึยัง พอกริชชัยส่ายหน้า เพื่อนเลยร้องอีก “โหยยยย...” หนึ่ง วัชระยุว่า จะรออะไร จีบเลย

“ไม่ได้...ฉันจีบเขาไม่ได้” กริชชัยเสียงอ่อยๆ ทั้งสองถามว่าทำไม กริชชัยได้แต่นั่งอึดอัดใจ ไม่รู้จะบอกเพื่อนยังไงดี

ooooooo

เวลาเดียวกัน อรุณศรีกำลังไปนั่งที่ร้านอาหารเกาหลีกับปรานต์ที่คบหากันมาสามสี่ปีแล้ว ปรานต์เป็นหนุ่มหน้าตาดี แต่อารมณ์ร้อน และที่สำคัญคือเขาทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

เมื่อสั่งอาหารมาแล้ว เขากลับเลื่อนกิมจิถ้วยโตมาให้อรุณศรี อ้างว่าเธอกำลังลดความอ้วน ส่วนเนื้อ หมูสไลด์อย่างดีเอาไว้หน้าตัวเอง ปากหวานว่า

“แอ๊วลดความอ้วนอยู่ไม่ใช่เหรอนี่ก็ดึกแล้ว กินผักนั่นแหละดีแล้ว กิมจิร้านนี้อร่อยนะ รับรองแอ๊วต้องชอบ”

อรุณศรีเคยชินกับความปากหวานของเขา ฟังมาจนเบื่อแล้ว บอกว่ารับรองแบบนี้ทั้งปี แล้วจิ้มกิมจิกินเซ็งๆ

ระหว่างนั้น ปรานต์ยังปรารภว่าไม่อยากให้เธอทำงานนี้ เป็นพริตตี้แบบเก่าก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องตอกบัตรไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง กลับดึก แต่อรุณศรีต้องการทำงานประจำที่มั่นคงมีเงินเดือนตายตัวไม่ต้องคอยลุ้น

ปรานต์คุยโวตามเคยว่า ถ้าตนรวยเมื่อไรจะไม่ให้เธอทำงาน ตนจะเลี้ยงเองขอเวลาหน่อย ฐานะมั่นคงเมื่อไหร่จะไปขอเธอกับพี่โอบบุญพี่ชายเธอทันที

อรุณศรีเลยแกล้งถามว่าเราคบกันมากี่ปีแล้ว พอปรานต์บอกว่าสามสี่ปี เธอถามอีกว่าแล้วปรานต์พูดแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว เขาบอกว่าก็ต้องการพูดย้ำเพื่อให้เธอมั่นใจว่าตนไม่ลืมเท่านั้นเอง

“แต่ก็ไม่เคยทำได้...” อรุณศรีพูดเบาๆ พอปรานต์ถามว่าพูดอะไร เธอตัดบทว่ารีบกินเถอะ ถ้าไม่รีบกินตนจะแย่งกิน ปรานต์ร้องเสียงหลงว่าไม่ได้ มีแต่หนังมีแต่มัน ให้เธอกินผักไปน่ะดีแล้ว ส่วนพวกนี้ตนจัดการเอง ว่าแล้วก็คีบ เนื้อย่างกินอย่างมีความสุข ส่วนอรุณศรีก็จิ้มกิมจิกินไปเซ็งๆ

ooooooo

สามหนุ่ม ยังนั่งดื่มนั่งคุยกันประสาชายหนุ่มที่เดิม ทั้งวัชระและธีธัชต่างลุ้นให้กริชชัยจีบอรุณศรี เมื่อเขาบอกว่าเธอมีแฟนแล้ว ธีธัชบอกว่าอาจจะไม่จริงก็ได้ อาจเป็นเพียงการเช็กเรตติ้งสร้างกระแสก็ได้

“ถูก! เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมาก จีบเลย” วัชระยุ ส่วนธีธัชก็สั่งลุยอย่างเดียวไม่ต้องรอ

“นี่ๆแกสองคนพอเลย ไม่ต้องมายุ เรื่องของฉัน ฉันจัดการเอง แกสองคนเอาตัวเองให้รอดก่อนเหอะ อีกคนก็คั่วคนโน้นทีคนนี้ที ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ส่วนอีกคนก็กลัวแฟน!”

วัชระกินปูนร้อนท้องถามว่าใครกลัวแฟน ไม่ทันที่กริชชัยจะพูดอะไร มือถือของวัชระก็ดังขึ้น เขายกดูปรากฏชื่อ “เนตรนภัส” ตามด้วย “ที่รัก” วัชระรีบกดปิดเสียงแล้วคว่ำโทรศัพท์ลง พูดแก้เกี้ยวกับเพื่อนๆ ว่า “ไม่รับ ไม่อยากคุย”

“โหยยยยย...” กริชชัยกับธีธัชร้องพร้อมกัน แล้วธีธัชก็พูดหยอกเพื่อนรักว่า

“ใครบอกไอ้วัชกลัวแฟน ดูซะก่อน เข้มมากๆ!”

ทั้งกริชชัยและธีธัชหัวเราะกันเอิ้กๆ วัชระทำเป็นหยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบด้วยมาดเข้ม ทั้งๆที่ใจหวั่นๆกับการบังอาจไม่รับสายเนตรนภัส แอบถามว่าเองว่า...จะโดนบ่นไหมวะเนี่ย?

ooooooo

เนตรนภัสหรือแหนม กดวางสายด้วยความหงุดหงิด จิกตาใส่โทรศัพท์ พูดเสียงลอดไรฟันว่า

“วัช ทำไมไม่รับสาย เจอสักร้อยมิสคอลดูสิจะรับหรือเปล่า” ว่าแล้วก็ระดมกดไม่ยั้ง

ใกล้ๆนั้น นรีวรรณ ผู้เป็นน้องสาว นั่งกดบีบีอยู่ทำเหมือนไม่สนใจ แต่ที่แท้เงี่ยหูฟังและสังเกตอารมณ์ของพี่สาวตลอดเวลา ส่วนสีรุ้งผู้เป็นแม่ เดินเข้ามาเห็นเนตรนภัสในชุดจะออกไปข้างนอกก็ถามว่า

“แหนม จะออกไปไหนลูก”

เนตรนภัสบอกว่าจะไปกับวัชระ นรีวรรณกดบีบีไปพูดไปว่า ยังติดต่อผู้ชายไม่ได้แน่ใจหรือว่าจะได้ไป ถูกพี่สาวหันมาพูดเสียงเขียวใส่ว่า

“นุ้ย พี่ไม่ได้ถาม ไม่ต้องออกความเห็น เอาหัวจุ่มไว้ในบีบีนั่นแหละ ไม่ต้องเงยหน้ามายุ่งเรื่องคนอื่น”

นรีวรรณไม่หยุดพูด เปรยๆว่า ตามจิกผู้ชายมากๆระวังจะถูกทิ้ง พอเนตรนภัสหันตวาดน้อง สีรุ้งรีบห้ามว่า

“พอแล้ว พี่น้องกันแท้ๆจะมาทะเลาะกันทำไม แหนมใจเย็นสิลูก”

เนตรนภัสไม่ยอม หาว่าน้องแช่งให้วัชระทิ้งตน นรีวรรณโต้ว่าตนพูดความจริงด้วยความเป็นห่วง

สองพี่น้องโต้เถียงกันไปมา เนตรนภัสตัดบทว่าเรื่องของตนกับวัชระไม่ต้องห่วง วัชระไม่มีทางทิ้งตน เพราะเราสองคนรักกัน ไม่ใช่แบบธรรมดาแต่รักกันมาก นรีวรรณไม่ยอมเลิกเถียงกันจนถูกพี่สาวขู่ว่าขืนพูดมากโดนแน่ นรีวรรณเลยเลี่ยงไปดีกว่า

พอเลิกเถียงกับน้อง เนตรนภัสก็หันมาจิกวัชระบ่นว่าไม่รับแล้วยังไม่โทร.กลับอีก สีรุ้งติงลูกว่าดึกแล้วอย่าออกไปไหนเลย ไว้เจอกันพรุ่งนี้ก็ได้

“ไม่ได้ค่ะแม่ แหนมอยากเจอวันนี้ แหนมก็ต้องได้เจอวันนี้ และเดี๋ยวนี้!”

“นี่มันเป็นความผิดของฉันใช่ไหมที่ตามใจลูกจนเป็นแบบนี้...” สีรุ้งรำพึงอย่างรู้สึกผิดด้วยความเหนื่อยใจ...

ooooooo

ตอนที่ 2

เนตรนภัสจะเอาชนะให้ได้ เมื่อวัชระไม่รับสาย เธอโทร.เข้ามือถือของธีธัช พึมพำอย่างสะใจว่า

“ดูซิ...จะแก้ตัวยังไง”

ธีธัชดูโทรศัพท์ตัวเองแล้วสะดุ้งโหยง บอกวัชระว่า “แม่แกโทร.มา” วัชระเบือนหน้าหนีอย่างเบื่อหน่าย ธีธัชถามว่าจะเอายังไง กริชชัยเร่งรัดว่าถ้าธีธัชไม่รับอีกคนต้องโทร.มาหาตนแน่ จะให้ทำยังไงก็รีบบอกเลย

“มุกเดิม!” วัชระตอบเซ็งๆ เมื่อธีธัชถามว่าแน่ใจหรือ วัชระพยักหน้า ธีธัชจึงกดรับโทรศัพท์จากเนตรนภัสบอกทันทีทั้งที่ปลายสายไม่ทันถามว่า

“แหนม...ไอ้วัชมันออกไปแล้วนะ แยกกันได้สักพักแล้ว เห็นมันบอกว่า...”

“โกหก...” เสียงเนตรนภัสแว้ดตัดบทมาทันที ธีธัชผงะวางโทรศัพท์ลงตรงหน้าวัชระ เสียงเนตรนภัสยังแว้ดทะลุลำโพงออกมาว่า “แหนมไม่เชื่อ ไม่ต้องมาช่วยกันแก้ตัวเลย” เธอตะโกนใส่โทรศัพท์อย่างหงุดหงิดว่า “บอกวัชว่าแหนมรออยู่บ้าน ให้รีบออกมารับเดี๋ยวนี้... ย้ำ...เดี๋ยวนี้...NOW แค่นี้นะ...”

แว้ดๆๆใส่แล้ววางหูทันที จากนั้นถอนใจเบาๆอย่างรู้สึกโล่งที่ได้ระบายออกไปอย่างสะใจ

ooooooo

วงสามหนุ่มที่กำลังคุยดักคอและลุ้นความรักของกริชชัยกันอย่างสนุกสนาน กลายเป็นเงียบกริบกันหมด กริชชัยนั่งกอดอกมองวัชระทั้งเห็นใจและสมน้ำหน้าพอกัน ธีธัชถามเพื่อนว่า “ชัดป่ะ?”

“ชัดเป๊ะ!” วัชระตอบเซ็งๆ ถอนใจย้าว...ยาว...พูดปลงๆว่า “มีแฟนกะเขาอยู่คน แม่งโครตเหนื่อยเลย ที่จริง อยู่เป็นโสดอย่างไอ้กริชก็ดีนะเว้ย...ไม่ต้องปวดหัว”

ธีธัชบอกว่าตนก็เป็นโสด ไม่อยากเป็นเหมือนตนบ้างหรือ วัชระส่ายหน้าแหยงๆว่า

“โสด สำส่อน อย่างแก ไม่เอาเว้ย ฉันขี้เกียจสับราง โสดๆนิ่งๆให้หญิงมองแบบไอ้กริชดีกว่า...ไม่ต้องเหนื่อย”

กริชชัยฟังแล้วพูดนิ่งๆ แต่กลั่นจากก้นบึ้งหัวใจว่า “แต่ฉันไม่ได้อยากเป็นโสดนะเว้ย ถ้าเลือกได้ ฉันก็อยากมีผู้หญิงมาอยู่ข้างๆเหมือนพวกแก แต่ที่ต้องอยู่แบบนี้มันจำใจ...”

วัชระถามว่าถ้าผู้หญิงที่เขามองอยู่มีคู่แล้วทำไมเขาไม่มองคนอื่นบ้าง ธีธัชเห็นด้วย เชื่อว่าคนอย่างเขาจะเลือกระดับนางเอกหรือนางแบบหรือไฮโซใสๆสักคนไม่ยากเลย

“หาใครสักคนมันไม่ยาก...แต่ฉันไม่อยากคบๆเลิกๆมันเหนื่อย ฉันอยากคบแล้วแต่งเลย และผู้หญิงที่ฉันจะแต่งงานด้วย เขาจะต้องเป็นคนที่ “ใช่” ตั้งแต่วินาทีแรก แล้วมันจะ “ใช่” ไปตลอดชีวิต” กริชชัยพูดจริงจัง หนักแน่นและจริงใจอย่างที่สุด

ธีธัชส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ส่วนวัชระนิ่งอึ้งแบบเทียบกับของตัวเอง ส่วนกริชชัยพูดแล้วก็คิดถึงอรุณศรีขึ้นจับใจ เธอเป็นคนที่ใช่สำหรับเขาจริงๆ นับแต่วันแรกที่เจอเขาก็ตกหลุมรักความเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมาของเธอถลำจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว

ooooooo

อรุณศรีเพิ่งทานอาหารเกาหลีกับปรานต์เสร็จ เธอดูบิลค่าอาหารแล้วอุทานว่า “พันแปด!ทำไมแพงจัง”

ปรานต์นั่งกระอักกระอ่วนรู้สึกเสียหน้ากับพนักงานที่มารอเก็บเงิน บอกอรุณศรีว่า ก็ของมันดี น้องเขารออยู่ แล้วลดเสียงลงบอกว่า ให้จ่ายไปก่อนสิ้นเดือนจะเอามาคืนให้

อรุณศรีอึกอักด้วยความเสียดายเงิน เพราะเชื่อว่าจ่ายไปแล้วไม่ได้คืนแน่ ปรานต์เลยแย่งกระเป๋าเงินของเธอไปจ่าย ซํ้ายังทิปให้พนักงานอีก 50 บาท อรุณศรีหน้าจ๋อยด้วยความเสียดายเงิน ปรานต์ยังปากหวานปลอบใจว่า

“แค่พันแปด แอ๊วไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวสิ้นเดือนที่ร้านแบ่งเปอร์เซ็นต์มาให้ ปรานต์รวยแล้วจะเอามาคืนมากกว่าพันแปด แถมพามาเลี้ยงอีกหนึ่งมื้อ ให้แอ๊วเลือกร้านที่ชอบได้ตามสบาย”

จากนั้นปรานต์ก็บอกว่าได้เวลาที่ตนนัดหุ้นส่วนไว้แล้วต้องรีบไป ทำเป็นถามว่าเธอกลับเองได้รึเปล่า อรุณศรีถามว่านัดอะไรไว้ไม่เห็นรู้เลย ปรานต์กะล่อนเป็นนํ้ากลิ้งบนใบบอนว่า พอดีมีเครื่องเสียงชุดใหม่มาลงที่ร้าน ตนเพิ่งรู้เมื่อกี้นี้เอง ทำเป็นขอโทษที่ไม่ได้ไปส่ง ทำใจปํ้าจะให้เธอขับรถตนกลับส่วนตัวเองจะนั่งแท็กซี่ไป

“อุ๊ย...ไม่เอาหรอก แอ๊วขับรถไม่แข็งปรานต์ก็รู้ แอ๊ว กลับแท็กซี่เอง ปรานต์รีบไปเหอะ”

เป็นไปตามแผนที่คาดไว้ แต่ปรานต์ก็ยังทำเป็นห่วงบอกว่าถ้าถึงบ้านแล้วก็ให้ส่งข้อความบอกด้วย ตนจะได้สบายใจว่าเธอปลอดภัยแล้ว ลงท้ายด้วย “รักนะ” ก่อนเดินตัวปลิวไปที่รถตัวเอง

อรุณศรียิ้มเนือย ขื่นๆ มองดูร่องรอยบนโต๊ะแล้ว เหนื่อยใจ...

ooooooo

หลังเสร็จงานไม่นานนัก เบญลี่ก็เอาไอแพดมาให้กริชชัยบอกว่าทางบริษัทออร์แกไนซ์ส่งรูปในงานมาให้ตามที่ท่านประธานสั่ง เป็นรูปในงานทั้งหมด ตนโหลดไว้ในนี้หมดแล้ว

กริชชัยเปิดดูรูปในไอแพดจนถึงรูปของอรุณศรี เขาซูมคร็อปเฉพาะหน้าของเธอ มองอย่างลึกซึ้งแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ ยิ่งดูก็ยิ่งคิดถึงเจ้าของรูป มองโทรศัพท์ คิด...

อรุณศรีลุกจากโต๊ะออกมายืนรอรถแท็กซี่ที่หน้าร้าน ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอหยิบดูพอเห็นชื่อก็แปลกใจ... เธอยืนรอรถที่เดิม ชะเง้อคอยจนเห็นรถสปอร์ตคันหรูของสุพรรณิการ์สาดไฟหน้ารถเข้ามาแล้วแฉลบเข้าจอดเทียบ

สุพรรณิการ์เปิดประตูรถลงมา พอเห็นหน้าเพื่อนก็โวยใส่ทันทีว่า

“ไงยะ คุณอรุณศรี โดนแฟนทิ้งให้โหนรถเมล์กลับบ้านอีกตามเคย นี่ถามจริง ถ้าฉันไม่บังเอิญโทร.หาแก แกจะต้องถ่อกลับบ้านเองจริงๆใช่ไหมเนี่ย”

“คุณนายฝ้าย รอให้เพื่อนขึ้นรถแล้วค่อยประชดไม่ได้หรือไง จอดปุ๊บก็ต้องโผล่หน้ามาเหวี่ยงก่อนเลย” อรุณศรีพูดพลางเดินมาที่รถ แต่สุพรรณิการ์ยังไม่เลิกโวย บ่นไม่หยุดว่าพาแฟนมากินข้าว ต้องจ่ายตังค์แล้วถูกทิ้งให้กลับบ้านเองอีก เจอตนหน่อยไม่ได้จะด่าให้กระเจิงเลย “ฝ้าย พอได้แล้ว มีอะไรค่อยคุยบนรถไป...อายเขา”

อรุณศรีดันเพื่อนไปขึ้นรถแล้วตัวเองก็รีบขึ้นรถ ครู่เดียว รถสปอร์ตคันหรูก็ขับออกไปอย่างเร็ว

ooooooo

กริชชัยคิดถึงอรุณศรีจับใจ มองโทรศัพท์นิ่งคิดแล้วโทร.ออก แต่ไพล่โทร.ไปหาลำเภา  ไม่กล้าโทร.ไปหาคนที่คิดถึงจับใจ  เขาโทร.บอกลำเภาสัตวแพทย์สาวมั่นหน้าเด็ก ผู้รักน้องหมาเป็นชีวิตจิตใจ เขาโทร.บอกลำเภาว่าอีกห้านาทีเจอกัน

ห้านาทีต่อมา รถตู้ของกริชชัยก็มาจอดที่หน้าบ้านสวน เขาบอกคนขับให้กลับไปเลยตนจะนอนค้างที่นี่ เขาลงจากรถพร้อมไอแพด ตรงไปที่ประตู กดออดแล้วยืนรอ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากในบ้าน เลยมองสำรวจไปตามรั้วเห็นมีรูโหว่อยู่เลยมุดเข้าไป พอหัวโผล่พ้นแนวไม้ ก็ได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดของน้องหมาถึงสามตัวแล้วเห่าขู่ไม่หยุด เขาพยายามทำความรู้จักกับมัน แต่มันก็ไม่ญาติดีด้วย

“ก้ามปู ไฮโซ ล่ำ หยุด” เสียงสั่งน้องหมาทั้งสาม มันหยุดเห่าทันที ร้องงื้ดๆๆกระดิกหางไปหาเจ้าของเสียงคือลำเภานั่นเอง

เมื่อพาทั้งคนทั้งน้องหมาเข้าบ้านแล้ว ลำเภาสั่งให้น้องหมาทั้งสาม “นั่ง” ทั้งสามหมาพากันนั่งเรียบร้อย พอเธอสั่ง “ฟัง” มันหูผึ่งมองหน้าลำเภาตาแป๋ว จากนั้น ลำเภาก็แนะนำแขกผู้มาเยือนแก่น้องหมาทั้งสามที่นั่งหน้าสลอนว่า

“นี่คือคุณกริช ลูกของคุณน้าพวงแข ถ้านับตามศักดิ์แล้ว คุณกริชเป็นน้องของหม่ามี้” เธอชี้ที่ตัวเอง น้องหมาทั้งสามเอียงคอมองตาแป๋วอย่างเข้าใจ “แต่คุณกริชอายุมากกว่าก็เลยเป็นพี่หม่ามี้ เราเป็นญาติกัน ทีหลังห้ามเห่าคุณกริชอีกรู้หรือเปล่า”

น้องหมาทั้งสามครางงื้ดๆรับรู้การนับญาติกับแขกผู้มาใหม่ ลำเภาชมว่า “ดีมาก”

กริชชัยมองตาปริบๆนึกทึ่งที่น้องสาวคุยกับหมาได้ ครู่เดียวลำเภาก็สั่งน้องหมาทั้งสาม “กลับไปประจำที่” ทั้งสามพากันลุกพรวดแล้วตรงไปที่นอนประจำตัวของใครของมัน

เสร็จธุระจากน้องหมา ลำเภาหันมาเรียกกริชชัยด้วยระดับเสียงเดียวกับเมื่อครู่ “คุณกริช”

“ครับผม” กริชชัยสะดุ้งพรวดยืนตรงแหนว ลำเภาเห็นแล้วยิ้มขำๆบอกว่าไม่ต้องยืนตรงขนาดนั้นก็ได้ ตนไม่ได้จะดุเหมือนสามตัวนั้นสักหน่อย แล้วชวนเข้าบ้าน บอกว่าตนจัดห้องนอนไว้แล้ว กริชชัยนึกได้ หันไปหยิบไอแพดที่วางไว้แล้วเดินตามลำเภาเข้าไป

ooooooo

บ้านของลำเภาเป็นบ้านสวน สงบ ร่มรื่น กริชชัย มาอยู่บ้านนี้ชั่วคราว เขาขายบ้านหลังใหญ่เพราะคุณพ่อคุณแม่อยู่อังกฤษ นานๆกลับมาที อยู่คนเดียวเหงาเลยขายแล้วจะไปอยู่คอนโดฯ ระหว่างรอการตกแต่งจึงมาพักที่นี่ก่อน

ลำเภาแนะนำว่าเหงาก็ให้หาแฟนเสีย อย่างเขาหาได้ไม่ยากหรอก เลยถูกกริชชัยย้อนเอาบ้างว่าตัวเองก็ไม่ต่างกับตนแล้วทำไมยังหาแฟนไม่ได้

“ไม่ใช่หาไม่ได้ แต่ที่พอหาได้ ไม่ดีพอต่างหาก” ลำเภาพูดอย่างสาวมั่น ทำเอากริชชัยร้องโห...แล้วส่ายหน้าขำๆ

ลำเภาถามว่าแล้วคอนโดฯใหม่จะมีเพื่อนไปอยู่ด้วยหรือ เขาทำเสียงรับในลำคอ ลำเภาถามว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย กริชชัยตอบขำๆว่าผู้ชาย เธอยังถามเซ้าซี้ว่าชายแท้หรือชายเทียม กริชชัยสะดุ้งบอกว่าชายแท้ ตนไม่ใช่เกย์สักหน่อย พูดแล้วนึกสนุกบอกลำเภาว่า ก็ไม่แน่นะ ถ้าถูกผู้หญิงหักอก เข็ดขึ้นมาอาจมีแฟนเป็นผู้ชายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยก็ได้

แม้ว่ากริชชัยจะพูดทีเล่นทีจริง แต่ก็ทำให้ลำเภาอดกังวลไม่ได้ กลัวพี่ชายสุดหล่อแสนดีจะทำตัวเองเสียของให้สาวๆเสียดายกัน

ooooooo

คืนนี้ วัชระขับรถไปหาเนตรนภัสตามคำสั่งของเธอ สภาพรถที่หน้าหม้อยุบ ไฟท้ายห้อยร่องแร่ง ไม่ได้รับความสนใจจากเนตรนภัสเลย เพราะเธอตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเอาเรื่องกับเขา

พอเจอหน้าเธอก็ไล่บี้เป็นชุด ถามว่าทำไมตนโทร.ไป แล้วไม่รับสาย? ทำไมไม่โทร.กลับ? ทำไมต้องโกหก? ทำไมมารับช้าแวะที่ไหนก่อนหรือเปล่า? จากนั้นจึงถามว่าทำไมกระโปรงรถถึงเป็นแบบนี้ แล้วสั่งให้อธิบายให้ละเอียดเดี๋ยวนี้ NOW!

วัชระทำหน้าเหนื่อยหน่ายบอกว่าเรื่องมันยาว แล้วตั้งท่าจะเล่าอย่างละเอียด แต่เธอกลับบอกว่าไม่อยากฟัง ตอนนี้หิวแล้ว ให้พาไปทานอาหาร พอเขาถามว่าจะทานอะไรก็บอกไม่รู้ ครั้นเขาจะเลือกให้ก็ถูกโวยวายว่าตนเป็นคนหิวจะตามใจเขาได้ไง?!

สุดท้ายก็สั่งให้วัชระขับรถพาออกไป วัชระขอเอารถเธอไปเพราะสภาพรถของตนเธอคงทนนั่งไม่ได้

พอเนตรนภัสสงบ ยอมไปขึ้นรถ วัชระกุมหัวตัวเองบ่นงึมงำ

“ทำไมวันนี้มันถึงได้ซวยยยย...แบบนี้วะ...เฮ้อ...”

ooooooo

ส่วนอรุณศรี เมื่อสุพรรณิการ์เอารถมารับแล้วพากันไปที่ “ร้านสาดสุรา หวานนารี” ของตัวเอง คุยกัน แล้วอรุณศรีปรารภอย่างผิดหวังว่า

“ทำไมคนเราก่อนเป็นแฟนกับหลังเป็นแฟนกันแล้ว มันถึงได้เปลี่ยนไป ฉันไม่เข้าใจจริงๆ”

สุพรรณิการ์ วิเคราะห์ให้ฟังว่า อย่างปรานต์นั้นไม่ได้เปลี่ยนไป แต่นั้นคือนิสัยที่แท้จริงของเขาต่างหาก คิดดูแค่เงินเดือนแต่ละเดือนยังไม่พอใช้เลย แต่ทำเป็นคบพวกไฮโซ พูดแล้วบ่นเพื่อนว่า

“ฉันอยากให้มีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยทำให้แกตาสว่างเสียที อย่างแกหาดีกว่าไอ้ปรานต์ได้สบายมาก”

“ถ้าผู้ชายดีๆหาได้ง่ายๆ ฉันว่าแกคงมีแฟนไปนานแล้ว แกดูสิ...ผู้ชายดีๆมีอนาคต มีชาติตระกูลเขาก็ไปคบกันเองอย่างพวกโน้นไง” อรุณศรีบุ้ยใบ้ไปทางกลุ่มเกย์ผู้ดีที่นั่งคุยกะหนุงกะหนิงอย่างสุภาพอยู่มุมหนึ่งของร้าน “ส่วนผู้ชายแท้ๆที่เหลือก็อยู่นั่นไง” อรุณศรีโบ้ยปากไปอีกมุมหนึ่งของร้าน สุพรรณิการ์มองตาม

ที่สายตาของอรุณศรีมอง คือที่เคาน์เตอร์บาร์ เห็นกรกนกอยู่ในชุดเซ็กซี่ดูดีมีรสนิยม กำลังทำหน้าที่บาร์เทนดี้อยู่อย่างมืออาชีพ เบื้องหน้าเธอ มีพวกหนุ่มแววตาหื่นจ้องอยู่ราวกับจะกลืนกิน กรกนกหันมองมาทางสุพรรณิการ์ยิ้มให้อย่างกันเอง

สุพรรณิการ์บอกว่ากรกนกเป็นผู้จัดการร้านของตน อรุณศรีถามว่า แล้วรู้ไหมว่าทำไมร้านนี้ถึงได้มีคนเยอะ

“ถึงฉันไม่เคยมีแฟน แต่ฉันก็รู้ว่าผู้ชายต้องการอะไร แล้วฉันก็แบ่งหุ้นในร้านนี้ให้คุณกรเรียบร้อยแล้ว”

“แกนี่สมกับเป็นเถ้าแก่เนี้ยจริงๆ” อรุณศรีชม สุพรรณิการ์ ยักไหล่อย่างภูมิใจ อรุณศรีหันมองไปทางกรกนกอีกครั้ง ถามว่า “แกว่า...สวยเลือกได้อย่างคุณกรจะมีแฟนหรือเปล่า”

ooooooo

สุพรรณิการ์ไม่ตอบ แต่ความจริงคือ กรกนก คบอยู่กับธีธัชหนุ่มปากหวานเจ้าสำราญหว่านเสน่ห์ไปทั่ว คืนนี้เธอก็ไปนอนที่ห้องอพาร์ตเม้นต์ของเขา
พอตี 3 ธีธัชก็เตรียมตัวออกไป เธอถามว่าจะไปไหน เขาบอกว่าไปช่วยกริชชัยสำรวจเส้นทางเพราะจะพาลูกค้าวีไอพีไปลองรถกัน กรกนกถามหยั่งเชิงว่าขอไปด้วยได้ไหม

“ไม่ได้หรอก ไปกันแบบชายล้วน แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไป กรไปด้วยลำบากเปล่าๆ”

กรกนกฟังนิ่งๆ ธีธัชยังปากหวานว่า ถ้าตนพร้อมเมื่อไหร่จะพาเธอไปเปิดตัวเต็มที่ แต่ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ ก่อนดีแล้ว พูดให้ฟังดูดีว่า

“เผื่อกรเจอคนที่ดีกว่าผมไง แต่ถ้าอีกสักสิบยี่สิบปีข้างหน้า เราสองคนไม่มีใครผมก็อาจจะหยุดที่กรก็ได้” พูดแล้วเข้าไปหอมเอาใจทีหนึ่ง “ผมไปก่อนนะ คืนนี้เจอกันจ้ะ”

กรกนกมองธีธัชที่ออกไปอย่างสดชื่น เธอมองไปรอบห้องแล้วรู้สึกโหวงเหวง จึงหยิบโทรศัพท์กดขึ้นสเตตัสเฟซบุ๊ก อ่านเบาๆ “ผู้หญิงแบบไหน ที่ทำให้ผู้ชายหยุดอยู่ด้วยตลอดชีวิต?”

กรกนกกดขึ้นสเตตัสผ่านบีบี ภาพโปรไฟล์ดูสวยเซ็กซี่ เธอคิดๆแล้วพึมพำกับตัวเองอย่างสงสัยว่า

“โดยเฉพาะผู้ชายอย่างคุณ...ธีธัช ผู้หญิงแบบไหนที่หยุดคนอย่างคุณได้...นั่นสิ...ใครนะ?”

ooooooo

ธีธัชมาถึงบ้านลำเภาแต่เช้ามืด ลงรถแล้ว ขณะกำลังจะกดออดเรียก ก็มีเสียงข้อความเข้ามือถือจากกริชชัย

“ไม่ต้องกดออด ข้างรั้วมีทางมุดเข้ามาได้เลย”

ได้การ...ธีธัชมองไปที่รั้วเห็นมีรูอยู่จริง เลยก้มคลานมุดเข้าไป พ้นรูกำแพงแล้วก็ต้องแหวกพุ่มไม้หนาทึบเข้าไปอีก

ลำเภากำลังรำไทชิออกกำลังกายอยู่ในสวน ได้ยินเสียงแกรกกรากก็เงี่ยหูฟัง พอแน่ใจว่าเสียงไม่ปกติก็คว้าไม้ใกล้มือย่องไปตามเสียง เป็นจังหวะที่ธีธัชโผล่หัวพ้นพุ่มไม้พอดี ได้ยินเสียงธีธัชบ่น

“ลำบากจริงเว้ย”

“ลำบากแล้วเข้ามาทำไมหา! ไอ้หัวขโมย!” สิ้นเสียงก็เอาไม้ฟาดหัวเขาผัวะๆๆได้ยินเสียงร้องโอ๊ย...ก็ยิ่งฟาด

ไม่ยั้ง เสียงไม้ฟาดหัวกับเสียงร้องอย่างเจ็บปวดสลับกันไป ลำเภายังตะโกนให้กริชชัยมาช่วยจับขโมยด้วย

ธีธัชได้ยินลำเภาตะโกนเรียกกริชชัยให้มาช่วยจับขโมย พยายามจะร้องบอกว่าตนไม่ใช่ขโมยแต่ถูดฟาดเสียจุกไม่มีโอกาสพูดเลย

กริชชัยได้ยินเสียงลำเภาร้องให้ช่วยจับขโมย คว้าปืนได้ก็วิ่งไปตามเสียงได้ยินเสียงธีธัชร้องครวญครางก็ถลาเข้าไป อุทานลั่น

“เฮ้ยยย นั้นมัน...ไอ้ธี!” กริชชัยรีบเก็บปืน แล้วเข้าประคองเพื่อนร้องบอกลำเภาว่า “เภาหยุดก่อน มันไม่ใช่ขโมย มันเป็นเพื่อนพี่เอง”

ลำเภาที่เงื้อไม้สุดแขนกำลังจะกระหน่ำซ้ำ ถึงกับยกมือค้าง ธีธัชเห็นเพื่อนมาแล้วก็เงยหน้ามองลำเภาเต็มตา เห็นเป็นเด็กผู้หญิงแต่งตัวกะโปโล ผมเป็นกระเซิง ใส่แว่นหนาเตอะ ก็ฉุนกึก ด่าโพล่งไปทันที

“เด็กบ้า! จะตีใครทำไมไม่หัดดูตาม้าตาเรือบ้างหา! นี่ช่วยดูให้เต็มตาหน่อย หล่อขนาดนี้จะเป็นขโมยได้ไง มีตาสองข้างแถมยังใส่แว่นหนาเตอะ ยังมองไม่ชัดอีกรึไง! สายตาไม่ดีหรือสมองไม่ดีกันแน่?!”

“ใครกันแน่สมองไม่ดี บ้านเขามีออดก็ไม่กด มามุดรั้วเป็นหมาไปได้” ลำเภาด่ากลับ ธีธัชประเมินว่าลำเภาเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน ด่าต่ออีกว่า เด็กบ้า...ตาไม่ดีสมองเสื่อมแล้วยังปากเสียอีกด้วย ถูกย้อนทันทีว่า “แล้วตัวเองปากดีนักรึไง ตั้งแต่สำรากมาไม่เข้าหูสักคำ”

ขณะทั้งคู่กำลังด่ากันไปมาอย่างดุเด็ดเผ็ดมันนั่นเอง กริชชัยถามว่าเป็นไงมั่ง ธีธัชฟ้องทันทีว่า

“ไอ้กริช เด็กคนใช้บ้านญาติแกนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ปากเสีย ตาไม่มีแววแล้วยังไม่มีสัมมาคารวะอีกต่างหาก ดูดิ...ฟาดหัวฉันซะน่วมไปหมดเลย ขอโทษสักคำก็ไม่มี แบบนี้มันต้องแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย”

กริชชัยตกใจ พยายามจะบอกธีธัชว่าหัวเขาแตกเลือดออก แต่ไม่มีจังหวะให้พูดเลย เพราะลำเภาท้าว่าก็ลองแจ้งความดูตนก็จะฟ้องกลับ “ฐานบุกรุกบ้านฉัน”

“บ้านเธอ??” ธีธัชหันมองหน้ากริชชัย “อย่าบอกนะว่ายัยเด็กบ้านี่เป็นญาติแก”

กริชชัยพยายามจะพูดแต่พูดไม่ได้เพราะทั้งคู่โต้เถียงกันไปมาแบบไม่มีช่องไฟให้แทรกเลย

“ใช่...ฉันเป็นญาติคุณกริช ฉันไม่ใช่คนใช้ แล้วฉันก็ ไม่ใช่เด็ก และถ้าไม่อยากเสียเลือดตายตรงนี้ก็รีบไปทำแผลได้แล้ว” ลำเภาเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเลือดที่ไหลย้อยจากหัวธีธัช

พอได้ยินคำว่าเลือด ธีธัชก็ตกใจถามว่าเลือดอะไร นั่นแหละกริชชัยจึงมีโอกาสได้บอกเพื่อนว่า หัวแตกเลือดออกเต็มเลย ธีธัชยกมือคลำหัวตัวเอง รู้สึกหนึบๆเหนียวๆ พอเอามือมาดูเห็นเลือดก็ตกใจหมดแรงไปเลย

เมื่อพาธีธัชเข้าบ้าน ธีธัชยิ่งตกใจเมื่อเห็นกริชชัยเอากระเป๋าพยาบาลใบเขื่องมาวางโครมตรงหน้า บอกว่าเดี๋ยวลำเภาจะทำแผลให้ เพราะลำเภาเรียนหมอมา ธีธัชพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อว่า “เรียนหมอ...” และยังไม่ทันหายงง เสียงลำเภาก็แทรกเข้ามาว่า

“ฉันเป็นหมอแล้วด้วย ขอให้รู้ ไม่ใช่กำลังเรียน”

ธีธัชตาเหลือกอุทาน “ยัยเด็กบ้าเนี่ยนะเรียนหมอ” ลำเภาหัวเราะโหดในลำคอยืนยันว่าตนเป็นหมอและกำลังจะเย็บแผลให้เขา แต่น้ำเสียงเข้มท่าทางดุดันของเธอเหมือนจะมาเชือดเขามากกว่า ทำให้ธีธัชผวา ร้องลั่นว่าตนกลัวเข็ม ไม่ยอมให้เย็บ ลำเภาเลยสั่งกริชชัยให้จับตัวไว้หน่อย ตนจะโกนผมรอบแผลแล้วค่อยเย็บ

ธีธัชโวยลั่นว่าตนไม่โกน เดี๋ยวโกนแล้วไม่ขึ้นจะว่าไง เอามือกุมหัวไว้บอกว่า “ฉันกลัวหัวล้าน”

“โอ๊ยยย...กลัวหลายอย่างจริง กลัวเลือด กลัวเข็ม ยังจะกลัวหัวล้านอีก จะบอกให้นะ ถ้าไม่เย็บได้เป็นบาดทะยักแน่ เพราะไม้ที่ฉันฟาดหัวคุณมีตะปูขึ้นสนิมด้วย” แล้วลำเภาก็ขู่ว่าเคยมีคนตายเพราะถูกเศษกระเบื้องบาดแล้วไม่ยอมทำแผลมาแล้ว

ธีธัชมองตาปริบๆ หน้าเสีย ลำเภายิ้มสะใจที่ขู่ได้ผล

ooooooo

ลำเภาทั้งด่าทั้งขู่ธีธัช ยกตัวอย่างคนที่เป็นแผลแล้วไม่ยอมรักษาและเป็นบาดทะยักตายไปคนแล้วคนเล่ามาขู่ธีธัช จนกริชชัยสงสารเพื่อนบอกลำเภาให้หยุดแกล้งได้แล้ว และรีบทำแผลให้ธีธัชเสีย ลำเภาจึงสั่งเข้มว่า

“คุณกริชจับเพื่อนไว้ให้แน่นๆ เภาไม่มียาชา โกนผมเสร็จแล้วเย็บเลย”

ธีธัชตาเหลือกกลัวเจ็บร้องขอให้พาตนส่งโรงพยาบาล ไม่ยอมให้ “ยัยเด็กบ้า” นี่เย็บเด็ดขาด พลางดิ้น บอกให้กริชชัยปล่อยตน ลำเภาพูดอย่างรำคาญใจว่า

“ฤทธิ์เยอะจัง หมาไข้ที่ฉันเย็บแผลขาหักไปเมื่อวานยังไม่ดิ้นเท่านี้เลย”

“หมาไข้!” ธีธัชหยุดดิ้น มองตาค้าง กริชชัยเลยช่วยชี้แจงกับเพื่อนรักว่า

“เภาเขาเป็นหมอหมาน่ะ”

ธีธัชอ้าปากค้าง ลำเภาช่วยพูดให้กระจ่างขึ้นว่า

“บ้าสิคุณกริช เรียนสัตวแพทย์ ไม่ได้รักษาหมาอย่างเดียวสักหน่อย ทำคลอดวัวก็เคย คีมอันนี้” ลำเภาชูคีมในมือให้ดู “ก็เพิ่งจะใช้ดึงหนังหมาขี้เรื้อนออกจากปากน้องแมวมาหยกๆ แค่ทำแผลให้คน...สบายมาก” ลำเภายักคิ้วแผล็บกวนๆ

ธีธัชสุดที่จะทนสยองอยู่ตรงนั้นได้ ลุกพราววิ่งอ้าวไปเลย กริชชัยมองเหวอร้องเรียกก็ไม่หยุด ลำเภาขู่ตามหลังไปอีกว่าไม่รีบทำแผลเดี๋ยวบาดทะยักกิน รับรองว่าเครื่องมือพวกนี้ตนทำความสะอาดมาเรียบร้อยแล้ว ด่าส่งท้ายขำๆ “ทำเป็นสะดิ้งไปได้”

กริชชัยบอกลำเภาว่าเดี๋ยวตนพาเพื่อนไปหาหมอเอง และขอโทษด้วยที่ตนเป็นคนบอกให้ธีธัชมุดรั้วเข้ามาเอง ลำเภาพูดอย่างไม่สนใจว่า เรื่องนั้นตนไม่เคืองหรอก แต่ฝากบอกเพื่อนพี่ด้วยว่า

“ทีหน้าทีหลังมุดรั้วบ้านคนอื่น ก็อย่ามาทำปากเสีย ไม่งั้นจะโดนมากกว่านี้”

กริชชัยได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ แล้วรีบเดินตามธีธัชไป ส่วนลำเภามองแล้วยิ้มสะใจ นึกสมน้ำหน้า

ooooooo

เช้าแล้ว วัชระมายืนพิงรถที่หน้าหม้อบุบบู้บี้ดื่มกาแฟจากถ้วยกระดาษรอเพื่อนรักอยู่หน้าออฟฟิศกริชชัย ครู่หนึ่งกริชชัยกับธีธัชเดินมาด้วยกัน วัชระเห็นที่หัวธีธัชมีสำลีแปะอยู่ ถามว่าไปโดนใครฟาดหัวแบะมา

ธีธัชตอบอย่างไม่หายเคืองว่าเด็กตัวเท่าลูกหมา วัชระเลยเดาว่าไปพรากผู้เยาว์มาหรือ กริชชัยชี้แจงแทนเพื่อนว่า เด็กที่ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องตนเอง มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย เมื่อวัชระถามว่าแค่เข้าใจผิดนิดหน่อยยังขนาดนี้ ถ้าเข้าใจผิดกันมากกว่านี้จะไม่ถึงตายหรือ

ธีธัชบ่นว่าแค่มุดรั้วเข้าบ้านหน่อยเดียวแม่เล่นฟาดเสียไม่ยั้ง ซ้ำยังเอาเครื่องมือทำแผลหมาแมวมาทำให้ตนอีก สบถอย่างหงุดหงิดว่า “บ้าที่สุด” กริชชัยเลยช่วยชี้แจงว่า ญาติตนชื่อลำเภา เป็นสัตวแพทย์

วัชระถามทึ่งว่าน้องกริชชัยแย่ขนาดนั้นเลยหรือ เพราะปกติธีธัชเห็นผู้หญิงก็บอกว่าน่ารักไปหมด กริชชัยพูดอย่างโล่งใจว่า ถือว่าเป็นโชคดีของน้องสาวตนที่ไม่น่ารักในสายตาธีรัช เจ้าตัวเลยยืนยันว่าไม่ต้องห่วงเพราะลำเภาไม่ใช่สเปกของตน คนแบบนี้ตนขอลาอย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย

วัชระรู้สึกแปลกใจที่น้องสาวของกริชชัยทำให้คาสโนว่าอย่างธีธัชปฏิเสธได้ กริชชัยตัดบทให้พอได้แล้วเลิกนินทาน้องสาวตนเสียที บอกว่า “ฉันให้คนเตรียมรถของพวกแกไว้ให้แล้ว”

“รถของพวกฉัน” สองหนุ่มอุทานพร้อมกัน กริชชัย พยักหน้ายิ้มเท่ที่มุมปากยืนยันกับเพื่อนรักทั้งสอง

ooooooo

บนเส้นทางไปวังน้ำเขียว สามหนุ่มมาดเท่ตามสไตล์ของตัวเอง ขับมอเตอร์ไซค์คันโตพุ่งไปตามท้องถนนอย่างเร็ว รถของสามหนุ่มเท่ไปกันคนละแบบ รถของกริชชัยเป็นแบบ Costume ประกอบเองตามสั่ง ของวัชระบึกบึนออกแนวบู๊ ส่วนของธีธัชสีสดใสจี๊ดจ๊าดและที่สำคัญมีเบาะท้ายให้สาวนั่งซ้อน

รถทั้งสามคันทะยานไปอย่างฮึกเหิม บางครั้งก็แข่งกันเองอย่างสนุกสนาน สุดท้ายวัชระขับแซงหน้าเพื่อนทั้งสอง เขาหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่ออยู่กับเพื่อนที่รู้ใจกัน

เป็นเวลาที่เนตรนภัส ในชุดลำลองแต่ก็แต่งจัดทั้งเสื้อผ้าหน้าผม นั่งพลิกหนังสือแฟชั่นและถ่ายรูปแบบชุดที่ต้องการไว้มากมาย

แล้วเธอก็ต้องอารมณ์เสีย เมื่อนรีวรรณผู้เป็นน้องสาวเดินเข้ามาพร้อมบีบีในมือ หยุดมองพี่สาวแล้วพูดทั้งที่ตาอยู่กับบีบีและมือก็ยังพิมพ์บีบีอยู่ เธอเล่าข่าวแล้วถามพี่สาวว่า รู้ไหมว่าเพื่อนพี่ที่ชื่อมดกำลังจะหมั้นอาทิตย์หน้า ที่แซนดี้กำลังจะแต่งงานเดือนหน้า และพี่เจคลอดลูกแล้ว

แต่ละข่าวที่นรีวรรณเล่าและถาม ล้วนแต่ทำให้เนตรนภัสอารมณ์เสีย หงุดหงิด ทุกข่าวที่นรีวรรณเล่า เธอบอกว่าไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ว่าใครจะหมั้น ใครจะแต่ง และใครจะมีลูก เพราะไม่ใช่ธุระของตน แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า

“ถ้าจะมาเยาะเย้ยเพราะฉันเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงานก็เสียใจด้วยย่ะ เพราะฉันกับวัชระกำลังจะแต่งงานกัน!”

นรีวรรณเงยหน้าจากบีบีถามอย่างตกใจว่า “พี่แหนมว่าไงนะ” เนตรนภัสลอยหน้าบอกน้องว่าให้ไปป่าวประกาศในบีบีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์บ้าบออะไรนั่นได้เลยว่า “ฉันกำลังจะแต่งงานกับวัช และงานแต่งงานของฉันจะต้องเริ่ดที่สุด!!”

“พี่แหนมเนี่ยนะกำลังจะแต่งงาน” นรีวรรณอุทานทึ่ึ่ง

ส่วนสามหนุ่มไปถึงโรงแรมวังน้ำเขียวแล้ว จู่ๆวัชระก็จามออกมาเสียงดังมากจนกริชชัยเป็นห่วงว่าท่าจะเป็นหวัดแล้ว วัชระขยี้จมูกบอกว่าคงแค่แพ้อากาศเท่านั้น แต่หนุ่มอย่างธีธัชแซวว่า แหนมคิดถึงหรือเปล่า ท้าว่าคอยดูเถอะไม่ถึงห้านาทีต้องโทร.มาตามชัวร์ ทำเอาวัชระใจไม่ดีบอกเพื่อนว่า

“อย่าพูดเป็นลางซิเว้ย เมื่อคืนกว่าจะเคลียร์กันจบก็เกือบเช้า ได้เวลานัดพวกแกพอดียังไม่ได้นอนเลยเนี่ย ไอ้กริช แกก็ทำงานไปนะ ฉันขอไปนอนก่อน จะกลับเมื่อไหร่ก็ปลุกด้วยแล้วกัน” พูดแล้ววัชระเดินเลี่ยงไป

ธีธัชพูดแซวๆว่าสงสัยเมื่อคืนเคลียร์กันหนักจริงๆเล่นเอาวัชระเปลี้ยไปเลย กริชชัยนึกสนุกเลยถามธีธัชบ้างว่า แล้วเขากับกรกนกเคลียร์กันไม่หนักรึไง ธีธัชหันมองกริชชัยอุทานทึ่งว่า “โห...เดี๋ยวนี้ท่านประธานยิงมุกเว้ย” แล้วถามคืนว่าแล้วเขากับคนนั้นล่ะพลางยักคิ้วหลิ่วตาไปด้านหลังของกริชชัย “เมื่อไหร่ท่านประธานจะได้เคลียร์กันสักที”

กริชชัยมองไปตามสายตาของธีธัช เห็นเบญลี่กับอรุณศรีเดินมาด้วยกัน แม้อรุณศรีจะอยู่ในชุดลำลองก็ดูดี เก๋ไก๋ กริชชัยมองอรุณศรีไม่วางตา อรุณศรีมองไปรอบๆประสานสายตาเข้ากับกริชชัยต่างชะงักไปนิดหนึ่ง ชายหนุ่มหลบตาหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ธีธัชจับตาดูอยู่ ติงเพื่อนว่าให้เลิกหน้าแดงได้แล้ว ดูไม่แมนเอาเลย แล้วปลีกตัวไป พูดหยอกเพื่อนว่าไม่อยากอยู่เป็นกอขอคอ พูดแล้วหัวเราะคิกคัก กริชชัยยิ้มนิดๆ แต่พยายามรักษาฟอร์มไว้ อรุณศรีเห็นอาการของกริชชัยแล้วยิ้มขำๆที่เขาทำเขิน

ส่วนเบญลี่พอเห็นกริชชัยก็พุ่งเข้ารายงานทันทีว่า

“คุณกริชคะตอนนี้ผู้จัดการโรงแรมรออยู่ที่ห้องประชุมแล้วค่ะ คุณกริชต้องการให้ทางโรงแรมจัดการอะไรบอกได้เลยค่ะ ทางนี้ยินดีซัพพอร์ตเราทุกอย่าง อ้อ...เบญลี่ชวนแอ๊วมาช่วยงานด้วยนะคะ”

“ดีครับ ผมก็อยากให้มาช่วยอยู่พอดี” พูดแล้วมองหน้าอรุณศรีชมว่า “เมื่อคืนคุณทำได้ดีมาก”

อรุณศรีขอบคุณตามมารยาท เบญลี่จึงชวนไปห้องประชุมกันเลยดีไหม กริชชัยจึงต้องเดินไปด้วยความเสียดาย ส่วนอรุณศรีโล่งใจที่พ้นจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนั้น แต่พอมองไปอีกทางหนึ่งเห็นธีธัชกางหนังสือพิมพ์ แต่ตาไพล่มองมาที่ตน ครั้นตนมองไปก็กลับหลบ ทำเป็นอ่านหนังสือพิมพ์ แอบส่ายหน้ากริชชัยที่ช่างไม่ได้ดั่งใจเสียเลย

อรุณศรีรู้สึกสะดุดใจกับท่าทางแปลกๆของธีธัช แล้วรีบเดินตามเบญลี่ไป

ooooooo

หลังจากบอกนรีวรรณว่าจะแต่งงานกับวัชระแล้ว เนตรนภัสก็ไปบอกสีรุ้งผู้เป็นแม่ว่าตนจะแต่งงานกับวัชระ ทำเอาสีรุ้งตกใจติงว่า เห็นไปไหนมาไหนกับคนนั้นทีคนนี้ที สับรางให้วุ่นไปหมด แล้วเสนออย่างเกรงใจว่า

“แม่ว่า...ไหนๆแหนมยังเลือกได้ ลองเลือกดูอีกสักพักไหมลูก”

เนตรนภัสอ้างว่า ถึงตนจะคบกับหลายคนแต่คนที่รักจริงคือวัชระ และจะแต่งงานกับเขา ครั้นสีรุ้งถามว่าแล้วเขาอยากแต่งกับเรารึเปล่าล่ะ เธอสวนแม่ไปทันทีว่า

“ต้องอยากสิคะแม่ แหนมกับวัชทดลองอยู่กันมาพักนึงแล้วนะคะ” สีรุ้งฟังแล้วหัวใจแทบหยุดเต้น เนตรนภัสยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ถึงวัชจะไม่รวย แต่ตอนนี้ ก็เป็นร้อยตำรวจเอก อีกหน่อยก็สารวัตร แล้วก็ผู้กำกับจากนั้นก็นายพล ตำรวจตงฉินไม่โกงไม่กิน

พอเริ่มมีบารมี แหนมจะให้เขาลาออกมาเล่นการเมือง เลือกพรรคดีๆ ก็ได้เป็นรัฐบาลอยู่ไปนานๆ แหนมก็จะได้เป็นคุณหญิง...”

สีรุ้งฟังเนตรนภัสเหวอๆ แล้วค่อยๆ กลายเป็นเครียดกับความคิดฟุ้งไปไกลของลูกสาว ถามว่าไปบงการชีวิตเขาแบบนี้มันจะดีหรือ ชีวิตคู่มันต้องเดินไปด้วยกันนะ

“แต่วัชเขาไม่ใช่คนฉลาดขนาดจะคิดเองได้นะคะแม่ ถ้าเขาไม่ได้เมียอย่างแหนมไม่มีทางเจริญหรอกค่ะ เขาต้องดีใจที่แหนมอยากแต่งงานด้วย” พูดแล้วรบเร้าแกมบังคับแม่ว่า “และคุณแม่จะต้องบังคับให้เขาแต่งงานกับแหนมให้ได้”

สีรุ้งเกือบเป็นลมไปหลายครั้งกับแผนการของเนตรนภัส พอฟังจบถามเหวอๆว่า

“หะ...แม่เนี่ยนะ??”

ooooooo

ขณะที่วัชระปลีกตัวไปนอนหลับที่โซฟาล็อบบี้โรงแรม เขาหลับสนิท หลับลึกอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่าเพชฌฆาตเงียบกำลังคืบคลานเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือของเขาสั่นเรียกหลายครั้งจากปลายสายที่ใช้เบอร์พิเศษ โทรศัพท์สั่นเรียกแล้วเรียกอีก วัชระก็ยังหลับปุ๋ยอยู่

เป็นสายจากสุพรรณิการ์ คู่กรณีที่เขาขับรถชนสะโพกเธอนั่นเอง!

สุพรรณิการ์กระแทกนามบัตรของวัชระลงอย่างแรงแล้วก็ร้องออกมา เพราะเจ็บมือที่ทุบรถของเขาวันก่อน ครั้นกระแทกลงนั่งก็สะดุ้งกุมสะโพกหน้าบิดเบี้ยวเจ็บรอยช้ำที่ถูกวัชระชนวันก่อน เลยพาลโมโหยิ่งขึ้น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันบ่นด่าไปตามเรื่องว่า

“อีตาตำรวจบ้า ทำให้ฉันต้องเจ็บตัว คอยดูนะถ้าตามตัวเจอเมื่อไหร่เจอชุดใหญ่แน่”

ooooooo

กริชชัยอยู่ในห้องประชุมพร้อมด้วยเบญลี่และอรุณศรี มีทีมงานของโรงแรมร่วมประชุมเพื่อเตรียมงานด้วย

เขาบรรยายการจัดงานว่า “เดือนหน้าผมจะจัดทริปพิเศษพาลูกค้าวีไอพีมาลองรถใหม่ เมื่อเช้าผมลองเส้นทางจากกรุงเทพฯมาที่นี่แล้ว พอใจมาก เราจะใช้เส้นทางนี้ และให้ลูกค้ามาพักที่นี่หนึ่งคืน ลูกค้าของเราชุดนี้เป็นระดับ วีไอพี ผมขอการต้อนรับที่ดีที่สุดในทุกๆด้าน”

ผู้จัดการโรงแรมให้ความมั่นใจว่ายินดีอำนวยความสะดวกทุกอย่าง กริชชัยขอบคุณ จากนั้น เบญลี่มอบหมายให้อรุณศรีเป็นฝ่ายจัดการเรื่องกิจกรรมสันทนาการตอนกลางคืน โดยให้อรุณศรีประสานกับทางโรงแรมโดยตรง

“หลังจากประชุมแล้ว แอ๊วจะขอสำรวจรอบโรงแรมดูว่าเราจะทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง” อรุณศรีเสนอ

“ผมไปด้วย” กริชชัยเผลอตัวรีบเสนอ ทุกคนหันมองทำให้เขาชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ยังเก๊กหน้าขรึมชี้แจงว่า “คือ...ผมก็อยากสำรวจรอบๆโรงแรมอยู่พอดี จะได้ไปพร้อมกันทีเดียวเลย”

เบญลี่ขอไปด้วยอ้างว่าเพื่อช่วยจด ถูกกริชชัยเบรกว่าให้อรุณศรีจดแทนก็ได้ ตนไปกับอรุณศรีแค่สองคนได้ไม่เป็นไร ทำให้เบญลี่จำต้องโอเค บอกอรุณศรีว่ามีอะไรก็ให้จดแทนตนด้วยก็แล้วกัน อรุณศรีจำต้องตอบรับทั้งที่รู้สึกอึดอัดใจ

กริชชัยทำเป็นหันมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างตื่นเต้นจนกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่

ooooooo

ลำเภาสั่งป้าเจียมที่เป็นแม่บ้านให้ดูแลกริชชัยระหว่างอยู่ที่นี่ ทั้งเรื่องห้องนอนและเสื้อผ้าแล้วเธอก็เข้าไปดูในห้องอย่างใส่ใจ ทำให้ได้เห็นรูปของกริชชัย ธีธัช และวัชระที่ถ่ายร่วมกัน ดูรูปแล้วชมธีธัชว่าหน้าตาดีกว่าวันที่มุดรั้วเข้ามา แต่ใจเสาะเกินไป

จนไปเจอรูปผู้หญิงที่อยู่บนขาตั้ง เธอดูรูปอย่างพินิจ พิจารณาแล้วพึมพำ “ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร?”

ลำเภาเข้าไปดูรูปใกล้ๆอย่างสนใจ ติดใจ อยากรู้มาก...

ooooooo

อรุณศรีไปสำรวจสถานที่รอบโรงแรม ทีแรกเมื่อได้เห็นบรรยากาศร่มรื่นก็เผลอตัวสูดอากาศเต็มปอดอย่างสดชื่น แต่พอเห็นกริชชัยเดินตามมาเธอก็เกร็งขึ้นมา รีบทำเป็นเอาสมุดมาเตรียมจด

กริชชัยพยายามซักถามชวนคุยอย่างกันเอง แต่เธอก็คุยด้วยอย่างระวังตัว ผิดกับกริชชัยที่เดินสำรวจไปรอบๆอย่างมีความสุข

แล้วอรุณศรีก็ยิ่งเกร็งและเครียด เมื่อเห็นธีธัชแอบดูตนอยู่ แต่พอเธอมองไปก็หลบแว้บ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอสะดุดใจและทนไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพแบบเดียวกันนี้อีกเป็นครั้งที่ 3 เธอเครียดขึ้นมาจนกริชชัยถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

อรุณศรีตัดสินใจพูดตามตรงว่า ตนไม่มีอะไร แต่เชื่อว่าเพื่อนเขามีแน่ เมื่อกริชชัยทำหน้างง เธอระบุว่า

“คุณธีธัช...ฉันว่าเขาไม่พอใจที่ฉันอยู่ใกล้คุณมากเกินไป” เห็นกริชชัยทำหน้างงปนตกใจ อรุณศรีพูดชัดขึ้นอีกว่า “คุณอย่าเพิ่งหันตอนนี้นะ รอให้ฉันพูดจบแล้วค่อยๆหันไปทางล็อบบี้ เพื่อนคุณแอบมองเราอยู่ แล้วเขาก็แอบมองตลอดเวลาที่คุณเดินสำรวจพื้นที่กับฉัน”

กริชชัยขมวดคิ้วแล้วค่อยๆหันไปทางล็อบบี้ เห็นธีธัชอยู่ที่นั่นจริงๆ แต่ธีธัชกลับทำเป็นก้มหน้าอ่านหนังสือ แต่ทำไม่เนียน จนกริชชัยทำเสียงคำรามเบาๆในคออย่างรู้ทัน

“ไอ้ธี...”

อรุณศรีพูดต่ออย่างมั่นใจว่า “ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ฉันกลัวว่าเพื่อนคุณจะเข้าใจผิด คือ...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนะคะ ตรงๆเลยแล้วกัน ฉันไม่อยากโดนตบ”

กริชชัยยิ่งฟังก็ยิ่งงง อรุณศรีโพล่งออกไปอย่างชัดเจนว่า “ก็พวกคุณรักแรงหึงแรงนี่คะ...”

“เฮ้ย...” กริชชัยร้องอย่างตกใจมาก

“เขาคงไม่พอใจ ฉันไม่เคยมีปัญหานะคะ เอาเป็นว่า ถ้าคุณไม่ชวนเขามาสำรวจด้วยกัน คุณก็ปล่อยฉันสำรวจคนเดียวดีกว่าค่ะ”

พูดแล้วอรุณศรีเดินเลี่ยงไป ทิ้งให้กริชชัยยืนงง นึกเคืองธีธัช ค่อยๆหันมองไปทางล็อบบี้ คำรามในลำคอ

“ไอ้ธี...”

ooooooo

กริชชัยเดินอ้าวกลับไปเล่าเชิงต่อว่าตำหนิธีธัชที่ทำให้อรุณศรีเกิดความรู้สึกอย่างนั้น แทนที่จะรู้สึกตัว ธีธัชกลับเย้ยว่า สมควรแล้วที่อรุณศรีจะคิด อย่างนั้น เพราะเป็นตน ตนก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ทำเอากริชชัยถามว่าทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ

“ก็จริงนี่ บุคลิกแกมันเหมาะจะเป็นเกย์ แถมยังไม่มีแฟน ไปเดินตามเขา จะจีบก็ไม่จีบ เขาไม่คิดว่าบ้าก็บุญแล้ว”

“ที่ฉันบอกแก ไม่ได้จะให้มาซ้ำเติม” กริชชัยตัดพ้อกลายๆ

ธีธัชถามว่า แล้วจะให้ตนทำอะไร ไปอธิบายให้อรุณศรีฟังหรือ แล้วบอกเลยไหมว่าเขาไม่กล้าจีบ กริชชัยเบรก เพื่อนว่า

“เยอะไป! ไม่ต้อง แค่แกหยุดแอบมองฉัน แล้วก็ไม่ต้องมาอยู่ใกล้ฉันมากก็พอแล้ว”

ธีธัชบอกว่า งั้นตนกลับก็แล้วกัน กริชชัยตกใจ ขณะ กำลังอึ้งนั่นเอง ธีธัชหันไปทักน้องพาย...แล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ กริชชัยมองตาม เห็นธีธัชเดินเข้าไปหาพนักงานรีเซปชั่นสาวที่กำลังเตรียมตัวจะกลับ บอกกริชชัยว่า

“คือน้องเขากำลังจะกลับเข้ากรุงเทพฯ ฉันก็เลยอาสาไปส่งเขา” กริชชัยถามงงๆ ว่าเห็นแอบดูตนกับอรุณศรีตลอดเวลา แล้วเอาเวลาที่ไหนไปหลีหญิงอีก ธีธัชยิ้มกวนๆ บอกว่า

“เรื่องแบบนี้เวลามันไม่สำคัญเท่าจังหวะเว้ย...ส่วนเรื่องของแก ไอ้วัชมันยังอยู่ เดี๋ยวมันคงจะมีวิธีช่วยแกแก้ข่าวเอง ไม่ต้องห่วง!”

ธีธัชยิ้มอย่างมั่นใจ ตรงกันข้ามกับกริชชัยกลับยิ่งรู้สึกหวั่นใจ

ooooooo

ตอนที่ 3

วัชระยังนอนหลับสนิทอยู่ที่โซฟา จนพนักงานโรงแรมมาปลุกถามว่าชื่อวัชระใช่ไหม พอเขาบอกว่าใช่ก็ยื่นโทรศัพท์ให้บอกว่า “คุณเนตรนภัสต้องการเรียนสายด้วยครับ”

วัชระตาสว่างโพลงทันที อุทาน “แหนม...โทร.มาได้ไงเนี่ย”

ฟังคำตอบจากเนตรนภัสแล้ว วัชระยิ่งมึนตึ้บกับความสามารถพิเศษของเธอ เธอเล่าสบายๆว่า ก็แค่จำชื่อโรงแรมที่เขาจะมาพัก หาเบอร์จากอินเตอร์เน็ต แล้วก็ส่งรูปเขาให้โรงแรมช่วยกันตามหา ง่ายจะตาย

พอเล่าเสร็จ เธอก็รุกทันทีตามแบบฉบับของ “เนตรนภัส” ถามเป็นชุดตามเคยว่า ทำไมไม่ยอมรับสาย ทำอะไรอยู่ หรือว่าอยู่กับผู้หญิงอื่น วัชระทำหน้าเมื่อยบอกว่าตนหลับอยู่ที่ล็อบบี้ เพราะเมื่อคืนเคลียร์หนักจนไม่ได้นอน...พอขับรถมาถึงก็สลบไม่รู้เรื่อง ถามว่าแล้วที่โทร.มามีอะไรหรือเปล่า

“คุณแม่มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วย วันนี้ และเดี๋ยวนี้ ...Now...”

วัชระเซ็งจนบอกไม่ถูก ทิ้งตัวลงพิงพนักโซฟาอย่างหมดแรง...

ooooooo

วัชระไปบอกกริชชัยว่าตนต้องกลับด่วนเพราะเนตรนภัสโทร.มาบอกให้กลับเดี๋ยวนี้ ไม่รู้มีเรื่องด่วนอะไร พูดอย่างห่วงความรู้สึกของเพื่อนว่า ยังไงเสียเขาก็ยังมีธีธัชอยู่เป็นเพื่อน พอกริชชัยบอกว่ารายนั้นกลับไปก่อนแล้ว วัชระก็ได้แต่ร้องอ้าว...

แต่เมื่อเนตรนภัสเร่งมาขนาดนี้ยังไงก็ต้องกลับ โดยจะขับมอเตอร์ไซค์ไปจอดที่ออฟฟิศของกริชชัยแล้วขับรถของตัวเองไปหาเธอ กริชชัยเตือนว่าถ้าง่วงก็อย่าฝืน ไม่ไหวจริงๆให้โทร.บอกจะส่งคนไปรับ

วัชระขอบใจเพื่อนแล้วเดินไปเซ็งๆไม่ทันดูดีชนกระจกใสเข้าโครมใหญ่จนเซ ดีที่กริชชัยรับไว้ทันเลยเข้าไปอยู่ในอกเขาดูเหมือนกอดกันอยู่

อรุณศรีเดินมาเห็นภาพนั้นเข้าเต็มตาตกใจผงะแล้วรีบหันหน้าเดินไปทางอื่น ส่วนกริชชัยพอเห็นอรุณศรีมาก็ผลักวัชระออกไปจนล้มก้มจ้ำเบ้า วัชระคลำก้นร้องโอดโอย ต่อว่าเพื่อนว่าจะปล่อยทำไมไม่บอกกันก่อน กริชชัยขอโทษ อวยพรเพื่อนให้กลับโดยสวัสดิภาพ แล้วค่อยคุยกัน

พอวัชระรับคำ เขาก็เดินอ้าวตามอรุณศรีไปอย่างเร่งรีบ วัชระมองตาม ไม่เข้าใจว่าเพื่อนรักจะรีบไปไหน

ooooooo

กริชชัยตามไปจนทันอรุณศรี เรียกเธอไว้แล้วชี้แจงว่า ที่เธอเห็นเมื่อกี้...ถูกอรุณศรีตัดบทว่าตนจะไม่บอกใคร กริชชัยสะอึกพูดต่อไม่ออก อรุณศรีจึงพูดให้เขาสบายใจว่า

“ฉันรู้ว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องของคุณกับคุณธีธัช และผู้ชายคนเมื่อกี้นี้ ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่เม้าท์ และไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวค่ะ ไม่ต้องห่วง”

“เอ่อ...แต่...ว่า...”

กริชชัยไม่ทันชี้แจง เบญลี่ก็มาแจ้งว่า ให้เขาจัดอาหารกลางวันสำหรับเขาและเพื่อนๆไว้แล้ว ที่เทอเรซด้านโน้น วิวดีมากถามว่าเราไปกันเลยไหม กริชชัยบอกว่าได้ แต่ให้อรุณศรี ไปทานร่วมโต๊ะกับตนด้วย

“คะ???” ทั้งอรุณศรีและเบญลี่อุทานพร้อมกันเชิงถาม กริชชัยชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนบอกเขินๆว่า

“คือ...เพื่อนผมกลับไปหมดแล้ว ผมไม่อยากทานคนเดียว ถ้าคุณเบญสะดวกก็ทานด้วยกัน”

เบญลี่ขอตัวเพราะต้องไปคุยเรื่องค่าใช้จ่ายในวันงานกับทางโรงแรม และทางโรงแรมก็จัดอาหารไว้ให้แล้ว พูดสบายๆว่า

“คุยไปกินไปน่ะค่ะ เบญลี่ให้แอ๊วดูแลแทนแล้วกันนะคะ” พูดพลางรุนหลังอรุณศรีเข้าไป

กริชชัยผายมือเชิญทันที อรุณศรีตกกระไดพลอยโจน จำต้องไปทำหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่อีกตามเคย

ชายหนุ่มเดินนำไปอย่างมีความสุขมาก ในขณะที่อรุณศรีเองเดินไปอย่างครุ่นคิดระแวงว่ามีอะไรในนี้หรือเปล่า

ooooooo

ซี่โครงหมูบาร์บิคิวถูวางไว้ตรงหน้า อรุณศรีมองหน้ากริชชัยที่นั่งอย่างสุภาพอยู่เบื้องหน้าด้วยความ รู้สึกลำบากใจ จนเขาบอกว่า ถ้าอยากใช้มือทานก็ตามสบาย ไม่ต้องอาย ตนรับได้

อรุณศรีขอบคุณ พูดออกตัวว่าถ้าตนเลอะเทอะคงไม่ไล่ตนออกจากงานเพราะทานอาหารไม่เรียบร้อยใช่ไหม กริชชัยยิ้มอย่างเอ็นดู ผายมือเชิญอย่างสุภาพ

อรุณศรีเช็ดมือแล้วเริ่มใช้มือหยิบซี่โครงหมูทานอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทางธรรมชาติคล่องแคล่วเธอทานน่าอร่อยมาก กริชชัยนั่งมองอย่างมีความสุข จนเธอถามว่า

“คุณไม่ทานเหรอ...อร่อยนะ เนื้อหมักได้กำลังดี ล่อนแล้วก็นุ่มดี ซอสก็เข้มข้นใช้ได้เลย” อรุณศรีบรรยายน่าอร่อยจริงๆ

“คุณรู้เรื่องอาหารด้วยเหรอ”

“พี่ชายฉันเป็นเชฟน่ะค่ะ เขาชอบทำอาหารให้ฉันทาน แล้วก็ใช้ฉันเป็นหนูทดลองประจำ” พูดแล้วเห็นกริชชัยฟังเพลินยิ้มน้อยๆอย่างมีความสุขก็ถามว่า “ตกลง...จะไม่ทานเหรอคะ”

กริชชัยรู้สึกตัว ตอบเขินๆว่าทานสิ แล้วหันไปหยิบมีดและส้อมเตรียมจะลงมือ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจวางอุปกรณ์เหล่านั้นลง หันไปเช็ดมือ แล้วใช้มือหยิบเหมือนอรุณศรี แม้จะดูเก้งกางแต่ก็น่ารัก

อรุณศรีมองเขายิ้มๆแล้วหัวเราะขำๆเมื่อเห็นซอสเปื้อนที่แก้มเขา พอบอก เขาก็รีบเอามือเช็ดปรากฏว่ายิ่งเช็ดก็ยิ่งเลอะสุดท้ายขอร้องเธอเขินๆว่า “มือผมเปื้อน รบกวนคุณ...เช็ดให้ผมหน่อยได้หรือเปล่า”

เอ่ยปากขอแล้วมองลุ้น อรุณศรีอิดออดนิดหนึ่งแล้วตัดสินใจเช็ดมือตัวเองกับผ้าก่อนแล้วหยิบกระดาษทิชชูโน้มตัวข้ามโต๊ะไปเช็ดรอยเปื้อนให้เขา

ความใกล้ชิดและการสัมผัสทำให้ต่างใจเต้นแรงอย่างตื่นเต้น กริชชัยแอบมองเธอในระยะใกล้อย่างแสนจะปลื้มใจ

เบญลี่ผ่านมาพร้อมแฟ้มงาน เห็นภาพนั้นถึงกับชะงักกึก อุทานอย่างอัศจรรย์ใจ... “โอ๊ะ...โอ...” แล้วรีบหลบถามตัวเองว่าตนตาฝาดรึเปล่า ค่อยๆโผล่ไปแอบดูอีก เห็นอรุณศรีลงนั่งตามเดิมแล้ว แต่กริชชัยยังเขินไม่หาย...

เบญลี่ขมวดคิ้วคิดหนัก...อย่างอยากรู้อยากเห็นจริง... จริง...

อรุณศรีเช็ดรอยเปื้อนให้เสร็จ กริชชัยขอบคุณเธอเขินๆ เธอยิ้มให้ ตอบอย่างสง่าผ่าเผยว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ ที่ฉันทำให้เพราะรู้ว่าจริงๆแล้วคุณเป็นอะไร ถ้าคุณเป็น ‘ผู้ชายแท้ๆ’ ฉันก็คงไม่กล้าทำ”

กริชชัยแทบจะหุบยิ้ม พยายามจะชี้แจงแต่มัวเอ้อ... อ้า...พูดไม่ออก เสมองไปนอกหน้าต่างอย่างเหนื่อยใจจนแทบจะทานอะไรไม่ลงอีกเลย

ooooooo

วัชระกลับมาถึงหน้าบ้านเนตรนภัส ก็มีโทร.เข้ามือถือ เขาบ่นเซ็งๆว่าจิกจนวินาทีสุดท้าย แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแต่แล้วก็แปลกใจเมื่อไม่ปรากฏชื่อผู้โทร. พึมพำ “ใครวะ...ซ่อนชื่อเสียด้วย หรือเป็นพวกสายข่าว” แล้วเขาก็กดรับ

“ยอมรับสายแล้วเหรอคุณตำรวจ” เสียงสุพรรณิการ์ทักมาหยันๆแล้วลุกเดินกะเผลกๆขึ้นห้องทำงานที่อยู่ชั้นบนของร้านสาดสุราหวานนารีของตัวเอง ในห้องตกแต่งแบบอินเดีย บรรยากาศสบายๆโรแมนติก

วัชระยังจำไม่ได้ถามว่าเธอเป็นใคร สุพรรณิการ์เดินกะเผลกๆเข้ามาในห้องแล้วพูดกวนๆว่าสงสัยจะชนแล้วหนีหลายคนเลยจำไม่ได้ วัชระกำลังกังวลกับเรื่องที่เนตรนภัสสั่งให้มาพบแม่เลยหงุดหงิด บอกว่าตนไม่มีเวลาล้อเล่นด้วย ฝ่ายสุพรรณิการ์เริ่มของขึ้นเสียงแหวมาว่า ตนโทร.มาก็พูดเรื่องจริงจังไม่ใช่โทร.มาเล่นขำๆ

“วัชคุยกับใคร” เนตรนภัสถามเสียงดังเข้าใปในโทรศัพท์ สุพรรณิการ์ถามว่าเสียงใคร วัชระตัดบททันทีเมื่อเห็นเนตรนภัสเดินตรงรี่เข้ามาว่า เอาแค่นี้ก่อน ถ้ามีธุระจริงๆค่อยโทร.มาอีกที วันนี้ตนไม่มีเวลามาเล่นเกม แล้วตัดสายเลย จนสุพรรณิการ์สวนกลับไปไม่ให้วางสายก็ไม่ทัน
เนตรนภัสเดินมาถึงพอดี จิกถามว่าคุยกับใคร เขาบอกว่าใครไม่รู้คงโทร.ผิด ถูกคาดคั้นอีกว่าแล้วทำไมต้องวางสาย

“อ้าววว ก็เขาโทร.ผิดจะให้ผมพูดอะไรกับเขา” วัชระเริ่มเสียงแข็ง พอเนตรนภัสอาปากจะพูดเขารีบพูดขึ้นก่อนว่า “แหนม คุณแม่มีเรื่องสำคัญจะคุยกับผมไม่ใช่เหรอ ผมก็รีบขับรถมาตามคำสั่งแล้ว ตกลงจะเสียเวลาทะเลาะกันตรงนี้หรือจะปล่อยให้ผมไปคุยธุระสำคัญ”

เนตรนภัสนึกขึ้นได้รีบควงแขนเขาไม่วายบอกว่าคุยกับคุณแม่ก่อนก็ได้แต่คุยจบแล้วเอาโทรศัพท์ให้ตนจะเช็กดูว่าใครโทร.มา วัชระเซ็งจนบอกไม่ถูก โยนโทรศัพท์ไว้ในรถอย่างหงุดหงิด

ส่วนสุพรรณิการ์ถูกตัดสายทิ้งก็หงุดหงิด มองโทรศัพท์พูดอย่างแค้นใจว่า

“ร้อยตำรวจเอกวัชระ ถ้าฉันตามเจอเมื่อไหร่ นายชะตาขาดแน่!!”

ooooooo

วัชระเข้าบ้าน  เจอนรีวรรณจึงหยุดคุยกัน  นรีวรรณรู้ชะตากรรมของเขาดีเลยชวนทำบุญต่อชะตา   เนตรนภัสยังเกาะแขนเขาแจ ฟังทั้งคู่คุยกัน นรีวรรณอยากให้วัชระทำบุญต่อชะตา เนตรนภัสตัดบทว่าคุณแม่รออยู่ให้รีบไปหา ไล่น้องให้หลบไปเสียแล้วลากวัชระเข้าห้องรับแขกปิดประตูใส่หน้าน้องปังใหญ่

เมื่อไปเจอสีรุ้งนั่งรอเซ็งๆอยู่ในห้องรับแขก เนตรนภัสถามนำว่าคุณแม่มีเรื่องจะคุยกับวัชระไม่ใช่หรือ ทั้งวัชระและสีรุ้งต่างมองกันงงๆ เนตรนภัสรีบกำกับบอกแม่ว่าให้ถามเลย สีรุ้งมองหน้าลูกสาวอย่างอ่อนใจก่อนถามวัชระว่า

“คบกันมาตั้งนานแล้ว ไม่คิดจะ...เปลี่ยนใจบ้างหรือ” สีรุ้งเลี่ยงไปไม่กล้าพูดเรื่องแต่งงาน พอถูกเนตรนภัสเรียกปรามก็พูดว่า “แม่จะบอกว่า ถ้าไม่คิดจะเปลี่ยนใจก็ควรจะทำอะไรๆให้มันเป็นเรื่องเป็นราว มั่นคง ไม่ใช่ควงกันไปควงกันมาแบบนี้”

วัชระเริ่มเอะใจเอ่ยขึ้นว่าอย่าบอกนะว่าคุณแม่หมายถึงเรื่องแต่งงาน พูดไม่ทันขาดคำเสียงเนตรนภัสก็แจ๋ขึ้นทันทีว่า

“ทำไมวัช ถ้าคุณแม่หมายถึงเรื่องการแต่งงานแล้วยังไง หรือว่าวัชไม่คิดจะแต่ง” วัชระหน้าเลิ่กลั่ก สีรุ้งเองก็อึกอักงงๆแต่เนตรนภัสของขึ้นแล้ว เธอใส่ยาวเลยว่า “นี่คิดจะคบแหนมเล่นๆงั้นเหรอ แหนมไม่ยอมนะ แหนมเสียเวลากับวัชมาตั้งหลายปีไม่ยอมเสียเวลาเสียโอกาสแล้วยังเสีย...” คำสุดท้ายเธอละไว้ในฐานที่เข้าใจ

สีรุ้งทนไม่ได้บอกลูกให้พอได้แล้ว แต่เนตรนภัสหยุดไม่ได้ เสียงดังใส่แม่ว่าไม่ต้องพูด ตนจะพูดเอง สีรุ้งแทบลมจับกับอารมณ์ของลูกสาว เนตรนภัสหันมาบอกวัชระว่า ที่เรียกมานี่ไม่ใช่การสอบถามหรือเจรจาแต่เป็นการ “แจ้งให้ทราบ” พูดเด็ดขาดว่า

“วัชจะต้องแต่งงานกับแหนมภายในปีนี้” วัชระหน้าเจื่อนติงว่าปีนี้ก็เหลืออีกไม่กี่เดือนเอง เธอสวนทันที “ใช่ และแหนมก็จะไม่รอไปจนถึงปีหน้า วัชจะต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและงานแต่งงานของเรา จะต้องเริดที่สุด!”

วัชระหน้าซีดบอกว่าตนไม่มีเงิน จะจัดงานเริดๆแบบนั้นได้ยังไง เธอบอกว่าเรื่องนั้นตนจัดการเอง เสียเงินเท่าไรไม่ว่าแต่ต้องไม่เสียหน้าเด็ดขาด

สีรุ้งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ลมตีขึ้นด้วยความเครียด ในขณะที่เนตรนภัสยังจิกตาใส่วัชระจนเขาอึดอัด เครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมาที่รถเสียงสั่งของเนตรนภัสยังก้องอยู่ในหัว เขายกมือจะทุบรถระบายความอัดอั้น แต่พอเห็นรอยบุบจากการทุบของสุพรรณิการ์  เขาก็ค่อยๆวางมือลงเหมือนกลัวมันจะเจ็บ คำรามทั้งฮึ่ยยยย...ทั้งเฮ่อออ...แต่ก็ไม่ทำให้หายเครียดได้...

ซ้ำร้ายเมฆฝนดำถมึนก็เคลื่อนมาเหนือหัวเขา เหมือนเงาดำที่กำลังจะครอบงำชีวิตเขาฉะนั้น...

ooooooo

ที่หน้าบริษัทเอ็ม กรุ๊ป เย็นแล้วทุกคนเตรียมกลับบ้าน กริชชัยมองท้องฟ้าเห็นมืดครึ้มเชื่อว่าฝนต้องตกแน่ มองอรุณศรีกับเบญลี่ที่กำลังเก็บของถามลอยๆ ว่าจะกลับยังไง

เบญลี่ตอบทันทีว่าตนเอารถมาไม่ต้องห่วง  เขาพูดเหมือนจะสื่อไปถึงอรุณศรีว่าตนรู้ แล้วถามอรุณศรีตรงๆว่าจะกลับยังไง เธอตอบทันทีอย่างไม่ต้องคิดว่า “เดี๋ยวแฟนมารับ” ทำเอากริชชัยหน้าเจื่อน จุกเหมือนโดนลิ่มตอกอก

เบญลี่มองอรุณศรีขวับแล้วลากออกไปตำหนิว่าทำไมถึงตอบกริชชัยแบบนั้น ไม่กลัวหรือ อรุณศรีบอกว่าตนตอบตามจริงแล้วจะกลัวอะไร เบญลี่ถามว่าไม่รู้อะไรเลยหรือ อรุณศรียิ่งงง ถามว่ารู้อะไร

ต่างฝ่ายต่างไม่พูดตรงๆ แต่พูดเหมือนเข้าใจตรงกันทั้งที่เข้าใจคนละเรื่อง เบญลี่เข้าใจว่ากริชชัยพอใจอรุณศรี แต่อรุณศรีเองกลับคิดว่าเบญลี่หมายถึงรู้ว่ากริชชัยเป็นเกย์

เบญลี่บอกว่าเธอไม่น่าบอกว่ามีแฟนแล้ว บอกไปก็เท่ากับเป็นการตัดโอกาสตัวเอง อรุณศรีคิดว่าเบญลี่กลัวว่ากริชชัยจะมาสนใจแฟนตน เลยบอกว่าจะหาทางไม่ให้ทั้งสองเจอกัน เบญลี่ไพล่คิดไปว่าเธอคงจะเก็บไว้ทั้งสองคน โดยคบกริชชัยในฐานะกิ๊ก ไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่า อรุณศรีเข้าใจว่ากริชชัยเป็นเกย์

ส่วนกริชชัยคอยทีอยู่ว่าฝนจะตกไหมและอรุณศรีจะกลับอย่างไร ยอมรออยู่ไม่ยอมกลับไปก่อน แต่ก็คิดสมเพชตัวเองว่า

“ทั้งมีแฟนแล้ว ทั้งคิดว่าเราเป็นเกย์ ซวยครบสูตรจริงๆ”

ooooooo

อรุณศรีเก็บของบนโต๊ะแล้วส่งข้อความถึงปรานต์ว่า “จะออกไปยืนรอหน้าบริษัท มารับได้เลย” เสร็จแล้วไปยืนรอที่หน้าบริษัท ยืนรออย่างตั้งอกตั้งใจ ฟ้าก็มืดลงทุกทีทั้งเพราะค่ำแล้วและเมฆฝนที่คลุมมาอย่างหนาแน่น

กริชชัยคอยมองลงไปข้างล่าง เห็นอรุณศรียืนรออยู่อย่างอดทน เธอโทรศัพท์ถึงปรานต์ ปรากฏว่าปิดเครื่อง เธอยังเพียรกดแล้วกดอีก จากยืนรอ เป็นเดินรอ นั่งรอ รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีวี่แววที่ปรานต์จะมารับ เธอจึงฝากข้อความว่า “แอ๊วไม่รอแล้วนะเบื่อ!”

พอเธอวางสายเท่านั้น ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก เธอจะวิ่งเข้าไปหลบฝนในตึก ทันใดก็ชะงักเมื่อมีร่มคันใหญ่มากางกันฝนให้ เธอมองขวับเห็นกริชชัยยืนถือร่มกางให้อย่างเท่อยู่ข้างหลัง

“คุณกริช คุณยังไม่กลับเหรอคะ”

“ผมรอคุณ...” เสียงตอบอ่อนโยน นุ่มนวล อบอุ่น

อรุณศรีพึมพำงงๆ ว่ารอตน...รอทำไม กริชชัยบอกว่าจะรอจนกว่า...เขาพูดคำว่า “แฟน” ไม่ออก เลี่ยงเป็นพูดว่า จนกว่าจะมีคนมารับ ถามว่าแล้วนี่เขายังไม่มารับหรือ อรุณศรี บอกว่าเขาติดงานตนกำลังจะกลับเอง กริชชัยโพล่งออกไปอย่างได้โอกาสว่า “เดี๋ยวผมไปส่งเอง”

โพล่งไปแล้วก็ใจเต้นโครมคราม เธอบอกว่าตนกลับแท็กซี่ดีกว่า เขารีบรับรองว่าตนไม่ทำอะไรหรอก ไว้ใจได้

“ฉันรู้หรอกน่า...อย่างฉันไม่ใช่แนวที่คุณชอบ” อรุณศรีพูดยิ้มๆ อย่างสนิทใจขึ้น แต่ทำเอากริชชัยสะอึก หุบยิ้มทันที

ตลอดทางที่เขาขับรถไปส่งเธอ อรุณศรีนั่งอย่างสบายใจไม่เกร็งเหมือนเมื่อก่อน ส่วนกริชชัยก็คอยชำเลืองแอบดูเธอบ่อยๆ อย่างห้ามใจตัวเองไม่ได้

จนมาถึงบ้าน เธอขอบคุณที่มาส่ง เขาตอบรับ “ด้วยความยินดีครับ” อรุณศรียังอดที่จะพูดให้เขาสบายใจไม่ได้ว่า

“ส่วนเรื่องนั้น คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันไม่เอาไปเม้าท์กับคนอื่นแน่นอน คุณเองก็เคลียร์กับคุณธีธัชด้วยนะคะ เขาจะได้รู้ว่าเราสองคน ไม่ได้มีอะไรกัน” พูดแล้วยิ้มๆอย่างมีเลศนัย กริชชัยจะชี้แจงแต่มัวเอ้ออ้าอยู่ เธอก็เอ่ยลา “ฉันไปก่อนนะคะ” พูดแล้วเปิดประตูรถลงไปเลย กริชชัยเรียกตามหลัง แต่เธอปิดประตูไปแล้ว

กริชชัยผิดหวังมากกำมือทุบลงบนพวงมาลัยไปโดนแตรรถเข้าอย่างจัง อรุณศรีชะงักหันมอง สบตากันพอดี กริชชัยเลยยกมือโบกลา เธอโบกตอบแล้วต่างแยกกันไป อรุณศรีพึมพำขำๆ “แปลก”

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงบ้าน อรุณศรีเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดู พูดอย่างเบื่อหน่ายว่า “ไม่โทร.กลับสักครั้ง

เชื่อเขาเลย!” เธอโยนโทรศัพท์ไว้บนเตียง ทันใดนั้นก็มีโทร.เข้าเป็นของปรานต์นั่นเอง

พอเธอรับสายเขาก็ขอโทษเป็นการใหญ่ บอกว่าติดลูกค้าสำคัญมาก ตนพยายามจะปลีกตัวออกมาโทร.ก็ทำไม่ได้ ขนาดตนบอกว่านัดกับแฟนไว้เขาก็ยังไม่ยอมเลย

ปรานต์อ้างติดลูกค้า ทั้งที่เขาอยู่ในสปาคลับสำเริงสำราญอยู่กับสาวเซ็กซี่อย่างสดชื่น

อรุณศรีฟังปลายสายเงียบกริบ จนปรานต์ถามว่าได้ยินไหม เป็นอะไร เธอบอกว่าได้ยิน และ “เป็นโกรธ!”

ปรานต์ทำเสียงแข็งใส่ทันทีว่าจะมาโกรธตนได้ยังไงในเมื่อตนติดลูกค้า อรุณศรีถามโพล่งออกไปอย่างกดดันอัดอั้นว่าจะติดลูกค้าอะไรขนาดขอตัวมาโทรศัพท์ก็ยังไม่ได้ ปล่อยให้ตนรออยู่ถึงสองสามชั่วโมง ถ้ามารับไม่ได้ก็ไม่ต้องอาสา ตนกลับเองได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปรอให้เสียอารมณ์ ยํ้าว่า

“และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก มันเป็นแบบนี้มาตลอด มันน่าเบื่อ!!”

ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนปรานต์บอกให้พอได้แล้ว รอให้เธอมีสติกว่านี้ค่อยคุยกันพูดแล้ววางสายเลย ทำให้อรุณศรียิ่งหงุดหงิด รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีสายจากปรานต์โทร.เข้ามา เธอคิดหนัก ไม่อยากเชื่อว่าคนแบบนี้เป็นแฟนตนจริงๆ

ooooooo

สามหนุ่มกับหลายสาวที่ต่างก็มีความรักและมีปัญหากับความรัก ต่างคิดไปตามประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเองเกี่ยวกับคนรัก และความรัก

กริชชัยคิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์เกี่ยวกับความรัก ที่สุดท้ายคือ “ผู้ใดมีสิ่งที่รัก...ผู้นั้นก็มีทุกข์”

วัชระกำลังเป็นทุกข์กับคำสั่งให้แต่งงานและจัดอย่างเริดหรูของเนตรนภัส  กำลังมีทุกข์กับความรักและคนที่เขารักอย่างหนัก

ธีธัชยังคุมแค้น “นังเด็กบ้า” ที่ตีหัวตนแตกเลือดโกรก ทั้งยังจะเอาเครื่องมือสัตวแพทย์มาเย็บแผลที่หัวให้ตนอีก

ส่วนอรุณศรีกำลังคิดหนักกับความรักที่น่าเบื่อหน่ายของปรานต์ ที่มีแต่คำหวาน แต่การกระทำมีแต่ความเห็นแก่ตัว

สุพรรณิการ์หงุดหงิดที่ติดต่อวัชระไม่ได้ ไม่เพียงเพราะเจ็บตัว เจ็บใจ แต่ยังมีความรู้สึกที่ตัวเองก็ไม่รู้แอบแฝงอยู่ด้วย

อีกหนึ่งสัตวแพทย์สาวหน้าเด็ก ยังติดใจสงสัยว่า หญิงสาวในรูปที่อยู่บนขาตั้งในห้องกริชชัยนั้น จะเป็นคนที่กริชชัยหลงรักอยู่ ใช่หรือไม่?

แต่ไม่ว่าความสัมพันธ์จะพัวพันโยงใยอย่างไร ทุกชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ความสัมพันธ์ก็ยังดำเนินต่อไปตามวิถีของแต่ละคน...

ooooooo

ที่บ้านอรุณศรี เช้านี้เธอตื่นขึ้นมาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาอย่างหอมหวนชวนทาน เดินไปดูในครัวด้วยความสงสัย เห็นโอบบุญพี่ชายคนเดียวที่เป็นเชฟกำลังทำอาหารอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ พอเห็นหน้าน้องสาวก็ให้ช่วยชิมอาหารสูตรใหม่ที่เจ้านายอยากให้ทำเป็นอาหารเช้าที่ทำเร็วทานง่ายและกำไรดี

อรุณศรีปฏิเสธเสียงง่วงๆว่าไม่เอา  วันนี้ไม่มีอารมณ์เพราะ “ปวดจิต”

โอบบุญหันมองหน้าน้องสาวอย่างค้นหาถามว่าทะเลาะกับปรานต์หรือว่าเจ้าของรถสปอร์ตคันเมื่อคืน? ทำเอาอรุณศรีอึ้งประสาทตื่นเต็มที่ ถามว่ารู้ได้ยังไงเพราะเมื่อคืนตนกลับมาพี่ยังไม่กลับไม่ใช่หรือ

จึงรู้จากพี่ชายว่า ไปรู้มาจากป้าขายน้ำเต้าหู้หน้าปากซอยที่ตนไปซื้อไข่แล้วป้าก็เรียกไปรายงานเป็นชุดเลยทีเดียว บอกแล้วถามอำๆว่า “สรุปเป็นความจริงใช่ไหมเนี่ย” อรุณศรีตอบไม่เต็มเสียงว่า...จริง

เมื่อพากันมานั่งที่โต๊ะอาหาร โอบบุญถามน้องแซวๆว่า “แล้ววันนี้เขาจะขับรถสปอร์ตมารับหรือเปล่า?”

“ใครขับรถสปอร์ตเหรอครับ” ปรานต์ถามแทรกขึ้นพร้อมกับเดินยิ้มแฉ่งเข้ามา

โอบบุญกับอรุณศรีที่กำลังคุยกันประสาพี่น้องอย่างเปิดใจ ต่างเซ็งไปถนัดกับการมาของปรานต์

ooooooo

เมื่อปรานต์เข้ามาร่วมโต๊ะ ก็ทำทีถามโอบบุญว่าเปลี่ยนรถใหม่หรือ ให้เอาไปติดเครื่องเสียงที่ร้านตนก็ได้ รุ่นใหม่เพิ่งมาจากญี่ปุ่นเสียงใสกิ๊ง...

โอบบุญตอบเนือยๆว่าตนยังขับรถมือสองจากญี่ปุ่น ปรานต์ซักทันทีว่าแล้วใครขับรถสปอร์ต

“ใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นผู้ชาย! แล้วก็ขับมาส่งแอ๊วที่บ้านเมื่อคืน” โอบบุญเล่าอย่างสะใจ ปรานต์ฟังแล้วหน้าเหวอ ออกอาการหึงทันตาเห็น พุ่งเข้าจับมืออรุณศรีเขย่าถามอย่างร้อนใจว่าจริงหรือ มันเป็นใคร โอบบุญหาทางปลีกตัวทำทีว่ามีงานต้องรีบไปแต่เช้า แอบส่งสัญญาณน้องสาว
ทำนองว่าใส่ให้เต็มเลยนะ

ปรานต์หลงกล คาดคั้นกับอรุณศรี ถามว่ามันแอบมาจีบเธอตอนตนไม่อยู่ใช่ไหม มันเป็นใคร อรุณศรีทำหน้านิ่งตอบว่า“ไม่บอก” ทำให้ปรานต์ยิ่งระแวง คาดคั้นให้บอกว่ามันเป็นใครแล้วมาส่งทำไม อรุณศรีมองหน้าเขาถามว่าหึงหรือ ปรานต์ตอบเสียงเครียดว่าใช่ เธอเลยได้ที ปรามว่า

“ดี! หึงมากๆ นะ แล้วก็มาคอยเฝ้าให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้นั่งรอ ยืนรออยู่หน้าบริษัทตั้งสองสามชั่วโมง เป็นที่สมเพชของคนที่เขาเดินผ่านไปมา...รู้ซะบ้างว่า แอ๊วมีค่าขนาดไหน อย่ามาทำทิ้งๆ ขว้างๆ แบบนี้!”

พูดแล้วอรุณศรีลุกเดินออกไปเลย ปรานต์ตะโกนไล่หลังไปอย่างไม่พอใจให้บอกก่อนว่ามันเป็นใคร แต่เธอไม่สนใจ ปรานต์ทนไม่ได้รีบเดินตามไปด้วยความร้อนใจกลัวตัวเองจะเสียเธอให้คนอื่น

ooooooo

ที่บ้านสวนของลำเภา เจ้าตัวยังติดใจสงสัยว่าผู้หญิงในรูปนั้นเป็นใคร พอเจอตัวกริชชัยก็ถามตรงๆ ได้รับคำตอบว่าเธอชื่ออรุณศรี เป็นพนักงานในบริษัท เลยถามตรงๆ อีกว่า ชอบเขามากขนาดวาดรูปเก็บไว้แบบนี้แล้วเคยบอกเขาหรือเปล่า

กริชชัยส่ายหน้า บอกว่าไม่เคยเพราะเธอมีแฟนแล้ว

“มีก็มี ไม่เห็นเกี่ยวนี่ คุณกริชชอบเขา ไม่ได้ชอบแฟนเขาสักหน่อย แล้วบางทีแฟนเขาอาจจะเป็นคนไม่ดีก็ได้ ถ้าเขารู้ว่าคุณกริชชอบ เขาอาจจะเปลี่ยนใจ” ลำเภาพูดอย่างคนมีหัวใจอิสระไร้กรอบในความคิด

“แฟนเขาจะดีหรือไม่ดีมันก็เกี่ยว...ถ้าเขารักของเขา พี่ก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง อยู่แบบไม่รู้ยังดีกว่ารู้แล้วต้องเกลียดกัน หรือมองหน้ากันไม่ติด” กริชชัยพูดปลงๆ แต่เศร้า

“บนโลกมีผู้หญิงให้เลือกตั้งเยอะแยะ ทำไม๊...ทำไมคุณกริชจะต้องไปชอบคนที่เขาไม่ชอบด้วย เภาไม่เข้าใจจริงๆ” ลำเภาพูดอย่างคนไม่เคยมีความรักและรู้สึกว่าพี่ชายตนไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย

“ถ้าเภาได้เจอเขาสักครั้ง ครั้งเดียวเภาก็รู้เอง...”

กริชชัยพูดถึงอรุณศรีด้วยความรู้สึกประทับใจ แต่ลำเภาฟังแล้วขมวดคิ้วจนหัวคิ้วนูนอุทานทึ่งว่า ขนาดนั้นเลยเหรอ ทำให้ยิ่งอยากเห็นตัวจริงมากขึ้น

ooooooo

ปรานต์ขับรถไล่ตามอรุณศรีไปจนถึง

หน้าบริษัทเอ็ม กรุ๊ป พอเธอจอดรถลงมา เขาก็ปราดเข้าเทียบแล้วดึงแขนไว้ ยังคาดคั้นถามถึงหนุ่มที่ ขับรถสปอร์ตมาส่งว่าเป็นใคร อรุณศรีทำมาดขรึมพูดเบาๆ แต่หนักแน่นให้เขาปล่อย อย่ามาใช้กำลังกับตนที่นี่ ขู่ว่าถ้าไม่ปล่อยก็ไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีก

ท่าทีดุๆ จริงจังของเธอ ทำให้ปรานต์จำต้องปล่อย อรุณศรีมองเขาด้วยความไม่พอใจมาก ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากัน

ที่หน้าบริษัท กริชชัยขับรถเข้ามาเห็นภาพนั้นพอดี เขานั่งดูอยู่ในรถด้วยความสนใจอย่างมาก

ปรานต์ดักคออรุณศรีว่าเรื่องหนุ่มขับรถสปอร์ตเป็นเพียงการแกล้งพูดให้ตนหึงแต่ไม่มีตัวตนจริงๆ ใช่ไหม เมื่อเธอไม่ตอบปรานต์ทำเป็นคุยโวว่าถึงมีก็ไม่กล้ามาจีบเธอหรอก เพราะรู้ว่าเธอเป็นแฟนตน พูดแล้วยื่นหน้าเข้าหอมแก้มเธออย่างเร็ว แรงจนเธอตกใจยืนหน้าชา แล้วปรานต์ก็พูดอย่างผยองว่า

“ถ้ามีใครกล้ามาจีบก็ให้มันรูไป!” พูดแล้วก็เดินกวนๆ กลับไปขึ้นรถตัวเอง อรุณศรีมองตามไปอย่างไม่พอใจ แต่คนที่ถึงกับเจ็บจี๊ดถึงหัวใจคือกริชชัยที่นั่งดูอยู่ในรถ...

ooooooo

เมื่อไปเจอกันในสำนักงาน กริชชัยถามว่า

ดีกันแล้วหรือ อรุณศรีทำหน้างงๆ เขาเลยพูดชัดๆว่า

“ก็...แฟนคุณ เมื่อวานยังเห็นอารมณ์ไม่ดีที่เขามารับช้า เสียดายเมื่อกี้เห็นหน้าไม่ชัด”

อรุณศรีฉุนกึกถามว่าแอบดูตนอีกแล้วหรือ กริชชัยบอกว่าบังเอิญเห็น แล้วพูดให้รู้ว่าเห็นอะไรบ้างแบบกึ่งตำหนิว่า “รู้ว่ารักกัน แต่จะทำอะไรก็อย่าประเจิดประเจ้อนัก โดยเฉพาะในที่สาธารณะ คนอื่นเขาจะมองไม่ดี”

อรุณศรีรู้สึกว่าโดนด่ามากกว่าเตือนด้วยความหวังดี เมื่อกริชชัยเดินหน้าขรึมๆ ไปแล้ว เธอนึกถามตัวเองงงๆว่า มาด่าตนทำไม?

แต่พอพักเที่ยงออกไปทานอาหารกลางวันกับสุพรรณิการ์และเล่าให้เพื่อนรักฟัง กลับถูกเพื่อนบอกว่า สมควรแล้วที่โดนด่า อรุณศรีร้อง อ้าววววว งงที่ถูกเพื่อนสมน้ำหน้า สุพรรณิการ์เลยขยายความว่า

“ก็จริงนี่ ไอ้ปรานต์มันหมาหวงก้าง มันทำเพราะกั๊กแก โดนเจ้านายด่าก็สมควร” แต่อรุณศรีบอกว่ารู้สึกเหมือนเขาคอยจับผิดตนมากกว่าเพราะตามจิกตนมาตลอด แล้วถามว่าอย่างปรานต์นี่จะโดนใจชาวสีรุ้งไหม สุพรรณิการ์ถามว่าหมายความว่าไง

อรุณศรีบอกว่าตนกลัวว่าเจ้านายจะมาปิ๊งปรานต์เข้า สุพรรณิการ์โวยเบาๆ ว่าอย่างปรานต์นี่ถ้าใครอยากได้ก็ใส่พานให้เขาไปเลย จะหวงไว้ทำไม

ระหว่างที่ทานอาหารและคุยกันนั้น สุพรรณิการ์กดโทรศัพท์โทร.ออกตลอดเวลาอย่างหงุดหงิด พอเพื่อนถามว่าโทร.ถึงใครก็บอกด้วยน้ำเสียงชิงชังว่า

“ฉันโทร.หานายหนวดที่ขับรถชนฉันน่ะซิ โทร.มาตั้งแต่เช้าแล้วปิดเครื่องหนีตลอดเลย” อรุณศรีถามว่าเรื่องรถชนยังไม่จบอีกหรือ เพื่อนเลยระบายความแค้นให้ฟังว่า “ตราบใดที่นายหน้าหนวดยังไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่ทำกับฉันไว้ มันไม่มีทางจบ ผู้ชายไร้ความรับผิดชอบ ถนัดแต่ “หนี” ชนแล้วหนีปิดเครื่องหนี คิดว่าหนีฉันได้ก็ลองดู!!”

ว่าแล้วก็กดโทร.ออกอีก เสียงตื๊ดๆๆๆ อีกตามเคย

ooooooo

วัชระอยู่ในสภาพขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เช้านี้มายืนออกกำลังตามปกติ หลังจากกระโดดเชือกแล้วก็ชกกระสอบทราย เขาตั้งหน้าตั้งตาชกอย่างหนักหน่วง จนแววผู้เป็นแม่ผิดสังเกต ถามอย่างเดาใจลูกว่ากลุ้มเรื่องแต่งงานหรือ

“แม่รู้ได้ยังไง” เขาถามงงๆ แววจึงเล่าว่า เนตรนภัสโทร.มาบอกหมดแล้ว รวมทั้งเรื่องสินสอดทองหมั้นด้วย วัชระถามหน้าเครียดว่าเขาต้องการเท่าไหร่

แววเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เป็นปกติว่าเงิน 10 ล้าน ทอง 50 บาท เครื่องเพชรชุดใหญ่และโฉนดที่ดิน 1 ไร่บนถนนเอกมัยสำหรับสร้างเรืองหอ

“บ้าแล้ว! ผมจะไปหาที่ไหนมาให้!” วัชระสบถ แล้วก็ตกใจ แปลกใจ เมื่อแววผู้เป็นแม่บอกว่าทั้งหมดนี้ทาง

เนตรนภัสบอกว่าไม่ต้องหาเพราะเธอได้ให้แม่เตรียมไว้แล้ว

วัชระถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม แววมองอย่างเป็นห่วง เตือนลูกว่า รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่แรก แต่ลูกก็เลือกที่จะคบ ย้ำกับลูกอย่างให้กำลังใจว่า “วันนี้ ลูกก็ต้องยอมรับในความเป็นเขาให้ได้นะลูก”

“ผมรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นมากขนาดนี้ ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ผมรู้จักแหนมจริงๆ หรือเปล่า”

วัชระพูดกับแม่อย่างเหนื่อยหน่าย กลัดกลุ้ม พลันก็สะดุ้งเฮือก เมื่อเสียงแตรรถดังถี่ๆ ที่หน้าบ้าน วัชระผวาคิดว่าเป็นเนตรนภัสแน่ๆ เขารีบหลบไปทางห้องเก็บของทันที บอกแม่อย่างร้อนรนว่า “ถ้าแหนมมา บอกว่าผมไม่อยู่นะแม่” ว่าแล้ววิ่งปรู๊ดเข้าไปซุกอยู่ในห้องเก็บของเงียบกริบ

ปรากฏว่า คนที่มากลายเป็นธีธัช แววเลยต้องบอกว่าวัชระอยู่ในบ้าน ให้รอประเดี๋ยว แล้วเข้าไปร้องบอกวัชระว่าธีธัชมา

วัชระโล่งใจ ออกมาพบธีธัชในสภาพหัวหูมีหยากไย่พันเกาะไปทั่ว ถูกธีธัชต่อว่าว่าทำไมปิดมือถือ ตนโทร.ตั้งแต่เช้าไม่ติดเลย วัชระเดินคุยไปกับธีธัชห่างจากแววไปทุกที ตัดบทเพื่อนว่ามานี่มีอะไรหรือ

แววยืนดูลูกอยู่ พึมพำอย่างหนักใจว่า “เฮ้อ...จะรอดไหมเนี่ย ลูกฉัน...”

ooooooo

ธีธัชมาเจรจาให้วัชระแต่งชุดตำรวจไปขู่ลำเภา ทำทีว่าตนแจ้งความตำรวจที่ถูกเธอตีหัวแตก แล้วทั้งขอร้องทั้งบังคับให้วัชระทำตามแผนการของตนพาไปที่บ้านสวนของลำเภาอย่างลำพองใจ

“ฉันไม่ยอมให้ยัยหนูตะเภาได้ใจ ตีหัวฉันแล้วก็ยังลอยนวล ฉันลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะแจ้งความก็ต้องทำตามที่พูด” วัชระคิดไม่ตกที่ต้องมาทำเรื่องแบบนี้ ธีธัชขอร้องว่า “เอาน่า ถือว่าช่วยเพื่อน เอางี้...แกไม่ต้องพูดอะไรมาก เดี๋ยวฉันเป็นคนจัดการเอง งานนี้มีเฮ!” ธีธัชสะใจตั้งแต่คิดแล้ว
ธีธัชกดออดลั่น ครู่เดียว ลำเภาที่กำลังเป่าขนให้น้องหมาทั้งสามก็เดินออกมาเขม้นมองผ่านแว่นหนาเตอะ เห็นธีธัชก็จำได้ แต่พอมองไปอีกเห็นตำรวจมาด้วย ก็เริ่มสงสัย

พอเจอหน้ากัน ธีธัชก็เยาะเย้ยยียวนว่าลำเภากลัวจนไม่กล้ามาเปิดประตู ทั้งคู่โต้เถียงกันเอาเป็นเอาตาย จนวัชระตัดบทให้เข้าเรื่องเสียที ลำเภาถามวัชระว่าธีธัชแจ้งความว่ายังไง

วัชระบอกว่า แจ้งความว่าเธอทำร้ายร่างกายเขา ธีธัชเสริมทันทีว่าเล่นเสียหัวแตกเลือดอาบแบบนี้มีหวังติดคุก

หัวโตแน่ ลำเภามองหน้าธีธัชอย่างหมั่นไส้เต็มที เลยจะเอาเรื่องธีธัชฐานเข้ามาในบ้านตนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถามวัชระว่า จะให้ตนไปแจ้งความที่โรงพักไหม ไม่มีปัญหาเพราะตนมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้หมดแล้ว

ลำเภาพูดเอ๊า...พูดเอา ทำเอาธีธัชกับวัชระอ้าปากค้างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ถามกันด้วยสายตาแบบว่าจะเอาไงดี ลำเภาไม่สนใจพูดฉอดๆๆต่ออีกว่า

“แต่ถ้าจะให้ฉันรับผิดชอบก็ได้ โทษฐานทำร้ายร่างกายอย่างมากก็ไม่กี่ร้อย แต่ก่อนจ่ายฉันขอเฉาะหัวให้เลือดอาบอีกสักทีแล้วกัน เพื่อความสะใจ” ว่าแล้วก็หันไปคว้าท่อนเหล็กที่วางอยู่ริมรั้วหน้าบ้านเงื้อสุดแขน

สองหนุ่มที่ทำกร่างแต่แรกร้องเสียงหลง ลำเภาไม่ลังเลบอกว่าขอฟาดอีกสักครั้ง ครั้งนี้จ่ายเบิ้ลให้อีกเท่าตัว!

ธีธัชร้องลั่น วัชระร้องเตือน “ไอ้ธีระวัง!” เลยทำให้ลำเภารู้ว่าสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน พอนึกอีกที จำได้ว่าสองคนนี้คือคนในรูปถ่ายสามคนในห้องกริชชัย เลยรู้อีกว่า ทั้งสองคนเป็นเพื่อนของกริชชัย เชื่อว่ารวมหัวกันแกล้งตนแน่ๆ

ขณะสองหนุ่มกำลังตกใจไม่ทันแก้ตัว ลำเภาก็ร้องเรียกสมุนทั้งสามแล้วสั่งลุย สามหมากรูกันเข้าไปหาสองหนุ่มเห่าขู่ลั่นไปหมด สองหนุ่มตกใจวิ่งอ้าวไปขึ้นรถขับหนีตายออกไปแทบไม่ทัน

ooooooo

ตกเย็น เมื่อกริชชัยกลับมา ลำเภาเอาเรื่องทันที กริชชัยบอกว่าตนไม่รู้เรื่องเลย สองคนนั้นทะลึ่งทำกันเองทั้งนั้น ลำเภายื่นคำขาดว่า เมื่อเขาไม่รู้เรื่อง ก็ให้ไปบอกสองคนนั้นมาขอโทษตนเสียดีๆโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าไม่ยอมมาขอโทษ ตนจะฟ้องคุณน้าพวงแขว่าเขาคบเพื่อนไม่ดี แล้วจะให้คุณน้าบังคับให้เขาขายคอนโดฯ กลับไปอยู่บ้าน พูดอย่างสะใจว่า

“เภากับแม่จะไปอยู่ด้วย แล้วอย่าหวังเลยว่าจะได้ไปอยู่คอนโดฯใหม่ด้วยกันสามคน” ลำเภาพูดๆๆแล้วย้ำว่า “บอกสองคนนั้นด้วยว่าเภาไม่ชอบรอ!” พูดแล้วหันเดินเข้าห้องไปเลย

กริชชัยยืนมึน ครู่หนึ่งก็หยิบมือถือมาส่งข้อความหาวัชระกับธีธัชเซ็งๆ

เมื่อธีธัชขับรถมาส่งวัชระ พอถึงหน้าบ้านก็ได้รับข้อความบีบีจากกริชชัย ธีธัชเป็นคนอ่านแล้วบอกวัชระว่า

“ไอ้กริชให้เราสองคนไปเจอกันที่คอนโดฯคืนนี้ บอกว่ามีเรื่องต้องเคลียร์”

“โดนด่าชัวร์!” วัชระฟันธงแล้วส่ายหัวบ่น “ฉันไม่น่าบ้าจี้ไปกับแกเล้ย...ถ้าคืนนี้ไอ้กริชมันด่าเรื่องนี้ แกก็บอกมันด้วยแล้วกันว่า ฉันไม่เกี่ยว” พูดแล้ววัชระลงจากรถเข้าบ้านไปเลย

“ยัยเด็กขี้ฟ้อง! เจอคราวหน้าจะแกล้งยิ่งกว่านี้อีก คอยดูนะยัยหนูตะเภา” ธีธัชคำรามด้วยความแค้น

ooooooo

ที่บริษัทเอ็ม กรุ๊ป ขณะลำเภาเดินอยู่ที่หน้าห้องทำงานของกริชชัย ที่อีกมุมหนึ่ง อรุณศรีกำลังคุยโทรศัพท์คุยไปเดินไป

“ฝ้าย...ยังอยู่แถวออฟฟิศฉันหรือเปล่า แวะมารับหน่อยนะคืนนี้จะไปนอนด้วย...จ้ะแล้วเจอกัน”

วางสายแล้วอรุณศรีก็เดินเลี้ยวออกมาสวนกับลำเภาที่เดินมาพอดี ต่างชะงักมองหน้า ยิ้มให้กันตามมารยาทแล้ว สวนไป

ลำเภาชะงักกึก รู้สึกคุ้นหน้าอรุณศรี คิดทบทวนที่กริชชัยบอกว่าอรุณศรีทำงานที่บริษัท ก็สะดุดใจ หันกลับเรียกไว้ พออรุณศรีหันมา ลำเภาทำทีถามว่าห้องน้ำไปทางไหน อรุณศรีชี้ทางให้อย่างมีน้ำใจ ลำเภาขอบคุณ แต่พออรุณศรีจะไป ก็เรียกไว้อีกถามว่าแถวนี้มีร้านกาแฟร้านขนมหรือเปล่า

อรุณศรีตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า มี ออกไปหน้าบริษัทเลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็เจอแล้ว ลำเภาถามอีกว่า แล้วร้านอาหารอร่อยๆ มีหรือเปล่า

อรุณศรีบอกว่ามีแต่ไม่รู้จะถูกปากหรือเปล่า แล้วแนะนำที่ตั้งร้านให้อย่างละเอียด คิดว่าคงไม่มีคำถามอีก แต่ลำเภาก็มีเรื่องถามอีกจนได้ว่า แล้วไปรษณีย์ล่ะ แถวนี้มีหรือเปล่า อรุณศรียิ้มขำๆกับความช่างถามของเธอ แล้วบอกอย่างละเอียดตามเคย

“แล้วร้านตัดขนหมากับคลินิกรักษาสัตว์ มีหรือเปล่าคะ” ลำเภาถามแตกลายไปเรื่อย

“มีค่ะ ข้ามถนนไปอีกฝั่งไงนะคะ อยู่ติดกันเลยค่ะ” บอกแล้วยืนรีรอว่าจะถามอะไรอีกไหม

“ขอบคุณมากนะคะ ที่ตอบคำถามทุกอย่างโดยไม่หงุดหงิด” ลำเภายิ้มแจ่มใส จริงใจ

“ฉันเข้าใจค่ะ ตอนแรกที่มาทำงานใหม่ๆก็ต้องถามคนอื่นแบบนี้เหมือนกัน”

“ฉันไม่ได้ทำงานที่นี่หรอกค่ะ ฉันแวะมาหาพี่ชายน่ะค่ะคุณกริชชัย พงษ์โภคิน เป็นพี่ชายฉันเอง”

คราวนี้ อรุณศรีสะดุดไปนิดหนึ่ง จนลำเภาแนะนำตัวเองว่า “ฉันชื่อลำเภา ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณอรุณศรี”

“เอ่อ...เออะ...” อรุณศรีอึ้ง หน้าเหวอไปครู่หนึ่ง แล้วถามตัวเองมึนๆว่า “รู้จักชื่อเราได้ไง????”

ส่วนลำเภา พอแยกจากอรุณศรีแล้ว ก็กดข้อความถึงกริชชัยอย่างอารมณ์ดี กริชชัยยังอยู่ในห้อง รับข้อความอ่าน...

“เภาเจอคุณอรุณศรีแล้วนะ เภาเข้าใจแล้วว่า ทำไมคุณกริชถึงชอบเธอ”

กริชชัยอ่านแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อภาพที่ปรานต์หอมแก้มอรุณศรีกระแทกเข้ามาในความคิด เขาหุบยิ้มทันที ตามด้วยถอนหายใจเฮือกใหญ่...ยาว...แล้ว...ก็...เซ็ง...

ooooooo

ตอนที่ 4

เนตรนภัสขนสารพัดหนังสือเกี่ยวกับชุดแต่งงานมาวางกองโต นั่งพลิกเลือกชุดแต่งงานอยู่ที่ห้องนั่งเล่น มือหนึ่งพลิกหนังสือดูไปเรื่อย อีกมือก็กดโทรศัพท์ถึงวัชระไม่หยุดด้วยสีหน้าอารมณ์ที่หงุดหงิด หนักเข้าก็ปาโทรศัพท์กลิ้งไปหยุดที่พื้นใกล้ๆสีรุ้งที่นั่งจิบชาที่โซฟาห่างออกมาเล็กน้อย และนรีวรรณก็นั่งกดบีบีอยู่ใกล้ๆ

เนตรนภัสบ่นอย่างหัวเสียว่า  วัชระเป็นอะไรปิดเครื่องตลอดเลย สีรุ้งติงขึ้นว่า

“แหนม...ลูกบังคับวัชเขามากไปรึเปล่า ถ้าเขาไม่อยากแต่ง...”

“เขาต้องอยากแต่งค่ะแม่ เราคบกันมา 5 ปี มันไม่ใช่น้อยๆ นะคะถ้าเขาไม่อยากแต่งคงเลิกไปนานแล้ว” เธอขัดแม่ขึ้นกลางคัน ถูกนรีวรรณถามทั้งที่มือกดบีบีอยู่ว่า ถ้าอยากแต่งแล้วปิดเครื่องทำไม เนตรนภัสมองขวับเสียงแจ๋นใส่ว่า “เขาอาจจะติดงานหรือติดประชุมก็ได้ เดี๋ยวพอเปิดเครื่องเขาก็รีบโทร.กลับมาหาฉันเอง ไม่เชื่อก็คอยดู...”

เสียงแหวอย่างมั่นใจของเนตรนภัส ทำให้นรีวรรณเงยหน้าจากบีบี มองพี่สาวแล้วส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ ส่วนสีรุ้งวางถ้วยชาแล้วถอนใจเบาๆ ทั้งสีรุ้งและนรีวรรณต่างถอนใจกลุ้มๆออกมาพร้อมกัน

ส่วนเนตรนภัส ยังหงุดหงิดขัดเคืองใจที่วัชระหายเงียบไปซ้ำยังปิดโทรศัพท์อีก แม้จะปากแข็งมั่นใจ แต่ลึกๆแล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกัน

ooooooo

ที่คอนโดฯ “สามเหลี่ยม สามมุม” เป็นคอนโดฯ Low rise ขนาดเล็กไม่กี่ห้อง วัชระขับรถบุบบี้เข้ามา จอดข้างรถของกริชชัยที่จอดอยู่หน้าคอนโดฯก่อนแล้ว ธีธัชขับรถเข้ามาจอดประกบข้างรถกริชชัยอีกด้านหนึ่ง

รถสามคันของสามหนุ่มจอดเรียงกันในช่องจอดรถ วีไอพี สามแบบสามสไตล์ตามรสนิยมเจ้าของรถ ธีธัชกับ วัชระลงจากรถมาเจอกัน วัชระย้ำกับธีธัชว่าคุยกับกริชชัยให้รู้เรื่อง อย่าให้ตนเดือดร้อนด้วย ธีธัชพูดสบายๆอย่างมั่นใจในลิ้นสาลิกาของตนว่า “เอาน่า ธีธัชซะอย่าง จัดการได้ไม่มีใครต้องเดือดร้อน”

เมื่อเข้าไปในห้องที่ยังกำลังตกแต่งอยู่ กริชชัยใช้พู่กันในมือที่กำลังเพ้นต์ผนังที่วางอยู่ชี้หน้าเพื่อนทั้งสอง พูดจริงจัง

“แกสองคนต้องรีบไปขอโทษลำเภา ก่อนที่แม่ฉันจะรู้เรื่องและเราสามคนจะอดอยู่ที่นี่กันทั้งหมด”

วัชระมองหน้าธีธัชขวับ พูดเบาๆว่าไหนบอกว่าจะไม่มีใครเดือดร้อนไง ธีธัชบ่นอย่างหงุดหงิดว่า ยัยหนูตะเภาเล่นหนักขนาดนี้เลยหรือ ส่วนกริชชัยวางพู่กันในมือด่าเพื่อนทั้งสองว่า

“แล้วแกสองคนเล่นเบาๆรึไง นี่ยังดีนะที่เภามาบอกฉันก่อน ถ้าสายตรงถึงแม่ฉันที่อังกฤษ พวกแกไม่มีโอกาสแก้ตัว”

วัชระตัดบทตัดปัญหาตัดรำคาญว่า เดี๋ยวตนไปขอโทษก็ได้จะได้จบๆไป แต่ธีธัชไม่ยอมเพราะกลัวเสียฟอร์ม ถูกกริชชัยกับวัชระตบหัวพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ธีธัชร้องโอ๊ย แล้วให้เหตุผลว่าขืนตนไปขอโทษยัยเด็กนั่น รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

“ถ้าแกไม่ขอโทษ แกก็ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่ ฉันจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนไปด้วย” วัชระยื่นคำขาด

“ไม่ได้...ถ้าฉันไม่อยู่ที่นี่แล้วจะไปอยู่ที่ไหน ห้องที่ซื้อไว้กรกนกก็เข้าไปยึดแล้ว พาผู้หญิงอื่นมาลำบาก ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องอยู่ที่นี่” ธีธัชไม่ยอม กริชชัยกับวัชระยื่นคำขาดพร้อมกันว่า

“แกต้องไปขอโทษลำเภา...”

ธีธัชหน้าจ๋อย ทำได้แค่พึมพำแก้เกี้ยว “ไรว้า...”

ooooooo

คืนนี้อรุณศรีไปนอนกับสุพรรณิการ์ที่คอนโดฯ พอลงจากรถ สุพรรณิการ์ถามว่าแน่ใจหรือว่าปรานต์ จะไม่ตามมาจิกที่นี่ อรุณศรีบอกว่าตนไม่ได้บอก

ปรานต์ว่าจะค้างที่นี่ แล้วก็ปิดมือถือไปแล้วขี้เกียจคุย

“ดี...ดัดนิสัยเสียซะบ้าง แอ๊วดีกับมันเกินไป เคยตัว!!”

ขณะสุพรรณิการ์หมุนตัวกลับจะขึ้นไปที่ห้องพักนั่นเอง สายตาเหลือบเห็นรถของวัชระจอดอยู่ เธอหยุดกึกตาลุกที่เจอจำเลยเข้าอย่างจัง ชี้ให้อรุณศรีดู บอกว่ารถของนายหนวดจอดอยู่นั่น ตนจำได้เพราะทุบมันยุบไปกับมือตัวเอง พึมพำอย่างสงสัยว่าทำไมรถของวัชระถึงมาจอดที่นี่ เอะใจเงยหน้าดูเบอร์ห้องเห็นชัดว่า เป็นห้อง...หนึ่ง-หนึ่ง

สุพรรณิการ์จิกตามองอย่างเอาเรื่อง

ไม่ถึงอึดใจ เสียงออดหน้าห้องหนึ่ง-หนึ่งก็ดังขึ้น สามหนุ่มที่เคลียร์ปัญหากันอยู่มองไปที่ประตูขวับ ธีธัชถามว่าใครมา ส่วนวัชระที่ขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สะดุ้งเฮือกคิดว่าเนตรนภัสตามมาจิก รีบบอกเพื่อนทั้งสองว่า

“แกสองคนห้ามบอกแหนมว่าฉันอยู่ที่นี่นะเว้ย” พูดแล้ววิ่งไปจากตรงนั้นราวกับหนีตาย

กริชชัยคว้าแขนไว้ถามว่าจะไปไหน วัชระบอกว่าจะไปหลบในตู้ ธีธัชถามว่าแล้วทำไมต้องไปหลบในตู้

“ก็ฉันไม่อยากเจอเขาตอนนี้ ฉันยังไม่อยากคุยเรื่องแต่งงาน” วัชระหน้าเจื่อนเสียงอ่อย

“แต่งงาน?!?” กริชชัยกับธีธัชอุทานพร้อมกัน มองหน้ากันเหวอ

ooooooo

ที่หน้าห้อง สุพรรณิการ์ระดมกดออดไม่หยุด จนอรุณศรีบอกให้พอได้แล้ว ถ้ามีคนอยู่ป่านนี้รู้แล้ว เดี๋ยวเจ้าของห้องจะว่าเอาได้ว่าไม่มีมารยาท สุพรรณิการ์ มองดูหมายเลขห้องอีกที เห็นเป็น 3 ห้องเรียงกัน คือ 11–12–13 พูดอย่างแค้นใจว่า

“ซื้อ 3 ห้องทะลุกันเสียด้วย รวยแบบนี้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาให้เข็ด” ว่าแล้วก็กระหน่ำกดออดอีก

“เฮ้ย...ไอ้ฝ้าย พอแล้ว...” อรุณศรีพยายามห้ามเพื่อนที่กดออดอย่างระห่ำ

ส่วนคนในห้องกำลังตึงเครียดกับข่าวที่วัชระจะแต่งงาน ธีธัชถามว่าจะแต่งงานกับแหนมหรือ วัชระบอกว่าเธออยากแต่ง กริชชัยถามว่าแล้วตัวเขาเองล่ะ

“ไม่รู้เว้ย แกก็รับหน้าไปก่อนแล้วกัน ฉันไปหลบก่อน” วัชระดิ้นสะบัดหลุดจากเพื่อนก็พุ่งไปที่ตู้ทันที

กริชชัยกับธีธัชมองหน้ากันตื่นๆเสียงออดยังดังไม่หยุด ธีธัชถามอย่างทำอะไรไม่ถูกว่า “เอาไงดีวะ?”

ส่วนที่หน้าห้อง สุพรรณิการ์ยิ่งกดออดก็ยิ่งโมโห จนอรุณศรีบอกให้พอได้แล้ว ดันเพื่อนออกไปบอกว่าเดี๋ยวตนจัดการเอง สุพรรณิการ์ไม่อยากทะเลาะกับเพื่อนเลยยอมถอยไป ยืนหน้าเป็นม้าหมากรุกอยู่ข้างๆ

ภายในห้อง กริชชัยบอกธีธัชว่า “ฉันรับหน้าเอง แกคอยรับมุกแล้วกัน” พลางแอบมองทางตาแมว เป็นจังหวะที่อรุณศรียืนหันข้างให้พอดี กริชชัยพึมพำว่า ทำไมหน้าคุ้นๆ ธีธัชถามว่าแหนมหรือเปล่า กริชชัยไม่ตอบ ตัดสินใจเปิดประตูอย่างกล้าหาญ

อรุณศรีได้ยินเสียงเปิดประตูก็ค่อยๆหันกลับมา พอเห็นกันจะจะเต็มตา ทั้งอรุณศรีและกริชชัยต่างชะงักมองกันอึ้งต่างเงียบงัน ตกใจ ประหลาดใจ สับสนไปหมด

ธีธัชยืนอยู่ข้างหลังกริชชัยถามว่าตกลงใครมา อรุณศรีมองไปตามเสียงเห็นธีธัชที่ยืนแนบชิดกับกริชชัยเข้าเต็มตาถึงกับร้องอ้าวววว...พริบตานั้นเองกริชชัยปิดประตูใส่หน้าอรุณศรีปัง! จนเธอสะดุ้ง

ooooooo

ธีธัชถามกริชชัยว่าเมื่อกี้นางในฝันของเขา

ไม่ใช่หรือ กริชชัยมองหน้าเพื่อน จึงรู้ว่ายืนอย่างแนบชิดกับธีธัชอยู่ เขาตกใจร้องเฮ้ย! แล้วผลักธีธัชออกอย่างแรงจนเซไปกระแทกตู้ที่วัชระซ่อนอยู่ดังโครม

ที่หน้าห้อง สุพรรณิการ์ที่ถูกกันไปอยู่ข้างๆถามอรุณศรีว่าทำไมปิดประตูล่ะ แล้วเมื่อกี้ใคร รู้จักกันหรือ

“เจ้านายฉัน กับคู่เกย์เขา...”

สุพรรณิการ์คิดว่านายหนวดนั่นเป็นคู่เกย์กับเจ้านายอรุณศรี แต่อรุณศรีนิ่วหน้าสงสัย บอกว่าไม่น่าใช่เพราะคนนี้ไม่มีหนวด สุพรรณิการ์ยิ่งงง พึมพำ “อ้าวววว แล้วนายหน้าหนวดนั่นอยู่ไหน???”

ทันใดนั้น ประตูเปิดอีกครั้งพร้อมคำถามจากกริชชัยว่า “คุณมีอะไรรึเปล่า”

สุพรรณิการ์พรวดออกมาตอบแทนว่าตนมีธุระตามหานายตำรวจหน้าหนวดที่ชื่อวัชระ กริชชัยผงะตกใจที่คาดผิด อรุณศรีรีบแนะนำว่า นั่นคือฝ้ายเพื่อนสนิทของตนเอง ส่วนสุพรรณิการ์ไม่สนใจตะโกนเข้าไปในห้องว่า

“นายวัชระ ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ฉันรู้นะว่าคุณหลบอยู่ในนี้”

อรุณศรีเรียกเตือนสติเพื่อนและขอโทษกริชชัยอย่างเกรงใจ แต่พริบตานั้นสุพรรณิการ์ก็แทรกตัวพรวดเข้าไปในห้อง อรุณศรีจะเดินตามเข้าไป ถูกกริชชัยจับแขนไว้ถามว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

ooooooo

ธีธัชกลับเข้าไปในห้อง วัชระโผล่จากตู้มาถามว่าใช่แหนมรึเปล่า ธีธัชบอกว่าไม่ใช่แต่เป็นนางในฝันของกริชชัยมากับใครไม่รู้ ไม่เคยเห็นหน้าแต่ได้ยินถามถึงเขา ทำเอาวัชระตาเหลือกที่มีคนมาถามหาตนอีก แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

“หลบอยู่ในตู้ คิดว่าจะหนีฉันได้หรือไง!” เสียงสุพรรณิการ์แจ๋เข้ามา วัชระจำได้ทันที ร้องเหมือนถูกผีหลอกที่มาเจอโจทก์เหี้ยมเข้าจนได้ กระโดดออกจากตู้ถามว่ามาได้ไง

“ฉันมาได้ก็แล้วกัน ไหนบอกว่าจะรับผิดชอบไง ฉันโทร.หาเป็นร้อยรอบ ปิดเครื่องตลอด คิดจะหนีรึไง”

พอตั้งหลักได้ วัชระก็เถียงแบบไม่ยอมให้ว่าเอาฝ่ายเดียว สุพรรณิการ์ก็ใส่เอ๊า...ใส่เอา จนอรุณศรีต้องคอยดึงแขนเตือนสติอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายกริชชัยต้องออกมาหย่าศึกว่า

“พอได้แล้วไอ้วัช ถ้าแกไม่หุบปาก ฉันจะโทร.ตามแหนมมาเดี๋ยวนี้...” กริชชัยใช้ไม้ตาย จนวัชระอ้าปากค้าง เงียบกริบไปทันที กริชชัยหันไปบอกอรุณศรีว่าให้เธอกับเพื่อนออกไปคุยกับตนข้างนอกดีกว่า

“ค่ะ...ไป ฝ้าย” อรุณศรีหันมาลากแขนเพื่อนที่ยังขืนตัวจะเอาเรื่องวัชระให้ได้ แต่สุดท้ายก็ถูกลากออกไปจนได้

ooooooo

กริชชัยเจรจาอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ยิ่งรู้ว่าสุพรรณิการ์อยู่ที่นี่เหมือนกัน เขาก็ยิ่งพยายามสร้างมิตรภาพ เสนอตัวยอมรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดแทนวัชระในฐานะเพื่อนรัก

สุพรรณิการ์อดแอบมองกริชชัยอย่างชื่นชมไม่ได้ เขาขอโทษอรุณศรีด้วยแววตาอ่อนโยนที่ทำให้เธอต้องวุ่นวายไปด้วย อรุณศรีก็ตอบรับด้วยท่าทีอ่อนลง แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของสุพรรณิการ์ที่มองอย่างรู้สึกแปลกๆกับท่าทีของสองคน

เมื่ออรุณศรีขอตัวและเดินกลับไปกับสุพรรณณิการ์ เธอควงแขนเพื่อนทั้งด้วยความสนิทสนมและกันไม่ให้เพื่อนกลับไปอาละวาดอีก แต่ภาพนั้นทำให้กริชชัยสะดุดตาสะดุดใจ อดคิดเป็นอย่างอื่นอย่างกังวลใจไม่ได้

สุพรรณิการ์เดินไปไม่กี่ก้าวก็มองกริชชัยอย่างสงสัยอีกที เห็นเขามองอยู่พอดี แต่พอสบตากันเขาก็หลบตามองไปทางอื่น แล้วรีบเดินกลับเข้าห้องไปเลย สุพรรณิการ์มองตามไปอย่างฉุกใจคิดกับท่าทีแปลกๆนั้น...

ooooooo

กลับมาในห้อง เจอเพื่อนทั้งสอง คนหนึ่งหน้าเครียด อีกคนกดบีบีไปตามประสา พอเขาเข้ามาก็กรูกันถามว่าเป็นไงมั่ง กริชชัยบอกว่าทางโน้นไม่ว่าอะไรเพราะตนถามว่าต้องการเท่าไรตนจะจ่ายเอง

วัชระตกใจกับการตัดสินใจของกริชชัย แต่พอฟังเขาชี้แจงเหตุผลว่า เพราะคุณฝ้ายเป็นเพื่อนสนิทของอรุณศรีและเธอก็อยู่คอนโดฯเดียวกับเราด้วย ปรามเพื่อนทั้งสองว่า

“ห้ามไปมีเรื่องกับเขาเด็ดขาด แค่อรุณศรีคิดว่าตนเป็นเกย์มันก็แย่พอแล้ว ขืนแกไปทะเลาะกับเพื่อนสนิท

เขาอีกฉันกับเขาคงมองหน้ากันไม่ติดแน่”

ธีธัชพูดขำๆว่ายิ่งถ้ารู้ว่าเราอยู่ห้องเดียวกัน เขาต้องยิ่งเชื่อว่ากริชชัยเป็นเกย์ชัวร์ เลยโดนกริชชัยปรามว่า

“แต่ถ้าไม่ไปขอโทษที่ไปแกล้งเขา แกก็ไม่ได้อยู่ห้องนี้” ทำเอาธีธัชทะเล้นไม่ออกบ่นว่าซวยจริงๆ “ใช่ซวย!และไม่ใช่แกซวยคนเดียว แต่จะซวยกันทั้งสามคน ส่วนแก” กริชชัยหันไปทางวัชระ “เลิกปิดมือถือ แล้วก็เลิกหนีแหนมได้แล้วก่อนที่พวกฉันจะซวยไปด้วย”

วัชระพยักหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายทรุดนั่งข้างตู้เครียดกับเรื่องแต่งงาน ธีธัชยืนพิงผนังซึมๆเซ็งๆที่ต้องไปขอโทษลำเภา ส่วนกริชชัยเดินไปที่ริมหน้าต่างมองออกไปไกล กลุ้มเรื่องอรุณศรี สามหนุ่มอยู่ในสามอารมณ์อย่างชัดเจน

“เฮ้อ...มีแต่เรื่องวุ่นวาย...มีอะไรดีบ้างไหมเนี่ย?...” กริชชัยพึมพำกับตัวเอง...

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงห้องตัวเอง สุพรรณิการ์รับรองกับอรุณศรีว่ากริชชัยไม่ได้เป็นเกย์ชัวร์ บอกว่าตนมีเรดาร์เกย์แรง แอ๊บไว้แต๊บไว้ลึกแค่ไหนก็ไม่รอดสายตาตนไปได้ แต่สำหรับกริชชัย ตนสแกนไม่เจอ อรุณศรีถามว่าเรดาร์เสียหรือเปล่า

“ไม่เสีย” สุพรรณิการ์ ตอบหนักแน่น แจกแจงรายละเอียดให้ฟังว่า “ทั้งวิธีคิด วิธีพูด การจัดการปัญหา แววตา รอยยิ้ม ผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา แต่เป็นผู้ชายเกรดเอบวก บวก”

“อะไรของแก บวก บวก”

“ก็ผู้ชายมีคุณภาพที่หาได้ยากในสังคม มีความเป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติผู้หญิง จริงใจ แล้วก็หนักแน่น แค่คุยกันแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี และที่สำคัญ เขาชอบแก” ประโยคหลังเธอยื่นหน้าเข้าไปบอกอย่างมั่นใจ

อรุณศรีตะลึงพรึงเพริด ร้องหา! แล้วพูดไม่ออก สุพรรณิ–การ์ ร่ายยาวต่อไปอย่างมั่นใจเกินร้อยว่า

“จากแววตา ที่เขามองแก ฉันตอบได้ทันทีว่า เขา- ชอบ-แก ชอบมากหรือชอบน้อย ยังไม่รู้ รู้แต่ว่า ชอบชัวร์...”

“ไม่จริง...” อรุณศรีเสียงแผ่วเหมือนละเมอ

“วันนี้แกอาจจะไม่เชื่อฉัน แต่สักวันถ้าเขากล้าพอจะจีบแกเมื่อไหร่ แกพาฉันไปเลี้ยงข้าวได้เลย และฉันขอบอกไว้เลยนะ...ถ้าวันนั้นมาถึง แกถีบตัวไอ้ปรานต์ทิ้งไปได้เลย ผู้ชายห่วยๆแบบนั้น เทียบเจ้านายแกไม่ติด!”

อรุณศรีอึ้งไปทั้งแปลกใจ ตกใจ แต่อดแอบตื่นเต้นไม่ได้

ooooooo

เช้านี้ ขณะที่โอบบุญกำลังจะออกไปทำงาน ก็ได้รับโทรศัพท์จากปรานต์โทร.มาถามว่าอรุณศรีกลับมาแล้วหรือยัง โอบบุญกำลังจะรีบไปทำงาน กอปรกับหมั่นไส้ปรานต์ด้วย ตอบรีบๆว่ายังไม่เห็น สงสัยเมื่อคืนจะไม่ได้กลับบ้าน

ปรานต์ตกใจถามว่าไม่ได้กลับบ้านแล้วไปไหนบอกไว้หรือเปล่า ตนพยายามโทร.เข้ามือถือก็ปิดเครื่องติดต่อไม่ได้ ถามว่า “พี่โอบรู้หรือเปล่าว่าแอ๊วไปไหน ไปกับใคร?”

โอบบุญหมั่นไส้เลยรวบรัดว่าตนไม่ใช่จีพีเอส จะไปรู้การเคลื่อนไหวของน้องสาวตลอดเวลาได้ยังไง พูดตอกหน้าไปว่า “และที่สำคัญ เรื่องบางเรื่องที่เขาไม่บอก ผมก็ไม่อยากรู้ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวขอโทษนะครับ ผมต้องรีบไปทำงาน” พูดแล้วตัดสายส่ายหน้า พึมพำ “สมน้ำหน้า เจอยัยแอ๊วแข็งข้อซะบ้างจะได้รู้สึก”

ถูกโอบบุญตัดสาย ปรานต์ก็ยิ่งเคือง ร้อนใจ ไม่รู้ว่าอรุณศรีหายไปไหน แต่ไม่มีเวลาให้หัวเสียนานนัก เพราะถูกเสี่ยใหญ่รุ่นใหม่มาเรียกประชุม ปรานต์เลยต้องปิดเสียงโทรศัพท์เดินหน้าไม่ดีเข้าห้องประชุม

ปรากฏว่า ในที่ประชุมมีหุ้นส่วนอีก 4 คน ล้วนแต่เป็นเสี่ยใหญ่รุ่นใหม่ ทุกคนดูรวยทำเหมือนไม่ได้อวดแต่แอบอวดกันด้วยเครื่องมือสื่อสารทันสมัยราคาแพงต่างๆ เอาออกมาวางเรียงอวดกัน ปรานต์เห็นดังนั้นค่อยๆหยิบโทรศัพท์เครื่องละหมื่นกว่าบาทของตัวเองแอบๆใส่กระเป๋าไว้

เสี่ยใหญ่รุ่นใหม่คนที่หนึ่งแจ้งแก่ที่ประชุมว่าเครื่องเสียงตัวใหม่กำลังจะมาลงเดือนหน้า ตนต้องระดมทุนเพิ่มอีกคนละห้าแสน ถามว่าใครมีปัญหาหรือเปล่า
เสี่ยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างบอกว่าตนโอนเข้ามาแล้ว บ้างบอกว่าเช็กเดี๋ยวนี้ได้เลย บ้างบอกว่าอีก 2 วินาทีเช็ก ได้เลย มีแต่ปรานต์คนเดียวที่เสียงไม่ดังเท่าคนอื่น แต่ก็เอาหน้ารอดได้ โกหกว่าตนเพิ่งซื้อกองทุนตัวใหม่ไปหลายล้าน ทำให้ ช่วงนี้เงินช็อตนิดหน่อย แต่รับปากว่าจะหมุนทางอื่นมาให้

เสี่ยคนที่ 1 เช็กเงินของเสี่ยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แล้วบอกว่าเรียบร้อย ส่วนของปรานต์เขาบอกว่าจะออกให้ก่อนก็แล้วกันมีเมื่อไรค่อยโอนคืนให้

“ได้ๆๆไม่นานหรอก จะรีบโอนคืนให้เลย” ปรานต์รีบบอกทำเป็นยิ้มสบายๆทั้งที่ใจร้อนรุ่มว่าจะไปหาเงินที่ไหนมาให้เขา

ooooooo

เช้านี้ กริชชัยจับลำเภากดนั่งลงที่เก้าอี้ แล้วตัวเองก็นั่งประจันหน้า ถามอย่างคาดคั้นว่าไปเจออรุณศรีได้ยังไง ทำไมถึงรู้ว่าเป็นเธอ และรู้ได้ยังไงว่าทำไมตนถึงชอบ

“เภาเจอโดยบังเอิญ รู้ว่าเป็นเขาเพราะหน้าเหมือนกับผู้หญิงในรูปที่คุณกริชวาด และรู้ว่าชอบเพราะเภาคิดว่าเป็นคนที่...น่ารักดี” ลำเภาพูดประโยคหลังยิ้มๆทำให้กริชชัยเผลอยิ้มไปด้วย

ลำเภาหว่านล้อม ลุ้นให้กริชชัยรักอรุณศรี พูดความดีมีน้ำใจน่ารักของเธอที่ตนได้รับวันนั้นให้ฟัง แล้วตบท้ายว่า

“เขาเหมาะกับคุณกริช จีบเลย แค่เขามีแฟน ไม่เห็นต้องกลัวเลย มีได้ก็เลิกได้”

กริชชัยติงว่าเพราะคิดอย่างนี้สังคมถึงได้วุ่นวายแบบนี้ เลยถูกลำเภาย้อนเอาว่า “คิดแบบคุณกริช เดี๋ยวก็ขึ้นคานกันพอดีอายุก็เยอะขึ้นทุกวัน คนโสดก็น้อยลงทุกที จะมีสักกี่คนที่หลงเข้ามาในชีวิตแบบไม่มีพันธะ”

“ให้พี่ไปแย่งคนอื่นมา พี่ก็ไม่มีความสุข คนเราถ้าคู่กันแล้วมันก็คงไม่แคล้วกัน” กริชชัยพูดจากใจจริง แต่ก็มีปลงๆในน้ำเสียง ทำให้ลำเภาฟังแล้วอดคิดไม่ได้ ถามว่า

“แล้วถ้าแฟนของคุณอรุณศรีเขาเป็นคนไม่ดี คุณกริชจะพยายามทำอะไรสักอย่างหรือเปล่า? หรือว่าปล่อยไปตามดวงโดยไม่ทำอะไร?”

กริชชัยตัดบทว่าไม่ต้องสมมติอะไรมากมายเลย เรื่องยังไม่เกิดตนก็ยังไม่อยากคิด แล้วก็ไม่ต้องห่วงตน ห่วงเรื่องของตัวเองเถอะ คำพูดเป็นปริศนาของกริชชัยทำให้ลำเภาขมวดคิ้วสงสัยว่าเรื่องอะไร

กริชชัยบอกว่าตนให้ธีธัชกับวัชระมาขอโทษเธอ ลำเภาถามทันทีว่า

“แล้วนายหมาใหญ่ เออะ...นายธีธัชเขาว่ายังไงบ้าง” ลำเภาถามอย่างอยากรู้

ooooooo

เช้านี้ ธีธัชไปที่โรงพยาบาลรักษาสัตว์ เพื่อไปขอโทษลำเภาตามคำสั่งของกริชชัย ธีธัชบ่นอย่างทำใจไม่ได้ แต่พอเจอลำเภาในมาดสัตวแพทย์ ไม่ใส่แว่น แต่งหน้าบางๆ และแต่งตัวดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ก็มองอึ้งๆ

ลำเภาเห็นอาการก็ถามว่า อึ้งเลย...น่ารักล่ะสิ ธีธัชปั้นหน้าตอบทันทีว่า ก็แค่ดูเป็นคนขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง บอกว่าเจอตัวก็ดีแล้วจะได้คุยกันให้รู้เรื่อง แต่พออ้าปากจะพูดต่อเท่านั้นก็ถูกลำเภายกมือห้าม ตัดบทว่านี่เป็นเวลางานของตน ไม่มีเวลามาฟังเรื่องของเขา สั่งเข้มว่า “ถ้าอยากคุยก็ต้องต่อคิว!”

สุดท้าย ธีธัชก็ต้องไปเอาบัตรคิว ได้เป็นลำดับที่ 8 เขาหงุดหงิดมาก พยายามจะบอกว่าตนมีธุระพูดสั้นๆ นิดเดียวเอง แต่ลำเภาไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ให้เขารับบัตรคิวและมาตามคิว จากนั้นเธอก็ให้พนักงานเรียกเบอร์ 1 เข้าพบ

ธีธัชมองบัตรคิวที่ 8 ในมือ...เซ็งจนบอกไม่ถูก คำรามเบาๆ ว่า “อีก 8 คิวเจอกัน!” เหลือบดูนาฬิกาที่ผนังเป็นเวลา 09.30 น. แล้ว

ooooooo

ฝ่ายวัชระ ตื่นขึ้นมาดูนาฬิกาแล้วเหลือบมองโทรศัพท์มือถือข้างตัวเห็นปิดอยู่ หยิบขึ้นมาชั่งใจแล้วกดเปิด

มีโทร.เข้าทันทีราวกับตาเห็น ซ้ำร้ายคือเป็นสายจากเนตรนภัส! วัชระบ่นเซ็งๆว่ารู้ได้ไงวะ แล้วกดรับเนือยๆ

พอปลายสายรับ เสียงเนตรนภัสก็แว้ดจากโทรศัพท์ทันที ถามว่าอยู่ไหน ทำไมต้องปิดโทรศัพท์ เมื่อวานโทร.ทั้งวันก็ไม่เปิดเครื่อง ที่บ้านก็ไม่อยู่ ปิดเครื่องหนีตนหรือยังไง

วัชระพยายามพูดแทรกว่าใจเย็นๆเมื่อวานตนติดงาน ก็ถูกเธอจับเท็จทันทีว่า “โกหก!” เสียงแจ๋เข้ามาจนวัชระต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างหู

เนตรนภัสยืนว่าฉอดๆอยู่ที่ระเบียงบ้าน วัชระทนฟัง จึงรู้ว่าว่าเธอโทร.เช็กไปที่ทำงาน ทางนั้นบอกว่าเขาลางาน ที่แผนกของเขาก็ไม่มีใครติดต่อเขาได้ คาดคั้นถามว่า ตกลงเขาไปอยู่ไหน กับใคร บอกมาเดี๋ยวนี้

วัชระตกใจที่เธอโทร.ไปหาเจ้านายตน แล้วก็ยิ่งตกใจเมื่อเธอบอกว่า เมื่อเจอเจ้านายเขาเลยบอกเรื่องงานแต่งงานของเราด้วย ซึ่งท่านก็รับปากว่าจะมาเป็นเถ้าแก่ในวันสู่ขอ ขณะวัชระเซ็งจนพูดไม่ออกนั่นเอง เนตรนภัสก็สั่งอีกว่า

“เย็นนี้วัชมาหาแหนมที่บ้านด้วยหกโมงเย็น ห้ามช้าเด็ดขาด เรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน” พูดแล้ววางสายเลย

วัชระถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย พึมพำ เหมือนมีอะไรมาจุกอก...

“เรื่องไปถึงเจ้านายแล้วเหรอเนี่ย...เฮ้ออออ...”

ที่โรงพยาบาลสัตว์ ธีธัชถือบัตรคิวรอคุยกับลำเภาอย่างอดทนอดกลั้น จนถึงคิวที่เจ็ด เขามองบัตรคิวในมืออย่างมีความหวังว่าต่อไปก็เป็นตนแล้ว

แต่แล้วก็ต้องฉุนกึก เมื่อเห็นพยาบาลเอาป้าย “พักทานข้าว” มาวางไว้ เขารีบเดินไปบอกว่าพักไม่ได้ตนเป็นคิวต่อไป ขอคุยแป๊บเดียวแล้วค่อยพักได้ไหม

พยาบาลตอบสั้นๆว่าไม่ได้ เพราะนี่เป็นคำสั่งของหมอตนต้องทำตามหน้าที่ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ ธีธัชกัดฟันกรอดคำรามเสียงลอดไรฟัน “ยัยหนูตะเภา!!”

พอดีลำเภาเดินออกมาเพื่อจะไปทานข้าวกลางวัน ธีธัชรีบพรวดออกไปขวาง พูดด้วยความขุ่นเคืองใจว่า

“นี่ ยัยเด็กบ๊อง ฉันไม่รอคิวแล้วนะ เจอตอนนี้ก็คุยเลยแล้วกัน” ถูกลำเภาตำหนิเบาๆว่าคนไม่มีความอดทน ธีธัชพยายามระงับอารมณ์บอกว่าตนไม่อยากต่อปากต่อคำ รวบรัดว่า

“เอาเป็นว่า เรื่องที่ฉันแกล้ง...ฉัน...เออ...ขอโทษก็แล้วกัน เรื่องจะได้จบๆไป ฉันไม่อยากให้ไอ้กริชมันเดือดร้อน”

ลำเภาทำเป็นลอยหน้าบอกว่าจะรับไว้พิจารณาแล้วกัน ส่วนจะยกโทษให้หรือไม่ขอคิดดูอีกที ธีธัชหมดความอดทนอดกลั้น ปรี๊ดแตกทันทีจับแขนเธอไว้ปรามว่า ตนไม่มีเวลาอย่ามาพูดเล่น ถูกลำเภาสั่งให้ปล่อย จับตนแบบนี้คนอื่นเขาจะเข้าใจผิดเอา

ธีธัชนิ่งไปนิดหนึ่ง พอนึกได้ก็ขำก้าก ลำเภาถามว่าขำอะไร เขาพูดไปขำไปว่า

“นี่เธอกลัวว่าคนอื่นเขาจะคิดว่าฉันกับเธอเป็นแฟนกันเนี่ยนะ ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครเขาคิดว่าคนหน้าตาดีอย่างฉัน จะมาเดินตามจีบเด็กกะโปโลอย่างเธอ”

ลำเภาสะอึกไปเลย ยิ่งเมื่อธีธัชพูดขำๆว่า ตนไม่เอาคนอย่างเธอมาเป็นแฟนหรอก ลำเภาประกาศอย่างบ้าบิ่นว่า ตนนี่แหละจะเอาเขาเป็นแฟน จะทำให้เขามาสยบอยู่แทบเท้าตนให้ได้ และเขาก็ต้องชอบตนด้วย

“บ้า! เพ้อ! ละเมออะไรเนี่ย” ธีธัชชักตกใจกับความจริงจังของลำเภา

“ฉันพูดจริง และฉันจะต้องทำให้ได้” แล้วยื่นหน้าเข้าไปพูดย้ำ “คุณจะต้องมาเป็นแฟนฉัน!” พูดแล้วเดินเชิดไปเลย

“เด็กนี่...บ้าจริงหรือว่าแกล้งบ้าวะเนี่ย” ธีธัชมองลำเภาอย่างสับสนปนกลัวๆกับความแปลกของเธอ

แต่เมื่อไปเล่าให้กริชชัยฟัง กริชชัยรับรองว่าน้องตนไม่ได้บ้า ส่วนที่ธีธัชถามว่าน้องเขามีแฟนแล้วรึยัง กริชชัยบอกว่าไม่มี ทั้งยังขอน้องตนไว้สักคนเถอะอย่าไปยุ่งกับเธอเลย ธีธัชบอกว่าตนไม่ยุ่งอยู่แล้ว แต่ลำเภาประกาศจะเอาตนเป็นแฟนให้ได้

กริชชัยพูดขำๆว่าน้องคงพูดเล่น แต่ถึงจะพูดจริงก็ให้ธีธัชวางตัวเป็นพี่ชายไปเสีย พูดขู่ๆว่า ถ้าเขาทำอะไรลำเภา มีหวังถูกพ่อแม่เธอเอาตายแน่  ธีธัชเกาหัวแกรกๆบอกว่าตนจะพยายามก็แล้วกัน แล้วจะแยกกันตรงนั้น ธีธัชพูดทีเล่นทีจริงว่า อยู่ใกล้เขานานๆเดี๋ยวจะมีคนเข้าใจผิด แต่ทำขี้เล่นด้วยการช่วยขยับเนกไทให้เขาอย่างใกล้ชิด

อรุณศรีเดินมาเห็นพอดี เธอตกใจหลบตากริชชัยแล้วเดินเลี่ยงไป กริชชัยกับธีธัชยิ้มกันแห้งๆ แบบว่าเป็นเรื่องจนได้ แล้วกริชชัยก็รีบเดินตามอรุณศรีไป

ooooooo

อรุณศรีเดินไปก็คิดไปว่า สงสัยเรดาร์ของสุพรรณิ- การ์เสียแน่ๆ ถึงได้วิเคราะห์ผิด ซ้ำเพื่อนรักยังบอกว่าเขาชอบตนชัวร์อีกด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เชื่อเรดาร์ของสุพรรณิการ์

กริชชัยเดินตามมาทัน เขาเรียกเธอ แล้วทำทีพูดเรื่อง ที่ตนจะรับผิดชอบค่ารักษาให้สุพรรณิการ์ที่คุยกันเมื่อคืนนี้ ไม่รู้ว่าเธอคิดเท่าไรให้บอกด้วย ตนบอกเบญลี่ไว้แล้ว พออรุณศรีรับปากว่าจะบอกให้ เขาก็ชวนอย่างกลัวๆกล้าๆว่า

“เอ่อ...แล้วเย็นนี้...”

เขาพูดไม่ทันจบก็มีสายเข้ามือถือของอรุณศรี พอเธอกดรับ กริชชัยแอบเห็นรูปปรานต์ที่หน้าจอ ความเซ็งเข้าจับจิตทันที ตัดใจบอกว่า ไม่มีอะไรแล้ว เชิญตามสบาย แล้วเดินแยกไปเซ็งๆแต่อดไม่ได้ที่จะปรายตามองอรุณศรีที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่

อรุณศรีเดินออกไป เจอปรานต์ยืนเท่คอยอยู่พร้อมดอกไม้มาง้อบอกว่า “ดีกันนะ” อรุณศรีรับดอกไม้แต่บอกว่าขอคิดดูก่อน ปรานต์เล่นบทสำนึกผิดอ้อนว่า

“โธ่...แอ๊ว อย่าโกรธเลยนะ ผมขอโทษ ต่อไปนี้ผมจะไม่มารับช้า ไม่ผิดเวลา ไม่ลืมสัญญา ไม่ทำให้แอ๊วต้องหงุดหงิด โอเคนะ” พูดแล้วยิ้มอ้อน

อรุณศรีเห็นปรานต์สำนึกและตามง้อก็ใจอ่อน เมื่อปรานต์ชวนเธอไปกินข้าวบอกว่าตนจะเลี้ยงเอง เธอจึงขึ้นรถไปกับเขาแต่พอขึ้นนั่งในรถแล้ว รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่ามีคนมองอยู่ พอหันไปก็เจอกริชชัยมองอยู่จริงๆแต่พอเขาเห็นเธอมองมา ก็สะดุ้ง หลบตา แล้วเดินหนีไป

เป็นพฤติกรรมซ้ำๆที่เห็นทุกครั้งเมื่อถูกจับได้ว่าแอบมอง ทำให้อรุณศรีเอะใจว่า ยังไงกัน?

ooooooo

วัชระได้รับโทรศัพท์จากเนตรนภัสสั่งให้ไปหาที่บ้านด่วนมีเรื่องสำคัญจะคุย ก็จำต้องไปตามคำสั่ง พอไปถึง เจอเธอยืนกอดอกรออยู่แล้ว พอเห็นท่าทีของเธอ วัชระก็เตรียมใจรับศึกหนัก

ทันทีที่เจอหน้ากัน เนตรนภัสก็เปิดฉากทันที แต่คราวนี้ บอกว่าไม่ถามว่าหายไปไหนมา และไม่เซ้าซี้ถามอะไรทั้งนั้น มีข้อแม้ว่า

“แต่วันนี้ วัชจะต้องไปยืนยันกับคุณแม่เรื่องงานแต่งงานของเรา เพราะคุณแม่คิดว่าวัชไม่เต็มใจจะแต่งกับแหนม”

“ดี...ผมก็มีเรื่องจะคุยกับท่านเหมือนกัน” น้ำเสียงวัชระจริงจังจนเนตรนภัสชะงัก ถามว่าจะคุยเรื่องอะไร วัชระไม่ตอบแต่มองเธอด้วยแววตาแน่วแน่ ทำให้เธอยิ่งอยากรู้

ooooooo

เมื่อเข้าไปพบสีรุ้งในห้องรับแขก วัชระบอกสีรุ้งด้วยน้ำเสียงจริงจังตึงเครียดว่า

“เรื่องสินสอด...ผมต้องเรียนตามตรงว่าผมไม่มีเงินมากนัก เพิ่งจะลงเงินตกแต่งคอนโดฯใหม่กับเพื่อน  เงินก้อนหมดแล้วเหลือแต่เงินเดือนกับเงินในธนาคารอีกไม่มาก”

เนตรนภัสชักสีหน้า ต่อว่าเขาว่าพูดเรื่องนี้ทำไม ตนบอกแม่เขาไปแล้วว่าเรื่องพวกนี้ตนจัดการเอง วัชระสวนไปว่า

“แต่ผมไม่อยากทำแบบนั้น อยากจะหาสินสอดมาด้วยตัวเอง ทำแบบนั้นมันไม่มีศักดิ์ศรี”

เนตรนภัสเอามือกอดอกพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า

ไร้สาระ วัชระไม่สนใจ ยังคงคุยกับสีรุ้งด้วยสีหน้าจริงจัง ขอต่อรองราคาสินสอดให้ลดลงมาหน่อยได้ไหม ถ้าเอาตามที่บอกมาตนสู้ไม่ไหว สีรุ้งปรายตาแวบหนึ่งถามหน้านิ่งๆว่า

“นี่เธอคิดว่าฉันขายลูกสาวหรือไง ถึงได้มาต่อรองเหมือนผักเหมือนปลา” วัชระหน้าเสียรีบแก้ตัวว่า ตนไม่ได้คิดแบบนั้น สีรุ้งตัดบทว่า “งั้นก็เลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว เพราะถ้าจะให้ฉันเรียกสินสอดในระดับที่เธอสู้ไหว คงได้อับอายคนในวงสังคมของฉัน ศักดิ์ศรีเธอไม่ได้หายไปไหนหรอก ฉันจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ฉันเองก็ไม่อยากให้คนนอกรู้ เพราะฉันก็อายเขาเหมือนกัน”

วัชระร้อนวูบขึ้นมาอย่างทนไม่ได้กับประโยคสุดท้ายของสีรุ้ง โพล่งออกไปว่า

“ผมขอโทษนะครับ ที่ทำให้ท่านต้องอับอาย ผมหมดธุระแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับ” วัชระยกมือไหว้ลาแล้วออกไปเลย เนตรนภัสร้องเรียกให้รอตนด้วยพลางรีบเดินตามไป

สีรุ้งมองตามลูกสาวไปแล้วยกมือกุมขมับอย่างกลุ้มใจ...

เนตรนภัสตามไปทันก็จับมือเขาพูดปลอบใจว่าไม่ต้องคิดมากเรื่องสินสอด ตนจัดการเอง หน้าที่ของเขาตอนนี้คือให้เตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวที่น่ารักก็พอ วัชระทำเสียงอือ...ในคอตัดปัญหา เธอยิ้มพอใจบอกว่าพรุ่งนี้ตนนัดเวดดิ้ง
แพลนเนอร์ไว้แล้ว เห็นวัชระทำหน้างงๆเธออธิบายอย่างภูมิอกภูมิใจว่า

“เวดดิ้งแพลนเนอร์ เขาจะเตรียมคอนเซปต์งานมานำเสนอ แล้วก็มีทุกอย่างมาให้เราเลือก ทั้งการ์ด แหวน ของชำร่วย ดอกไม้ อาหาร แล้วก็ชุด แหนมบอกให้เขาเลือกแบบที่เริ่ดที่สุด ชุดเจ้าสาวของแหนมจะต้องสวยและไม่เหมือนใคร...”

วัชระฟังอย่างเหนื่อยใจ แล้วก็สะดุ้งเมื่อเธอหันมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้ทำตัวว่างๆ แล้วมารับตนตอน 8 โมงเช้า วัชระไม่พูดอะไร แต่รู้สึกมึนกับชีวิตของตัวเองเหลือเกิน...

ooooooo

วันนี้ ปรานต์ทำตัวดีผิดปกติ นอกจากมารับอรุณศรีตรงเวลา มีดอกไม้มาง้อ แล้วยังใจป้ำพาไปเลี้ยงอาหารเกาหลีที่เคยมากินกันครั้งก่อน แต่ครั้งนี้เขาบอกว่าจะขอเป็นคนจ่ายเอง

เมื่อพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ เขาจัดแจงคีบเนื้ออย่างดีที่สั่งมาให้อรุณศรี ทั้งยังคุยให้ฟังอย่างมีชีวิตชีวาว่า

“นี่เนื้อหมู นุ่มมากเลยนะ ไก่ก็ไม่มีหนัง กุ้งก็สด แอ๊วกินเยอะๆเลยนะ ถ้าไม่พอปรานต์สั่งมาเพิ่มอีกก็ได้นะ จะเพิ่มเลยไหม”

อรุณศรีบอกว่าพอแล้ว แค่นี้จะกินหมดหรือเปล่ายัง

ไม่รู้เลย กินไปก็อดสงสัยไปไม่ได้ว่า วันนี้ปรานต์ทำดีผิดปกติ ระแวงว่าไปทำผิดอะไรมาหรือเปล่าก็ไม่รู้

เธอมองถูกว่าเขาดีผิดปกติ แต่ไม่รู้ว่าทำดีทำไม จนกระทั่งปรานต์ เล่า ปรารภ และเอ่ยปากว่าทางบริษัทเขาจะระดมทุนเพิ่มคนละห้าแสน ตอนนี้ตนมีอยู่หนึ่งแสน ยังขาดอีกสี่แสน แล้วพูดออกตัวว่า

“จริงๆแล้วปรานต์ก็ไม่อยากรบกวนแอ๊ว มันสุดวิสัยจริงๆแต่ยืมไม่นานนะ แค่สองสามเดือน พอบริษัทปันเงิน  ปรานต์ก็เอามาคืนแล้ว ปันผลครั้งนี้ได้ไม่ต่ำกว่าสองล้าน”

อรุณศรีฟังแล้วอึ้งสนิท ความอร่อยของอาหารเหือดหายไปหมดสิ้น ปรานต์เห็นดังนั้นหว่านล้อมอ่อยเอาใจว่า

“ปรานต์ก็กะว่า ถ้าได้เงินปันผลครั้งนี้ ก็จะเอามาดาวน์บ้าน...บ้านของเราสองคนไงแอ๊ว”

เจอไม้นี้...มุกนี้...อรุณศรีก็ได้แต่มองหน้าปรานต์...คิดหนัก

ooooooo

ธีธัชกลับไปที่ห้องพักคอนโดฯ เจอกรกนกถามอย่างจับเท็จเรื่องหัวแตกว่า บอกมาตรงๆไม่ต้องพูดโยกโย้ จะถามหลายวันแล้วว่าทำไมหัวแตก แต่เขาก็เลี่ยงไปเลี่ยงมาไม่ยอมตอบสักที

ธีธัชทำเป็นตอบแบบไม่สนใจว่า บอกแล้วว่าเด็ก กรกนกถามว่าเด็กไหน เด็กใหม่หรือเด็กเก่า

กรกนกซักเสียจนธีธัชต้องยอมบอกตรงๆว่าถูกเด็กบ๊องน้องสาวของกริชชัยตีหัวเอา กรกนกจับผิดว่า กริชชัยเป็นลูกคนเดียวจะมีน้องสาวได้ยังไง

ธีธัชเล่าว่า เด็กนั่นเป็นลูกของป้า แต่อายุน้อยกว่าเลยเป็นน้อง เป็นสัตวแพทย์ สติไม่ค่อยดี สงสัยจะอยู่กับหมากับแมวมากไปหน่อย พูดแล้วอดเล่าไม่ได้ว่า “อ้อ...แล้วดันบอกว่าจะทำให้ผมยอมสยบแทบเท้า จะเป็นแฟนผมให้ได้ เฮอะ...รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ”

ฟังธีธัชเล่าแล้ว กรกนกอดถามไม่ได้ว่าเด็กนั่นสวยไหม ธีธัชพูดให้สบายใจว่า ก็น่ารักดี แต่เพี้ยน ให้ความมั่นใจกับเธอว่า “กรไม่ต้องหึงเลยนะ ผมไม่มีวันจะสนใจยัยเด็กบ๊อง นั่นหรอก ไม่ต้องห่วง”

ธีธัชพูดอย่างมั่นใจ แต่กรกนกก็ยังอดคิด อดเป็นห่วงเขาไม่ได้อยู่ดี

ooooooo

แล้วเย็นนี้เอง ขณะสุพรรณิการ์คุมเด็กเตรียมเปิดร้านอยู่นั้น ธีธัชขับรถไปส่งกรกนกที่หน้าร้าน บอกว่าคืนนี้จะมารับกลับ สุพรรณิการ์ตกใจ เพราะเคยเจอเขาอยู่ที่ห้องคอนโดฯกับกริชชัย คิดเลยเถิดไปมากมาย พึมพำอย่างนึกสนุกว่า “เอาล่ะเว้ย...”
สุพรรณิการ์คุยกับกรกนกทันที คุยกันอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา จนกรกนกยืนยันขำๆว่าธีธัชไม่ได้เป็นเกย์ ตนการันตีว่าเขาเป็นผู้ชายล้านเปอร์เซ็นต์ กรกนกถามสุพรรณิการ์ว่ารู้จักกับธีธัชได้ยังไง

สุพรรณิการ์เลยเล่าให้ฟัง ทำให้สุพรรณิการ์รู้ลึกลงไปอีกว่า ที่แท้ทั้งสามหนุ่มเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว สุพรรณิการ์ถามตรงๆว่าตัวกรกนกเป็นแฟนกับธีธัชหรือเปล่าทำเอาเธออ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

ooooooo

เมื่อได้ข่าวใหม่ล่าสุด สุพรรณิการ์โทร.คุยกับอรุณศรีทันที พอเล่าที่คุยกับกรกนกให้ฟังแล้ว อรุณศรีถามว่า ที่ว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดนั้นแปลว่าอะไร

“ก็เกือบจะเป็นแฟน แต่ยังไม่ใช่ไง ก็เป็นเพื่อนกันไปก่อน แต่อาจจะมีอะไรบางอย่างที่มากกว่าเพื่อนก็ได้ แต่ยังไม่ใช่แฟน”

“โอ๊ย...ซับซ้อนอ่ะ เอาเหอะ เขาจะเป็นอะไรกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย แกจะโทร.มาเล่าให้ฉันฟังทำไมเนี่ย”

สุพรรณิการ์บอกว่าเธอจะได้เลิกคิดเสียทีว่าเจ้านายตัวเองเป็นเกย์ อรุณศรีพูดอย่างเหนื่อยใจว่า เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ เขาจะเป็นเกย์หรือไม่เป็น กริชชัยก็ไม่ได้คิดอะไรกับตนอยู่แล้ว

“เฮ้ย...ไม่จริง”

“จริง! แกเจอเขาแค่ครั้งเดียว แกจะไปรู้อะไรฉันเจอเขาทุกวัน มันไม่มีอะไรจริงๆ เลิกพูดเหอะ ฉันจะนอนแล้ว อ้อ...แล้วเรื่องค่ารักษาพยาบาล แกจะเอาเท่าไหร่ก็รีบบอกมา ฉันจะทำเรื่องเบิกให้ แค่นี้นะเพื่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน” พูดแล้วอรุณศรีวางสายเลย

วางสายจากอรุณศรีแล้ว สุพรรณิการ์พึมพำอย่างติดใจสงสัยว่า

“ทำไม ไอ้แอ๊วมันเสียงเครียดๆ เป็นอะไรหรือเปล่า?”

ส่วนอรุณศรีวางสายแล้ว ก็คิดถึงคำอ้อนของปรานต์เรื่องเงินสี่แสน ทั้งยังพูดให้น่าไว้ใจว่าปีนี้ตนอาจได้เงินปันผลถึงสองล้าน แล้วจะเอาไปดาวน์บ้าน พูดหวานว่า “บ้านของเราสองคนไงล่ะ” ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แต่ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ สุดท้ายถามใจตัวเองว่า

“ระหว่างคนดี กับคนโง่...เราจะเลือกเป็นอะไร”

กระนั้นก็ยังคิดไม่ตก ทำได้แค่ถอนใจยาวเครียด

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:07 น.